15 กุมภาพันธ์ 2561
6 K

ผมยังจำภาพในค่ำคืนนั้นได้แม่นยำ

ม่านบนเวทีเปิดออก ชายคนหนึ่งยืนอยู่บนเวทีเพียงลำพัง เสียงปรบมือดังยาวนาน เป็นสัญญาณเริ่มต้นการโชว์สแตนด์อัพคอเมดี้ที่ชื่อ A – Katanyu The Man Who Stand Up ของเขาในวันนั้น

หากใครรู้จัก กตัญญู สว่างศรี เป็นการส่วนตัวย่อมรู้ว่าโชว์นี้มีความหมายกับเขามากเพียงใด ยอมรับว่าภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ผมรู้สึกบางอย่างคล้ายอาการตื้นตัน

จากชายที่บอกว่าชีวิตตัวเอง ‘ห่วยสัส’ ถูกคนมองข้ามมานับครั้งไม่ถ้วน เคยถูกไล่ออกจากงานประจำ เขาใช้เวลาไม่กี่ปีกลายมาเป็นคนที่มีแสงไฟสาดส่อง และเป็นผู้ที่กล้าประกาศว่าจะหว่านเมล็ดวัฒนธรรมสแตนด์อัพคอเมดี้ให้เจริญเติบโตในดินแดนบ้านเกิดให้ได้

จากโชว์ครั้งแรก A Katanyu 30 ปีชีวิตห่วยสัส ที่มีคนดูหลักสิบ เขาใช้เวลาไม่ถึงปี ขยับขยายจัดงาน A – Katanyu The Man Who Stand Up ที่มีคนดูหลักพัน ยังไม่นับโปรเจกต์อีกมากมายที่รออยู่ข้างหน้า อาทิ งาน One Night Stand Up ครั้งที่ 2 ในชื่อ Stand Up Tragedy ที่เขาระดมเพื่อนพ้องมาร่วมโชว์กันในวันที่ 16 – 18 กุมภาพันธ์ นี้

นอกจากสถานะล่าสุดอย่างแสตนด์อัพคอเมเดี้ยนหน้าใหม่ หากลองไล่เรียงสิ่งที่กตัญญูเคยทำ เราจะพบว่าเขาเป็นมาแล้วหลายอย่าง ไล่ตั้งแต่เป็นคนทำนิตยสาร เป็นนักเขียนและคนทำสำนักพิมพ์เพื่อพิมพ์งานวรรณกรรมขายเอง (เอากับเขาสิ) เป็นพิธีกรอีเวนต์คิวชุก เป็นผู้ก่อตั้งและผู้จัดรายการทางพอดแคสต์ที่ชื่อ Get Talks เป็นบรรณาธิการบริหารดิจิทัลพีอาร์และคอนเทนต์ที่ชื่อ Moonshot จนกระทั่งล่าสุดเขาลาออกมาเปิดบริษัทของตัวเองชื่อ Katanyu86

เรานัดพบกันที่ร้านกาแฟไม่ไกลจากสำนักงานของเขา และจากเรื่องเล่าในบ่ายวันนั้น ทำให้ผมพบว่าชีวิตของกตัญญูนอกจากมันจะไม่ตลกเหมือนเรื่องที่เขาเล่าบนเวที

มันกลับชอกช้ำและตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำ

กตัญญู สว่างศรี กตัญญู สว่างศรี กตัญญู สว่างศรี

โชว์ครั้งแรกคุณตั้งชื่อว่า ‘30 ปีชีวิตห่วยสัส’ ถ้าให้ย้อนมอง ชีวิตคุณห่วยสัสจริงไหม

มันเป็นภาวะที่แว้บเข้ามาตอนตั้งชื่อโชว์ เราจองสถานที่ตอนวันเกิดครบรอบ 30 ปี พอดี แล้วชื่อ ‘30 ปีชีวิตห่วยสัส’ มันลั่นออกมาเลย ซึ่งพอลองย้อนกลับไปดูตัวเอง จริงๆ ชีวิตเราเจ็บปวดนะ คือมันไม่ได้ตกอับ ไม่มีจะกิน ยากจน แต่มันเจ็บปวดกับการดิ้นทุรนทุรายของตัวเองที่จะพยายามพิสูจน์อะไรบางอย่าง เราเป็นคนที่มีไฟ มีความทะเยอทะยาน ทำอะไรก็อยากจะขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง อยากจะขึ้นเป็นแถวหน้าอยู่ตลอด แต่ที่ผ่านมาเราอยู่แถวหลัง เคยถูกมองข้าม อยากเข้าทำงานที่นิตยสารที่เราฝึกงานเขาก็ไม่สนใจ ไม่ได้มองอะไรเราเลย ซึ่งตอนเด็กไม่เข้าใจ น้อยใจ แต่ตอนโตขึ้นมาก็รู้ว่าคนที่บริหารเขาก็ต้องมองคนที่มีศักยภาพ

ตอนนั้นเราบอกกับตัวเองว่า กูจะต้องแซงทุกคนที่เขียนหนังสือรุ่นเดียวกับกูให้ได้ ซึ่งมันก็เลยพาเราไปเขียนงานวรรณกรรม เราเข้าใจเอาเองว่าคนเขียนหนังสือเก่งต้องเขียนหนังสือวรรณกรรมเท่ๆ เทพๆ เราก็ไปอ่านหนังสือรางวัล อ่านฟรานซ์ คาฟคา อ่านมูราคามิ ซึ่งก็พาเราถลำลึกเข้าไปสู่แวดวงการเขียนวรรณกรรม ไปอยู่กับคณะพลเมืองเรื่องสั้น ได้เขียนเรื่องสั้นลง ช่อการะเกด หลังจากนั้นก็ได้ทำงานที่นิตยสาร Writer

การที่ผ่านช่วงที่คนไม่เห็นคุณค่ามันมีคุณค่ายังไงกับคุณบ้าง

มันขัดเกลาให้เราแข็งแกร่ง ทำให้เราอดทน มันค่อยๆ ปอกเปลือกตัวเราเอง ช่วงเวลาที่เราไม่มีคุณค่ามันเหมือนเราค่อยๆ ขัดตัวเอง เอาสิ่งที่เปราะบางออก เมื่อก่อนเราจะมีความสะเปะสะปะ แต่เหมือนพอเราได้ลงสนามแข่งหลายๆ สนาม แล้ววันนึงเราก็พบว่ามันผิดที่กีฬาที่มึงเล่น กีฬานี้มึงไม่ถนัด มึงออกมาได้แล้ว ซึ่งการได้เดินออกมาจากจุดหนึ่งมันทำให้เราพบที่ใหม่ เราเจอเรื่องหนักๆ มาเยอะ ชีวิตเราเคยถูกไล่ออก ทำงานอยู่ถูกชี้หน้าด่า ถูกตบที่หน้างาน ถูกกดดัน เราถูกทำหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่เคยคิดว่าชีวิตจะเจอ

ตอนนั้นทำไมถูกไล่ออก

‘คุณใช้แต่ปากทำงาน’ พี่เขาพูดกับเราแค่นี้ แต่ถึงทุกวันนี้เราขอบคุณพี่เขามากนะ ขอบคุณมากที่เขาให้อาชีพเรา เขาผลักเราไปอีกทาง มันเป็นจุดเปลี่ยน ไม่รู้จะพูดยังไง มันต้องขอบคุณเขาเท่านั้น เขาคงเห็นว่าเราไม่ได้เหมาะกับเส้นทางนี้จริงๆ แต่เขาไม่รู้จะอธิบายยังไง เราอ่านหนังสือมาเขาบอกว่า ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ถูกไล่ออก เป็นเพราะว่าคุณไม่ถูกกับงานนั้นจริงๆ อยู่แล้ว ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ดีที่คุณจะได้เปิดตัวเองไปสู่งานใหม่

การถูกไล่ออกเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะว่ามันทำให้เรายกความยิ่งใหญ่ของวรรณกรรม คุณค่าของวรรณกรรมออกจากตัวเอง แล้วไปเห็นคุณค่าอื่นๆ ที่เป็นรายละเอียดในชีวิตเล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถหาความสุขได้ เพราะที่ผ่านมาวรรณกรรมมันคือเสาหลักในชีวิตมาตลอด เราอยากเขียนหนังสือให้ได้รางวัลซีไรต์ เราอยากเขียนหนังสือให้เป็นที่ยอมรับ เราอยากเขียนวรรณกรรมให้ผู้คนเชิดชูยกย่อง

การโดนไล่ออกครั้งนั้นสอนอะไรคุณบ้าง

มันสอนว่า คนเราไม่ต้องไปยึดถือว่าเราจะเป็นอะไรไปตลอด เราเคยบอกเพื่อนเลยนะว่า กูก็ยังไม่รู้ว่ากูจะเป็นสแตนด์อัพคอเมเดี้ยนไปถึงเมื่อไหร่ แต่ถามว่าเรารักมันไหม เราอยากทำอาชีพนี้ไหม อยากสร้างวัฒนธรรมนี้ไหม เราชอบมาก เราแฮปปี้ มีความสุขมาก แต่พรุ่งนี้ให้เราเลิกเป็นสแตนด์อัพคอเมเดี้ยนแล้วไปทำอย่างอื่นก็ได้ เราพร้อมนะ เราเลิกยึดติด เลิกยึดถือกับการเป็นอะไร แต่เราเอนจอยกับการลงมือทำอะไรแค่นั้นเอง เฮ้ย วันนี้เอนจอยกับการขายงาน วันนี้เอนจอยกับการกินข้าวกับน้องที่ออฟฟิศ หรือวันนี้มีนัดสัมภาษณ์เว้ย กินกาแฟ ซื้อแพนเค้กแดก ทุกโมเมนต์ในชีวิตมันอะไรก็ได้แล้ว คุณค่าหรือว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มันเพลาลง

คือพอย้อนมองกลับไป ที่เรายึดมั่นถือมั่นมันเป็นเพราะเราไม่มั่นใจในคุณค่าด้านอื่นๆ ของตัวเอง ตอนเด็กๆ เราอยากเป็นนักฟุตบอล และเราก็เป็นนักฟุตบอลอันดับต้นๆ ในโรงเรียน แล้ววันนึงเอ็นข้อเท้าฉีก มันทำให้เราต้องหาที่ยึดจับให้กับตัวเองว่าคุณค่าในชีวิตตัวเองคืออะไร สมมติคนนั้นรวย คนนี้หล่อ คนโน้นเรียนเก่ง เราก็เป็นคนอินดี้ คือคนเขียนหนังสือเหมือนจะเป็นคนที่ลุ่มลึกกว่าคนอื่น แต่จริงๆ กูหลงผิดมาตลอด

กตัญญู สว่างศรี กตัญญู สว่างศรี

ที่ต้องหาที่ยึดจับให้กับตัวเองมันเกิดจากปมที่เป็นคนไม่ได้รับการยอมรับหรือเปล่า

เราไม่แน่ใจว่ามันคือปมหรือเปล่า เราว่ามันเกิดขึ้นจากภาวะปกติของมนุษย์ที่ต้องการยึดจับอะไรบางอย่างให้กับตัวเองเพื่อสร้างคุณค่า เพราะว่ามนุษย์มันอ่อนแอไง เราต้องดิ้นรนอยู่ในสังคม เราต้องติดอาวุธ ถ้าเป็นเกมมึงก็ต้องติดอาวุธให้กับตัวเองเพื่อที่จะให้มึงได้มีที่อยู่ แต่วันนี้เราก็บอกกับตัวเองเหมือนกันว่า ไอ้สิ่งเหล่านี้มันล่มสลายได้ง่ายๆ เลย เพราะว่าที่จริงแล้วมันเป็นคุณค่ากับตัวเราแค่นั้นแหละ เป็นเราที่ยึดจับมันเอาไว้มากที่สุด ในโลกของคนอื่นที่เราล่องลอยอยู่มันไม่ได้มีค่าขนาดนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าเราไปยึดติดอยู่กับความรู้สึกว่าเราเป็นอะไรแล้วเรามีคุณค่ากับใครมากๆ เข้า วันนึงพอล้มลงมาแล้วมันพัง

สิ่งที่เรียนรู้สำคัญที่สุดจากการพังทลายของคุณค่าที่ยึดมั่นเอาไว้สูงสุดของตัวเอง มันคือการพบว่า จริงๆ การเป็นมนุษย์ธรรมดาแม่งสบายที่สุดแล้ว คุณเคยมีภาวะนี้มั้ยล่ะ เป็นนักเขียนเป็นนักคิดแล้วก็มองว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น เหนือกว่าไอ้พวกที่ไปซื้อบ้านซื้อรถหาภาระใส่ชีวิต ไอ้พวกที่ไปงานแมสๆ ที่ใครเขาก็ไป ปีใหม่พาแม่ไปไหว้พระ ซึ่งที่ว่ามาทุกวันนี้กูทำหมดเลย เรารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ดี สิ่งที่เรียบง่าย สิ่งที่ทำให้เรามีความสุข มันไม่ใช่การทำให้ตัวเอง มันคือการทำให้สิ่งแวดล้อมของเราดีไปด้วย

หลังจากโดนไล่ออก คุณผ่านช่วงที่ชีวิตพังทลายมาได้ยังไง

ไปบวช มันคือด้านกลับของความคิดเลย ตอนนั้นหาทางไปไม่เจอ เออ ว่างแล้วว่ะ ย่าก็อยากให้บวช แม่ก็แฮปปี้ เราก็ไม่มีความหมายอะไรนี่ ก็ไปบวช ซึ่งมันเปลี่ยนชีวิต

การบวชเปลี่ยนชีวิตคุณได้

จริงๆ แล้วจะบอกว่าเพราะการบวชหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ มันแค่เป็นโมเมนต์นึงที่พบว่า นี่แหละ ความหมาย ตอนนั้นเราเป็นนาค ขี่คอเพื่อนสนิท ข้างหน้าเรามีพวกป้าๆ มีเพื่อนสนิทเต็มไปหมดเลย แล้วก็ญาติๆ ดื่มเหล้าขาวเมากัน เต้นรำกัน คือโมเมนต์นั้นเป็นโมเมนต์ที่รวมทั้งคนดีคนบาปมามีความสุขร่วมกัน โดยที่เราทรมาน เพราะเราโกนหัว เราอุบาทว์ เรานั่งไม่สบาย แต่ความทรมานนั้นทำให้เราเห็นว่ามันทำให้คนอื่นมีความสุขว่ะ แล้วพออยู่ไปสักพัก มึงก็ไม่ได้ทรมานนี่หว่า หัวโล้นแล้วไงวะ

โมเมนต์นั้นมันทำให้เราค้นพบความหมาย จากการให้คุณค่า ให้ความสุข ให้ความสำเร็จ ของตัวเองเป็นที่ตั้ง เปลี่ยนมาเห็นคุณค่าของความสุขความสำเร็จของคนรอบข้าง ทุกวันนี้มันกลายเป็นคำติดปากของเรานะว่า น้องแฮปปี้มั้ย ลูกค้าแฮปปี้มั้ย คือเวลาเช็กงานไม่ได้ถามว่างานดีไม่ดี แต่ถามคนรอบข้างว่าแฮปปี้หรือเปล่า จากเดิมที่ถามแค่ว่ากตัญญูแฮปปี้มั้ย มันเปลี่ยนเป็นแม่แฮปปี้มั้ย พ่อแฮปปี้เปล่า ญาติแฮปปี้มั้ย เพื่อนๆ มีความสุขเปล่า เออ มีเหรอ กูก็มี

แล้วเคยคิดมาก่อนไหมว่าวันนึงจะกลายเป็นสแตนด์อัพคอเมเดี้ยนคนใหม่ของประเทศไทย

โดยความบังเอิญ เรารู้สึกว่าสแตนด์อัพคอเมดี้มันเวิร์ก มันเหมาะกับตัวเอง ไม่เคยฝันว่าชีวิตนี้จะต้องจัดสแตนด์อัพคอเมดี้ แต่อยู่ๆ ก็ทำมัน เราเคยอ่านหนังสือของมูราคามิ เขาเล่าว่าตอนที่ค้นพบว่าตัวเองเขียนหนังสือได้ มันคือความรู้สึกที่หล่นมาจากฟ้า อะไรทำนองนั้น คือมันแค่ร่วงหล่นลงมาแล้วเขาก็ทำมัน เหมือนกัน เราอยากทำมัน คือเราคงไม่ได้ยิ่งใหญ่แบบมูราคามิ แต่เรารู้สึกว่าความรู้สึกนั้นมันหล่นลงมาเหมือนกันว่า ยู ทำสแตนด์อัพคอเมดี้เหอะ

ตอนนั้นก็ตั้งสเตตัสเลย คือคิดอะไรก็ต้องประกาศเอาไว้ก่อน ไม่ได้ทำก็เสียหมา ก็ประกาศชวนทีมงานมาเยอะแยะมากมายเลย แล้วก็โพสต์สเตตัสว่าจะจัดงานวันที่เท่าไหร่ โดยที่ยังไม่รู้เลยว่าจะเล่นยังไง จะพูดยังไง ตอนโพสต์มีแค่คำเดียวคือ 30 ปี ชีวิตห่วยสัส

ทำไมเลือกที่จะป่าวประกาศก่อนที่จะรู้วิธีทำ

จริงๆ แล้วเป็นคนที่สนุกที่จะได้โม้มั้ง กูอยากทำนั่น อยากทำนี่ แต่ว่าที่ผ่านมามันก็ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง เราเคยเป็นบรรณาธิการบทสัมภาษณ์อยู่ที่ GM ช่วงหนึ่ง แล้วจะมีคนประเภทหนึ่งที่เราได้สัมภาษณ์บ่อยๆ คือคนที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งเราก็ได้แนวคิดจากคนที่ประสบความสำเร็จมา มีไอเดียหนึ่งของพี่ด้วง (ดวงฤทธิ์ บุนนาค) เขาพูดกับเราเรื่อง possibility in context ความเป็นไปได้ภายใต้บริบทที่เรามี

จำได้เลยคุยที่ร้านอาหารของเขาริมแม่น้ำเจ้าพระยา เขาบอกว่า ‘นี่เป็นความลับของจักรวาลเลยนะครับยู’ แล้วเขาก็เล่าให้ฟังว่า สิ่งที่จะทำให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นคือการเห็นความเป็นไปได้ คือคุณดูตัวเองว่ามันมีอะไรเป็นไปได้บ้าง ชี้ไปตรงจุดนั้น พอตั้งใจจะทำแล้วก็ลิสต์มาว่าหนึ่งถึงสิบมันต้องทำอะไรบ้าง แล้วก็ลงมือทำ ซึ่งดีไม่ดีไม่รู้นะ แต่มันจะเกิดขึ้น

เราเป็นคนเขียนหนังสือมาตั้งนานแล้ว ซึ่งคนเขียนหนังสือมันคือคนชอบจะเสนอความคิดออกไป เรามีความกวนตีนอยู่ในตัว และในขณะเดียวกันการเป็นพิธีกรของเรามันก็ใช้ทักษะของการคอนโทรลบรรยากาศ พอเราทำสิ่งเหล่านี้ได้แล้วเรามีเรื่องเล่า ทั้งหมดรวมกันก็เลยกลายเป็นสแตนอัพคอเมดี้

วันแรกที่ประกาศ คิดสร้างวัฒนธรรมสแตนด์อัพคอเมดี้ให้เกิดขึ้นเลยหรือเปล่า

ไม่ ตอนแรกแค่อยากเล่นเอง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราอยากเห็นคนที่เข้ามาช่วยเราเขาเล่นด้วย อยากเห็น แซม (พลสัน นกน่วม) เล่น อยากเห็น ครูทอม คำไทย เล่น

คุณเคยเป็นอย่างนี้มั้ย ตอนที่เขียนหนังสือใหม่ๆ อยากจะไปสนทนากับเพื่อนนักเขียน คอเมเดี้ยนก็เหมือนกันเลย อยากจะไปสนทนากับเพื่อนคอเมเดี้ยนที่เล่นสแตนด์อัพคอเมดี้ด้วยกัน แต่มันไม่มี (หัวเราะ) พี่โน้ต อุดม เขารุ่นใหญ่แล้ว แต่เราอยากได้เพื่อนที่แลกเปลี่ยน ร่วมเล่น ได้ไปเชียร์เขา หรือแข่งขันกันก็ได้ มุกมึงเป็นยังไง แซวกัน คิดถึงสมัยเด็กๆ ที่เตะบอล แล้วไอ้นั่นกองหน้าเก่ง ไอ้นั่นเล่นปีก คืออยากมีเพื่อนที่เล่นสแตนด์อัพคอเมดี้เก่งๆ หลังจากนั้นความรู้สึกอยากให้วัฒนธรรมสแตนด์อัพคอเมดี้เกิดขึ้นในบ้านเรามันก็เริ่มเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ

กตัญญู สว่างศรี

อย่างงาน Stand Up tragedy ที่กำลังจะเกิดขึ้นถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำเพื่อให้สร้างวัฒนธรรมสแตนด์อัพคอเมดี้หรือเปล่า

ใช่ๆ มันต้องมีเวทีที่คนอยากมาเล่น ต้องมีเวทีที่เปิดโอกาสให้คอเมเดี้ยนหน้าใหม่ แต่บอกก่อนว่าเราไม่ได้บุกเบิกเพื่อที่จะเป็นคนเท่นะ เราแค่บุกเบิกเพื่อที่จะให้มันมีอาชีพแล้วคนทำอยู่ได้ หมายความว่า เราก็อยู่ได้ มีคนดู เขาก็มีคนดู วนเวียนกัน สร้างความต้องการให้คนอยากดูเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเกิดมีคนกลุ่มหนึ่งที่ชอบสแตนด์อัพคอเมดี้นะ ไม่ได้ชอบเฉพาะกตัญญู เราเชื่อว่ามันจะเกิดเป็นวงการ

คือคำว่าวงการมันต้องมีคนครบนะ ต้องมีคนดู คนเล่น และสปอนเซอร์ เอาแค่ 3 กลุ่มนี้ก่อน ถ้ามีนักวิจารณ์เข้ามาอีกยิ่งสนุก คิดดูว่าจะมันแค่ไหนถ้าวันนึงมีสแตนด์อัพคอเมดี้ที่เป็นโชว์พิเศษแทบทุกเดือนเลย เดือนนี้ไปดูไอ้นี่ อีกเดือนไปดูไอ้นั่น

คุณคิดว่าที่บ้านเราไม่ค่อยมีสแตนด์อัพคอเมดี้เป็นเพราะไม่มีคนดู หรือจริงๆ แล้วมีคนอยากดูแต่ไม่มีให้ดู

ปัญหามันไก่กับไข่นิดนึง แต่จริงๆ แล้วเราเชื่อว่ามีคนดู ไม่อย่างนั้นเราจะจัดโชว์ของเราได้ยังไง มีคนดูพี่โน้ต อุดม มาเป็นสิบปีแล้ว แล้วในสิบปีนี้จะไม่มีคนประเภทที่อยากดูคนอื่นเล่นบ้างเหรอ

พูดถึงรถไฟฟ้าเรานึกออกว่ามันจำเป็นยังไงกับบ้านเมือง แล้วการมีสแตนด์อัพคอเมดี้จำเป็นยังไง

ชีวิตมันไม่ได้ต้องการแต่ของจำเป็นไง ไม่อย่างนั้นทำไมเราถึงต้องใช้ iPhone X กัน คือชีวิตเราต้องการสิ่งที่มันน่าหลงใหลด้วย สิ่งที่มันฟุ่มเฟือยด้วย สิ่งที่ไม่สามารถบอกว่ามันจำเป็นด้วย แล้วเรารู้สึกว่าเรามีชีวิตเพราะสิ่งเหล่านี้ เรามีชีวิตขึ้นมามันมีสิ่งที่มีความจำเป็นในชีวิตที่เราต้องมี ที่เราต้องใช้ ที่เราต้องอยู่ แต่ว่าเราหาความหมายในชีวิตผ่านสิ่งของเรื่องราวไร้สาระมากมาย

ซึ่งคำว่าไร้สาระมันก็นามธรรม คุณชอบสัมภาษณ์แต่อีกคนไม่ชอบอ่านหนังสือ สิ่งที่คุณทำมันก็ nonsense สำหรับคนที่ไม่ชอบอ่าน สำหรับสแตนด์อัพคอเมดี้ เรารู้สึกว่ามันสามารถหาคนที่หลงใหลได้ ถ้าพูดอย่างมีคุณค่า มันสามารถเปิดโอกาสให้กับเสียงเล็กๆ น้อยๆ ที่อยากจะพูดเรื่องอะไรออกมา ปลดปล่อยอะไรออกมา

ตั้งแต่จัดสแตนด์อัพคอเมดี้ คุณผ่านคำสบประมาทอะไรมาบ้าง

เราเจอคนด่าว่าฝืด แชร์คลิปไปบอกว่าไม่ตลกเลย ไม่ได้ครึ่งพี่โน้ต อุดม เราเจอคนที่เห็นหน้ากัน ยิ้มให้เรา แต่ก็ไปแอบๆ ด่า ซึ่งมันสอนเราเหมือนกันนะ ว่าบางทีอย่าเพิ่งไปดูถูกใคร อย่าเพิ่งไปมองว่าใครมันจะไม่เวิร์ก อย่าเพิ่งไปตัดสินคนอื่น อย่ารีบ บางทีเราต้องเปิดโอกาส ใจกว้างๆ หน่อย

มีใครกล้าเดินมาตบไหล่แล้วบอกว่า ยูไม่ตลกเลย บ้างไหม

ไม่มีนะ ถ้ามีใครกล้ามานะ กูก็จะ ‘เออ กูไม่ตลกหรอก’ มันแน่นอนว่าต้องมีคนมองว่าเราฝืด แต่ไม่เป็นไรหรอก เราไม่ได้ไปฆาตกรรมพ่อใคร เราให้ความสำคัญเฉพาะคนที่อยากทำให้เราดีขึ้น คอมเมนต์ที่อยากให้เราพัฒนา ส่วนคอมเมนต์แจกฝืด แจกคำด่า เราไม่สนใจ แต่ในใจก็มีความรู้สึกว่าเดี๋ยวมึงเจอกู กูจะตลก วันหนึ่งถ้าพลาดขำนะ กูจะด่ามึงกลับ เราไม่ได้เป็นมนุษย์ประเภทใจกว้างที่ใครมาบอกว่าเราแย่แล้วจะดีใจ เข้าใจคนทำหนังห่วยๆ แล้วโดนวิจารณ์แรงๆ เลย แต่เราก็ไม่ได้ทำหนังที่มีสาระ มีความดีงามมากมายนะ เราแค่ทำสิ่งที่ท้าทายอยู่ ถ้าจะห่วยบ้างเราให้อภัยตัวเอง

กตัญญู สว่างศรี

กตัญญู สว่างศรี

การมาเป็นคอเมเดี้ยนมันเปลี่ยนอะไรในตัวคุณบ้างไหม

เราคิดว่ามันเปลี่ยนก่อนที่เราจะเป็น ถ้ามันเปลี่ยนทีหลังเราอาจจะทำสแตนด์อัพคอเมดี้ไม่ได้ เราว่ามันเริ่มด้วยด้วยการเปลี่ยนชุดความคิดของตัวเอง อย่างที่เล่าไปแล้วว่าการทำอะไรให้สำเร็จมันมีหลักคิดของมันอยู่ ตั้งเป้าหมาย เห็นภาพ ไปให้ถึงภาพ

ถ้าถามว่าเล่นเสร็จแล้วเปลี่ยนอะไร เรารู้สึกว่ามันไม่ได้เปลี่ยนเนื้อตัวอะไรเรามากนัก มันแค่เปลี่ยนเป้าหมายในชีวิตว่าเราจะเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ แต่เราจะยังแบกสัมภาระของเราได้อยู่ ตอนนี้เรามีแม่ต้องดูแล บ้านต้องส่ง รถต้องจ่าย เรามีสัมภาระ เราไม่ใช่พวกที่ทิ้งทุกอย่างแล้วไปตามหาความฝันอีกแล้ว เราทำทุกอย่างให้เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่ตัวเองยังดูแลได้ทั้งหมด

เห็นเมื่อปีก่อนคุณจัดงานปิดตัวหนังสือ ความรักและแสงสีขาว ที่เคยเขียนและพิมพ์ขายเอง นี่ถือเป็นบทสรุปความล้มเหลวของการทำสำนักพิมพ์หรือเปล่า

ถ้าจะให้ประเมินดูแล้วการทำหนังสือที่ผ่านมา ในแง่ธุรกิจมันไม่ประสบความสำเร็จ หากินไม่ได้เลย ซึ่งถามว่าไร้สาระหรือเปล่า มันก็ไร้สาระ แต่อีกด้านนึงมันเสริมพลังให้เราด้วย ว่ามึงทำอะไรออกมาได้จริงๆ มันทำให้เราเป็นคนที่คิดว่า ถ้ากูจะทำแล้วกูก็จะทำ ถึงไม่มีคนซัพพอร์ตกูก็ไม่อ่อนไหว นี่เป็นบุคลิกนึงที่สำคัญมากของเราเลยนะ คือเราไปเล่าความฝันอะไรให้ใครฟัง เขาอาจจะไม่โอเค แต่เราจะไม่อ่อนไหวกับคำพูดหรือความเชื่อคนอื่น

ความหมายเดียวกับไม่ฟังคำเตือนใครไหม

มันคนละอย่างกันนะ คือคำเตือนมันเห็นอันตรายอยู่ข้างหน้า มันเห็นการลงทุนที่ผิดพลาด เห็นข้อเสียที่จะส่งผล นี่คือไม่ฟังคำเตือน แต่ของเราไม่ใช่ ยกตัวอย่างเช่น มีเพื่อนเห็นงานครั้งแรกที่ร้านซอมบี้บุ๊กส์ เขาก็บอกว่ามึงจัดเล็กๆ แบบนี้โคตรน่ารักเลย มีเสน่ห์ฉิบหาย อย่าเพิ่งจัดใหญ่เลย อย่าเพิ่งรีบร้อน แต่ในใจเรามันค้านว่า ไม่ใช่ กูรู้ว่าแบบนี้มีเสน่ห์ แต่ถ้ากูจะอยู่กับมันได้กูต้องจุดพลุให้ตัวเอง แล้วไม่มีใครเชื่อว่าเราจะจุดพลุได้ เราเลยจัดงานที่ใหญ่ขึ้นมาอีกขั้นนึง คืองาน A-Katanyu One Night Stand (Up) ช่วงกุมภาพันธ์ ซึ่งมันพิสูจน์ว่าคนเยอะขึ้น แล้วทำไมกูจะใหญ่ไม่ได้ งานครั้งแรกที่ซอมบี้บุ๊กส์มันแค่ 70 คน แต่งาน One Night Stand (Up) คนมาประมาณ 300 ทีนี้พอจะขึ้นเป็น 500 – 600 คน โรงละครบ้านเรามันไม่มีที่รองรับ มันก็ต้องทะลุไป 700, 800 หรือ 1,000 ถ้าอย่างนั้นก็จัด 1,000 คนเลย จะเป็นอะไร ซึ่งอันนี้คือเชื่อมั่น ไม่อ่อนไหว

ถ้ามึงทำสิ่งที่ไม่มีใครเขาทำ มึงต้องเจอความกลัวอยู่แล้ว มึงต้องเจอคำพูดหวังดีที่กดความฝันของมึงเอาไว้อยู่แล้ว ซึ่งเรารู้สึกว่าสิ่งที่ยากก็คือการแยกคำเตือนกับแยกสิ่งที่จะมาทำให้มึงอ่อนไหว

กตัญญู สว่างศรี

แล้วตอนที่แสดงบนเวทีใหญ่วันแรกรู้สึกยังไง

ตื่นเต้น มันเบลอๆ เหมือนฝัน แต่โมเมนต์ที่ทัชที่สุด แล้วเราตั้งใจมาพูดบนเวทีวันนั้นเลยก็คือเรื่องที่เราพูดกับแม่ คือเราเคยถามแม่ว่าความสำเร็จของแม่คืออะไร แม่บอกว่าไม่มีหรอก แล้วแกก็คิดแป๊บนึง แล้วก็บอกว่า ก็เลี้ยงลูกโตขึ้นมานี่แหละ โอเคแล้ว วันนั้นเราก็พูดว่า โชว์นี้คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเราเลย แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จที่มาจากแม่

เรารู้สึกว่าเรื่องนี้มันทัชมากๆ เพราะเรารู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของคนที่ใช้ชีวิตธรรมดา เรียบง่าย เลี้ยงลูกชาย 2 คนมาด้วยบัตรเครดิต ไม่เคยมีโมเมนต์ที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต ก็ใช้ชีวิตเป็นแม่บ้าน ทำงานออฟฟิศ ไปเช้าเย็นกลับ ทำกับข้าวให้ลูกกินไปเรื่อยๆ แต่คนที่หนุนหลังเราอยู่ก็คือคนคนนี้แหละ เขาเปิดโอกาสให้เราคิด ปล่อยให้เราทำ คอยให้แง่คิดหรือปล่อยให้เราคิด ให้เราเถียง

ซึ่งโมเมนต์ที่ได้พูด ได้ยกความสำเร็จของตัวเองให้เป็นความสำเร็จส่วนหนึ่งของแม่ คือสิ่งที่ย้อนกลับมาที่เราเคยบอกว่า สิ่งที่เราสำเร็จมันเป็นของคนอื่นด้วย มันเป็นของคนรอบข้างที่ช่วยเรามา ทุกวันนี้เราเลยกลายเป็นมนุษย์ที่ติดปากคำว่า ขอบคุณ

แล้ววันนั้นบนเวทีภาพเก่าๆ ที่เคยผิดหวังมันย้อนกลับมาเหมือนเวลาเราดูหนังไหม

ไม่ แต่มันจะมีช่วงก่อนหน้าที่เราคิดชื่อโชว์ไม่ออกสักที แล้วมีอยู่คืนนึงเราฝันถึงตอนที่โดนไล่ออก ฝันถึงประโยคที่ว่า มึงใช้แต่ปากทำงาน แล้วตื่นขึ้นมา เฮ้ย เออ กูลุกขึ้นยืนด้วยคำนี้นี่หว่า ทำไมไม่ใช้ชื่อThe Man Who Stand Up วะ แล้วสุดท้ายมันคือเพลง ลุกขึ้นยืน ที่เราแต่งเองแล้วร้องตอนสุดท้ายของโชว์ เนื้อเพลงของมันคือ

“ลุกขึ้นยืนขึ้นยืนขึ้นมา ลุกขึ้นยืนขึ้นยืนขึ้นมา ไม่ว่าจะเจ็บช้ำเพียงไหน ฉันยังคงทำต่อไป จะเป็นยังไง สุดแขนจะเอื้อมคว้าให้ถึงปลายฝัน วันที่ฉันนั้นลุกขึ้นยืน มีเรื่องราวมากมายให้จำ รวมเพื่อนพ้องมากมายพลัง เดินด้วยกันไม่มีถอยไป หมดสิ้นแรงหนทางก้าวเดิน ยังมีพวกเราคอยเติมช่วยกัน จะล้มกี่ครั้งยังไงช่างมัน ส่งใจถึงกันให้ลุกขึ้นยืน”

ตอนนี้คุณมีบริษัทเป็นของตัวเองแล้ว คุณเคยคิดไหมว่าตั้งบริษัท Katanyu86 ขึ้นมาเพื่ออะไร

เพื่อสร้างสแตนด์อัพคอเมดี้ให้เป็นทั้งวัฒนธรรมและเป็นอาชีพในประเทศไทย แต่มิชชันกับธุรกิจหลักในช่วงเวลาบางช่วงอาจจะต่างกัน อย่างตอนนี้ธุรกิจหลักมันว่าด้วยเรื่องของครีเอทีฟเอเจนซี่ โดยมีดิสเพลย์เป็นทอล์กโชว์ คือเราค่อยๆ ทำ แต่ว่าสแตนด์อัพคอเมดี้คือมิชชันของเรา คือโกลสูงสุด ซึ่งเราไม่ได้คิดว่ามันจะเกิดขึ้นภายในปีสองปีนะ เราคิดว่าต้องต่อสู้กับมันเป็นสิบปี ซึ่งอีก 10 ปีเราเพิ่งอายุ 42 กำลังเท่เลย

แล้วภาพของวงการสแตนด์อัพคอเมดี้อีก 10 ปีข้างหน้าที่อยากเห็นเป็นยังไง

เราจะมีสแตนด์อัพคอเมดี้ให้ดูเยอะขึ้น มีคอเมเดี้ยนหน้าใหม่ให้ดูทุกเดือน มีคลับที่เปิดเวทีให้คอเมเดี้ยนและมีสเปเชียลโชว์ทุกๆ 3 เดือน หรืออาจจะทุกๆ เดือนก็ได้ โดยที่สเปเชียลโชว์จะมีซูเปอร์สตาร์คนใหม่เกิดขึ้น ส่วนเราก็อยู่ในฐานะที่เล่นเองบ้าง จัดงานบ้าง แล้วภาพที่ใหญ่ที่สุดคือเราอยากมีเธียเตอร์เป็นของตัวเองเอาไว้จัดสแตนด์อัพคอเมดี้โดยเฉพาะ แล้วมีคลับเล็กๆ อยู่ในเธียเตอร์ให้คนมาโอเพ่นไมค์ ภาพความสำเร็จคือมีคนซื้อตั๋วมาดู คอเมเดี้ยนมีอาชีพ อยู่ได้โดยการขายตั๋วอย่างเดียว

กตัญญู สว่างศรี กตัญญู สว่างศรี

ย้อนมองชีวิตตัวเอง คิดว่ามีอะไรที่สำคัญและจำเป็นมากๆ จนอยากแชร์บ้างมั้ย

กลับไปสู่พื้นฐานของคนยุคพ่อยุคแม่เขาทำมา ก็คืออดทน คนยุคนี้อดทนน้อย อดทนต่อความพ่ายแพ้ อดทนต่อการไม่ถูกมองเห็น อดทนเข้าไว้ อดทนทำสิ่งที่ตัวเองเชื่อ อดทนกับคำว่ากล่าวที่ไม่เข้าใจเรา อดทนกับความดื้อในตัวเองที่อาจจะต้องเชื่อคนอื่นบ้าง อดทนกับวันเวลาที่ยังไม่เป็นใจ แล้วก็เชื่อมั่นกับตัวเองว่ามันจะมีโอกาส ซึ่งมันจะมาตอนไหนก็ไม่รู้นะ แต่ถ้ามันสามารถเปลี่ยนชีวิตแล้วไม่ได้เป็นเรื่องที่ไปทำให้สัมภาระต่างๆ ในชีวิตพังทลายก็ลองทำ ทุกคนมีชีวิตที่ไม่เหมือนกัน ทุกคำคมมีข้อยกเว้น ทุกฮาวทูไม่ได้เหมาะกับทุกคน แต่สิ่งที่เราบอกเลยว่าเหมาะกับทุกคนคืออดทน

ทำไมกูเป็นคนพูดเรื่องการอดทนทั้งๆ ที่กูดูเป็นคนไม่อดทนอะไรเลย แต่ที่จริงแล้ว เรารู้สึกว่าเคล็ดลับที่ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนคือการอดทน ทนทำงานนี้ให้มันสำเร็จ ทนพิสูจน์ตัวเองจนกว่าเขาจะไม่เอาเราแล้ว ทนทำบางสิ่งบางอย่างจนมันตอบแทนกลับมาให้เรา ทนเชื่อมั่นกับสิ่งที่ทำอยู่ให้มันสุดทาง

พูดไปก็เหมือนไลฟ์โค้ช บอกให้คนลงมือทำ แต่มันเป็นทางเดียวที่จะบอกมึงได้ไงว่ามึงอดทนกับมันได้จริงหรือเปล่า แล้วผลลัพธ์เป็นยังไง บางครั้งชีวิตมันต้องโดนคนอื่นเอาแส้ฟาดนะ มันต้องโดนเฆี่ยน แล้ววันนึงมึงจะขอบคุณคนที่เฆี่ยนมึง

ฟังมาถึงตรงนี้อยากรู้ว่าคุณเชื่อที่มีคนบอกมั้ยว่า ชีวิตเหมือนการต่อจุด

เอาแบบตรงไปตรงมานะ เราไม่ได้สนใจเลยว่ะ คือเราจะถอยไปดูจุดที่มันต่อชีวิตตัวเองมาทำไม ถ้าไม่ได้ถูกสัมภาษณ์เราก็คงไม่ได้ย้อนไปดู เพราะว่าเอาแค่ดูสิ่งตรงหน้าเวลาก็ไม่ได้มากพอแล้ว คือถ้าชีวิตมันเป็นเส้นตรงแล้วมุ่งสู่ความสำเร็จได้เลยตั้งแต่แรกเราก็แนะนำให้ทุกคนทำอย่างนั้นนะ คงไม่ได้แนะนำให้ไปลองดอทตรงนั้นก่อนตรงนี้ก่อน (หัวเราะ) แต่ชีวิตมันทำนายไม่ได้ว่าจะเจออะไร

ถ้าจะมีอะไรสักอย่างที่เรารู้สึกว่าการถอยกลับไปดูชีวิตตามจุดต่างๆ มันสำคัญ คือมันทำให้เราภูมิใจกับตัวเองว่ามึงผ่านเรื่องแบบนั้นมาได้ สุดท้ายแล้ว หนึ่งชีวิตไปจนวันตาย พอไป connecting the dots มันจะเห็นทั้งจุดดี จุดล้ม จุดยืน จุดพุ่ง จุดสูง จุดต่ำ แต่มันไม่ใช่แบบ อ๋อ เพราะเราไปทำสิ่งเหล่านั้นไง เราเลยมีผลมาถึงสิ่งนี้ แต่มันคือแบบมึงเคยอยู่ในจุดนั้นว่ะกตัญญู โอเค มึงผ่านมาได้แล้ว ตระหนักรู้ด้วยนะว่ามึงไม่ได้เป็นคนสำคัญ ตระหนักรู้ด้วยนะว่ามึงไม่ได้ยิ่งใหญ่ ตระหนักรู้ด้วยนะว่ามันแค่จุดหนึ่งที่มึงเคลื่อนผ่าน อย่าประมาท แล้วก็ทำงานให้เต็มที่ ตั้งใจไปต่อ สุดท้ายเราไม่ได้มองไปข้างหลังแล้วว่ะ เรามองไปข้างหน้า

กตัญญู สว่างศรี

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

“ก่อนหน้านี้ถ่ายละครเจ็ดวัน”

ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ เล่าให้เราฟังผ่านหน้าจอแล็บท็อปที่กลายมาเป็นบรรยากาศปกติใหม่ของงานสัมภาษณ์ในช่วงนี้เสียแล้ว ไม่ใช่แค่เราแต่เขาเองก็เช่นกัน หากสถานการณ์หลัง COVID-19 ไม่เปลี่ยนไปขนาดนี้ คิวงานของภณอาจยังแน่นขนัด ถึงขั้นต้องถ่ายละครติดกัน 7 วัน

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด

หากลองเสิร์ชชื่อของภณในอินเทอร์เน็ต เราจะพบ 2 คีย์เวิร์ดที่โชว์หราอยู่แทบทุกพาดหัวข่าวคือ

หนึ่ง ลูกชายนางเอก และ สอง พระเอกใหม่

อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้สปอตไลต์ส่องลงมาที่ภณ คือเขาเป็นลูกชายคนเล็กของ ชณุตพร วิศิษฏโสภณ นางเอกภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนแพง (2526) และร่วมแสดงในเรื่อง พลอยทะเล (2530) นั่นทำให้เขาได้รับความสนใจตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มแสดงละคร

 พอเขาเริ่มเป็นที่รู้จักจากละครดราม่าเรื่อง ตราบาปสีชมพู และละครโรแมนติกคอเมดี้เรื่องล่าสุดอย่าง พราวมุก คำว่า ‘พระเอกใหม่’ ก็ถูกพ่วงอยู่ท้ายชื่อของเขามาสักพักไปโดยปริยาย

เบื้องหลังของพระเอกใหม่และลูกชายดารา คือความจริงว่าแม่ไม่เคยมีอิทธิพลในการเป็นนักแสดงของเขาเลย ภณมีวัยเด็กที่เรียบง่าย และไม่เคยฝันอยากเข้าวงการ ตอนนี้เขาเป็นพระเอกใหม่ก็จริง แต่กลับเป็นนักแสดงที่อยู่ในวงการมาตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย และภณในวัย 25 ปี ก็ทำความรู้จักกับการเป็นนักแสดงมากพอที่จะเล่าให้เราฟังอย่างออกรสออกชาติในบทสัมภาษณ์ของวันนี้ 

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด

จับพลัดจับผลูมาเป็นนักแสดงได้อย่างไร

ตอนประมาณมอห้า พี่หน่องที่เป็นผู้จัดการของผมในตอนนี้ บังเอิญเจอผมในเฟซบุ๊ก แล้วเขาก็ทักมาว่าสนใจจะทำงานในวงการไหม ผมเป็นเด็กธรรมดาที่กำลังเรียนหนังสือ ใช้ชีวิตทั่วๆ ไป ไม่ได้อยากเข้าวงการเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าวงการมันเป็นอย่างไรด้วยซ้ำ พอพี่หน่องมาชวน ก็ยังงงๆ ว่าเขาคือใคร เลยไปบอกพ่อแม่ ผมเลยให้เขาคุยกับพ่อแม่แทน เขาคงนัดแนะกันให้เราไปแคสต์ เราก็ไปตามเวลานัด แต่งตัวปกติเพื่อไปถ่ายรูป 

ตอนนั้นยังทำอะไรไม่ได้มาก เพราะเรายังใส่เหล็กดัดฟันอยู่ ก็รอเวลาไปเรื่อยๆ จนประมาณปีสอง เอาเหล็กดัดฟันออก เขาก็เรียกไปดูตัวแล้วพาไปที่ช่อง 3

ทำอะไรอยู่ระหว่างรอจะได้แสดง

ไปประกวดหาประสบการณ์ตามเวทีต่างๆ บ้าง เวทีแรกผมได้รางวัลชมเชยมา เลยรู้สึกว่าเราก็มาทางนี้ได้ งงตัวเองเหมือนกัน แต่ก็ประกวดเรื่อยๆ ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง จนมาถึงเวทีสุดท้าย ช่วงนั้นผมอยากหารายได้ช่วยแม่จ่ายค่าเทอม บวกกับกรรมการตัดสินเป็นผู้จัดช่อง 3 ด้วย รู้สึกว่าเวทีนี้ตอบโจทย์ เลยลองไปประกวดดู พอได้ที่หนึ่ง ผมเลยตัดสินใจให้ที่นี่เป็นเวทีสุดท้าย หลังจากนั้นเราก็ได้เข้าช่อง 3 และแสดงละคร

แปลว่าเข้าวงการตั้งแต่ยังเรียนอยู่

ตอนนั้นเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย การแสดงเป็นอะไรที่ยังไม่เคยทำ เราไม่ได้คิดว่าเราจะไปทำงาน มันเหมือนเรียนเสร็จแล้วก็ไปทำอะไรที่แปลกใหม่ คล้ายๆ เวลาที่เราไปเล่นกีฬามากกกว่า มันเป็นสิ่งใหม่ที่พอได้ลองทำแล้วสนุกดี 

ตอนเด็กเราไม่ได้อยากเล่นละครเลย แต่พอมาประกวดมันเป็นภาคบังคับ อย่างบนเวทีเขาให้ผมแสดงเป็นคาแรกเตอร์นั้น คาแรกเตอร์นี้ พอเราทำได้ ก็เลยมาลองทำดู พอทำไปแล้วคนเขาบอกว่าเล่นดี เรายังนึกเลยว่าจริงเหรอ เราเล่นดีจริงๆ หรอ ผมมองตัวเองว่าเฉยๆ นะ แต่คนอื่นเขาบอกว่าเล่นดี ก็ยังรู้สึกสับสนตัวเองว่าเราทำได้จริงๆ หรอ เราก็เอาคำว่าดีของเขามาเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองพัฒนา มันท้าทายเราไปเรื่อยๆ 

ไม่เคยอยากเป็นนักแสดง แล้วตอนเด็กๆ อยากเป็นอะไร

อยากเป็นหลายอย่างมากเลย คุณพ่อเป็นตำรวจ ผมก็อยากเป็นตำรวจบ้าง ไปๆ มาๆ พ่อบอกว่าไม่ต้องเป็นหรอก เพราะเป็นแล้วมันเหนื่อย ตอนนั้นผมรู้สึกว่าทุกอาชีพก็เหนื่อยเหมือนกันหมดนั่นแหละ แต่โอเค ไม่เป็นก็ได้

พอช่วงมอต้น อยากเป็นสัตวแพทย์ เพราะเราเลี้ยงสุนัข คิดว่าต้องเข้าสายวิทย์ให้ได้ พอเข้าได้ปุ๊บ ไปเรียนจริงๆ รู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางของผม (หัวเราะ) เราแค่รักสัตว์เฉยๆ แต่พอมาเรียนจริงๆ แล้ว วิชาเคมีทำไม่ค่อยได้ ผมชอบเรียนวิชาฟิสิกส์มากกว่า ก็เลยไม่เป็นแล้ว เพราะมันคงไม่ใช่ทาง

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด

สอบเข้าวิศวะฯ เพราะชอบฟิสิกส์ด้วยหรือเปล่า

ตอนนั้นเราเล่นดนตรีอยู่ แล้วมหาวิทยาลัยมีสาขาใหม่เปิดขึ้นมา ชื่อว่าวิศวกรรมดนตรีและสื่อประสม ซึ่งมันคือวิศวกรรมบวกกับดนตรี เป็นทางที่เราชอบพอดี เลยรู้สึกว่าต้องจัดแล้วแหละ (หัวเราะ)

ช่วงแรกๆ ต้องเรียนเกี่ยวกับทฤษฎีดนตรีให้เข้าใจก่อน หลังจากนั้นต้องเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์ สนุกดี เพราะเป็นความชอบสองอย่างมาอยู่ในที่เดียวกัน เราอยากทำงานทั้งด้านดนตรีและเบื้องหลังที่เกี่ยวกับเรื่องเสียง 

นั่นเป็นสิ่งที่คิดตอนปีสองก่อนจะได้มาเล่นละคร

ชีวิตที่ต้องเล่นละครไปพร้อมๆ กับเป็นนักศึกษาวิศวะฯ เป็นอย่างไรบ้าง

ถ้าเทียบกับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน ชีวิตวัยรุ่นของผมหายไปเลยนะ ตั้งแต่ช่วงปีสองผมก็เริ่มแสดงละครแล้ว ต้องรับผิดชอบมากขึ้นในระดับหนึ่ง ส่วนเพื่อนคือชิลล์กันมาก แต่เราทำไม่ได้เพราะเรียนเสร็จก็ต้องอ่านบท เหมือนได้โตก่อนวัย ถ้าถามว่าเสียดายไหมก็เสียดาย แต่มองว่าตรงนี้มันคือโอกาสที่น้อยคนจะได้มาทำ เป็นความโชคดีอย่างหนึ่งของผมนะ ถึงแม้เราจะเสียบางอย่างไป แต่เราก็ได้บางอย่างที่ยิ่งใหญ่มา ผมมองว่ามันดีกับเรา เลยรับโอกาสนี้ไว้แล้วไม่อยากปล่อยให้มันหลุดมือ 

ตัดสินใจเป็นนักแสดงเพราะคุณแม่ด้วยไหม

คุณแม่ไม่ได้มีอิทธิพลเลยครับ ตอนเด็กๆ ผมเห็นโปสเตอร์หนังเรื่อง เพื่อนแพง เรื่อง พลอยทะเล ของคุณแม่ใส่กรอบติดอยู่บนผนังบ้าน ก็เห็นว่าแม่เล่น ไม่ได้อยากจะเป็นแบบแม่ ผมติดละครทีวีทั่วๆ ไป รู้สึกว่าเขาเท่ดี แต่ไม่ได้อยากมาเป็นเอง 

แม่เคยเล่าเรื่องในวงการให้ฟังไหม

แทบไม่ได้เล่าอะไรเลย เรื่องในวงการ มีแค่ตอนไปเที่ยว แม่บอกว่าที่นี่เคยเป็นโลเคชันถ่ายหนังของแม่นะ แค่นี้แหละ ไม่ได้เล่าว่าทำงานเป็นอย่างไร 

ทุกเรื่องในวงการทุกวันนี้ ผมเรียนรู้ระหว่างทางด้วยตัวเองหมดเลย เคยเรียนการแสดงมาแล้วประมาณหนึ่ง แต่หลังจากนั้นก็เรียนหน้าเซ็ตตลอด เรียนกับผู้กำกับที่เราถ่ายทำด้วยบ้าง เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์มาเรื่อยๆ

สิ่งแรกๆ ที่ภณได้เรียนรู้จากอาชีพนักแสดงคืออะไร

เรื่องการทำงาน ก่อนเข้ามาในวงการละคร ผมมองว่าอาชีพนี้สบายแน่ๆ ทำแป๊บเดียวก็ได้เงิน แต่พอเข้ามาจริงๆ แล้ว การทำงานแต่ละขั้นตอนมันยากมาก เริ่มตั้งแต่ต้องตื่นเช้า บางซีนออกมาให้เราเห็นแค่ไม่กี่นาที แต่ต้องถ่ายทำเป็นวันก็มี ผมว่ามันยากและมีหลายขั้นตอน คนเยอะ ความรับผิดชอบก็เยอะตามไปด้วย แต่เราก็ต้องรวมเป็นทีมเดียวกัน เพื่อให้ละครเรื่องหนึ่งออกมาได้ ทำให้มุมมองของผมที่มีต่ออาชีพนักแสดงเปลี่ยนไปด้วย 

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด
ภณ ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

จริงอยู่ที่ว่ายาก แล้วอะไรอยากให้ทำต่อ

ช่วงแรกที่เล่นละคร เราก็เล่นไปตามบท แต่พอเรียนจบแล้วทำงานเจ็ดวัน เหมือนเราได้อยู่กับตัวละครนั้นจริงๆ ผมว่าความสนุกของการเป็นนักแสดงคือได้ทำอะไรใหม่ๆ ได้ทำสิ่งที่ชีวิตประจำวันไม่เคยได้ทำ เช่น ขี่มอเตอร์ไซค์ ชีวิตจริงพ่อไม่ให้ขับแน่ๆ แต่ในละครเราเล่นเป็นคนที่ต้องขี่มอเตอร์ไซค์ เราก็ต้องทำให้ได้ หรือว่าการบู๊ ผมไม่ใช่คนชอบเตะต่อย แต่เราต้องกลายเป็นคนใหม่ ได้เรียนรู้คนใหม่ๆ ได้เรียนรู้ความคิดของอีกคน ผมมองว่านี่เป็นความสนุกของการแสดง

บทไหนที่อยากลองเล่นมากที่สุด

อยากเล่นบทฝาแฝด มันทำความเข้าใจยากนะ เพราะแต่ละคนมีความคิดต่างกัน เหมือนมีอะไรคล้ายกัน แต่จริงๆ แล้วก็มีอะไรที่ต่างกัน มันยากที่จะทำให้คนดูเชื่อจริงๆ ว่ามีตัวเรามีสองคน สองคาแรกเตอร์ ถึงแม้หน้าตาจะเหมือนกัน แต่การขยับท่าทางมันก็ต่างกันแล้ว เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน เรื่องการเลี้ยงดูก็อาจจะต่างกันแล้ว 

ผมว่าการแสดงมันเดินทางไปได้เรื่อยๆ แบบไม่มีที่สิ้นสุด เพราะบทบาทมันแปลกใหม่ตลอด ไม่มีทางที่เราจะได้แสดงครบทุกบทบาท เพราะแต่ละคนในโลกนี้ไม่มีใครซ้ำกันเลย

บทไหนที่เคยเล่นแล้วชอบ

เป็นบทบาทที่ค่อนข้างไกลตัว มีความเป็นภณ ณวัสน์ น้อยหน่อย เพราะเหมือนเราได้แสดงละครจริงๆ ไม่ได้เล่นเป็นตัวเอง เราต้องทำความเข้าใจและทำการบ้านเยอะ

ตอนนี้กำลังถ่ายทำเรื่อง คู่เวร อยู่ เราเล่นเป็นตัวละครที่แปลก มันไม่เหมือนภณเลย อ่านบทแล้ว โห นี่มันตรงข้ามกับเราเลย คือจะคิดตรงข้ามกับภณทุกอย่าง เป็นคนตรงๆ พูดตรงๆ ส่วนผมเป็นคนที่คิดก่อนแล้วค่อยพูด แต่คนนี้คิดอะไรก็พูดออกมา ไม่สนใจความรู้สึกคนอื่นเลย เล่นเรื่องนี้แล้วสนุกนะ เราต้องไปถามผู้กำกับว่ามันมีคนแบบนี้จริงเหรอ 

ช่วงนี้มีเรื่อง พราวมุก กำลังออนแอร์อยู่ เป็นละครโรแมนติกคอเมดี้เกี่ยวกับชลันธรและพราวมุกที่ถูกจับให้แต่งงานกัน แล้วเกิดความวุ่นวาย ความสนุกสนานขึ้น เราก็ต้องเล่นให้คนดูเชื่อว่าเราเป็นคนมั่นหน้าจริงๆ (หัวเราะ) 

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

‘ชลันธร’ เขาไม่เหมือนเราที่ตรงไหน

เขาเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองสูงมาก มั่นใจเกินไป มั่นใจจนมั่นหน้า ชอบคิดเองเออเอง เชื่อว่านางเอกเข้ามาในชีวิตเพราะชอบเขา เราต้องเล่นให้คุณดูหมั่นไส้ บางทีเขาใช้คำพูดแรง เราก็ต้องไปคุยกับผู้กำกับ ต้องหาเหตุผลว่าทำไมตัวละครถึงพูดแรงขนาดนี้

มีวิธีทำความรู้จักตัวละครอย่างไรบ้าง

อย่างแรกเราต้องอ่านบทก่อน แล้วก็ดูว่าซีนนี้ความต้องการของตัวละครคืออะไร จากนั้นก็ไปดูรูปลักษณ์ภายนอก หาดีเทล หาเรเฟอเรนซ์ เช่น ถ้าต้องเล่นเป็นเพลย์บอย ก็ต้องไปหาว่าเพลย์บอยมันเป็นอย่างไร แล้วเราจะดีไซน์เพลย์บอยออกมาในรูปแบบของเราได้อย่างไร ส่วนเรื่องความรู้สึกของตัวละคร ก็ต้องไปดูเบื้องหลังชีวิตของเขาด้วย

เราใช้ชีวิตมายี่สิบห้าปี ก่อนหน้านี้เราเจออะไรมาบ้าง ก็ต้องเรียบเรียงเหตุการณ์ให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะส่งผลให้กลายเป็นตัวละครตัวนั้นได้ เราต้องหาให้เยอะเพื่อเอามาเป็นเหตุผลรองรับการกระทำของตัวละครด้วย 

อายุยี่สิบห้าปีก็ถือว่ายังน้อยอยู่นะ ถ้าเราต้องเล่นเป็นตัวละครที่โตกว่า แต่โชคดีด้วยเพราะที่ผ่านมาได้รับบทเป็นคนอายุยี่สิบห้าถึงยี่สิบแปดหมดเลย ถ้าได้รับบทที่โตกว่านี้ คงต้องไปหาคนมีประสบการณ์มาให้คำแนะนำ ต้องไปคุยกับผู้กำกับ ต้องทำการบ้านเพิ่มด้วย 

ตัวเองในวัย 25 ปีเป็นเหมือนที่เคยคิดไว้ไหม

เด็กๆ ผมมองว่าวัยยี่สิบห้าคือคนที่โตมากแน่ๆ แต่พอเราอายุยี่สิบห้าจริง เฮ้ย นี่มันยี่สิบห้าแล้วหรอวะ คนนอกมองอาจคิดว่าเราโต แต่ในความรู้สึกของเรา เรายังเป็นเด็กอยู่เลย มันค่อนข้างต่างจากที่คิดไว้ เราก็ทำงานปกติ รับผิดชอบทั่วๆ ไป แต่เวลาอยู่บ้าน เรายังเป็นเด็กที่อ้อนแม่อยู่เลย

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

ภณในวัย 25 ปี มีอะไรในอาชีพนักแสดงที่ยังทำไม่ได้บ้าง

คิดว่าตัวเองมีประสบการณ์มาประมาณหนึ่ง ได้เรียนรู้บางเรื่อง แต่บางเรื่องก็ยังไม่รู้ ผมคิดว่าวันนี้เราต้องรู้มากกว่าเมื่อวาน มันจะทำให้เราพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ

ตอนนี้อยากพัฒนาเรื่องสมาธิ เพราะถ้าไม่มีสมาธิมันค่อนข้างเล่นยาก อยากให้ตัวเองมีสมาธิกับบทต่างๆ พอนับ 5 4 3 2 เราต้องสวิตช์ไปเป็นตัวละครให้เร็ว การที่เรามีสมาธิเร็ว ทำให้เราเข้าถึงบทบาทได้เร็ว พอเราอินก็จะทำให้การแสดงนั้นออกมาดีด้วย

ตอนนี้ถ้าร้อยเปอร์เซ็นต์ก็อาจจะทำได้สักแปดสิบ อาจมีบางจุดที่เราหลุดบ้าง ถึงบอกว่าอยากพัฒนาไปเรื่อยๆ อยากมีสมาธิเข้าถึงตรงนั้นได้เร็ว บางทีทั้งซีนเราจะเข้าถึงอยูแค่แปดสิบ ซึ่งถ้าเรามาดูละครที่ตัวเองเล่น เราจะสังเกตเห็นอีกส่วนยี่สิบที่เราเหลือไว้

การแสดงที่ดีคืออะไร

สำหรับผมการแสดงที่ดีคือการแสดงที่ไม่ใช่การแสดง คือการเป็นตัวละครตัวนั้นไปเลย สุดยอดของการแสดงคือการไม่แสดง ทำให้คนดูเชื่อว่าเราเป็นตัวละครตัวนี้จริงๆ

เหตุการณ์ไหนที่ทำให้รู้ว่าสมาธิจำเป็นกับการแสดงที่ดี

มีซีนหนึ่งที่สำคัญมาก ผมมาร์กไว้ตั้งแต่ตอนอ่านบท เลยกดดันตัวเองว่าต้องทำออกมาให้ดี แต่พอไปถึงตรงนั้นจริงๆ อากาศไม่อำนวย ร้อน แล้วสมาธิก็ไม่ได้ดีเพราะนอนน้อย ทำให้ซีนนั้นผมยังเล่นไม่ถึง ผู้กำกับบอกว่ายังไม่ได้ ก็เริ่มกดดันตัวเองแล้วว่ามันไม่ได้ พอกดดันก็ทำอารมณ์ออกมาได้ไม่ดี ผมเครียดเลย พอถ่ายเสร็จแล้วผู้กำกับบอกว่าได้ ผมคิดในใจว่าได้จริงเหรอ อารมณ์มันเพิ่งจะมา พอทำไม่ได้แล้วมันก็น้อยใจตัวเอง เครียดเหมือนกันช่วงนั้น

หรือว่าคุณเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์

ผมเป็นคนตั้งใจ มันคือการกดดันตัวเอง เพราะอยากทำออกมาให้ดี ก็เพอร์เฟกชันนิสต์นิดหน่อย เป็นแบบนี้กับทุกเรื่องในชีวิต เช่น การเก็บของ ผมเป็นคนเก็บของเป็นที่ ถ้ามีใครมาย้ายหรือไปอยู่ตำแหน่งไม่ถูกที่ก็จะเริ่มหงุดหงิดแล้วว่าใครเอาไปไหน (หัวเราะ) ไม่ชอบหาของเลย หาได้ไม่เกินสองสามนาที 

แล้วอีกอย่างผมเป็นคนที่คิดไปข้างหน้าตลอด ว่าเราวางแผนไว้แล้ว 1 2 3 4 5 ถ้ามันไม่ใช่ 1 2 3 4 5 ก็จะเริ่มร้อนๆ ที่หัวแล้ว (หัวเราะ)

กับชีวิตเราวางแผนแบบนั้นด้วยไหม

อาจจะวางไว้แค่ 1 – 2 เป็นระยะสั้นๆ ยังไม่ได้มองว่าต้องวางให้ยาว แค่แสดงละครให้ดีก่อน บทบาทที่ได้รับมันก็มีแปลกไปเรื่อยๆ ยังท้าทายอยู่จนถึงทุกวันนี้ เวลาได้รับบทมา ผมก็ต้องเอามาวางแผนเรียงเป็น 1 2 3 4 5 อยู่ดี

ส่วนระยะยาว อยากแสดงละครให้ดี ทำให้คนดูเชื่อและชอบตัวละครของเราให้ได้ ส่วนระยะยาวขึ้นไปอีก มองว่าอยากจะใช้ชีวิตสบายๆ จริงๆ เป็นคนชิลล์ๆ อยู่แล้ว ถ้ามีเงินประมาณหนึ่งและมีเวลาให้ครอบครัว ได้ไปเที่ยว ผ่อนคลาย เท่านี้ก็มีความสุขแล้ว อยากให้ทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา สุขภาพร่างกายแข็งแรง

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

ถ้าแผนไม่เป็นอย่างที่วางไว้ล่ะ

ความรู้สึกแรกคือแอบผิดหวังที่มันไม่เป็นอย่างที่เราหวังไว้ แต่อีกมุมหนึ่งก็จะคิดว่าช่วงเวลานี้อาจยังไม่เหมาะสมที่จะทำ หรือยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่ใช่ก็ได้ เลื่อนออกไปอีกมันอาจจะดีกว่าก็ได้ ผมเคยเจอเหตุการณ์ที่เลื่อนไปก่อนแล้วมันดีกว่า ก็เลยเอาเหตุการณ์ตรงนั้นมาเป็นแนวคิดให้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้

หรือมีอย่างอื่นที่อยากทำนอกแผนอีกไหม

ตอนนี้การแสดงถือเป็นสิ่งที่รักที่สุดที่อยากจะทำ ส่วนอนาคตยังมองไม่ออกนะว่าตัวเองจะชอบอะไร ตอนนี้ผมรักการแสดงที่สุด ควบคู่กับการที่มีงานอดิเรกที่ชอบเล่นคือกีฬาเอ็กซ์ตรีม ไม่รู้ว่าจะทำเป็นอาชีพได้หรือเปล่า หรือพอทำเป็นอาชีพจริงๆ แล้วเราอาจไม่ชอบก็ได้ อาจเอาไว้เป็นแค่งานอดิเรกก็พอ ตอนนี้ถือว่าโชคดีนะที่เราค้นพบการแสดงแล้วทำเป็นอาชีพได้ด้วย

ตอนเด็กๆ ไม่ฉายแววนักแสดงเลย ตอนนั้นคิดว่าพรสวรรค์ของเราคืออะไร

ตอนเด็กๆ ชีวิตมีแค่เรียนกับเล่น เคยคิดว่าตัวเองเกิดมาเพื่อเป็นนักกีฬาหรืออะไรที่ต้องใช้แรงเยอะๆ ผมเคยเป็นนักฟุตบอล เคยเป็นนักว่ายน้ำ ผมเล่นกีฬาทุกชนิดเลย เก่งไม่เก่งค่อยว่ากันอีกที ผมรู้สึกว่าตัวเองมีพรสวรรค์ทางด้านกีฬามาก อย่างในวิชาพละ ผมไปก่อนเพื่อนเลยเพราะอยากเรียน เขาให้เล่นอะไรผมก็เล่นได้ ความสุขของผมอย่างหนึ่งคือการได้อยู่กับกีฬา ชอบความแปลกใหม่ ท้าทายแบบที่ไม่ต้องอยู่กับที่

แล้วตอนนี้เล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมอะไรบ้าง

เริ่มจากเวกบอร์ด เซิร์ฟบอร์ด จากนั้นก็มาเล่นเซิร์ฟสเก็ต ผมเคยเห็นรูปหรือวิดีโอในอินเทอร์เน็ตแล้วมันน่าลอง เลยชวนเพื่อนไปเล่นกัน วันแรกเล่นไม่ได้ เล่นแล้วก็ตกน้ำ ผมเป็นคนอยากเอาชนะ มันต้องทำให้ได้ คนอื่นทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้เพราะมันดูไม่ยาก ไปครั้งแรกล้มตลอด ครั้งที่สองก็ไปล้มอีก ครั้งที่สามเริ่มจับทางได้ พอสนุกเราก็เล่นมาเรื่อยๆ 

เป็นคนตั้งใจอย่างที่เคยบอกไว้จริงๆ

ใช่ครับ ผมเป็นคนสุดเหมือนกัน ถ้าทำไม่ได้ ก็อยากจะทำให้ได้ ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ แต่เป็นหลายๆ เรื่องในชีวิตผมด้วย เรื่องการแสดง บางทีเราทำไม่ได้ แต่คิดว่ามันต้องทำได้สิ มันติดตรงไหน เราก็ไปหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อให้เราทำให้ได้

คิดว่าอะไรทำให้ภณตั้งใจทำทุกอย่างให้ดีที่สุด 

ตอนปีหนึ่งผมเสียคุณตาไป ผมเลยมองว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอน คุณตาเข้าโรงพยาบาลไม่กี่วันท่านก็เสีย ผมเลยมองว่าชีวิตคนเรามันเร็วมากๆ ทุกวันนี้มันไม่มีความแน่นอนในชีวิตเลย ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ ผมเลยใช้ชีวิตแบบไม่ประมาท 

พอจบเคสคุณตาก็มี COVID-19 ที่เข้ามาแบบงงๆ แต่มันก็เกิดขึ้นได้ อยากทำอะไรก็ทำให้เต็มที่เลย อย่าไปรอ ทุกวันนี้ไม่อยากรอให้ถึงพรุ่งนี้ อยากทำวันนี้ให้ดี แล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุดด้วย 

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

พอตั้งใจมากๆ แล้ว มีครั้งไหนไหมที่ทำไม่สุดแล้วรู้สึกเสียใจ

ก็มีนะ อย่างตอนเล่นละครก็เคย บางทีนอนพักผ่อนไม่เพียงพอแล้วออกไปเล่น เราก็ใส่ได้ไม่ถึง ได้แค่แปดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ผู้กำกับบอกว่าผ่านแล้ว พอมาดูผลงานของตัวเองย้อนหลัง เรามองว่าเราน่าจะทำได้ เราน่าจะใส่สุดมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นคงได้เห็นตัวเองในมุมที่เต็มร้อย ไม่ใช่มุมแปดสิบห้า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะทำให้ดีกว่านี้ ผมเลยมองจุดนี้ เป็นบทเรียนในเรื่องต่อๆ ไป ว่าทีหลังทำอะไรเราใส่เต็มร้อยไปเลยทุกเรื่อง เพื่อไม่ให้รู้สึกเสียดายทีหลัง

ในวัยนี้มีอะไรที่เคยคาดหวัง แล้วทำได้แล้วไหม

ให้รางวัลตัวเอง เราเคยตั้งเป้าหมายว่าอยากมีรถของตัวเองสักคันหนึ่ง แล้วผมก็ได้รถยนต์มาตั้งแต่อายุยี่สิบเอ็ด จริงๆ คุณพ่อเป็นคนซื้อให้ก่อน ช่วงนั้นเราทำงานเก็บเงินไปแล้วก็มาคืนคุณพ่อทีหลัง ซึ่งถือว่าเราซื้อรถให้ตัวเองได้ก่อนอายุยี่สิบห้าปี ก็เป็นความภูมิใจอย่างหนึ่ง 

แล้วเรื่องการแสดงล่ะ

ได้เรียนรู้ว่าจริงๆ แล้วซีนดราม่าไม่ได้มีอะไรมาก แค่เราเข้าใจและมีสมาธิกับมันเท่านั้นเอง ก่อนเล่นละคร ผมมองว่าซีนดราม่าเป็นเรื่องยาก เราจะเล่นอย่างไร เราจะคิดถึงเรื่องอะไร เราจะทำอารมณ์อย่างไร แต่พอได้เล่นจริงแล้วมันจับทางได้ มันคือการที่เราอินไปกับเรื่องนั้น ร้องไห้หรือไม่ร้องไห้ก็เป็นปฏิกิริยาของร่างกาย อย่าไปสนใจ แค่โฟกัสให้ถูกจุดว่าตอนนี้ตัวละครต้องการอะไรและกำลังรู้สึกอะไร อารมณ์มันจะออกมาเอง

สิ่งที่คาดหวังแต่ยังทำไม่ได้มีบ้างไหม

เรื่องพาที่บ้านไปเที่ยว ตอนนี้รู้สึกว่ายังทำไม่ได้และ COVID-19 มาอีกมันยิ่งยากเลย เราเคยวางแผนว่า ถ้ามีเงินก้อนหนึ่ง อยากจะพาที่บ้านไปเที่ยวต่างประเทศ ถ้าไม่มี COVID-19 ก็อาจจะได้พาไปแล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่มีโอกาสตรงนั้น 

ครอบครัวอยู่ในทุกแผนของคุณเสมอเลย

ใช่ ผมมองว่าครอบครัวคือที่สุดแล้ว เขาเป็นคนแรกๆ ที่อยู่กับเราด้วย ทุกวันนี้ผมยังอยู่กับที่บ้าน ไม่ได้ไปอยู่คอนโดฯ ที่ห่างจากครอบครัว เลยสนิทกับครอบครัวอยู่ประมาณหนึ่ง เวลาทำอะไร ทุกๆ คนที่บ้าน ทั้งพี่สาว พี่ชาย ก็จะนึกถึงครอบครัวก่อนเสมอ 

เขาสนับสนุนทุกเรื่องของเรามาตั้งแต่เด็ก ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต การเลี้ยงดู มีผลกับเราทั้งหมด พ่อเป็นคนมีวินัย เขาเป็นคนที่คอยสอนเรื่องความมีวินัย ส่วนแม่เป็นคนตรงๆ ทำอะไรตรงๆ เรื่องการอ่อนน้อมถ่อมตนเราก็เอามาใช้ ครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญจริงๆ 

นอกจากครอบครัวแล้ว อะไรอีกที่ทำให้ภณเป็นภณอย่างทุกวันนี้

ความอดทนแล้วก็เอาชนะใจตัวเอง มันทำให้ภณเป็นภณได้อย่างในทุกวันนี้ การทำงานทุกอย่างมันเหนื่อยอยู่แล้ว เราต้องอดทน แล้วก็ชนะใจตัวเองให้ได้ อย่างการทำงานตรงนี้ ผมจะต้องคุมอาหาร ออกกำลังกายเพื่อรักษาหุ่น คือการเล่นฟิตเนสมันเหนื่อยมาก ไม่ได้สบายเลย มันถึงจุดที่เรียกว่าทรมานแล้วนะ แต่ก็ต้องฝึกต่อเพื่อให้ผ่านมันไปให้ได้

อีกอย่างคือความไม่แน่นอนในชีวิต จากเหตุการณ์หลายๆ อย่างตั้งแต่เด็กจนมาถึงปัจจุบัน ผมว่าความไม่แน่นอนในชีวิตมีผลให้ภณเป็นภณมากที่สุดแล้ว ตั้งแต่เสียคุณตาไป ตั้งแต่ COVID-19 เข้ามา มันเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load