ธุรกิจ : บริษัท สุวิรุฬห์ชาไทย จำกัด

ประเภทธุรกิจ : ไร่ชาและผลิตภัณฑ์ชา

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2541 (จดทะเบียน)

อายุ : 23 ปี

ผู้ก่อตั้ง : กำจร มานิตวิรุฬห์, สุจินแสง ณติณณ์วิรุฬห์ (ห้างหุ่นส่วนจำกัด สุวิรุฬห์ชาไทย)

ทายาทรุ่นสอง : จารุวรรณ์ (เหมียว), จิราภรณ์ (หนิง), ธีร์ดาวุด (ตี๋), จิรธารา (ผิง), ธีร์ดนัย (ไถไถ) ณติณณ์วิรุฬห์

‘ชาไทย’ ในความคิดของคุณเป็นอย่างไร

ใช่สีส้ม ๆ หวาน ๆ หรือเปล่า นั่นอาจเป็นภาพจำที่ใครหลายคนนึกถึง

แต่สำหรับ สุวิรุฬห์ ชาไทย แบรนด์ชาออร์แกนิกจากจังหวัดเชียงรายของ 5 พี่น้องทายาทรุ่นสองครอบครัวณติณณ์วิรุฬห์ พวกเขาขอนิยามชาไทยใหม่ให้ลึกซึ้งกว่านั้น 

ปลูกด้วยความพิถีพิถันแบบงานคราฟต์ ไม่อัดฉีดสารเคมีเร่งการเติบโต เด็ดใบชาด้วยมือเพื่อรักษารสชาติ นำมาผสมกับสมุนไพรเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์และอุดมสรรพคุณต่อร่างกาย หอม ผ่อนคลาย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

ชาไทยเป็นที่จดจำแบบนั้นได้หรือเปล่า สุวิรุฬห์กำลังค้นหาคำตอบด้วยแบรนด์ของตัวเองที่สานต่อภารกิจจากรุ่นพ่อ ผู้ใฝ่ฝันว่าสักวัน ชาทั้งเชียงรายจะเป็นที่รู้จักจากความดีงาม

สุวิรุฬห์ ชาไทย ในมือทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาและผู้คนจนแบรนด์ชาออร์แกนิกเชียงรายสู่สากล

ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นธุรกิจที่พี่น้องทั้ง 5 คนรวมพลังกัน ตัดสินใจกลับเข้ามาทำงานธุรกิจของครอบครัว เกือบทุกคนเลือกงานนี้เป็นงานแรกของชีวิต ทำด้านที่แต่ละคนถนัด เรียนรู้และเติบโต ข้ามผ่านความเจ็บปวด ความสูญเสีย และการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกัน

จนวันนี้ สุวิรุฬห์มีไร่ชากว่า 1,400 ไร่ จาก 5 พื้นที่ปลูก ผลิตชากว่า 57 ชนิด ส่งออกตีตลาดมากกว่า 20 ประเทศ รวมถึงประเทศที่ปลูกชากันขึ้นชื่ออย่างจีนและญี่ปุ่น

ความสำเร็จเหล่านี้มีความหมายทางธุรกิจ แต่สำหรับ เหมียว-จารุวรรณ์ ณติณณ์วิรุฬห์ พี่สาวคนโตและกรรมการผู้จัดการ สิ่งล้ำค่าไม่แพ้กันที่สุวิรุฬห์มอบให้คือ โอกาสสร้างคุณค่าต่อส่วนรวม ตามคำสอนของพ่อและแม่ 

ต่อให้ไม่ได้อยู่ในวงการนี้ เราขอชวนคุณมานั่งจิบชากับสุวิรุฬห์ เรียนรู้แนวคิดจากทายาทกิจการที่ฝ่าฟันมานานเกือบ 20 ปี

ทั้งชาและเรื่องราวของเธอ อาจช่วยเติมพลังใจให้คุณพร้อมรับมือกับสารพัดปัญหา โดยไม่ละทิ้งอุดมการณ์ที่ยึดมั่น

สุวิรุฬห์ ชาไทย ในมือทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาและผู้คนจนแบรนด์ชาออร์แกนิกเชียงรายสู่สากล
ผิง, หนิง, เหมียว, คุณแม่, ไถไถ, ตี๋ (ซ้ายไปขวา)

ขี่อาชาไปส่งชา

ประวัติศาสตร์ของสุวิรุฬห์เริ่มต้นจากการอพยพของอาป้ะ (คุณปู่) น่าเจิ่นจง ชนรุ่นหลังของชาวมองโกลในเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน และอานาย (คุณย่า) หมิงโฮวจือ มาปักหลักสร้างครอบครัวที่ดอยวาวี จังหวัดเชียงราย

ดอยแห่งนี้ปกคลุมด้วยไร่ชาอัสสัมอยู่แล้ว กำจร มานิตวิรุฬห์ ลูกชาย จึงเติบโตท่ามกลางสวนชาอายุเก่าแก่แสนล้ำค่า เขาเริ่มทำงานเป็นลูกจ้าง เก็บเกี่ยววิชาตั้งแต่อายุ 12 ปี ควบคู่กับการเดินเท้าไปเรียนที่ดอยแม่สลอง ในช่วงเดียวกันกับที่ผู้คนได้รับพันธุ์ชาอู่หลงใหม่มาปลูก

ด้วยบทบาทประธานนักเรียน กำจรนำเพื่อน ๆ ปลูกและขยายพันธุ์ชา แต่เมื่อถึงวัย 19 ปี อาป้ะจากโลกนี้ไป เขาตัดสินใจลาออกมาดูแลอานายเต็มตัวด้วยการผลิตชาเอง

“สมัยก่อนการทำชาไม่ซับซ้อน มีแค่กระทะใบหนึ่งและสถานที่ไว้คั่วชา ตากแดด ได้ใบชาเท่าไรก็ใส่ลงกระสอบให้แน่นที่สุด เพราะขนส่งลำบาก ไม่มีถนนถึงเมือง ต้องขี่ม้าห้อยกระสอบมาที่แม่น้ำแล้วขึ้นเรือ ม้า 4 ตัวขนได้ 8 กระสอบ เรือหนึ่งลำใส่ได้ราว 16 กระสอบ ข้ามฟากแต่ละครั้งเหมาเรือ 2 – 3 ลำ ต่อด้วยขึ้นรถมาส่งขายให้ซาปั๊วที่เชียงใหม่

“ทำแบบนี้หนึ่งรอบก็ถือว่าเยอะแล้ว แต่ตอนนั้นพ่อทำสูงสุดวันละ 3 เที่ยว ตื่นมาละหมาดตี 4 แล้วเริ่มขนเลย ทำแบบนี้จนโต” เหมียวเล่าประสบการณ์และกำลังวังชาของคุณพ่อเมื่อครั้งเยาว์วัย

เมื่อการสัญจรต้องอาศัยเรือเป็นหลัก กำจรได้พบรักและแต่งงานกับ สุจินแสง ณติณณ์วิรุฬห์ ลูกสาวเจ้าของเรือ 

พ.ศ. 2531 พอเหมียวอายุ 8 ขวบ ถนนหนทางพัฒนาขึ้น กำจรเห็นว่าการศึกษาของลูกเป็นเรื่องสำคัญ จึงตัดสินใจลงมาอาศัยในเมือง แต่ยังยึดอาชีพการปลูกชาบนดอย

ปรัชญาดูแลชา

การปลูกชาของครอบครัวณติณณ์วิรุฬห์แตกต่างจากไร่ทั่วไป แม้แต่ชาวไต้หวันสมัยก่อน ยังคิดว่าคนที่ทำแบบนี้เหมือนอยู่ในนิทาน

“ไร่เราดูไม่ค่อยสวย ในพื้นที่ 1.5 ตารางเมตร เราปลูกชาแค่ต้นเดียว เพื่อให้ต้นไม้ได้สารอาหารเต็มที่และโตได้สมบูรณ์ เราเด็ดใบชาด้วยมือ หนึ่งยอดสองใบ ไม่ใช้มีดหรือเครื่องตัด เพราะทำให้เซลล์ข้างในตื่นตัวและเกิดรสขมฝาด ทุกวันนี้ก็ยังทำแบบนี้อยู่” เหมียวพาทัวร์ไร่ พลางอธิบายจุดเด่นที่รักษาไว้ไม่แปรเปลี่ยน
สุวิรุฬห์ปลูกชาตามวิถีเกษตรอินทรีย์ แม้ปริมาณผลผลิตน้อยกว่า ใช้เวลานานกว่า แต่ทุกใบรับประกันความปลอดภัยและคุณภาพ เติม 2 หรือ 3 น้ำ รสชาติจากใบชายังเข้มข้นชัดเจน ต่างจากรสชาที่เก็บรวมใบแก่ 6 – 7 ใบต่อยอดโดยสิ้นเชิง

“ป๊าสอนให้เราดูแลต้นชาเหมือนคน” ลูกสาวเอ่ยถึงปรัชญาของพ่อ 

  “ถ้าคนไม่ชอบอยู่พื้นที่แออัดเกินไป ต้นไม้ก็คล้ายกัน ป๊าบอกด้วยว่าเขาดื่มชาทุกวัน ลูกเมียก็ดื่ม ลูกค้าที่มีก็กลายเป็นเพื่อน แล้วเราจะเสิร์ฟสิ่งที่เต็มไปด้วยสารเคมีให้เขาดื่มได้จริงหรอ เราเลือกได้ว่าจะให้สิ่งที่มีคุณค่าที่สุดกับเขา 

“เป็นคำพูดที่เรายึดมั่นในใจเสมอมา และทำให้สานต่อเรื่องเกษตรอินทรีย์ พอเจอปัญหาอะไร เราจะนึกถึงคำพูดที่ว่า ให้ดูแลชาเหมือนคน ทำให้หาทางออกเจอเสมอ”

สุวิรุฬห์ ชาไทย ในมือทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาและผู้คนจนแบรนด์ชาออร์แกนิกเชียงรายสู่สากล
สุวิรุฬห์ ชาไทย ในมือทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาและผู้คนจนแบรนด์ชาออร์แกนิกเชียงรายสู่สากล

อีกหนึ่งความต่างคือ การปลูกชาบนพื้นที่ราบ เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2537 ด้วยการแปลงสวนมะม่วง 5 ไร่ที่ครอบครัวซื้อมา ณ ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 400 เมตร 

“เมื่อก่อนคนไทยไม่ค่อยปลูกชาบนที่ราบ เพราะบนดอยมีอุณหภูมิ สภาพอากาศ ระดับน้ำทะเล และปัจจัยต่าง ๆ ดูเหมาะสมกว่า แต่ชาวไต้หวันที่มาทำงานกับเราบอกให้ลองปลูกชาตรงสวนมะม่วงนี้ดู ที่ไต้หวันและเวียดนาม เหนือระดับน้ำทะเล 200 เมตรก็ปลูกชากันแล้ว ป๊าเดินทางไปดูก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ” เหมียวเล่า
แม้กำจรอธิบายให้คนรอบฟังเท่าไร คนก็หาว่าเขาบ้า แต่เขาลองปลูกต่อไปอย่างมุมานะ จนพื้นที่ขยายหลายสิบไร่

ด้วยคุณภาพจากธรรมชาติ กิจการจึงเติบโตถึงขั้นเตรียมส่งออก พ.ศ. 2541 ทางครอบครัวจดทะเบียนธุรกิจด้วยชื่อ ‘สุวิรุฬห์ ชาไทย’ จากการผสมชื่อของแม่ (สุจินแสง) กับนามสกุลของพ่อ (มานิตวิรุฬห์) 

“ส่วนคำว่าชาไทย ป๊าใส่ในชื่อ เพราะนึกถึงคำพูดอากงที่บอกไว้ว่า ขอบคุณแผ่นดินนี้ที่ให้เขาอยู่ในวันที่ไม่มีเงินสักบาท ถ้าตอบแทนอะไรได้ให้ทำ เลยขอต่อท้ายด้วยคำนี้ เป็นส่วนเล็ก ๆ ที่อยากนำเสนอว่าชาแบบนี้ คนไทยทำ คนไทยปลูก”

My Cup of Tea

ในช่วงปีที่แบรนด์ถือกำเนิด เป็นช่วงเวลาที่เหมียวเข้าเรียนด้านบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ควบคู่กับการช่วยครอบครัวทำงาน ก่อนลงสนามเต็มตัวตอนอายุ 21 ปี เป็นงานแรกและงานเดียวของชีวิต

“ตอนเด็ก เราไม่รู้ว่ากิจการจะเป็นยังไงต่อ รู้แค่ต้องกลับมาดูแลป๊าม้า และตอนนั้นป๊าค่อนข้างเป็นห่วง ไม่อยากให้ไปไกลเกินเชียงใหม่ อยู่ห่างไกลธรรมชาติ แต่เราอยากให้น้อง ๆ ออกไปเรียนรู้ คิดว่าการกลับมาทำงานก่อนจะช่วยการันตีให้สบายใจว่ารุ่นลูกไม่ทิ้งกิจการไปไหน

“เราเองก็กลัวว่าพี่น้องจะแตกแยก คุยแต่เด็กเลยว่าห้ามทะเลาะกัน โตไปจะหาทางกลับมาทำหน้าที่ที่แต่ละคนชอบ” พี่คนโตเล่าเหตุผลที่สานต่อกิจการแต่เนิ่น ๆ 

เหมียวเดินสายออกบูทตั้งแต่สมัยเรียน ทั้งที่เชียงใหม่ ศูนย์สิริกิติ์ ไบเทคบางนา อิมแพคเมืองทองธานี รวมถึงต่างแดนอย่างดูไบ ไต้หวัน แคนาดา ค่อย ๆ เรียนรู้กลยุทธ์การขายจากพ่อแม่ พร้อมช่วยดูแลน้องคนที่ 4 และ 5 ที่อายุห่างกันเกิน 10 ปี จนออกบูทแทนพ่อแม่ได้เต็มตัว

ตื่น 6 โมงเช้า เริ่มทำงานตอนเคารพธงชาติ ยืนชงชาที่บูทถึง 4 โมงเย็น เคลียร์ของนับสต็อกถึง 5 ทุ่ม รับของที่สนามบินตอนเที่ยงคืน นอนตี 2 และตื่นมาทำงานใหม่ ติดกัน 10 วัน จึงเป็นทั้งความทรงจำและเรื่องปกติของชีวิตเหมียว

สุวิรุฬห์ ชาไทย ในมือทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาและผู้คนจนแบรนด์ชาออร์แกนิกเชียงรายสู่สากล
สุวิรุฬห์ ชาไทย ในมือทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาและผู้คนจนแบรนด์ชาออร์แกนิกเชียงรายสู่สากล

ขณะเดียวกัน พ่อของเหมียวปรับพื้นที่ร้านขายเสื้อผ้าในเชียงรายที่มีอยู่ให้กลายเป็นหน้าร้าน วางตู้กระจกอะลูมิเนียมเป็นเคาน์เตอร์ชงชา พร้อมจัดพื้นที่วางกล่องกระดาษไว้บรรจุชา และออฟฟิศขนาดราว 16 ตารางเมตรให้เหมียวนั่งทำงาน
“เราหัดทำทุกอย่างตั้งแต่ชงชา แพ็กของ ขับรถ ตอนขับรถก็คิดว่าตัวเองเป็นคนขับรถจริง ๆ ยกของ ชั่งแล้วส่งเองจนเสร็จ ไม่คาดหวังให้ใครช่วยหรือให้ความเป็นผู้หญิงทำร้ายเรา” ทายาทผู้สวมมาเกือบทุกบทบาทของธุรกิจเล่า 

การฝึกปรือเช่นนี้ทำให้เหมียวตอบคำถามธุรกิจได้ครบถ้วน และเล่าให้เห็นภาพได้เป็นฉาก ๆ เพราะล้วนผ่านการลงมือทำเองจนช่ำชองแล้ว

“เคยมีคนถามป๊าว่าทำไมไม่ปล่อยให้เราทำงานข้างนอก มาดักดานอะไรตรงนี้ แต่เราฟังแล้วขำเลย เพราะตอนนั้นเรากำลังเรียนรู้เยอะมาก ต้องคิดทุกอย่างเองจริง ๆ

“หลายอย่างเราไม่รู้ว่าต้องทำยังไง แต่โชคดีว่าม้าชอบให้เราทำในสิ่งที่ไม่รู้ตั้งแต่เด็ก และสอนว่าทางอยู่กับปาก ไม่ต้องอาย ไม่รู้ให้ถาม” เหมียวบอกเคล็ดวิชาการเอาตัวรอด

ชาไทยสมุนไพร

“คนถามหาชาสีส้ม ๆ จากเราตลอด” เจ้าของแบรนด์ชาไทยเล่าถึงคำถามยอดฮิต ไม่แปลกที่คนมองว่า ชาเชียว ชาอู่หลง ที่ขายเป็นชาจีน แม้ว่าคนไทยปลูกเอง ขายเอง 

พอคนถามบ่อยเข้า การตามหานิยามของชาไทยที่แท้จริงในแบบฉบับสุวิรุฬห์จึงเริ่มต้นขึ้น

 “เราสำรวจตามห้าง เห็นร้านขายชาที่ฉีดรส ฉีดสีเยอะ ๆ ก็รู้สึกว่าแบบนี้ไม่ใช่ นึกต่อว่าประเทศเรามีสมุนไพรเยอะแยะ ทำไมไม่จับมาผสมทำอะไรสักอย่าง เราเข้าใจวิธีสกัดสารจากใบชาอยู่แล้วด้วย

“พอลองซื้อตะไคร้มาซอยมาอบ ป๊ากับม้าไม่เห็นด้วยเลย คิดว่าไม่น่ารอด ใครจะดื่ม แต่เราลองผสมหาสูตรไปเรื่อย ๆ ดื่มทุกวันอยู่ 6 เดือน เกือบแทนน้ำ เพราะไม่อยากขายสิ่งที่เราไม่ดื่มจริง จนเจอสูตรผสมชาดำที่หอม ผ่อนคลาย ลองซื้อกระป๋องมาบรรจุทำขายเลย

“ปรากฎว่าขายดี มียอดสั่งมาหมื่นกระป๋อง ทุกคนในบ้านต้องมานั่งแปะสติกเกอร์กล่องกัน ป๊าบอกว่าดีเหมือนกันเนอะ ขายอู่หลงตั้งนานไม่เห็นมีแบบนี้บ้างเลย (หัวเราะ)” 

ไม่ได้เป็นเพราะโชคช่วย ส่วนหนึ่งของความสำเร็จนี้เกิดขึ้นจากมุมมองของทายาทรุ่นใหม่ ที่ออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของกลุ่มค้าที่เปลี่ยนไปด้วยความเข้าใจ

“เรามีเบอร์ลูกค้าเก่า ๆ จากตอนออกบูท ลองติดต่อไปคุย ปรากฏว่าพวกเขาคือรุ่นอากง อาม่า รุ่นที่ซื้อชาอู่หลงกันทีละ 20 กิโลกรัม ซึ่งเสียชีวิตกันหมดแล้ว ทำให้เรารู้ว่าต้องเปลี่ยนกลุ่มลูกค้าด้วย ปรับวิธีขาย ทำให้บรรจุภัณฑ์เล็กลงและพัฒนาอะไรใหม่” เหมียวอธิบายแนวคิดการเปลี่ยนแปลง 

เมื่อขายดีเทน้ำเทท่า สุวิรุฬห์สั่งตะไคร้เพิ่มมหาศาล แต่เจอปัญหาว่าคุณภาพของแต่ละล็อตไม่เหมือนกัน ยังไม่รู้ชัดว่าพันธุ์ไหนเหมาะกับผลิตภัณฑ์บ้าง

วิธีแก้ง่าย ๆ คือปลูกเองเสียเลย จะได้ศึกษาให้เข้าใจถ่องแท้ 

เป็นเหตุให้ไร่ของสุวิรุฬห์เต็มไปด้วยสมุนไพรนานาพันธุ์ เช่น ตะไคร้ ขิง กระเจี๊ยบ ใบเตย และอีกมากมาย แน่นอนว่าปลูกด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ทั้งหมด ยิ่งสร้างความหลากหลายทางชีวภาพให้พื้นที่  

พอเข้าใจจริง เมื่อความต้องการของตลาดมากขึ้น สุวิรุฬห์สามารถเลือกซื้อสมุนไพรจากเกษตรกรรายย่อยที่ยึดหลักเดียวกันอย่างถูกต้อง โดยเน้นเกษตรกรที่ปลูกพืชนั้นและตามหาตลาดอยู่แล้ว แม้ต้องใช้เวลาหาคนเหล่านี้อย่างยากลำบาก

“เราไม่สั่งคนปลูกแล้วขายให้เรา เพราะอาจไม่ได้ทำด้วยใจจริง ถ้าเป็นคนทำมาก่อนและทำจริง เขาจะรักและผูกพันกับมัน ส่วนเราที่เป็นผู้ปลูกเองด้วยก็เข้าใจกัน และจะไม่ทำให้เขาขาดทุน”

สุวิรุฬห์ ชาไทย ในมือทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาและผู้คนจนแบรนด์ชาออร์แกนิกเชียงรายสู่สากล

Challenge is an Opportunity

แต่เรื่องไม่คาดฝันเป็นสิ่งอยู่เคียงคู่ธุรกิจเสมอ 

หลังได้รับออเดอร์ที่ทำให้ต้องตระเวนหาตะไคร้เป็นร้อยตันต่อเดือน จู่ ๆ คู่ค้าก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งให้เหมียวต้องหาทางไม่ให้สูญเงินเป็นล้าน

จากปัญหา สุวิรุฬห์พลิกสถานการณ์ด้วยการคิดค้นซีรีส์ใหม่ชุด The Garden Tea นำตะไคร้ ขิง ใบเตย รวมถึงอัญชัน กระเจี๊ยบ มาผลิตชาไร้คาเฟอีน

“ซีรีส์นี้เกิดขึ้นจากความต้องรับผิดชอบ หาทางกระจายสต็อกออกไปให้ได้เร็วที่สุด แต่กลายเป็นว่าเราได้ลูกค้าตลาดใหม่ที่รักสุขภาพ แต่อยากมีเครื่องดื่มที่ไม่ใช่น้ำเปล่า รวมถึงมีลูกค้าต่างประเทศติดต่อมาซื้อด้วย”

สุวิรุฬห์ ชาไทย ในมือทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาและผู้คนจนแบรนด์ชาออร์แกนิกเชียงรายสู่สากล
สุวิรุฬห์ ชาไทย ในมือทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาและผู้คนจนแบรนด์ชาออร์แกนิกเชียงรายสู่สากล

การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดคงเกิดขึ้นยาก หากเหมียวต้องคิดทุกอย่างลำพัง โชคดีที่แรงสนับสนุนของเหมียวคือ หนิง-จิราภรณ์ ณติณณ์วิรุฬห์ น้องรองที่อายุห่างกัน 4 ปีและเรียนจบด้านพัฒนาผลิตภัณฑ์ เข้ามารับหน้าที่ดูแลการผลิตและ R & D ตั้งแต่อายุ 25 ปี

“คนมักบอกว่าชาสมุนไพรของเราแปลกกว่าที่อื่นในทางที่ดี นั่นเป็นเพราะเรามีกระบวนการผลิตดี และน้องสาวเราเป็นคนดูเรื่องนี้” เหมียวยิ้ม

ธุรกิจของทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาแบบมนุษย์ ผสมสมุนไพรส่ง 20 กว่าประเทศ เพื่อให้คนเห็นคุณค่าชาเชียงราย

เสียงชาเชียงราย

ช่วงเวลาที่เหมียวบริหารงานตอนที่คุณพ่อยังดูแลอยู่ เธอซึมซับและเรียนรู้จากวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของพ่อ โดยหนึ่งในมรดกทางความคิดสำคัญคือ การทำงานเพื่อส่วนรวม

การตั้งใจผลักดัน ‘ชาเชียงราย’ ของกำจรถือเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดเรื่องนี้ 

เคยมีธุรกิจรายใหญ่เสนอให้สุวิรุฬห์ร่วมทุนสร้างกิจการด้วยกัน แต่กำจรเล็งเห็นว่าอาจทำให้แนวทางของธุรกิจเปลี่ยนไป จึงไม่ตอบรับ แต่กลับเสนอตัวไปช่วยปลูกชาบนพื้นที่ส่วนหนึ่งของเขาและสอนการผลิตแทน

“ตอนนั้นไม่เข้าใจว่าป๊าช่วยทำไม เราจะแย่เอานะ ป๊าถามกลับว่า ไปออกบูทมาเป็นสิบปี คนยังถามว่าชามาจากจีนอยู่ไหม เราตอบว่าถามตลอด คนไม่รู้เลยว่ามาจากเชียงราย 

“ป๊าพูดต่อว่า ถ้ามีบริษัทใหญ่บอกว่าตัวเองปลูกชา ชาดีต้องเชียงราย คนทั้งประเทศจะรู้จักไหม เราก็อ๋อ จริงด้วย แต่ยังไม่เห็นภาพว่าจะดีกับเรายังไงนะ ป๊าแค่บอกว่าถ้าเราทำตรงนี้ได้ดี ทั้งจังหวัดจะดีไปด้วยกันหมด”

ธุรกิจของทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาแบบมนุษย์ ผสมสมุนไพรส่ง 20 กว่าประเทศ เพื่อให้คนเห็นคุณค่าชาเชียงราย

ตัดภาพมาปัจจบุัน สิ่งที่คุณพ่อคิดไว้ไม่มีพลาด ที่คาดไว้ไม่มีผิด 

บริษัทใหญ่ผลักดันให้ไร่ชาที่กำจรช่วยปลูกกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว จัดเทศกาล จนเชียงรายกลายเป็นเมืองรองขวัญใจนักท่องเที่ยว พอคนเดินทางมามากขึ้น พวกเขาต่างเลือกหาสินค้าและสถานที่ที่ถูกจริตของตัวเอง กระตุ้นเศรษฐกิจทั้งจังหวัด ชาเชียงรายเข้าไปอยู่ในใจคน ได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย 

นอกจากนี้ กำจรยังพยายามสร้างชมรมชา ชวนเพื่อนพี่น้องดอยต่าง ๆ ไปออกบูทด้วยกัน ช่วยสอนวิธีจัดของจัดร้าน แม้ทำให้รายได้ตัวเองลดลง และต้องวุ่นวายกับคนที่เห็นต่าง ไม่ให้ความร่วมมือ

“ป๊ายินดีสอนคนอื่น ไม่คิดเล็กคิดน้อย เพราะเป้าหมายเขาต่าง ไม่ใช่แค่เพื่อสุวิรุฬห์ แต่อยากให้คนทั้งประเทศรู้จักชาเชียงราย 

“ตอนนี้เราก็ไม่ได้มองว่าใครเป็นคู่แข่ง เพราะคนยังดื่มชาน้อย ถ้าเทียบกับกาแฟ ตลาดยังกว้างมาก ยิ่งมีคนเข้ามาขาย มาลงทุน ยิ่งมีเพื่อนร่วมการค้าที่เติบโตไปด้วยกัน เพราะถ้าไม่มีใครโตเลย มันอาจแปลว่าไม่มีตลาดและเราต่อสู้อยู่คนเดียว”

วิชาแบบนี้ ตำราธุรกิจอาจไม่ค่อยมีสอน

หัวใจอันเข้มแข็ง

เป็นเรื่องน่าสลดใจที่พ่อของเหมียวไม่อาจเป็นประจักษ์พยานให้กับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากความทุ่มเทของตัวเอง เมื่อความสูญเสียของครอบครัวเกิดขึ้นแบบที่ไม่มีใครทันตั้งตัวหรือเตรียมใจ 

“ตอนป๊าเสีย เราตั้งหลักไม่ถูกเลย คิดว่าไม่เหลืออะไรแล้ว แต่เรายังมีชีวิตอยู่ ถึงมีคนซ้ำเติม คิดว่าเราเจ๊งแน่ ๆ แต่ก็มีคนให้กำลังใจ เขาเห็นเราอยู่กับป๊ามาตลอด เชื่อว่าเราทำให้รอดได้อยู่แล้ว พอเรามีคนต้องดูแล สิ่งที่เราต้องทำคือเข้มแข็ง” 

จุดพลิกผันครั้งใหญ่ทำให้พี่น้องต้องรวมพลังกัน หนิงเก็บกระเป๋าจากการเรียนต่อด้านวิทยาศาสตร์อาหารที่สหรัฐอเมริกา เพื่อกลับมาไทยและเข้ามาช่วยเหมียวทันที 

ส่วนทายาทอีก 3 คนต่างต้องใช้เวลาหาบทบาทของตัวเองในธุรกิจนี้

ธุรกิจของทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาแบบมนุษย์ ผสมสมุนไพรส่ง 20 กว่าประเทศ เพื่อให้คนเห็นคุณค่าชาเชียงราย

พ.ศ. 2557 สุวิรุฬห์ตัดสินใจรีโนเวตหน้าร้าน เพื่อสร้าง TeaFé (เป็นศัพท์ที่บัญญัติขึ้นเองแทนคาเฟ่) ไว้เสิร์ฟเครื่องดื่มและเบเกอรี่รองรับลูกค้า

เมื่อมีร้าน ก็ต้องหาคนดูแล คิดค้นสูตรขนมต่าง ๆ พวกเขาวานให้ตี๋ น้องชายคนที่ 3 ผู้เคยใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระในแบบของตัวเอง เข้ามาช่วยรับผิดชอบ

“ไม่ได้คิดว่าเขาจะตกลง แต่เขาตอบโอเคและทำจนแม่นกว่าเราอีก ตอนแรกม้าคาดหวังว่าเขาจะช่วยที่โรงงาน แต่มันไม่จำเป็นว่าผู้ชายต้องทำแบบนั้น เขาทำแบบนี้ได้ดีเหมือนกัน” 

ส่วนผิง น้องสาวคนที่ 4 ตั้งเป้าไปเรียนต่อที่สิงคโปร์และเรียนจบภายใน 2 ปี เพื่อรีบเข้ามาช่วยพี่ ๆ รับหน้าที่ดูแลการสื่อสารและขายออนไลน์ รับมือกับเทรนด์การเติบโตของ E-commerce 

ในขณะที่ไถไถ น้องคนสุดท้องที่เกิดมาพร้อมอาการดาวน์ซินโดรม วนไปช่วยตามแผนกต่าง ๆ และใช้ศักยภาพของตัวเองได้เป็นอย่างดี เช่น การตรวจเทียบบัญชีด้วยความละเอียดลออ กลายเป็นแบบอย่างให้ครอบครัวที่มีลูกอาการคล้ายกันเห็นด้วยว่า ถ้าดูแลอย่างดี ทุกคนล้วนเฉิดฉายในแบบของตัวเอง

ธุรกิจของทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาแบบมนุษย์ ผสมสมุนไพรส่ง 20 กว่าประเทศ เพื่อให้คนเห็นคุณค่าชาเชียงราย

จากวันนั้น ผ่านมาแล้ว 12 ปี ตอนนี้ทายาทณติณณ์วิรุฬห์ทุกคนอยู่พร้อมหน้ากันกับคุณแม่ที่ร้าน 

“ป๊าเคยบอกว่าเขากลัว เหมียวกับหนิงโตผ่านช่วงที่ลำบากมาด้วยกัน แต่ตั้งแต่น้องคนที่ 3 ชีวิตพวกเขาสบายขึ้น ถ้าต้องเจอขาลงของธุรกิจหรือชีวิต พวกเขาจะรับมือได้ไหม ตอนแรกเราก็กังวล เพราะมีทั้งน้องที่ทะเลาะกัน น้องที่ยังเรียนไม่จบ น้องที่ไม่สบาย 

“แต่ป๊าบอกต่อว่าคงไม่เป็นอะไร มีพี่ที่ดีสักหนึ่งหรือสองคนพอแล้ว เพราะพี่คนนั้นช่วยดูแลคนที่เหลือได้” 

เป็นไปตามที่คุณพ่อกล่าว เหมียวและหนิงทำหน้าที่ส่วนนี้ได้เป็นอย่างดีจริง ๆ 

สอนคนชา

แม้การพยายามสานสัมพันธ์ รวมกลุ่มด้วยความเอื้อเฟื้อ สุดท้ายจะลงเอยด้วยการสร้างความเจ็บปวดให้แก่ครอบครัวเหมียว พวกเขายังเชื่อเรื่องการช่วยเหลือคนอื่นตามที่พ่อปฏิบัติให้เห็น 

แต่เมื่อวิธีเดิมไม่เหมาะกับบริบท ต่อให้พยายามถึงที่สุดแล้วก็ตาม สุวิรุฬห์จึงเลือกทำแนวทางอื่น ด้วยการให้เวลากับเกษตรกรและคนที่ต้องการศึกษาหาความรู้จริงจังแทน 

“เราทำแบบที่ทำได้ให้คนที่เห็นคุณค่าดีกว่า เราปิดชมรม แต่ยังส่งเสริมเกษตรกรในเครือข่าย เปิดพื้นที่ให้คนมาดูงานได้เต็มที่ บางคนมีไร่อยู่ที่บ้าน ฟังเสร็จแล้วนึกออกว่ากลับไปทำอะไรได้บ้าง ดีใจทุกครั้งที่สะกิดใจคนให้เขาหาทางไปต่อได้

“บางคนมีไร่อยู่ท่ามกลางคนที่ปลูกด้วยสารเคมี คิดว่าไม่มีทางทำเกษตรอินทรีย์ได้เลยนอกจากซื้อที่ผืนใหม่ เราบอกว่าไม่ต้องรอเปลี่ยนที่เพื่อทำสิ่งที่ใช่กับโลกก็ได้ วันนี้เริ่มจากการไม่ฉีดสารเคมีเองก่อน มันจะค่อย ๆ ดีขึ้นจนคนรอบข้างเห็น ถึงตอนนั้น คุณช่วยสอนเขาต่อได้ และเป็นศูนย์กลางของความดีที่แผ่ขยายออกไป” เหมียวพูดถึงสารที่เธอพยายามส่งต่อให้ผู้คน

ธุรกิจของทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาแบบมนุษย์ ผสมสมุนไพรส่ง 20 กว่าประเทศ เพื่อให้คนเห็นคุณค่าชาเชียงราย
ธุรกิจของทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาแบบมนุษย์ ผสมสมุนไพรส่ง 20 กว่าประเทศ เพื่อให้คนเห็นคุณค่าชาเชียงราย

นอกจากบุคคลภายนอกแล้ว อีกกลุ่มสำคัญคือพนักงานและลูกไร่รวมกว่า 240 ชีวิต บางคนอยู่ร่วมกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อ บางคนสร้างครอบครัวและอาศัยอยู่ภายในไร่ ทำงานด้วยกัน

ด้วยลักษณะของกิจการ สุวิรุฬห์สามารถดูแลพวกเขาให้เหมือนส่วนหนึ่งของครอบครัว เมื่อเห็นว่าบางคนไม่ได้เรียนหนังสือหรือพูดภาษาไทยไม่คล่อง ก็จัดเตรียมการศึกษาและกิจกรรมแบบที่โรงเรียนทั่วไปมีกัน ไม่กดดันผลลัพธ์เกินควร ให้ทุกคนมีเวลาพักผ่อนกับครอบครัว ทำให้แม้แต่คนที่ลาออกไปทำงานที่เมืองใหญ่ ยังขอกลับมาทำงานที่นี่ต่อ 

“เราอยากให้คุณภาพชีวิตที่ดีกับคนด้วยการเห็นคุณค่าของพวกเขา มันคือเรื่องของจิตใจที่อยู่ด้วยกัน” 

ชา ๆ แต่ยั่งยืน

ด้วยแนวคิดที่แตกต่าง ชาสุวิรุฬห์เป็นที่ต้องการไกลถึงต่างแดน 

ช่วงแรก โจทย์หลักที่ธุรกิจเผชิญคือการอยู่รอด ไม่ใช่ชื่อเสียง พวกเขาจึงตัดสินใจเน้นทำ OEM ให้ทั้งแบรนด์ไทยและต่างประเทศ และยังคงทำต่อมาจนเป็นรายได้ส่วนใหญ่ของกิจการ

พอทำไปเรื่อย ๆ ก็เกิดโอกาสให้ขยายแบรนด์ใหม่เอง เช่น อาโอกิฉะ แบรนด์ชาเขียวที่ผลิตส่งออกให้ประเทศญี่ปุ่นโดยเฉพาะ และศิรินทรา ซีรีส์ ที่เกิดขึ้นเพราะโรงแรม 6 ดาวอย่าง Kempinski ติดต่อเข้ามาขอทดลองชา ช่วงเตรียมเปิดที่ไทย หลังเชฟของโรงแรมได้ลิ้มรสและสำนักงานที่สวิตเซอร์แลนด์ให้ผ่าน สุวิรุฬห์พัฒนาชา 6 รส เข้าไปวางในห้องอาหารของโรงแรม ก่อนต่อยอดเป็น 12 รส ได้รับเสียงตอบรับอย่างดีจากโรงแรมบูติกและระดับนานาชาติที่เห็นคุณค่าความเป็นไทย
ปัจจุบัน สุวิรุฬห์ ผลิตชาส่งออกไปรอบโลก ทั้งสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี สหรัฐอเมริกา ชิลี เกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง ซาอุดีอาระเบีย คูเวต สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ รวม 20 กว่าประเทศ

ธุรกิจของทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาแบบมนุษย์ ผสมสมุนไพรส่ง 20 กว่าประเทศ เพื่อให้คนเห็นคุณค่าชาเชียงราย
ธุรกิจของทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาแบบมนุษย์ ผสมสมุนไพรส่ง 20 กว่าประเทศ เพื่อให้คนเห็นคุณค่าชาเชียงราย

“เราเคยสงสัยว่าทำไมแม้แต่คนจีนยังซื้อชาอู่หลงของเรา ทั้งที่ประเทศเขาปลูกเยอะมาก เขาบอกว่าเพราะเชื่อใจว่าเป็นเกษตรอินทรีย์ ชอบความเป็นธรรมชาติ เห็นสมุนไพรเป็นชิ้น ชาเป็นใบ ๆ ไม่ได้ใส่อะไรมาก็ไม่รู้ ทำให้เกิดการบอกต่อและตลาดโตขึ้น” เหมียววิเคราะห์และเล่าเสียงตอบรับที่เคยได้ยินจากลูกค้า

อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญคงเป็นเรื่องราคา สุวิรุฬห์พยายามตั้งราคาให้คนซื้อง่าย เข้าถึงได้ แม้ค่าครองชีพสูงขึ้น เพราะคิดว่าวิธีปลูกของพวกเขาช่วยครอบคลุมค่าใช้จ่ายส่วนนั้นไปแล้ว

“เราอาจปลูกชาได้ปีแรก 400 กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนการปลูกแบบเคมีได้ 1,200 กิโลกรัมต่อไร่ พอเวลาผ่านไปสัก 7 ปี เราถึงจะปลูกได้ 1,200 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ฝั่งเคมีจะลดลง ส่วนเราเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากนั้นอีก มองได้ว่าต้นทุนเราเท่าเดิม แต่ผลผลิตมากขึ้น ทำให้ไม่ต้องขึ้นราคามากก็ได้ เดี๋ยวราคาแรงไป เกรงใจลูกค้าด้วย”

หลังจากนี้ สุวิรุฬห์มีแผนวางขายซีรีส์ใหม่ ซึ่งคิดไว้นานหลายปีแล้ว เพียงแต่รอจังหวะของกิจการให้เข้าที่เข้าทาง โดยไอเดียต่าง ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นตามหลักตำราการตลาดเสียทีเดียว

“เราไม่คิดจากเทรนด์หรือสิ่งที่ตลาดต้องการตลอด แต่มองว่าอยากนำเสนอสิ่งที่ดี แล้วให้ตลาดค่อย ๆ เรียนรู้กับเรา อาจไม่ใช่วิธีคิดที่ดี ทำให้อยู่รอดลำบาก แต่บางทีลูกค้าอาจยังไม่รู้จักสิ่งที่อยากได้ หรือมีตัวเลือกไม่มากพอ เราจะเป็นคนหาสิ่งนั้นมานำเสนอพวกเขาเอง

“อาจไม่ว้าวตอนแรก แต่พอผ่านกาลเวลา ลูกค้าที่ชอบสิ่งที่เราทำจะเพิ่มขึ้นและอยู่กับเราระยะยาว ไม่หวือหวา แต่ยั่งยืนกว่า”

ธุรกิจของทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาแบบมนุษย์ ผสมสมุนไพรส่ง 20 กว่าประเทศ เพื่อให้คนเห็นคุณค่าชาเชียงราย

สุวิรุฬห์ ชาไทย

“หลายอย่างไม่เคยทำมาก่อนหรอก แต่ระหว่างทางมีคนช่วยเหลือเราเยอะ ลูกค้าทุกคนมีพระคุณมาก” ทายาทที่บริหารกิจการที่แรกและที่เดียวมานานเกือบ 20 ปี เอ่ยขอบคุณคนรอบตัวที่อยู่เคียงข้าง นำทางเธอและสุวิรุฬห์ผ่านความท้าทายมาจนถึงทุกวันนี้

คนที่มีกิจการที่บ้านให้ไปสานต่อ อาจกังวลว่าตัวเองยังไม่พร้อม แต่เหมียวมองว่าถ้าอยากทำ การเข้าไปลงมือทำเป็นการเรียนรู้ที่ดีที่สุดแล้ว 

ระหว่างทาง เราจะค่อย ๆ ค้นเจอคำตอบทีละเรื่องไปเอง 

“ยิ่งกลับเข้าไปช่วยเร็ว ยิ่งทำอะไรได้มากขึ้น เรามีต้นทุนสูงกว่ารุ่นที่พ่อแม่เริ่ม พัฒนาต่อได้อยู่แล้ว อย่าเพิ่งกลัวว่าเข้าไปจะเจอปัญหาเรื่องความต่างระหว่างวัย

“เราไม่ต้องไปเปลี่ยนทุกอย่างที่เขาเคยทำ เห็นคุณค่าของสิ่งเดิมที่มี คุยกับเขาเยอะ ๆ อย่างเราเคยคิดจะเปลี่ยนชื่อแบรนด์ เพราะดูเชย แต่พอป๊าเล่าที่มาให้ฟังและให้เราตัดสินใจ เราก็ไม่เปลี่ยนแล้ว

“เปลี่ยนในเรื่องที่สำคัญ แล้วแสดงให้เขาเห็นว่าเราทำอะไรได้บ้าง” เหมียวฝากถึงทายาทกิจการที่ยังเกรงกลัวหรือเพิ่งเริ่มต้นเส้นทาง

ก่อนจากกัน เราชวนครอบครัวณติณณ์วิรุฬห์มาถ่ายรูปหมู่ คุณแม่บอกว่าสุวิรุฬห์เปลี่ยนโฉมไปจากเดิมเยอะมาก และดีใจที่พี่น้องทั้ง 5 คนอยู่พร้อมหน้า ช่วยกลับมาพัฒนาสิ่งที่สร้างไว้
คุณพ่อเองก็คงภูมิใจไม่ต่างกัน

เพราะวันนี้ สุวิรุฬห์ ชาไทย

ไม่สิ

ชาเชียงรายตามวิสัยทัศน์ที่ใฝ่ฝันไว้ของคุณพ่อ เป็นจริงแล้ว

ธุรกิจของทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาแบบมนุษย์ ผสมสมุนไพรส่ง 20 กว่าประเทศ เพื่อให้คนเห็นคุณค่าชาเชียงราย

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

ปฏิเวธ ยืนธรรม

สถาปนิกอิสระ ชื่นชอบการถ่ายภาพเป็นงานอดิเรก ชื่นชมแสงธรรมชาติสวยๆ

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : Wawa Group หรือ บริษัท นิวไวเต็ก จำกัด (เดิม)

ประเภทธุรกิจในอดีต : สิ่งพิมพ์

ประเภทธุรกิจในปัจจุบัน : เทคโนโลยีและอีคอมเมิร์ซ

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2500

อายุ : 65 ปี

ผู้ก่อตั้ง : ไว เธียรนุกุล

ทายาทรุ่นสอง : เกรียงไกร เธียรนุกุล

ทายาทรุ่นสาม : กร เธียรนุกุล

ไม่มีใครเข้าใจคำว่า Digital Disruption หรือการเปลี่ยนแปลงเฉียบพลันของเทคโนโลยีเท่ากับธุรกิจสิ่งพิมพ์อีกแล้ว

กลิ่นหมึก เสียงเครื่องจักรทำงานดังสนั่นและเครื่องพิมพ์ Mitsubishi สีฟ้ารุ่นแรกของประเทศไทยคือสิ่งที่บอกเล่าประสบการณ์ในอุตสาหกรรมการพิมพ์ของ ‘นิวไวเต็ก’ ได้เป็นอย่างดี กระดาษกองโตจำนวนมหาศาลถูกแปลงเป็นใบปลิว โบรชัวร์ คู่มือใช้งานสินค้าและอีกสารพัดสิ่งพิมพ์โฆษณาหลายล้านชิ้นในช่วงกว่า 6 ทศวรรษจากวันแรกของ ไว เธียรนุกุล ผู้ก่อตั้งสู่ปัจจุบัน กร เธียรนุกุล ทายาทรุ่นที่ 3 ซึ่งยังคงนั่งทำงานอยู่ในอาคารเก่าแก่ย่านสี่พระยานี้

จากนิวไวเต็ก สู่ Wawa Group เปลี่ยนผ่านตำนานโรงพิมพ์ 6 ทศวรรษเพื่อการแข่งขันในโลกใหม่

ผ่านจุดที่รุ่งเรืองที่สุดของวงการสิ่งพิมพ์ และจุดเปลี่ยนที่มาเยือนแท่นพิมพ์เร็วกว่าที่คิด

ว่ากันว่าคนรุ่นแรกคือผู้ก่อร่างสร้างตัวจากสองมือเปล่า และคนรุ่นสองคือผู้ต่อยอดสร้างธุรกิจให้เติบโต แต่บทถัดไปของคนรุ่นสามที่โรงพิมพ์นิวไวเต็กนี้ ต้องการเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่เชื่อมโยง 45 อุตสาหกรรมไว้ด้วยกันบนตลาดออนไลน์ เพื่อก้าวต่อไปบนเส้นทางที่ท้าทายกว่าเดิม

อยู่รอดเพื่อเติบโต

เติบโตเพื่อสร้างตำนานต่อไปในอนาคต

จากนิวไวเต็ก สู่ Wawa Group เปลี่ยนผ่านตำนานโรงพิมพ์ 6 ทศวรรษเพื่อการแข่งขันในโลกใหม่

เริ่มต้นที่ ‘เสื่อผืน หมอนใบ’

คุณกรเล่าให้เราฟังว่า คุณปู่ของเขา (ไว เธียรนุกุล) คืออีกหนึ่งตัวอย่างของคนจีนโพ้นทะเลที่มาตามหาอนาคตในเมืองไทย ยุคนั้นเทคโนโลยียังไม่ได้ใกล้ตัวและมีบทบาทกับผู้ประกอบการมากเหมือนปัจจุบัน หนทางเดียวของ ‘คนต้นตระกูล’ หรือเบบี้บูมเมอร์ทั้งหลาย คือต้องขยันทำมาหากิน หนักเบาเอาสู้และเปิดรับทุกโอกาสโดยไม่มีข้อแม้

ปู่ของเขาเห็นว่าธุรกิจสิ่งพิมพ์ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก เพราะคนทำโรงพิมพ์ยังมีน้อยราย จึงก่อตั้งโรงพิมพ์แห่งแรกของตระกูลที่ตลาดน้อย รับจ้างผลิตสิ่งพิมพ์เพื่อการโฆษณาตั้งแต่ พ.ศ. 2500 จนธุรกิจเติบโตมากขึ้นจึงย้ายมาโรงพิมพ์แห่งใหม่ย่านสี่พระยา ซึ่งใช้เป็นที่ตั้งของบริษัทมาจนถึงปัจจุบัน

“คุณปู่เล่าว่าแต่ก่อนตรงสี่พระยาโล่งมาก จากนั้นก็เริ่มมีคนจีนเข้ามาทำมาหากิน สังเกตดูชื่อบริษัทแถวนี้จะเป็นชื่อภาษาจีนหมดเลย”

โรงพิมพ์นิวไวเต็กในยุคเริ่มต้นเน้นพิมพ์สื่อโฆษณาเป็นหลัก จนเมื่อธุรกิจถูกส่งต่อให้กับลูกชายคนโตอย่าง เกรียงไกร เธียรนุกุล ทายาทรุ่นสองจึงหันมาขยายตลาดในธุรกิจสิ่งพิมพ์ปลอดการปลอมแปลงหรือ Security Prining สำหรับลูกค้ากลุ่มธนาคาร ซึ่งผลตอบรับดีมาก หลายสถาบันการเงินรวมทั้งแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง American Express ต่างก็เป็นลูกค้าของที่นี่ทั้งนั้น เนื่องจากการพิมพ์ลักษณะนี้ต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงและมีเพียงไม่กี่โรงพิมพ์ที่ทำได้ ขณะเดียวกันสิ่งพิมพ์โฆษณาที่เป็นรายได้สำคัญก็ยังเติบโตต่อเนื่องด้วย

“สมัยผมยังเด็ก ธุรกิจโรงพิมพ์ดีมาก ทำงานกัน 7 วันแทบไม่หยุดเพราะงานล้นมือ ตั้งแต่จำความได้ ผมเดินเข้าไปในโรงพิมพ์ก็เห็นเครื่องพิมพ์ทำงานเสมอ วุ่นวายมาก กลับมาดึกแค่ไหนก็เห็นคนงานเดินไปมา รถจัดส่งวิ่งเข้าออกตลอด โกดังที่นี่ไม่ได้ใหญ่เท่าคนอื่น ก็ต้องบริหารจัดการพื้นที่ให้ดี อยู่ข้างนอกเวลาเจอใบปลิวของแบรนด์ดัง ๆ ที่พิมพ์จากโกดังเรา ก็ภูมิใจว่านี่มันของบ้านเราพิมพ์นี่นา”

จากนิวไวเต็ก สู่ Wawa Group เปลี่ยนผ่านตำนานโรงพิมพ์ 6 ทศวรรษเพื่อการแข่งขันในโลกใหม่
จากนิวไวเต็ก สู่ Wawa Group เปลี่ยนผ่านตำนานโรงพิมพ์ 6 ทศวรรษเพื่อการแข่งขันในโลกใหม่

งานพิมพ์ที่ดีเขาดูกันอย่างไร

คุณกรบอกว่าคนในวงการพิมพ์จะดูกันที่เม็ดสี เมื่อพิมพ์งานเสร็จแล้ว เม็ดสีต้องไม่เหลื่อมกัน ผู้เชี่ยวชาญจะใช้กล้องส่องแบบเดียวกับการตรวจสอบอัญมณี เพื่อดูว่างานพิมพ์คมชัดหรือไม่ การลงทุนซื้อเครื่องพิมพ์คุณภาพสูงจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ช่วยสร้างความสามารถในการแข่งขันให้ทัดเทียมหรือเหนือกว่าคู่แข่งได้ แม้จะต้องใช้เงินราว 30 – 40 ล้านบาทต่อเครื่อง แต่การทำธุรกิจในช่วง ‘ขาขึ้น’ อย่างไรเสียก็มีกำไร โรงพิมพ์นิวไวเต็กไว้เวลาเพียง 2 – 3 ปีเท่านั้นก็คืนทุนแล้ว

คำสอนที่คุณปู่สอนคุณพ่อ และคุณพ่อก็สอนเขาต่อกันมาคือ “ทำธุรกิจอะไรก็ได้ แต่ขอให้สุจริต ไม่เบียดเบียนคนอื่น” คุณกรจึงเชื่อว่าธุรกิจต้องยึดเรื่องความดีเป็นหลักก่อน ไม่นานจากก้าวแรก นิวไวเต็กเติบโตมากขึ้นจากรุ่นที่หนึ่งไปสู่รุ่นที่สอง ในยุคที่การพิมพ์เฟื่องฟูที่สุดได้

คุณพ่อเกรียงไกร เป็นที่นับหน้าถือตาในอุตสาหกรรมนี้มานานแล้ว เคยดำรงนายกสมาคมการพิมพ์ไทยมาหลายสมัย และมีส่วนผลักดันให้เกิดนิคมอุตสาหกรรมสินสาคร (ตำบลโคกขาม อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร) ซึ่งเป็นคลัสเตอร์ธุรกิจการพิมพ์แห่งแรกของประเทศไทย ความมุ่งมั่นในตอนนั้นคือการยกระดับวงการการพิมพ์ โดยมีคู่เทียบที่สำคัญคือประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการพิมพ์ของเอเชีย ทั้งที่มีขนาดเล็กกว่าประเทศไทยและจำนวนอุตสาหกรรมก็น้อยกว่า จึงเป็นที่มาของพื้นที่อุตสาหกรรมการพิมพ์ขนาดใหญ่และสถาบันการพิมพ์ไทย (Thai Printing Academy) ผลิตคนมีฝีมือออกไปสร้างชื่อเสียงในเวทีสากลจนถึงทุกวันนี้

“ตอนนั้นเป็นยุครุ่งเรืองของธุรกิจการพิมพ์ ราคางานพิมพ์ดีมาก เราเลือกลูกค้าเองด้วยซ้ำว่าเราอยากจะทำให้ใคร แต่เดี๋ยวนี้ลูกค้าเป็นฝ่ายเลือกเรา เพราะอุปสงค์ต่ำกว่าอุปทานมาก แถมสู้ราคากันจนกำไรแทบไม่มี”

ขึ้นชื่อว่าโลกธุรกิจ ไม่เคยมีอะไรง่ายและจะไม่มีวันง่าย การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา ภาพอดีตที่หอมหวานผ่านไปอย่างรวดเร็ว สื่อดิจิทัลขยายตัวสอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เสน่ห์ของสิ่งพิมพ์จึงแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมที่เคยมีอีกต่อไป

จากนิวไวเต็ก สู่ Wawa Group เปลี่ยนผ่านตำนานโรงพิมพ์ 6 ทศวรรษเพื่อการแข่งขันในโลกใหม่
จากนิวไวเต็ก สู่ Wawa Group เปลี่ยนผ่านตำนานโรงพิมพ์ 6 ทศวรรษเพื่อการแข่งขันในโลกใหม่

เทคโนโลยีป่วน ธุรกิจเปลี่ยน

เดิมคุณกรมีแผนไปเรียนต่อต่างประเทศ หลังจากเรียนจบจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่แล้วโชคชะตาก็พลิกผัน เมื่อต้องกลับมาช่วยธุรกิจครอบครัวเร็วกว่าที่คิด เนื่องจากคุณน้าซึ่งเป็นกำลังหลักฝั่งทีมขายเสียชีวิต เขาจึงต้องรับหน้าที่ดูแลลูกค้ารายใหญ่ต่อ ในวันที่อะไร ๆ ก็ไม่เป็นใจเอาเสียเลย

“ผมไปคุยกับลูกค้ารายใหญ่ทั้งหมด เพื่อแนะนำตัวว่ามาทำแทนคุณน้า เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงไม่ถึง 10 ปีที่ผ่านมานี้เอง จำได้เลยว่าเจอลูกค้าอินเดีย เขาบอกผมว่ามีข่าวร้ายนะ คืองบประมาณโฆษณาสื่อออฟไลน์สำหรับการทำการตลาดก็คือสิ่งที่เราทำให้ทั้งหมด จะโดนหั่นออกไป 80 เปอร์เซ็นต์ ตอนนั้นคนเริ่มนิยมใช้เฟซบุ๊กและยูทูบกันมากแล้ว เห็นว่าช่องทางการทำการตลาดออนไลน์มีประสิทธิภาพมากกว่า ตรวจสอบได้เลย คนก็เทเงินไปการตลาดออนไลน์กัน วันนั้นผมรู้เลยว่า สิ่งที่เราทำอยู่ไม่ทันสมัยแล้ว มันไม่ใช่แล้วล่ะ”

คุณกรพบว่าลูกค้ารายอื่น ๆ ก็บอกกับเขาแบบนี้เช่นกัน จึงปรึกษากับคุณพ่อในฐานะนักธุรกิจใหญ่ซึ่งเห็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงมาก่อนหน้านี้ จากการเดินทางไปดูงานในต่างประเทศ และพบว่าการพิมพ์เพื่อการโฆษณาไม่ได้มีอนาคตที่สดสดใสอีกต่อไป สองพ่อลูกนั่งคุยกันว่าจะทำอย่างไรกับธุรกิจของครอบครัว ซึ่งเวลานั้นโรงพิมพ์หลายรายเริ่มหันไปผลิตบรรจุภัณฑ์แทน เพื่อสอดรับกับการขายของออนไลน์ที่เติบโตมากขึ้น ปรับแต่งเครื่องจักรและกระบวนการเข้าไปก็ทำให้เห็นทางออกเพื่อหนีตายได้

แต่นั่นไม่ใช่ทางที่คุณกรเลือก

เขาคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องทำสิ่งใหม่โดยไม่ยึดโยงกับอุตสาหกรรมเดิม นั่นคือแพลตฟอร์มออนไลน์ในชื่อ Wawa Pack เป็นการต่อยอดจากความรู้ด้านบรรุภัณฑ์และเครือข่ายทางธุรกิจที่ครอบครัวมี ตั้งเป้าเป็นตลาดออนไลน์สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการบรรจุภัณฑ์และคู่ค้าหรือ B2B โดยเฉพาะ โดยที่คุณกรต้องดูแลทั้งธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่เป็นหลักยึดของครอบครัวและธุรกิจดิจิทัลไปพร้อม ๆ กัน

เปิดทางให้ทายาทรุ่นสามพาธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดใหม่ พลิกโรงพิมพ์เก่าเป็นอีคอมเมิร์ซเพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย

“Wawa Pack เริ่มจากทีมเล็ก ๆ เราดึงพนักงานนิวไวเต็กที่ดูมีหน่วยก้านดีมาร่วมกันทำงาน จะสัมภาษณ์ดูความเข้าใจว่าเขารู้จักเทคโนโลยีมากน้อยแค่ไหน เปิดรับสิ่งใหม่ ๆ หรือเปล่า และให้ลองมาทำกันจริง ตอนนั้นคุณพ่อและผู้ใหญ่ในครอบครัวเขาก็ไม่ได้ปิดกั้นแต่ก็มีข้อสงสัยในใจ อย่างลงทุนของโรงพิมพ์ยังได้เห็นเครื่องจักรที่จับต้องได้ รู้ว่ามีสินทรัพย์เท่าไหร่ ขายต่อก็ได้ แต่มาทำเทคโนโลยีแพลตฟอร์มจับต้องไม่ได้ ก็เลยกล้า ๆ กลัว ๆ คิดกันว่ามันจะดีหรือเปล่า แถมลงทุนเยอะด้วย พอไม่ใช้แล้วจะขายต่อก็ไม่ได้มีมูลค่าอะไรอีก หายไปเลย ไม่เหมือนเครื่องจักรที่ขายต่อมือสองหรือขายเป็นเศษเหล็กได้”

เป็นเรื่องธรรมดาของคนรุ่นใหม่ที่ต้องสานต่อธุรกิจของครอบครัว ทุกคนจะต้องพิสูจน์ฝีมือการบริหารธุรกิจเพื่อซื้อใจหัวหน้าคนสำคัญ ซึ่งก็คือบุพการีหรืออาจเป็นญาติผู้ใหญ่ที่ยังมีบทบาทและอำนาจตัดสินใจในองค์กร ทายาทรุ่นสามของนิวไวเต็กเชื่อว่าการยืมปากคนอื่นมาพูดแทน คือวิธีการที่ช่วยได้มาก จึงสมัครเข้าแข่งขันตามเวทีแข่งขันหรือพิชชิ่งของกลุ่มสตาร์ทอัพ เพื่อทำให้ ‘คนนอก’ มาช่วยรับรองวิธีคิดและไอเดียของเขาว่าน่าสนใจและทำได้จริงผ่านรางวัลต่าง ๆ ที่คว้ามาได้

เปิดทางให้ทายาทรุ่นสามพาธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดใหม่ พลิกโรงพิมพ์เก่าเป็นอีคอมเมิร์ซเพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย
เปิดทางให้ทายาทรุ่นสามพาธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดใหม่ พลิกโรงพิมพ์เก่าเป็นอีคอมเมิร์ซเพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย

“มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมบอกเขาว่าจะไปหาลูกค้าของโรงพิมพ์นะ แต่ที่จริงผมไปพิชชิ่งกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมแทน หายไป 3 วันเลย คุณพ่อก็เข้าใจว่าผมไปหาลูกค้า จนผมก็ได้รางวัลรองชนะเลิศกลับมา นั่นเป็นเวทีแรกเลย ผมแบกรางวัลมาโชว์ให้พวกเขาเห็นว่างานของผมมีคนซื้อไอเดียนะ ก็เลยสร้างความน่าเชื่อถือได้มากขึ้น เขาเลยให้ลอง หลังจากนั้นก็ยังไปประกวดอีกหลายเวที 

“ทำ Wawa Pack ถือว่าท้าทายมาก เพราะตลาดออนไลน์แบบ B2B ตอนนั้นเป็นเรื่องที่ใหม่มาก ผมอายุน้อย คนที่คุยด้วยก็เป็นคนรุ่นพ่อ ถ้าเจอคนต่างรุ่นก็ต้องใช้รางวัลและการรับรองที่ได้ทั้งจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) รวมทั้งกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มาสร้างความมั่นใจ จะดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น”

เมื่อโจทย์เก่าถูกแก้ด้วยวิธีการใหม่ ก็มักจะมีโจทย์ใหม่เข้ามาทายเสมอ

การเดินทางจากนิวไวเต็กจึงไม่ได้จบแค่เพียง Wawa Pack เท่านั้น

ฝันใหญ่ที่ต้องไปให้ถึงกับแพลตฟอร์มสินค้าอุตสาหรรมของคนไทย

เมื่อธุรกิจใหม่ขยายตัวได้พอสมควร จนมีสินค้ากว่า 3,000 รายการในระยะเวลาไม่กี่เดือนจากผู้ขายนับร้อยราย คุณกรเห็นโอกาสต่อยอดจากห่วงโซ่อุปทานที่หลายบริษัทบนแพลตฟอร์มมี ซึ่งไม่ได้ทำแค่บรรจุภัณฑ์เท่านั้น ยังมีสินค้ากลุ่มอื่นอีกมากในฐานะผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีศักยภาพด้วย

“ลูกค้าก็มาคุยว่าในเครือของเขามีสินค้าประเภทอื่นอีกเยอะ ถ้าเอาสินค้าทั้งบริษัทเขามาขายบนแพลตฟอร์มนี้ได้หรือเปล่า ก็เลยเกิดไอเดียว่านี่อาจเป็นโอกาสครั้งใหญ่ของเรา เพราะถ้าจำกัดแค่บรรจุภัณฑ์ ตลาดก็จะแคบ แต่ถ้าคนต้องการสินค้าประเภทอื่นด้วยมันก็ขายได้ ผมจึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อจาก Wawa Pack เป็น myWawa ซึ่งตั้งเป้าจะเป็นตลาดออนไลน์ของ 45 กลุ่มอุตสาหกรรมไปเลย”

สิ่งที่น่าทึ่งของการเชื่อมจุดในโลกธุรกิจ คือจะมีจุดใหม่ ๆ ให้เชื่อมต่อไปเสมอ

แม้จะยังไม่ได้เปิดตัวในวงกว้างอย่างเป็นทางการ ปัจจุบันแพลตฟอร์ม myWawa มียอดขายเกิดขึ้นระดับพันล้านบาท จากผู้ขายรายใหญ่ที่มีความเคลื่อนไหวประจำหลายสิบราย สำหรับเป้าหมายในอนาคต คุณกรต้องการดึงกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) เข้ามามากขึ้น เพื่อให้ครอบคลุมและเป็นพื้นที่ของผู้ประกอบการไทยโดยคนไทยอย่างแท้จริง โจทย์สำคัญที่ต้องแก้ของคนตัวเล็กคือข้อจำกัดด้านบุคลากร เทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่ต้องช่วยกันเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่โลกดิจิทัลด้วยกัน

เปิดทางให้ทายาทรุ่นสามพาธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดใหม่ พลิกโรงพิมพ์เก่าเป็นอีคอมเมิร์ซเพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย

ธุรกิจใหญ่ไปได้ ธุรกิจก็ต้องมีทางเดินด้วย

สำหรับโครงสร้างองค์กรนั้น นิวไวเต็กจะเป็นเหมือน ‘ยานแม่’ หรือบริษัทโฮลดิ้งของ Wawa Group ที่แบ่งธุรกิจออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วยกลุ่มแรกคือ Wawa Service and Marketing Group นั่นคือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ myWawa ที่เป็นทั้งตลาดและการบริการลูกค้า กลุ่มที่สองคือ Wawa Financial Group ธุรกิจด้านความปลอดภัยที่เข้ามาช่วยเสริมแพลตฟอร์มให้แข็งแรง เพื่อการยืนยันตัวตนของผู้ใช้งานและการชำระเงินที่ปลอดภัย และกลุ่มที่สามคือ Wawa Logistics Group ธุรกิจบริหารจัดการการขนส่งที่เกิดขึ้นบน myWawa

ความท้าทายของตลาด B2B คือมีปริมาณการซื้อขายที่ใหญ่ ผ่านกระบวนการทางธุรกิจที่มากกว่าการขายปลีกโดยตรงให้กับผู้บริโภค ผู้ซื้อสินค้าจะสอบถามราคาสินค้าโดยอ้างอิงจากปริมาณที่ต้องการจากนั้นผู้ขายจะเสนอราคา ต่อรองเพื่อให้ได้ข้อตกลงที่พอใจทั้งสองฝ่าย จากนั้นจึงเปิดคำสั่งซื้อพร้อมกับตกลงเงื่อนไขการชำระเงินในรูปแบบเครดิตเทอม ซึ่งระบบของ myWawa ต้องรองรับขั้นตอนที่สลับซับซ้อนเหล่านี้ทั้งหมด ครอบคลุมตั้งแต่การสอบถามสินค้าไปจนถึงการจัดส่งถึงโรงงาน

“อย่างเรื่องการขนส่ง เขาไม่ได้ส่งกันเป็นชิ้น แต่ส่งเป็นรถคันใหญ่ทีละ 50 – 60 ลัง ดังนั้น จะใช้ขนส่งรูปแบบเดิมไม่ได้ เราจะใช้แบบเหมาทั้งคัน จะขนของขึ้นเต็มคันหรือครึ่งคันก็ตามที ค่าขนส่งจะถูกลง เรื่องนี้คนทำธุรกิจส่วนใหญ่คุ้นเคยดี จะต่อรองกันอยู่แล้วว่าถ้าส่งปริมาณมาก ๆ จะมีส่วนลดเพิ่มหรือเปล่า พอตกลงกันได้ก็คุยกันเรื่องเงื่อนไขการชำระเงินต่อ ส่วนใหญ่ใช้การโอนเงินหรือจ่ายเช็คกันทั้งนั้น”

กลายเป็นธุรกิจอีคอมเมิร์ซแบบเต็มตัว เหลือภาพแท่นพิมพ์และกลิ่นหมึกเป็นความทรงจำสีจาง ๆ เท่านั้น

“คุณพ่อผมเห็นธุรกิจการพิมพ์ที่รุ่งโรจน์มาก ๆ มาวันนี้ต้องเปลี่ยนผ่านแล้ว เขารู้นะว่าต้องหันไปทำอย่างอื่นมากขึ้น แต่ก็ทำใจได้ยากอยู่ดี ต้องใช้เวลา เราคิดกันว่ามาถูกทางแล้วล่ะ ผลตอบรับค่อนข้างดี สมัยก่อนนิวไวเต็กเป็นตัวบอกว่าเราคือใคร ตอนนี้ก็จะไปอยู่เบื้องหลังและใช้ Wawa Group นำหน้าแทน ตอนนี้พนักงานของนิวไวเต็กน้อยลงมาก หลายคนก็เกษียณไปแล้ว บางคนบอกว่าเห็นคุณกรตั้งแต่แรกเกิด คนที่อยู่ตอนนี้เราก็ยังให้เขาทำงาน แต่ไม่ได้รับคนและไม่ได้ลงทุนเพิ่มแล้ว”

เปิดทางให้ทายาทรุ่นสามพาธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดใหม่ พลิกโรงพิมพ์เก่าเป็นอีคอมเมิร์ซเพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย

ส่งต่อความคิด สื่อสารเพื่อความเข้าใจ

ธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินการมายาวนานมักจะเจอปัญหาการทำงานของคนต่างรุ่น คนรุ่นเก่าถือเป็นหลักสำคัญที่ช่วยเจ้าของธุรกิจสร้างเนื้อสร้างตัว อยู่รอดจนเติบโตได้ ขณะที่คนรุ่นใหม่ก็เป็นเรี่ยวแรงที่เป็นอนาคตเพื่อสานต่อและเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่สิ่งใหม่ คุณกรในฐานะทายาทรุ่นสามเชื่อว่าการสื่อสารระหว่างกันเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ที่จะผสานศักยภาพของคนในองค์กรเข้าด้วยกันได้

“คนรุ่นเก่าไม่ใช่ไม่เก่งนะ เขามีประสบการณ์เยอะมาก เรื่องอะไรที่เขาเคยผิดพลาด เราก็รับฟังและเอามาใช้ แต่ไม่ไปบังคับให้เขามาเชี่ยวชาญเทคโนโลยีแบบเด็ก ๆ เราเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เติบโตโดยที่ไม่มีคนรุ่นเก่ามาคอยดึงเขาไว้ ต้องรักษาสมดุล หน้าที่ของซีอีโอคือการทำให้คนทั้งสองรุ่นทำงานด้วยกันได้ Wawa Group จะวิ่งไปข้างหน้าและดึงคนเก่ง ๆ เข้ามาให้ได้ ต้องเป็นมืออาชีพเหมือนกับองค์กรระดับโลกที่คนอยากเข้ามาทำงาน ไม่เพียงแต่คนไทย คนต่างชาติก็ต้องอยากมาทำงานกับเราด้วย”

คุณกรในวันนี้เป็นทั้งลูกชายคนโตของครอบครัว และหลานชายคนโตของตระกูลเธียรนุกุล อีกบทบาทที่สวยงามคือการเป็นคุณพ่อของลูกชายตัวน้อย ๆ ซึ่งเขาตั้งใจว่าจะไม่บังคับให้ลูกมาสานต่อธุรกิจถ้าเขาไม่ได้สนใจจะทำ อย่างไรก็ตาม องค์กรนี้ต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่องค์กรมืออาชีพอยู่ดี การเปิดโอกาสให้ลูกได้คิดและลองทำสิ่งที่ตัวเองชอบจึงสำคัญมากกว่า

“ถ้าเขาอยากทำอย่างอื่น อย่างเป็นนักกีฬาหรือนักดนตรี ผมก็จะให้เขาทำ ไม่ห้าม พยายามจะไม่ให้บรรยากาศองค์กรเป็นกงสี อยากให้เป็นมืออาชีพ ถ้าลูกจะเข้ามาทำก็ควรมีฝีมือ ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ก่อน ไม่ใช่ว่าเป็นลูกผมแล้วมาเป็นผู้จัดการได้เลย

“ผมบอกเสมอว่าสตาร์ทอัพของผมไม่ได้เริ่มมาจากโรงรถ เราเริ่มจากโรงพิมพ์ ความท้าทายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถึงผมไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่ก็มีตำนานธุรกิจของครอบครัวอยู่ ความยากคือทำอย่างไรผู้ใหญ่จะยอมรับและมั่นใจในตัวเรา ต้องทำให้เขาเปิดใจและอยากลองสิ่งใหม่กับเรา มันใช้เวลาและความอดทนนะ การเปลี่ยนผ่านธุรกิจครอบครัวไม่มีสูตรสำเร็จ แต่ละที่มีวิถีไม่เหมือนกัน แต่เริ่มต้นเหมือนกันได้คือ การสื่อสารที่ดี เข้าใจปัญหาซึ่งกันและกัน และดูว่ามีทางแก้อะไรได้บ้าง”

ไม่เคยมีสูตรสำเร็จที่ตายตัว มีแต่ธุรกิจที่ตายไปจากระบบเพราะยึดติดกับความสำเร็จเดิม ชื่อนิวไวเต็กจะยังคงอยู่ต่อไป แต่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องจักรใหม่ ๆ ที่ยืดหยุ่นมากพอกับการเปลี่ยนแปลงในวันข้างหน้า

ใครที่ไม่เปลี่ยน สักวันก็ต้องถูกบังคับให้เปลี่ยนอยู่ดี

เปิดทางให้ทายาทรุ่นสามพาธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดใหม่ พลิกโรงพิมพ์เก่าเป็นอีคอมเมิร์ซเพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load