อันที่จริงผมไม่ควรเอาชื่อเพลงอย่าง You’ll never walk alone มาตั้งเป็นชื่อบทสัมภาษณ์ เพราะเดี๋ยวจะชวนเข้าใจผิดว่าเนื้อหาเอนเอียงไปทางสโมสรใดสโมสรหนึ่ง

(หากจะมีเหตุผลที่สนับสนุนชื่อนี้อยู่บ้าง ก็คงเป็นการที่ เดียร์-วทันยา วงษ์โอภาสี หรือ ‘มาดามเดียร์’ ของแฟนฟุตบอลชาวไทยเป็นแฟนหงส์แดง)

แต่ที่ตั้งใจเอาชื่อเพลงมาใช้เป็นชื่อเรื่อง เพราะผมรู้สึกว่าความหมายของมันช่างตรงกับชีวิตการทำเพจที่ชื่อ ‘ขอบสนาม’ ของ เบลล์-อรรถพล ไข่ทอง

ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นทำเพจ เขาไม่ได้เดินเดียวดายบนเส้นทางที่ตัวเองเชื่อ อย่างน้อยก็มีเพื่อนที่ร่วมหัวจมท้ายตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ และพอมีคนเห็นค่าในสิ่งที่เขาทำ

หากใครติดตามเพจของชายวัยเพียง 26 ผู้นี้อย่างสม่ำเสมอย่อมเห็นจุดเด่นที่ทำให้เพจนี้แตกต่างจากเพจฟุตบอลที่มีอยู่เกลื่อนโลกออนไลน์

แทนที่จะนำเสนอผ่านตัวอักษรและภาพนิ่ง เพจนี้กลับใช้วิธีอ่านให้ฟังด้วยน้ำเสียงและอารมณ์ขันเฉพาะตัว และนั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เพจของเขามีคนติดตามล้นหลาม ตัวเลขคนไลก์เพจขึ้นหลักล้านอย่างรวดเร็ว และกำลังเดินทางสู่ 4 ล้านในอีกไม่ช้า

ซึ่งข่าวล่าสุดที่อาจทำให้ใครหลายคนอาจประหลาดใจ คือข่าวคราวการเข้ามาเทกโอเวอร์พร้อมนั่งแท่นผู้บริหารเพจขอบสนามของอดีตผู้จัดการฟุตบอลทีมชาติไทยชุดแชมป์ซีเกมส์อย่าง เดียร์-วทันยา

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมไม่ใช่จำนวนเงินที่ฝ่ายหนึ่งยื่นเสนอให้อีกฝ่ายหนึ่ง แต่ผมสนใจวิธีคิดของทั้งสองฝ่ายก่อนจะเกิดดีลสะเทือนไท์ไลน์เฟซบุ๊กมากกว่า

อะไรทำให้คนสองคนที่มองเผินๆ ช่างแตกต่างกันสุดขั้วโคจรมาเจอกัน ชายหนุ่มทำอย่างไรให้เพจที่แรกเริ่มมีเพียงโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์อย่างละเครื่องก้าวมาสู่จุดนี้ หญิงสาวคิดอะไรจึงตัดสินใจเทกโอเวอร์เพจที่คนติดตามส่วนใหญ่เป็นชายหนุ่ม และก้าวข้างหน้าของขอบสนามจะเป็นอย่างไร

คำตอบของทุกคำถามที่ว่า อยู่ในบรรทัดถัดไป

คุณสองคนเริ่มสนใจฟุตบอลกันตั้งแต่เมื่อไหร่

เดียร์: จริงๆ เดียร์ดูฟุตบอลมาเรื่อยๆ นะ เพียงแต่ว่าช่วงเรียนหนังสืออาจจะดูตามเป็นเทศกาล เช่น ฟุตบอลโลก ซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ อย่างตอนฟรองซ์ 98 ที่บราซิลมีโรนัลโด้ โรนัลดินโญ่ ตอนนั้นเดียร์เรียนอยู่มหาวิทยาลัยแล้ว

เบลล์: ส่วนผมอยู่ ป.2 (หัวเราะ)

เดียร์: ช่วงนั้นเป็นช่วงที่อยู่หอดูฟุตบอลกับเพื่อน แต่ที่มาดูจริงจังจริงๆ ก็คือช่วงสัก 9 – 10 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากสามีเป็นคนบ้าบอลมาก แล้วพื้นฐานเราเป็นคนดูบอลอยู่แล้ว พอเจอคนบ้าบอลในไลฟ์สไตล์ก็เลยกลายเป็นคนดูฟุตบอลตามไปด้วย เวลาเขาดูแมตช์ไหนก็นั่งดูตามไปตลอด

ตอนนั้นเวลาดูคุณเข้าใจฟุตบอลมากแค่ไหน

เดียร์: จำได้เลยตอนมหาวิทยาลัยเพื่อนบอกเราว่า ‘ดูบอลสิๆ’ เดียร์ดูไม่เป็น ก็เลยบอกเพื่อนว่า ถ้าอย่างนั้นสอนเราดูสิ ว่าต้องดูยังไง เพื่อนก็บอกว่า ‘ไม่ยากเลย มึงเลือกเลย มีแค่ 2 ทีม มึงจะเลือกทีมไหน เชียร์ทีมไหน’ (หัวเราะ) นั่นคือครั้งแรกที่เริ่มดูบอล ก็เลยรู้สึกว่ามันสนุก หลังจากนั้นมันก็ค่อยๆ รู้เองว่า อ๋อ อันนี้คือล้ำหน้านะ อย่างนี้ไม่ได้นะ คือเราเริ่มดูจากความสนุกมากกว่าที่จะมาซีเรียสทางด้านเทคนิคว่าเบสิกคืออะไร

เบลล์: ส่วนผมโตมากับฟรองซ์ 98 ตอนนั้นริกกี้ มาร์ติน โก โก โก อาเล อาเล้ อาเล ทั้งบ้านทั้งเมือง แล้วตอนนั้นผมอยู่ ป.2 มันเป็นช่วงเวลาที่ผมเริ่มจำความได้ ดูบราซิล ดูโรนัลโด้ นั่นแหละคือนักฟุตบอลที่ผมรู้จักคนแรก ต่อเนื่องมา ปี 99 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ทริปเปิ้ลแชมป์ ชนะบาเยิร์น มิวนิค นัดชิงยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และผมก็เริ่มชอบฟุตบอลตั้งแต่ตอนนั้น

แล้วแปลกมาก ผมเป็นคนประเภทชอบดูสถิติ ชอบศึกษา ฟุตบอลโลกครั้งไหนใครเป็นคู่ชิง เตะกันที่สนามอะไร เราชอบศึกษาอะไรแบบนี้ พวกความรู้ ข้อมูล ชอบฟังชอบอ่าน มันทำให้วันนี้เรามีคลังคำมาใช้เยอะ พี่โทน คุง (พีระณัฐ จำปาเงิน) เป็นต้นแบบของผม ทำให้ผมรู้สึกว่าการพากย์บอลมันไม่ใช่แค่การมาอธิบายสถิติ 5 นัดที่ผ่านมา แต่เป็นเรื่องของการเอาเรื่องในโลกแห่งความจริง ไปบวกไปใส่ เอาภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวันไปใส่

แล้วตอนเริ่มทำเพจขอบสนามคิดอะไร เพราะเพจฟุตบอลก็มีคนทำเยอะอยู่แล้ว

เบลล์: ผมเริ่มจากการเป็นครีเอทีฟของพี่บี้ เดอะสกา แต่จริงๆ แล้วผมชอบกีฬา ระหว่างทำงานประจำก็ไป เปิดเพจขอบสนาม เราก็คิดว่าทำยังไงให้มันเป็นรายได้ แค่เดือนหนึ่งสักสองสามพันก็พอแล้ว แต่ช่วงแรกแรงกดดันยังไม่มากพอ ผมก็ทำแค่เอาภาพข่าวมาแปะลงไป แล้วก็เอาเนื้อข่าวยาวๆ 20 – 30 บรรทัดมาลง พอทำไปสักครึ่งเดือน คนไลก์ไม่กระเตื้องเลย เพราะเราทำไม่แตกต่าง เพจอื่นเขาก็มีนี่หว่า ที่เอาภาพมาแล้วเนื้อข่าวสิบบรรทัดยี่สิบบรรทัด

แล้วจุดเปลี่ยนของเพจคือจุดไหน

เบลล์: จุดที่ผมเริ่มจับสังคมออนไลน์ได้คือวันที่ผมตั้งใจดึงดูดคนด้วยการจัดกิจกรรมแจกเงิน แล้วคนเขาไม่อ่านกติกาที่ผมเขียน คือผมเขียนแค่ประมาณ 9 – 10 บรรทัดเองนะ กติกาง่ายๆ เลย ให้คนดูทายสกอร์และคนยิง กติกาไม่ยาว แจกเงิน 500 บาท ปรากฏคนเขียนกันมาแต่สกอร์ เป็นร้อยเป็นพันคน คือเขาอยากได้รางวัลนะ แต่ไม่อ่าน ผมก็เลย อ๋อ นี่ไง คนไม่อ่านกัน ที่เราทำมาตลอด 15 วันมันไร้ค่า ไปเขียนยาวๆ มันไม่มีคนอ่าน ผมเลยคิดว่า ถ้าสมมติเรามาอ่านให้เขาฟังแทนล่ะ ถ้าคอนเทนต์เราจะเข้าถึงหูเขา โดยที่เขาไม่ต้องมาโฟกัสจะเป็นยังไง เขาอาจจะเปิดคลิปเราแล้วนั่งกินกาแฟไปด้วยหรือทำอย่างอื่นไปด้วยก็ได้ ผมจึงเริ่มเอาข่าวมาอ่าน หลังจากนั้นยอดก็พุ่งเลย เพราะมันไม่เคยมีใครทำมาก่อน มันคือความแปลกใหม่ในวันนั้น

ตอนนั้นผมทำคล้ายๆ เป็นสถานีข่าวเลย 11 โมง ลงคอนเทนต์ขอบสนามท็อปเท็น เพราะผมมองว่า 11 โมงคือเวลาพักเที่ยงของทั้งวัยรุ่นและเด็ก ผมเลยลงตอนนั้นเพื่อให้เขาได้ดู ได้พัก แล้วทุกๆ ต้นชั่วโมงก็จะทำเหมือนข่าวต้นชั่วโมงของสำนักข่าว แล้วทุกๆ 2 ทุ่มให้มันเป็นช่วงเวลาไพรม์ไทม์ ก็เอาคอนเทนต์ดีๆ ลงไป

คุณเรียนรู้วิธีทำเพจจากไหน ใครสอน

เบลล์: ประสบการณ์สอน คือการทำเพจมันไม่มีการสอนอย่างเป็นทางการ ไม่มีสื่อที่ไหนเปิดให้เรียน มันเป็นประสบการณ์ล้วนๆ ในการคลุกคลีตรงนี้ ย้อนกลับไปที่ชื่อเพจขอบสนาม มันไม่ใช่ชื่อที่เราคิดกันสั่วๆ นะ ผมคิดมาอย่างดีว่ามันต้องเป็นชื่อที่ครอบคลุม ใช้ได้กับทุกชนิดกีฬา แล้วเสิร์ชง่ายจำง่าย มี 3 พยางค์ ไม่มีวรรณยุกต์หรือสระ เพราะเด็กไทยเราพิมพ์แค่ ‘คะ’ กับ ‘ค่ะ’ ยังผิดเลย ถ้าชื่อขอบสนามชื่อยาวคนก็คงจำไม่ได้ แล้วมันก็จะไม่ใช่แบรนด์แล้ว แต่กลายเป็นชื่อยาวๆ ที่คนคุ้นหูเท่านั้น

สำหรับผม ในวันแรกที่ทำ ผมคิดแค่ว่าเพจกีฬามึงแตะล้านได้ก็โคตรเท่แล้ว คือมันเป็นสิ่งเฉพาะนะ คุณไม่ได้เป็นเพจที่พูดเรื่องสาธารณะอย่างเพจอีเจี๊ยบหรือเพจไทยรัฐที่ได้คนอ่านทุกหมู่เหล่า กีฬาสำหรับผมในวันนั้น ผมรู้สึกว่ามันคือตลาดเฉพาะกลุ่ม แต่ผมทำมา 3 เดือนก็ครบล้าน แล้วพอมันทะลุล้านเหมือนเราไม่ต้องโฟกัสจำนวนคนแล้ว รู้ตัวอีกที 2 ล้าน แป๊บๆ 3 ล้าน มันไม่น่าเชื่อเลยว่าทุกๆ เดือนยังมีคนกดไลก์เพจหลักหมื่น

ผมยังจำได้ว่าวันแรกสุดที่ผมทำเพจขอบสนามแล้วมีโฆษณาเข้ามา มันคือโฆษณาเครื่องทำน้ำแข็ง เขาสงสารผม เขากลัวผมหยุดทำ เราได้เงินมา 15,000 บาท ก้อนแรกเราแบ่งกัน 3 คน คนละ 5,000 บาท ผมจำแม่นเลย ยังจำชื่อจำทุกอย่างได้ ไม่รู้ตอนนี้เขาไปอยู่ไหนแล้ว

ตอนได้เงินก้อนแรกรู้สึกยังไง

เบลล์: โหย ดีมากเลย เสียงที่คุณอ่านมันส่งผลกลับมาแล้วเว้ย เขาพูดกับผมเลยว่า ที่ผมซื้อโฆษณาคุณเพราะกลัวคุณเลิกทำ แล้วก่อนที่ผมจะปล่อยโษณาผมคิดหนักมาก คนดูเขาจะว่ายังไงวะ เขาจะแอนตี้เรามั้ย เพราะเราเคยเห็นเพจอื่นขายของแล้วคนด่า ภาวนาฉิบหาย พอปล่อยไปปุ๊บ ผ่านไป 10 นาทีเข้าไปอ่านคอมเมนต์ มีคนบอกว่า ‘ขอบสนามมีโฆษณาแล้วเว้ย ดีใจด้วยเว้ย’ หรืออีกคนบอก ‘เย้ ดีใจด้วย’ เฮ้ย คนดูรักเราว่ะ คนดูดีใจกับเราไปด้วย ทั้งที่เราเป็นคนได้เงินนะ แสดงว่าตลอดสองสามเดือนแรกที่กูทุ่มไปมีคนเห็น

คือเพื่อนผมที่ทำด้วยกันอีก 2 คนนี่ลาออกจากงานประจำมาทำเลยนะ เงินเดือนไม่มี 3 เดือน ผมอยู่กับเพื่อน คุยกันว่า เรายังไม่รู้วันข้างหน้าเป็นยังไง แต่เราทำด้วยกันนะ แล้วหาร 3 ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครนึกออกว่ามันคืออะไร ไม่มีใครเห็นผีเหมือนที่ผมเห็นคนเดียว แค่ผมเล่าให้เพื่อนฟังแล้วเพื่อนเชื่อผม แต่พอผ่านไปเดือนหนึ่งผมก็เลยลาออกตาม เพราะเห็นใจเพื่อนที่มานั่งรอเรา ผมจะเหยียบเรือสองแคมไม่ได้ ตอนลาออกแม่ผมด่าเละเลย ทำงานประจำอยู่ดีๆ

ตอนนั้นบอกแม่ว่าอะไร

เบลล์: ลาออกมาทำเพจ (หัวเราะ) ซึ่งภาษามันตลกมาก มันคืออะไรวะ แล้วคือมึงทำงานประจำอยู่ มีสวัสดิการ มีประกันสังคม ลาออกมาอยู่บ้าน แล้วตอนนั้นเราจะอธิบายแม่ยังไงได้ ผมเพียงแค่เชื่อว่ามันน่าจะเกิด มันดังแน่ เพียงแต่ว่าต้องทำตอนนี้ ถ้านานกว่านี้อาจจะมีคนที่คิดออกเหมือนเรา แม่ด่าเละแต่ผมไม่สน 3 เดือนแรกผมยอมทุ่ม ทำด้วยความเชื่อล้วนๆ

แล้วอย่างเดียร์ที่อยู่กับสื่อมาตั้งแต่ยุคแอนะล็อก คุณเข้าใจสื่อออนไลน์ไหม

เดียร์: ไม่ได้รู้สึกว่ามันมีอะไรที่แตกต่างไป คือสุดท้ายแล้วมันก็อยู่ที่ตัวคอนเทนต์อยู่ที่ตัวบริบทอยู่ดี ว่าคุณต้องการจะสื่อสารอะไร

เดียร์ว่าคนทำคอนเทนต์ทุกคนตอนนี้กำลังถกกันเรื่องสื่อและการเปลี่ยนแปลงของสื่อเยอะมาก แต่ว่าหลังจากที่ถกกันไปไม่รู้กี่รอบ ทั้งกับคนที่มีประสบการณ์ในแอนะล็อกมาอย่างยาวนานหรือคนรุ่นใหม่ก็ดี สุดท้ายแล้วไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปยังไง เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปยังไง content ก็ยัง is king อยู่วันยังค่ำ ประโยคที่ว่า Content is king. ก็ยังใช้ได้เสมอ มันเป็นสัจธรรมไปแล้ว

ถ้าอย่างนั้นเพราะอะไรคนทำคอนเทนต์บางคนจึงอยู่ไม่ได้

เดียร์: เพราะเขาไม่ได้ปรับตัวตามไง สมมติคุณทำนิตยสาร คุณจะมา copy แล้ว paste ลงในออนไลน์ แล้วมาปล่อยในเฟซบุ๊กมันไม่ได้ เพราะว่าจริตของคนในการอ่านของเฟซบุ๊กมันไม่เหมือนกัน เวลาคนอ่านเฟซบุ๊กมันผ่านการ scroll อย่างนิตยสารหรือโทรทัศน์กว่าคุณจะเข้าเรื่องคุณอารัมภบทเอิงเอยตั้งเท่าไหร่ แต่ว่าเฟซบุ๊กไทม์ไลน์คุณไหลตลอดเวลา เพราะฉะนั้นคุณต้อง punch ตั้งแต่บรรทัดหรือวินาทีที่เท่าไหร่ล่ะ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องปรับตัวตาม แต่ส่วนตัวที่ไปคุยกับคนทำงานคอนเทนต์ใน traditional media หลายคนเขาไม่เข้าใจเรื่องนี้ ไม่รู้ว่าไม่เข้าใจหรือว่าปฏิเสธ

แต่สิ่งที่ลองเทสต์จากหลายๆ อัน สุดท้ายคนก็ยังต้องการคอนเทนต์ที่ผ่านมุมมองในการเขียนผ่านตัวบุคคลอยู่นะ มันยังเป็นคอนเทนต์ที่มี engagement ดีที่สุดถ้าเทียบกับคอนเทนต์ที่แค่บอกว่าใครทำอะไรที่ไหนเมื่อไหร่อย่างไร คือความต้องการลึกๆ ของคนยังมี แต่คุณทำเหมือนเดิมไม่ได้

ในฐานะคนทำเราจะรู้ได้ยังไงว่าคนเสพสื่อสมัยนี้ต้องการอะไร

เบลล์: ผมไม่เคยคิดว่าผมเป็นคนทำเลย ผมคิดว่าผมเป็นคนดู เราต้องดูว่าคนดูอยากดูอะไร ผมไม่ชอบการเวิ่นเว้อ ไม่ชอบการเปิดรายการเพื่อดึงเวลาให้ได้ 2 นาที ก่อนจะมาเข้าพอยต์ เปิดมาเรามีเวลาไม่เท่าไหร่เพื่อให้คนดูสนใจ ผมเป็นคนที่คิดว่าเน็ตทุกคนมีค่า ดาต้าเหมือนทอง สมมติคุณทำวิดีโอมา 10 นาที คุณมั่นใจแล้วเหรอว่าคุณจะดึงคนที่เขาใช้ 3G ได้ เราอาจจะมีปัญญาซื้อเน็ตเดือนละ 10 – 20 GB แต่ทุกคนไม่ได้รวยเหมือนคุณนะ

สมมติว่าเขาดูเราครั้งแรกบนรถไฟฟ้า แน่นอนเขาใช้ 3G อยู่ ถ้าเปิดมาคลิปยาว 10 นาที เขาปิดเลย สมมติว่า 10 นาทีนั้นเราทำดีมาก แต่จบแล้ว เรื่องระยะเวลาเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงคน เขาตัดสินเราตั้งแต่ระยะเวลาก่อนแล้ว ยุคนี้คลิปจึงต้องสั้น ผมทำคลิป 3 นาที เพื่อให้คนฟังก่อนว่าเราพูดถึงอะไรวะ 3 นาทีนั่นคือโอกาส แต่ถ้าวันที่เราประสบความสำเร็จแล้ว จะทำคลิปที่นานขึ้นก็ได้ เพราะว่าคนเขาเชื่อมั่นไง ว่าสิ่งที่เรานำเสนอดีแน่ ถึงนานก็จะดู แต่ถ้าเกิดเราเป็นหน้าใหม่ ต้องทำอะไรที่กระชับ ฉับไว ให้คนรู้จักง่ายๆ

ภาพเพจขอบสนามที่เดียร์รู้จักในตอนแรกเป็นยังไง

เดียร์: จริงๆ ตอนแรกเดียร์ไม่รู้จักเพจ (หัวเราะ)  ไม่ใช่น้องเขาไม่ดัง แต่ส่วนตัวเดียร์เป็นคนไม่เล่นเฟซบุ๊ก แต่หลังจากที่เดียร์นัดเพจต่างๆ มาเจอตอนก่อนจะไปแข่งซีเกมส์ ก็เลยได้นั่งตามดู ซึ่งพอได้เห็นคอนเทนต์และวิธีการเล่าเรื่องของเขา ทุกอย่างมันเป็นไปตามคอนเซปต์ที่เราอยากจะทำพอดี ตอนแรกเราอยากจะทำสำนักข่าวกีฬาออนไลน์ วางคอนเซปต์สื่อสารกับคนรุ่นใหม่ เล่าเรื่องแบบใหม่ คาแรกเตอร์แบบใหม่ ทุกอย่างทำในรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่การเอาเนื้อหามา copy แล้ว paste ในโลกออนไลน์ ซึ่งขอบสนามมีคอนเทนต์ของตัวเอง นั่นคือสิ่งที่ทำให้เดียร์เห็นขอบสนามแล้วชอบ เราเห็นสิ่งที่จะต่อยอดไปได้

แล้วภาพ ‘มาดามเดียร์’ ในหัวเบลล์เป็นยังไง

เบลล์: โอ้โห คนรักทั้งประเทศเลยว่ะ เพราะเวลาผมลงข่าวพี่เดียร์ คนมันไม่ได้พูดถึงเนื้อบอลเลยไง ตอนที่ฟุตบอลทีมชาติไทยแพ้ เขาบอกว่า ถ้าไม่มีมาดามเดียร์กูด่าเละแล้ว (หัวเราะ) ผมเลยรู้สึกว่าคนนี้ภาพลักษณ์บวกมากๆ เลย แต่ตอนนั้นยังไม่ได้โฟกัสว่าพี่เขาเป็นใคร

ตอนที่ได้รับข้อเสนอขอซื้อเพจขอบสนาม คุณตัดสินใจนานมั้ย

เบลล์: 5 นาที ซึ่ง 5 นาทีที่ผมคิดคือ หลังจากนี้เป็นยังไงบ้าง ผมต้องเปลี่ยนอะไร

ไม่กลัวเลยเหรอว่าเพจจะเปลี่ยนไป จะสูญเสียอิสระในการทำ

เบลล์: ก่อนหน้านั้นเราได้คุยกันก่อนแล้ว คือที่ผ่านมาเคยมีคนติดต่อมาก่อนพี่เดียร์ แต่แปลกมากที่ผมรู้สึกว่าครั้งนี้มันเป็นเรื่องจริง เพราะตอนที่ผมคุยกับคนเก่า ผมไม่เห็นแววตาความอยากทำจากเขา เหมือนเขามีเงินมาก แค่จะเอาผมไปเป็นลูกน้อง ไม่มีแพสชันความอยากทำ แต่ตอนผมคุยกับพี่เดียร์ ผมเห็นตั้งแต่แววตา ว่าเขาไม่ได้แค่มาโพล่งไอเดียให้ฟังแล้วกลับบ้าน แต่มันคือการบอกว่าเขาอยากทำอย่างนี้ แล้วเป้าหมายคล้ายๆ กันเลย คือทำให้ใหญ่กว่าเดิมในรูปแบบที่ใหม่ ซึ่งสิ่งนี้เป็นความฝันของผมอยู่แล้ว เรื่องเงินไม่เกี่ยวเลย เพราะที่ผมทำทุกวันนี้ก็โอเคในระดับหนึ่ง แต่ผมมองว่ามันคือความสนุก

คือผมไม่ได้ทำเพจให้รวยแล้วก็จบ แต่ผมคิดว่าขนาดเราเริ่มจากนั่งอัดเสียงในห้องคนเดียว โทรศัพท์เครื่องเดียว คอมพิวเตอร์เครื่องเดียว ยังได้ขนาดนี้ ถ้ามีพี่เดียร์เข้ามา พร้อมกับทัพนักข่าวหรือคนที่มีคุณภาพในการทำเว็บไซต์ดีๆ มันจะพุ่งขนาดไหน

แต่แฟนๆ หลายคนก็กังวลว่าผู้บริหารคนใหม่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงจนเพจขอบสนามไม่เหมือนเดิม

เดียร์: เราคงไม่ไปเปลี่ยนเพราะว่าคอนเทนต์ที่เขาทำมันดีอยู่แล้ว แต่เราคงเข้าไปช่วยเรื่องของการขยายงานว่าจะขยายอะไรไปได้เพิ่ม สิ่งที่ขอบสนามมีคือคอมมูนิตี้ของตัวเอง มีแบรนด์ที่ชัดเจน มีคอนเทนต์ที่แข็งแรง ซึ่งพอมีสิ่งเหล่านี้มันสามารถสร้างโอกาสอะไรต่อยอดไปได้อีกมากมาย

จริงๆ ชื่อ ‘ขอบสนาม’ เบลล์เขาตั้งใจคิดมาให้มันไม่จำเป็นต้องเป็นสนามฟุตบอลอย่างเดียวอยู่แล้ว มันยังเป็นสนามอื่นๆ ได้อีกหลายสนาม ซึ่งเดียร์มองว่าขนาดฟุตบอลเป็นกีฬาที่คนนิยมสูงสุด แต่นักฟุตบอลตอนนี้คนก็จะรู้จักหลักๆ แค่ทีมชาติชุดใหญ่ พอเป็นชุดอื่นเราจะเห็นความแตกต่างชัดเจนมาก แล้วลองนึกไปถึงกีฬาประเภทอื่นสิ

ตอนที่เดียร์ไปซีเกมส์เราเจอกับนักกีฬาทีมชาติทุกประเภทกีฬา แล้วเรารู้เลยว่า กีฬาประเภทอื่นเรื่องงบประมาณนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย มันหนักหนาจริงๆ ซึ่งถามว่างบจะมาจากอะไร มันก็มาจากกระแสความนิยม ซึ่งความตั้งใจเดียร์คือนอกจากเรื่องฟุตบอลก็อยากรู้ว่า เราจะไปทำอะไรกับกีฬาประเภทอื่นได้อีก

เบลล์: มีสิ่งที่ผมฝันมาตลอดแล้วอยากให้เกิดขึ้นจริงๆ ถ้าผมได้มาร่วมงานกับพี่เดียร์คือผมอยากนำเสนอนักฟุตบอลไทยให้เป็นที่รักมากกว่านี้ ผมอยากทำสิ่งนี้มากที่สุด เพราะผมรู้สึกว่าตอนที่ผมเล่าเรื่องราวของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ หรือ ลิโอเนล เมสซี่ เขาอยู่ไกลห่างเราตั้งเป็นพันกิโล แต่เขาสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กไทยได้หมดเลย ซึ่งนักฟุตบอลไทยเองก็น่าจะทำอย่างนั้นได้

เกือบ 3 ปีนับจากวันแรกที่ทำเพจ มีกี่วันที่เบลล์ไม่ได้พากย์เสียง เคยนับบ้างไหม

เบลล์: ผมว่าน่าจะไม่ถึง 30 วันที่หยุด เพราะมีงานที่ต่างประเทศและป่วย แต่ถึงผมจะไปต่างประเทศผมจะพยายามพกคอมพิวเตอร์ไปอ่านข่าวส่งมาให้คนฟังเหมือนเดิม เพราะผมไม่อยากหายไป ช่วงแรกๆ เวลาป่วยเราเขียนบอกกันตรงๆ เลย ผมเคยไลฟ์ยกมือไหว้คนดูด้วยซ้ำตอนที่ผมป่วย เพราะผมรู้สึกผิดที่ทำให้เขาต้องรอ ไม่ได้ดูตอนใหม่

แล้วงานของผมมันยากตรงที่ต้องทำทุกวัน 7 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งพอเป็นคอนเทนต์ที่ต้องสนุกผมก็ต้องบริหารความรู้สึกของตัวเอง ให้เรามีความรู้สึกสนุกตลอด เพราะถ้าวันไหนผมเครียด ไม่มีความสุขที่จะตื่นมาทำ เท่ากับว่าต้นขั้วมันเป็นตัวลบแล้ว มันก็จะส่งพลังลบออกมาเช่นกัน

คิดว่าอะไรทำให้เพจขอบสนามยืนระยะมาได้จนวันนี้

เบลล์: เวลาผมพากย์หรืออ่านข่าว ผมรู้สึกว่านั่นไม่ใช่งาน แต่มันเป็นการทำสิ่งที่เรารักและมีคนชอบ มันคือตัวตนและชีวิตของผมไปแล้ว ผมหยุดไม่ได้ นอกจากจะป่วยหรือตายเท่านั้น ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ

หลังจากที่ขอบสนามดัง ผมเห็นว่ามีเพจเยอะมากที่พยายามทำตาม ซึ่งผมดีใจนะ แสดงว่าเราดีพอให้คนมาตาม แต่หลายๆ คนทำได้ไม่นาน เพราะว่าสำหรับผม ยากที่สุดในการทำงานคือการยืนระยะยังไงให้ได้เป็นปี คุณจะมีแพสชันที่อยากจะตื่นมาทำงานเป็นปีเลยเหรอถ้าถูกบังคับ มันยากมากนะ แต่ผมไม่ได้ถูกบังคับ เพราะว่าผมอยากตื่นขึ้นมาทำเอง หลายคนอาจจะอยากมาทำเพราะว่าอยากดังแบบไอ้นี่ จะได้รวย แต่อาจลืมมองว่าที่เราทำเราไม่ได้อยากทำเพื่อหวังตังค์ แต่เราทำเพราะใจ เพราะแพสชัน ผ่านการวางแผน ตกผลึกมาแล้ว ตอนนี้ผมก็แค่ต้องแข่งกับตัวเองไปเรื่อยๆ สิ่งที่จะทำพรุ่งนี้มันต้องเท่ากันหรือดีกว่าเมื่อวาน ห้ามแย่กว่า

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

7 กุมภาพันธ์ 2561
199 K

‘อันนั้นก็ดี อันนี้ก็น่ารัก’

เราสงสัยว่าคนในคลิปเขาจะรู้ตัวไหมน้า ว่าความน่ารักของเสื้อผ้า หน้าผม สิ่งละอันพันละน้อย ที่เธอชี้ชวนให้เราดูนั้น มันน่ารักขึ้นมาหลายระดับทันทีที่เธอพูด น้ำเสียงที่เธอใช้ ท่าทางที่เปลี่ยนไปจากที่เราเคยจำได้ ทำให้หญิงสาวคนนี้กลายเป็นที่รักของชาวโซเชียลในชั่วข้ามคืน

วันนี้เรามีนัดจิบน้ำชายามบ่ายกับ พี่ขวัญ-สู่ขวัญ บูลกุล ที่ The St. Regis Bar

ฝนที่ตกตลอดทั้งเช้า ทำให้เราพลาดการเดินเที่ยวชมห้างร้านใกล้เคียงกับพี่ขวัญ แบบที่เราดูในรายการ Celeb Blog รายการออนไลน์ที่พี่ขวัญทำร่วมกับนิตยสาร แพรว

ยอดผู้ชมนับล้าน คนไลก์และคนแชร์จำนวนมหาศาล ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดที่เรามาเจอกันในวันนี้

เราคุยกันเรื่องช้อปปิ้งกับคาถากลั้นใจสะกดเงินในกระเป๋า วาระที่พี่ขวัญกลายเป็นไอดอลของหนุ่มสาวทุกวัย ชีวิตอีกมุมที่ยิ่งทำให้พี่ขวัญเป็นผู้หญิงในอุดมคติมากขึ้น มากขึ้น เข้าไปอีก

อย่าเสียเวลาเลยค่ะ เชิญทุกคนมาล้อมวง สนทนาและจิบน้ำชายามบ่ายนี้ด้วยกัน ระหว่างนี้ขอเสิร์ฟบอสตันล็อบสเตอร์ต้มยำในขนมปัง พัฟมูสตับเป็ด นอร์วีเจียนแซลมอนมัสตาร์ดน้ำผึ้ง ชิลี่ช็อกโกแลตทาร์ต คาโนลี่ส้ม เค้กฮาเซลนัท ไปด้วย

นั่นไง พี่ขวัญเดินมานู่นแล้ว

สู่ขวัญ บูลกุล

ภาพจำในรายการ Celeb Blog พี่ขวัญจะมาพร้อมวลีว่า ‘ของมันต้องมี’ ในความเป็นจริง ทุกอย่างมันเป็น ‘ของมันต้องมี’ ขนาดนั้นเลยเหรอ

จริงๆ พี่ขวัญยังคุยกับโยหรือน้ำหวาน คนตัดต่อรายการ อยู่เลยว่า คำว่า ‘ของมันต้องมี’ มาจากไหน น้ำหวานก็บอกว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งตอนที่พี่ขวัญไปจตุจักร พี่ขวัญก็พูดว่า “ของมันต้องมี” ขึ้นมาจริงๆ เขาเลยจำวลีนี้และตัดต่อใส่ไปเรื่อยๆ แต่จริงๆ มันไม่ใช่คำพูดติดปากพี่ขวัญเลย ถ้าลองกลับไปดูจะเห็นว่าพี่ไม่ค่อยพูดนะ มีแค่ขึ้นแคปชัน แต่ในเมื่อตอนนี้ทุกคนจำว่า ‘ของมันต้องมี’ โดยสู่ขวัญ ถ้างั้นก็สู่ขวัญก็ได้

ลิปสติกที่ว่ามีร้อยแท่งคือร้อยแท่งจริงๆ

เกินร้อยแท่งค่ะ วันก่อนพี่ขวัญเพิ่งทำ live เรื่องนี้ไป

ต้องเล่าก่อนว่าพี่ขวัญเป็นคนโบราณ ไม่ค่อยรู้เรื่องโลกออนไลน์เท่าไหร่ สิ่งเดียวที่มีและแอ็กทีฟคือ Instagram

ตอนที่ทำรายการ เราไม่ได้คิดว่าจะมีคนดูมากมายขนาดนี้ ไม่คิดมาก่อนว่าทุกคนอยากจะมีลิปสติกสีเดียวกับพี่ขวัญ หรืออยากได้สิ่งที่พี่ขวัญคิดว่ามันน่ารัก แต่พอเรารู้ว่าสิ่งที่ทำส่งผลต่อคนอื่น เช่น เครื่องสำอางเคาน์เตอร์ขายหมด เราก็ตกใจ หรือเข้าไปอ่านคอมเมนต์น้องๆ ที่บอกว่า “เห็นมั้ยพี่ขวัญยังมีถึง 100 แท่งได้ เราก็ซื้อต่อไป” จริงๆ ถ้าเราไม่ลำบาก การช้อปปิ้งเป็นเรื่องสนุกของผู้หญิง เพราะบางอย่างไม่ได้มีราคาแพงมาก แต่มันแพงแน่ๆ สำหรับเด็กที่ยังไม่ได้มีงานทำ หรือเพิ่งเริ่มต้นทำงาน

พี่ขวัญจึงขอทีมงานทำ live เพื่อบอกทุกคนว่าที่มาของลิปสติกหลายร้อยแท่งมาจากแบรนด์ต่างๆ ส่งมาให้ใช้ รวมกับที่ตัวเองซื้อเองบ้าง และพี่ไม่ได้ซื้อของทุกอย่างที่เห็นในรายการ

แต่แฟนรายการทุกคนเข้าใจว่าพี่ขวัญซื้อทุกอย่าง

พี่ขวัญยังถามเพื่อนเลยว่าอะไรทำให้คนรู้สึกว่าพี่ซื้อของทุกชิ้น อาจจะเป็นเพราะคลิปที่ไปร้านพี่เป็ด เป็นร้านวินเทจ แล้วพี่พูดว่า อันนี้เราเอา อันนี้เก็บนะ อันนี้ของพี่ขวัญ อันนั้นซื้อจริง เพราะว่าการหาชุดไปงานเลี้ยงของผู้ใหญ่ซึ่งชอบจัดธีม Gatsby (การแต่งตัวสไตล์วินเทจยุค 1920) เป็นปัญหาระดับชาติของพี่ขวัญเหมือนกัน หรืออย่างคลิปที่ไปเซ็นทรัล ชิดลม เขาให้บัตรกำนัลมาซื้อของแจกผู้ชมเป็นของขวัญปีใหม่ คนก็อาจจะเข้าใจว่าพี่ขวัญซื้อของทุกอย่าง

ในชีวิตจริงพี่ขวัญไม่ได้ซื้อทุกอย่างที่อยากได้ พี่ขวัญคิดว่าเราก็ไม่ควรใช้เงินแบบนั้น พี่เลยรู้สึกว่าข้อดีของการทำออนไลน์คือความคล่องตัวมันสูง เมื่อรายการออกอากาศไปแล้ว มีกระแสตอบรับที่ทำให้เข้าใจผิด เราก็พยายามสื่อสารอธิบายสิ่งที่อยากให้เข้าใจได้ อย่างเช่นเรื่องลิปสติกและการช้อปปิ้งของพี่

ความสุขของการช้อปปิ้งไม่ใช่การได้มานะ พี่ขวัญเชื่อว่าทุกคนไม่ได้ซื้อทุกอย่างที่อยากได้หรอก ความสนุกมันอยู่ที่การเดินดูของ บางอย่างมันอาจจะน่ารัก แต่ไม่รู้จะใส่ไปไหน น่ารัก แต่ไม่เหมาะกับเรา น่ารัก แต่มันแพงเกินไป เหมือนพาไปดูของมากกว่าที่จะบอกว่าซื้อสิ อันนี้ดีนะซื้อเลย

ขอกลับมาที่เรื่องลิปสติกอีกนิดหนึ่งค่ะ คุณโชค (สามี) เข้าใจมั้ยคะว่าสีแดงนี้ต่างกับสีแดงนั้นยังไง สงสัยมั้ยว่าทำไมพี่ขวัญต้องมีลิปสติกหลายแท่ง

ไม่เลย เขาดูไม่ออก พี่เลิกอธิบายไปแล้วเพราะรู้ธรรมชาติของเขา แต่เขาก็จะถามพี่ว่า เขารู้ว่าพี่ช้อปปิ้งจนเสื้อผ้าล้นห้องไปหมด แต่ทำไมพี่ขวัญชอบใส่เสื้อผ้าเดิมๆ

‘เดิมที่ไหนคะ ใหม่ตลอดเลย นี่พี่แยกไม่ออกหรอคะเนี่ย นี่เราอุตส่าห์ซื้อไปขนาดนี้พี่แยกไม่ออกเลยหรอคะ’

ขนาดเสื้อผ้ายังแยกไม่ออกเลย พี่ขวัญเลยไม่หวังอะไรกับการแยกสีลิปสติก เขาแยกไม่ออกหรอกค่ะ มีแต่เราเท่านั้นที่เป็นพันธุ์พิเศษ เราแยกสีออกค่ะ พวกนั้นเขาอาจจะไม่ได้พัฒนาเต็มที่เหมือนเรา

สู่ขวัญ บูลกุล สู่ขวัญ บูลกุล

พี่ขวัญมีคำแนะนำเรื่องงบประมาณช้อปปิ้งในแต่ละเดือนมั้ยคะ พวกเราค่อนข้างควบคุมไม่อยู่

พี่ขวัญว่าเราพิจารณาจากข้อผูกมัดในชีวิตความจำเป็นของชีวิตดีกว่า ความฟุ่มเฟือยไม่ใช่สิ่งที่ดีอยู่แล้ว ถ้าเงินมันซื้อความสุขได้ก็ซื้อ แต่ถ้าซื้อแล้วมันเป็นทุกข์ในชีวิต เป็นภาระในชีวิตทำให้ตัวเองเดือดร้อน หรือทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็อย่าทำ

อย่างที่บอกเราไม่คิดว่าคนจะมาอยากได้สิ่งที่เรามีขนาดนี้ เราน่ะสี่สิบกว่าแล้ว ก็เข้าใจว่าช่วงอายุของคนที่ติดตามรายการก็น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกัน นั่นคือมีหน้าที่การงานและมีกำลังซื้อพอสมควร แต่เมื่อพบว่ามีเด็กๆ ติดตามรายการด้วย พี่ขวัญก็รู้สึกเป็นห่วง

เป็นห่วงว่า…

พี่ขวัญไม่อยากจะเป็นต้นแบบว่าเราซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า

ถ้าคุณมีเงินเดือน 12,000 บาท มีรายจ่าย ได้แก่ ค่าโทรศัพท์มือถือ ค่ากิน ค่าอยู่ มันก็แทบจะไม่เหลือเก็บอยู่แล้วนะคะ เพราะฉะนั้น ช้อปปิ้งแทบไม่ได้เลย อาจจะได้เสื้อเชิ้ตสักตัวหนึ่งหรืออะไรที่เราจะใส่ไปที่ทำงาน เราอาจจะต้องพิจารณาสถานภาพทางการเงินของเราว่าอยู่ประมาณไหน ภาระที่เราจะต้องรับผิดชอบเป็นยังไง

วิถีช้อปปิ้งอย่างแหลกลาญนั้นมีอยู่ วิธีการก็คือ ถ้าเรียนหนังสืออยู่ ขอให้ตั้งใจเรียนอย่างดีที่สุด ถ้าเริ่มต้นทำงาน ก็ขอให้ทุ่มเท ขยัน อดทน ขวนขวายให้มากที่สุด ช่วงอายุ 20 ปีขึ้นไป เราควรทำงานชนิดที่ไม่มีเวลาว่างไปช้อปปิ้ง นี่คือวิถีชีวิตที่ถูกต้อง และเมื่ออายุ 35 ทุกอย่างจะเหมาะสมและถูกต้องแก่การจับจ่าย แล้วเมื่อวันนั้นมาถึงคุณจะช้อปปิ้งสนุกมากที่สุด เทียบไม่ได้กับวันนี้ที่ต้องคิดแล้วคิดอีกหากจะซื้อของสักชิ้น

ทำงานชนิดที่ไม่มีเวลาไปช้อปปิ้งของพี่ขวัญเป็นยังไง

สมัยเริ่มทำงานที่เนชั่น พี่ต้องใช้กระเป๋าใบใหญ่เพราะในนั้นมีทั้งหนังสือพิมพ์ มีหนังสือ มีทุกอย่าง ช่วงนั้นพี่ไม่หยุดอ่าน ฟัง และรับรู้ข้อมูลเลย เพราะงานนักข่าวสายเศรษฐกิจที่พี่เริ่มต้น พี่ไม่ได้เริ่มต้นจาก 0 แต่พี่ติดลบที่ 100 กว่าที่พี่มาถึงจุดที่ 0 และไต่ระดับขึ้นไป พี่ต้องทำงานกับตัวเองหนักมาก ตอนทำงานอย่าว่าแต่ช้อปปิ้งเลย มันไม่ว่างจริงๆ จากที่เคยกินข้าวกับเพื่อนทุกวันศุกร์ ลืมเรื่องนั้นไปได้เลย เพราะทำงานตลอดเวลาจริงๆ

ในความรู้สึกพี่งานเรามันยากมาก เราไม่สามารถที่จะคิดว่า ‘เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน’ ได้เลย เพราะพรุ่งนี้เราสัมภาษณ์ CEO ธนาคาร เราจะไปแบบไม่รู้อะไรเลยในหัว เราจะถามคำถามท่านว่าอะไร มันก็ต้องอ่านทุกอย่างใหม่หมด

พี่ขวัญมีความเชื่ออย่างหนึ่งที่เชื่อเสมอนะ และเจอใครพี่ขวัญก็จะบอกตลอด ว่าช่วงตั้งต้นของชีวิตจงทำงานให้หนัก ถ้ามันจะต้องอดหลับอดนอนบ้าง ธรรมชาติเขาใจดีกับเรา อนุโลมให้เราหามรุ่งหามค่ำได้โดยที่ร่างกายโอเค และแม้สังคมจะเปลี่ยนไป เด็กๆ อยากได้เงินเยอะๆ ไม่อยากทำงานที่หนักและได้เงินเดือนน้อยๆ ในยุคสมัยพี่ขวัญไม่ใช่แบบนี้ ไม่มีใครทำงานรวยในช่วงอายุยี่สิบปีกว่าๆ แต่เป็นช่วงที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตจริงๆ สำคัญมากนะ เพราะวันหนึ่งที่คุณพร้อมทุกอย่าง เราทุ่มเทกับมัน เราขยัน เราพยายาม เราอดทน พอถึงจุดหนึ่งชีวิตเปลี่ยนไป มันตอบแทนอะไรเรามากกว่าเรื่องของเงิน

และเมื่อจะซื้อของสักชิ้น พี่ขวัญจะ…

ถ้าพี่อยากจะซื้อของบ้าๆ บอๆ แพงๆ ต้องเป็นเงินของพี่ขวัญเองเท่านั้น สามีจะดูแลจ่ายค่ายา ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียนลูก ค่ากินอยู่ สิ่งนั้นเป็นสิ่งจำเป็น พี่ยินดีถ้าเขาจะเป็นคนออกค่าใช้จ่าย แต่ถ้าพี่อยากได้อะไรบ้าบอพี่จะไม่ใช้เงินสามีเลย เพราะพี่รู้ว่าเขาทำงานหนักและสิ่งที่เขาทำมันไม่ใช่ธุรกิจที่มีส่วนต่างกำไรมหาศาล แต่เป็นงานที่เขาทำเพราะรัก เพราะผูกพัน และคือความภาคภูมิใจ ทำเพราะอยากให้รู้ว่าเกษตรกรไทยอยู่รอดในสังคมโลกได้ เพราะฉะนั้น พี่จะไม่ใช้เงินเขาซื้อของราคาแพงที่พี่อยากได้

สู่ขวัญ บูลกุล สู่ขวัญ บูลกุล

เวลาเดินดูของพี่ขวัญมักจะโดนดึงดูดหรือพ่ายแพ้ให้กับของแบบไหน

ไม่มีของที่ดึงดูดเป็นพิเศษชนิดที่กลับบ้านไปแล้วนอนไม่หลับนะ เราผ่านการช้อปปิ้งมายาวนานแล้ว ถ้าคำถามนี้เกิดขึ้นในช่วงเด็กพี่คงตอบได้ อ๋อ โอเค พี่รู้แล้ว ก่อนหน้านี้พี่เป็นคนที่ช้อปปิ้งแบบซื้อๆๆๆ ซื้อจนมีกางเกงซ้ำกัน มีเสื้อซ้ำกัน มีเครื่องสำอางซ้ำ จนถึงจุดหนึ่งเราพบว่าห้องเสื้อผ้าจะถล่มแล้ว และพี่ขวัญไปเจอหนังสือ ชีวิตดีขึ้นทุกๆ ด้าน ด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว เราก็เริ่มตัดสินใจเคลียร์ของ

แล้วพี่ขวัญกล้าทิ้งจริงๆ หรอคะ

อย่าใช้คำว่าทิ้ง เพราะไม่เคยทิ้งอะไรเลย พี่ขวัญเอาไปบริจาค ความรู้สึกเปลี่ยนเลยนะ บางอย่างเรารักของเราแล้วเราไม่อยากทิ้งและมันยังดูดี และถ้าเปลี่ยนจากคำว่าทิ้งมาเป็นคำว่าบริจาคให้แก่คนที่เขาไม่มี เราจะสามารถดึงมันออกจากราวแล้วกองได้ทันที

อันนี้เป็นคำที่มาจากหนังสือ หรือเป็นความคิดพี่ขวัญเองคะ

เป็นความรู้สึกพี่เอง พี่ก็จะแยกเป็นกอง จะมีกองที่บริจาคไปยังที่ต่างๆ ง่ายๆ อย่างเช่นพวกเสื้อยืดกางเกงขาสั้น กางเกงยีนส์ กางเกงยืดๆ ใส่สบายที่เรามีความรู้สึกว่ามันเหมาะสำหรับสถานที่นั้นๆ ส่วนชุดราตรีก็จะไว้อีกกองหนึ่ง แต่ทุกอย่างไม่มีคำว่าทิ้งค่ะ พี่ขวัญเอามาให้น้องที่ออฟฟิศเลือกหยิบแล้วให้เขาบริจาคตามกำลังศรัทธา

สิ่งที่ดีมันไม่ใช่แค่ตู้โล่ง หลังจากที่เราจัดตู้เสื้อผ้าเราแล้ว เราจะเริ่มเห็นว่าเรามีอะไร เรามีกางเกงสีดำมากพอที่จะใส่ไปจนตาย มีทุกแบบ จะห้าส่วน หกส่วน ยาว บาน ลีบ สกินนี่ เอวสูง เอวต่ำ ซิปหน้า ซิปหนัง กำมะหยี่ ผ้าไหม ผ้าลินิน สีดำไม่ต้องซื้อแล้วเนอะ จนกว่าจะแก่ตายกันไป ต่อมาที่สีขาว ทำไมซื้อกางเกงลินินสีขาวมากขนาดนี้ ไม่ต้องซื้อแล้วนะ สีน้ำเงินซื้อทำไมเยอะมาก เคยใส่มั้ยกางเกงสีน้ำเงิน ไม่ค่อยใส่เลย หยุดซื้อได้แล้วนะ ชัดเจนมากขึ้น

สรุปแล้วพี่ขวัญเคลียร์เสื้อผ้าในตู้ไปเท่าไหร่คะ

30% ค่ะ

เหลือ 30% เหรอคะ

เคลียร์ออกไป 30% ค่ะ

พี่ขวัญเคยบอกว่าการเลือกซื้อของบอกคาแรกเตอร์บางอย่างของคนได้ อย่างนี้เราควรไปเดตกันที่ร้านเสื้อผ้าไหม

จริงๆ เขาแต่งตัวมายังไงก็รู้แล้วนะ ไม่ต้องไปถึงห้างหรอก

สู่ขวัญ บูลกุล สู่ขวัญ บูลกุล

แล้วถ้าเขาเป็นคนดีทุกอย่าง แต่สไตล์การแต่งตัวเข้ากันไม่ได้จริงๆ จะทำยังไง

ถ้าคนสองคนคบกัน สิ่งสำคัญคือความรักความเข้าใจ เรื่องอื่นอย่าเอามาเป็นประเด็นใหญ่

‘คนนี้น่ารักมากเลยนะ ดีทุกอย่าง แต่แต่งตัวเชย’ คุณคะ คุณหาคนดีๆ แบบนี้ยาก เสื้อผ้าค่อยๆ เปลี่ยนได้ อย่าลืมว่าความรักคือการให้เกียรติกันและกัน ถ้าเราไม่ชอบสไตล์เขา ไม่ชอบทรงผมเขา ทำไมใช้รองเท้าแบบนี้ เหล่านี้เป็นเรื่องเล็กน้อยมาก ตอนเราอายุน้อยกว่านี้เราก็ไม่ได้แต่งตัวแบบนี้จริงมั้ย สไตล์และเครื่องประดับภายนอกมันเปลี่ยนกันได้ ถ้าเจอคนที่ดีจงรักษาเขาไว้ อย่าเอาแต่ใจ

อย่างคลิปรายการ Celeb Blog ของพี่ขวัญที่กำลังเป็นที่พูดถึงอยู่ขณะนี้ มีที่มาที่ไปยังไง

จริงๆ แล้วเป็นความตั้งใจลึกๆ ของพี่ขวัญว่าถ้าหนังสือหรือสิ่งพิมพ์มาขอความร่วมมือใดๆ จากพี่ พี่ยินดีจะทำให้ เพราะเราโตมาในยุคหนังสือ นิตยสาร สิ่งพิมพ์ เฟื่องฟู และในปัจจุบันที่สิ่งเหล่านี้กำลังจะค่อยๆ หายไปตามกาลเวลา สังคมเปลี่ยน เครื่องมือและวิธีการสื่อสารเปลี่ยนไป พี่ก็รู้ว่าพี่คงช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่หากเราช่วยอะไรได้เราก็จะทำ แม้จะเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่ง พอดีกับที่แพรวออนไลน์มาชวนพี่ขวัญเขียนคอลัมน์ ตอนนั้นโจทย์แรกเป็นเรื่อง Beauty ซึ่งพี่ก็บอกทีมงานว่าไม่ถนัดมากพอจะให้คำแนะนำใครได้ จึงกลายมาเป็นคอลัมน์ที่จะมีโจทย์แต่ละตอนให้พี่ขวัญตอบ เช่น การจัดตู้เสื้อผ้า ทฤษฎีเลือกเสื้อยืดสีขาว เป็นต้น

ระหว่างที่เขียนคอลัมน์ เอ๋ ทีมงาน จะติดต่อขอนัดถ่ายคลิปสั้นๆ เพื่อเป็นตัวอย่างแนะนำบทความตอนต่อไป พี่ขวัญก็แอบรู้สึกว่าเราทำอะไรมากกว่านี้ได้ไหมที่จะสนุกขึ้น ก็เลยชวนทีมงานออกไปถ่ายคลิปกันที่ห้าง ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นที่เอ็มโพเรียม ก่อนจะไปตลาดนัดจัตุจักร ยิ่งทำคลิปก็ยิ่งสนุก เพราะทีมงานก็ปล่อยให้พี่ขวัญทำสิ่งที่อยากทำ ซึ่งก็ยิ่งทำให้พี่ขวัญมีอารมณ์ร่วมกับสิ่งนี้อย่างแรง เราไปตามหาจริงๆ สงสัยจริงๆ อยากได้จริงๆ อย่างที่บอกไปเมื่อตอนต้นว่าเราก็ไม่คิดมาก่อนว่าคนจะชอบดูพวกเราช้อปปิ้งขนาดนี้

สี่งที่รายการนี้ตั้งใจจะบอกคนดูก็คือ

จริงๆ ไม่ได้ต้องการอะไรจากสิ่งนี้เลย ไม่ได้ต้องการให้มีคนติดตามมาก แค่ทำแล้วมันสนุกดี คนดูดูแล้วอาจจะรู้สึกเพลินๆ ขำๆ อาจจะต่อยอดหรือว่าสร้างแรงบันดาลใจแก่คนที่ดูอยู่ได้ บางคนอาจจะกำลังตามหาลิปสติกอยู่พอดี ไหนไปลองสีแบบพี่ขวัญซิ เหมือนเพื่อนหญิงปรึกษากันมากกว่า เบื่อปากสีนู้ดแล้วควรจะแดงไหนดีนะ พี่ก็หวังแค่นี้

แต่หากสิ่งนี้กำลังส่งผลต่อคน ทำให้เขารู้สึกต้องซื้อหาตามพี่ขวัญ พี่ก็ต้องระวังมากขึ้น ทั้งอธิบายและแนะนำ

ที่มาของทุกสรรพสิ่งล้วนน่ารัก

มาจากน้ำหวานแหละ นอกจากถ่ายแล้วยังเป็นคนตัดต่อด้วย น้ำหวานเล่าว่าต้องดูฟุตเทจก่อนตัดอย่างน้อย 5 รอบเพื่อดูว่าพี่พูดว่าอะไรบ้าง และเจอจักรวาลคำว่าน่ารักเต็มไปหมด พี่ไม่รู้ตัวว่าพี่เป็นคนชอบพูดคำว่าน่ารัก เลยเป็นที่มาของทุกสรรพสิ่งล้วนน่ารัก วลีคำว่า ‘ของมันต้องมี’ ก็เหมือนกัน เกิดจากน้ำหวานใส่แคปชันลงไปในรายการ

สู่ขวัญ บูลกุล สู่ขวัญ บูลกุล

ถ้ารายการนี้มีพี่ขวัญเวอร์ชันผู้ชาย ผู้ชายคนนั้นจะเป็นใคร และเขาจะพาไปดูอะไร

พี่คนนั้นมีในใจแล้ว แต่ขออุบไว้ก่อนได้มั้ย

คิดยังไงเวลาคนมาชื่นชมพี่ขวัญ และยกให้เป็นไอดอล

พี่ไม่ได้ดีกว่าคนอื่นหรอก พี่ก็เหมือนทุกคน พี่เกิดมาพร้อมกับการไม่มีพรสวรรค์ใดๆ เลย เป็นเด็กไม่มีความมั่นใจในตัวเอง เป็นเด็กที่ธรรมดาที่สุดในโลกคนหนึ่ง พี่รู้แค่ว่าพี่ไม่เก่ง ดังนั้น พี่ต้องพยายาม

พี่ขวัญบอกเด็กๆ เสมอว่า การที่เรามีความรู้สึกแปลกแยกเล็กๆ ว่าไม่มีความฝันจะเป็นหมอ ทนาย สถาปนิก นักออกแบบ หรือมีเป้าหมายชัดเจนเหมือนคนอื่น แล้วสงสัยว่าเราหลักลอยหรือเปล่า พี่ขวัญอยากบอกว่า อย่ารู้สึกตกใจ มันไม่ใช่เรื่องแปลก พี่ขวัญก็เป็นหนึ่งในนั้น ไม่แปลก และก็ไม่ผิด แต่ขอแค่ว่าจงทุ่มกับสิ่งตรงให้ถึงที่สุด ชนิดที่ว่าเมื่อมองย้อนกลับมาจะต้องไม่มีคำว่าเสียดาย เช่น ตอน ม.5 ฉันน่าจะตั้งใจเรียน หรือตอน ม.6 ฉันน่าจะเลือกเรียนคณะนี้ แต่ทำให้ดีที่สุดในทุกๆ วัน แค่นั้นเอง

มันน่าตื่นเต้นดีนะ ที่จะลองดูกันว่าผลจากการทำสิ่งนี้อย่างดีที่สุดนั้นจะพาเราไปถึงจุดไหน

จนถึงวันนี้ พี่ขวัญยังมีสิ่งที่อยากทำมากๆ อยู่มั้ยคะ

มีนะ แม้จะผ่านมานานแล้วพี่ขวัญก็ยังอยากไปสมัครทำงานเป็นผู้ช่วยนักโบราณคดี แผนกขุดปัดโบราณสถาน โบราณวัตถุ อยู่เลย เป็นความฝันวัยเด็กที่อยากเลือกเรียนโบราณคดีมาก จริงๆ พ่อก็ไม่ได้ห้าม แต่ท่านชวนให้คิดถึงอนาคต ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอาชีพที่ทำมาหากินเลี้ยงตัวเองได้ ท่านจะสอนเสมอว่าต่อให้เป็นผู้หญิงก็ต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้

กับบทบาทแม่ พี่ขวัญเป็นแม่แบบไหน

ถ้าเป็นเรื่องเรียน พี่ให้ความสำคัญกับคอมเมนต์จากครูมากกว่าผลการเรียนของปราบ (ลูกชาย) ถ้าครูบอกว่าปราบไม่ส่งการบ้าน อันนี้พี่จะต้องเรียกมาคุยกันยาวว่าทำไมไม่รับผิดชอบ แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่นๆ ตราบใดที่เรารู้สึกว่าลูกเรามีเหตุมีผล มีความคิดเป็นระบบ ปัญหาต่างๆ ก็จะผ่านไป เพียงรอให้เขาโตพอหรือมีประสบการณ์ชีวิตมากพอ แล้วเราค่อยๆ แนะนำเขา

สู่ขวัญ บูลกุล สู่ขวัญ บูลกุล

พี่ขวัญอยากให้ลูกชายจดจำพี่ขวัญในแบบไหน

จดจำว่าแม่ไม่ใช่คนเก่ง แต่แม่เป็นคนที่พยายาม ปราบชอบบอกว่าเขาไม่เก่ง พี่ก็จะบอกว่า ไม่เป็นไร ขอให้ปราบรู้ว่าปราบพยายามถึงที่สุดแล้ว แม่โอเค ตอนแม่เด็กๆ แม่ก็สอบตก แม่ไม่ใช่คนเก่ง แต่ที่แม่มีทุกอย่างวันนี้ แม่แค่พยายามทำทุกอย่างในมือให้ถึงที่สุด ทำให้สุดความสามารถ

พี่ไม่อยากให้ลูกรู้สึกว่าทุกคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตเป็นคนเก่ง แต่เป็นคนที่ไม่ยอมแพ้มากกว่า

ถ้าลูกชายมีของที่อยากได้มากๆ แล้วบอกพี่ขวัญว่า “ของมันต้องมี” พี่ขวัญจะบอกลูกว่ายังไง

ด้วยความเป็นอยู่และสภาพแวดล้อมรอบตัว เขาพอจะรู้ว่าที่บ้านสามารถซื้อหาสิ่งที่เขาอยากได้ได้ แต่มันคงจะไม่เหมาะสมที่เด็กอายุ 12 ขวบซื้อของราคาแพง เขาเข้าใจนะ เพราะเราเลี้ยงเขาในฟาร์ม เขาจะสนิทกับพี่ๆ ที่ทำงานในฟาร์ม ได้เห็นว่าทุกคนต้องทำงานตั้งแต่เช้าถึงเย็น และได้รับค่าจ้างขั้นต่ำรายวันเท่าไหร่ รองเท้าราคา 6,000 บาท เท่ากับรายได้เกือบทั้งเดือนของพี่ๆ ซึ่งมีภรรยา ลูก และพ่อแม่ ที่ต้องดูแล

พี่ก็บอกว่า แม่จะซื้อรองเท้าเตะบอลคู่นั้นให้ปราบ ถ้าปราบเป็นนักฟุตบอลที่ซ้อมทุกวันเพื่อไปแข่ง แต่ถ้าปราบมีไว้ใช้เตะฟุตบอลเล่นๆ หลังบ้านสัปดาห์ละครั้ง แม่ไม่ซื้อให้

ยิ่งคุยยิ่งเห็นความอุดมคติจากพี่ขวัญ

จริงๆ ตอนนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตที่พี่ตั้งเป้าหมายให้ตัวเอง วันที่เรารู้แล้วว่าอะไรคือความสุขของชีวิต เราต้องการใช้ชีวิตอย่างไร นั่นก็คือ ชีวิตที่ไม่ยึดติดกับชื่อเสียง ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข และการได้รู้ว่าตัวเองพอจะเป็นประโยชน์ ก็ทำให้เรารู้สึกมีค่า พี่ไม่ได้คิดว่าจะมีคนสนใจพี่ขนาดนี้ แต่ถ้าการที่พี่อยู่ในจุดนี้แล้วพี่สามารถเป็นประโยชน์ เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ใครได้ พี่ก็จะอยู่

สู่ขวัญ บูลกุล

ขอขอบคุณสถานที่: The St. Regis Bar
The St. Regis Bangkok
www.stregisbangkok.com

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load