ประเทศไทยมีประชากรมากกว่า 66 ล้านคน ในจำนวนนี้มีมากกว่า 20 ล้านคนที่อาจนับเป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งเติบโตมากับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยที่รวดเร็ว

พวกเขาเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้วยพลังของโซเชียลมีเดีย เห็นปัญหาและความทุกข์ร้อนของผู้คน สังคม และสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ บางส่วนใฝ่ฝันที่จะแก้ไขเพื่อบ้านเมืองที่ดีขึ้นสำหรับพวกเขาและคนรุ่นหลัง

แต่ใครที่เคยผ่านการลงมือทำมาบ้าง คงรู้กันดีว่าไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใด บางความฝันต่อให้ใช้ทั้งชีวิต ก็ไม่อาจเห็นวันที่ฝันเป็นจริงได้

เว้นแต่ว่าเราแท็กทีมกัน เรื่องยากก็อาจจะง่ายขึ้นทันตา

นั่นคือสิ่งที่ ‘Tact Social Consulting’ ธุรกิจเพื่อสังคมหรือ Social Enterprise ของคนรุ่นใหม่กำลังทำ ผ่านการเป็นที่ปรึกษา และบริหารจัดการโครงการที่มุ่งแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยชักชวนคนรุ่นใหม่ด้วยกันมาเป็นพลังในการขับเคลื่อน หรือที่เรียกว่า Youth Engagement

ก่อตั้งจากความฝันของ แม็ก-ชยุตม์ สกุลคู (CEO), ซึง-ปวรรัตน์ ลิสกุลรักษ์ (Chief Operating Officer หรือ COO), ป้อง-เชาวนะ วิชิตพันธุ์ (Environment Director) และบรรดาทีมคนรุ่นใหม่ที่เชื่อในเรื่องเดียวกัน

Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action

ด้วยอายุเฉลี่ยของพนักงานเพียง 25 ปี พวกเขาผ่านการรับงาน ทำงานร่วมกับองค์กรขนาดใหญ่ระดับประเทศ สร้างการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านการศึกษา การจัดการขยะ การช่วยเหลือธุรกิจรายย่อย และอื่น ๆ

หลังก่อตั้งมานาน 4 ปี และผ่านวันเวลาอันแสนสาหัสจากช่วงโควิด-19 ไปได้แล้ว เรานัดคุยกับพวกเขาถึงการเติบโตของบริษัท ที่มองไกลไปถึงการสร้างโปรเจกต์และบุคลากรด้านความยั่งยืนในระดับภูมิภาค เพื่อโลกใบนี้ที่มีความหวัง

ถ้าพร้อมแล้ว มา Take Action ไปด้วยกัน

01
Tact Team

“Tact เริ่มต้นจากการชวนนักกิจกรรมของมหาวิทยาลัย แต่ละคนอาจสนใจกันคนละเรื่อง แต่สิ่งที่ยึดโยงเราเข้าหากัน คือการมองเห็นว่าประเทศไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างให้แก้หลายอย่าง และคนรุ่นเราน่าจะทำอะไรได้บ้าง” แม็ก บัณฑิตนักกิจกรรมวัย 27 ปี จากรั้วคณะวิศวกรรมศาสตร์ เกริ่นถึงจุดเริ่มต้นและพลังที่ผลักดันให้เขาสร้าง Tact ขึ้นมา

สมัยเรียน แม็กทำกิจกรรมหลากหลายที่ช่วยสร้างทักษะการทำงานและความเป็นผู้นำ ตั้งแต่เป็นนักโต้วาที ประธานจัดงานใหญ่ของคณะและก่อตั้งชมรมที่มุ่งหมายจะช่วยพัฒนาชุมชน

ระหว่างลงพื้นที่ไปทำงานอาสาของชมรม อาจารย์ท่านหนึ่งพูดสิ่งที่สะกิดใจเขาขึ้นมา

“อาจารย์บอกว่าเด็กรุ่นคุณน่าจะมีพลังทำอะไรได้อีกเยอะ มากกว่าการนั่งทาสีบ้านหรือเปล่า” 

หลังจากวันนั้น แม็กกลับมาคิดหาทางช่วยพัฒนาชุมชนให้ยั่งยืน และพบว่างานแบบนี้ต้องอาศัยทั้งเวลาและความเข้าใจ น่าจะลองฟอร์มทีมคนรุ่นใหม่ไฟแรงอย่างจริงจัง ลองดูว่าพวกเขาจะทำกันได้สักแค่ไหน

เมื่อใฝ่ฝัน แม็กจึงตระเวนหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ จนพบ ซึง บัณฑิตคณะเศรษฐศาสตร์ที่เคยทำงานในบริษัทระดับโลก แต่แสวงหางานที่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคม และ ป้อง รุ่นน้องในคณะที่ชอบอยู่กับธรรมชาติ ชวนมาเป็นหนึ่งในรุ่นบุกเบิกและร่วมทีมกันกับ Co-founders อีก 3 คน

Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action
Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action

“ตอนคุยกับแม็ก เราไม่ได้มีภาพในหัวเลยว่ามันจะมาเป็นแบบทุกวันนี้ แต่เรามองหาว่าองค์กรไหนที่จะทำให้เราได้ใช้พลังของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ไม่อยู่เป็นจุดเล็ก ๆ ในที่ที่อาจจะไม่ได้มีวิสัยทัศน์เรื่องสังคม คุยกับแม็กครั้งแรกนานกว่า 5 ชั่วโมง พอรู้สึกว่าเห็นตรงกันก็ทำ จนถึงทุกวันนี้” ซึงเล่าย้อนความ

ป้องยังเสริมว่า “ตอนนั้นพี่แม็กถามว่าชีวิตนี้ต้องการอะไร ผมรู้คำตอบว่าอยากจะเป็นคนที่มีประโยชน์ เพียงแต่ก่อนหน้านี้เราไม่มั่นใจว่าจะทำงานแบบนี้แล้วอยู่รอดได้ไหม แต่พอเห็นโอกาสว่าเป็นไปได้ ก็ได้คำตอบเลย”

แต่ความเป็นไปได้นั้นก็ยังเป็นภาพที่เบลออยู่ ในตอนแรกพวกเขาไม่ได้มีโมเดลธุรกิจมากไปกว่าการรับจัดโครงการ ตั้งแต่เป็นที่ปรึกษา เริ่มคิดไอเดีย วางแผน จนจัดงานสำเร็จ อาศัยเงินทุนจากสปอนเซอร์ที่เป็นบริษัทที่ต้องการทำงานด้าน CSR

แต่ถ้าไม่เริ่มสักทาง ก็คงไม่มีวันได้ลงมือทำ

02
Trust Building 

ผลงานแรกของ Tact คือการจัดโครงการ Anacoach ที่สอน Soft Skill และ Growth Mindset ให้กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ด้วยการสร้างความเชื่อว่า พวกเขาเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัด สนับสนุนโดยบริษัท Garena

“เราจัดเป็นค่ายที่ใช้เวลาหลายสัปดาห์อยู่กับน้อง ๆ และมันออกมาดีมาก เราเห็นว่ามีหลายร้อยคนที่เปลี่ยนทัศนคติกับตัวเองได้เพราะค่าย แน่นอนว่าเราคงพัฒนาไม่ได้ทุกอย่างด้วยเวลาที่มี แต่อย่างน้อยพวกเขาและทีมงานจะโตเป็นผู้ใหญ่ที่คิดคำนึงถึงสังคมอย่างแน่นอน” ซึงเล่าด้วยความปลื้มใจ พร้อมบอกว่าน้องที่เคยเป็นเด็กค่ายวันนั้น นำประสบการณ์ไปจัดค่ายให้กับรุ่นน้องของตัวเองต่อ และวันนี้กำลังสมัครเข้ามาทำงานฟูลไทม์กับพวกเขาแล้ว

ทีมที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนงานเหล่านี้ล้วนเป็นอาสาสมัครคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่อยากเรียนรู้ พัฒนาตัวเองและสังคม การสร้างพื้นที่ตรงนี้ของ Tact ขึ้นมา ทำให้พวกเขาได้เรียนรู้และปล่อยของกันอย่างสุดกำลัง

เมื่อหนึ่งงานสำเร็จ ก็สร้างความน่าเชื่อถือที่เป็นแรงกระเพื่อมให้บริษัทใหญ่ติดต่อให้ Tact ช่วยออกแบบโปรเจกต์ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ปรับแต่งให้เหมาะกับบริษัทอย่างไม่ขาดสาย สร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่เฉิดฉายเพิ่มไปด้วย

เช่น โครงการ Waste Runner ที่เป็นการแข่งขัน 100 วัน เฟ้นหาทีมที่สร้างสรรค์โมเดลการจัดการขยะที่ทำได้จริงในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า โดยได้รับการสนับสนุนจาก PTT Global Chemical (GC), โครงการเติมก่อนโต พาเด็กมัธยมไปค้นหาสายงาน อาชีพในอนาคตที่สร้างรายได้ และพัฒนา Growth Mindset โดยได้รับการสนับสนุนจาก SCG Foundation, โครงการ Bangkok Zero Waste Park ร่วมกับกรุงเทพมหานคร​ เพื่อทำการส่งเสริมพฤติกรรมการคัดแยกขยะของคนที่มาสวนสาธารณะ เป็นต้น

และอีกนานาโปรเจกต์จากบริษัทและองค์กรใหญ่ เช่น GC, SCG, Sea Thailand, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือว่าได้รับความไว้วางใจสูงมาก และทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย

“เวลาเราเข้าไปคุยกับผู้บริหาร เราไม่เคยวางตัวเป็นเด็กที่น่าสงสารเข้าไปขอเงินทำโครงการ แต่เราเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียสดใหม่ มีพลัง เข้าไปช่วยสนับสนุนองค์กรของเขาได้”

“ถ้าวันนี้คุณอยากสร้าง Engagement กับคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่ว่าบริษัทไหนก็ทำได้ ในขณะที่ Tact พร้อมจะทำให้เลย เพราะเราทำงานกับคนรุ่นใหม่มาตลอด”

“เป็นเด็กกว่า ไม่ได้เป็นจุดอ่อนของเรา แต่เป็นจุดแข็ง พอเรามีความตั้งใจที่ดี คนก็ไม่เคลือบแคลงใจ” ทั้งสามเผยเคล็ดลับการชนะใจผู้บริหารขององค์กรแนวหน้า

เมื่อประกอบกับการบริการที่คิดตั้งแต่ต้นจนจบ เห็นภาพปลายทางชัดเจน ไม่ได้วางตัวเป็นแค่ที่ปรึกษาเฉย ๆ แต่เข้าไปช่วยสนับสนุนให้องค์กรเดินหน้าไปตามทางที่วาดฝันไว้ได้จริง บริษัทก็ยิ่งไว้วางใจ Tact

Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action

03
Turning Point

นอกจากฝีมือแล้ว ความสำเร็จของ Tact ยังดำเนินต่อไปได้เรื่อย ๆ ตามความเฟื่องฟูของธุรกิจอีเวนต์ เช่น งานวิ่งที่แทบจัดกันไม่เว้นสัปดาห์ แต่ละงานก็ตามหาวิธีการจัดการขยะ จัดงานให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่ Tact มีประสบการณ์อยู่แล้ว

ทุกอย่างดูไปได้สวย จนกระทั่งเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19

“ธุรกิจแทบทรุดเลย งานส่วนใหญ่ของเราต้องจัดแบบออฟไลน์” แม็กเล่าถึงช่วงปีที่หลายธุรกิจคงสัมผัสประสบการณ์คล้ายกัน

Tact พยายามหาช่องทางสร้างกระแสเงินสดด้วยการรับโปรเจกต์ที่พอทำได้ หาลู่ทางใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้บริษัทเติบโตได้แบบ 10x รวมถึงการทำแคมเปญช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ไปพร้อมกัน เพื่อให้ธุรกิจและสิ่งที่บริษัทยึดถือยังคงดำเนินไปควบคู่กัน

แต่พอสถานการณ์ไม่ดีขึ้น โปรเจกต์ที่วาดฝันไว้ก็ไม่เกิดขึ้นจริง จนเหลือพนักงานเพียง 5 คนที่อ่อนกำลังลง กับเงินที่กำลังจะหมดไปในอีกไม่ช้า

ในจังหวะที่กำลังย่ำแย่ Tact พลิกวิกฤตด้วยการกลับไปหา Sea Thailand ซึ่งเป็นลูกค้ารายแรกของบริษัท ด้วยไอเดียการให้เด็กรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ คิดหาไอเดียช่วย SME ซึ่งตรงกับทิศทางของ Sea ที่อยากพัฒนา Digital Skill ให้เยาวชนพอดี จึงกลายเป็นโปรเจกต์แข่งขันทางธุรกิจชื่อ ‘Digital Opportunities for Talent (DOTs)’ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก มีผู้สมัครเข้าร่วมกว่า 1,000 คน ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะต้องเข้ามาช่วยปั้นยอดขายของ 25 กิจการที่เป็นโจทย์ในการแข่งขันให้โตเฉลี่ย 3 เท่า เป็นโปรเจกต์ที่ช่วยต่อลมหายใจให้บริษัท (และกำลังจะมีซีซั่น 2 เร็ว ๆ นี้) 

“ต้องขอบคุณโอกาสในครั้งนี้มาก ๆ หลังจากนั้นเรามีลูกค้าติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มที่ Tact ติดต่อไปช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ตอนนั้นหลายงานก็ขายไม่ผ่าน สิ่งนี้ทำให้เราเรียนรู้ว่า ไม่ได้ไม่เป็นไร ลองทำไปก่อน ช่วยใครได้ก็ช่วย เดี๋ยวสักวันจะมีคนกลับมาช่วยเราเอง”

หลังจากความตึงเครียดคลี่คลายลง แม็กและทีมกลับมาตกผลึกเรื่องโมเดลธุรกิจของ Tact และได้ข้อสรุปที่ชัดเจนขึ้นว่า พวกเขาจะเดินหน้าด้วย ‘4C’ คือ

Camp หรือการจัดค่าย มุ่งเน้นการทำงานร่วมกับภาคการศึกษาหรือมูลนิธิ จัดค่ายที่พัฒนาด้าน Soft Skill และ Mindset

Case Competition หรือการแข่งขันที่ชวนคนรุ่นใหม่มาระดมสมองเพื่อหาทางออกให้สังคม

Campaign หรืองานแคมเปญสื่อสาร

และ Green Consulting หรือที่ปรึกษาและบริหารโครงการด้านสิ่งแวดล้อม

04
To Be Sustainable

เมื่อสภาพสิ่งแวดล้อมของโลกเรากำลังเข้าใกล้หายนะเข้าไปทุกที ภาครัฐและเอกชนไม่อาจนิ่งเฉย ไม่อาจหลีกหนีความรับผิดชอบ และต้องเร่งปรับตัว

ปัญหาคือ หลายแห่งไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร แม้จะมีเงินทุนและบุคลากรมากมาย

Tact จึงเข้ามาเติมเต็มช่องว่างตรงนี้

“ตอนนี้โลกกำลังให้ความสนใจเรื่อง ESG (Environmental, Social, and Governance) ทุกคนพร้อมจะลงทุนกับเรื่องความยั่งยืน พร้อมจะทำให้บริษัทเป็น Carbon Neutral ติดตรงที่ขาด Implementator ที่ทำให้เกิดขึ้นจริง

“แผนของเราคือการพัฒนาตัวเองให้เป็นที่ปรึกษาที่เข้าใจทั้งห่วงโซ่ และเป็นแพลตฟอร์มที่ผลักดันให้คนรุ่นใหม่สร้างอาชีพด้านความยั่งยืนได้อย่างมั่นคง” ป้องและแม็กกล่าว เราอาจเห็นสำนักต่าง ๆ พยายามปั้นบุคลากรด้านดิจิทัลกันมากมาย แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความยั่งยืน ก็ยังถือว่ามีน้อยกว่าเยอะ

ในปัจจุบัน Tact แก้ปัญหาด้วยการให้คำปรึกษาและทำโปรเจกต์

เช่น แคมเปญการสื่อสารรณรงค์เรื่องการจัดการขยะ การจัดอีเวนต์แบบ Zero Waste และการสร้างระบบจัดเก็บ คัดแยก และจัดการขยะต่อในแต่ละพื้นที่ ซึ่งล่าสุดเพิ่งเข้าไปติดตั้งถังขยะที่สวนเบญจสิริ

ด้วยประสบการณ์ด้านการจัดการขยะที่ผ่านมา ทำให้ในปัจจุบัน Tact หันมาแก้ปัญหาด้วยการให้คำปรึกษาและทำโปรเจกต์ โดยมี 2 Service หลัก ได้แก่ Zero Waste Event วางแผนและบริหารจัดการงานอีเวนต์ให้ลดปริมาณขยะที่ลงสู่หลุมฝังกลบให้ได้มากที่สุด และ Zero Waste Area สร้างระบบจัดเก็บ คัดแยก และจัดการขยะปลายทางให้กับลูกค้าองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งล่าสุดได้ร่วมมือกับสำนักสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานครฯ เข้าไปพัฒนาพื้นที่สวนเบญจสิริ ติดตั้งถังขยะที่ออกแบบใหม่เพื่อกระตุ้นพฤติกรรม จัดระบบการเก็บขนแยกประเภท และสร้างระบบการเก็บข้อมูลขยะแบบออนไลน์

Tact Social Consulting : SE คนรุ่นใหม่ที่รับแก้ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างบุคลากรด้านความยั่งยืนให้ประเทศ

แม้บางงานจะเป็นโครงการที่เริ่มต้นและจบลงตามวาระการจ้าง แต่ป้องและทีมงานมองว่าพวกเขาสร้างการเปลี่ยนแปลงระหว่างทางที่สำคัญไปด้วย ไม่ได้เป็นเพียงงานระยะสั้นที่เกิดขึ้นแล้วจบไปเฉย ๆ และไม่ได้เป็นเพียงเพื่อภาพลักษณ์ของบริษัทที่ทำงานด้วย

“ในฐานะธุรกิจเพื่อสังคมและที่ปรึกษาที่ลงมือทำจริง เราทำงานกับลูกค้าเพื่อหาทางพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นจริง ๆ แต่ก่อนเขาอาจทำ CSR แล้วได้ผลลัพธ์กลับมา 1 แต่เราจะทำให้ได้ 10 และเราไม่เคยยกยอว่าบริษัทที่เราทำงานด้วยนั้นดีที่สุดในโลกเรื่องความยั่งยืน

“เราเพียงเห็นจุดที่ว่า ภาคเอกชนหลายแห่งอยากเปลี่ยนแปลง แต่คนข้างในยังไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร พอมาทำงานกับเรา เขาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนความคิดตามไปด้วย ถือเป็นโอกาสดีที่ได้เรียนรู้กันและกัน”

แต่ว่าสิ่งที่พวกเขาตั้งใจจริง ๆ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้ พวกเขากำลังวางแผนที่จะพุ่งเป้าไปถึงระดับโครงสร้างของประเทศ

05
Teamwork

ก่อนจะไปถึงความฝันอันยิ่งใหญ่ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือทีมที่แข็งแรง ทีมที่ถนัดกันคนละด้าน คอยช่วยสนับสนุนกันและกัน

“ก่อนหน้านี้ เราเคยทำตัวแบบ One-man Show มั่นใจในตัวเองมากเพราะมีประสบการณ์ที่เคยทำงานสำเร็จ แต่โชคดีที่ได้ซึงช่วยเตือนสติด้วยคำถามว่า ‘เรามองบริษัทในอีก 5 ปีข้างหน้าอย่างไร’ เราตอบไปว่าจะทำนู่นทำนี่ ซึงถามต่อว่าในภาพอนาคตเหล่านั้น มีทีมอยู่ตรงไหน

“การคุยครั้งนั้นเรียกสติเราเลย มันน่าจะผิดมาก ๆ ถ้า CEO ไม่เห็นภาพของทีมที่มีอยู่ไปด้วยกัน” แม็กเล่าบทเรียนที่ได้รับจากเพื่อนร่วมทีม ทำให้เขาเรียนรู้ที่จะสร้างและรักษาทีมให้ดีขึ้น ช่วยกันดูแลเรื่องที่ถนัดกับซึงและป้อง

ปัจจุบัน Tact เป็นองค์กรที่มีแผนกและการทำงานเป็นระบบมากขึ้น เพื่อสร้างพื้นที่ให้คนได้เติบโตตามที่แต่ละคนถนัด พอเปิดรับสมัครพนักงานชุดใหม่ก็มีคนสมัครเข้ามาเพียบ

“คนกลุ่มนี้มองเห็นว่าการทำงานเพื่อสังคมสามารถสร้างรายได้ไปด้วยและเป็นสิ่งที่น่าทำ ถ้าเราตั้งเป้าหมายที่ใหญ่และอิมแพคขึ้น จ้างคนเหล่านี้มากขึ้น ลองนึกดูว่าเราจะสร้างบุคลากรที่ดีและช่วยแก้ปัญหาของประเทศได้ตั้งเท่าไหร่” 

Tact Social Consulting : SE คนรุ่นใหม่ที่รับแก้ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างบุคลากรด้านความยั่งยืนให้ประเทศ

06
Tact to the Future

ความเป็นไปได้ในอนาคตของ Tact นั้นกว้างมาก 

อาจเป็นเสมือนโรงเรียนที่ปั้นคนรุ่นใหม่ พาพวกเขาออกมาเจอปัญหาสังคมจริง ๆ สอนและช่วยสร้างอาชีพขึ้นมาแก้ไขปัญหานั้น

หรือเป็นแหล่งพัฒนาบุคลากรด้านความยั่งยืนให้กับประเทศ เป็น Recruiter ที่ช่วยหาคนทำงานด้านนี้ให้กับองค์กร เพราะพวกเขาทำงานกับคนเหล่านี้มานับพัน

หรือแม้กระทั่งการสร้างธุรกิจใหม่ที่อาจส่งผลในวงกว้างและช่วยให้ Tact สร้างอิมแพคได้ระดับ 10x

“เมื่อ 5 ปีก่อน ตอนเริ่มตั้งบริษัท การจัดอีเวนต์ยังเป็นเรื่องสนุก แต่พอเราโตขึ้น งานพวกนี้น้อง ๆ ทำกันได้แล้ว เรามองต่อว่า เป็นไปได้ไหมที่เราและ Tact จะไปจัดการปัญหาที่ใหญ่ขึ้น ในระดับที่เป็นโครงสร้างของประเทศมากขึ้น ตอนนี้เรารู้จักบริษัทใหญ่ ๆ เรามีประสบการณ์ในการทำงานหน้างาน เราหาทางเชื่อมต่อคนที่มีความรู้ คนที่มีเงินทุน และคนที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในภาครัฐได้ไหม

“หนึ่งในเป้าหมายที่ Tact กำลังมุ่งหน้าไป คือการปรับเปลี่ยนระบบจัดการขยะของประเทศนี้ ซึ่งต้องอาศัยการทำงานร่วมกับหลายฝ่าย เปลี่ยนแปลงทั้งนโยบาย ระบบการบริหาร และพฤติกรรมคน โดยเร็ว ๆ นี้ เรามีโอกาสได้ร่วมกับนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอแนวทางการพัฒนาระบบจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางของกรุงเทพมหานคร ให้กับผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และกำลังจะมี Action ในการทำโครงการ Pilot ในเขตต้นแบบ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องขยะในระดับนโยบายและโครงสร้างอย่างจริงจัง ก็นับเป็นก้าวใหญ่ที่ขยับเข้าใกล้ความฝันที่เคยฝันกันไว้อีกก้าวหนึ่ง”

07
Take Action

“ไม่เคยตั้งคำถามกับการทำสิ่งนี้เลย” แม็กตอบ เมื่อเราถามว่าเขาเคยคิดลังเล เสียดายโอกาสอื่น ๆ ที่อาจไขว่คว้าในชีวิตได้หรือเปล่า

“การทำงานนี้ทำให้เราพบกัลยาณมิตรดี ๆ ในวงการ Social Enterprise มีคนรอบข้างทั้งเพื่อน อาจารย์ และผู้ใหญ่ ที่พร้อมช่วยเหลือเรา ซึ่งไม่ใช่แค่เพราะอยากช่วยเรา แต่เพราะเราอยากให้เห็นบางสิ่งเกิดขึ้นในสังคมนี้เหมือนกัน พอยิ่งทำไปด้วยกัน ก็ยิ่งเห็นโอกาสมากขึ้นทุกปี แถมระหว่างทาง ได้เจอและเรียนรู้จากผู้บริหารขององค์กรภาครัฐและเอกชนระดับประเทศ ต้องทำอะไรหลายอย่างจนตัวเองโตขึ้นเยอะมาก นึกไม่ออกเลยนะว่าจะมีงานไหนที่ทำแล้วได้สิ่งดี ๆ กลับมาเยอะเท่านี้” 

“เราไม่เคยคิดว่าจะไปทำงานที่อื่นเหมือนกัน มีแต่มองว่าเราจะต่อยอด Tact ต่อไปได้อย่างไร ทุกวันนี้พยายามขับเคลื่อนทุกอย่างให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” ซึงเสริม

และนี่คือพลังของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมสู้สุดใจ ให้สุดกำลัง เพื่อสังคมดี ๆ ที่พวกเขาใฝ่ฝันถึง

ถ้าคุณเป็นคนรุ่นใหม่ที่เชื่อเหมือนกัน หรือเป็นองค์กรที่สนใจอยากพัฒนางานด้านความยั่งยืนอย่างจริงจัง ลองมาแท็กทีมกับ Tact กันไหม

Tact Social Consulting : SE คนรุ่นใหม่ที่รับแก้ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างบุคลากรด้านความยั่งยืนให้ประเทศ

Lesson Learned

  • ไม่มีใครมีคำตอบสำหรับทุกอย่างตั้งแต่แรก การลงมือทำจริง ๆ และใช้เวลาอยู่กับปัญหา จะทำให้เราเข้าใจมากขึ้น
  • สร้างความสัมพันธ์กับผู้คนอย่างยั่งยืน ถ้าพอช่วยใครได้ ก็ช่วยเขา แม้วันนี้เราจะยังไม่ได้ทำอะไรร่วมกัน แต่ในอนาคตอาจมีโอกาสที่เราต้องพึ่งพากันและกัน
  • การทำงานร่วมกับผู้คนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องซับซ้อน แต่ละฝ่ายมีความต้องการลึก ๆ ที่แตกต่างกัน เรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจแต่ละฝ่าย และหาทางรักษาสมดุล
  • อย่าลืมทีมที่สร้างด้วยกันมา

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

จุดเปลี่ยนสำคัญของโลกในขณะนี้ คือการเปลี่ยนผ่านจากรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน ไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าหรืออีวี (Electric Vehicle : EV) ซึ่งเป็นที่ยอมรับและใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้น จากการที่ทุกคนตระหนักถึงพันธกิจสำคัญเรื่องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกพร้อมเพรียงกันทุกเชื้อชาติ ทุกเขตเศรษฐกิจ

อุตสาหกรรมยานยนต์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องถือเป็นสินค้าส่งออกหลักของบ้านเรามาหลายทศวรรษ จนเกิดผู้ประกอบการ ช่างชำนาญการ และผู้ที่มีความรู้ความสามารถในวงการนี้จำนวนมาก

‘อรุณ พลัส’ (ARUN PLUS) ธุรกิจใหม่แห่งอนาคตโดยกลุ่ม ปตท. เดินหน้าลุยธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ รองรับการขยายฐานธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร เพื่อร่วมสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในทุกมิติ ทั้งด้านการผลิต จำหน่าย ระบบกักเก็บพลังงาน แพลตฟอร์มเช่ายานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงพลังงานหมุนเวียนและการประหยัดพลังงาน และร่วมเป็นหนึ่งในการผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำของประเทศไทย สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ‘Powering Life with Future Energy and Beyond ขับเคลื่อนทุกชีวิตด้วยพลังแห่งอนาคต’ โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมพัฒนาธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและยานต์ยนต์ไฟฟ้าครบวงจร รวมทั้งจับมือพันธมิตรในการสร้างประสบการณ์การใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าและบริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าด้วย 

คุณโทรณ หงศ์ลดารมภ์ Head of EV Charger Business บริษัท อรุณ พลัส จำกัด

เราได้คุยกับ คุณโทรณ หงศ์ลดารมภ์ Head of EV Charger Business บริษัท อรุณ พลัส จำกัด ที่งานแถลงข่าวความร่วมมือระหว่างกลุ่ม ปตท. และ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ภายใต้แนวคิด ‘The Future of eMobility Lifestyle’ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญที่ผู้นำด้านศูนย์การค้าจับมือกับผู้นำด้านพลังงาน ขยายเครือข่ายให้บริการสถานีอัดประจุสำหรับยานต์ยนต์ไฟฟ้าในห้างสรรพสินค้า เพื่อสนับสนุนไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม บนโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมต่อและสะดวกสบาย

อรุณ พลัส มุ่งสู่บริการยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร

กลุ่ม ปตท. วางแผนสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่สมบูรณ์ให้ประเทศไทย ตามเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ในปี 2065 โดยหมุดหมายแรกคือการตั้ง บริษัท อรุณ พลัส จำกัด ขึ้น เพื่อรองรับการขยายฐานธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า เป็นการร่วมลงทุนกับพันธมิตรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ปัจจุบันได้ร่วมลงทุนกับ Foxconn Technology Group บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกจากไต้หวัน ก่อตั้ง บริษัท ฮอริษอน พลัส จำกัด (HORIZON PLUS) เพื่อผลิตและประกอบยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ชูจุดเด่นโครงช่วงล่างที่ยืดหยุ่น ปรับแต่งเข้ากับรถได้หลายประเภท ซึ่งถือเป็นการสร้างข้อได้เปรียบด้านการแข่งขันที่น่าสนใจ

“ส่วนมากคนจะกังวลเรื่องสถานีชาร์จไฟ กลัวว่าขับอีวีไปข้างนอกแล้วจะไม่มีที่ชาร์จ หรือไฟหมดกลางทาง ปัจจุบันเราตอบโจทย์เรื่องนี้ไปได้เยอะแล้ว ทางกลุ่ม ปตท. ตั้งใจทำทั้งห่วงโซ่คุณค่าของอีวีตั้งแต่การผลิตรถ แบตเตอรี่ เครื่องชาร์จ สถานีชาร์จ รวมถึงแพลตฟอร์มให้เช่ารถไฟฟ้า ต้องทำครบวงจรเพราะนี่เป็นช่วงเริ่มต้น เพื่อกระตุ้นให้การใช้งานอีวีเกิดขึ้นในวงกว้าง” คุณโทรณกล่าว

คุณโทรณ หงศ์ลดารมภ์ Head of EV Charger Business บริษัท อรุณ พลัส จำกัด

นอกจากนี้ อรุณ พลัส ยังมีโซลูชันที่เกี่ยวเนื่องกับยานยนต์ไฟฟ้าอีกหลายแบรนด์ เริ่มที่ ออน-ไอออน (on-ion) สถานีอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า เน้นขยายธุรกิจเข้าไปในพื้นที่ศักยภาพ ทั้งศูนย์การค้า โรงแรม อาคารสำนักงาน ร้านอาหาร เป็นต้น เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของพฤติกรรมผู้บริโภคแห่งอนาคต 

โดยผู้ใช้อีวีซึ่งใช้บริการชาร์จไฟที่สถานีของ ออน-ไอออน จะมั่นใจได้ว่าพลังงานไฟฟ้าที่ได้รับเป็นพลังงานสะอาดที่มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยการออกใบรับรองการใช้พลังงานหมุนเวียน หรือ Renewable Energy Certificates (RECs) และเป็นพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตในประเทศไทยทั้งหมด นอกจากนี้ผู้ใช้บริการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด จะได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ อีกมากมาย และ ออน-ไอออน ยังมีบริการติดตั้งเครื่องอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าตามที่พักอาศัยอีกด้วย 

ARUN PLUS ธุรกิจรถ EV ของ ปตท. เพื่อให้เมืองไทยมียานยนต์ไฟฟ้าใช้เต็มรูปแบบ

อีกบริษัทอย่าง สวอพ แอนด์ โก (Swap and Go) เป็นแพลตฟอร์มให้บริการสลับแบตเตอรี่สำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เปลี่ยนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอชาร์จไฟ เพื่อเจาะตลาดกลุ่มไรเดอร์ในธุรกิจจัดส่งอาหารและสินค้าที่เติบโตแบบก้าวกระโดด โดยผู้ใช้งานสามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้เองง่าย ๆ ผ่านแอปพลิเคชันภายใน 3 นาที ตามจุดให้บริการครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน

เนื่องจากการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้ายังเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย การเปิดประสบการณ์ให้ผู้ขับขี่ได้ทดลองใช้งานผ่านแพลตฟอร์ม อีวีมี (EVme) จึงช่วยตอบโจทย์เรื่องนี้ได้มาก โดยให้บริการเช่าใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในรูปแบบของการสมัครสมาชิก (Subscription) มีรถหลากหลายแบรนด์ให้เลือก ผู้ใช้งานเพียงเลือกรถ กดจอง ก็รอรับรถยนต์ไฟฟ้าไปใช้งานได้ที่บ้าน

ARUN PLUS ธุรกิจรถ EV ของ ปตท. เพื่อให้เมืองไทยมียานยนต์ไฟฟ้าใช้เต็มรูปแบบ

“อีวีมี เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้คนมีความรู้และสร้างประสบการณ์การใช้อีวีมากขึ้น เราปล่อยเช่ารถให้ผู้ที่สนใจอยากลองใช้ก่อนตัดสินใจซื้อจริง ทั้งกลุ่มลูกค้าทั่วไปและกลุ่ม B2B เราอยากให้ได้ทดลองใช้งานกัน โดยในแอปพลิเคชัน อีวีมี จะมีข้อมูลสถานีชาร์จไฟจากทุกค่าย ทุกแบรนด์ บริการอยู่ด้วย ผมว่าคุ้มครับ ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของอีวีค่อนข้างถูก ต้นทุนการวิ่ง 1 กิโลเมตรประมาณ 50 สตางค์ถึง 1 บาทเท่านั้นเอง” 

ARUN PLUS ธุรกิจรถ EV ของ ปตท. เพื่อให้เมืองไทยมียานยนต์ไฟฟ้าใช้เต็มรูปแบบ

“ผมใช้อีวีมาปีกว่าแล้ว ส่วนตัวก็ชอบ ประหยัด ไม่ต้องไปเติมน้ำมัน เพราะว่าเรามีเครื่องชาร์จที่บ้าน เหมือนมีปั๊มน้ำมันที่บ้านเราเอง 70 – 80 เปอร์เซ็นต์ของคนใช้งานอีวีชอบเติมไฟที่บ้าน ถ้าขับแค่ในกรุงเทพฯ ชาร์จ 1 ครั้ง ขับได้เป็นอาทิตย์ อย่างรุ่นที่ผมใช้อยู่ ขับได้ระยะทางสูงสุด 400 กิโลเมตร เสียงเงียบมาก ไม่มีไอเสียออกมา เป็นเสน่ห์ของการใช้อีวีและทำให้เมืองน่าอยู่ขึ้นจริง ๆ ครับ” 

อีกธุรกิจอย่าง นูออโว พลัส (NUOVO PLUS) บริษัทร่วมลงทุนระหว่าง อรุณ พลัส และ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. ที่มีความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมพลังงาน เพื่อลงทุนในธุรกิจแบตเตอรี่ รองรับทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการกักเก็บไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ภายใต้แนวคิดการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นี่เป็นตัวอย่างความตั้งใจที่ตอกย้ำความพร้อมด้านวิสัยทัศน์ เทคโนโลยี และพันธมิตรทางธุรกิจที่จะร่วมกันผลักดันระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจรระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทยต่อไป

เชื่อมต่อไม่สะดุดกับบริการชาร์จไฟในทุกจังหวะชีวิต

สถานีอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าของ อรุณ พลัส ภายใต้แบรนด์ ออน-ไอออน เริ่มขยายตลาดทั้งลูกค้าองค์กรและบุคคล ด้วยเครื่อง AC Charger ที่รองรับการใช้งานรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ ควบคุมการใช้งานได้สะดวกผ่าน on-ion Mobile Application ดาวน์โหลดได้ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android ใช้งานง่าย สะดวก ปลอดภัย ไม่ยุ่งยาก

เราจะพบบริการของ ออน-ไอออน ได้ที่อาคารจอดรถ EnCo ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ (EECi) ณ วังจันทร์วัลเลย์ จังหวัดระยอง รวมทั้งคริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ เดอะคริสตัล เอกมัย-รามอินทรา เดอะคริสตัล เอสบี ราชพฤกษ์ เดอะคริสตัล ชัยพฤกษ์ เพลินนารี่ มอลล์ วัชรพล และสัมมากรเพลส รามคำแหง และในพื้นที่เซ็นทรัล 37 สาขา กว่า 18 จังหวัดทั่วประเทศ

ARUN PLUS ธุรกิจรถ EV ของ ปตท. เพื่อให้เมืองไทยมียานยนต์ไฟฟ้าใช้เต็มรูปแบบ

นับเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตาของ อรุณ พลัส ด้วยการร่วมมือกับผู้นำกลุ่มศูนย์การค้าชั้นนำของไทยอย่างเซ็นทรัลพัฒนา ในการขยายจุดบริการเครื่องอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าในเซ็นทรัล 37 สาขา กว่า 18 จังหวัด ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อรองรับการใช้งานของผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ประสบการณ์การชาร์จไฟนอกบ้านของลูกค้าง่าย สะดวก และไร้กังวล เป็นไปตามความตั้งใจที่จะทำให้ประเทศไทยมีจำนวนสถานีและหัวชาร์จให้ได้มากที่สุด ก้าวสู่การบริการที่ครบวงจร ภายใต้การร่วมลงทุน 200 ล้านบาท เพื่อติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้าให้ได้ 400 ช่องจอดในสิ้น พ.ศ. 2565 นี้

“เราได้เจรจากับทางเซ็นทรัลพัฒนามาสักพักแล้ว เพื่อเตรียมความพร้อมในการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จ และต้องขอบคุณทางเซ็นทรัลพัฒนาที่ไว้วางใจบริการ ออน-ไอออน ของ อรุณ พลัส โดยทางเราพร้อมสนับสนุนเรื่องเทคโนโลยีของยานยนต์ไฟฟ้า ส่วนกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนาจะเตรียมสถานที่ที่มีศักยภาพเอาไว้ให้ เพื่อร่วมกันส่งเสริมให้สังคมผู้ใช้อีวีเกิดขึ้น ต่อไปเมื่อคนขับไปห้างสรรพสินค้าในต่างจังหวัดหรือใช้บริการโรงแรมก็ชาร์จไฟได้อย่างสบายใจ จุดบริการแรกในห้างสรรพสินค้าของเซ็นทรัลพัฒนาคือศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เริ่มให้บริการในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 นี้ และจะทยอยเปิดให้บริการครบทั้ง 37 สาขาช่วงต้น พ.ศ. 2566” 

ถือเป็นบริการที่ไร้รอยต่อ ไร้กังวล โดยความร่วมมือของภาคธุรกิจที่ตั้งใจขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำอย่างจริงจัง

คุยกับผู้บริหาร ARUN PLUS ถึงอนาคตของระบบใช้รถ EV ทั่วเมืองไทย และการวางแผนพลังงานสะอาดครบวงจร

พัฒนาต่อเนื่อง เพื่อก้าวต่อไปของธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม

คุณโทรณเล่าให้เราฟังเพิ่มเติมว่า อรุณ พลัส อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้เพื่อต่อยอดโอกาสที่จะขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้าไปยังธุรกิจอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนพลังงานสะอาด สร้างระบบนิเวศที่ดีของผู้ใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่ง ออน-ไอออน มีแผนที่จะเปิดให้บริการแบบชาร์จเร็วหรือ DC Charger ในปีหน้า เพื่อต่อยอดจากการชาร์จปกติหรือ AC Charger ที่มีอยู่ในปัจจุบัน สอดรับกับแผนการขยายธุรกิจ และรองรับความต้องการของลูกค้าที่จะเข้มข้นมากขึ้นนับจากนี้

“สำหรับเครื่องชาร์จไฟ เราจะเน้นที่ความง่าย สะดวกสบายในการใช้งาน ต้องไม่ยุ่งยาก ปลอดภัย เน้นเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค เราพยายามเอาเครื่องมือทางการตลาดเข้ามาเสริมให้คนใช้งานรู้สึกสนุกไปด้วย เรื่องที่ดีคือตอนนี้เราสนับสนุนให้คนไทยใช้พลังงานสะอาดด้วยการใช้พลังงานทดแทน ซึ่งส่วนมากเป็นพลังงานจากแสงแดดที่ประเทศเรามีศักยภาพมาก ลูกค้าที่มาชาร์จไฟที่ ออน-ไอออน ทุกสถานีก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด โดยจะได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ จากเรา และยังช่วยโลกอีกแรงครับ”

ผู้บริหารของ อรุณ พลัส มองว่าตลาดยานยนตไฟฟ้าของประเทศไทยยังมีขนาดเล็กและเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น เมื่อเทียบกับตลาดขนาดใหญ่และได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในวงกว้างอย่างประเทศแถบยุโรป ซึ่งถือว่ามีโอกาสอีกมากที่จะเติบโตต่อไป ซึ่งเรามีข้อได้เปรียบเรื่องการเป็นฐานการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนมาหลายทศวรรษ การเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบพัฒนาการของธุรกิจนี้กับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียนด้วยกัน ถือว่าประเทศไทยก้าวมาได้ไกลกว่าเพื่อนบ้านพอสมควรแล้ว

คุณโทรณ หงศ์ลดารมภ์ Head of EV Charger Business บริษัท อรุณ พลัส จำกัด

Lesson Learned 

  • กลุ่ม ปตท. มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนเรื่องการขยายตัวของพลังงานสะอาดและการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า จึงเลือกจับมือกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากสิ่งที่ตนเองถนัด เพื่อสร้างสินค้าและบริการในราคาที่จับต้องได้สำหรับคนไทย
  • การใช้พลังงานสะอาดของ ออน-ไอออน เป็นจุดขายที่น่าสนใจ และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีสำหรับ อรุณ พลัส และกลุ่ม ปตท. ช่วยทำให้คนเข้าใจและเข้าถึงพลังงานสะอาดมากขึ้น เพื่อร่วมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในสังคมต่อไป
  • การจับมือกันกับกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนาซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มศูนย์การค้าของประเทศ จะยิ่งส่งเสริมการรับรู้ของแบรนด์ อรุณ พลัส และ ออน-ไอออน รวมทั้งตอกย้ำความจริงใจของเซ็นทรัลพัฒนาในการสนับสนุนลูกค้าเรื่องพลังงานสะอาด สร้างประสบการณ์ทางบวกให้กับผู้ใช้บริการในศูนย์การค้าได้ดี

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load