15 กุมภาพันธ์ 2561
7 K

ผมยังจำภาพในค่ำคืนนั้นได้แม่นยำ

ม่านบนเวทีเปิดออก ชายคนหนึ่งยืนอยู่บนเวทีเพียงลำพัง เสียงปรบมือดังยาวนาน เป็นสัญญาณเริ่มต้นการโชว์สแตนด์อัพคอเมดี้ที่ชื่อ A – Katanyu The Man Who Stand Up ของเขาในวันนั้น

หากใครรู้จัก กตัญญู สว่างศรี เป็นการส่วนตัวย่อมรู้ว่าโชว์นี้มีความหมายกับเขามากเพียงใด ยอมรับว่าภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ผมรู้สึกบางอย่างคล้ายอาการตื้นตัน

จากชายที่บอกว่าชีวิตตัวเอง ‘ห่วยสัส’ ถูกคนมองข้ามมานับครั้งไม่ถ้วน เคยถูกไล่ออกจากงานประจำ เขาใช้เวลาไม่กี่ปีกลายมาเป็นคนที่มีแสงไฟสาดส่อง และเป็นผู้ที่กล้าประกาศว่าจะหว่านเมล็ดวัฒนธรรมสแตนด์อัพคอเมดี้ให้เจริญเติบโตในดินแดนบ้านเกิดให้ได้

จากโชว์ครั้งแรก A Katanyu 30 ปีชีวิตห่วยสัส ที่มีคนดูหลักสิบ เขาใช้เวลาไม่ถึงปี ขยับขยายจัดงาน A – Katanyu The Man Who Stand Up ที่มีคนดูหลักพัน ยังไม่นับโปรเจกต์อีกมากมายที่รออยู่ข้างหน้า อาทิ งาน One Night Stand Up ครั้งที่ 2 ในชื่อ Stand Up Tragedy ที่เขาระดมเพื่อนพ้องมาร่วมโชว์กันในวันที่ 16 – 18 กุมภาพันธ์ นี้

นอกจากสถานะล่าสุดอย่างแสตนด์อัพคอเมเดี้ยนหน้าใหม่ หากลองไล่เรียงสิ่งที่กตัญญูเคยทำ เราจะพบว่าเขาเป็นมาแล้วหลายอย่าง ไล่ตั้งแต่เป็นคนทำนิตยสาร เป็นนักเขียนและคนทำสำนักพิมพ์เพื่อพิมพ์งานวรรณกรรมขายเอง (เอากับเขาสิ) เป็นพิธีกรอีเวนต์คิวชุก เป็นผู้ก่อตั้งและผู้จัดรายการทางพอดแคสต์ที่ชื่อ Get Talks เป็นบรรณาธิการบริหารดิจิทัลพีอาร์และคอนเทนต์ที่ชื่อ Moonshot จนกระทั่งล่าสุดเขาลาออกมาเปิดบริษัทของตัวเองชื่อ Katanyu86

เรานัดพบกันที่ร้านกาแฟไม่ไกลจากสำนักงานของเขา และจากเรื่องเล่าในบ่ายวันนั้น ทำให้ผมพบว่าชีวิตของกตัญญูนอกจากมันจะไม่ตลกเหมือนเรื่องที่เขาเล่าบนเวที

มันกลับชอกช้ำและตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำ

กตัญญู สว่างศรี กตัญญู สว่างศรี กตัญญู สว่างศรี

โชว์ครั้งแรกคุณตั้งชื่อว่า ‘30 ปีชีวิตห่วยสัส’ ถ้าให้ย้อนมอง ชีวิตคุณห่วยสัสจริงไหม

มันเป็นภาวะที่แว้บเข้ามาตอนตั้งชื่อโชว์ เราจองสถานที่ตอนวันเกิดครบรอบ 30 ปี พอดี แล้วชื่อ ‘30 ปีชีวิตห่วยสัส’ มันลั่นออกมาเลย ซึ่งพอลองย้อนกลับไปดูตัวเอง จริงๆ ชีวิตเราเจ็บปวดนะ คือมันไม่ได้ตกอับ ไม่มีจะกิน ยากจน แต่มันเจ็บปวดกับการดิ้นทุรนทุรายของตัวเองที่จะพยายามพิสูจน์อะไรบางอย่าง เราเป็นคนที่มีไฟ มีความทะเยอทะยาน ทำอะไรก็อยากจะขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง อยากจะขึ้นเป็นแถวหน้าอยู่ตลอด แต่ที่ผ่านมาเราอยู่แถวหลัง เคยถูกมองข้าม อยากเข้าทำงานที่นิตยสารที่เราฝึกงานเขาก็ไม่สนใจ ไม่ได้มองอะไรเราเลย ซึ่งตอนเด็กไม่เข้าใจ น้อยใจ แต่ตอนโตขึ้นมาก็รู้ว่าคนที่บริหารเขาก็ต้องมองคนที่มีศักยภาพ

ตอนนั้นเราบอกกับตัวเองว่า กูจะต้องแซงทุกคนที่เขียนหนังสือรุ่นเดียวกับกูให้ได้ ซึ่งมันก็เลยพาเราไปเขียนงานวรรณกรรม เราเข้าใจเอาเองว่าคนเขียนหนังสือเก่งต้องเขียนหนังสือวรรณกรรมเท่ๆ เทพๆ เราก็ไปอ่านหนังสือรางวัล อ่านฟรานซ์ คาฟคา อ่านมูราคามิ ซึ่งก็พาเราถลำลึกเข้าไปสู่แวดวงการเขียนวรรณกรรม ไปอยู่กับคณะพลเมืองเรื่องสั้น ได้เขียนเรื่องสั้นลง ช่อการะเกด หลังจากนั้นก็ได้ทำงานที่นิตยสาร Writer

การที่ผ่านช่วงที่คนไม่เห็นคุณค่ามันมีคุณค่ายังไงกับคุณบ้าง

มันขัดเกลาให้เราแข็งแกร่ง ทำให้เราอดทน มันค่อยๆ ปอกเปลือกตัวเราเอง ช่วงเวลาที่เราไม่มีคุณค่ามันเหมือนเราค่อยๆ ขัดตัวเอง เอาสิ่งที่เปราะบางออก เมื่อก่อนเราจะมีความสะเปะสะปะ แต่เหมือนพอเราได้ลงสนามแข่งหลายๆ สนาม แล้ววันนึงเราก็พบว่ามันผิดที่กีฬาที่มึงเล่น กีฬานี้มึงไม่ถนัด มึงออกมาได้แล้ว ซึ่งการได้เดินออกมาจากจุดหนึ่งมันทำให้เราพบที่ใหม่ เราเจอเรื่องหนักๆ มาเยอะ ชีวิตเราเคยถูกไล่ออก ทำงานอยู่ถูกชี้หน้าด่า ถูกตบที่หน้างาน ถูกกดดัน เราถูกทำหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่เคยคิดว่าชีวิตจะเจอ

ตอนนั้นทำไมถูกไล่ออก

‘คุณใช้แต่ปากทำงาน’ พี่เขาพูดกับเราแค่นี้ แต่ถึงทุกวันนี้เราขอบคุณพี่เขามากนะ ขอบคุณมากที่เขาให้อาชีพเรา เขาผลักเราไปอีกทาง มันเป็นจุดเปลี่ยน ไม่รู้จะพูดยังไง มันต้องขอบคุณเขาเท่านั้น เขาคงเห็นว่าเราไม่ได้เหมาะกับเส้นทางนี้จริงๆ แต่เขาไม่รู้จะอธิบายยังไง เราอ่านหนังสือมาเขาบอกว่า ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ถูกไล่ออก เป็นเพราะว่าคุณไม่ถูกกับงานนั้นจริงๆ อยู่แล้ว ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ดีที่คุณจะได้เปิดตัวเองไปสู่งานใหม่

การถูกไล่ออกเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะว่ามันทำให้เรายกความยิ่งใหญ่ของวรรณกรรม คุณค่าของวรรณกรรมออกจากตัวเอง แล้วไปเห็นคุณค่าอื่นๆ ที่เป็นรายละเอียดในชีวิตเล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถหาความสุขได้ เพราะที่ผ่านมาวรรณกรรมมันคือเสาหลักในชีวิตมาตลอด เราอยากเขียนหนังสือให้ได้รางวัลซีไรต์ เราอยากเขียนหนังสือให้เป็นที่ยอมรับ เราอยากเขียนวรรณกรรมให้ผู้คนเชิดชูยกย่อง

การโดนไล่ออกครั้งนั้นสอนอะไรคุณบ้าง

มันสอนว่า คนเราไม่ต้องไปยึดถือว่าเราจะเป็นอะไรไปตลอด เราเคยบอกเพื่อนเลยนะว่า กูก็ยังไม่รู้ว่ากูจะเป็นสแตนด์อัพคอเมเดี้ยนไปถึงเมื่อไหร่ แต่ถามว่าเรารักมันไหม เราอยากทำอาชีพนี้ไหม อยากสร้างวัฒนธรรมนี้ไหม เราชอบมาก เราแฮปปี้ มีความสุขมาก แต่พรุ่งนี้ให้เราเลิกเป็นสแตนด์อัพคอเมเดี้ยนแล้วไปทำอย่างอื่นก็ได้ เราพร้อมนะ เราเลิกยึดติด เลิกยึดถือกับการเป็นอะไร แต่เราเอนจอยกับการลงมือทำอะไรแค่นั้นเอง เฮ้ย วันนี้เอนจอยกับการขายงาน วันนี้เอนจอยกับการกินข้าวกับน้องที่ออฟฟิศ หรือวันนี้มีนัดสัมภาษณ์เว้ย กินกาแฟ ซื้อแพนเค้กแดก ทุกโมเมนต์ในชีวิตมันอะไรก็ได้แล้ว คุณค่าหรือว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มันเพลาลง

คือพอย้อนมองกลับไป ที่เรายึดมั่นถือมั่นมันเป็นเพราะเราไม่มั่นใจในคุณค่าด้านอื่นๆ ของตัวเอง ตอนเด็กๆ เราอยากเป็นนักฟุตบอล และเราก็เป็นนักฟุตบอลอันดับต้นๆ ในโรงเรียน แล้ววันนึงเอ็นข้อเท้าฉีก มันทำให้เราต้องหาที่ยึดจับให้กับตัวเองว่าคุณค่าในชีวิตตัวเองคืออะไร สมมติคนนั้นรวย คนนี้หล่อ คนโน้นเรียนเก่ง เราก็เป็นคนอินดี้ คือคนเขียนหนังสือเหมือนจะเป็นคนที่ลุ่มลึกกว่าคนอื่น แต่จริงๆ กูหลงผิดมาตลอด

กตัญญู สว่างศรี กตัญญู สว่างศรี

ที่ต้องหาที่ยึดจับให้กับตัวเองมันเกิดจากปมที่เป็นคนไม่ได้รับการยอมรับหรือเปล่า

เราไม่แน่ใจว่ามันคือปมหรือเปล่า เราว่ามันเกิดขึ้นจากภาวะปกติของมนุษย์ที่ต้องการยึดจับอะไรบางอย่างให้กับตัวเองเพื่อสร้างคุณค่า เพราะว่ามนุษย์มันอ่อนแอไง เราต้องดิ้นรนอยู่ในสังคม เราต้องติดอาวุธ ถ้าเป็นเกมมึงก็ต้องติดอาวุธให้กับตัวเองเพื่อที่จะให้มึงได้มีที่อยู่ แต่วันนี้เราก็บอกกับตัวเองเหมือนกันว่า ไอ้สิ่งเหล่านี้มันล่มสลายได้ง่ายๆ เลย เพราะว่าที่จริงแล้วมันเป็นคุณค่ากับตัวเราแค่นั้นแหละ เป็นเราที่ยึดจับมันเอาไว้มากที่สุด ในโลกของคนอื่นที่เราล่องลอยอยู่มันไม่ได้มีค่าขนาดนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าเราไปยึดติดอยู่กับความรู้สึกว่าเราเป็นอะไรแล้วเรามีคุณค่ากับใครมากๆ เข้า วันนึงพอล้มลงมาแล้วมันพัง

สิ่งที่เรียนรู้สำคัญที่สุดจากการพังทลายของคุณค่าที่ยึดมั่นเอาไว้สูงสุดของตัวเอง มันคือการพบว่า จริงๆ การเป็นมนุษย์ธรรมดาแม่งสบายที่สุดแล้ว คุณเคยมีภาวะนี้มั้ยล่ะ เป็นนักเขียนเป็นนักคิดแล้วก็มองว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น เหนือกว่าไอ้พวกที่ไปซื้อบ้านซื้อรถหาภาระใส่ชีวิต ไอ้พวกที่ไปงานแมสๆ ที่ใครเขาก็ไป ปีใหม่พาแม่ไปไหว้พระ ซึ่งที่ว่ามาทุกวันนี้กูทำหมดเลย เรารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ดี สิ่งที่เรียบง่าย สิ่งที่ทำให้เรามีความสุข มันไม่ใช่การทำให้ตัวเอง มันคือการทำให้สิ่งแวดล้อมของเราดีไปด้วย

หลังจากโดนไล่ออก คุณผ่านช่วงที่ชีวิตพังทลายมาได้ยังไง

ไปบวช มันคือด้านกลับของความคิดเลย ตอนนั้นหาทางไปไม่เจอ เออ ว่างแล้วว่ะ ย่าก็อยากให้บวช แม่ก็แฮปปี้ เราก็ไม่มีความหมายอะไรนี่ ก็ไปบวช ซึ่งมันเปลี่ยนชีวิต

การบวชเปลี่ยนชีวิตคุณได้

จริงๆ แล้วจะบอกว่าเพราะการบวชหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ มันแค่เป็นโมเมนต์นึงที่พบว่า นี่แหละ ความหมาย ตอนนั้นเราเป็นนาค ขี่คอเพื่อนสนิท ข้างหน้าเรามีพวกป้าๆ มีเพื่อนสนิทเต็มไปหมดเลย แล้วก็ญาติๆ ดื่มเหล้าขาวเมากัน เต้นรำกัน คือโมเมนต์นั้นเป็นโมเมนต์ที่รวมทั้งคนดีคนบาปมามีความสุขร่วมกัน โดยที่เราทรมาน เพราะเราโกนหัว เราอุบาทว์ เรานั่งไม่สบาย แต่ความทรมานนั้นทำให้เราเห็นว่ามันทำให้คนอื่นมีความสุขว่ะ แล้วพออยู่ไปสักพัก มึงก็ไม่ได้ทรมานนี่หว่า หัวโล้นแล้วไงวะ

โมเมนต์นั้นมันทำให้เราค้นพบความหมาย จากการให้คุณค่า ให้ความสุข ให้ความสำเร็จ ของตัวเองเป็นที่ตั้ง เปลี่ยนมาเห็นคุณค่าของความสุขความสำเร็จของคนรอบข้าง ทุกวันนี้มันกลายเป็นคำติดปากของเรานะว่า น้องแฮปปี้มั้ย ลูกค้าแฮปปี้มั้ย คือเวลาเช็กงานไม่ได้ถามว่างานดีไม่ดี แต่ถามคนรอบข้างว่าแฮปปี้หรือเปล่า จากเดิมที่ถามแค่ว่ากตัญญูแฮปปี้มั้ย มันเปลี่ยนเป็นแม่แฮปปี้มั้ย พ่อแฮปปี้เปล่า ญาติแฮปปี้มั้ย เพื่อนๆ มีความสุขเปล่า เออ มีเหรอ กูก็มี

แล้วเคยคิดมาก่อนไหมว่าวันนึงจะกลายเป็นสแตนด์อัพคอเมเดี้ยนคนใหม่ของประเทศไทย

โดยความบังเอิญ เรารู้สึกว่าสแตนด์อัพคอเมดี้มันเวิร์ก มันเหมาะกับตัวเอง ไม่เคยฝันว่าชีวิตนี้จะต้องจัดสแตนด์อัพคอเมดี้ แต่อยู่ๆ ก็ทำมัน เราเคยอ่านหนังสือของมูราคามิ เขาเล่าว่าตอนที่ค้นพบว่าตัวเองเขียนหนังสือได้ มันคือความรู้สึกที่หล่นมาจากฟ้า อะไรทำนองนั้น คือมันแค่ร่วงหล่นลงมาแล้วเขาก็ทำมัน เหมือนกัน เราอยากทำมัน คือเราคงไม่ได้ยิ่งใหญ่แบบมูราคามิ แต่เรารู้สึกว่าความรู้สึกนั้นมันหล่นลงมาเหมือนกันว่า ยู ทำสแตนด์อัพคอเมดี้เหอะ

ตอนนั้นก็ตั้งสเตตัสเลย คือคิดอะไรก็ต้องประกาศเอาไว้ก่อน ไม่ได้ทำก็เสียหมา ก็ประกาศชวนทีมงานมาเยอะแยะมากมายเลย แล้วก็โพสต์สเตตัสว่าจะจัดงานวันที่เท่าไหร่ โดยที่ยังไม่รู้เลยว่าจะเล่นยังไง จะพูดยังไง ตอนโพสต์มีแค่คำเดียวคือ 30 ปี ชีวิตห่วยสัส

ทำไมเลือกที่จะป่าวประกาศก่อนที่จะรู้วิธีทำ

จริงๆ แล้วเป็นคนที่สนุกที่จะได้โม้มั้ง กูอยากทำนั่น อยากทำนี่ แต่ว่าที่ผ่านมามันก็ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง เราเคยเป็นบรรณาธิการบทสัมภาษณ์อยู่ที่ GM ช่วงหนึ่ง แล้วจะมีคนประเภทหนึ่งที่เราได้สัมภาษณ์บ่อยๆ คือคนที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งเราก็ได้แนวคิดจากคนที่ประสบความสำเร็จมา มีไอเดียหนึ่งของพี่ด้วง (ดวงฤทธิ์ บุนนาค) เขาพูดกับเราเรื่อง possibility in context ความเป็นไปได้ภายใต้บริบทที่เรามี

จำได้เลยคุยที่ร้านอาหารของเขาริมแม่น้ำเจ้าพระยา เขาบอกว่า ‘นี่เป็นความลับของจักรวาลเลยนะครับยู’ แล้วเขาก็เล่าให้ฟังว่า สิ่งที่จะทำให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นคือการเห็นความเป็นไปได้ คือคุณดูตัวเองว่ามันมีอะไรเป็นไปได้บ้าง ชี้ไปตรงจุดนั้น พอตั้งใจจะทำแล้วก็ลิสต์มาว่าหนึ่งถึงสิบมันต้องทำอะไรบ้าง แล้วก็ลงมือทำ ซึ่งดีไม่ดีไม่รู้นะ แต่มันจะเกิดขึ้น

เราเป็นคนเขียนหนังสือมาตั้งนานแล้ว ซึ่งคนเขียนหนังสือมันคือคนชอบจะเสนอความคิดออกไป เรามีความกวนตีนอยู่ในตัว และในขณะเดียวกันการเป็นพิธีกรของเรามันก็ใช้ทักษะของการคอนโทรลบรรยากาศ พอเราทำสิ่งเหล่านี้ได้แล้วเรามีเรื่องเล่า ทั้งหมดรวมกันก็เลยกลายเป็นสแตนอัพคอเมดี้

วันแรกที่ประกาศ คิดสร้างวัฒนธรรมสแตนด์อัพคอเมดี้ให้เกิดขึ้นเลยหรือเปล่า

ไม่ ตอนแรกแค่อยากเล่นเอง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราอยากเห็นคนที่เข้ามาช่วยเราเขาเล่นด้วย อยากเห็น แซม (พลสัน นกน่วม) เล่น อยากเห็น ครูทอม คำไทย เล่น

คุณเคยเป็นอย่างนี้มั้ย ตอนที่เขียนหนังสือใหม่ๆ อยากจะไปสนทนากับเพื่อนนักเขียน คอเมเดี้ยนก็เหมือนกันเลย อยากจะไปสนทนากับเพื่อนคอเมเดี้ยนที่เล่นสแตนด์อัพคอเมดี้ด้วยกัน แต่มันไม่มี (หัวเราะ) พี่โน้ต อุดม เขารุ่นใหญ่แล้ว แต่เราอยากได้เพื่อนที่แลกเปลี่ยน ร่วมเล่น ได้ไปเชียร์เขา หรือแข่งขันกันก็ได้ มุกมึงเป็นยังไง แซวกัน คิดถึงสมัยเด็กๆ ที่เตะบอล แล้วไอ้นั่นกองหน้าเก่ง ไอ้นั่นเล่นปีก คืออยากมีเพื่อนที่เล่นสแตนด์อัพคอเมดี้เก่งๆ หลังจากนั้นความรู้สึกอยากให้วัฒนธรรมสแตนด์อัพคอเมดี้เกิดขึ้นในบ้านเรามันก็เริ่มเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ

กตัญญู สว่างศรี

อย่างงาน Stand Up tragedy ที่กำลังจะเกิดขึ้นถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำเพื่อให้สร้างวัฒนธรรมสแตนด์อัพคอเมดี้หรือเปล่า

ใช่ๆ มันต้องมีเวทีที่คนอยากมาเล่น ต้องมีเวทีที่เปิดโอกาสให้คอเมเดี้ยนหน้าใหม่ แต่บอกก่อนว่าเราไม่ได้บุกเบิกเพื่อที่จะเป็นคนเท่นะ เราแค่บุกเบิกเพื่อที่จะให้มันมีอาชีพแล้วคนทำอยู่ได้ หมายความว่า เราก็อยู่ได้ มีคนดู เขาก็มีคนดู วนเวียนกัน สร้างความต้องการให้คนอยากดูเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเกิดมีคนกลุ่มหนึ่งที่ชอบสแตนด์อัพคอเมดี้นะ ไม่ได้ชอบเฉพาะกตัญญู เราเชื่อว่ามันจะเกิดเป็นวงการ

คือคำว่าวงการมันต้องมีคนครบนะ ต้องมีคนดู คนเล่น และสปอนเซอร์ เอาแค่ 3 กลุ่มนี้ก่อน ถ้ามีนักวิจารณ์เข้ามาอีกยิ่งสนุก คิดดูว่าจะมันแค่ไหนถ้าวันนึงมีสแตนด์อัพคอเมดี้ที่เป็นโชว์พิเศษแทบทุกเดือนเลย เดือนนี้ไปดูไอ้นี่ อีกเดือนไปดูไอ้นั่น

คุณคิดว่าที่บ้านเราไม่ค่อยมีสแตนด์อัพคอเมดี้เป็นเพราะไม่มีคนดู หรือจริงๆ แล้วมีคนอยากดูแต่ไม่มีให้ดู

ปัญหามันไก่กับไข่นิดนึง แต่จริงๆ แล้วเราเชื่อว่ามีคนดู ไม่อย่างนั้นเราจะจัดโชว์ของเราได้ยังไง มีคนดูพี่โน้ต อุดม มาเป็นสิบปีแล้ว แล้วในสิบปีนี้จะไม่มีคนประเภทที่อยากดูคนอื่นเล่นบ้างเหรอ

พูดถึงรถไฟฟ้าเรานึกออกว่ามันจำเป็นยังไงกับบ้านเมือง แล้วการมีสแตนด์อัพคอเมดี้จำเป็นยังไง

ชีวิตมันไม่ได้ต้องการแต่ของจำเป็นไง ไม่อย่างนั้นทำไมเราถึงต้องใช้ iPhone X กัน คือชีวิตเราต้องการสิ่งที่มันน่าหลงใหลด้วย สิ่งที่มันฟุ่มเฟือยด้วย สิ่งที่ไม่สามารถบอกว่ามันจำเป็นด้วย แล้วเรารู้สึกว่าเรามีชีวิตเพราะสิ่งเหล่านี้ เรามีชีวิตขึ้นมามันมีสิ่งที่มีความจำเป็นในชีวิตที่เราต้องมี ที่เราต้องใช้ ที่เราต้องอยู่ แต่ว่าเราหาความหมายในชีวิตผ่านสิ่งของเรื่องราวไร้สาระมากมาย

ซึ่งคำว่าไร้สาระมันก็นามธรรม คุณชอบสัมภาษณ์แต่อีกคนไม่ชอบอ่านหนังสือ สิ่งที่คุณทำมันก็ nonsense สำหรับคนที่ไม่ชอบอ่าน สำหรับสแตนด์อัพคอเมดี้ เรารู้สึกว่ามันสามารถหาคนที่หลงใหลได้ ถ้าพูดอย่างมีคุณค่า มันสามารถเปิดโอกาสให้กับเสียงเล็กๆ น้อยๆ ที่อยากจะพูดเรื่องอะไรออกมา ปลดปล่อยอะไรออกมา

ตั้งแต่จัดสแตนด์อัพคอเมดี้ คุณผ่านคำสบประมาทอะไรมาบ้าง

เราเจอคนด่าว่าฝืด แชร์คลิปไปบอกว่าไม่ตลกเลย ไม่ได้ครึ่งพี่โน้ต อุดม เราเจอคนที่เห็นหน้ากัน ยิ้มให้เรา แต่ก็ไปแอบๆ ด่า ซึ่งมันสอนเราเหมือนกันนะ ว่าบางทีอย่าเพิ่งไปดูถูกใคร อย่าเพิ่งไปมองว่าใครมันจะไม่เวิร์ก อย่าเพิ่งไปตัดสินคนอื่น อย่ารีบ บางทีเราต้องเปิดโอกาส ใจกว้างๆ หน่อย

มีใครกล้าเดินมาตบไหล่แล้วบอกว่า ยูไม่ตลกเลย บ้างไหม

ไม่มีนะ ถ้ามีใครกล้ามานะ กูก็จะ ‘เออ กูไม่ตลกหรอก’ มันแน่นอนว่าต้องมีคนมองว่าเราฝืด แต่ไม่เป็นไรหรอก เราไม่ได้ไปฆาตกรรมพ่อใคร เราให้ความสำคัญเฉพาะคนที่อยากทำให้เราดีขึ้น คอมเมนต์ที่อยากให้เราพัฒนา ส่วนคอมเมนต์แจกฝืด แจกคำด่า เราไม่สนใจ แต่ในใจก็มีความรู้สึกว่าเดี๋ยวมึงเจอกู กูจะตลก วันหนึ่งถ้าพลาดขำนะ กูจะด่ามึงกลับ เราไม่ได้เป็นมนุษย์ประเภทใจกว้างที่ใครมาบอกว่าเราแย่แล้วจะดีใจ เข้าใจคนทำหนังห่วยๆ แล้วโดนวิจารณ์แรงๆ เลย แต่เราก็ไม่ได้ทำหนังที่มีสาระ มีความดีงามมากมายนะ เราแค่ทำสิ่งที่ท้าทายอยู่ ถ้าจะห่วยบ้างเราให้อภัยตัวเอง

กตัญญู สว่างศรี

กตัญญู สว่างศรี

การมาเป็นคอเมเดี้ยนมันเปลี่ยนอะไรในตัวคุณบ้างไหม

เราคิดว่ามันเปลี่ยนก่อนที่เราจะเป็น ถ้ามันเปลี่ยนทีหลังเราอาจจะทำสแตนด์อัพคอเมดี้ไม่ได้ เราว่ามันเริ่มด้วยด้วยการเปลี่ยนชุดความคิดของตัวเอง อย่างที่เล่าไปแล้วว่าการทำอะไรให้สำเร็จมันมีหลักคิดของมันอยู่ ตั้งเป้าหมาย เห็นภาพ ไปให้ถึงภาพ

ถ้าถามว่าเล่นเสร็จแล้วเปลี่ยนอะไร เรารู้สึกว่ามันไม่ได้เปลี่ยนเนื้อตัวอะไรเรามากนัก มันแค่เปลี่ยนเป้าหมายในชีวิตว่าเราจะเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ แต่เราจะยังแบกสัมภาระของเราได้อยู่ ตอนนี้เรามีแม่ต้องดูแล บ้านต้องส่ง รถต้องจ่าย เรามีสัมภาระ เราไม่ใช่พวกที่ทิ้งทุกอย่างแล้วไปตามหาความฝันอีกแล้ว เราทำทุกอย่างให้เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่ตัวเองยังดูแลได้ทั้งหมด

เห็นเมื่อปีก่อนคุณจัดงานปิดตัวหนังสือ ความรักและแสงสีขาว ที่เคยเขียนและพิมพ์ขายเอง นี่ถือเป็นบทสรุปความล้มเหลวของการทำสำนักพิมพ์หรือเปล่า

ถ้าจะให้ประเมินดูแล้วการทำหนังสือที่ผ่านมา ในแง่ธุรกิจมันไม่ประสบความสำเร็จ หากินไม่ได้เลย ซึ่งถามว่าไร้สาระหรือเปล่า มันก็ไร้สาระ แต่อีกด้านนึงมันเสริมพลังให้เราด้วย ว่ามึงทำอะไรออกมาได้จริงๆ มันทำให้เราเป็นคนที่คิดว่า ถ้ากูจะทำแล้วกูก็จะทำ ถึงไม่มีคนซัพพอร์ตกูก็ไม่อ่อนไหว นี่เป็นบุคลิกนึงที่สำคัญมากของเราเลยนะ คือเราไปเล่าความฝันอะไรให้ใครฟัง เขาอาจจะไม่โอเค แต่เราจะไม่อ่อนไหวกับคำพูดหรือความเชื่อคนอื่น

ความหมายเดียวกับไม่ฟังคำเตือนใครไหม

มันคนละอย่างกันนะ คือคำเตือนมันเห็นอันตรายอยู่ข้างหน้า มันเห็นการลงทุนที่ผิดพลาด เห็นข้อเสียที่จะส่งผล นี่คือไม่ฟังคำเตือน แต่ของเราไม่ใช่ ยกตัวอย่างเช่น มีเพื่อนเห็นงานครั้งแรกที่ร้านซอมบี้บุ๊กส์ เขาก็บอกว่ามึงจัดเล็กๆ แบบนี้โคตรน่ารักเลย มีเสน่ห์ฉิบหาย อย่าเพิ่งจัดใหญ่เลย อย่าเพิ่งรีบร้อน แต่ในใจเรามันค้านว่า ไม่ใช่ กูรู้ว่าแบบนี้มีเสน่ห์ แต่ถ้ากูจะอยู่กับมันได้กูต้องจุดพลุให้ตัวเอง แล้วไม่มีใครเชื่อว่าเราจะจุดพลุได้ เราเลยจัดงานที่ใหญ่ขึ้นมาอีกขั้นนึง คืองาน A-Katanyu One Night Stand (Up) ช่วงกุมภาพันธ์ ซึ่งมันพิสูจน์ว่าคนเยอะขึ้น แล้วทำไมกูจะใหญ่ไม่ได้ งานครั้งแรกที่ซอมบี้บุ๊กส์มันแค่ 70 คน แต่งาน One Night Stand (Up) คนมาประมาณ 300 ทีนี้พอจะขึ้นเป็น 500 – 600 คน โรงละครบ้านเรามันไม่มีที่รองรับ มันก็ต้องทะลุไป 700, 800 หรือ 1,000 ถ้าอย่างนั้นก็จัด 1,000 คนเลย จะเป็นอะไร ซึ่งอันนี้คือเชื่อมั่น ไม่อ่อนไหว

ถ้ามึงทำสิ่งที่ไม่มีใครเขาทำ มึงต้องเจอความกลัวอยู่แล้ว มึงต้องเจอคำพูดหวังดีที่กดความฝันของมึงเอาไว้อยู่แล้ว ซึ่งเรารู้สึกว่าสิ่งที่ยากก็คือการแยกคำเตือนกับแยกสิ่งที่จะมาทำให้มึงอ่อนไหว

กตัญญู สว่างศรี

แล้วตอนที่แสดงบนเวทีใหญ่วันแรกรู้สึกยังไง

ตื่นเต้น มันเบลอๆ เหมือนฝัน แต่โมเมนต์ที่ทัชที่สุด แล้วเราตั้งใจมาพูดบนเวทีวันนั้นเลยก็คือเรื่องที่เราพูดกับแม่ คือเราเคยถามแม่ว่าความสำเร็จของแม่คืออะไร แม่บอกว่าไม่มีหรอก แล้วแกก็คิดแป๊บนึง แล้วก็บอกว่า ก็เลี้ยงลูกโตขึ้นมานี่แหละ โอเคแล้ว วันนั้นเราก็พูดว่า โชว์นี้คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเราเลย แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จที่มาจากแม่

เรารู้สึกว่าเรื่องนี้มันทัชมากๆ เพราะเรารู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของคนที่ใช้ชีวิตธรรมดา เรียบง่าย เลี้ยงลูกชาย 2 คนมาด้วยบัตรเครดิต ไม่เคยมีโมเมนต์ที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต ก็ใช้ชีวิตเป็นแม่บ้าน ทำงานออฟฟิศ ไปเช้าเย็นกลับ ทำกับข้าวให้ลูกกินไปเรื่อยๆ แต่คนที่หนุนหลังเราอยู่ก็คือคนคนนี้แหละ เขาเปิดโอกาสให้เราคิด ปล่อยให้เราทำ คอยให้แง่คิดหรือปล่อยให้เราคิด ให้เราเถียง

ซึ่งโมเมนต์ที่ได้พูด ได้ยกความสำเร็จของตัวเองให้เป็นความสำเร็จส่วนหนึ่งของแม่ คือสิ่งที่ย้อนกลับมาที่เราเคยบอกว่า สิ่งที่เราสำเร็จมันเป็นของคนอื่นด้วย มันเป็นของคนรอบข้างที่ช่วยเรามา ทุกวันนี้เราเลยกลายเป็นมนุษย์ที่ติดปากคำว่า ขอบคุณ

แล้ววันนั้นบนเวทีภาพเก่าๆ ที่เคยผิดหวังมันย้อนกลับมาเหมือนเวลาเราดูหนังไหม

ไม่ แต่มันจะมีช่วงก่อนหน้าที่เราคิดชื่อโชว์ไม่ออกสักที แล้วมีอยู่คืนนึงเราฝันถึงตอนที่โดนไล่ออก ฝันถึงประโยคที่ว่า มึงใช้แต่ปากทำงาน แล้วตื่นขึ้นมา เฮ้ย เออ กูลุกขึ้นยืนด้วยคำนี้นี่หว่า ทำไมไม่ใช้ชื่อThe Man Who Stand Up วะ แล้วสุดท้ายมันคือเพลง ลุกขึ้นยืน ที่เราแต่งเองแล้วร้องตอนสุดท้ายของโชว์ เนื้อเพลงของมันคือ

“ลุกขึ้นยืนขึ้นยืนขึ้นมา ลุกขึ้นยืนขึ้นยืนขึ้นมา ไม่ว่าจะเจ็บช้ำเพียงไหน ฉันยังคงทำต่อไป จะเป็นยังไง สุดแขนจะเอื้อมคว้าให้ถึงปลายฝัน วันที่ฉันนั้นลุกขึ้นยืน มีเรื่องราวมากมายให้จำ รวมเพื่อนพ้องมากมายพลัง เดินด้วยกันไม่มีถอยไป หมดสิ้นแรงหนทางก้าวเดิน ยังมีพวกเราคอยเติมช่วยกัน จะล้มกี่ครั้งยังไงช่างมัน ส่งใจถึงกันให้ลุกขึ้นยืน”

ตอนนี้คุณมีบริษัทเป็นของตัวเองแล้ว คุณเคยคิดไหมว่าตั้งบริษัท Katanyu86 ขึ้นมาเพื่ออะไร

เพื่อสร้างสแตนด์อัพคอเมดี้ให้เป็นทั้งวัฒนธรรมและเป็นอาชีพในประเทศไทย แต่มิชชันกับธุรกิจหลักในช่วงเวลาบางช่วงอาจจะต่างกัน อย่างตอนนี้ธุรกิจหลักมันว่าด้วยเรื่องของครีเอทีฟเอเจนซี่ โดยมีดิสเพลย์เป็นทอล์กโชว์ คือเราค่อยๆ ทำ แต่ว่าสแตนด์อัพคอเมดี้คือมิชชันของเรา คือโกลสูงสุด ซึ่งเราไม่ได้คิดว่ามันจะเกิดขึ้นภายในปีสองปีนะ เราคิดว่าต้องต่อสู้กับมันเป็นสิบปี ซึ่งอีก 10 ปีเราเพิ่งอายุ 42 กำลังเท่เลย

แล้วภาพของวงการสแตนด์อัพคอเมดี้อีก 10 ปีข้างหน้าที่อยากเห็นเป็นยังไง

เราจะมีสแตนด์อัพคอเมดี้ให้ดูเยอะขึ้น มีคอเมเดี้ยนหน้าใหม่ให้ดูทุกเดือน มีคลับที่เปิดเวทีให้คอเมเดี้ยนและมีสเปเชียลโชว์ทุกๆ 3 เดือน หรืออาจจะทุกๆ เดือนก็ได้ โดยที่สเปเชียลโชว์จะมีซูเปอร์สตาร์คนใหม่เกิดขึ้น ส่วนเราก็อยู่ในฐานะที่เล่นเองบ้าง จัดงานบ้าง แล้วภาพที่ใหญ่ที่สุดคือเราอยากมีเธียเตอร์เป็นของตัวเองเอาไว้จัดสแตนด์อัพคอเมดี้โดยเฉพาะ แล้วมีคลับเล็กๆ อยู่ในเธียเตอร์ให้คนมาโอเพ่นไมค์ ภาพความสำเร็จคือมีคนซื้อตั๋วมาดู คอเมเดี้ยนมีอาชีพ อยู่ได้โดยการขายตั๋วอย่างเดียว

กตัญญู สว่างศรี กตัญญู สว่างศรี

ย้อนมองชีวิตตัวเอง คิดว่ามีอะไรที่สำคัญและจำเป็นมากๆ จนอยากแชร์บ้างมั้ย

กลับไปสู่พื้นฐานของคนยุคพ่อยุคแม่เขาทำมา ก็คืออดทน คนยุคนี้อดทนน้อย อดทนต่อความพ่ายแพ้ อดทนต่อการไม่ถูกมองเห็น อดทนเข้าไว้ อดทนทำสิ่งที่ตัวเองเชื่อ อดทนกับคำว่ากล่าวที่ไม่เข้าใจเรา อดทนกับความดื้อในตัวเองที่อาจจะต้องเชื่อคนอื่นบ้าง อดทนกับวันเวลาที่ยังไม่เป็นใจ แล้วก็เชื่อมั่นกับตัวเองว่ามันจะมีโอกาส ซึ่งมันจะมาตอนไหนก็ไม่รู้นะ แต่ถ้ามันสามารถเปลี่ยนชีวิตแล้วไม่ได้เป็นเรื่องที่ไปทำให้สัมภาระต่างๆ ในชีวิตพังทลายก็ลองทำ ทุกคนมีชีวิตที่ไม่เหมือนกัน ทุกคำคมมีข้อยกเว้น ทุกฮาวทูไม่ได้เหมาะกับทุกคน แต่สิ่งที่เราบอกเลยว่าเหมาะกับทุกคนคืออดทน

ทำไมกูเป็นคนพูดเรื่องการอดทนทั้งๆ ที่กูดูเป็นคนไม่อดทนอะไรเลย แต่ที่จริงแล้ว เรารู้สึกว่าเคล็ดลับที่ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนคือการอดทน ทนทำงานนี้ให้มันสำเร็จ ทนพิสูจน์ตัวเองจนกว่าเขาจะไม่เอาเราแล้ว ทนทำบางสิ่งบางอย่างจนมันตอบแทนกลับมาให้เรา ทนเชื่อมั่นกับสิ่งที่ทำอยู่ให้มันสุดทาง

พูดไปก็เหมือนไลฟ์โค้ช บอกให้คนลงมือทำ แต่มันเป็นทางเดียวที่จะบอกมึงได้ไงว่ามึงอดทนกับมันได้จริงหรือเปล่า แล้วผลลัพธ์เป็นยังไง บางครั้งชีวิตมันต้องโดนคนอื่นเอาแส้ฟาดนะ มันต้องโดนเฆี่ยน แล้ววันนึงมึงจะขอบคุณคนที่เฆี่ยนมึง

ฟังมาถึงตรงนี้อยากรู้ว่าคุณเชื่อที่มีคนบอกมั้ยว่า ชีวิตเหมือนการต่อจุด

เอาแบบตรงไปตรงมานะ เราไม่ได้สนใจเลยว่ะ คือเราจะถอยไปดูจุดที่มันต่อชีวิตตัวเองมาทำไม ถ้าไม่ได้ถูกสัมภาษณ์เราก็คงไม่ได้ย้อนไปดู เพราะว่าเอาแค่ดูสิ่งตรงหน้าเวลาก็ไม่ได้มากพอแล้ว คือถ้าชีวิตมันเป็นเส้นตรงแล้วมุ่งสู่ความสำเร็จได้เลยตั้งแต่แรกเราก็แนะนำให้ทุกคนทำอย่างนั้นนะ คงไม่ได้แนะนำให้ไปลองดอทตรงนั้นก่อนตรงนี้ก่อน (หัวเราะ) แต่ชีวิตมันทำนายไม่ได้ว่าจะเจออะไร

ถ้าจะมีอะไรสักอย่างที่เรารู้สึกว่าการถอยกลับไปดูชีวิตตามจุดต่างๆ มันสำคัญ คือมันทำให้เราภูมิใจกับตัวเองว่ามึงผ่านเรื่องแบบนั้นมาได้ สุดท้ายแล้ว หนึ่งชีวิตไปจนวันตาย พอไป connecting the dots มันจะเห็นทั้งจุดดี จุดล้ม จุดยืน จุดพุ่ง จุดสูง จุดต่ำ แต่มันไม่ใช่แบบ อ๋อ เพราะเราไปทำสิ่งเหล่านั้นไง เราเลยมีผลมาถึงสิ่งนี้ แต่มันคือแบบมึงเคยอยู่ในจุดนั้นว่ะกตัญญู โอเค มึงผ่านมาได้แล้ว ตระหนักรู้ด้วยนะว่ามึงไม่ได้เป็นคนสำคัญ ตระหนักรู้ด้วยนะว่ามึงไม่ได้ยิ่งใหญ่ ตระหนักรู้ด้วยนะว่ามันแค่จุดหนึ่งที่มึงเคลื่อนผ่าน อย่าประมาท แล้วก็ทำงานให้เต็มที่ ตั้งใจไปต่อ สุดท้ายเราไม่ได้มองไปข้างหลังแล้วว่ะ เรามองไปข้างหน้า

กตัญญู สว่างศรี

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

2 กุมภาพันธ์ 2566
5 K

สวัสดีเดือนกุมภาพันธ์ 

หากใครกำลังมีความรักที่ผลิบานก็ยินดีด้วย แต่หากใครรักไปแล้วหัวใจต้องแตกทุกครั้งก็ขอชวนมาเข้าแก๊ง 

วันนี้เรานัดกันที่ร้านดังย่านเมืองเอก เพื่อพูดคุยกับ ‘เรนิษรา เจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด ท่ามกลางตารางทัวร์คอนเสิร์ตที่แน่นยาวไปจนถึงมีนาคม 

ไม่ต้องรอให้สิ้นหน้าหนาว จากคนสองคนที่เชื่อว่าตนถูกเลือกให้ผิดหวัง พวกเขากลับมามีหวังอีกครั้ง เพราะเพลงที่ปล่อยออกมาอย่างไม่ตั้งใจนั้นเปลี่ยนชีวิตทั้งคู่ไปตลอดกาล

เบื้องหลังเสียงร้องชวนฝัน คือ ตั้ม-ชยพล ล้วนเส้ง และ สบาย-เรนิษรา ลี​ประโคน ดูโอ้คู่รักวัย 20 ต้น ๆ ที่จะมาเปิดอกคุยถึงความหลังอันเจ็บช้ำกับ The Cloud เป็นที่แรก ตั้งแต่วันที่เกลียดตัวเองสุดขีด การถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องรักของพวกเขาที่ทำให้วันนี้เป็นมากกว่าฝัน และก้าวใหม่ของเรนิษราในวันที่รับบทเป็นผู้เลือก

บทสนทนาขาดห้วงจากการเดินลัดเลาะไปตามทางเพื่อเก็บภาพ John Lennon กับ Yoko Ono ได้รับรู้อีกนิดหน่อยว่าพวกเขามีครอบครัวมาดูแลข้างเวที แถมยังขับรถตู้คันโตไปส่งเล่นดนตรีไม่ว่าที่ไหน

ตกดึกแล้วอากาศเย็นชะมัด แต่คนตรงหน้าเราทำให้รู้สึกอบอุ่น

ขอให้ทุกคนโชคดีและไม่ผิดหวังอีกเลย

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

ลุควันนี้แสบสันมาก ได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร

ตั้ม : (หัวเราะ)

สบาย : วันนี้ที่ร้านเป็นธีม Y2K จริง ๆ จะใส่เสื้อหนังไบเกอร์ค่ะ แต่ว่าเก็บไว้ก่อนเป็นเซอร์ไพรส์ ส่วนของตั้มเป็นเสื้อทรง 80s แบบดิสโก้ ใส่ออกกำลังกาย ได้ตอนไปเล่นงานที่บุรีรัมย์จากร้านฮิปปี้แนวย้อนยุค

ทั้งคู่เป็นคนชอบแต่งตัวอยู่แล้วไหม

(ตอบพร้อมกันว่าใช่)

ตั้ม : แต่ก็ไม่ได้เป็นแฟชั่นจ๋าขนาดนั้นนะ ผมอยากแต่งแค่ตอนไปเล่นงานครับ ถ้าไม่เล่นงานก็ใส่เสื้อยืด

สบาย : ใส่เสื้อขาด ๆ (หัวเราะ)

แต่ในโซเชียลจะเห็นตั้มแต่งตัว Feminine มากเลย ส่วนสบายก็แต่งตัวสีฉูดฉาด 

ตั้ม : อ๋อ เพราะว่าอยู่ในกล้องด้วย มีใส่ไปเรียนบ้าง แต่น้อยมากครับ เพราะผมมองว่าการแต่งตัวคือการแสดงออก ต้องแคร์คนอื่นอยู่แล้ว 

สบาย : ใช่ ๆ บายเคยอ่านอะไรสักอย่างเกี่ยวกับสัตว์ชนิดหนึ่ง น่าจะเป็นปลา เลือกสวยแค่ตอนจะสืบพันธุ์ ตอนหากินปกติมันก็ทำสีให้จืด ๆ ธรรมดา ถ้าเข้าใจว่าเราเป็นสัตว์เหมือนกันก็เป็นเรื่องปกติ

ตั้ม : บางทีการแต่งตัวออกไปข้างนอกแล้วพยายามใส่อะไรที่แตกต่างมาก ผมว่ามันเหนื่อยตัวเองนะ การแสดงออกต้องได้อะไรกลับมาบ้าง 

ตอนนี้นอกจากทัวร์ร้องเพลงทุกวัน ทำอะไรกันอยู่

ตั้ม : ยังเรียนอยู่ครับ ปี 4 ที่ศิลปากร 

คณะอะไร

ตั้ม : ผมเรียนดุริยางค์ครับ

สบาย : บายเรียนโบราณคดี เอกอังกฤษ ไม่เข้ากันเลย

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

นั่นสิ ทำไมถึงมาลงเอยกัน

ตั้ม : เรามาเจอกันตอนปี 1 ครับ เป็นวิชาเรียนรวมที่ต้องไปเรียนคณะดุริยางคฯ

สบาย : วิชาศิลปะ วิชาออกแบบ

เล่าได้ไหมว่าเส้นทางรักของพวกคุณเป็นยังไง

สบาย : เราเป็นเพื่อนกันมาก่อนค่ะ เริ่มจากชวนคุย แล้วก็มียืมปากกาวาดรูปเรียนวิชาศิลปะ

ตั้ม : เราชวนกันคุยเรื่องชีวิต เพลง ทัศนคติ ผมดูเหมือนจะพูดเก่งนะ แต่ผมเป็นคนไม่ค่อยคุยกับใครเท่าไหร่

สบาย : เจอกันครั้งแรกคุยกันเรื่องการเมืองแล้วก็ตีกันไปช่วงหนึ่งค่ะ เพราะตั้มเป็นคนชัดเจน บายเป็นคนไม่ค่อยออกความเห็น ตั้มก็จะบังคับให้บายออกความเห็นบ้าง

ตั้ม : แค่อยากรู้เฉย ๆ ว่าคิดยังไง เราจะได้คุยกันและปรับตัวเข้าหากันได้ถูก อาจจะเป็นเรื่องเล็กนะ เรื่องทัศนคติการเมือง แต่อนาคตก็มีผลต่อครอบครัว ต่อลูก 

จุดไหนที่ความสัมพันธ์เริ่มพัฒนา

สบาย : เราก็คุยเล่นกันไป 4 – 5 เดือนค่ะ แล้วก็เจอกันทุกวัน มีเดินไปส่งที่ป้ายรถเมล์บ้าง

ตั้มเป็นคนไปส่ง?

ตั้ม : เขาเดินมาส่งผม ไม่ใช่ครับ! ต่างคนต่างเดินไปส่งกันครับ (หัวเราะ)

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

สบายชอบอะไรในตัวตั้ม

สบาย : ตอนแรกเข้าไปหาตั้มเพราะเขาดูไม่สนใจคนอื่นค่ะ หนูชอบคนที่อยู่กับตัวเอง เพราะจะทำให้เขาเป็นตัวของตัวเองด้วย ส่วนหนึ่งเพราะหนูไม่ได้เป็นแบบนั้น แล้วมันก็เป็นสิ่งที่หนูอยากเป็น แรก ๆ หนูเอาใจคนอื่นมากเลย พยายามทำให้คนอื่นชอบ แต่งตัวไปเรียนแบบจัดเต็ม อยากเป็นจุดสนใจ 

ตั้ม : เพราะเมื่อก่อนไม่ได้รับไง เป็นปกติของคนแหละ

สบาย : ใช่ เพราะเมื่อก่อนหนูไม่ได้หน้าแบบนี้ หนูโดนบูลลี่เยอะมาก จนบอกแม่ว่า ขึ้นมหาลัยขอทำจมูกได้ไหม พอเราเปลี่ยนไปเยอะก็ปรับตัวรับแสงไม่ทันค่ะ อึดอัดตัวเอง 

คือบางทีไม่อยากใส่สั้น ไม่อยากแต่งอะไร แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่า ถ้าเราแต่งตัวน่าเกลียดคนจะว่าเราไหม เพราะตอนแรกคนชมว่าเราสวย มาหลัง ๆ เราก็คิดว่าคนชมเขาให้อะไรเราบ้าง เราได้แค่คำชม ไปเรียนหนังสือ แล้วก็เดินตากแดดกลับบ้านเหมือนเดิม เลยใส่มอมแมม ๆ ไปเรียนแล้วค่ะ สบายใจมากกว่า ตอนเจอตั้มคือเขาใส่เสื้อขาด ๆ กับกางเกงชาวเล (หัวเราะ)

แล้วตั้มชอบอะไรในตัวสบาย

ตั้ม : สบายเป็นคนเอาใจครับ ด้วยความที่ผมไม่ค่อยสนใจอะไรเท่าไหร่ ตอนแรกบายก็ไม่ได้เป็นตัวของตัวเองนะ แต่งตัวเวอร์มาก เหมือนใส่ชุดเชียร์ลีดเดอร์ คนละขั้วกันเลย แต่ถึงเราไม่เหมือนกัน เราก็จะไม่บังคับกัน ใครอยากทำอะไรก็ทำ มีความสุขกับตัวเอง 

ผมเคยคบกับแฟนเก่าที่รู้สึกเหมือนถูกบังคับตลอดเลย ไม่ชอบคนไว้ผมยาว ไม่ชอบให้ไว้หนวด เขาเหมือนจะตีกรอบว่า เฮ้ย ผู้ชายที่ไว้ผมยาวสกปรกเลอะ ๆ บางทีก็ดูเป็นเพศที่สาม พอเขาบังคับเรามาก ๆ มันเป็นเหมือนปมที่มีผลกระทบต่อชีวิตผมในเรื่องของตัวตน 

อีกเรื่องคือผมทำเพลงมานานแล้วครับ ผมเคยประกวด Hot Wave ปี 2018 ได้เข้ารอบชิง แต่ด้วยเหตุผลทางธุรกิจหลายอย่าง ทำให้เราไม่ได้เข้าไปทำงานในค่ายต่อ ซึ่งก็เฟลมากครับ แล้วแฟนเก่าผมก็ให้คำแนะนำอะไรแปลก ๆ 

นั่นคือ

ตั้ม : เขาจะออกแนวว่าเรามากกว่าว่า ทำไมทำเพลงอย่างนี้ ผมก็แบบ เชี่ย ก็กูเป็นแบบนี้ ซึ่งผมไม่ได้แคร์นะ การที่เข้ารอบไปแล้วค่ายเขาจะไม่เอาเรา ผมก็ช่างแม่ง จนมาเจอบายก็ได้ทำเพลงด้วยกัน ประเด็นหลักคือบายไม่ได้บังคับอะไรผม มันเลยออกมาเป็นเรนิษราทุกวันนี้ เพราะผมทำเพลงตามใจ ไม่ได้มีกรอบว่าต้องทำอะไร

สบาย : สมัยที่ตั้มทำวงแรกกับเพื่อน เขาเป็นวงร็อกเลยค่ะ หนัก ๆ แต่หนูไม่ได้ว่า เพราะหนูฟังเพลงทุกแนว มันก็เพราะในแบบของมัน 

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

แล้วพวกคุณมาทำวงเรนิษราร่วมกันได้ยังไง

สบาย : หลังจากนั้นตั้มก็แยกวงมาทำเพลงกับบายแนวดิสโก้หน่อย แล้วก็ไม่ดังค่ะ เราคิดว่าชื่อวงมันไม่มีเอกลักษณ์ ตอนนั้นชื่อ Winterberry หนูเลยคิดจะตั้งใหม่ แล้วช่วงปี 1 หนูเกลียดตัวเองตอนมัธยมมาก เพราะว่าหนูโดนบูลลี่เยอะ ก็เลยเปลี่ยนชื่อเป็นเรนิษรา ดัดแปลงมาจาก เรนิตา เป็นภาษาละติน แปลว่า เกิดใหม่ 

ช่วงนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

สบาย : เรื่องแรกที่ทำให้หนูติดเรื่องค่านิยมขึ้นมา คือการที่เพื่อนผู้ชายในห้องบอกว่า ทำไมหนูขนขาเยอะจัง (หัวเราะ) 

พอขึ้นมัธยมหนูก็เริ่มมีความรัก เริ่มรู้ว่าในประเทศนี้ใครคือสวย ใครคือไม่สวย พอมองกระจกแล้วเราคือฝั่งที่ไม่สวย เราตรงข้ามหมดเลยทั้งสีผิวทั้งหน้าตา ม.ปลาย น่าจะโดนเยอะสุดว่าหน้าเหมือนกะเทย นักมวย เหมือนไดโนเสาร์ ทุกวันนี้ก็ยังโดนนะคะ เพราะเราเป็นคนแต่งหน้าจัด แล้วผู้หญิงปกติจะแต่งหน้าใส ๆ แต่จริง ๆ เราแค่ชอบยุค 60 ที่เขานิยมแต่งหน้าเหมือนตุ๊กตามากกว่า 

คิดว่าการเปลี่ยนชื่อทำให้ลืมเรื่องเก่า ๆ ได้จริงรึเปล่า

สบาย : ไม่ลืมค่ะ (หัวเราะ) หนูเหมือนหลอกตัวเองว่าหนูลืมได้มากกว่า

ตอนนี้ปัญหาในอดีตยังมารบกวนจิตใจอยู่เหรอ

ตั้ม : ทุกวันนี้ยังมีอยู่เลย

สบาย : ก็มีคนที่โรงเรียนเก่ามาส่องบ้าง แต่หนูก็ไม่ได้สนใจค่ะ เพราะหนูตอนนี้กับตอนนั้นเหมือนคนละคนกันแล้ว คือถ้าไม่มีใครรู้ว่าหนูชื่อบายก็คงจำหนูไม่ได้ (หัวเราะ) หน้าหนูไม่เหมือนเดิม ชื่อไม่เหมือนเดิม เหลือแค่นามสกุลแล้วตอนนี้ที่ยังไม่ได้เปลี่ยน

ตอนที่บายบอกว่าอยากตั้งชื่อวงด้วยชื่อตัวเอง ตั้มโอเคไหม

ตั้ม : โอเคเลยครับ

สบาย : ตอนแรกก็มีคิดเหมือนกันค่ะว่า ตั้มชื่อชยพล หรือจะเปลี่ยนเป็น เชนิษรา แต่ไม่เอาดีกว่า (หัวเราะ) 

พวกคุณเคยมีทัศนคติหลาย ๆ อย่างขัดแย้งกัน ความชอบเรื่องการทำเพลงของคุณสวนทางกันด้วยรึเปล่า 

สบาย : เราชอบเหมือนกันค่ะ

ตั้ม : ผมเป็นคนชอบฟังเพลงเก่าครับ The Beatles เป็นวงดนตรีที่ผมชอบที่สุด ถ้าไม่มี The Beatles ก็คงไม่มีผมในตอนนี้ครับ ผมสักรูป John Lennon ไว้ สักโน้ตเพลง All You Need is Love ไว้ด้วย เป็นขวัญกำลังใจให้ตัวเอง

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด
จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ทำไมต้องเพลงนี้

ตั้ม : เพราะมันแปลไทยประมาณว่า ไม่มีอะไรที่คุณทำไม่ได้ถ้าคุณอยากทำ ไม่มีภาษาไหนที่คุณจะพูดไม่ได้ถ้าคุณอยากพูด ไม่มีเพลงไหนที่คุณร้องไม่เป็นถ้าคุณอยากร้อง ไม่ว่าทุกสิ่งจะเป็นยังไง จะเศร้าจะเหงา คุณแค่ต้องการความรัก ผมก็มองแค่นั้นแหละ 

ผมมองรอยสักเพื่อเข้าใจตัวเองว่าเราแค่ต้องการความรักนี่หว่า บางทีเราอ่านคอมเมนต์ก็รู้สึกแย่นะ บางคนก็ด่าเละเลย เสียงแบบนี้ใครจะไปร้องตามได้ ดนตรีก็ฟังไม่รู้เรื่อง คือกูไปทำอะไรให้มึง คนไม่แคร์มันก็ต้องมีสักนิดในความรู้สึกที่ยังแคร์คนอื่นอยู่ เราต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลก

อะไรทำให้ The Beatles มีอิทธิพลกับคุณ

ตั้ม : ผมเป็นเด็กชุมพรที่ขึ้นมาเรียนกรุงเทพฯ แล้วก็มีอาการ Homesick ไม่ได้กลับบ้าน เหมือนคนอื่นเรียนเสร็จเขามีบ้าน ได้กลับไปนอน ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีบ้าน อยู่ชุมพรเรามีมอเตอร์ไซค์ขับรถได้ แต่พอมาอยู่ที่นี่เราไม่มีอะไรเลย เดินอย่างเดียว ครอบครัวผมก็ไม่ได้เรียกว่าอบอุ่น พ่อก็ทำงานหนัก แม่ก็ทำงานหนัก ไม่ค่อยได้เจอกัน พอมาฟัง The Beatles ก็รู้ว่า John Lennon เขาขาดพ่อขาดแม่แต่ก็็ยังทำเพลงได้ ซึ่งผมต่างจากบายที่ชอบเพลงป๊อปทันสมัย

สบาย : ใช่ค่ะ ตั้มก็จะไม่รู้จักเพลงใหม่ บายก็จะไม่รู้จักเพลงเก่า บายฟังพวก Cardi B, Nicki Minaj, Doja Cat แต่ที่เข้ากันได้ เพราะว่าทุกคนที่หนูฟัง เขามีอดีตลากไปถึงสิ่งที่ตั้มฟัง ป๊อป R&B ก็มาจาก Marvin Gaye ค่ะ 

แต่บายเรียนโบราณคดีไม่ใช่เหรอ ความรู้สึกอยากทำเพลง เริ่มขึ้นมาได้ยังไง

สบาย : จริง ๆ อยากร้องเพลงทำเพลงตั้งแต่ช่วง ม.ปลายแล้วค่ะ แต่เรากดความรู้สึกไว้เพราะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ หน้าตาเราไม่ดี คงเป็นสินค้าให้คนอื่นขายไม่ได้ คงไม่มีใครซื้อเรา

ตั้ม : วงการนี้ของไทยมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ นะ ถ้าหน้าตาแย่แล้วอยากประสบความสำเร็จก็ต้องตลก

นึกถึงเพลงหนึ่งของคุณที่ร้องว่า “ไม่ได้เกิดมาเป็นลูกเศรษฐี” แล้วจริง ๆ คุณเป็นลูกใคร

ตั้ม : (หัวเราะ) เอาแล้วไงทีนี้

ผมไม่ได้เรียกว่าลำบากนะครับ แค่ต้องเล่นดนตรีและเรียนไปด้วย ไม่ค่อยได้กลับบ้าน เพราะจะนอนโรงเรียนมากกว่า ที่บ้านผมถ้าพอมีตังค์ก็จะไม่ค่อยถึงผมเท่าไหร่ ต้องหาใช้เอาเองบ้าง ดิ้นร้นบ้าง เราไม่ได้มีต้นทุนชีวิตอะไร แค่ต้องเชื่อในตัวเอง 

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ตัดภาพมาที่ตอนนี้ดังเป็นพลุแตก เป็นยังไงบ้าง

ตั้ม : งงครับ (หัวเราะ) เพราะเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง จริง ๆ ไม่ได้ตั้งใจจะโปรโมตอะไรเลย แค่ลงไปเฉย ๆ ดูจาก MV ก็น่าจะรู้ 

สบาย : จริง ๆ MV ถ่ายเหมือนคนมักง่าย (หัวเราะ)

ตั้ม : ก็เพราะว่าเราไม่มีตังค์จริง ๆ ครับ ไม่มีเงินจริง ๆ ก็เลยได้ MV เป็นฟีลธรรมชาติ 

ช่วยเล่าที่มาที่ไปของเพลงนี้ให้ฟังหน่อย

ตั้ม : จริง ๆ ตอนแรกมันไม่เกี่ยวกับตัวผมและไม่เกี่ยวกับตัวบาย 

คืออย่างนี้ครับ เราเป็นนักแต่งเพลง ผมก็จะดูทวิตเตอร์ดูอะไรไปเรื่อย ๆ ผมไปเจอคำว่า ความผิดหวังมักเลือกฉันเสมอ ผมก็คิดว่า เออ งั้นมีคำว่า ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง แล้วกัน ซึ่งไม่รู้มันมาจากไหน มั่วมากเลย แม่บายก็มาบอกมันแปลกดี เพราะปกติคำว่าผู้ถูกเลือกมักจะเป็นแง่บวก 

พอทำไปเรื่อย ๆ ฟังไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกว่าเออจริง ๆ มันเข้ากับเรานี่หว่า เพราะเราเป็นคนทำอะไรไม่เคยสมหวัง ประกวด Hot Wave ได้เข้ารอบชิงมาก็ไม่ได้เซ็นสัญญา แต่เพื่อนที่อยู่รอบข้างเราได้เซ็นสัญญา ได้เห็นเขาออกไปเป็นศิลปินค่ายใหญ่

เคยพยายามหาคำตอบไหมว่าทำไม

ตั้ม : จริง ๆ ผมโทษตัวเองมากกว่าครับ เมื่อก่อนตอนเด็กเราโทษเขา ตอนนี้ผมโทษตัวเองว่ามันเป็นเรื่องของธุรกิจ เราขายไม่ได้ เราไม่พร้อมที่จะปั้นเป็นสินค้า ผมไม่อยากไปว่าใคร ผมแก้ที่ตัวเองก็ได้ เพราะว่าเราแก้ที่เขาไม่ได้ มันก็แค่นั้นเอง

เรื่องนี้เป็นปมในใจตั้มไหม

ตั้ม : เป็นครับ เป็นเลย จนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นครับ ทุกวันนี้เลยรู้สึกสะใจนิดหนึ่งที่วงประสบความสำเร็จ เพราะคำว่าผมขายไม่ได้นี่แหละครับ

ผมเคยโดนบอกว่า หน้าแบบผมไม่มีใครเลือกหรอก จะไปอยู่ในค่ายเพลงที่ไหนได้ ไม่มีใครฟัง ไม่มีใครดูหรอก ตอนนั้นเพลง ผู้ถูกเลือกฯ ยังไม่ออก เขาเปิดเพลงเราฟังแล้วก็นั่งชี้เลยว่าไม่แมสหรอก ทำไปก็ไม่มีคนฟัง เขามองว่าวงเราขายไม่ได้ เขาไม่ชอบแนวนี้ เราก็เถียง เพราะเป็นเพลงเรา ผมบอกว่า เห้ย มันเป็นความคิดเห็นของพี่คนเดียวหรือเปล่าที่ไม่แมส เพราะว่าเพลงมันต้องเอาไปเจอคนนะ ซึ่งตอนนั้นเพลงผมก็ไม่แมสจริงแหละครับ ยอดวิวหลักหมื่น 

กลับบ้านมาด้วยความรู้สึกโกรธหรือเสียใจ

ตั้ม : แค้นครับ

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

มันไม่ได้เสียใจนะครับ เพราะผมไม่ได้ทำอะไรผิด ผมก็ทำเพลงของผม แต่ว่าคุณเรียกเราไปด่าทำไม ไม่มีเหตุผล ผมไม่เคยไปขอเขาอยู่ค่าย ไม่เคยไปขอเขากินข้าว ไม่เคยไปขออะไรสักอย่าง เขาเป็นคนชวนเราไปคุยเรื่องฝึกงาน แต่พอไปนั่งปุ๊บเขาก็เปิดเพลงเลยและก็นั่งวิจารณ์เพลงผม

จากนั้นมาน่าจะไม่ถึงเดือน ผมก็ปล่อยเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง พอเริ่มประสบความสำเร็จก็เลยเหมือนได้ตบหน้า และค่ายเพลงหลาย ๆ ค่าย แม้กระทั่งค่ายที่ปฏิเสธเรา เขาก็ติดต่อมาแสดงความยินดี ผมก็ไม่ค่อยได้ตอบ

สบาย : เขาทักมาจะจ้างงานเรา

ไปรึเปล่า

ตั้ม : ไม่ไปครับ

กระแสตอบรับจากเพลงนี้มากมายท่วมท้นขนาดไหน รับมือไหวไหม

ตั้ม : ช่วงแรกรับมือไม่ไหวครับ โทรศัพท์ผมเมื่อก่อนไม่มีอะไรเลย ใช้เรียน ดูหนัง ทำเพลง ชีวิตมีแค่นั้น ว่าง ๆ โล่ง ๆ ครับ แต่พอลงเพลงไปสัก 1 – 2 อาทิตย์ได้ โทรศัพท์มันเด้ง ๆๆ เปิด TikTok ก็มีเพลงเรา มีคนโทรมาทั้งวัน ถามแบบจะจ้างงาน แล้วก็เพื่อนที่ไม่ได้คุยกันเลยเป็น 10 ปีก็ทักมาคุยด้วย เพิ่งรู้ว่าเราร้องเพลง วุ่นวายไปหมดมีแต่คนเข้ามาหา

สบาย : หนูก็จะล้อ ๆ ตั้ม สวัสดีพี่ชื่อติ๋วน้อง ๆ แม่ต่ายอะไรแบบนี้แบบไปเรื่อยค่ะ (หัวเราะ)

ตั้ม : คือมึงเป็นใครวะ ไม่เคยคุยกันเลย เจอกันแบบในโรงเรียนแค่รอบเดียว (หัวเราะ) ไม่ได้อะไรกับเขาหรอกครับ เราก็ขอบคุณมาก แต่มันแค่แปลกสำหรับเราไง เพราะเมื่อก่อนไม่มีใครสนใจเรา 

เห็นชอบมีคนมาเถียงกันว่าใครเป็นคนร้องเพลงกันแน่

ตั้ม : เราร้องคู่แต่เสียงเราคล้ายกัน ผมเป็นคนเสียงเป็ด ๆ เสียงสูง บายเป็นผู้หญิงเสียงใหญ่ แล้วพอร้องมันก็เลยเข้ากันพอดีจนแยกไม่ออก

จากชื่อเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง แต่หลังเพลงดังกลับกลายเป็นผู้ถูกเลือกให้สมหวัง กลัวไหมถ้าเกิดว่าดังเพลงเดียว 

ตั้ม : ผมไม่คิดว่าจะดังเพลงเดียว มั่นใจ แต่คิดว่าเพลงอื่นไม่น่าจะดังเท่าเพลงนี้แล้วแหละ แค่ประครองให้วงเราอยู่ได้ ซึ่งก็พยายามหาทางอยู่ครับ 

ผมก็มีไปคุยกับค่ายหลาย ๆ ค่าย แต่ก็มานั่งคิดอยู่ว่าเราจะเอายังไงดี เรียกว่าทุกวงก็มีระยะเวลาเป็นของตัวเอง หมายถึง ไม่ใช่ทุกวงที่จะอยู่ไปตลอด ยิ่งพวกวงอินดี้ เดี๋ยวแป๊บ ๆ มันก็เปลี่ยนแล้ว

สบาย : มีหน้าใหม่ขึ้นมาเยอะมาก ใครก็ใช้คำว่าอินดี้ได้

กดดันไหมกับเพลงต่อไป

ตั้ม : ไม่ได้กดดันเลย เรียกว่าไม่ได้สนใจมากกว่าครับ

สบาย : เราฟังแล้วชอบก็โอเคแล้ว

ตั้ม : เอาจริง มันดูแย่นะ ผมแคร์แฟนคลับเหมือนกันแต่ก็เหมือนไม่ได้แคร์เท่าไหร่

หมายความว่า

สบาย : เราว่าแฟนคลับชอบสิ่งที่เราชอบ

ตั้ม : อืม เราไม่ได้แคร์ความคิดเห็นใคร บางทีมีคนมาเมนต์แม้กระทั่งรายละเอียดเบส เบสเบาไป เสียงร้องทำไมสูงจัง ผมแคร์แค่คนที่ชอบ ก็เลยไม่ได้สนใจครับว่ามันจะเป็นยังไง เพราะเมื่อก่อนวิวหลักหมื่นเราก็อยู่ได้ เราก็ยังทำมันต่อ ผมทำวงมาแค่ปีเดียวแต่ว่าปล่อยมา 10 เพลง ซึ่งผมทำคนเดียวหมดเลยเพราะไม่มีตังค์จ้างใคร

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ระยะเวลา 1 ปี 10 เพลง กับยอดวิวหลักหมื่น มีท้อบ้างไหม

ตั้ม : มีท้อแค่แวบเดียวก็กลับมา เป็นโชคดีของเราที่ยังเรียนไม่จบ ผมเรียนไปด้วย รับงานนอกไปด้วย รับงานลูกค้า แต่งเพลง ทำเพลงโฆษณา แต่ถ้าเรียนจบคงท้อกว่านี้เพราะต้องไปทำงานประจำ อาจจะหมดเวลา หมดไฟ

แสดงว่า 10 เพลงที่ผ่านมา ทำด้วยแพสชันล้วน ๆ

ตั้ม : ใช่

ถามจริง อยากดังไหม

ตั้ม : ไม่เลยครับ คือวิวน้อยไม่ได้แปลว่าเพลงไม่ดีนะ แต่คนคงไม่เจอแค่นั้นเอง ถ้าเมื่อไหร่คนเจอเดี๋ยวมันก็มาเอง เราก็สู้ทำไปเรื่อย ๆ ผมดูจากศิลปินต่างประเทศ อย่าง Katy Perry ทำเพลง 3 อัลบั้มกว่าจะดัง ซึ่งผมก็คิดว่า ไอ้เชี่ยเราทำแค่ 10 เพลง แค่อัลบั้มเดียวเอง เขายังสู้เลย เราทำเยอะก็มีเพลงเล่นสดเยอะ ผมคิดแค่นั้น มันดันมาดังเพลงที่ 10 แต่ถ้าไม่ดังก็ยังทำต่อครับ

แต่เพลงแรก ๆ อย่าง คุณจะไปแคร์เหี้ยอะไร ดูแตกต่างจาก ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง มาก 

ตั้ม : ผมไม่ได้มองว่าต้องทำอะไรเหมือนเดิม มนุษย์ทุกคนมีเส้นทางการเดินที่แตกต่างกันจริง ๆ เราแต่งเพลงป๊อปมานานแล้ว แต่ผมแค่อยากเปิดด้วยเพลงที่แสดงความเป็นตัวเองก่อน ซึ่งรู้อยู่แล้วว่ามันไม่มีคนฟัง แต่มันมีความพิเศษ คนจะฟังเยอะฟังน้อยเราไม่ได้สนใจ 

แล้วทั้งสองคนเป็นคนไม่ค่อยแคร์เหี้ยอะไรรึเปล่า

สบาย : เมื่อก่อนหนูยังฝืนที่จะไม่แคร์ค่ะ เพราะว่าหนูอยากดัดนิสัยตัวเอง แต่ตอนนี้คือไม่แคร์จริง ๆ ค่ะ (หัวเราะ) ถ้าแฟนคลับมาเจอเราไปตลาด จะเห็นใส่กางเกงลายสก็อตหรือกางเกงลายชบาออกมาซื้อส้มตำเป็นปกติ 

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด
จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

เป้าหมายยิ่งใหญ่ที่สุดที่เรนิษราจินตนาการไว้คือ

ตั้ม : หาเงินครับ จริง ๆ ด้วยความที่ไม่ค่อยมีเงิน เราก็แค่ทำเพื่อหาเงิน มีหลาย ๆ คนถามว่ามีเฟสติวัลในฝันไหมที่อยากขึ้น ผมตอบว่าไม่มีนะครับ แต่ผมขึ้นได้ทุกเวที ถ้าเขาเชิญไปเล่นเราก็ไปสนุกได้ แต่ผมไม่ได้มีความฝันว่าเราต้องการไปตรงนั้น ผมอาจจะชอบ The Beatles ด้วยแหละ เขาเป็นวงที่ไม่ค่อยได้ทัวร์และเขาปล่อยเพลงถี่มาก 

แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องเงิน ก็อาจจะแค่มีเพลงอมตะที่ฟังได้ตลอด อีก 10 ปีก็ยังฟังเพลงนี้อยู่ อยากเป็น Radio Star ไม่ได้อยากเป็น Video Star เหมือนที่ ไมเคิล แจ็คสัน เคยมีดราม่า 

แล้วบายล่ะ 

สบาย : ถ้าเป็นตอน ม.ปลาย จะอยากไปโคเชลล่า แต่บายเป็นเด็กอ้วนด้วยค่ะ (หัวเราะ) พอมาทำเพลงจริง ๆ ก็เลยมีความฝันว่าอยากกินก๋วยเตี๋ยวพิเศษโดยที่ไม่ต้องคิดว่าถ้าเพิ่มเงินมา 5 บาท แล้วจะเสียดายเงิน

ตั้ม : สรุปเราคือพวกงกนั่นเอง

แล้วในมุมของศิลปิน คิดว่าอีก 10 ปีข้างหน้า กลับมาฟังเพลงตัวเองจะรู้สึกยังไง

ตั้ม : ถ้าคิดล่วงหน้าในตอนนี้ ผมก็มองว่าเป็นวัยครับ มันดีที่สุดแล้วในตอนนั้น ผมเป็นคนไม่ค่อยเสียดายกับสิ่งที่ตัวเองทำในอดีตเท่าไหร่ รู้สึกว่าถ้าไม่มีเราในอดีตก็ไม่มีเราในวันนี้ เราแก้มันไม่ได้ 

ฟังเพลงเรนิษราตอนไหนถึงจะเพราะที่สุด

สบาย : ส่วนใหญ่เป็นเพลงเศร้าอะ อาจจะต้องช่วงที่เศร้า ๆ หน่อย

ตั้ม :  ผมมองว่าเป็นเพลงฟังสบาย จังหวะไม่ได้เร็วไม่ได้ช้า ฟังตอนขับรถคงจะเพลิน 

ในฐานะที่พวกคุณคุยกับ The Cloud เป็นที่แรก ขอ 1 เรื่องเข้าใจผิดที่อยากแก้ข่าว

สบาย : แรก ๆ เวลาคนบอกว่าหนูเป็นกะเทย หนูก็หงุดหงิด แต่หลัง ๆ นี้เขามาถามว่าเป็นผู้หญิงหรือกะเทย หนูก็ตอบไปเลยว่าเป็นชายแท้ที่ไว้ผมยาว แล้วก็ชอบแต่งหน้าเหมือนแดร็กควีน หนูรำคาญ (หัวเราะ)

ตั้ม : แต่เป็นกะเทยก็ได้ น่ารักดีนะ

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load