ธุรกิจ : สุริยาหีบศพ 2499 พรานนก-ศิริราชและบริบุญ (Boriboon)

ประเภทธุรกิจ : จำหน่ายหีบศพ บริการฌาปนกิจครบวงจรและกิจการเพื่อสังคม

อายุ : 65 ปี 

ผู้ก่อตั้ง : พรเทพ สุริยเสนีย์ 

ทายาทรุ่นสอง : โกญจนาท สุริยเสนีย์ 

ทายาทรุ่นสาม : คณกฤษ สุริยเสนีย์

“ตอนเด็กพี่น้องเราเล่นซ่อนแอบกันในโลงศพ บางทีก็แอบในโลงเย็น”

ฟีฟ่า-คณกฤษ สุริยเสนีย์ ทายาทรุ่นสามของสุริยาหีบศพ 2499 พรานนก-ศิริราช บอกกับเราด้วยเสียงหัวเราะในวันที่เขาเข้ามาเรียนรู้กิจการหลังความตาย มี คุณพ่อโกญจนาท สุริยเสนีย์ เป็นโค้ชเคียงข้างลูกชาย

ฟีฟ่า-คณกฤษ สุริยเสนีย์ ทายาทรุ่นสามของสุริยาหีบศพ 2499

สุริยาหีบศพ 2499 พรานนก-ศิริราช เป็นต้นกำเนิดของธุรกิจจำหน่ายหีบศพและบริการฌาปนกิจแบบครบวงจร (One Stop Service) เจ้าแรกของประเทศไทย นับตั้งแต่การฉีดยารักษาสภาพศพ ออกแบบและตกแต่งหีบศพ จัดดอกไม้และพวงหรีด ประกอบพิธีกรรมตามประเพณี (ไทย จีน ฝรั่ง) ของชำร่วย พิธีลอยอังคาร บริการเคลื่อนย้ายศพทั้งในประเทศและต่างประเทศ ให้คำปรึกษาและการวางแผนฟรี! ตลอด 24 ชั่วโมง ครบจบในที่เดียว

ความเชี่ยวชาญตลอด 65 ปี มาพร้อมสโลแกน ‘มาตรฐานงานหีบศพ’ ได้รับความเชื่อมั่นและเชื่อมือให้ประดิษฐ์หีบพระบรมศพตามประเพณีในพระราชพิธีหลวง อาทิ พระราชพิธีพระศพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่าแม่ฟ้าหลวง), พระราชพิธีพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ฯลฯ ตลอดจนบุคคลสำคัญ สมณเพศ และบุคคลหลากแวดวงมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

ณ วันนี้ธุรกิจจัดพิธีศพแบบครบวงจรเริ่มกลายเป็นเรื่องเอาต์ แต่ทายาทรุ่นสามกำลังพาสุริยาหีบศพ 2499 พรานนก-ศิริราช เดินก้าวล้ำหน้าอีกขั้นเหมือนตอนที่อากงของเขานำเทรนด์กิจการหีบศพเมื่อ 60 กว่าปีก่อน 

หลานชายก้าวเข้ามาในธุรกิจความตายของครอบครัวด้วยความตั้งใจทำเพื่อสังคมและคำนึงถึงการ ‘ให้’ เขาสร้างบริบุญ (Boriboon) แบรนด์ที่ช่วยเหลือสังคมและส่งต่อความรู้สึกดีของคนเป็นถึงคนตายผ่านการซื้อพวงหรีด

พวงหรีด 1 พวงเท่ากับบริจาคโลงศพ 1 โลงให้ผู้ต้องการใช้งานจริง ซึ่งโปร่งใส จริงใจ ตรวจสอบได้

เป็นเรื่องยากมากของกิจการหีบศพที่จะทำการตลาดโดยให้คนเข้าใจว่า ให้โลง ไม่เท่ากับ แช่ง แต่ความน่าสนใจของการตลาดที่หีบห่อใหม่นี้ ทำให้ฟีฟ่าสนทนากับลูกค้าได้มากถึง 4 ครั้ง และหวังครองใจระยะยาว

สุริยาหีบศพ : 65 ปีของธุรกิจบริหารความรู้สึกคนเป็น สู่การให้บ้านหลังสุดท้ายกับคนตาย

จากรับส่งศพ ถึงธุรกิจความตาย

เรื่องราวของศูนย์จัดจำหน่ายหีบศพแห่งแรกในประเทศไทยเริ่มจาก อากงพรเทพ สุริยเสนีย์ ขับรถตู้รับ-ส่งศพ เพราะบ้านอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลศิริราช จนเวลาผ่านอากงและช่างหัดต่อโลงศพจำหน่ายเป็นสินค้ายุคบุกเบิก จนกระทั่งกิจการรุ่งเรืองขยับขยายและครบวงจรเช่นปัจจุบัน สมัยนั้นเป็นเบอร์หนึ่งและล้ำกว่าใครเพื่อน

อากงพรเทพยังรับบทบาทเป็นซินแสและทำพิธีกรรมศพแบบจีนโดยเฉพาะด้วย 

สุริยาหีบศพ : 65 ปีของธุรกิจบริหารความรู้สึกคนเป็น สู่การให้บ้านหลังสุดท้ายกับคนตาย

ความล้ำยุคของกิจการจัดงานศพครบวงจรมีตั้งแต่การประดิษฐ์โลงเย็น ใช้รถตู้เคลื่อนย้ายศพ โดยถอดเบาะหนังออกเพื่อเป็นพื้นที่สำหรับใส่โลงศพ ในขณะที่ธุรกิจประเภทเดียวกันยังใช้รถกระบะเพื่อขนย้าย โดยอากงทำการตลาดยุคเก่าก่อนด้วยการตั้งใจทำงานให้มีคุณภาพสู่การบริการที่ดี เพื่อให้คนเกิดการกระซิบต่อปากต่อปาก

คุณพ่อโกญจนย้อนความสมัยวัยเยาว์ให้ฟังว่า สมัยก่อนโลงศพเป็นโลงไม้สี่เหลี่ยมธรรมดา มีเพียงสีไม้และสีขาว ยุคนั้นตระกูลไหนใช้หีบเทพพนมถือว่าหรูหราที่สุด ต่างกับปัจจุบันที่กลายเป็นหีบมาตรฐานธรรมดา ซึ่งจักรวาลของหีบศพมีมากนับไม่ถ้วน ถามใครก็ได้แต่ร้อง ‘โอ้โห’ ถ้าแบ่งอย่างง่ายจะมีหีบไทย หีบจีน และหีบคริสต์

“เราออกแบบหีบศพเองและเปลี่ยนรูปแบบเพื่อลดความน่ากลัว ให้ดูดีขึ้น เห็นแล้วสดชื่น ในตลาดหีบศพจะใช้ไม้อัด ไม้สังเคราะห์ ในการทำหีบศพ ถ้าท็อปที่สุดของเราเป็นไม้สักทอง ส่วนวัสดุเราอิงเรื่องสิ่งแวดล้อมหน่อยหนึ่ง พยายามใช้งานตกแต่งด้วยพลาสติกให้น้อยที่สุด เน้นงานผ้าแทน ข้อดีคือเผาได้ง่ายขึ้น

“ส่วนโลงเย็นเราทำมานานมากแล้วนะ เมื่อก่อนระบบเหมือนตู้แช่สเตนเลสตามร้านชำ ยุคหลังเปลี่ยนเป็นระบบแอร์ เราทำเพราะต้องการอำนวยความสะดวกให้คนต่างจังหวัด เขาอยู่ไกลและฉีดยารักษาสภาพศพได้ไม่ดี ถ้าไม่มีโลงเย็นสองวันศพก็เปลี่ยนสภาพ สิบถึงยี่สิบปีที่ผ่านมาโลงเย็นขายดีมาก” คุณพ่อเล่าด้วยเสียงสนุก

สุริยาหีบศพ : 65 ปีของธุรกิจบริหารความรู้สึกคนเป็น สู่การให้บ้านหลังสุดท้ายกับคนตาย

หลังจากส่งไม้ต่อให้ลูกชาย สุริยาหีบศพ 2499 ถูกทายาทรุ่นสองปรับภาพลักษณ์ ตราสินค้า รถตู้ต้องแปะสติกเกอร์สร้างการรับรู้ของแบรนด์ คนขับรถและคนทำพิธีกรรมต้องแต่งตัวเนี๊ยบ ผมต้องเตียน รองเท้าต้องเงา เพื่อความดูดีและสร้างความเชื่อมั่นในการทำงานระดับมืออาชีพ โดยยังรักษาคุณภาพของการบริการที่ดีเช่นเดิม

“อย่างแรกปรับเรื่องคน เพราะหีบและพิธีกรรมเลียนแบบกันได้ แต่ความสามารถและประสบการณ์เลียนแบบกันไม่ได้ บุคลากรและเจ้าหน้าที่เราถือว่าเหนือกว่าที่อื่น เราบริการอย่างสมเกียรติให้กับผู้เสียชีวิต” คุณพ่อเล่า

สุริยาหีบศพ : 65 ปีของธุรกิจบริหารความรู้สึกคนเป็น สู่การให้บ้านหลังสุดท้ายกับคนตาย

จากชีวิต ถึงลมหายใจสุดท้าย

การทำงานกับความเชื่อและความรู้สึกของคนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หากแต่ชาย 3 คนที่ส่งมอบธุรกิจครอบครัวจากมือพ่อ ถึงมือลูก มีเคล็ดลับเทคนิคอยู่ตรงที่หัวใจ ใช่-พวกเขาใช้หัวใจขับเคลื่อนการทำงาน จากใจเรา ถึงใจเขา

“วิธีการทำงานด้วยใจ เราต้องคิดแทนญาติผู้เสียชีวิต การประคอง การใส่เสื้อผ้า หรือการจับศพ เราต้องทำด้วยความรู้สึกที่ดี ถึงเขาจะเป็นผู้เสียชีวิต แต่คนข้างๆ หรือญาติของเขาจะสัมผัสได้เองว่าเราให้เกียรติเขา”

“เขาต้องการอะไร เขารู้สึกอะไร ถ้าเรารู้สึกได้แบบนั้น เราจะรู้คำตอบ” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้ม

“คนที่สูญเสียเขาจะอารมณ์อ่อนไหวมาก เราดูแลความรู้สึกลูกค้าได้ดีที่สุดคือทำตามหน้าที่ของเรา บางคนไม่ต้องพูด ไม่ต้องปลอบด้วยซ้ำ เราแค่ต้องทำความเข้าใจความรู้สึกของเขาเท่านั้น” ลูกชายเล่าวิธีบริหารความรู้สึก

นั่นคือหัวใจของสุริยาหีบศพที่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดของช่วงเวลาที่ยากที่สุดของชีวิต

สุริยาหีบศพ : 65 ปีของธุรกิจบริหารความรู้สึกคนเป็น สู่การให้บ้านหลังสุดท้ายกับคนตาย

น้อยคนนักจะเกิดมาพร้อมกับธุรกิจมอดม้วย ทว่าสองคนพ่อลูกเกิดและเติบโตมาพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายของชีวิต นั่นยิ่งทำให้เราฉงนและอยากรู้ว่าพวกเขามอง ‘ความตาย’ แบบไหนในมุมมองของ ‘คนเป็น’

“เป็นเรื่องปกติของทุกคนนะ ไม่ใช่แค่ของเรา พอทำงานแบบนี้เราเข้าใจแล้วก็ยอมรับมันได้ง่ายขึ้น เรามองความตายเป็นเรื่องที่เราต้องชิน เราเสียใจกับมันได้นะ แต่เราจมกับมันไม่ได้” ทายาทรุ่นสามชิงตอบคำถามก่อน

“ความตายเป็นสิ่งไม่แน่นอน เราเห็นภาพคนสูญเสียเกือบทุกวัน บางวันไปรับศพเห็นเขาร้องไห้ เราใจจะขาด ทำใจไม่ได้เลยนะ เราดันชอบเปรียบเทียบกับตัวเอง ถ้าเกิดตรงนั้นเป็นคนที่เรารักคงแย่เลย แต่ที่แย่ที่สุดคือภาพที่เห็นพ่อไปรับศพลูก ภาพนี้สะเทือนใจเราที่สุด” คุณพ่อเว้นช่วงก่อนจะพูดต่อ “เราเตือนฟีฟ่าตลอด เรื่องพวกนี้ถ้าไม่เห็นเราจะไม่รู้สึกเลย ฉะนั้น การดูแลกันในระหว่างที่มีชีวิตอยู่เป็นเรื่องที่ควรทำและสำคัญที่สุด”

จากปากต่อปาก ถึงการตลาดออนไลน์

“เรารู้ตั้งแต่เด็กแล้วว่าต้องกลับมาทำ เรื่องศพ เรื่องผีเราไม่มีความกลัวเลย ซึ่งไม่ใช่ความชินด้วยนะ 

“แต่เป็นเหมือนชีวิตเราด้วยซ้ำ เพราะเราโตมากับสิ่งนี้”

ฟีฟ่า เป็นบัณฑิตหนุ่มจบหมาดจากสาขาการจัดการการท่องเที่ยวและบริการ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล วัยเด็กเขามีโลงศพเป็นสนามเด็กเล่น เห็นความเป็นไปของธุรกิจหลังความตายมาตลอด 25 ปี

“ตอนเป็นเด็ก หนึ่งวันลูกค้าเดินเข้าร้านสิบคน สิบห้าคน ซึ่งเยอะมาก บางทีจะไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน ต้องออกจากบ้านสิบโมง แต่เที่ยงแล้วยังไม่ได้ออก เพราะแม่ต้องนั่งขายหีบ พอเราอายุสักสิบห้าเริ่มมีโทรศัพท์บ้าน คนเริ่มไม่เดินเข้าร้านแต่โทรศัพท์เข้ามาที่ร้าน โทรทั้งวันเลย พอเราเข้ามหาลัยก็เปลี่ยนมาเป็นคอมฯ ตามยุคสมัย

“สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนคือตัวเรา ยังขายวิธีเดิม ยังตั้งใจบริการและคาดหวังให้คนไปบอกกันเองว่าเราบริการดี ซึ่งหมดยุคให้คนอื่นไปบอกต่อแล้ว เราต้องเอาความสามารถของเราไปโชว์ให้เขาเห็น” ฟีฟ่ากำหนดจุดเริ่มต้น

สุริยาหีบศพ : 65 ปีของธุรกิจบริหารความรู้สึกคนเป็น สู่การให้บ้านหลังสุดท้ายกับคนตาย

“นั่นคือจุดที่คิดว่าธุรกิจจะต้องเปลี่ยน” เราถามย้ำ

“ใช่ โดยด่วน” เขายืนยันพร้อมเสียงหัวเราะ “ป๊าฟังเรานะ เขาเล่าย้อนว่าตอนเริ่มมาดูแลธุรกิจ อากงไม่ค่อยฟังเขาเหมือนกัน เป็นช่วงที่ป๊าคิดว่าวิธีของอากงไม่เวิร์กแล้ว จะต้องปรับ แต่อากงคิดว่าป๊ายังไม่มีวุฒิภาวะพอเลยไม่ฟัง ตอนหลังอากงวางมือเอง แล้วมาดูแลการทำพิธีกรรมอย่างเดียว ส่วนป๊าก็เข้ามาคุมโรงงานเต็มตัว”

“บางครั้งเราก็ต้องพูดตรงๆ ว่าวิธีเดิมมันใช้ไม่ได้แล้ว เราต้องปรับตัว ยิ่งเป็นธุรกิจครอบครัว การปรับตัวให้ทันเทรนด์มันควบคู่กับการสื่อสารภายใน เราต้องสื่อสารกันเองข้างในให้เข้าใจ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับข้างนอก”

การเข้ามา ‘เปลี่ยน’ ของเดิม ทายาทรุ่นสองว่ายังไงบ้าง-เราสงสัย

“เขารอดูอย่างเดียว ไม่ห้ามเลย ป๊าบอกว่าทำพลาดก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ถ้าจะล้มก็ล้มตอนที่ป๊าอยู่ จะได้พยุงไหว ถ้าล้มตอนเขาไม่อยู่แล้ว ไม่ได้ล้มแค่เรา แต่ล้มทั้งหมดเลย” (คิดยังไงกับคำของพ่อ) “ต้องแบบนี้แหละ” 

สุริยาหีบศพ : 65 ปีของธุรกิจบริหารความรู้สึกคนเป็น สู่การให้บ้านหลังสุดท้ายกับคนตาย

การไม่ห้ามกลายเป็นข้อดีของทายาทรุ่นสามหรือเปล่า

“ดีนะ เราไม่ได้อยากให้เขาห้าม เราอยากให้เขาเอาประสบการณ์ที่มีมาเป็นคำแนะนำให้เรา”

สิ่งที่ทายาทรุ่นสามมองเห็นว่าต้องปรับคือการทำการตลาด และเปลี่ยนความเข้าใจผิดที่ว่า สุริยาหีบศพแต่ละสาขาเหมือนกัน เป็นความเข้าใจถูกว่า สุริยาหีบศพ 2499 พรานนก-ศิริราช มีสาขาและเจ้าของเดียวเท่านั้น

โดยมี นิธิศ บัญชากร เป็นที่ปรึกษาการวางแผนการตลาดร่วมกัน ด้วยการชวนคุณพ่อและลูกชายจับเข่าคุยและถกประเด็น เพื่อทำความเข้าใจธุรกิจของครอบครัวอย่างคนรู้จริง ซึ่งทุกคนมุ่งตรงกัน ‘การตลาดออนไลน์’

สุริยาหีบศพ : 65 ปีของธุรกิจบริหารความรู้สึกคนเป็น สู่การให้บ้านหลังสุดท้ายกับคนตาย

“ผมคุยกับพ่อฟีฟ่าว่า การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากการยอมรับตัวเองว่าเราไม่ได้เก่งที่สุด เราไม่ได้รู้ดีที่สุด หน้าที่ของผมจะเข้าไปขุดข้อดีข้อเสียของธุรกิจ แล้ววางแผนให้ธุรกิจสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด

“การทำตลาดออนไลน์ผมไม่พูดว่าเราครบวงจรหรือราคาถูกที่สุด เพราะความครบวงจรกลายเป็นพื้นฐานการตัดสินใจซื้อของลูกค้าอยู่แล้ว แต่เราจะพูดถึงการช่วยเหลือคนมากกว่า สิ่งหนึ่งที่เราเห็นคือ Brand Loyalty จากคนบริจาคหีบศพ เพราะการบริจาคที่นี่เขาจะได้รับใบมรณบัตรยืนยันว่าโลงที่เขาบริจาคถูกเอาไปใช้งานจริง”

การเกิดขึ้นของการตลาดออนไลน์กำลังจะเปลี่ยนภาพจำใหม่ของสุริยาหีบศพ 2499 พรานนก-ศิริราช

สุริยาหีบศพ : 65 ปีของธุรกิจบริหารความรู้สึกคนเป็น สู่การให้บ้านหลังสุดท้ายกับคนตาย

จากสุริยาหีบศพ ถึงบริบุญ

สุริยาหีบศพ 2499 พรานนก-ศิริราช มีกองทุนบริจาคโลงศพ กองทุนละ 1,500 บาท ซึ่งความคิดตั้งต้นของคนรุ่นพ่อไม่ได้ตั้งกองทุนเพื่อการตลาด แต่ทำเพราะอยากช่วยเหลือ ซึ่งมีคนใจดีเข้ามาบริจาคไม่ขาดสาย บางคนมาทุก 3 เดือน 6 เดือน บ้างมาบริจาคประจำทุกเดือนก็มี เพราะมีข้อมูลตรวจสอบได้ว่าถึงมือผู้ต้องการใช้งานจริง

สุริยาหีบศพ : 65 ปีของธุรกิจบริหารความรู้สึกคนเป็น สู่การให้บ้านหลังสุดท้ายกับคนตาย

“ซึ่งสุริยาไม่รู้ตัวเลยนะว่านี่คือการเก็บฐานข้อมูลลูกค้าที่ดีมาก เราเอาข้อมูลมาต่อยอดและประยุกต์ได้ มีประโยชน์ต่อ Digital Disruption ในปัจจุบัน เราเลยหาวิธีที่จะพูดสิ่งนี้ออกมา” นิธิศเล่าข้อดีเดิมของธุรกิจ 

ฟีฟ่าเสนอว่า ถ้าอยากให้คนรับรู้ว่าสุริยาหีบศพแต่ละที่ไม่ใช่ที่เดียวกัน ต้องผลิตสินค้าหนึ่งตัวที่ร้านอื่นไม่มี ทำให้คนเกิดความต้องการ แล้วเขาจะกลับมาหาเรา ซึ่งโลงศพกระดาษเป็นสินค้าที่ชายหนุ่มหมายมั่น

“เราตั้งต้นจาก IKEA ที่ต้องต่อเฟอร์นิเจอร์เอง เลยคิดโลงศพจากกระดาษลูกฟูก แต่ไม่เวิร์ก เพราะเราลองเอาตัวเองไปอยู่ในมุมคนซื้อ โอกาสที่คนคนหนึ่งอยากจะบริจาคโลงศพกระดาษน้อยกว่าความต้องการซื้อพวงหรีด เพราะงานศพมีทุกวัน โอกาสที่คนจะใช้พวงหรีดมีเยอะมาก เราเลยเลือกพวงหรีดมาเชื่อมกับการบริจาคแทน”

สุริยาหีบศพ : 65 ปีของธุรกิจบริหารความรู้สึกคนเป็น สู่การให้บ้านหลังสุดท้ายกับคนตาย

บริบุญ (Boriboon) เกิดขึ้นจากหยิบข้อดีของ Brand Loyalty มารดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ยจนงอกงามเป็นกิจการเพื่อสังคม ที่ชวนคนเป็นซื้อพวงหรีด 1 พวง สุริยาหีบศพ 2499 พรานนก-ศิริราช แถมโลงศพ 1 โลง ‘ให้’ คนตาย

บริบุญส่งต่อการให้ถึง 3 ต่อ 

หนึ่ง ให้โอกาสและกระจายรายได้ให้กับช่างฝีมือในชุมชน แถมวัสดุที่นำมาผลิตพวงหรีดเป็นวัสดุเหลือใช้จากโลงศพบริจาค ฟีฟ่ากระซิบว่า จากการออกงานศพมาหลายงาน เขาสังเกตว่าพวงหรีดดอกไม้สดลดลง มีพวงหรีดดอกไม้กระดาษและพวงหรีดประยุกต์ที่ประดิษฐ์จากข้าวของเครื่องใช้เพิ่มมากขึ้น นั่นแสดงว่าผู้บริโภคกำลังให้ความสำคัญสิ่งแวดล้อมและการลดขยะ แต่ต้องไม่ลืมเพิ่มลูกเล่นความสวยงามที่แปลกตาด้วย

สอง ให้บ้านหลังสุดท้าย โดยการซื้อพวงหรีด 1 พวงเท่าบริจาคโลงศพ 1 โลง ซึ่งพวงหรีดที่ซื้อจะใช้งานทันที ฝากบริบุญไว้ก่อนเมื่อถึงคราวจำเป็นค่อยยกหูโทรศัพท์ให้ส่งถึงที่ หรือบริจาคพร้อมกับโลงศพ ก็ได้เหมือนกัน

โลงศพที่บริจาคบริบุญจะส่งใบมรณบัตรของผู้เสียชีวิตให้กับผู้บริจาคทุกคน เพื่อความโปร่งใส

สาม ให้บุญกุศลและเป็นพื้นที่สบายใจให้ผู้บริจาคที่เชื่อว่าการทำบุญโลงศพเหมือนการต่ออายุ 

จากการบล็อกไลน์ ถึงการกลับมาซื้อซ้ำ

“เขาเพิ่มไลน์เราเสร็จเขาก็บล็อกเราแล้ว” 

นี่ไม่ใช่ประโยคบอกรักหลายเส้า แต่เป็นเรื่องจริงของธุรกิจความตายที่ไม่มีใครอยากกลับมาคุยเพื่อใช้บริการซ้ำสอง แต่การเกิดขึ้นของ บริบุญ ทำให้สุริยาหีบศพ 2499 พรานนก-ศิริราช มีโอกาสคุยกับลูกค้ามากถึง 4 ครั้ง

“ครั้งแรกเขาติดต่อมาซื้อ ครั้งต่อไปเราติดต่อเขาเพื่อทำพิธี ครั้งที่สามเป็นการส่งพวงหรีดและครั้งสุดท้ายเป็นการส่งใบมรณบัตรจากโลงที่เขาบริจาค ถ้าเรามีโอกาสติดต่อลูกค้าเยอะ แสดงว่ามีโอกาสที่เขาจะ Loyalty เราเยอะขึ้นด้วย” ฟีฟ่าเล่า ก่อนนิธิศเสริมต่อ “มันเป็นการทำตลาดแบบใหม่ ต่างกับการซื้อโฆษณาเฟซบุ๊กที่ลูกค้าเห็นครั้งเดียว แต่บริบุญทำให้อย่างน้อยลูกค้าต้องนึกถึงเราอีกครั้งหนึ่ง เป็นความยากของแบรนด์หีบศพเลยนะ”

“การทำบริบุญเราไม่ได้ทำมาเพื่อขายพวงหรีดให้ได้กำไรเยอะ แต่จุดประสงค์เพื่อให้คนรู้จักสุริยามากขึ้น เราถึงต้องรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า เพื่อในวันที่เขาเสียใจที่สุดเขาจะกลับมาหาเรา” ฟีฟ่าเฉลยใจความสำคัญ

หัวใจของ Brand Loyalty คือการรักษาสัมพันธไมตรี ที่ได้ของแถมเป็นการเข้าไปอยู่ในใจลูกค้า

สุริยาหีบศพ : 65 ปีของธุรกิจบริหารความรู้สึกคนเป็น สู่การให้บ้านหลังสุดท้ายกับคนตาย

จากพ่อ ถึงลูกชาย

คุณพ่อเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจครอบครัวก็ตอนอายุราว 25 ปี ซึ่งพอดีกันกับอายุของฟีฟ่า

“เราว่าลูกคงซึบซับจากเราส่วนหนึ่งเหมือนที่เราซึบซับจากคุณพ่อ เราก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะชอบหรือไม่ชอบนะ สำหรับเรามันเป็นอาชีพที่มีเรื่องให้เรียนรู้อยู่ตลอด” คุณพ่อสะท้อนความพยายามในวันที่อายุคราวเดียวกับฟีฟ่า

เราถามลูกชายว่าคุณพ่อถ่ายทอดวิชาทายาทให้อย่างไรบ้าง 

“ป๊าให้ทำสองอย่าง อย่างแรกให้ทำความเข้าใจกับความคุ้นเคย อย่างที่สองคือข้างนอกกับข้างใน ข้างนอกหมายถึงเวลาออกงานหรือเจอลูกค้า เราต้องสังเกต เป็นสกิลล์ตอนเรียนการโรงแรม ตาต้องละเอียด สังเกตทุกอย่าง ดูความเรียบร้อยว่าใครต้องการอะไร เช่น กำลังสวดศพ เราเห็นคนกำลังเศร้าต้องเดินเอาทิชชูกับน้ำไปให้

“ส่วนข้างในต้องใช้ความเข้าใจ อย่างขั้นตอนทำโลงศพ เลือกไม้ ทำสี บุภายใน และต้องรู้จักคนงานของเราด้วย นิสัยและลักษณะการทำงานเป็นแบบไหน เพื่อจะแบ่งงานให้ถูกกับคน บางอย่างที่เราไม่รู้ก็ต้องถามหัวหน้างานที่อยู่มายี่สิบสามสิบปี เขามีข้อมูลเยอะ ถ้าเราไม่ออกงานหรือไม่ถาม เราจะไม่มีวันรู้เลย” ฟีฟ่าเผยเคล็ดลับ

สุริยาหีบศพ : 65 ปีของธุรกิจบริหารความรู้สึกคนเป็น สู่การให้บ้านหลังสุดท้ายกับคนตาย

มือใหม่เล่าให้ฟังถึงพิธีกรรมอย่างจีนที่ต้องติดกรอบรูปบรรพบุรษบนผนัง เขาต้องวัดระยะห่างด้วยตลับเมตรดำแดง (ตลับเมตรฮวงจุ้ย) ความยากคือต้องวัดให้ระยะห่างตรงกับสีแดงทั้งหมด เพราะมีความหมายมงคล ซึ่งตรงกันข้ามกับสีดำ งานนั้นฟีฟ่ายืนเล็งและยืนวัดอยู่ 2 ชั่วโมงถ้วนกว่าจะได้ความหมายตามลูกค้าต้องการ

เมื่อถามถึงความคาดหวังของคนเป็นพ่อที่มีต่อลูกชาย – ‘ความไม่คาดหวัง’ คือคำตอบ

“ป๊าบอกว่าเราไม่ต้องทำให้ดีขึ้นกว่านี้ก็ได้ แค่รักษามันไว้ก็พอ แต่เราก็ไมได้อยากแค่ให้มันไม่เจ๊ง”

เป้าหมายของทายาทรุ่นสามของธุรกิจหลังความตายคืออะไร เราถามทันที

เขานิ่งคิดครู่ใหญ่ ก่อนจะมอบความท้าทายให้ตัวเอง 

“เป้าหมายของเราคือทำให้มันยั่งยืน” 

คำตอบของลูกชายทำให้ใบหน้าของคนเป็นพ่อและธุรกิจแห่งความโศกแต้มด้วยรอยยิ้ม

ฟีฟ่า-คณกฤษ สุริยเสนีย์ ทายาทรุ่นสามของสุริยาหีบศพ 2499

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

แรกเริ่มเดิมทีเราทำคอลัมน์ทายาทรุ่นสอง เพราะคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ค้นหากิจการเก่าแก่ที่เหล่าทายาทรุ่นสอง สาม สี่ ร่วมแรงร่วมใจให้ธุรกิจของครอบครัวยังอยู่ได้อย่างกิ๋บเก๋ในยุคสมัยใหม่นี้

แต่ยิ่งค้นหา เรายิ่งสนุกกับเรื่องราวของทายาทกิจการที่ไม่เหมือนกันเลยสักนิดแม้แต่กิจการเดียว

ครั้งแรกที่เราฟังเรื่องราวของทายาทรุ่นสองของบริษัทให้บริการเช่าอุปกรณ์ กล้อง ไฟ กริ๊ป (Equipment Rental House) ถ่ายหนัง ผู้มีความใฝ่ฝันทำงานสายเบื้องหลังภาพยนตร์เช่นเดียวกับพ่อของเขา แต่เมื่อผู้เป็นพ่อถือคำขาดไม่ยินยอมให้เลือกเดินทางในสายอาชีพนี้เพราะเห็นว่าเป็นอาชีพที่เหนื่อยกายและใจ จึงทำตามฝันของพ่อด้วยการเรียนจบวิชาเทคโนโลยีการบินจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งระหว่างทางก็เรียนรู้การทำหนังสั้นและตัดต่อกับเพื่อนจนชนะการประกวดหนังสั้นระดับประเทศ

ระหว่างที่ฟังเรื่องราวบนย่อหน้าแรกซึ่งไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของเรื่องราวทั้งหมด เราก็ตัดสินใจขอพูดคุยกับทายาทรุ่นสองคนนี้ทันที

นอกจากเป็นทายาทรุ่นสองของ ‘VS Service’ ปั๊ป-ภิไธย สมิตสุต เป็นโปรดิวเซอร์ ผู้กำกับภาพของภาพยนตร์และมิวสิกวิดีโอ เป็นช่างภาพอิสระ และเป็นผู้ผลิตหนังสั้นระดับรางวัลเทศกาลภาพยนตร์ต่างประเทศ

ขอสปอยล์เนื้อหาเบื้องล่างสักนิดว่า ชีวิตของปั๊ปสนุกสนานไม่แพ้ภาพยนตร์ที่เราชื่นชอบ

จากนักเรียนเปียโนในโรงเรียนดนตรีที่มีความโหดระดับภาพยนตร์เรื่อง Whiplash สู่นักเรียนการบินที่รู้ตัวมาตลอดว่าตัวเองชอบจับกล้องมากกว่าจับแผงปุ่มควบคุมบังคับเครื่องบิน ก่อนจะพิสูจน์ตัวเองผ่านการทำงาน ตั้งแต่แบกไฟไปจนถึงการเป็นโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์โฆษณาของต่างประเทศที่มาถ่ายทำที่ประเทศไทย

ปัจจุบัน VS Service เป็นบริษัทให้เช่าอุปกรณ์ กล้อง ไฟ กริ๊ป (Equipment Rental House) สัญชาติไทยที่อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์ระดับโลกอย่าง The Beach, Rambo, The Hangover 2 และอีกหลายเรื่อง รวมถึงภาพยนตร์และโฆษณา นอกจากการทำงานอย่างมืออาชีพที่พัฒนาวงการภาพยนตร์บ้านเราอยู่เรื่อยๆ แล้ว VS Service ยังมีโปรแกรมเด็กฝึกงานที่คูลที่สุดในวงการ และมี VS Film Fund เพื่อสนับสนุนหนังสั้นหรือหนังอินดี้ดีๆ ที่ต้องการทุน

จะว่าไป การดำเนินงานของ VS Service ในยุคของปั๊ปที่เราได้ฟังแล้วรู้สึกว่ามันสุดขีดนี้ อาจจะมีที่มาความอัดอั้นเกี่ยวกับความฝันที่มีมาทั้งหมด

ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง

ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง

ธุรกิจ : VS Service (พ.ศ. 2528)
ประเภทธุรกิจ : ผลิตภาพยนตร์ บริการเช่าไฟและอุปกรณ์ถ่ายภาพยนตร์
อายุ : 32 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง : เจตน์สฤษฎิ์ สมิตนุกูลกิจ,  กัญญ์วรินทร์ สมิตนุกูลกิจ
ทายาทรุ่นที่สอง : ภิไธย สมิตสุต

3-2-1 Action

“คนชอบคิดว่าเราได้ออกกองถ่ายหนังตั้งแต่เด็ก คุ้นเคย จับขาไฟ จริงๆ เราจำอะไรอย่างนั้นไม่ได้เลย สิ่งเดียวที่จำได้คือช่วงที่ตามพ่อไปถ่าย The Beach ที่ภูเก็ต ไปอยู่ในกองถ่ายแป๊บหนึ่ง ไปสวัสดีแนะนำตัว ไม่ได้เข้าไปเพื่อทำงาน”

Rushing or Dragging

“จริงๆ ที่บ้านไม่ได้อยากให้ทำหนังเพราะมันเหนื่อย เขารู้ว่าวงการนี้ทำงานหนัก ทำให้ต้องอยู่ห่างไกลครอบครัว พ่อแม่ที่ทำงานวงการใดวงการหนึ่งเขาก็จะมองถึงลูกว่าอย่ามาทำแบบนี้เลย ไปทำอย่างอื่นดีกว่า เราเองก็ไม่ได้สนใจว่าจะทำหรือจะไม่ทำ ตอนนั้นไปเรียนที่อเมริกา มีกล้องตัวหนึ่งเล็กๆ ถ่ายหนังสั้นให้เพื่อน ซึ่งสมัยนั้นยังไม่ค่อยมีคนทำกันเท่าไหร่ เราก็รู้สึกชอบ เป็นคนที่คล่องเรื่องกล้องเล็กกล้องน้อยมาตลอด ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมมันคล่องมือ พยายามจับๆ จนทำเป็น เราก็ถ่ายวิดีโอให้เพื่อน ตัดต่อนู่นนี่นั่น หาวิธีทำเองทำไปเรื่อยๆ จนเข้ามหาวิทยาลัย”

จนเมื่อเข้าสู่ช่วงมหาวิทยาลัย ปั๊ปเล่าว่า ตอนนั้นคิดอย่างไรไม่รู้อยากเรียนเปียโน ช่วง ม.5 เพราะไปเจอครูคนหนึ่งที่เก่งมาก ซึ่งเขาผลักดันให้ปั๊ปซ้อมจน Whiplash เป็นความตั้งใจของปั๊ปที่ไม่ได้อยากเป็นนักเปียโนแถวหน้า แต่เพียงแค่อยากเรียนรู้และฝึกวินัยแบบนักดนตรี

ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง

“เราแค่ประทับใจตอนที่ซ้อม เรารู้สึกว่าคนที่เก่งมากเขาเก่งมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วเราเป็นคนไม่เก่ง เราแค่พอไปได้ ซึ่งช่วงซ้อมกับครูคนนั้นเรารู้สึกว่าเก่งขึ้นมาเยอะมาก พยายามสู้กับคนเก่ง เราอยากลองเรียนดู แล้วไปเจอโรงเรียนของครูท่านนี้อีกทีเราก็อยากไป จริงๆ ช่วงนั้นเราดื้อด้วยเพราะแม่อยากให้เป็นนักธุรกิจ เป็นหมอ แต่เราอยากรู้ว่าถ้าเราซ้อมขนาดนี้เราจะตามเขาทันไหม”

เวลาผ่านไป 1 ปีที่ปั๊ปเรียนและซ้อมเปียโน 40 – 50 ชั่วโมงต่ออาทิตย์แบบในเรื่อง Whiplash เขาก็พบว่าถ้าเราซ้อมเยอะๆ แม้ไม่ได้เก่งและมีพรสวรรค์แต่เด็ก คนเราก็สามารถตามเพื่อนได้ขั้นหนึ่ง

ถ้าบทความนี้สามารถตัดภาพสลับและใส่ดนตรีเร้าใจไปด้วยได้ คุณจะเห็นว่าระหว่างช่วงที่สวมบทเป็น Miles Teller ในเวอร์ชันซ้อมเปียโนอยู่นั้น ปั๊ปก็ยังถ่ายทำหนังสั้นกับเพื่อนๆ ขนานไปด้วย

เข้าสู่องก์สองของหนัง จากนักเรียนดนตรีที่ขัดใจครอบครัว ปั๊ปค่อยๆ พบความสนุกจากวิชาการบินช่วงเรียนซัมเมอร์

“พอเรียนบินแล้วพ่อโอเคมาก ภาพในหัวผู้ปกครองไทยก็จะคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีทั้งรายได้และประสบการณ์ เราก็ลองดู ซึ่งพอเรียนจริงๆ มันสนุกมากนะ เรียนเครื่องบินเล็ก บินเร็ว บินช้า ไปนู่นมานี่ วิธีการเรียนสนุกมาก แต่พอขึ้นเครื่องบินใหญ่ทุกอย่างมันอัตโนมัติไปหมด แทนที่จะเป็นเรื่องการบิน มันกลายเป็นเรื่องขั้นตอนการทำงานมากกว่า ทำแบบนี้เพื่อให้เครื่องบินขึ้นแบบนี้ ทำแบบนั้นเครื่องจะบินขึ้นแบบนั้น ซึ่งเรารู้สึกมันน่าเบื่อมาก แต่เมื่อเรียนมาแล้วเราก็เรียนต่อไป จะเปลี่ยนอีกเราก็รำคาญตัวเอง เรียนจนได้ทุนนิดหน่อยจนจบ ซึ่งระหว่างทางเราก็เป็น บ.ก. ภาพของหนังสือพิมพ์โรงเรียน ตัดต่อ ทำงานในบริษัทโฆษณาเล็กๆ ถ่ายงานให้เขา จริงๆ เราชอบถ่ายมากกว่า”

และหนังสั้นที่ทำกับเพื่อนในช่วงระหว่างเรียนบินนี่เอง ที่สร้างแรงบันดาลใจและความมั่นใจในตัวเองว่าจะเดินทางสายนี้ “ช่วงนั้นมีเทศกาลของ Apple ให้ทำหนังส่งภายใน 24 ชั่วโมง ปรากฏได้รางวัลชนะที่ 1 มา รางวัลคือ MacBook Pro คนละเครื่องพร้อมโปรแกรม Final Cut”

ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง

Producer-Cinematographer Balance

หลังจากเรียนจบกลับมาเมืองไทย ด้วยรู้ตัวแน่ชัดว่าชอบอยู่หลังกล้องมากกว่าหลังแผงควบคุมการบิน ปั๊ปขัดใจพ่อด้วยการเริ่มงานในวงการเบื้องหลังเต็มตัวครั้งแรกด้วยงานโปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์ BBC ที่มาถ่ายทำในประเทศไทย

เราถามปั๊ปด้วยความสงสัยว่า จากเด็กจบใหม่ที่ผ่านการทำหนังสั้นมาบ้าง เมื่อต้องรับบทเป็นโปรดิวเซอร์กองถ่ายโฆษณา รายการหรือภาพยนตร์สั้นต่างประเทศ เขาสามารถรับมือกับงานขนาดใหญ่ได้อย่างไร

“การเป็นโปรดิวเซอร์โฆษณาในที่นี้คือการใช้ Logic ตอนที่เราทำหนังสั้นกับเพื่อนสมัยเรียนอยู่อเมริกา เราก็ทำกันแบบไม่มีเงิน เราก็พอเข้าใจตรรกะการทำงานประมาณหนึ่ง พอมามีโอกาสทำงานสเกลใหญ่ขึ้น ด้วยทีมงานที่มาช่วยก็เคยทำงานนี้อยู่แล้ว ถ้าหากเราตรรกะลำดับการทำงานถูกต้องเขาก็ช่วยเหลือเราได้ตามงานที่ควรจะเป็น

“จากนั้นไม่นาน มีต่างชาติที่สนิทกันคนหนึ่งเป็นผู้กำกับมาถ่ายโฆษณาในไทย ช่วงที่ช่างภาพยังไม่มาเขาก็เอ่ยปากอยากถ่ายมวยไทยทำสารคดีเล่นๆ เราก็บอกเราถ่ายภาพเหมือนกันไปช่วยไหม ก็ได้ไปช่วยเขาถ่าย ปรากฏงานชิ้นนี้ได้รับ Vimeo Staff Picks เราก็ได้อานิสงส์จากงานชิ้นนี้ เวลาใครมาถาม Showreel งานเราก็จะส่งตัวนี้ให้ดูก่อน ซึ่งโดยเฉพาะต่างชาติเขาก็จะจำได้ เราคิดว่าเราโชคดีที่มีจังหวะเท่านั้นเอง”

เป็นช่วงเดียวกับที่ความกดดันจากที่บ้านค่อยๆ ลดน้อยลง เพราะตำแหน่งงานโปรดิวเซอร์ที่ได้รับแสดงให้เห็นว่าปั๊ปสามารถรับมือและมีความสุขกับการทำงาน ที่บ้านจึงเริ่มพูดเรื่องให้กลับไปทำงานเป็นนักบินน้อยลง ยิ่งเมื่อปั๊ปตัดสินใจเป็นช่างภาพเต็มตัว ที่บ้านก็เริ่มเห็นว่าคงไม่กลับไปบินอีกแน่นอน ก็ไม่ได้ว่าอะไรแล้ว

“น่าจะเป็นตอนเป็นโปรดิวเซอร์ งานมันก็สเกลใหญ่ พอปรับตัวเป็นช่างภาพมันก็โอเค เขาเห็นหน้ากองว่าเราทำอะไร ไม่ได้เป็นงานเล็กๆ เพราะฉะนั้น เขาก็จะเห็นว่า อ๋อ ทำอะไร อีกเหตุผลเราคิดว่าพอเขาเริ่มเห็นงานที่เราถ่ายในทีวี เขาสามารถส่งให้เพื่อนดู รู้สึกว่า เออ สิ่งเหล่านี้มันไปอยู่ในโทรทัศน์ ถึงแม้เราทำงานอินเตอร์มาก แต่สิ่งนั้นไม่ได้อยู่ในโทรทัศน์บ้านเรา เขาก็จะไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่พอเห็นเป็นงานไทยและอยู่ในโทรทัศน์ไทยมันมีความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง เราก็เลยคิดว่าเขาคงถูกใจแล้วมั้ง”

ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง

I’m Into Something Good

ด้วยสายงานที่ใกล้เคียงกับธุรกิจที่บ้าน จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ปั๊ปจะค่อยๆ เข้ามาทำงานเต็มตัว

“ใจจริงเราก็อยากไม่ได้อยากทำมากนะ มันเหมือนคนที่ชอบทำอาหารแล้วไม่ควรเปิดร้านอาหาร เพราะฉะนั้น ทุกอย่างที่ทำตอนนี้เหมือนทำทุกอย่างให้เป็นแค่การถ่าย ไม่ได้สนใจธุรกิจมาก เราพยายามทำธุรกิจไม่ให้เป็นธุรกิจให้ได้ นี่เป็นความท้าทายที่ยากที่สุด มันต้องมีเงินมาเลี้ยงแต่ว่าก็พยายามทำอะไรแปลกๆ อย่าง มีโครงการรับเด็กมาฝึกงาน สนับสนุนหนังสั้นหรือหนังอินดี้ขนาดยาว เพื่อที่อนาคตเขามาเป็นลูกค้าเรา มากกว่าที่จะคิดถึงการวิ่งหาลูกค้าเพื่อธุรกิจอย่างเดียว”

ปั๊ปบอกว่า เขารู้ตัวว่าไม่เก่งธุรกิจ “ดังนั้น ช่างมันนะ เราทำในแบบที่เราอยากทำและคิดว่ามันน่าจะตอบโจทย์” แต่เมื่อฟังโปรเจกต์เด็กฝึกงานและการสนับสนุนภาพยนตร์ไทยเลือดใหม่แล้ว เราพบว่าสิ่งนี้ Mega Clever กว่าแผนธุรกิจใหญ่โตเป็นไหนๆ

“เด็กฝึกงานจาก VS Service ที่รับมา จริงๆ ไม่ต้องฝึกแล้วก็ได้ ไปเป็นช่างภาพได้เลย แต่สิ่งที่ได้จากที่นี่และสิ่งที่ต้องทำคือไปเป็นช่างไฟ ทุกคนมาเพราะอยากเรียนกล้อง อยากจับกล้อง แน่นอนเราไม่ให้จับ เราจะให้ไปเป็นช่างไฟ ไปขนขา ไปขนสาย ลากสาย เมื่อเขาจบไปเป็นช่างภาพหรือผู้กำกับอะไรก็ตามเขาก็จะคิดถึงสิ่งนี้ นึกถึงคนที่ทำงานแบบนี้ให้เขาอยู่”

ปั๊ปบอกว่า เขาพยายามสร้างเด็กรุ่นใหม่ ซึ่งถ้าใครขยันก็จะได้อะไรกลับไปเยอะ

“เราชื่อเรื่องการสร้างคอมมูนิตี้จากที่เราพอมีโชคดีและช่วงจังหวะดี เมื่อมีโอกาสเราก็เลยให้สิ่งนั้นคนอื่นๆ บ้างเต็มที่ ใครอยากรู้อะไรเราพร้อมสอน สื่อสารในช่องทางออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กของ VS Service เราสอนบอกหมดเลยว่างานแบบนี้จัดแสงอย่างไร เพราะอะไร เป็นศาสตร์ที่ไม่ค่อยมีใครบอกจริงๆ มันเหมือนจะลึกลับนิดหนึ่งในกองถ่าย แต่เราบอกหมดเลย และเราพยายามเน้นให้เด็กๆ ที่เรียนจากที่นี่กลับไปแบ่งปันข้อมูล

“เราไม่สอนแค่เด็ก แต่เด็กก็สอนเราด้วย”

นอกจากนี้ยังมี VS Film Fund สนับสนุนภาพยนตร์ไทย รวมถึงการเป็นโปรดิวเซอร์ให้ภาพยนตร์อินดี้หลายๆ เรื่อง เช่นเรื่อง ดาวคะนอง สนับสนุนด้วยการให้ยืมอุปกรณ์ของบริษัทที่มีไปใช้ทำหนังเพื่อให้ทีมงานนำงบประมาณส่วนนี้ไปใช้ส่วนอื่นๆ อย่างงานองค์ประกอบศิลป์เรื่องบทแทน

เราถามปั๊ปถึงบทพิสูจน์ที่ทำให้พ่อค่อยๆ ใจอ่อน วางมือให้เขาเป็นผู้ดูแลการสั่งซื้อสินค้าใหม่ๆ ทั้งหมดของบริษัท

“มันไม่ได้อยู่ๆ ดีบอกพ่อแม่ว่าเราจะเข้ามาทำแล้วนะ เป็นการค่อยๆ เข้ามาช่วยมากกว่า เราเข้าใจเรื่องอุปกรณ์นานแล้ว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม พอต้องคุยงานกับต่างชาติเพื่อสั่งของทำให้เราเริ่มรู้ว่ามีอะไร ต้องใช้อะไร จริงๆ ตั้งแต่ทำโปรดิวเซอร์แล้วเราก็จะเริ่มรู้ เขาก็จะมอบหมายให้เราดูเรื่องอุปกรณ์ว่าต้องซื้ออะไรบ้าง ซื้อเหล่านี้ได้เช่าแน่นอน เพราะมีหนังเข้ามาแบบนี้”

ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง

ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง

Like Father, Like Son

ปั๊ปเล่าว่า โดยหน้าที่แล้วพ่อทำตำแหน่งที่ชื่อว่า กาฟเฟอร์ (Gaffer) หรือมือขวาของช่างภาพ ทำหน้าที่รับทราบความต้องการของช่างภาพ ก่อนไปจัดแจงเพื่อให้ได้สิ่งนั้น ซึ่งเวลาช่างภาพต่างประเทศมาทำงานก็จะมีพ่อรับหน้าที่ตำแหน่งนี้คอยช่วยเหลือ

ซึ่งในวงการภาพยนตร์ต่างประเทศเขาคิดว่าพ่อเป็นกาฟเฟอร์ระดับต้นๆ ในประเทศ เพราะต่างชาติชอบการทำงานของพ่อที่ทั้งทำงานไว ช่วยคิดภาพรวมของหนังให้ออกมาดี บริหารจัดการทุกอย่างให้อยู่ในงบประมาณ เหล่านี้จึงเป็นเหตุผลให้หัวหน้าช่างภาพต่างประเทศเรียกใช้บริการพ่อและ VS Service เสมอมา

“จุดเปลี่ยนคือเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เราถ่ายงานแล้วหากาฟเฟอร์ที่ถูกใจไม่ได้ ก็เอ่ยปากให้เขาฟัง พ่อก็บอกว่า เขาว่างนะและทำให้ได้ ตอนแรกเราก็ลังเลว่าจะดีไหม เพราะประสบการณ์เราอาจจะยังน้อยเมื่อเทียบพ่อ แต่เราเองก็มี Vision บางอย่าง และการจะเอาพ่อมาเป็นกาฟเฟอร์ของตัวเองก็แปลกอยู่

สุดท้ายเราก็ลองดู และตอนนี้พ่อทำงานเป็นกาฟเฟอร์ด้วยกันทุกงาน เพราะเรารู้สึกทำงานแล้วเข้าใจกันดี ชอบทำงานกับเขาด้วย พอเราคิดอะไรเขาก็จะทำให้พร้อมหรือกำลังคิดอยู่ จริงๆ ก็แอบแปลกและเขินนิดหน่อยที่จะบอกพ่อให้ขยับไฟดวงนี้ให้หน่อยนะครับอย่างนั้น เขาก็ดูแฮปปี้ดีนะ พ่อเขาทำกับฝรั่งมาเยอะด้วย เขาจึงไม่ได้มีความคิดว่า เออ นี่พ่อนะ มาสั่งแบบนี้หรอ แต่ทำงานในส่วนของกาฟเฟอร์นี้อย่างมืออาชีพ”

ปั๊ปทิ้งท้ายคำแนะนำสำหรับใครที่ต้องรับช่วงต่อกิจการที่บ้านแม้สิ่งที่ผ่านมาจะไม่ตรงกับสิ่งที่ทำอยู่

ทายาทรุ่นสองของ VS Service ผู้ทิ้งเครื่องบินมาจับกล้องถ่ายหนัง

“หากต้องทำงานที่บ้าน ก็ลองมองว่าเราจะได้อะไรจากตรงนี้บ้าง อย่างที่เราเรียนเปียโน สิ่งที่เราได้ไม่ใช้ทักษะการเล่นดนตรีพลิ้ว แต่เราได้ความสนุกจากศิลปะ เราได้ซ้อม ได้รู้ว่าการทำงานอย่างหนักมันเป็นยังไง สิ่งที่ได้จากการเรียนบิน เขาสอนเสมอว่าเครื่องบินตกต้องทำอย่างไร แล้วเราก็ทำเหมือนเครื่องจะตกตลอดเวลาทุกครั้งที่ขึ้นบิน และพอมาอยู่ตรงนี้ กองถ่ายวุ่นวายมาก เกิดปัญหาได้ตลอดเวลา คนอาจจะวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา เราก็แค่ทำสถานการณ์ให้เหมือนเครื่องบินจะตก ค่อยๆ แก้ไข อยู่ในสติที่ตั้งรับ

“เมื่อก่อนเราก็ต่อต้าน คิดว่าเราจะทำสิ่งที่เราอยากทำ หลังๆ มันเหมือนว่าบางสิ่งที่ได้มาหรือที่เข้ามามันเป็นช่วงจังหวะเวลา หากไม่ชอบในบางสิ่ง เราอยากให้คุณมองหาสิ่งที่ชอบเพื่อเป็นโจทย์เล็กๆ สร้างโอกาสในอนาคต บางทีเราได้งานมาแล้วงานนั้นไม่ใช่งานถนัดของเรา เราไม่อยากทำ ก็ให้คิดซะใหม่ว่า ไม่ต้องเต็มที่ว่าเราต้องทำ แต่ให้มองหาสิ่งที่เราน่าจะชอบเพื่อเป็นโจทย์พัฒนาสิ่งที่เราอยากทำ”

คุณจะพบว่าเส้นทางของทายาทรุ่นสองคนนี้โลดแล่นหลากหลายเส้นทาง ซึ่งด้วยพื้นที่อันน้อยนิดนี้เราขอเล่าเรื่องตอนจบให้ฟัง เรื่องราวที่น้องสาวเป็นแอร์โฮสเตสและน้องชายเรียนจบจากดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

หากคุณติดตามอ่านตั้งแต่ต้น คุณจะเผลอยิ้มเหมือนเราตอนนี้

VS Service (พ.ศ. 2528)

การบริการของบริษัท VS Service ในยุคเริ่มต้นไม่ใช่เพียงเป็นผู้ให้เช่าอุปกรณ์พร้อมทีมงานดูแลหน้ากองถ่าย แต่พ่อจะออกกองไปช่วยดูแลทีมงานด้วยถึงที่ ปั๊ปบอกว่าพ่อทำแบบนี้มาตลอดจนถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็น

เสียดายว่าในวันที่นัดหมายคุณพ่อติดภารกิจสำคัญ แต่เราก็ได้ฟังเรื่องราวต่างๆ จากคุณแม่ผู้ร่วมก่อตั้งและเห็นพัฒนาการของ VS Service และลูกชายของเธอ แม่เล่าเหตุการณ์ทางฝั่งประเทศไทยในตอนปั๊ปตัดสินใจเรียนเปียโนที่อีกซีกโลกหนึ่งให้ฟังว่า “ตอนนั้นพ่อกับแม่ทำงานอยู่สิงคโปร์ พอปั๊ปโทรมาบอกว่าจะไปมอบตัวกับทางโรงเรียน เชื่อไหมแม่กับพ่อแทบจะบินไปแล้ว ถึงขนาดตั๋วเครื่องบินมีที่ว่างแค่ที่เดียวพ่อเขาก็จะบินไปคนเดียว ทิ้งแม้ไว้ที่สิงคโปร์เพื่อไปห้ามลูก แม่ก็นึกขำว่าพอตอนเขาขอเรียนทำหนังไปห้ามเขาบอกอย่าเลยมันเหนื่อย แต่หลังจากนั้นเขาก็ยอมไปเรียนการบินเสมอๆ ดู สุดท้ายจบการบิน

“ตอนแรกเราก็บอกพ่อนะว่าไม่มีใครดูแลต่อก็ไม่เป็นไร ถ้าลูกไม่อยากทำ แต่ก็รู้สึกดีนะที่เขาเลือกมารับผิดชอบทำงานตรงนี้” นอกจากจะแอบความภูมิใจในการทำงานและใช้ชีวิตอยู่เสมอ สิ่งเดียวที่แม่เป็นห่วงก็คือ เรื่องที่ปั๊ปมักจะพูดตรงๆ ตรงเกินไป จนบางทีคำพูดอาจจะเหมือนว่าไม่คิดถึงความรู้สึกคนอื่นๆ

www.vsservice.com

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load