อันที่จริงผมไม่ควรเอาชื่อเพลงอย่าง You’ll never walk alone มาตั้งเป็นชื่อบทสัมภาษณ์ เพราะเดี๋ยวจะชวนเข้าใจผิดว่าเนื้อหาเอนเอียงไปทางสโมสรใดสโมสรหนึ่ง

(หากจะมีเหตุผลที่สนับสนุนชื่อนี้อยู่บ้าง ก็คงเป็นการที่ เดียร์-วทันยา วงษ์โอภาสี หรือ ‘มาดามเดียร์’ ของแฟนฟุตบอลชาวไทยเป็นแฟนหงส์แดง)

แต่ที่ตั้งใจเอาชื่อเพลงมาใช้เป็นชื่อเรื่อง เพราะผมรู้สึกว่าความหมายของมันช่างตรงกับชีวิตการทำเพจที่ชื่อ ‘ขอบสนาม’ ของ เบลล์-อรรถพล ไข่ทอง

ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นทำเพจ เขาไม่ได้เดินเดียวดายบนเส้นทางที่ตัวเองเชื่อ อย่างน้อยก็มีเพื่อนที่ร่วมหัวจมท้ายตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ และพอมีคนเห็นค่าในสิ่งที่เขาทำ

หากใครติดตามเพจของชายวัยเพียง 26 ผู้นี้อย่างสม่ำเสมอย่อมเห็นจุดเด่นที่ทำให้เพจนี้แตกต่างจากเพจฟุตบอลที่มีอยู่เกลื่อนโลกออนไลน์

แทนที่จะนำเสนอผ่านตัวอักษรและภาพนิ่ง เพจนี้กลับใช้วิธีอ่านให้ฟังด้วยน้ำเสียงและอารมณ์ขันเฉพาะตัว และนั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เพจของเขามีคนติดตามล้นหลาม ตัวเลขคนไลก์เพจขึ้นหลักล้านอย่างรวดเร็ว และกำลังเดินทางสู่ 4 ล้านในอีกไม่ช้า

ซึ่งข่าวล่าสุดที่อาจทำให้ใครหลายคนอาจประหลาดใจ คือข่าวคราวการเข้ามาเทกโอเวอร์พร้อมนั่งแท่นผู้บริหารเพจขอบสนามของอดีตผู้จัดการฟุตบอลทีมชาติไทยชุดแชมป์ซีเกมส์อย่าง เดียร์-วทันยา

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมไม่ใช่จำนวนเงินที่ฝ่ายหนึ่งยื่นเสนอให้อีกฝ่ายหนึ่ง แต่ผมสนใจวิธีคิดของทั้งสองฝ่ายก่อนจะเกิดดีลสะเทือนไท์ไลน์เฟซบุ๊กมากกว่า

อะไรทำให้คนสองคนที่มองเผินๆ ช่างแตกต่างกันสุดขั้วโคจรมาเจอกัน ชายหนุ่มทำอย่างไรให้เพจที่แรกเริ่มมีเพียงโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์อย่างละเครื่องก้าวมาสู่จุดนี้ หญิงสาวคิดอะไรจึงตัดสินใจเทกโอเวอร์เพจที่คนติดตามส่วนใหญ่เป็นชายหนุ่ม และก้าวข้างหน้าของขอบสนามจะเป็นอย่างไร

คำตอบของทุกคำถามที่ว่า อยู่ในบรรทัดถัดไป

คุณสองคนเริ่มสนใจฟุตบอลกันตั้งแต่เมื่อไหร่

เดียร์: จริงๆ เดียร์ดูฟุตบอลมาเรื่อยๆ นะ เพียงแต่ว่าช่วงเรียนหนังสืออาจจะดูตามเป็นเทศกาล เช่น ฟุตบอลโลก ซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ อย่างตอนฟรองซ์ 98 ที่บราซิลมีโรนัลโด้ โรนัลดินโญ่ ตอนนั้นเดียร์เรียนอยู่มหาวิทยาลัยแล้ว

เบลล์: ส่วนผมอยู่ ป.2 (หัวเราะ)

เดียร์: ช่วงนั้นเป็นช่วงที่อยู่หอดูฟุตบอลกับเพื่อน แต่ที่มาดูจริงจังจริงๆ ก็คือช่วงสัก 9 – 10 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากสามีเป็นคนบ้าบอลมาก แล้วพื้นฐานเราเป็นคนดูบอลอยู่แล้ว พอเจอคนบ้าบอลในไลฟ์สไตล์ก็เลยกลายเป็นคนดูฟุตบอลตามไปด้วย เวลาเขาดูแมตช์ไหนก็นั่งดูตามไปตลอด

ตอนนั้นเวลาดูคุณเข้าใจฟุตบอลมากแค่ไหน

เดียร์: จำได้เลยตอนมหาวิทยาลัยเพื่อนบอกเราว่า ‘ดูบอลสิๆ’ เดียร์ดูไม่เป็น ก็เลยบอกเพื่อนว่า ถ้าอย่างนั้นสอนเราดูสิ ว่าต้องดูยังไง เพื่อนก็บอกว่า ‘ไม่ยากเลย มึงเลือกเลย มีแค่ 2 ทีม มึงจะเลือกทีมไหน เชียร์ทีมไหน’ (หัวเราะ) นั่นคือครั้งแรกที่เริ่มดูบอล ก็เลยรู้สึกว่ามันสนุก หลังจากนั้นมันก็ค่อยๆ รู้เองว่า อ๋อ อันนี้คือล้ำหน้านะ อย่างนี้ไม่ได้นะ คือเราเริ่มดูจากความสนุกมากกว่าที่จะมาซีเรียสทางด้านเทคนิคว่าเบสิกคืออะไร

เบลล์: ส่วนผมโตมากับฟรองซ์ 98 ตอนนั้นริกกี้ มาร์ติน โก โก โก อาเล อาเล้ อาเล ทั้งบ้านทั้งเมือง แล้วตอนนั้นผมอยู่ ป.2 มันเป็นช่วงเวลาที่ผมเริ่มจำความได้ ดูบราซิล ดูโรนัลโด้ นั่นแหละคือนักฟุตบอลที่ผมรู้จักคนแรก ต่อเนื่องมา ปี 99 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ทริปเปิ้ลแชมป์ ชนะบาเยิร์น มิวนิค นัดชิงยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และผมก็เริ่มชอบฟุตบอลตั้งแต่ตอนนั้น

แล้วแปลกมาก ผมเป็นคนประเภทชอบดูสถิติ ชอบศึกษา ฟุตบอลโลกครั้งไหนใครเป็นคู่ชิง เตะกันที่สนามอะไร เราชอบศึกษาอะไรแบบนี้ พวกความรู้ ข้อมูล ชอบฟังชอบอ่าน มันทำให้วันนี้เรามีคลังคำมาใช้เยอะ พี่โทน คุง (พีระณัฐ จำปาเงิน) เป็นต้นแบบของผม ทำให้ผมรู้สึกว่าการพากย์บอลมันไม่ใช่แค่การมาอธิบายสถิติ 5 นัดที่ผ่านมา แต่เป็นเรื่องของการเอาเรื่องในโลกแห่งความจริง ไปบวกไปใส่ เอาภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวันไปใส่

แล้วตอนเริ่มทำเพจขอบสนามคิดอะไร เพราะเพจฟุตบอลก็มีคนทำเยอะอยู่แล้ว

เบลล์: ผมเริ่มจากการเป็นครีเอทีฟของพี่บี้ เดอะสกา แต่จริงๆ แล้วผมชอบกีฬา ระหว่างทำงานประจำก็ไป เปิดเพจขอบสนาม เราก็คิดว่าทำยังไงให้มันเป็นรายได้ แค่เดือนหนึ่งสักสองสามพันก็พอแล้ว แต่ช่วงแรกแรงกดดันยังไม่มากพอ ผมก็ทำแค่เอาภาพข่าวมาแปะลงไป แล้วก็เอาเนื้อข่าวยาวๆ 20 – 30 บรรทัดมาลง พอทำไปสักครึ่งเดือน คนไลก์ไม่กระเตื้องเลย เพราะเราทำไม่แตกต่าง เพจอื่นเขาก็มีนี่หว่า ที่เอาภาพมาแล้วเนื้อข่าวสิบบรรทัดยี่สิบบรรทัด

แล้วจุดเปลี่ยนของเพจคือจุดไหน

เบลล์: จุดที่ผมเริ่มจับสังคมออนไลน์ได้คือวันที่ผมตั้งใจดึงดูดคนด้วยการจัดกิจกรรมแจกเงิน แล้วคนเขาไม่อ่านกติกาที่ผมเขียน คือผมเขียนแค่ประมาณ 9 – 10 บรรทัดเองนะ กติกาง่ายๆ เลย ให้คนดูทายสกอร์และคนยิง กติกาไม่ยาว แจกเงิน 500 บาท ปรากฏคนเขียนกันมาแต่สกอร์ เป็นร้อยเป็นพันคน คือเขาอยากได้รางวัลนะ แต่ไม่อ่าน ผมก็เลย อ๋อ นี่ไง คนไม่อ่านกัน ที่เราทำมาตลอด 15 วันมันไร้ค่า ไปเขียนยาวๆ มันไม่มีคนอ่าน ผมเลยคิดว่า ถ้าสมมติเรามาอ่านให้เขาฟังแทนล่ะ ถ้าคอนเทนต์เราจะเข้าถึงหูเขา โดยที่เขาไม่ต้องมาโฟกัสจะเป็นยังไง เขาอาจจะเปิดคลิปเราแล้วนั่งกินกาแฟไปด้วยหรือทำอย่างอื่นไปด้วยก็ได้ ผมจึงเริ่มเอาข่าวมาอ่าน หลังจากนั้นยอดก็พุ่งเลย เพราะมันไม่เคยมีใครทำมาก่อน มันคือความแปลกใหม่ในวันนั้น

ตอนนั้นผมทำคล้ายๆ เป็นสถานีข่าวเลย 11 โมง ลงคอนเทนต์ขอบสนามท็อปเท็น เพราะผมมองว่า 11 โมงคือเวลาพักเที่ยงของทั้งวัยรุ่นและเด็ก ผมเลยลงตอนนั้นเพื่อให้เขาได้ดู ได้พัก แล้วทุกๆ ต้นชั่วโมงก็จะทำเหมือนข่าวต้นชั่วโมงของสำนักข่าว แล้วทุกๆ 2 ทุ่มให้มันเป็นช่วงเวลาไพรม์ไทม์ ก็เอาคอนเทนต์ดีๆ ลงไป

คุณเรียนรู้วิธีทำเพจจากไหน ใครสอน

เบลล์: ประสบการณ์สอน คือการทำเพจมันไม่มีการสอนอย่างเป็นทางการ ไม่มีสื่อที่ไหนเปิดให้เรียน มันเป็นประสบการณ์ล้วนๆ ในการคลุกคลีตรงนี้ ย้อนกลับไปที่ชื่อเพจขอบสนาม มันไม่ใช่ชื่อที่เราคิดกันสั่วๆ นะ ผมคิดมาอย่างดีว่ามันต้องเป็นชื่อที่ครอบคลุม ใช้ได้กับทุกชนิดกีฬา แล้วเสิร์ชง่ายจำง่าย มี 3 พยางค์ ไม่มีวรรณยุกต์หรือสระ เพราะเด็กไทยเราพิมพ์แค่ ‘คะ’ กับ ‘ค่ะ’ ยังผิดเลย ถ้าชื่อขอบสนามชื่อยาวคนก็คงจำไม่ได้ แล้วมันก็จะไม่ใช่แบรนด์แล้ว แต่กลายเป็นชื่อยาวๆ ที่คนคุ้นหูเท่านั้น

สำหรับผม ในวันแรกที่ทำ ผมคิดแค่ว่าเพจกีฬามึงแตะล้านได้ก็โคตรเท่แล้ว คือมันเป็นสิ่งเฉพาะนะ คุณไม่ได้เป็นเพจที่พูดเรื่องสาธารณะอย่างเพจอีเจี๊ยบหรือเพจไทยรัฐที่ได้คนอ่านทุกหมู่เหล่า กีฬาสำหรับผมในวันนั้น ผมรู้สึกว่ามันคือตลาดเฉพาะกลุ่ม แต่ผมทำมา 3 เดือนก็ครบล้าน แล้วพอมันทะลุล้านเหมือนเราไม่ต้องโฟกัสจำนวนคนแล้ว รู้ตัวอีกที 2 ล้าน แป๊บๆ 3 ล้าน มันไม่น่าเชื่อเลยว่าทุกๆ เดือนยังมีคนกดไลก์เพจหลักหมื่น

ผมยังจำได้ว่าวันแรกสุดที่ผมทำเพจขอบสนามแล้วมีโฆษณาเข้ามา มันคือโฆษณาเครื่องทำน้ำแข็ง เขาสงสารผม เขากลัวผมหยุดทำ เราได้เงินมา 15,000 บาท ก้อนแรกเราแบ่งกัน 3 คน คนละ 5,000 บาท ผมจำแม่นเลย ยังจำชื่อจำทุกอย่างได้ ไม่รู้ตอนนี้เขาไปอยู่ไหนแล้ว

ตอนได้เงินก้อนแรกรู้สึกยังไง

เบลล์: โหย ดีมากเลย เสียงที่คุณอ่านมันส่งผลกลับมาแล้วเว้ย เขาพูดกับผมเลยว่า ที่ผมซื้อโฆษณาคุณเพราะกลัวคุณเลิกทำ แล้วก่อนที่ผมจะปล่อยโษณาผมคิดหนักมาก คนดูเขาจะว่ายังไงวะ เขาจะแอนตี้เรามั้ย เพราะเราเคยเห็นเพจอื่นขายของแล้วคนด่า ภาวนาฉิบหาย พอปล่อยไปปุ๊บ ผ่านไป 10 นาทีเข้าไปอ่านคอมเมนต์ มีคนบอกว่า ‘ขอบสนามมีโฆษณาแล้วเว้ย ดีใจด้วยเว้ย’ หรืออีกคนบอก ‘เย้ ดีใจด้วย’ เฮ้ย คนดูรักเราว่ะ คนดูดีใจกับเราไปด้วย ทั้งที่เราเป็นคนได้เงินนะ แสดงว่าตลอดสองสามเดือนแรกที่กูทุ่มไปมีคนเห็น

คือเพื่อนผมที่ทำด้วยกันอีก 2 คนนี่ลาออกจากงานประจำมาทำเลยนะ เงินเดือนไม่มี 3 เดือน ผมอยู่กับเพื่อน คุยกันว่า เรายังไม่รู้วันข้างหน้าเป็นยังไง แต่เราทำด้วยกันนะ แล้วหาร 3 ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครนึกออกว่ามันคืออะไร ไม่มีใครเห็นผีเหมือนที่ผมเห็นคนเดียว แค่ผมเล่าให้เพื่อนฟังแล้วเพื่อนเชื่อผม แต่พอผ่านไปเดือนหนึ่งผมก็เลยลาออกตาม เพราะเห็นใจเพื่อนที่มานั่งรอเรา ผมจะเหยียบเรือสองแคมไม่ได้ ตอนลาออกแม่ผมด่าเละเลย ทำงานประจำอยู่ดีๆ

ตอนนั้นบอกแม่ว่าอะไร

เบลล์: ลาออกมาทำเพจ (หัวเราะ) ซึ่งภาษามันตลกมาก มันคืออะไรวะ แล้วคือมึงทำงานประจำอยู่ มีสวัสดิการ มีประกันสังคม ลาออกมาอยู่บ้าน แล้วตอนนั้นเราจะอธิบายแม่ยังไงได้ ผมเพียงแค่เชื่อว่ามันน่าจะเกิด มันดังแน่ เพียงแต่ว่าต้องทำตอนนี้ ถ้านานกว่านี้อาจจะมีคนที่คิดออกเหมือนเรา แม่ด่าเละแต่ผมไม่สน 3 เดือนแรกผมยอมทุ่ม ทำด้วยความเชื่อล้วนๆ

แล้วอย่างเดียร์ที่อยู่กับสื่อมาตั้งแต่ยุคแอนะล็อก คุณเข้าใจสื่อออนไลน์ไหม

เดียร์: ไม่ได้รู้สึกว่ามันมีอะไรที่แตกต่างไป คือสุดท้ายแล้วมันก็อยู่ที่ตัวคอนเทนต์อยู่ที่ตัวบริบทอยู่ดี ว่าคุณต้องการจะสื่อสารอะไร

เดียร์ว่าคนทำคอนเทนต์ทุกคนตอนนี้กำลังถกกันเรื่องสื่อและการเปลี่ยนแปลงของสื่อเยอะมาก แต่ว่าหลังจากที่ถกกันไปไม่รู้กี่รอบ ทั้งกับคนที่มีประสบการณ์ในแอนะล็อกมาอย่างยาวนานหรือคนรุ่นใหม่ก็ดี สุดท้ายแล้วไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปยังไง เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปยังไง content ก็ยัง is king อยู่วันยังค่ำ ประโยคที่ว่า Content is king. ก็ยังใช้ได้เสมอ มันเป็นสัจธรรมไปแล้ว

ถ้าอย่างนั้นเพราะอะไรคนทำคอนเทนต์บางคนจึงอยู่ไม่ได้

เดียร์: เพราะเขาไม่ได้ปรับตัวตามไง สมมติคุณทำนิตยสาร คุณจะมา copy แล้ว paste ลงในออนไลน์ แล้วมาปล่อยในเฟซบุ๊กมันไม่ได้ เพราะว่าจริตของคนในการอ่านของเฟซบุ๊กมันไม่เหมือนกัน เวลาคนอ่านเฟซบุ๊กมันผ่านการ scroll อย่างนิตยสารหรือโทรทัศน์กว่าคุณจะเข้าเรื่องคุณอารัมภบทเอิงเอยตั้งเท่าไหร่ แต่ว่าเฟซบุ๊กไทม์ไลน์คุณไหลตลอดเวลา เพราะฉะนั้นคุณต้อง punch ตั้งแต่บรรทัดหรือวินาทีที่เท่าไหร่ล่ะ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องปรับตัวตาม แต่ส่วนตัวที่ไปคุยกับคนทำงานคอนเทนต์ใน traditional media หลายคนเขาไม่เข้าใจเรื่องนี้ ไม่รู้ว่าไม่เข้าใจหรือว่าปฏิเสธ

แต่สิ่งที่ลองเทสต์จากหลายๆ อัน สุดท้ายคนก็ยังต้องการคอนเทนต์ที่ผ่านมุมมองในการเขียนผ่านตัวบุคคลอยู่นะ มันยังเป็นคอนเทนต์ที่มี engagement ดีที่สุดถ้าเทียบกับคอนเทนต์ที่แค่บอกว่าใครทำอะไรที่ไหนเมื่อไหร่อย่างไร คือความต้องการลึกๆ ของคนยังมี แต่คุณทำเหมือนเดิมไม่ได้

ในฐานะคนทำเราจะรู้ได้ยังไงว่าคนเสพสื่อสมัยนี้ต้องการอะไร

เบลล์: ผมไม่เคยคิดว่าผมเป็นคนทำเลย ผมคิดว่าผมเป็นคนดู เราต้องดูว่าคนดูอยากดูอะไร ผมไม่ชอบการเวิ่นเว้อ ไม่ชอบการเปิดรายการเพื่อดึงเวลาให้ได้ 2 นาที ก่อนจะมาเข้าพอยต์ เปิดมาเรามีเวลาไม่เท่าไหร่เพื่อให้คนดูสนใจ ผมเป็นคนที่คิดว่าเน็ตทุกคนมีค่า ดาต้าเหมือนทอง สมมติคุณทำวิดีโอมา 10 นาที คุณมั่นใจแล้วเหรอว่าคุณจะดึงคนที่เขาใช้ 3G ได้ เราอาจจะมีปัญญาซื้อเน็ตเดือนละ 10 – 20 GB แต่ทุกคนไม่ได้รวยเหมือนคุณนะ

สมมติว่าเขาดูเราครั้งแรกบนรถไฟฟ้า แน่นอนเขาใช้ 3G อยู่ ถ้าเปิดมาคลิปยาว 10 นาที เขาปิดเลย สมมติว่า 10 นาทีนั้นเราทำดีมาก แต่จบแล้ว เรื่องระยะเวลาเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงคน เขาตัดสินเราตั้งแต่ระยะเวลาก่อนแล้ว ยุคนี้คลิปจึงต้องสั้น ผมทำคลิป 3 นาที เพื่อให้คนฟังก่อนว่าเราพูดถึงอะไรวะ 3 นาทีนั่นคือโอกาส แต่ถ้าวันที่เราประสบความสำเร็จแล้ว จะทำคลิปที่นานขึ้นก็ได้ เพราะว่าคนเขาเชื่อมั่นไง ว่าสิ่งที่เรานำเสนอดีแน่ ถึงนานก็จะดู แต่ถ้าเกิดเราเป็นหน้าใหม่ ต้องทำอะไรที่กระชับ ฉับไว ให้คนรู้จักง่ายๆ

ภาพเพจขอบสนามที่เดียร์รู้จักในตอนแรกเป็นยังไง

เดียร์: จริงๆ ตอนแรกเดียร์ไม่รู้จักเพจ (หัวเราะ)  ไม่ใช่น้องเขาไม่ดัง แต่ส่วนตัวเดียร์เป็นคนไม่เล่นเฟซบุ๊ก แต่หลังจากที่เดียร์นัดเพจต่างๆ มาเจอตอนก่อนจะไปแข่งซีเกมส์ ก็เลยได้นั่งตามดู ซึ่งพอได้เห็นคอนเทนต์และวิธีการเล่าเรื่องของเขา ทุกอย่างมันเป็นไปตามคอนเซปต์ที่เราอยากจะทำพอดี ตอนแรกเราอยากจะทำสำนักข่าวกีฬาออนไลน์ วางคอนเซปต์สื่อสารกับคนรุ่นใหม่ เล่าเรื่องแบบใหม่ คาแรกเตอร์แบบใหม่ ทุกอย่างทำในรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่การเอาเนื้อหามา copy แล้ว paste ในโลกออนไลน์ ซึ่งขอบสนามมีคอนเทนต์ของตัวเอง นั่นคือสิ่งที่ทำให้เดียร์เห็นขอบสนามแล้วชอบ เราเห็นสิ่งที่จะต่อยอดไปได้

แล้วภาพ ‘มาดามเดียร์’ ในหัวเบลล์เป็นยังไง

เบลล์: โอ้โห คนรักทั้งประเทศเลยว่ะ เพราะเวลาผมลงข่าวพี่เดียร์ คนมันไม่ได้พูดถึงเนื้อบอลเลยไง ตอนที่ฟุตบอลทีมชาติไทยแพ้ เขาบอกว่า ถ้าไม่มีมาดามเดียร์กูด่าเละแล้ว (หัวเราะ) ผมเลยรู้สึกว่าคนนี้ภาพลักษณ์บวกมากๆ เลย แต่ตอนนั้นยังไม่ได้โฟกัสว่าพี่เขาเป็นใคร

ตอนที่ได้รับข้อเสนอขอซื้อเพจขอบสนาม คุณตัดสินใจนานมั้ย

เบลล์: 5 นาที ซึ่ง 5 นาทีที่ผมคิดคือ หลังจากนี้เป็นยังไงบ้าง ผมต้องเปลี่ยนอะไร

ไม่กลัวเลยเหรอว่าเพจจะเปลี่ยนไป จะสูญเสียอิสระในการทำ

เบลล์: ก่อนหน้านั้นเราได้คุยกันก่อนแล้ว คือที่ผ่านมาเคยมีคนติดต่อมาก่อนพี่เดียร์ แต่แปลกมากที่ผมรู้สึกว่าครั้งนี้มันเป็นเรื่องจริง เพราะตอนที่ผมคุยกับคนเก่า ผมไม่เห็นแววตาความอยากทำจากเขา เหมือนเขามีเงินมาก แค่จะเอาผมไปเป็นลูกน้อง ไม่มีแพสชันความอยากทำ แต่ตอนผมคุยกับพี่เดียร์ ผมเห็นตั้งแต่แววตา ว่าเขาไม่ได้แค่มาโพล่งไอเดียให้ฟังแล้วกลับบ้าน แต่มันคือการบอกว่าเขาอยากทำอย่างนี้ แล้วเป้าหมายคล้ายๆ กันเลย คือทำให้ใหญ่กว่าเดิมในรูปแบบที่ใหม่ ซึ่งสิ่งนี้เป็นความฝันของผมอยู่แล้ว เรื่องเงินไม่เกี่ยวเลย เพราะที่ผมทำทุกวันนี้ก็โอเคในระดับหนึ่ง แต่ผมมองว่ามันคือความสนุก

คือผมไม่ได้ทำเพจให้รวยแล้วก็จบ แต่ผมคิดว่าขนาดเราเริ่มจากนั่งอัดเสียงในห้องคนเดียว โทรศัพท์เครื่องเดียว คอมพิวเตอร์เครื่องเดียว ยังได้ขนาดนี้ ถ้ามีพี่เดียร์เข้ามา พร้อมกับทัพนักข่าวหรือคนที่มีคุณภาพในการทำเว็บไซต์ดีๆ มันจะพุ่งขนาดไหน

แต่แฟนๆ หลายคนก็กังวลว่าผู้บริหารคนใหม่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงจนเพจขอบสนามไม่เหมือนเดิม

เดียร์: เราคงไม่ไปเปลี่ยนเพราะว่าคอนเทนต์ที่เขาทำมันดีอยู่แล้ว แต่เราคงเข้าไปช่วยเรื่องของการขยายงานว่าจะขยายอะไรไปได้เพิ่ม สิ่งที่ขอบสนามมีคือคอมมูนิตี้ของตัวเอง มีแบรนด์ที่ชัดเจน มีคอนเทนต์ที่แข็งแรง ซึ่งพอมีสิ่งเหล่านี้มันสามารถสร้างโอกาสอะไรต่อยอดไปได้อีกมากมาย

จริงๆ ชื่อ ‘ขอบสนาม’ เบลล์เขาตั้งใจคิดมาให้มันไม่จำเป็นต้องเป็นสนามฟุตบอลอย่างเดียวอยู่แล้ว มันยังเป็นสนามอื่นๆ ได้อีกหลายสนาม ซึ่งเดียร์มองว่าขนาดฟุตบอลเป็นกีฬาที่คนนิยมสูงสุด แต่นักฟุตบอลตอนนี้คนก็จะรู้จักหลักๆ แค่ทีมชาติชุดใหญ่ พอเป็นชุดอื่นเราจะเห็นความแตกต่างชัดเจนมาก แล้วลองนึกไปถึงกีฬาประเภทอื่นสิ

ตอนที่เดียร์ไปซีเกมส์เราเจอกับนักกีฬาทีมชาติทุกประเภทกีฬา แล้วเรารู้เลยว่า กีฬาประเภทอื่นเรื่องงบประมาณนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย มันหนักหนาจริงๆ ซึ่งถามว่างบจะมาจากอะไร มันก็มาจากกระแสความนิยม ซึ่งความตั้งใจเดียร์คือนอกจากเรื่องฟุตบอลก็อยากรู้ว่า เราจะไปทำอะไรกับกีฬาประเภทอื่นได้อีก

เบลล์: มีสิ่งที่ผมฝันมาตลอดแล้วอยากให้เกิดขึ้นจริงๆ ถ้าผมได้มาร่วมงานกับพี่เดียร์คือผมอยากนำเสนอนักฟุตบอลไทยให้เป็นที่รักมากกว่านี้ ผมอยากทำสิ่งนี้มากที่สุด เพราะผมรู้สึกว่าตอนที่ผมเล่าเรื่องราวของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ หรือ ลิโอเนล เมสซี่ เขาอยู่ไกลห่างเราตั้งเป็นพันกิโล แต่เขาสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กไทยได้หมดเลย ซึ่งนักฟุตบอลไทยเองก็น่าจะทำอย่างนั้นได้

เกือบ 3 ปีนับจากวันแรกที่ทำเพจ มีกี่วันที่เบลล์ไม่ได้พากย์เสียง เคยนับบ้างไหม

เบลล์: ผมว่าน่าจะไม่ถึง 30 วันที่หยุด เพราะมีงานที่ต่างประเทศและป่วย แต่ถึงผมจะไปต่างประเทศผมจะพยายามพกคอมพิวเตอร์ไปอ่านข่าวส่งมาให้คนฟังเหมือนเดิม เพราะผมไม่อยากหายไป ช่วงแรกๆ เวลาป่วยเราเขียนบอกกันตรงๆ เลย ผมเคยไลฟ์ยกมือไหว้คนดูด้วยซ้ำตอนที่ผมป่วย เพราะผมรู้สึกผิดที่ทำให้เขาต้องรอ ไม่ได้ดูตอนใหม่

แล้วงานของผมมันยากตรงที่ต้องทำทุกวัน 7 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งพอเป็นคอนเทนต์ที่ต้องสนุกผมก็ต้องบริหารความรู้สึกของตัวเอง ให้เรามีความรู้สึกสนุกตลอด เพราะถ้าวันไหนผมเครียด ไม่มีความสุขที่จะตื่นมาทำ เท่ากับว่าต้นขั้วมันเป็นตัวลบแล้ว มันก็จะส่งพลังลบออกมาเช่นกัน

คิดว่าอะไรทำให้เพจขอบสนามยืนระยะมาได้จนวันนี้

เบลล์: เวลาผมพากย์หรืออ่านข่าว ผมรู้สึกว่านั่นไม่ใช่งาน แต่มันเป็นการทำสิ่งที่เรารักและมีคนชอบ มันคือตัวตนและชีวิตของผมไปแล้ว ผมหยุดไม่ได้ นอกจากจะป่วยหรือตายเท่านั้น ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ

หลังจากที่ขอบสนามดัง ผมเห็นว่ามีเพจเยอะมากที่พยายามทำตาม ซึ่งผมดีใจนะ แสดงว่าเราดีพอให้คนมาตาม แต่หลายๆ คนทำได้ไม่นาน เพราะว่าสำหรับผม ยากที่สุดในการทำงานคือการยืนระยะยังไงให้ได้เป็นปี คุณจะมีแพสชันที่อยากจะตื่นมาทำงานเป็นปีเลยเหรอถ้าถูกบังคับ มันยากมากนะ แต่ผมไม่ได้ถูกบังคับ เพราะว่าผมอยากตื่นขึ้นมาทำเอง หลายคนอาจจะอยากมาทำเพราะว่าอยากดังแบบไอ้นี่ จะได้รวย แต่อาจลืมมองว่าที่เราทำเราไม่ได้อยากทำเพื่อหวังตังค์ แต่เราทำเพราะใจ เพราะแพสชัน ผ่านการวางแผน ตกผลึกมาแล้ว ตอนนี้ผมก็แค่ต้องแข่งกับตัวเองไปเรื่อยๆ สิ่งที่จะทำพรุ่งนี้มันต้องเท่ากันหรือดีกว่าเมื่อวาน ห้ามแย่กว่า

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

มีไม่กี่สิ่งบนโลกใบนี้ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงไทม์แมชชีน หนึ่งในนั้นคือบทเพลง

ใครเคยฟังเพลงแล้วภาพเก่าๆ เวียนวน ฉายซ้ำ คงพยักหน้าเห็นด้วย

สุข เศร้า สมหวัง ผิดหวัง รอยยิ้ม คราบน้ำตา สิ่งต่างๆ เหล่านี้ถูกบันทึกอยู่ในบทเพลงที่เราฟังในช่วงเวลานั้นๆ และคงไม่ต่างกัน ในฐานะศิลปินคนทำเพลง พวกเขาน่าจะมีความทรงจำมากมายฝากและฝังอยู่ในท่วงทำนองของเพลงที่พวกเขาเขียน ที่พวกเขาเล่น ที่พวกเขาร้อง

โดยเฉพาะกับวงดนตรีวงหนึ่งที่มีอายุครบ 10 ปี

บ่ายวันหนึ่งที่ค่าย What the Duck เรานัดพบกับวง Musketeers อันประกอบด้วย เท็นชาครีย์ ลาภบุญเรือง นักร้องนำ, ด๋อยสรรวิช หวานสนิท มือเบส, พูภาคภูมิ นิ่มละมัย มือกีตาร์ และ บิ๊กรวิน มิตรจิตรานนท์ มือกีตาร์

ไม่ว่าเราจะรู้จักหรือคุ้นเคยกับวงวงนี้หรือไม่ แต่ผมเชื่อว่าเพลงเหล่านี้น่าจะเคยลอยผ่านหูของทุกคนอย่างน้อยหนึ่งครั้ง

ของขวัญ, อยากให้เธอลอง, ไกล, ความทรงจำ, แค่บางคำ, แค่คุณ, Dancing, ใจความสำคัญ-คุ้นๆ กันบ้างไหม

จากวงดนตรีที่รู้จักกันในวงแคบๆ สมัยอยู่จังหวัดเชียงใหม่ ต้องวิ่งโร่หาสปอนเซอร์กันเองเพื่อทำซีดีหลักร้อยแผ่นออกขาย วันนี้พวกเขาเดินทางมาถึงขวบปีที่ 10 กำลังจะออกอัลบั้มที่ 3 ชื่อ Day & Night และเดือนกันยายนพวกเขากำลังจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกในชีวิตที่ชื่อ ‘What The Duck Presents 10 Years Musketeers Concert’

ในวาระทั้งหมดที่ว่าเราเลยอยากชวนพวกเขามาย้อนรำลึกความหลังด้วยการให้สมาชิกในวงเลือกเพลงที่ทำให้ย้อนนึกถึงเหตุการณ์สำคัญในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ส่วนจะมีเพลงไหนบ้าง แล้วเพลงนั้นจะเป็นเพลงเดียวกับเพลงที่อยู่ในใจเราไหม

เชิญกดปุ่มเพลย์บทเพลง แล้วอ่านย่อหน้าถัดไป

Track 1  เพลงเพลงหนึ่ง

Album: EP

“เพลงเพลงหนึ่ง เป็นเพลงแรกที่ผมเขียน อยู่ในอัลบั้ม EP ที่ปกเป็นรูปต้นไม้ เป็นเพลงที่ผมแทบไม่ต้องมานั่งจำเนื้อเลย มันฝังอยู่ในดีเอ็นเอ ร้องเมื่อไหร่ก็ร้องได้” เท็น

ชีวิตช่วงที่เขียนเพลงนี้เป็นยังไง

เท็น: โคตรสนุก นึกถึงทีไรกลิ่นของช่วงมหาวิทยาลัยปี 3 มันจะคละคลุ้ง ช่วงนั้นเราเริ่มศึกษาชีวิตร็อกสตาร์ว่าเขาใช้ชีวิตกันยังไง เขาไปเที่ยวที่ไหนกัน กินเหล้าอะไรกัน (หัวเราะ) เวลาไปโรงอาหารก็จะแอ็กนิดนึง พอเริ่มมีเพลง เริ่มคิดว่าตัวเองเริ่มเก๋า

แล้วย้อนมองกลับไปรู้สึกยังไง

เท็น: โห ทุเรศมาก (หัวเราะ) แต่มันคือจุดประกายความฝันที่ทำให้เรามีทุกวันนี้

พวกคุณจำวันแรกที่เจอกันได้มั้ย

บิ๊ก: จำได้ (ตอบทันที)

เท็น: จำได้ ผมจำได้ว่าตอนแรกที่เจอบิ๊ก ตอนนั้นเขาประกวดดาวเดือน เขาเป็นเดือนคณะนะครับ เพราะโดนแกล้ง นั่นเลยทำให้ผมจำเขาได้ โห เดือนคณะนี้เฟี้ยวว่ะ ใช้หลักเกณฑ์อะไรคัดวะ (หัวเราะ) เขาเอาไม้กวาดมาขี่ด้วย นั่นเป็นภาพแรกที่ผมจำเขาได้

ด๋อย: ส่วนผมกับบิ๊กเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องในสาขาวิชาเดียวกัน ก็จะเล่นดนตรีด้วยกัน บิ๊กก็ไปซ้อมบ้านผมบ่อยๆ

เท็น: แล้วผมก็เป็นคนเชื่อมทุกคนเข้าหากัน

Musketeers

แล้วจำวันแรกที่เกิดวง Musketeers ได้ไหม

เท็น: ตอนนั้นยังไม่ได้ชื่อวง Musketeers สมาชิกเรายังไม่ค่อยนิ่งเท่าไหร่ ตอนที่มาเป็นวงอย่างนี้จริงๆ จังๆ น่าจะเป็นตอนงานการกุศลงานนึงชื่อ Hunger Free Music Festival ขององค์กรการกุศลองค์กรหนึ่ง ตอนนั้นมีโจทย์ว่าต้องแต่งเพลงเอง แล้วเพลงนี้จะถูกนำไปประกอบเว็บไซต์กับประกอบแคมเปญ ตอนแรกเรายังใช้ชื่อ วงคำเหลา กันอยู่

พวกคุณชอบพี่หม่ำกันขนาดเอามาตั้งเป็นชื่อวงเลยเหรอ

เท็น: ใช่ ชอบมาก ผมกับคุณโจ้ (มือกลองคนเก่า) ชอบดูสามช่าแล้วเอามาคุยกันที่คณะ จนกระทั่งตอนประกวด เขาประกวดกันที่สยาม แล้วมีสื่อค่อนข้างเยอะ เราก็คุยกันว่าถ้าใช้ชื่อ วงคำเหลา สักวันหนึ่งอาจจะโดนพี่หม่ำฟ้อง แล้วตอนนั้น บิ๊ก เขากลับจากอเมริกาพอดี เขาซื้อช็อกโกแลตมาอันนึง ชื่อ Musketeers เขาบอกว่า เฮ้ย ช็อกโกแลตนี้ชื่อเพราะ ความหมายดี เหมาะกับพวกเรานะ ก็เลยใช้ชื่อนั้น

ถ้าบิ๊กซื้อ คิทแคท มาไม่ชื่อวงคิทแคทเลยเหรอ

เท็น: ก็อาจจะเป็นอย่างนั้น (หัวเราะ)

Musketeers

Track 2  รออยู่ที่เดิม

Album: EP

ตอนนั้นเริ่มมีคนรู้จักเรา เพลง รออยู่ที่เดิม เป็นเพลงแรกๆ ที่หลายคนชอบ แฟนคลับเรารุ่นแรกๆ เขาติดตามเราจากเพลงนี้ จำได้ว่าเราเอาไปลง My Space แล้วก็มีคนใน มช. เข้ามาฟัง เพลงมันหวานซึ้งเหมาะกับเชียงใหม่ ชิลล์ๆ เย็นๆ ช่วงนั้นเชียงใหม่อากาศหนาวมาก ไม่เหมือนสมัยนี้
“อัลบั้ม EP เราอาศัยประสบการณ์ในการทำงานคณะ อย่างการหาสปอนเซอร์ ผมก็ไปคุยกับหลายๆ ร้าน ไปโม้ว่าผมจะทำแผ่น แล้วเขาออกเงินให้เราทำหมด ไม่เสียค่าใช้จ่ายสักบาท ทุกวันนี้ร้านที่เราเคยไปขอสปอนเซอร์เขาภูมิใจในตัวเรามากนะครับ เราก็ยังพูดคุยกัน เป็นพี่น้องกันอยู่” เท็น
“ถ้าจำไม่ผิด พี่บอล Scrubb กับ พี่ฟั่น (โกมล บุญเพียรผล) ที่ทำ Believe Records เขาเข้ามาฟังด้วย” บิ๊ก

ตอนนั้นมีคุยกันเล่นๆ มั้ยว่าวงเราจะไปถึงไหน

เท็น: ก็มีคุยกันนะตอนที่พวกเราทำอัลบั้มแรก พออัลบั้มแรกเสร็จเราก็ดีใจว่าเรามีอัลบั้มแล้ว เราไม่เคยคิดว่าเราจะเป็นศิลปินอยู่ในค่าย จะมีอัลบั้มออกมา จะมีเพลงเปิดในวิทยุ จะได้ไปทัวร์สื่อต่างๆ เราก็คิดกันว่า เฮ้ย มีอัลบั้มแล้วเว่ย เดี๋ยวอีกหน่อยเราจะต้องมีคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเองนะ จะต้องไปทัวร์ต่างประเทศ มันเป็นความฝันของวัยรุ่นช่วงนั้น เราก็ยังอายุน้อยกันอยู่ มันกึ่งๆ ระหว่างเอาจริงกับเอามัน เหมือนโม้น่ะครับ กินข้าวกันก็โม้กัน

Musketeers

หลังจากเจอพี่บอล พี่ฟั่น พวกคุณก็ได้ออกอัลบั้มแรกกับ Believe Records คุณจำวันแรกที่เห็นซีดีตัวเองเสร็จเป็นแผ่นได้มั้ย

ด๋อย: อยากจะเหมาให้หมด ตอนแรกอยากจะขอค่ายสัก 50 แผ่นแต่ไม่ได้ เพราะเขาต้องเอาไปขาย อยากจะขอให้พ่อให้แม่ให้ญาติ อยากจะเอาไปใส่กรอบ อยากจะเอาไปไว้ในรถ

บิ๊ก: คือเราไม่คิดว่าเราจะมีแผ่นจริงๆ เป็นของเราเอง เราเคยแต่เดินไปซื้อตามแผงเทป เคยตามศิลปินรุ่นพี่หลายๆ คน วันนี้สิ่งที่เราสร้างมาอยู่ตรงหน้าเราแล้ว

เท็น: ผมเหมาเลย เอาไปแจกคนที่มีพระคุณกับผม ผมซื้อประมาณสามสิบสี่สิบแผ่นได้ แล้วผมก็เซ็นทุกแผ่น เอาไปให้พระที่ผมเคารพที่เลี้ยงดูผมมา เอาไปให้พ่อแม่ ไปให้ญาติพี่น้อง ตระเวนแจก เพราะผมรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่พี่ป้าน้าอาอาจจะไม่เข้าใจว่าผมทำอะไรอยู่ มันคือสิ่งนี้แหละ เพราะผมจบกฎหมายมา คุณตาจะถามเสมอว่าจบมาทำไมไม่ทำราชการ มาเล่นดนตรีอะไร เขาคิดว่าเราเล่นผับกลางคืน พอมันกลายเป็นซีดี เราก็บอกว่าที่เราทำคือไอ้นี่นะ ลองฟังดู

พู: อย่างผม ทางบ้านก็ไม่ค่อยสนับสนุน เติบโตมาในครอบครัวราชการ เขาก็จะมองว่า โหย ทำราชการดีกว่า แต่เราก็เข้าใจนะว่าทำไมเขาถึงพูดแบบนั้น เราไม่ได้ต่อต้านเขา เราก็เข้าใจว่าทำไมเขาถึงพูดแบบนั้น แค่เราเลือกทางนี้ก็มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้เขาเห็น เขาไม่ได้ต้องการเห็นเราเป็นเศรษฐีอะไรหรอก เขาแค่อยากเห็นว่าเราดูแลตัวเองได้ เลี้ยงตัวเองได้ มีครอบครัวได้ ไม่ลำบาก ซึ่งทุกวันนี้เขาคงเห็นแล้ว แม้จะเป็นสิ่งที่เขาไม่เข้าใจก็ตาม แต่ถ้าเราอยู่ได้ก็โอเค

Track 3  ของขวัญ

Album: Left Right and Something

“น่าจะเป็นเพลงแจ้งเกิด เป็นเพลงที่ทำให้เรารู้จักในหมู่กว้าง ถือว่าเปิดโลกของเราก็ว่าได้ จากศิลปินที่ต้องเสียเงินค่ารถไปเล่นตามงานอีเวนต์ทำให้เราเริ่มมีรายได้ เริ่มมีทัวร์ที่เราต้องเล่นต่อหน้าคนที่ซื้อบัตรมาดู ต่อความคาดหวังต่อแฟนเพลงที่อยากมาดูเรา
“พอเพลงของขวัญดังปุ๊บเรามีงานเต็มไปหมด เราทัวร์เยอะมากจนบ้านช่องไม่ได้กลับ ไปจังหวัดไหนก็ไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ที่จังหวัดนั้น กางเกงในอะไรซื้อใหม่หมด” เท็น
“ช่วงเพลง ของขวัญ ดังสายกีตาร์ผมจะใหม่มาก เพราะเป็นช่วงที่ผมเริ่มมีเงินเปลี่ยนสายกีตาร์” บิ๊ก

เพลงนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนของวงไหม

เท็น: ใช่ครับ จากที่ต้มมาม่ากินเราก็กินบะหมี่แล้ว (หัวเราะ) ช่วงนั้นจำได้ว่าผมนั่งคุยกับคุณแหลม (นักร้องนำวง 25 Hours) นั่งกินมาม่ากันแล้วก็คุยกันว่า “เฮ้ย ชีวิตพี่ตูน บอดี้แสลม ต้องมานั่งต้มมาม่ากินแบบพวกเราเปล่าวะ” ก็นั่งวิเคราะห์กัน “มันก็ต้องมีบ้างแหละน่า” ผมยังจำโมเมนต์ตอนนั้นได้เลย

Musketeers

Track 4  Dancing

Album: Uprising

“เพลงนี้เป็นตัวจุดประกายความสนุกสนานในตัวพวกเรา หลายคนจำ เพลง ของขวัญ จำเพลง ไกล จำ รออยู่ที่เดิม รู้สึกว่าวงนี้มันชิลล์ เพลงรัก เนิบๆ แต่ Dancing มันทำให้คนบอกว่า เฮ้ย แม่งมัน เฟี้ยวฟ้าว มันพิสูจน์ตัวเราเองว่าเราก็เป็นคนสนุกสนานเหมือนกันนะ” เท็น

ช่วงสองอัลบั้มแรกพวกคุณมีช่วงเวลาที่ยากลำบากบ้างมั้ย

เท็น: มันก็มีช่วงที่ยากลำบากนะ ตอนระหว่างอัลบั้มแรกกับอัลบั้ัมสอง ถ้าใครติดตามจะรู้ว่าตอนนั้นผมไม่สบาย ไปเล่นคอนเสิร์ตที่อุดรธานีเสร็จผมลงจากเวทีแล้วพูดไม่ได้ ไม่มีเสียง พยายามจะสื่อสารกับเพื่อนแต่พูดไม่ออก กลับมาโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ ไปส่องกล้อง พบว่าเส้นเสียงบวมมาก มีอาการกรดไหลย้อนด้วย อาการหนัก ความจริงต้องพัก แต่ตอนนั้นเรายังมีงานที่ต้องทัวร์อยู่ ผมก็ฝืนตัวเองอยู่พักนึง จนเหมือนเป็นการทำลาย เลยต้องพักจริงๆ ช่วงนั้นพูดไม่ได้ ร้องเพลงไม่ได้ เขาให้อยู่เงียบๆ มันทรมานนะครับ เพื่อนก็ต้องหยุดรับงาน ช่วงนั้นมีปัญหาเยอะ เครียด เราไม่เคยเกิดมาพูดไม่ได้ ทุกอย่างมันเฟล กลายเป็นว่าจากปัญหาสุขภาพกายกลายเป็นปัญหาสุขภาพจิต ไม่อยากร้องเพลงแล้ว ไม่กล้าร้อง กลัวร้องแล้วจะไม่ดี

ตอนนั้นวงมีคุยกันไหมว่าจะเอายังไงกันต่อ

พู: ก็ต้องหยุด กลับไปใช้ชีวิตเหมือนตอนก่อนจะมาทำเพลง

เท็น: จริงๆ ผมก็เคยพูดกับเพื่อนนะครับว่าร้องเพลงไม่ได้ว่ะ หานักร้องใหม่กันไปเลย ผมไปทำงานอย่างอื่นก็ได้ ผมรู้สึกว่าผมเหนื่อย คือเราเคยร้องเพลงได้ดีมาก เคยมีพลังเยอะมากๆ แต่กลายเป็นว่าวันนึงปัญหาสุขภาพมันบั่นทอนสุขภาพร่างกายเรา แล้วจิตใจเราคิดว่ามันเคยขึ้นไปถึงจุดที่เคยร้องได้ว้ากได้มาก่อน แล้วทำไมวันนี้เป็นอย่างนี้ หงุดหงิดตัวเอง เครียด ก็บอกให้เพื่อนหาคนใหม่

แล้วเพื่อนๆ ว่าไง ทำไมไม่หาคนใหม่

เท็น: เราก็คุยกับที่ค่าย ค่ายก็บอกว่า มาขนาดนี้แล้ว ยอมอดทนหน่อย ก็เหมือนกับเราเป็นเอกลักษณ์ของวงด้วย เราทำเพลงอะไรด้วยกัน ไม่งั้นมันก็เหมือนเป็นวงอื่น คุณพ่อคุณแม่ให้กำลังใจ เราก็เลยสู้

Musketeers

Musketeers

Track 5  อยากให้เธอลอง

Album: Uprising

เป็นเพลงที่ให้หลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโดนด่า มีดราม่า และก็เป็นผลงานที่ทำให้เราดังมาก ติดอันดับ 1 แทบทุกชาร์ต Intensive Watch เขาวัดมาว่าถูกเล่นบ่อยสุดในประเทศ เป็นเพลงที่เป็นทุกอย่าง เหมือนเป็นดาบสองคม เพลงนี้มีอะไรให้เราจำค่อนข้างเยอะ” เท็น

วงอยู่มาจนครบ 10 ปีแล้ว ในความรู้สึก 10 ปี ผ่านไปเร็วหรือช้า

ด๋อย: รู้สึกว่ามันเร็วนะ มันเหมือนกับว่าเราเพิ่งจบมหาวิทยาลัย ผมยังรู้สึกว่าเราเพิ่งงานเฟรชชี่เมื่อไม่นานนี้

พู: มันแล้วแต่คนนะ แต่ว่าด้วยความที่ผมจำเหตุการณ์ได้ค่อนข้างเยอะ แต่ละปีมันจะมีเรื่องราวของมัน ผมเลยรู้สึกว่า 10 ปีมันก็ไม่เร็วไม่ช้า ถือเป็น 10 ปีที่ดี

บิ๊ก: ผมรู้สึกว่าเร็ว เราไม่รู้ตัวว่าเราเป็นศิลปินเมื่อไหร่เลย ตอนที่เริ่มต้นวงก็ไม่ได้คิดว่าพวกเราจะเป็นศิลปินเต็มตัว อยู่ดีๆ ก็ได้ทำเพลง สักพักก็มีทัวร์ สักพักก็จะมีคอนเสิร์ต 10 ปี ตอนเขาบอกว่าวงเราครบ 10 ปีผมยังไม่เชื่อเลย รู้สึกว่ามันเร็วเหมือนกัน

เท็น: ใช่ เรามารู้ว่า 10 ปีตอนที่ค่ายเขาบอก (หัวเราะ)

เพราะจำนวนปีไม่สำคัญหรือเปล่า ในวงถึงไม่มีใครรู้

เท็น: จริงๆ ผมรู้สึกว่าการทำงานถ้าเราสนุกกับมัน มันก็ทำไปเรื่อยๆ เราไม่ได้มาคิดว่า เฮ้ย 10 ปีแล้วนะ นี่ปีที่ 11 12 13 แล้วเราจะทำอะไรต่อ ไม่ใช่อย่างนั้น เรารู้สึกว่าเราจะโฟกัสที่อัลบั้ม จนกระทั่งอัลบั้มที่ 3 ถึงมารู้ว่ามันกี่ปีแล้ว มันไวจัง

Musketeers

Track 6  ปล่อยไว้อย่างนั้น

Album: Day & Night

ความจริงอัลบั้มใหม่ที่จะวางแผงวันที่ 9 กันยายนนี้ยังมีอีกหลายเพลงที่น่าสนใจมากๆ แต่เราเลือก ปล่อยไว้อย่างนั้น มาโปรโมตเป็นซิงเกิลแรกเพราะว่าความรู้สึกในการทำเพลงนี้มันเหมือนอัลบั้มแรกของเรา มันมีความเป็น Musketeers ยุคแรกๆ อยู่ ทั้งความคิด ซาวนด์กีตาร์ รวมถึงวิธีคิดเมโลดี้ เนื้อร้อง มันชวนให้คิดถึงอัลบั้มแรก” เท็น

คุณไม่ได้ออกอัลบั้มมา 5 ปี การกลับมาทำอัลบั้มอีกครั้งมีความสำคัญกับพวกคุณเป็นพิเศษไหม

เท็น: มันสำคัญตรงที่ว่าทำให้เรากลับมากระตือรือร้นอีกครั้งหนึ่ง ตอนอัลบั้มแรกกับอัลบั้มที่สองประสบความสำเร็จเราก็ทัวร์เยอะ ทัวร์มาตลอด ไม่ได้คิดว่าเราจะทำงานอัลบั้มเมื่อไหร่ ไม่ได้คิดว่าจะทำเพลงใหม่ๆ เลย อัลบั้มนี้เหมือนกับเราต้องพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งหนึ่ง พิสูจน์ว่าเราไปต่อได้ ว่าเราคือศิลปินที่ทำเพลงได้ดี ไม่ใช่ฟลุก อัลบั้มนี้เป็นตัวจุดประกาย ถึงแม้อัลบั้ม 3 อาจจะไม่สำเร็จ เราก็ทำอัลบั้มที่ 4 ที่ 5 สิ ยังมีสมอง เรายังทำได้นี่

และเรากำลังจะมีคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งแรกของพวกเราด้วย ซึ่งความคาดหวังมันไม่เหมือนกับเราเล่นตามผับหรือเล่นตามงานเฟสติวัล เพราะคนที่มาเขาตั้งใจมาดูเรา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะให้กับคนดูก็สำคัญ นี่เป็นคอนเสิร์ตที่เราวางตารางซ้อมกันนานมาก เดือนสิงหาคมแทบทั้งเดือนเป็นตารางซ้อมหมดเลย และไม่ใช่แค่เราแสดงบนเวทีแล้ว แต่เราต้องมานั่งคิดร่วมกับโชว์ไดเรกเตอร์ วางแผนกันว่าจะเล่นยังไง ทั้งกับแขกรับเชิญด้วย รวมถึงแสง สี เสียง

บิ๊ก: คอนเสิร์ตนี้น่าจะสำคัญทั้งกับเราและกับแฟนเพลง มันเหมือนมีตติ้งครบรอบ 10 ปี เพราะว่ามีแฟนเพลงหลายคนที่ตามเรามาตั้งแต่แรกๆ หรือบางคนที่ตามตอนอัลบั้มที่หนึ่งที่สอง เขาก็ย้อนกลับไปฟังเพลงเก่าๆ ของเรา คอนเสิร์ตครั้งนี้ก็จะมีหลายเพลงที่เขาไม่เคยได้ฟังสดๆ อย่าง รออยู่ที่เดิม แฟนเพลงไม่เคยฟังเล่นสดแน่นอน

คอนเสิร์ตนี้มันช่วยตอกย้ำความเชื่ออะไรบ้างมั้ย

เท็น: มันตอกย้ำว่าเรายังเป็นวงดนตรีอยู่ ยังเป็น Musketeers อยู่ ยังเล่นเพลงของเราเองอยู่ ยังมีคนที่อยากจะฟังเพลงของเราอยู่ ไม่ใช่เขามาดื่มเหล้าสนุกกันแล้วก็ฟังเพลงแค่เป็นองค์ประกอบเฉยๆ ถ้ามันสำเร็จ มีคนชอบ มีคนอยากมาดูกัน มันก็เป็นอีกหนึ่งประการที่ทำให้เรารู้สึกว่าต้องมีอัลบั้มต่อๆ ไป ต้องมีวงต่อไป

ถึงวันนี้เคยย้อนมองมั้ยว่าวง Musketeers ให้อะไรกับพวกคุณบ้าง

เท็น: สำหรับผมมันเป็นทุกอย่างนะ อย่างเมื่อก่อนไปไหนเราก็เป็นคนทั่วๆ ไป ไม่ค่อยมีใครสนใจ แต่เดี๋ยวนี้เวลาไปอยู่กลุ่มไหนก็ตามมันทำให้รู้สึกว่าเรามีตัวตนในสังคม มันให้โอกาสเราได้รู้จักคนที่ตอนเด็กเราไม่คิดว่าจะได้รู้จักกับเขา เรามาไกลมากเกินกว่าที่เราคิดไว้

บิ๊ก: มนุษย์ส่วนใหญ่มีความฝันใช่ไหม ผมว่าผมอยู่กับ Musketeers มันเติมเต็มความฝันทุกอย่างของผม ตั้งแต่เด็กผมเป็นคนชอบฟังเพลง ทุกครั้งที่เห็นคนที่อยู่บนเวทีเขาดูมีความสุข เราอยากไปยืนอยู่จุดนั้น เราอยากเป็นศิลปินตั้งแต่นั้นโดยไม่รู้ตัว แล้วอยู่ดีๆ เราก็เดินทางมาอยู่จุดนี้ นาทีที่เรามีอัลบั้ม ได้ขึ้นคอนเสิร์ต มันเหมือนกับความฝัน

ด๋อย: ผมว่ามันพาผมไปหลายๆ ที่ แต่ก่อนผมเป็นคนที่ไม่ชอบออกจากบ้าน เพื่อนชวนไปผับผมก็ไม่ค่อยไป แต่พอทำอาชีพนี้ทำให้ผมได้เปิดโลกตัวเอง ได้ไปจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ แล้วเราก็กลายเป็นคนที่เราอยากท่องเที่ยวไปเลย เปิดโลกทัศน์เรามาก

พู: มันให้ประสบการณ์ คนบางคน เรื่องบางเรื่อง ที่เราไม่คิดว่าจะเจอกับชีวิตตัวเองก็ได้เจอ เมื่อก่อนเราเห็นศิลปินใหญ่ๆ แล้วคิดว่าถ้าเป็นแบบเขามันต้องดีมากๆ แน่ๆ เลย เหมือนกับเวลาจะไปที่ไหนที่หนึ่ง เวลาอยู่ในรูปมันสวยมากเลย แต่พอไปถึงแล้วมันก็สวยนะ แต่การที่เรานั่งฝันมันสวยกว่า เพราะด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ก่อนที่มันจะสวยงามได้เราบาดเจ็บมาก่อน แต่การได้มาถึงมันก็ดีนะ”

What The Duck Presents 10 Years Musketeers Concert

วันที่ 9 กันยายน เวลา 18.00 – 22.30 น. ที่ Voice Space

ซื้อบัตรได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา หรือ www.thaiticketmajor.com

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 0-2262-3838

Facebook: Musketeers

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load