ธุรกิจ : บริษัท สุวิรุฬห์ชาไทย จำกัด

ประเภทธุรกิจ : ไร่ชาและผลิตภัณฑ์ชา

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2541 (จดทะเบียน)

อายุ : 23 ปี

ผู้ก่อตั้ง : กำจร มานิตวิรุฬห์, สุจินแสง ณติณณ์วิรุฬห์ (ห้างหุ่นส่วนจำกัด สุวิรุฬห์ชาไทย)

ทายาทรุ่นสอง : จารุวรรณ์ (เหมียว), จิราภรณ์ (หนิง), ธีร์ดาวุด (ตี๋), จิรธารา (ผิง), ธีร์ดนัย (ไถไถ) ณติณณ์วิรุฬห์

‘ชาไทย’ ในความคิดของคุณเป็นอย่างไร

ใช่สีส้ม ๆ หวาน ๆ หรือเปล่า นั่นอาจเป็นภาพจำที่ใครหลายคนนึกถึง

แต่สำหรับ สุวิรุฬห์ ชาไทย แบรนด์ชาออร์แกนิกจากจังหวัดเชียงรายของ 5 พี่น้องทายาทรุ่นสองครอบครัวณติณณ์วิรุฬห์ พวกเขาขอนิยามชาไทยใหม่ให้ลึกซึ้งกว่านั้น 

ปลูกด้วยความพิถีพิถันแบบงานคราฟต์ ไม่อัดฉีดสารเคมีเร่งการเติบโต เด็ดใบชาด้วยมือเพื่อรักษารสชาติ นำมาผสมกับสมุนไพรเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์และอุดมสรรพคุณต่อร่างกาย หอม ผ่อนคลาย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

ชาไทยเป็นที่จดจำแบบนั้นได้หรือเปล่า สุวิรุฬห์กำลังค้นหาคำตอบด้วยแบรนด์ของตัวเองที่สานต่อภารกิจจากรุ่นพ่อ ผู้ใฝ่ฝันว่าสักวัน ชาทั้งเชียงรายจะเป็นที่รู้จักจากความดีงาม

สุวิรุฬห์ ชาไทย ในมือทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาและผู้คนจนแบรนด์ชาออร์แกนิกเชียงรายสู่สากล

ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นธุรกิจที่พี่น้องทั้ง 5 คนรวมพลังกัน ตัดสินใจกลับเข้ามาทำงานธุรกิจของครอบครัว เกือบทุกคนเลือกงานนี้เป็นงานแรกของชีวิต ทำด้านที่แต่ละคนถนัด เรียนรู้และเติบโต ข้ามผ่านความเจ็บปวด ความสูญเสีย และการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกัน

จนวันนี้ สุวิรุฬห์มีไร่ชากว่า 1,400 ไร่ จาก 5 พื้นที่ปลูก ผลิตชากว่า 57 ชนิด ส่งออกตีตลาดมากกว่า 20 ประเทศ รวมถึงประเทศที่ปลูกชากันขึ้นชื่ออย่างจีนและญี่ปุ่น

ความสำเร็จเหล่านี้มีความหมายทางธุรกิจ แต่สำหรับ เหมียว-จารุวรรณ์ ณติณณ์วิรุฬห์ พี่สาวคนโตและกรรมการผู้จัดการ สิ่งล้ำค่าไม่แพ้กันที่สุวิรุฬห์มอบให้คือ โอกาสสร้างคุณค่าต่อส่วนรวม ตามคำสอนของพ่อและแม่ 

ต่อให้ไม่ได้อยู่ในวงการนี้ เราขอชวนคุณมานั่งจิบชากับสุวิรุฬห์ เรียนรู้แนวคิดจากทายาทกิจการที่ฝ่าฟันมานานเกือบ 20 ปี

ทั้งชาและเรื่องราวของเธอ อาจช่วยเติมพลังใจให้คุณพร้อมรับมือกับสารพัดปัญหา โดยไม่ละทิ้งอุดมการณ์ที่ยึดมั่น

สุวิรุฬห์ ชาไทย ในมือทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาและผู้คนจนแบรนด์ชาออร์แกนิกเชียงรายสู่สากล
ผิง, หนิง, เหมียว, คุณแม่, ไถไถ, ตี๋ (ซ้ายไปขวา)

ขี่อาชาไปส่งชา

ประวัติศาสตร์ของสุวิรุฬห์เริ่มต้นจากการอพยพของอาป้ะ (คุณปู่) น่าเจิ่นจง ชนรุ่นหลังของชาวมองโกลในเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน และอานาย (คุณย่า) หมิงโฮวจือ มาปักหลักสร้างครอบครัวที่ดอยวาวี จังหวัดเชียงราย

ดอยแห่งนี้ปกคลุมด้วยไร่ชาอัสสัมอยู่แล้ว กำจร มานิตวิรุฬห์ ลูกชาย จึงเติบโตท่ามกลางสวนชาอายุเก่าแก่แสนล้ำค่า เขาเริ่มทำงานเป็นลูกจ้าง เก็บเกี่ยววิชาตั้งแต่อายุ 12 ปี ควบคู่กับการเดินเท้าไปเรียนที่ดอยแม่สลอง ในช่วงเดียวกันกับที่ผู้คนได้รับพันธุ์ชาอู่หลงใหม่มาปลูก

ด้วยบทบาทประธานนักเรียน กำจรนำเพื่อน ๆ ปลูกและขยายพันธุ์ชา แต่เมื่อถึงวัย 19 ปี อาป้ะจากโลกนี้ไป เขาตัดสินใจลาออกมาดูแลอานายเต็มตัวด้วยการผลิตชาเอง

“สมัยก่อนการทำชาไม่ซับซ้อน มีแค่กระทะใบหนึ่งและสถานที่ไว้คั่วชา ตากแดด ได้ใบชาเท่าไรก็ใส่ลงกระสอบให้แน่นที่สุด เพราะขนส่งลำบาก ไม่มีถนนถึงเมือง ต้องขี่ม้าห้อยกระสอบมาที่แม่น้ำแล้วขึ้นเรือ ม้า 4 ตัวขนได้ 8 กระสอบ เรือหนึ่งลำใส่ได้ราว 16 กระสอบ ข้ามฟากแต่ละครั้งเหมาเรือ 2 – 3 ลำ ต่อด้วยขึ้นรถมาส่งขายให้ซาปั๊วที่เชียงใหม่

“ทำแบบนี้หนึ่งรอบก็ถือว่าเยอะแล้ว แต่ตอนนั้นพ่อทำสูงสุดวันละ 3 เที่ยว ตื่นมาละหมาดตี 4 แล้วเริ่มขนเลย ทำแบบนี้จนโต” เหมียวเล่าประสบการณ์และกำลังวังชาของคุณพ่อเมื่อครั้งเยาว์วัย

เมื่อการสัญจรต้องอาศัยเรือเป็นหลัก กำจรได้พบรักและแต่งงานกับ สุจินแสง ณติณณ์วิรุฬห์ ลูกสาวเจ้าของเรือ 

พ.ศ. 2531 พอเหมียวอายุ 8 ขวบ ถนนหนทางพัฒนาขึ้น กำจรเห็นว่าการศึกษาของลูกเป็นเรื่องสำคัญ จึงตัดสินใจลงมาอาศัยในเมือง แต่ยังยึดอาชีพการปลูกชาบนดอย

ปรัชญาดูแลชา

การปลูกชาของครอบครัวณติณณ์วิรุฬห์แตกต่างจากไร่ทั่วไป แม้แต่ชาวไต้หวันสมัยก่อน ยังคิดว่าคนที่ทำแบบนี้เหมือนอยู่ในนิทาน

“ไร่เราดูไม่ค่อยสวย ในพื้นที่ 1.5 ตารางเมตร เราปลูกชาแค่ต้นเดียว เพื่อให้ต้นไม้ได้สารอาหารเต็มที่และโตได้สมบูรณ์ เราเด็ดใบชาด้วยมือ หนึ่งยอดสองใบ ไม่ใช้มีดหรือเครื่องตัด เพราะทำให้เซลล์ข้างในตื่นตัวและเกิดรสขมฝาด ทุกวันนี้ก็ยังทำแบบนี้อยู่” เหมียวพาทัวร์ไร่ พลางอธิบายจุดเด่นที่รักษาไว้ไม่แปรเปลี่ยน
สุวิรุฬห์ปลูกชาตามวิถีเกษตรอินทรีย์ แม้ปริมาณผลผลิตน้อยกว่า ใช้เวลานานกว่า แต่ทุกใบรับประกันความปลอดภัยและคุณภาพ เติม 2 หรือ 3 น้ำ รสชาติจากใบชายังเข้มข้นชัดเจน ต่างจากรสชาที่เก็บรวมใบแก่ 6 – 7 ใบต่อยอดโดยสิ้นเชิง

“ป๊าสอนให้เราดูแลต้นชาเหมือนคน” ลูกสาวเอ่ยถึงปรัชญาของพ่อ 

  “ถ้าคนไม่ชอบอยู่พื้นที่แออัดเกินไป ต้นไม้ก็คล้ายกัน ป๊าบอกด้วยว่าเขาดื่มชาทุกวัน ลูกเมียก็ดื่ม ลูกค้าที่มีก็กลายเป็นเพื่อน แล้วเราจะเสิร์ฟสิ่งที่เต็มไปด้วยสารเคมีให้เขาดื่มได้จริงหรอ เราเลือกได้ว่าจะให้สิ่งที่มีคุณค่าที่สุดกับเขา 

“เป็นคำพูดที่เรายึดมั่นในใจเสมอมา และทำให้สานต่อเรื่องเกษตรอินทรีย์ พอเจอปัญหาอะไร เราจะนึกถึงคำพูดที่ว่า ให้ดูแลชาเหมือนคน ทำให้หาทางออกเจอเสมอ”

สุวิรุฬห์ ชาไทย ในมือทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาและผู้คนจนแบรนด์ชาออร์แกนิกเชียงรายสู่สากล
สุวิรุฬห์ ชาไทย ในมือทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาและผู้คนจนแบรนด์ชาออร์แกนิกเชียงรายสู่สากล

อีกหนึ่งความต่างคือ การปลูกชาบนพื้นที่ราบ เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2537 ด้วยการแปลงสวนมะม่วง 5 ไร่ที่ครอบครัวซื้อมา ณ ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 400 เมตร 

“เมื่อก่อนคนไทยไม่ค่อยปลูกชาบนที่ราบ เพราะบนดอยมีอุณหภูมิ สภาพอากาศ ระดับน้ำทะเล และปัจจัยต่าง ๆ ดูเหมาะสมกว่า แต่ชาวไต้หวันที่มาทำงานกับเราบอกให้ลองปลูกชาตรงสวนมะม่วงนี้ดู ที่ไต้หวันและเวียดนาม เหนือระดับน้ำทะเล 200 เมตรก็ปลูกชากันแล้ว ป๊าเดินทางไปดูก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ” เหมียวเล่า
แม้กำจรอธิบายให้คนรอบฟังเท่าไร คนก็หาว่าเขาบ้า แต่เขาลองปลูกต่อไปอย่างมุมานะ จนพื้นที่ขยายหลายสิบไร่

ด้วยคุณภาพจากธรรมชาติ กิจการจึงเติบโตถึงขั้นเตรียมส่งออก พ.ศ. 2541 ทางครอบครัวจดทะเบียนธุรกิจด้วยชื่อ ‘สุวิรุฬห์ ชาไทย’ จากการผสมชื่อของแม่ (สุจินแสง) กับนามสกุลของพ่อ (มานิตวิรุฬห์) 

“ส่วนคำว่าชาไทย ป๊าใส่ในชื่อ เพราะนึกถึงคำพูดอากงที่บอกไว้ว่า ขอบคุณแผ่นดินนี้ที่ให้เขาอยู่ในวันที่ไม่มีเงินสักบาท ถ้าตอบแทนอะไรได้ให้ทำ เลยขอต่อท้ายด้วยคำนี้ เป็นส่วนเล็ก ๆ ที่อยากนำเสนอว่าชาแบบนี้ คนไทยทำ คนไทยปลูก”

My Cup of Tea

ในช่วงปีที่แบรนด์ถือกำเนิด เป็นช่วงเวลาที่เหมียวเข้าเรียนด้านบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ควบคู่กับการช่วยครอบครัวทำงาน ก่อนลงสนามเต็มตัวตอนอายุ 21 ปี เป็นงานแรกและงานเดียวของชีวิต

“ตอนเด็ก เราไม่รู้ว่ากิจการจะเป็นยังไงต่อ รู้แค่ต้องกลับมาดูแลป๊าม้า และตอนนั้นป๊าค่อนข้างเป็นห่วง ไม่อยากให้ไปไกลเกินเชียงใหม่ อยู่ห่างไกลธรรมชาติ แต่เราอยากให้น้อง ๆ ออกไปเรียนรู้ คิดว่าการกลับมาทำงานก่อนจะช่วยการันตีให้สบายใจว่ารุ่นลูกไม่ทิ้งกิจการไปไหน

“เราเองก็กลัวว่าพี่น้องจะแตกแยก คุยแต่เด็กเลยว่าห้ามทะเลาะกัน โตไปจะหาทางกลับมาทำหน้าที่ที่แต่ละคนชอบ” พี่คนโตเล่าเหตุผลที่สานต่อกิจการแต่เนิ่น ๆ 

เหมียวเดินสายออกบูทตั้งแต่สมัยเรียน ทั้งที่เชียงใหม่ ศูนย์สิริกิติ์ ไบเทคบางนา อิมแพคเมืองทองธานี รวมถึงต่างแดนอย่างดูไบ ไต้หวัน แคนาดา ค่อย ๆ เรียนรู้กลยุทธ์การขายจากพ่อแม่ พร้อมช่วยดูแลน้องคนที่ 4 และ 5 ที่อายุห่างกันเกิน 10 ปี จนออกบูทแทนพ่อแม่ได้เต็มตัว

ตื่น 6 โมงเช้า เริ่มทำงานตอนเคารพธงชาติ ยืนชงชาที่บูทถึง 4 โมงเย็น เคลียร์ของนับสต็อกถึง 5 ทุ่ม รับของที่สนามบินตอนเที่ยงคืน นอนตี 2 และตื่นมาทำงานใหม่ ติดกัน 10 วัน จึงเป็นทั้งความทรงจำและเรื่องปกติของชีวิตเหมียว

สุวิรุฬห์ ชาไทย ในมือทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาและผู้คนจนแบรนด์ชาออร์แกนิกเชียงรายสู่สากล
สุวิรุฬห์ ชาไทย ในมือทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาและผู้คนจนแบรนด์ชาออร์แกนิกเชียงรายสู่สากล

ขณะเดียวกัน พ่อของเหมียวปรับพื้นที่ร้านขายเสื้อผ้าในเชียงรายที่มีอยู่ให้กลายเป็นหน้าร้าน วางตู้กระจกอะลูมิเนียมเป็นเคาน์เตอร์ชงชา พร้อมจัดพื้นที่วางกล่องกระดาษไว้บรรจุชา และออฟฟิศขนาดราว 16 ตารางเมตรให้เหมียวนั่งทำงาน
“เราหัดทำทุกอย่างตั้งแต่ชงชา แพ็กของ ขับรถ ตอนขับรถก็คิดว่าตัวเองเป็นคนขับรถจริง ๆ ยกของ ชั่งแล้วส่งเองจนเสร็จ ไม่คาดหวังให้ใครช่วยหรือให้ความเป็นผู้หญิงทำร้ายเรา” ทายาทผู้สวมมาเกือบทุกบทบาทของธุรกิจเล่า 

การฝึกปรือเช่นนี้ทำให้เหมียวตอบคำถามธุรกิจได้ครบถ้วน และเล่าให้เห็นภาพได้เป็นฉาก ๆ เพราะล้วนผ่านการลงมือทำเองจนช่ำชองแล้ว

“เคยมีคนถามป๊าว่าทำไมไม่ปล่อยให้เราทำงานข้างนอก มาดักดานอะไรตรงนี้ แต่เราฟังแล้วขำเลย เพราะตอนนั้นเรากำลังเรียนรู้เยอะมาก ต้องคิดทุกอย่างเองจริง ๆ

“หลายอย่างเราไม่รู้ว่าต้องทำยังไง แต่โชคดีว่าม้าชอบให้เราทำในสิ่งที่ไม่รู้ตั้งแต่เด็ก และสอนว่าทางอยู่กับปาก ไม่ต้องอาย ไม่รู้ให้ถาม” เหมียวบอกเคล็ดวิชาการเอาตัวรอด

ชาไทยสมุนไพร

“คนถามหาชาสีส้ม ๆ จากเราตลอด” เจ้าของแบรนด์ชาไทยเล่าถึงคำถามยอดฮิต ไม่แปลกที่คนมองว่า ชาเชียว ชาอู่หลง ที่ขายเป็นชาจีน แม้ว่าคนไทยปลูกเอง ขายเอง 

พอคนถามบ่อยเข้า การตามหานิยามของชาไทยที่แท้จริงในแบบฉบับสุวิรุฬห์จึงเริ่มต้นขึ้น

 “เราสำรวจตามห้าง เห็นร้านขายชาที่ฉีดรส ฉีดสีเยอะ ๆ ก็รู้สึกว่าแบบนี้ไม่ใช่ นึกต่อว่าประเทศเรามีสมุนไพรเยอะแยะ ทำไมไม่จับมาผสมทำอะไรสักอย่าง เราเข้าใจวิธีสกัดสารจากใบชาอยู่แล้วด้วย

“พอลองซื้อตะไคร้มาซอยมาอบ ป๊ากับม้าไม่เห็นด้วยเลย คิดว่าไม่น่ารอด ใครจะดื่ม แต่เราลองผสมหาสูตรไปเรื่อย ๆ ดื่มทุกวันอยู่ 6 เดือน เกือบแทนน้ำ เพราะไม่อยากขายสิ่งที่เราไม่ดื่มจริง จนเจอสูตรผสมชาดำที่หอม ผ่อนคลาย ลองซื้อกระป๋องมาบรรจุทำขายเลย

“ปรากฎว่าขายดี มียอดสั่งมาหมื่นกระป๋อง ทุกคนในบ้านต้องมานั่งแปะสติกเกอร์กล่องกัน ป๊าบอกว่าดีเหมือนกันเนอะ ขายอู่หลงตั้งนานไม่เห็นมีแบบนี้บ้างเลย (หัวเราะ)” 

ไม่ได้เป็นเพราะโชคช่วย ส่วนหนึ่งของความสำเร็จนี้เกิดขึ้นจากมุมมองของทายาทรุ่นใหม่ ที่ออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของกลุ่มค้าที่เปลี่ยนไปด้วยความเข้าใจ

“เรามีเบอร์ลูกค้าเก่า ๆ จากตอนออกบูท ลองติดต่อไปคุย ปรากฏว่าพวกเขาคือรุ่นอากง อาม่า รุ่นที่ซื้อชาอู่หลงกันทีละ 20 กิโลกรัม ซึ่งเสียชีวิตกันหมดแล้ว ทำให้เรารู้ว่าต้องเปลี่ยนกลุ่มลูกค้าด้วย ปรับวิธีขาย ทำให้บรรจุภัณฑ์เล็กลงและพัฒนาอะไรใหม่” เหมียวอธิบายแนวคิดการเปลี่ยนแปลง 

เมื่อขายดีเทน้ำเทท่า สุวิรุฬห์สั่งตะไคร้เพิ่มมหาศาล แต่เจอปัญหาว่าคุณภาพของแต่ละล็อตไม่เหมือนกัน ยังไม่รู้ชัดว่าพันธุ์ไหนเหมาะกับผลิตภัณฑ์บ้าง

วิธีแก้ง่าย ๆ คือปลูกเองเสียเลย จะได้ศึกษาให้เข้าใจถ่องแท้ 

เป็นเหตุให้ไร่ของสุวิรุฬห์เต็มไปด้วยสมุนไพรนานาพันธุ์ เช่น ตะไคร้ ขิง กระเจี๊ยบ ใบเตย และอีกมากมาย แน่นอนว่าปลูกด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ทั้งหมด ยิ่งสร้างความหลากหลายทางชีวภาพให้พื้นที่  

พอเข้าใจจริง เมื่อความต้องการของตลาดมากขึ้น สุวิรุฬห์สามารถเลือกซื้อสมุนไพรจากเกษตรกรรายย่อยที่ยึดหลักเดียวกันอย่างถูกต้อง โดยเน้นเกษตรกรที่ปลูกพืชนั้นและตามหาตลาดอยู่แล้ว แม้ต้องใช้เวลาหาคนเหล่านี้อย่างยากลำบาก

“เราไม่สั่งคนปลูกแล้วขายให้เรา เพราะอาจไม่ได้ทำด้วยใจจริง ถ้าเป็นคนทำมาก่อนและทำจริง เขาจะรักและผูกพันกับมัน ส่วนเราที่เป็นผู้ปลูกเองด้วยก็เข้าใจกัน และจะไม่ทำให้เขาขาดทุน”

สุวิรุฬห์ ชาไทย ในมือทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาและผู้คนจนแบรนด์ชาออร์แกนิกเชียงรายสู่สากล

Challenge is an Opportunity

แต่เรื่องไม่คาดฝันเป็นสิ่งอยู่เคียงคู่ธุรกิจเสมอ 

หลังได้รับออเดอร์ที่ทำให้ต้องตระเวนหาตะไคร้เป็นร้อยตันต่อเดือน จู่ ๆ คู่ค้าก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งให้เหมียวต้องหาทางไม่ให้สูญเงินเป็นล้าน

จากปัญหา สุวิรุฬห์พลิกสถานการณ์ด้วยการคิดค้นซีรีส์ใหม่ชุด The Garden Tea นำตะไคร้ ขิง ใบเตย รวมถึงอัญชัน กระเจี๊ยบ มาผลิตชาไร้คาเฟอีน

“ซีรีส์นี้เกิดขึ้นจากความต้องรับผิดชอบ หาทางกระจายสต็อกออกไปให้ได้เร็วที่สุด แต่กลายเป็นว่าเราได้ลูกค้าตลาดใหม่ที่รักสุขภาพ แต่อยากมีเครื่องดื่มที่ไม่ใช่น้ำเปล่า รวมถึงมีลูกค้าต่างประเทศติดต่อมาซื้อด้วย”

สุวิรุฬห์ ชาไทย ในมือทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาและผู้คนจนแบรนด์ชาออร์แกนิกเชียงรายสู่สากล
สุวิรุฬห์ ชาไทย ในมือทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาและผู้คนจนแบรนด์ชาออร์แกนิกเชียงรายสู่สากล

การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดคงเกิดขึ้นยาก หากเหมียวต้องคิดทุกอย่างลำพัง โชคดีที่แรงสนับสนุนของเหมียวคือ หนิง-จิราภรณ์ ณติณณ์วิรุฬห์ น้องรองที่อายุห่างกัน 4 ปีและเรียนจบด้านพัฒนาผลิตภัณฑ์ เข้ามารับหน้าที่ดูแลการผลิตและ R & D ตั้งแต่อายุ 25 ปี

“คนมักบอกว่าชาสมุนไพรของเราแปลกกว่าที่อื่นในทางที่ดี นั่นเป็นเพราะเรามีกระบวนการผลิตดี และน้องสาวเราเป็นคนดูเรื่องนี้” เหมียวยิ้ม

ธุรกิจของทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาแบบมนุษย์ ผสมสมุนไพรส่ง 20 กว่าประเทศ เพื่อให้คนเห็นคุณค่าชาเชียงราย

เสียงชาเชียงราย

ช่วงเวลาที่เหมียวบริหารงานตอนที่คุณพ่อยังดูแลอยู่ เธอซึมซับและเรียนรู้จากวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของพ่อ โดยหนึ่งในมรดกทางความคิดสำคัญคือ การทำงานเพื่อส่วนรวม

การตั้งใจผลักดัน ‘ชาเชียงราย’ ของกำจรถือเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดเรื่องนี้ 

เคยมีธุรกิจรายใหญ่เสนอให้สุวิรุฬห์ร่วมทุนสร้างกิจการด้วยกัน แต่กำจรเล็งเห็นว่าอาจทำให้แนวทางของธุรกิจเปลี่ยนไป จึงไม่ตอบรับ แต่กลับเสนอตัวไปช่วยปลูกชาบนพื้นที่ส่วนหนึ่งของเขาและสอนการผลิตแทน

“ตอนนั้นไม่เข้าใจว่าป๊าช่วยทำไม เราจะแย่เอานะ ป๊าถามกลับว่า ไปออกบูทมาเป็นสิบปี คนยังถามว่าชามาจากจีนอยู่ไหม เราตอบว่าถามตลอด คนไม่รู้เลยว่ามาจากเชียงราย 

“ป๊าพูดต่อว่า ถ้ามีบริษัทใหญ่บอกว่าตัวเองปลูกชา ชาดีต้องเชียงราย คนทั้งประเทศจะรู้จักไหม เราก็อ๋อ จริงด้วย แต่ยังไม่เห็นภาพว่าจะดีกับเรายังไงนะ ป๊าแค่บอกว่าถ้าเราทำตรงนี้ได้ดี ทั้งจังหวัดจะดีไปด้วยกันหมด”

ธุรกิจของทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาแบบมนุษย์ ผสมสมุนไพรส่ง 20 กว่าประเทศ เพื่อให้คนเห็นคุณค่าชาเชียงราย

ตัดภาพมาปัจจบุัน สิ่งที่คุณพ่อคิดไว้ไม่มีพลาด ที่คาดไว้ไม่มีผิด 

บริษัทใหญ่ผลักดันให้ไร่ชาที่กำจรช่วยปลูกกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว จัดเทศกาล จนเชียงรายกลายเป็นเมืองรองขวัญใจนักท่องเที่ยว พอคนเดินทางมามากขึ้น พวกเขาต่างเลือกหาสินค้าและสถานที่ที่ถูกจริตของตัวเอง กระตุ้นเศรษฐกิจทั้งจังหวัด ชาเชียงรายเข้าไปอยู่ในใจคน ได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย 

นอกจากนี้ กำจรยังพยายามสร้างชมรมชา ชวนเพื่อนพี่น้องดอยต่าง ๆ ไปออกบูทด้วยกัน ช่วยสอนวิธีจัดของจัดร้าน แม้ทำให้รายได้ตัวเองลดลง และต้องวุ่นวายกับคนที่เห็นต่าง ไม่ให้ความร่วมมือ

“ป๊ายินดีสอนคนอื่น ไม่คิดเล็กคิดน้อย เพราะเป้าหมายเขาต่าง ไม่ใช่แค่เพื่อสุวิรุฬห์ แต่อยากให้คนทั้งประเทศรู้จักชาเชียงราย 

“ตอนนี้เราก็ไม่ได้มองว่าใครเป็นคู่แข่ง เพราะคนยังดื่มชาน้อย ถ้าเทียบกับกาแฟ ตลาดยังกว้างมาก ยิ่งมีคนเข้ามาขาย มาลงทุน ยิ่งมีเพื่อนร่วมการค้าที่เติบโตไปด้วยกัน เพราะถ้าไม่มีใครโตเลย มันอาจแปลว่าไม่มีตลาดและเราต่อสู้อยู่คนเดียว”

วิชาแบบนี้ ตำราธุรกิจอาจไม่ค่อยมีสอน

หัวใจอันเข้มแข็ง

เป็นเรื่องน่าสลดใจที่พ่อของเหมียวไม่อาจเป็นประจักษ์พยานให้กับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากความทุ่มเทของตัวเอง เมื่อความสูญเสียของครอบครัวเกิดขึ้นแบบที่ไม่มีใครทันตั้งตัวหรือเตรียมใจ 

“ตอนป๊าเสีย เราตั้งหลักไม่ถูกเลย คิดว่าไม่เหลืออะไรแล้ว แต่เรายังมีชีวิตอยู่ ถึงมีคนซ้ำเติม คิดว่าเราเจ๊งแน่ ๆ แต่ก็มีคนให้กำลังใจ เขาเห็นเราอยู่กับป๊ามาตลอด เชื่อว่าเราทำให้รอดได้อยู่แล้ว พอเรามีคนต้องดูแล สิ่งที่เราต้องทำคือเข้มแข็ง” 

จุดพลิกผันครั้งใหญ่ทำให้พี่น้องต้องรวมพลังกัน หนิงเก็บกระเป๋าจากการเรียนต่อด้านวิทยาศาสตร์อาหารที่สหรัฐอเมริกา เพื่อกลับมาไทยและเข้ามาช่วยเหมียวทันที 

ส่วนทายาทอีก 3 คนต่างต้องใช้เวลาหาบทบาทของตัวเองในธุรกิจนี้

ธุรกิจของทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาแบบมนุษย์ ผสมสมุนไพรส่ง 20 กว่าประเทศ เพื่อให้คนเห็นคุณค่าชาเชียงราย

พ.ศ. 2557 สุวิรุฬห์ตัดสินใจรีโนเวตหน้าร้าน เพื่อสร้าง TeaFé (เป็นศัพท์ที่บัญญัติขึ้นเองแทนคาเฟ่) ไว้เสิร์ฟเครื่องดื่มและเบเกอรี่รองรับลูกค้า

เมื่อมีร้าน ก็ต้องหาคนดูแล คิดค้นสูตรขนมต่าง ๆ พวกเขาวานให้ตี๋ น้องชายคนที่ 3 ผู้เคยใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระในแบบของตัวเอง เข้ามาช่วยรับผิดชอบ

“ไม่ได้คิดว่าเขาจะตกลง แต่เขาตอบโอเคและทำจนแม่นกว่าเราอีก ตอนแรกม้าคาดหวังว่าเขาจะช่วยที่โรงงาน แต่มันไม่จำเป็นว่าผู้ชายต้องทำแบบนั้น เขาทำแบบนี้ได้ดีเหมือนกัน” 

ส่วนผิง น้องสาวคนที่ 4 ตั้งเป้าไปเรียนต่อที่สิงคโปร์และเรียนจบภายใน 2 ปี เพื่อรีบเข้ามาช่วยพี่ ๆ รับหน้าที่ดูแลการสื่อสารและขายออนไลน์ รับมือกับเทรนด์การเติบโตของ E-commerce 

ในขณะที่ไถไถ น้องคนสุดท้องที่เกิดมาพร้อมอาการดาวน์ซินโดรม วนไปช่วยตามแผนกต่าง ๆ และใช้ศักยภาพของตัวเองได้เป็นอย่างดี เช่น การตรวจเทียบบัญชีด้วยความละเอียดลออ กลายเป็นแบบอย่างให้ครอบครัวที่มีลูกอาการคล้ายกันเห็นด้วยว่า ถ้าดูแลอย่างดี ทุกคนล้วนเฉิดฉายในแบบของตัวเอง

ธุรกิจของทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาแบบมนุษย์ ผสมสมุนไพรส่ง 20 กว่าประเทศ เพื่อให้คนเห็นคุณค่าชาเชียงราย

จากวันนั้น ผ่านมาแล้ว 12 ปี ตอนนี้ทายาทณติณณ์วิรุฬห์ทุกคนอยู่พร้อมหน้ากันกับคุณแม่ที่ร้าน 

“ป๊าเคยบอกว่าเขากลัว เหมียวกับหนิงโตผ่านช่วงที่ลำบากมาด้วยกัน แต่ตั้งแต่น้องคนที่ 3 ชีวิตพวกเขาสบายขึ้น ถ้าต้องเจอขาลงของธุรกิจหรือชีวิต พวกเขาจะรับมือได้ไหม ตอนแรกเราก็กังวล เพราะมีทั้งน้องที่ทะเลาะกัน น้องที่ยังเรียนไม่จบ น้องที่ไม่สบาย 

“แต่ป๊าบอกต่อว่าคงไม่เป็นอะไร มีพี่ที่ดีสักหนึ่งหรือสองคนพอแล้ว เพราะพี่คนนั้นช่วยดูแลคนที่เหลือได้” 

เป็นไปตามที่คุณพ่อกล่าว เหมียวและหนิงทำหน้าที่ส่วนนี้ได้เป็นอย่างดีจริง ๆ 

สอนคนชา

แม้การพยายามสานสัมพันธ์ รวมกลุ่มด้วยความเอื้อเฟื้อ สุดท้ายจะลงเอยด้วยการสร้างความเจ็บปวดให้แก่ครอบครัวเหมียว พวกเขายังเชื่อเรื่องการช่วยเหลือคนอื่นตามที่พ่อปฏิบัติให้เห็น 

แต่เมื่อวิธีเดิมไม่เหมาะกับบริบท ต่อให้พยายามถึงที่สุดแล้วก็ตาม สุวิรุฬห์จึงเลือกทำแนวทางอื่น ด้วยการให้เวลากับเกษตรกรและคนที่ต้องการศึกษาหาความรู้จริงจังแทน 

“เราทำแบบที่ทำได้ให้คนที่เห็นคุณค่าดีกว่า เราปิดชมรม แต่ยังส่งเสริมเกษตรกรในเครือข่าย เปิดพื้นที่ให้คนมาดูงานได้เต็มที่ บางคนมีไร่อยู่ที่บ้าน ฟังเสร็จแล้วนึกออกว่ากลับไปทำอะไรได้บ้าง ดีใจทุกครั้งที่สะกิดใจคนให้เขาหาทางไปต่อได้

“บางคนมีไร่อยู่ท่ามกลางคนที่ปลูกด้วยสารเคมี คิดว่าไม่มีทางทำเกษตรอินทรีย์ได้เลยนอกจากซื้อที่ผืนใหม่ เราบอกว่าไม่ต้องรอเปลี่ยนที่เพื่อทำสิ่งที่ใช่กับโลกก็ได้ วันนี้เริ่มจากการไม่ฉีดสารเคมีเองก่อน มันจะค่อย ๆ ดีขึ้นจนคนรอบข้างเห็น ถึงตอนนั้น คุณช่วยสอนเขาต่อได้ และเป็นศูนย์กลางของความดีที่แผ่ขยายออกไป” เหมียวพูดถึงสารที่เธอพยายามส่งต่อให้ผู้คน

ธุรกิจของทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาแบบมนุษย์ ผสมสมุนไพรส่ง 20 กว่าประเทศ เพื่อให้คนเห็นคุณค่าชาเชียงราย
ธุรกิจของทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาแบบมนุษย์ ผสมสมุนไพรส่ง 20 กว่าประเทศ เพื่อให้คนเห็นคุณค่าชาเชียงราย

นอกจากบุคคลภายนอกแล้ว อีกกลุ่มสำคัญคือพนักงานและลูกไร่รวมกว่า 240 ชีวิต บางคนอยู่ร่วมกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อ บางคนสร้างครอบครัวและอาศัยอยู่ภายในไร่ ทำงานด้วยกัน

ด้วยลักษณะของกิจการ สุวิรุฬห์สามารถดูแลพวกเขาให้เหมือนส่วนหนึ่งของครอบครัว เมื่อเห็นว่าบางคนไม่ได้เรียนหนังสือหรือพูดภาษาไทยไม่คล่อง ก็จัดเตรียมการศึกษาและกิจกรรมแบบที่โรงเรียนทั่วไปมีกัน ไม่กดดันผลลัพธ์เกินควร ให้ทุกคนมีเวลาพักผ่อนกับครอบครัว ทำให้แม้แต่คนที่ลาออกไปทำงานที่เมืองใหญ่ ยังขอกลับมาทำงานที่นี่ต่อ 

“เราอยากให้คุณภาพชีวิตที่ดีกับคนด้วยการเห็นคุณค่าของพวกเขา มันคือเรื่องของจิตใจที่อยู่ด้วยกัน” 

ชา ๆ แต่ยั่งยืน

ด้วยแนวคิดที่แตกต่าง ชาสุวิรุฬห์เป็นที่ต้องการไกลถึงต่างแดน 

ช่วงแรก โจทย์หลักที่ธุรกิจเผชิญคือการอยู่รอด ไม่ใช่ชื่อเสียง พวกเขาจึงตัดสินใจเน้นทำ OEM ให้ทั้งแบรนด์ไทยและต่างประเทศ และยังคงทำต่อมาจนเป็นรายได้ส่วนใหญ่ของกิจการ

พอทำไปเรื่อย ๆ ก็เกิดโอกาสให้ขยายแบรนด์ใหม่เอง เช่น อาโอกิฉะ แบรนด์ชาเขียวที่ผลิตส่งออกให้ประเทศญี่ปุ่นโดยเฉพาะ และศิรินทรา ซีรีส์ ที่เกิดขึ้นเพราะโรงแรม 6 ดาวอย่าง Kempinski ติดต่อเข้ามาขอทดลองชา ช่วงเตรียมเปิดที่ไทย หลังเชฟของโรงแรมได้ลิ้มรสและสำนักงานที่สวิตเซอร์แลนด์ให้ผ่าน สุวิรุฬห์พัฒนาชา 6 รส เข้าไปวางในห้องอาหารของโรงแรม ก่อนต่อยอดเป็น 12 รส ได้รับเสียงตอบรับอย่างดีจากโรงแรมบูติกและระดับนานาชาติที่เห็นคุณค่าความเป็นไทย
ปัจจุบัน สุวิรุฬห์ ผลิตชาส่งออกไปรอบโลก ทั้งสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี สหรัฐอเมริกา ชิลี เกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง ซาอุดีอาระเบีย คูเวต สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ รวม 20 กว่าประเทศ

ธุรกิจของทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาแบบมนุษย์ ผสมสมุนไพรส่ง 20 กว่าประเทศ เพื่อให้คนเห็นคุณค่าชาเชียงราย
ธุรกิจของทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาแบบมนุษย์ ผสมสมุนไพรส่ง 20 กว่าประเทศ เพื่อให้คนเห็นคุณค่าชาเชียงราย

“เราเคยสงสัยว่าทำไมแม้แต่คนจีนยังซื้อชาอู่หลงของเรา ทั้งที่ประเทศเขาปลูกเยอะมาก เขาบอกว่าเพราะเชื่อใจว่าเป็นเกษตรอินทรีย์ ชอบความเป็นธรรมชาติ เห็นสมุนไพรเป็นชิ้น ชาเป็นใบ ๆ ไม่ได้ใส่อะไรมาก็ไม่รู้ ทำให้เกิดการบอกต่อและตลาดโตขึ้น” เหมียววิเคราะห์และเล่าเสียงตอบรับที่เคยได้ยินจากลูกค้า

อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญคงเป็นเรื่องราคา สุวิรุฬห์พยายามตั้งราคาให้คนซื้อง่าย เข้าถึงได้ แม้ค่าครองชีพสูงขึ้น เพราะคิดว่าวิธีปลูกของพวกเขาช่วยครอบคลุมค่าใช้จ่ายส่วนนั้นไปแล้ว

“เราอาจปลูกชาได้ปีแรก 400 กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนการปลูกแบบเคมีได้ 1,200 กิโลกรัมต่อไร่ พอเวลาผ่านไปสัก 7 ปี เราถึงจะปลูกได้ 1,200 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ฝั่งเคมีจะลดลง ส่วนเราเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากนั้นอีก มองได้ว่าต้นทุนเราเท่าเดิม แต่ผลผลิตมากขึ้น ทำให้ไม่ต้องขึ้นราคามากก็ได้ เดี๋ยวราคาแรงไป เกรงใจลูกค้าด้วย”

หลังจากนี้ สุวิรุฬห์มีแผนวางขายซีรีส์ใหม่ ซึ่งคิดไว้นานหลายปีแล้ว เพียงแต่รอจังหวะของกิจการให้เข้าที่เข้าทาง โดยไอเดียต่าง ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นตามหลักตำราการตลาดเสียทีเดียว

“เราไม่คิดจากเทรนด์หรือสิ่งที่ตลาดต้องการตลอด แต่มองว่าอยากนำเสนอสิ่งที่ดี แล้วให้ตลาดค่อย ๆ เรียนรู้กับเรา อาจไม่ใช่วิธีคิดที่ดี ทำให้อยู่รอดลำบาก แต่บางทีลูกค้าอาจยังไม่รู้จักสิ่งที่อยากได้ หรือมีตัวเลือกไม่มากพอ เราจะเป็นคนหาสิ่งนั้นมานำเสนอพวกเขาเอง

“อาจไม่ว้าวตอนแรก แต่พอผ่านกาลเวลา ลูกค้าที่ชอบสิ่งที่เราทำจะเพิ่มขึ้นและอยู่กับเราระยะยาว ไม่หวือหวา แต่ยั่งยืนกว่า”

ธุรกิจของทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาแบบมนุษย์ ผสมสมุนไพรส่ง 20 กว่าประเทศ เพื่อให้คนเห็นคุณค่าชาเชียงราย

สุวิรุฬห์ ชาไทย

“หลายอย่างไม่เคยทำมาก่อนหรอก แต่ระหว่างทางมีคนช่วยเหลือเราเยอะ ลูกค้าทุกคนมีพระคุณมาก” ทายาทที่บริหารกิจการที่แรกและที่เดียวมานานเกือบ 20 ปี เอ่ยขอบคุณคนรอบตัวที่อยู่เคียงข้าง นำทางเธอและสุวิรุฬห์ผ่านความท้าทายมาจนถึงทุกวันนี้

คนที่มีกิจการที่บ้านให้ไปสานต่อ อาจกังวลว่าตัวเองยังไม่พร้อม แต่เหมียวมองว่าถ้าอยากทำ การเข้าไปลงมือทำเป็นการเรียนรู้ที่ดีที่สุดแล้ว 

ระหว่างทาง เราจะค่อย ๆ ค้นเจอคำตอบทีละเรื่องไปเอง 

“ยิ่งกลับเข้าไปช่วยเร็ว ยิ่งทำอะไรได้มากขึ้น เรามีต้นทุนสูงกว่ารุ่นที่พ่อแม่เริ่ม พัฒนาต่อได้อยู่แล้ว อย่าเพิ่งกลัวว่าเข้าไปจะเจอปัญหาเรื่องความต่างระหว่างวัย

“เราไม่ต้องไปเปลี่ยนทุกอย่างที่เขาเคยทำ เห็นคุณค่าของสิ่งเดิมที่มี คุยกับเขาเยอะ ๆ อย่างเราเคยคิดจะเปลี่ยนชื่อแบรนด์ เพราะดูเชย แต่พอป๊าเล่าที่มาให้ฟังและให้เราตัดสินใจ เราก็ไม่เปลี่ยนแล้ว

“เปลี่ยนในเรื่องที่สำคัญ แล้วแสดงให้เขาเห็นว่าเราทำอะไรได้บ้าง” เหมียวฝากถึงทายาทกิจการที่ยังเกรงกลัวหรือเพิ่งเริ่มต้นเส้นทาง

ก่อนจากกัน เราชวนครอบครัวณติณณ์วิรุฬห์มาถ่ายรูปหมู่ คุณแม่บอกว่าสุวิรุฬห์เปลี่ยนโฉมไปจากเดิมเยอะมาก และดีใจที่พี่น้องทั้ง 5 คนอยู่พร้อมหน้า ช่วยกลับมาพัฒนาสิ่งที่สร้างไว้
คุณพ่อเองก็คงภูมิใจไม่ต่างกัน

เพราะวันนี้ สุวิรุฬห์ ชาไทย

ไม่สิ

ชาเชียงรายตามวิสัยทัศน์ที่ใฝ่ฝันไว้ของคุณพ่อ เป็นจริงแล้ว

ธุรกิจของทายาท 5 พี่น้อง ดูแลชาแบบมนุษย์ ผสมสมุนไพรส่ง 20 กว่าประเทศ เพื่อให้คนเห็นคุณค่าชาเชียงราย

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

ปฏิเวธ ยืนธรรม

สถาปนิกอิสระ ชื่นชอบการถ่ายภาพเป็นงานอดิเรก ชื่นชมแสงธรรมชาติสวยๆ

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : บริษัท เมกก้าวู้ด จำกัด

ประเภทธุรกิจ : ธุรกิจอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพารา

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2544

อายุ : 21 ปี

ผู้ก่อตั้ง : สมชาย โรจนมงคล

ทายาทรุ่นสอง : ภรภัทร โรจนมงคล

‘อาบน้ำร้อนมาก่อน’

‘เดินตามหลังผู้ใหญ่ หมาไม่กัด’

นี่คงเป็น 2 สุุภาษิตไทยที่หลายคน โดยเฉพาะทายาทธุรกิจ ได้ยินจากผู้ใหญ่ที่บ้านบ่อยเป็นอันดับต้น ๆ

แน่นอนว่าการเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อาวุโสย่อมมีประโยชน์ แต่การตั้งคำถามและกล้าที่จะทำสิ่งใหม่ ๆ ก็คือสิ่งสำคัญที่ทำให้โลกของเราพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดดเช่นกัน

เพราะฉะนั้น ก่อนเริ่มบทความ เราขอชวนคุณคิดตามสักหน่อย

หากท่านเป็นเจ้าของโรงงานสินค้าโภคภัณฑ์แห่งหนึ่ง แต่ทว่านับวันผ่านไป การแข่งขันในอุตสาหกรรมยิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ สงครามราคาก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น การขยายฐานการผลิตเป็นสิ่งที่ยาก เนื่องจากแหล่งที่มาของวัตถุดิบมีอยู่อย่างจำกัด คุณจะทำอย่างไรให้โรงงานแห่งนี้เติบโต

พัฒนาคุณภาพของสินค้า นั่นไม่ใช่ทางเลือกของธุรกิจประเภทนี้ (สินค้าโภคภัณฑ์คือประเภทสินค้าที่มีความแตกต่างของสินค้าจากแต่ละผู้ผลิตน้อยมาก ๆ จนเรียกได้ว่า ไม่ว่าซื้อจากที่ไหนก็เหมือนกัน)

สิ่งที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมนี้โดยตลอดคือ การให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในการผลิต เพื่อให้ผลิตได้เยอะที่สุดและถูกที่สุด ลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ลดค่าตอบแทนบุคลากร ลดจำนวนคน ไม่ลงทุนในด้านระบบหรือการตลาด แต่สิ่งที่ทายาทธุรกิจรายนี้ทำนั้นต่างออกไป

เขาหันมาเพิ่มงบประมาณด้านบุคลากร พัฒนาคุณภาพชีวิตของพนักงานตลอดจนระบบในการทำงาน

แม้ว่าสิ่งที่เขาทำจะเรียกได้ว่าเป็นคนละขั้วกับสิ่งที่คนอื่น ๆ เคยทำมาในอุตสาหกรรมนี้ แต่นั่นทำให้ธุรกิจของเขามีเปอร์เซ็นต์การเติบโตของรายได้เพิ่มขึ้นเกือบทุกปี และอัตรากำไรที่ก้าวกระโดดเป็นเท่าตัว

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

วันนี้ The Cloud จึงมีนัดพิเศษกับ นิ้ง-ภรภัทร โรจนมงคล ทายาทรุ่นสอง บริษัท เมกก้าวู้ด จำกัด ธุรกิจแปรรูปไม้ยางพาราในจังหวัดตรัง ที่ตั้งใจจะปฏิรูปวิธีการทำธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้ และพิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า การทำธุรกิจที่ ‘ดี’ จริง ๆ แล้วนั้น ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรูที่เอาไว้โฆษณาบริษัท แต่ทำให้ผลประกอบการของบริษัทเพิ่มขึ้นได้ด้วย

เอาล่ะ เขาทำได้อย่างไร ขอเชิญทุกท่านติดตามได้ ณ บัดนี้

ก่อตั้งโรงไม้

ย้อนกลับไปในสมัยก่อน ชาวสวนในภาคใต้ปลูกต้นยางเพื่อเอาน้ำยางเป็นหลัก เมื่อต้นยางอายุประมาณ 20 – 25 ปี ก็จะหมดอายุการให้น้ำยาง ทำให้ต้นยางเหล่านั้นถูกโค่นทิ้งและนำไปเผา 

เมื่อเวลาผ่านไป เทคโนโลยีในการถนอมเนื้อไม้ก็ได้เข้ามาในประเทศไทย ทำให้เก็บรักษาไม้ยางพาราได้ จนเกิดเป็นอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพาราขึ้น โดยโรงงานแปรรูปไม้จะรับไม้ยางพารามาจากเกษตรกรเพื่อนำมาแปรรูป ก่อนส่งต่อไปให้โรงงานอื่น ๆ ที่นำไม้เหล่านั้นไปผลิตเป็นสินค้าต่าง ๆ

“คุณพ่อเริ่มต้นจากการเป็นพนักงาน ด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส และความสามารถในการดูแลทุกอย่างแทนเจ้าของโรงงานได้ ทำให้เขากลายเป็นผู้จัดการที่มีชื่อเสียงในวงการขึ้นมา เลยมีนายทุนชาวนครศรีธรรมราช 3 – 4 ท่าน เข้ามาชวนคุณพ่อว่า สนใจอยากเป็นเถ้าแก่ไหม จะช่วยลงทุนโรงงานไม้ที่ตรังให้ แล้วก็จะมีหุ้นให้ส่วนหนึ่ง”

นั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Megawood

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

“จำได้ว่าคุณพ่อกินนอนอยู่ที่โรงงานกว่า 5 ปี คอยเฝ้าโรงงานทั้ง 2 กะ จำภาพได้ว่าโรงไม้ในสมัยนั้นค่อนข้างสกปรก รกรุงรัง ผมก็ไม่ชอบ แต่คุณพ่อผมบอกว่า นี่แหละคือสิ่งที่จะทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดี”

ด้วยจิตวิญญาณในการเป็นผู้ประกอบการที่เน้นผลลัพธ์ บวกกับความโปร่งใสของคุณพ่อของนิ้ง ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มนำนักบัญชีเข้ามาตรวจสอบบริษัท หรือความซื่อสัตย์กับหุ้นส่วน ทำให้ผลประกอบการของโรงงานเป็นที่น่าพึงพอใจ นักลงทุนเหล่านั้นตัดสินใจที่จะลงทุนเพิ่ม จากเดิมที่เช่าโรงงานก็เปลี่ยนมาเป็นการสร้างโรงงานขึ้นมาเอง

“สไตล์ของคุณพ่อผมไม่เน้นระบบมาก เน้นใช้จิตวิญญาณความเป็นผู้ประกอบการ เรียกว่าเข้าโรงงานทุกวัน ใช้คนน้อย ๆ ต้นทุนต่ำ ๆ แล้วผู้บริหารตัดสินใจเองหมด พนักงานมีปัญหาก็ให้มาบอก แล้วฉันจะบอกว่าแก้ยังไง นั่นคือในยุคของคุณพ่อผม คุณพ่อผมสอนว่าการเป็นโรงงาน ปัญหาเป็นอาหารเช้า วิธีการมีแค่อย่างเดียวคือแก้ให้เร็ว นั่นคือคำสอนของท่านตั้งแต่วันแรก 

“ท่านไม่เชื่อในเรื่องระบบ ในเรื่องคน ท่านเชื่อในจิตวิญญาณความเป็นผู้ประกอบการ ว่าไม่มีอะไรทดแทนสิ่งนี้ได้ ซึ่งผมไม่ได้เห็นด้วย แต่ต้องเก็บไว้ในใจ”

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

The Next Gen

เวลาผ่านไป Megawood ค่อย ๆ เติบโตขึ้น จนเมื่อนิ้งเรียนจบ คุณพ่อจึงเรียกตัวเขาให้กลับมาช่วยบริหารธุรกิจที่บ้าน

“เดิมทีผมตั้งใจว่าอยากจะหน่วงเวลานิดหนึ่งเพื่อไปพิสูจน์ตัวเองก่อน แต่เมื่อคุณพ่อเอ่ยปากชวน ใจหนึ่งผมก็อยากกลับมาทำที่บ้านอยู่แล้ว”

ทว่าเส้นทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป

ตำแหน่งแรกของนิ้งคือผู้ช่วยผู้จัดการโรงงาน ในแง่หนึ่งก็เป็นตำแหน่งที่ทำให้เขาได้เข้าไปดูในทุก ๆ ส่วนของโรงงาน แต่ในอีกแง่หนึ่งก็เป็นตำแหน่งที่ทำให้เขาอึดอัดมาก ๆ เพราะแนวทางบริหารของเขากับผู้จัดการโรงงาน ซึ่งเป็นพนักงานเก่าแก่ของคุณพ่อนั้นไม่ตรงกัน 

“สมัยก่อนบริษัทไม่มีวิศวกรแม้แต่คนเดียว ผมจะรับเข้ามาสักคน เขาก็จะบอกว่าไม่จำเป็น เวลาจะขับเคลื่อนคน เขามีความเชื่อแบบดั้งเดิมว่าต้องใช้พลังลบคอยไล่หลัง แต่วิธีการของผมคือ เราไปข้างหน้า แล้วชวนเขาให้ตามเรามา”

เมื่อความขัดแย้งมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเวลาผ่านไปกว่า 5 ปี นิ้งตัดสินใจลาออกจาก Megawood ย้ายจากตรังไปอยู่โคราช เพื่อเป็นการพักใจให้กับตัวเอง

แต่ชะตาของเขากับ Megawood ก็มาบรรจบกันอีกครั้ง เพราะหลังจากนั้น Megawood ได้ขยายโรงงานไปที่หาดใหญ่ ทำให้หุ้นส่วนคนหนึ่งตัดสินใจโทรมาขอนัดพบกับนิ้ง

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

“ตอนนั้นผมก็สงสัยว่ามานัดเจอทำไมถึงโคราช เขาบอกว่าโรงงานที่หาดใหญ่เปลี่ยนผู้จัดการมาแล้วหลายคน แต่หาผู้จัดการดี ๆ ที่ลงตัวไม่ได้สักที เลยอยากให้ผมกลับไปช่วย

“ผมตอบเลยว่า ไม่ ถ้าจะให้ผมกลับไปแล้วเจอแบบเดิม ยังไงก็ไม่ ตอนนี้ถึงแม้ผมอาจจะไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่ผมมีความสุขดี ถ้าจะให้ผมกลับไปจริง ๆ ผมยื่นเงื่อนไขว่า ต้องมีพื้นที่ให้ผมทำงาน ให้ผมกำหนดนโยบาย ให้ทรัพยากรผม คุณเฝ้าอยู่ห่าง ๆ ผมจะรีพอร์ตเป็นระยะ ๆ ถ้าหากผลงานไม่ได้ เดี๋ยวผมถอยเอง”

เมื่อเวลาผ่านไป 2 อาทิตย์ หุ้นส่วนคนนั้นก็ได้โทรกลับมาหานิ้งว่าพวกเขาตกลงตามเงื่อนไข โดยจะให้สิทธิ์นิ้งในการบริหารโรงงานสาขาเต็มที่ ตั้งแต่ก่อสร้างโรงงานจนถึงการดำเนินกิจการ และหลังจากนั้นไม่นาน บอร์ดบริหารก็ตัดสินใจย้ายผู้จัดการคนเก่าไปคุมที่หาดใหญ่แทน และย้ายมาคุมโรงงานที่กำลังขยายตัวที่ตรัง ทำให้นิ้งได้ขึ้นเป็นผู้บริหารเต็มตัวในเดือนมกราคม พ.ศ. 2558

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

ปฏิวัติ

ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2558 – 2560 ที่นิ้งเข้ามา ตอนนั้นเป็นช่วงที่อุตสาหกกรมนี้กำลังไปได้ดี ทำให้กำไรของ Megawood เพิ่มขึ้น 3 – 4 เท่า แต่เขายอมรับว่าตัวเองก็มีข้อผิดพลาดในช่วงนั้น

“ในช่วงนั้นเรียกได้ว่าลมมันส่ง ผมโชคดีที่เข้ามาในจังหวะที่ถูกต้อง ทำให้เลยดูเหมือนว่าผมเก่ง ในแง่หนึ่งมันก็ดี เพราะทำให้เรามีความมั่นใจ ผู้ถือหุ้นเราก็แฮปปี้ แต่ข้อเสียคือมันทำให้อัตตาเรามากขึ้น ผมบ้าบิ่นไปลงทุนสิ่งที่ไม่ควรเยอะ ไปทำธุรกิจที่ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับความเชี่ยวชาญของเราเลย อย่างเช่นสวนผักออร์แกนิก”

เมื่อวิกฤตวงการยางพารามาถึงใน พ.ศ. 2561 เขาจึงจำเป็นต้องตัดธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักออกไป แต่อีกสิ่งที่เขาเปลี่ยนบริษัทไปอย่างเห็นได้ชัด และทำให้ Megawood ฟื้นตัวจากวิกฤตในวงการไม้ยางพาราตอนนั้นได้อย่างรวดเร็วคือ

“ผมหันมาให้ความสำคัญกับระบบและคน”

“ตอนนั้นที่บริหารร่วมกับคุณพ่อ ผมยังไม่มีโอกาสได้ทำ แต่ตอนนี้ผมมีโอกาสแล้วก็เลยเต็มที่เลย เริ่มมีการจัดโครงสร้างองค์กรใหม่ เอาที่ปรึกษาเข้ามาช่วงวางระบบบัญชี อะไรต่าง ๆ และข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุดเลยว่าสิ่งที่เราวางรากฐานวันนั้นแล้วมันประสบความสำเร็จ ก็คือการที่วันนี้ผมย้ายภูมิลำเนามาอยู่กรุงเทพฯ ได้”

“คนอื่นอีกหลายคน เขาบอกว่าผมกำลังทำผิดพลาดมหันต์ เพราะว่าอุตสาหกรรมไม้ยางพารา โดยปกติถ้าเจ้าของไม่อยู่จะมีแต่ความฉิบหาย เพราะช่องโหว่ค่อนข้างเยอะ แต่ปรากฏว่า 4 เดือนที่ผ่าน ระบบที่เราเซ็ตไว้ คนที่เราฝึกเขาไว้ เขาสานต่อสิ่งที่เราทำไว้ได้ แต่ก็แน่นอนว่ายังต้องพัฒนาอีกเยอะ”

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ผู้พิสูจน์ว่าการทำธุรกิจที่ดี พัฒนาผลประกอบการได้จริง

The People

เนื่องจากอุตสาหกรรมไม้ยางพาราโดยปกติแล้ว เป็นอุตสาหกรรมที่เน้นการแข่งขันกันที่ปริมาณ อัตรากำไรไม่ได้สูง สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดมาเลย ก็คือการจ้างแรงงานในอัตราที่ถูกมาก ๆ

“ผมรู้สึกอึดอัดกับเรื่องนี้มานาน ผมไปเห็นบ้านพักของพนักงานที่อยู่กันแบบแร้นแค้น มีหนี้มีสินแล้วผมรับไม่ได้ ผมเลยตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมนี้”

นิ้งตั้งใจจะทำสิ่งที่บริษัทอื่นไม่กล้าทำ เพื่อให้เป็นแบบอย่างกับบริษัทอื่น ๆ ในวงการ แล้วทำให้วงการนี้เปลี่ยนแปลงไปในทางเดียวกับเขา

ณ ตอนนี้คนงานกว่า 500 คนของ Megawood เป็นแรงงานไทยทั้งหมดเกือบ 100% โดยมีแรงงานต่างด้าวเพียง 3 คน ที่นิ้งเอาไว้ฝึกแผนก HR ในเรื่องของการทำเอกสารเท่านั้น

ถ้าหากถามว่าทำไมถึงต้องเป็นคนไทย เหตุผลของคุณนิ้งมีอยู่สั้น ๆ ข้อเดียว

“เพราะเราสื่อสารกันรู้เรื่อง”

“มันเป็นค่านิยมข้อแรกของเราเลยว่า เพราะเมื่อธุรกิจเกิดปัญหา แล้วเราไปเล่าให้เขาฟังว่าทุกคนต้องช่วยกันนะ เขาก็ปรับให้เราได้เลย เพราะฉะนั้น การพูดภาษาเดียวกับพวกเขามีความหมายมาก” 

มากกว่านั้น ค่าตอบแทนพนักงานที่ Megawood ในหลาย ๆ ตำแหน่ง ก็เรียกได้ว่าอยู่ในระดับต้น ๆ เมื่อเทียบกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันที่มีขนาดใกล้เคียงกัน 

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ผู้พิสูจน์ว่าการทำธุรกิจที่ดี พัฒนาผลประกอบการได้จริง

“สำหรับคนทำงาน โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงาน เราต้องมองให้ออกถึงเบื้องหลังของเขา ว่าครอบครัวเขามีหนี้สิน มีปัญหาชีวิตอะไรที่อยู่เบื้องหลัง แม้เงินจะซื้อความสุขไม่ได้ แต่มันซื้อความสะดวกได้ แล้วถ้าเราจ้างเขาดีพอ มีงานให้เขาทำต่อเนื่องมากพอ ทำให้เขาเอาเงินตรงนั้นไปแก้ปัญหาบางอย่างในชีวิตเขาได้ มันจะทำให้เขาโฟกัสกับเรื่องงานได้มากขึ้น”

มากไปกว่านั้น Megawood ไม่ได้เพียงดูแลพนักงานในเรื่องค่าตอบแทน แต่ยังดูแลไปถึงคุณภาพชีวิตและพื้นเพของพนักงานเหล่านั้นด้วย บริษัทแห่งนี้เปิดคลินิกด้านการเงินสำหรับพนักงาน เพื่อช่วยเหลือในด้านวางแผนการเงินให้กับพนักงาน เรียกได้ว่าหลายครั้งถึงกับจูงมือไปปิดบัตร ลดหนี้ เลิกยากันเลยทีเดียว

“การที่เราให้ความสำคัญเรื่องพวกนี้ มันทำให้เราแตกต่างในหมู่ตลาดผู้ใช้แรงงาน

“เวลาเข้ามาทำงานแล้วถ้าเขามีความสุข ไม่ใช่แค่เราเห็นเขายิ้มในโรงงาน แต่ครอบครัวที่บ้านเขาก็จะได้ความรู้สึกที่ดีไปด้วย แต่ถ้าเขากลับไปแล้วเครียด ทะเลาะกับที่บ้าน แล้วเช้าวันรุ่งขึ้นมาทำงานในสภาพที่ไม่พร้อม มันคือสิ่งที่ส่งต่อถึงกัน เราต้องมองเบื้องหลังของเบื้องหลังให้เห็น”

เมื่อคุณภาพชีวิตของพนักงานดีขึ้น จึงทำให้องค์กรน่ารักขึ้น พนักงานของ Megawood เกือบทุกคนแทบจะไม่มีใครลาออกเพราะไม่ชอบองค์กรเลย และจุดนี้จึงทำให้ Megawood มีพนักงานดี ๆ ที่คอยอยู่เคียงข้างองค์กร และฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อวิกฤตผ่านไป

“เวลาเราจะหาคน ผมจะสัมภาษณ์โดยที่แทบไม่คุยเรื่องงานเลย เราจะคุยเรื่องการใช้ชีวิตเป็นหลัก เพื่อดู Mindset และ Character ของเขาว่าน่าทำงานด้วยไหม เราเชื่อว่าคาแรกเตอร์พวกนี้มันฝึกกันไม่ได้ แต่ทักษะต่าง ๆ มันฝึกกันได้”

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ผู้พิสูจน์ว่าการทำธุรกิจที่ดี พัฒนาผลประกอบการได้จริง

The System

จุดที่ทำให้นิ้งมาลงทุนในด้านคนได้ คือ ภรรยาของเขา ดิว-ภรรัก บวรธนสารกุล เข้ามาเป็นหนึ่งในทาเลนต์ของบริษัท

ในขณะที่นิ้งมีความรู้ในด้านวิศวกรรม ดิวก็มีความรู้ในด้านการวางระบบและการขาย ทำให้ Megawood สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารคลังสินค้า สร้างความเชื่อใจกับลูกค้าเพื่อปรับเปลี่ยนราคาซื้อ-ขาย วัตถุดิบและสินค้าให้เหมาะสมที่สุด ตั้งแต่การยอมให้ลูกค้านำสินค้าไปลองใช้ดูก่อน แล้วค่อยพิจารณาเพิ่มราคาในล็อตถัดไป

นี่จึงเป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้อัตรากำไรของบริษัทเพิ่มขึ้น จนลงทุนกับบุคลากรในองค์กรเพิ่มได้

ในทางกลับกัน ขณะที่หลาย ๆ องค์กรมุ่งเน้นเพิ่มกำไรโดยการนำเครื่องจักรเข้ามาทดแทนพนักงาน แต่สำหรับ Megawood นิ้งกลับมองว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ควรจะมาช่วย Empower พนักงานต่างหาก

“เมื่อวานเราเพิ่งประชุมกันไปว่า เรากำลังทำวิจัยพัฒนาเครื่องจักรชุดหนึ่งอยู่ โดยวัตถุประสงค์ไม่ใช่เพื่อการเลย์ออฟ แต่เป็นการมอบพลังให้เขา ทำให้เขาทำงานสะดวกขึ้น สร้างผลผลิตได้มากขึ้น”

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีในการจัดการที่ทาง Megawood นำเข้ามาใช้ ในขณะที่บริษัทประเภทเดียวกันที่อื่น ๆ ยังไม่ได้นำเข้ามา เพื่อทำให้ช่างซ่อมบำรุงจนถึงหัวหน้างานติดต่อกันได้สะดวกยิ่งขึ้น

ในเรื่องของการพัฒนาองค์กรเอง นิ้งก็ยังสร้างเซ็ตคำถามขึ้นมา เพื่อให้พนักงานในองค์กรใช้ฟีดแบ็กและชื่นชมกันเองได้ ตลอดจนมี Session ที่นำคำถามเหล่านั้นมาฟีดแบ็กให้ผู้บริหารอย่างนิ้งฟังได้เช่นกัน

นี่จึงเป็นอีกจุดหนึ่งที่การพัฒนาระบบ ช่วยทลายกำแพงของอัตตาในการสื่อสารในองค์กรได้

Mega’s Future

สำหรับก้าวต่อไปของ Megawood นั้น นิ้งมองไว้ว่าคือการนำบริษัทไปสู่จุดที่มีรายได้ 2,000 ล้านให้ได้ โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญนั่นก็คือ การทำงานโดยไม่มีอัตตาและการเลือกคนที่ใช่เข้ามา ทำให้บริษัทก้าวไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าวิกฤตเข้ามามากแค่ไหนก็ตาม

ท้ายที่สุด อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ Megawood มาอยู่ในจุดนี้ได้ และจะขาดไปไม่ได้เลยก็คือ ‘ความกล้าหาญ’

“พ่อเลือกที่จะปล่อยผมเล่นเองตั้งแต่ผมอายุเพียง 30 ในขณะที่รุ่นพ่อแม่ของกิจการอื่น ๆ ยังคงไม่ปล่อยมือกันง่าย ๆ ไม่ใช่เพราะท่านเห็นว่าผมเก่งหรือเชื่อใจผมหรอกนะครับ แต่เพราะท่านอ่านออกว่า ถ้าไม่ให้ผมเล่นท่าถนัดให้เต็มที่ ก็คงวัดผลไม่ได้ ดึงกันไปมา เสียทั้งความรู้สึก เสียทั้งผลประกอบการเปล่า ๆ

“ผมว่านี่คือความกล้าหาญมากครับ”

และความกล้าหาญนี้ก็คงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นิ้งได้รับสืบทอดมาจากคุณพ่อของเขาด้วยเช่นกัน

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ผู้พิสูจน์ว่าการทำธุรกิจที่ดี พัฒนาผลประกอบการได้จริง

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load