The Cloud x Designer of the Year

หลังการประกาศรางวัล Designer of the Year 2019 สาขา Honor Awards ตกเป็นของ สุพัตรา ศรีสุข 

หลายคนคงไม่รู้จักและไม่แม้แต่จะเคยได้ยินชื่อ อย่าว่าแต่ประชาชนคนทั่วไปเลย แม้แต่ในแวดวงนักออกแบบเองก็ไม่ใช่ทุกคนจะรู้จัก ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะด้วยภาระหน้าที่ คุณอ๋อย-สุพัตรา ศรีสุข เป็นเหมือนคนเบื้องหลัง เป็นคนทำงานนอกแสงไฟที่ส่องไฟไปยังบรรดานักออกแบบไทยทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่ให้ชาวโลกได้รู้จัก

ชีวิตคุณอ๋อยบนเส้นทางการออกแบบเริ่มต้นจากการเรียนจบสถาปัตย์ เข้ามาทำงานรับราชการกระทรวงพาณิชย์โดยที่คนรอบข้างก็ไม่รู้ว่ามาทำอะไร ในยุคที่ประเทศนี้ยังไม่รู้จักการออกแบบ การลอกเลียนแบบจึงเป็นคำตอบของทุกสิ่ง ทั้งผลักและทั้งดัน ไปจนถึงใช้กลยุทธ์มากมาย จนกระทั่งงานออกแบบเริ่มเป็นที่ยอมรับและเติบโตขึ้นในบ้านเมืองเรา

สุพัตรา ศรีสุข ผู้ไม่เคยออกแบบ แต่เป็นผู้ริเริ่มงานแสดงสินค้า จุดเริ่มต้นของวงการออกแบบไทย

แม้คุณอ๋อยจะเกษียณราชการไปตั้งแต่ พ.ศ. 2550 แต่นอกจากความยั่งยืนที่เกิดขึ้นในวงการนักออกแบบแล้ว คุณอ๋อยยังเป็นผู้ริเริ่มให้เกิดงานแสดงสินค้าในประเทศที่เราคุ้นชินกันในปัจจุบัน

ทั้งงาน BIG+BIH หรืองานสินค้าตกแต่งบ้าน TIFF งานแสดงเฟอร์นิเจอร์อันดับต้นๆ ของไทย Bangkok Gems and Jewelry Fair งานค้าส่งสินค้าเครื่องประดับ งานประกวดของบรรดานักออกแบบทั้งมืออาชีพและดาวรุ่งอย่าง Talent Thai and Designers’ Room และอีกมากมายเกินกว่าจะนับได้ ภายใต้หัวโขนของผู้อำนวยการศูนย์บริการออกแบบ (Design Service Center) กรมส่งเสริมการส่งออก (ชื่อปัจจุบันคือกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ)

 BIG+BIH หรืองานสินค้าตกแต่งบ้าน TIFF งานแสดงเฟอร์นิเจอร์อันดับต้นๆ ของไทย Bangkok Gems and Jewelry Fair งานค้าส่งสินค้าเครื่องประดับ งาน Talent Thai and Designers' Room

และนี่คือเรื่องราวของนิสิตสถาปัตย์ ผู้ไม่เคยได้ทำงานออกแบบตามที่เรียนมา แต่กลับเป็นลมใต้ปีกที่คอยผลักดันและสนับสนุนนักออกแบบไทยมากมายให้มีที่ยืนบนเวทีโลก

สถาปนิกในกระทรวง

คุณอ๋อยเล่าให้เราฟังว่า ตัวเองเลือกเรียนสายวิทย์ แต่สนใจการแต่งกลอนและเขียนหนังสือ ตอนเอนทรานซ์จึงคิดแต่เรื่องการสอบเข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ไม่ก็คณะอักษรศาสตร์ แต่จุดพลิกผันในชีวิตเกิดขึ้นช่วงก่อนสอบ เพราะญาติที่เรียนสถาปัตย์มานั่งเขียนแบบให้เห็นอยู่ทุกวัน ทำให้คุณอ๋อยแนบคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงไปเป็นตัวเลือกอันดับสาม และคุณอ๋อยก็ได้เป็นนิสิตคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ สมใจ

หลังจากเรียนจบคุณอ๋อยใช้เวลาหางานอยู่หลายเดือน ด้วยสภาพสังคมและการงานในสมัยนั้นไม่เอื้อ และไม่มีที่ทางให้สถาปนิกผู้หญิงเท่าไรนัก ญาติจึงฝากคุณอ๋อยให้ช่วยงานที่กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และนี่คือก้าวแรกในการทำงานเป็นผู้ผลักดันงานออกแบบของไทย

สุพัตรา ศรีสุข ผู้ไม่เคยออกแบบ แต่เป็นผู้ริเริ่มงานแสดงสินค้า จุดเริ่มต้นของวงการออกแบบไทย

“เป็นงานที่ดูไม่เกี่ยวข้องกับสถาปนิกเลย คือสถาปนิกที่รับราชการจะมีตำแหน่งรองรับอยู่แค่ไม่กี่ที่ อย่างกรมประกันภัยฯ ไม่ก็กรมโยธาฯ ซึ่งก็มีอยู่ไม่กี่คน ตอนที่อยู่กรมการค้าต่างประเทศก็คอยดูแลเรื่องปริมาณการส่งออกสินค้าของผู้ประกอบการชาวไทย ซึ่งก็ช่วยงานอยู่หลายเดือนจนมีตำแหน่งว่างที่กรมเศรษฐสัมพันธ์ (ปัจจุบันคือกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ) ที่ดูแลเรื่องของงานจัดแสดงสินค้า จึงได้เข้าไปทำที่กรมนี้

“งานแรกที่ทำคือออกแบบโลโก้ให้กรม หลังจากนั้นก็ออกแบบแบบฟอร์มต่างๆ เพื่อให้ง่ายต่อการรวบรวมข้อมูล และออกแบบพื้นที่จัดแสดงสินค้าในงานแสดงสินค้าที่จัดขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งตอนนั้นก็จะมีที่เยอรมนี อเมริกา” คุณอ๋อยเล่าย้อนไปถึงสมัยทำงานที่แรก

รูปแบบคูหามาตรฐานที่มีในตอนนั้นสร้างภาพลักษณ์อันดีต่อการนำเสนอสินค้าไม่ได้ แต่งบประมาณที่มีก็ไม่มากพอให้ลงมือออกแบบใหม่ ในวิกฤตนั้นมีโอกาสอยู่เสมอ และภาระหน้าที่ของคุณอ๋อยในครั้งนี้จึงไม่เพียงทำให้เป็นคนลุยสู้งาน แต่ยังทำให้ได้เข้าไปรื้อค้นโกดังเก็บของ หาคูหาที่ยังพอใช้ได้มาใช้งาน

สุพัตรา ศรีสุข ผู้ไม่เคยออกแบบ แต่เป็นผู้ริเริ่มงานแสดงสินค้า จุดเริ่มต้นของวงการออกแบบไทย

จากสถาปนิกสู่นักออกแบบผลิตภัณฑ์

“หลังจากที่ทำงานไปสักพักหนึ่ง พี่ก็เริ่มรู้สึกว่าความรู้ที่มีมันไม่พอสำหรับการทำงานอีกแล้ว เพราะตอนได้มีโอกาสไปร่วมงานจัดแสดงสินค้าที่ต่างประเทศ แม้พี่จะเรียนจบจากโรงเรียนฝรั่งมา แต่ด้วยความที่ไม่มีประสบการณ์ในการคุยกับคนต่างชาติ ทำให้ไม่กล้าจะสื่อสารด้วย สรุปว่าการเดินทางไปงานแสดงสินค้าต่างประเทศนั้นเราไม่ได้คุยกับใครเลย ก็เลยเกิดความคิดที่จะไปเรียนต่อขึ้นมา” 

คุณอ๋อยเล่าให้เราฟังว่า ความโชคดีอีกอย่างหนึ่งในการทำงานคือ มีเจ้านายที่ดีที่เชื่อมั่นในตัวเด็กจบใหม่คนหนึ่ง และสนับสนุนให้ได้มีโอกาสลาไปเรียนต่อต่างประเทศ แม้ว่าสิ่งที่เจ้านายอยากให้เรียนจะเป็นสาขาการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ Industrial Design แทนที่จะเป็นด้านสถาปัตยกรรมตามที่เรียนมา เพราะหน่วยงานต้องการบุคลากรที่มีความรู้ทางด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์มากกว่า 

“ที่กรมหว่านล้อมให้ไปเรียนด้านออกแบบผลิตภัณฑ์ เพราะถ้าจบโทด้านสถาปัตย์มาอีกก็จะไม่มีโอกาสได้ใช้ความรู้นี้ ซึ่งในยุคนั้นการเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์แทบจะเป็นวิชาที่ไม่มีคนรู้จักเลย (เน้นเสียง) หลังจากที่เรียนไปและเริ่มรู้วิธีการคิดออกแบบผลิตภัณฑ์ ตอนทำวิทยานิพนธ์พี่ก็เลือกออกแบบคูหาจัดแสดงสินค้าในงานแสดงสินค้า ซึ่งออกแบบหลายยูนิต ซึ่งนำมาประกอบและใช้งานแบบผสมผสานกันได้ หรือที่เรียกว่า Modular System” คุณอ๋อยเล่าย้อนถึงสมัยเรียนปริญญาโท

 BIG+BIH หรืองานสินค้าตกแต่งบ้าน TIFF งานแสดงเฟอร์นิเจอร์อันดับต้นๆ ของไทย Bangkok Gems and Jewelry Fair งานค้าส่งสินค้าเครื่องประดับ งาน Talent Thai and Designers' Room
 BIG+BIH หรืองานสินค้าตกแต่งบ้าน TIFF งานแสดงเฟอร์นิเจอร์อันดับต้นๆ ของไทย Bangkok Gems and Jewelry Fair งานค้าส่งสินค้าเครื่องประดับ งาน Talent Thai and Designers' Room

จากนักออกแบบผลิตภัณฑ์สู่ผู้ผลักดันการส่งออก

หลังจากเรียนจบใน พ.ศ. 2515 คุณอ๋อยก็เดินทางกลับมาทำงานที่ศูนย์บริการส่งออก ดูแลในส่วนงานแสดงสินค้าและพื้นที่นิทรรศการที่จัดไว้ให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการรายอื่นๆ ทั้งข้อมูลด้านการค้าระหว่างประเทศ และกฎระเบียบที่ควรรู้ก่อนทำการค้าขาย ซึ่งทางกรมก็เริ่มพาผู้ประกอบการไปจัดแสดงสินค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ถือเป็นการส่งเสริมการส่งออกครั้งแรกๆ ของไทย

“สินค้าชุดแรกๆ ที่เราส่งออกไปคือพวกเสื้อผ้า ของเล่น ตุ๊กตา ซึ่งหลายครั้งสินค้าที่เอาไปมันขายไม่ได้ หลายคนบอกว่าลูกค้าไม่ซื้อเพราะรสนิยมมันไม่ตรงกัน พี่ในฐานะที่มีความรู้ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ก็คิดว่านี่น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้เริ่มออกแบบและผลิตสินค้าเองแล้ว มันควรจะต้องมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการให้สินค้าที่ทำมีคุณภาพดีขึ้นและขายได้” คุณอ๋อยพูดถึงวันที่เริ่มเป็นคนดูแลฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ศูนย์บริการส่งออก

 BIG+BIH หรืองานสินค้าตกแต่งบ้าน TIFF งานแสดงเฟอร์นิเจอร์อันดับต้นๆ ของไทย Bangkok Gems and Jewelry Fair งานค้าส่งสินค้าเครื่องประดับ งาน Talent Thai and Designers' Room

งานแรกของคุณอ๋อยคือติดต่อสำนักงานต่างประเทศของกรม เพื่อนำสินค้าที่หลากหลายประเทศส่งออกไปขายกันทั่วโลก มาจัดแสดงให้ผู้ประกอบการที่ไทยได้เห็นคู่แข่งในตลาดโลก เพราะในตอนนั้นผู้ประกอบการไทยจำนวนมากเลือกใช้วิธีการลอกแบบสินค้าจากยุโรปและอเมริกา ก่อนผลิตขายในราคาถูก ด้วยผู้ประกอบการไทยในเวลานั้นยังไม่สนใจพัฒนาสินค้าด้วยการออกแบบ 

คุณอ๋อยคิดถึงการเรียนรู้ด้านอื่นๆ ที่จะช่วยส่งเสริมการส่งออกเพิ่มเติม จึงตัดสินใจสมัครไปประจำการที่สำนักงานของกรมที่เยอรมนี และดูแลตลาดการส่งออกในละแวกยุโรปทั้งหมด นอกจากนี้ยังช่วยพาผู้ประกอบการไทยไปเข้าร่วมงานแสดงสินค้า และรับผิดชอบเรื่องจัดหาคนมาออกแบบคูหาในงาน ซึ่งการประจำอยู่ที่เยอรมนีถึง 5 ปี ทำให้คุณอ๋อยได้เรียนรู้กลยุทธ์ในการส่งเสริมการส่งออก และรู้ความต้องการของผู้ซื้อหลากหลายรูปแบบ

 BIG+BIH หรืองานสินค้าตกแต่งบ้าน TIFF งานแสดงเฟอร์นิเจอร์อันดับต้นๆ ของไทย Bangkok Gems and Jewelry Fair งานค้าส่งสินค้าเครื่องประดับ งาน Talent Thai and Designers' Room
 BIG+BIH หรืองานสินค้าตกแต่งบ้าน TIFF งานแสดงเฟอร์นิเจอร์อันดับต้นๆ ของไทย Bangkok Gems and Jewelry Fair งานค้าส่งสินค้าเครื่องประดับ งาน Talent Thai and Designers' Room

“พี่พยายามคิดโครงการใหม่ๆ อยู่เสมอ หนึ่งในนั้นคือการเชิญฝ่ายจัดซื้อจากห้างใหญ่ทั่วทั้งยุโรปมาดูสินค้าถึงแหล่งผลิตในไทยและดำเนินการซื้อขายกัน เพราะการพาผู้ประกอบการไปร่วมงานแสดงสินค้าต่างประเทศมีค่าใช้จ่ายแฝงสูงมาก จึงคิดมุมกลับว่า ถ้าเราพาคนซื้อมาไทยแทนล่ะจะเป็นยังไง ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ ทำให้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการจัดงานในลักษณะนี้”

จากผู้ผลักดันการส่งออกมาสู่ Design Promoter

เมื่อคุณอ๋อยหมดวาระจากกรมที่เยอรมนี ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่มีการเสนอเรื่องเข้าไปยังคณะรัฐมนตรี เรื่องการจัดตั้งศูนย์กลางการบริการออกแบบแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งผ่านมติใน พ.ศ. 2533 

คุณอ๋อยจึงถูกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ดูแลศูนย์กลางการบริการออกแบบแห่งนี้ และเริ่มออกแบบศูนย์บริการออกแบบหรือ Design Service Center โดยใช้แนวทางการจัดตั้งจากการศึกษาที่ได้รับความช่วยเหลือจาก EEC-Thai Cooperation ทางยุโรป โดยกรมให้การสนับสนุนด้านบุคลากรและงบประมาณ ในศูนย์ประกอบไปด้วยห้องสมุดงานออกแบบ ส่วนจัดแสดงงานออกแบบผลิตภัณฑ์จากนักออกแบบดังๆ ทั้งในยุโรปและอเมริกา เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รู้ว่างานออกแบบที่ดีมีลักษณะอย่างไร

“ความยากในการทำงานของพี่ในฐานะผู้ดูแลศูนย์ออกแบบแห่งแรกในไทยก็คือ ไม่รู้จะไปหานักออกแบบและผู้ประกอบการที่อยากทำงานด้วยกันจากที่ไหน ด้วยความที่เป็นหน่วยงานใหม่และไม่เป็นที่รู้จักมากนัก พี่เลยคิดหาวิธีรวบรวมเหล่านักออกแบบในไทยให้ทางภาครัฐและผู้ประกอบการได้เห็น โดยอาศัยการเชิญเหล่านักออกแบบชื่อดังจากหลายประเทศทั่วโลกมาบรรยายที่ศูนย์การออกแบบแห่งนี้ จากการไปสัมมนาในต่างประเทศ เพื่อจะเรียกบรรดานักออกแบบมารวมตัวกัน และบรรดานักออกแบบไทยที่สนใจมาฟังนักออกแบบเหล่านั้นก็เริ่มเห็นความตั้งใจจะพัฒนาสินค้าด้วยการออกแบบของรัฐมากขึ้น

สุพัตรา ศรีสุข ผู้ไม่เคยออกแบบ แต่เป็นผู้ริเริ่มงานแสดงสินค้า จุดเริ่มต้นของวงการออกแบบไทย

“ต่อมาพี่จึงเริ่มจัดการประกวดออกแบบเพื่อเฟ้นหานักออกแบบเก่งๆ เข้ามาร่วมงานกับผู้ประกอบการ เพื่อผลิตสินค้าที่ดีด้วยกระบวนการออกแบบ ผ่านการคัดเลือกจากกรรมการที่ก็เป็นนักออกแบบด้วยกัน โดยในช่วงแรกๆ นั้น ทางภาครัฐช่วยสนับสนุนค่าจ้างของบรรดานักออกแบบด้วยซ้ำ เพราะผู้ประกอบการไม่เชื่อและไม่มีงบ” คุณอ๋อยเล่าถึงกลยุทธ์ในการดึงตัวนักออกแบบออกมา

คุณอ๋อยบอกเราว่า ในช่วงนั้นมีงานประกวดการออกแบบเยอะมาก และการประกวดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เราได้เพียงสินค้าที่ออกแบบดี แต่กลายเป็นว่าเราได้นักออกแบบที่เก่งมากขึ้น หลายคนได้ไปแสดงงานในต่างประเทศ หลายคนได้ร่วมงานกับบริษัทต่างชาติ หลายคนกระโดดมาทำสินค้าของตัวเอง ทำให้เหล่านักออกแบบเริ่มเติบโตและเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับเป็นจุดเริ่มต้นของวงการออกแบบในไทยเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อมีนักออกแบบแล้ว ผู้ประกอบการก็สนใจเรื่องการออกแบบ และนักออกแบบก็ได้ทำงานร่วมกับผู้ประกอบการจนเกิดเป็นสินค้าที่ดี ถ้าไม่มีตลาด ทุกอย่างที่ทำมาก็คงจะไม่เกิดผล

ความน่าสนใจอีกจุดหนึ่งก็คือ จุดเริ่มต้นของวงการออกแบบไทยนี้ก่อให้เกิดงานแสดงสินค้าในไทยเป็นครั้งแรก แม้คุณอ๋อยจะออกตัวว่าเป็นแค่ความบังเอิญ แต่งาน BIG+BIH (Bangkok International Gift Fair and Bangkok International Houseware Fair), TIFF (Thailand International Furniture Fair), Bangkok Gems and Jewelry Fair และอีกหลายต่อหลายงานก็ถือกำเนิดขึ้นมา และมีนักธุรกิจมากมายจากทั่วโลกมาร่วมงานเพื่อสั่งซื้อสินค้ากลับไปขายต่อยังต่างแดน

“สมัยที่กรมพาผู้ประกอบการไปแสดงสินค้าที่งานแฟร์ต่างประเทศ ด้วยเงินที่เรามีมันทำให้พาไปได้แค่ไม่กี่ราย เพราะในงานแสดงสินค้า เราไม่ได้แค่เช่าพื้นที่จัดแสดงอย่างเดียว แต่ต้องเช่าห้องประชุมสำหรับทำการซื้อขาย เช่าโกดังจัดเก็บ จ่ายค่าขนย้าย ซึ่งทั้งหมดนี้มีราคาสูงมาก 

สุพัตรา ศรีสุข ผู้ไม่เคยออกแบบ แต่เป็นผู้ริเริ่มงานแสดงสินค้า จุดเริ่มต้นของวงการออกแบบไทย

“พี่ก็นึกย้อนไปก่อนหน้านี้และคิดในมุมกลับว่า ถ้าอย่างนั้นเราเชิญชวนผู้ซื้อให้มาซื้อที่บ้านเราน่าจะง่ายและประหยัดกว่า เงินจำนวนเท่ากันแต่ผลักดันผู้ประกอบการได้เยอะกว่ามาก จึงเกิดเป็นงานแสดงสินค้าในไทยเป็นครั้งแรกที่ศูนย์สิริกิติ์ฯ และเป็นครั้งแรกๆ ในละแวกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับที่โอเค มีคนมาพอสมควร ในช่วงที่ส่งออกดีๆ เราเคยดูแลงานแสดงสินค้าประมาณสิบสองงานในหนึ่งปี และหลายๆ งานก็ยังคงจัดต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้” ผู้ก่อตั้งงานแสดงสินค้านานาชาติในประเทศไทยเล่าย้อนถึงไอเดียในการจัดงาน

ผมนั่งนึกไปถึงยุคก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ ที่ประเทศเรายังคงคล้ายจีนในช่วงก่อนหน้านี้ อาศัยค่าแรงต่ำผลิตสินค้าราคาถูกส่งออกไปแทบทุกที่บนโลก โดยไม่มีความเชื่อในการออกแบบเท่าไรนัก แล้วความเชื่อแบบไหนที่ทำให้คุณอ๋อยลงแรงผลักดันการออกแบบจนกลายมาเป็นแบบทุกวันนี้ได้กัน

“พี่เชื่อเรื่องงานออกแบบในทุกสาขา ว่ามันจะทำให้วิถีชีวิตของคนดีขึ้น สถาปนิกออกแบบบ้านก็ทำให้คนในบ้านหลังนั้นมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น สินค้าต่างๆ ที่ผ่านกระบวนการของความคิดสร้างสรรค์มาแล้วอย่างดี ทำให้มีความสวยงาม ใช้งานได้ดี คนใช้ก็มีชีวิตที่ดีขึ้นเช่นเดียวกัน

“และสิ่งที่ยากที่สุดในการทำงาน คือพี่ต้องทำให้คนอื่นๆ เชื่อในสิ่งเดียวกับพี่ด้วย” คุณอ๋อยทิ้งท้าย

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Designer of the Year

วิธีคิดเฉียบคมเบื้องหลังงานเด็ดของนักออกแบบแห่งปี

เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี อาจเป็นที่รู้จักในนามสะใภ้หวั่งหลีผู้อยู่เบื้องหลังการแปลงโฉม ‘ฮวย จุ่ง ล้ง’ ท่าเรือกลไฟโบราณของตระกูลหวั่งหลี เป็นพื้นที่สาธารณะริมแม่น้ำเจ้าพระยา ‘ล้ง 1919’ ซึ่งเป็นที่ฮือฮาตั้งแต่แรกเผยโฉมสู่สายตาสาธารณชน ทั้งเพราะคงเสน่ห์งานศิลปะจีนได้อย่างน่าประทับใจ และมีจุดประสงค์การใช้งานอันน่าชื่นชม

พาไปรู้จักเธอมากขึ้นอีกสักหน่อย 

คุณเปี๊ยะคือผู้คร่ำหวอดในวงการอินทีเรียร์ดีไซน์มากว่า 40 ปี เป็นแม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior บริษัทออกแบบภายในไซส์เบิ้มที่เจนเกมและมีชื่อเสียงมากเป็นอันดับต้นๆ ในไทย มีรางวัลระดับนานาชาติและความไว้วางใจจากบริษัทเครือใหญ่ๆ ทั้งไทยและเทศมากมายเป็นเครื่องการันตี

ในโอกาสที่ได้รางวัลนักออกแบบแห่งปี (Designer of the Year) สาขา Honor Award ประจำปี 2021 เราจึงขอนัดหมายพูดคุยกับเธอถึงเส้นทางชีวิต แนวคิดในการทำงาน และประวัติศาสตร์วงการออกแบบฉบับกระชับ ตั้งแต่ยุคที่มัณฑนากรไม่มีปากมีเสียงในทีม สู่วันที่เธอเชื่อว่า “อาชีพนี้ไม่มีวันตกงาน”

อินทีเรียร์ดีไซเนอร์รุ่นใหญ่ย้ำกับเรา 2 เรื่องตั้งแต่ต้นบทสนทนา

เรื่องแรก แม้รูปคำของบริษัท ‘PIA Interior’ จะถอดตามชื่อเล่น ‘เปี๊ยะ’ ในภาษาอังกฤษเป๊ะๆ แต่เธอกลับยืนกรานให้อ่านว่า ‘พี-ไอ-เอ อินทีเรียร์’ ซึ่งย่อจากชื่อเต็ม P INTERIOR AND ASSOCIATE COMPANY LIMITED

ด้วยองค์กรนี้ประกอบไปด้วยองคาพยพมากมาย เธอเป็นเพียงกลไกชิ้นหนึ่งเท่านั้น และนั่นทำให้ PIA Interior เป็นบริษัทออกแบบภายในที่จงใจไม่มีลวดลายเชิงดีไซน์เฉพาะตัว เป็นเหมือนน้ำที่เปลี่ยนรูปร่างไปตามภาชนะบรรจุได้อย่างไร้กระบวนท่า ส่วนสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของบริษัทคือ ‘วัฒนธรรมการทำงาน’ ต่างหาก

เรื่องที่สอง เธอบอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด ไม่ได้ครอบครองวิชาลับในเชิงออกแบบ แต่ความเป็นเป็ดซึ่งเดินได้ไม่คล่องแคล่ว ว่ายน้ำได้ไม่เชี่ยวชาญ และบินได้ไม่สูงนี้เอง ทำให้เธอกลายมาเป็นมัณฑนากรผู้ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศไทย พา PIA Interior มายืนอยู่แถวหน้าในวงการตกแต่งภายในได้ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

คุณเปี๊ยะถ่ายถอดตัวตนแบบเป็ดของเธอสู่ PIA Interior อย่างแนบเนียน และสร้างวัฒนธรรมการทำงานไม่เหมือนใครได้อย่างไร

เรื่องเล่าต่อไปนี้จะพาคุณผู้อ่านไปรู้จักเธอมากยิ่งขึ้น

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

01 “อินทีเรียร์ดีไซเนอร์แทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย”

“อินทีเรียร์ดีไซเนอร์แทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย เป็นลูกไล่เขาด้วยซ้ำไป”

คุณเปี๊ยะเกริ่นถึงบรรยากาศแวดวงวิชาชีพสมัยเพิ่งเป็นมัณฑนากรป้ายแดง หลังเรียนจบด้านออกแบบภายในจาก Inchbald School of Design ประเทศอังกฤษ

หมุนทวนเข็มนาฬิกาย้อนกลับไป 40 กว่าปีก่อน ตอนนั้นงานอินทีเรียร์ดีไซน์ยังไม่เข้าครองพื้นที่ในใจผู้คนมากนัก จำนวนผู้เล่นก็ไม่ได้เหลือประมาณจนล้นตลาด ประกอบกับโชคดีที่มีญาติพี่น้องกระจายตัวอยู่ตามห้างร้านองค์กรต่างๆ มัณฑนากรคนเก่งจึงได้โอกาสโชว์ฝีมือ แผ้วทางเดินให้เรียบเตียน และหาตำแหน่งแห่งที่ของตัวได้ไม่ยาก

เริ่มต้นลับเขี้ยวเล็บจากงานเล็กๆ อย่างออกแบบร้านกาแฟ ร้านอาหาร แก่กล้าเพียงพอจึงขันอาสาตกแต่งห้องประชุมสำนักงานใหญ่ ให้กับ คุณบัญชา ล่ำซำ อดีตหัวเรือใหญ่แห่งธนาคารกสิกรไทย

“ครั้งหนึ่งดิฉันทำห้องประชุมทั้งชั้นใกล้เสร็จแล้ว เกิดกังวลว่าเรียบง่ายเกินไปเพราะเป็นสีเดียวกันหมด ซึ่งก็ควรเป็นแบบนั้น จะได้ไม่รบกวนสายตาและไปทิศทางเดียวกัน แต่เนื่องจากตอนนั้นยังวิทยายุทธยังไม่แก่กล้า จึงตระหนก กลัวโดนตำหนิว่าทำงานน้อย เลยตัดสินใจเพิ่มสีสันให้แตกต่างกัน แต่เมื่อย้อนไปดู กลับทำให้คิดได้ว่าเรายังอ่อนหัดนัก นี่สอนให้รู้ว่าประสบการณ์เท่านั้นที่ทำให้เราเดินและอยู่ในเส้นทางอาชีพนี้ได้อย่างมั่นคง

“สิ่งสำคัญคือการที่ต้องเข้าใจโจทย์ให้ถ่องแท้ ถ้าไม่รู้ก็ต้องยอมรับก่อนว่าไม่รู้ แล้วขวนขวายหามา ไม่อายที่จะถามเพื่อให้องค์ความรู้ที่ถูกต้อง

“สำคัญยิ่งกว่าการป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้น คือการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว การที่เอาปัญหาไปซุกไว้ใต้พรม ทำให้ความวุ่นวายไม่จบสิ้น ดีไซเนอร์ต้องไม่ทำให้อะไรให้ซับซ้อน อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่”

ซีอีโอรุ่นเก๋าเล่าบทเรียนสนุกๆ ในวัยกำลังหัดเดินอย่างฉะฉาน พร้อมกำชับถึงความเชื่อตัวเองที่ยังยึดถือมาถึงปัจจุบัน ก่อนเฉลยอย่างภูมิใจว่า ประสบการณ์ตลอดหลายสิบปีนั้นทำให้เธอมองตัวเองเป็น ‘เป็ด’

“ดิฉันยอมรับว่าตัวเองเป็นเป็ด เพราะไม่ได้เก่งทุกอย่าง การเป็นผู้บริหารองค์กรที่มีแต่คนเก่งมาร่วมงานด้วย เราต้องไม่มีอัตตา ใจกว้างเพียงพอที่จะยอมรับความเห็นผู้อื่น รับความแตกต่างทุกแง่มุม มองเห็นสิ่งรอบตัวได้รอบด้านขึ้น และเรียนรู้ที่จะเข้าใจผู้อื่น จากแต่ก่อนที่ดุมากจนลูกชายบอกว่า ตุ๊กตุ๊กหน้าปากซอยยังกลัวเลย” พวกเราระเบิดเสียงหัวเราะพร้อมกัน ก่อนเธอจะเสริมต่อว่า

“เป็นเป็ดแบบนี้แหละดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุด ขอเป็นคนธรรมดาที่มองภาพรวมออก และแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปสู่ความสำเร็จได้ทุกขั้นตอนดีกว่า”

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

02 จาก ‘เป็ด’ สู่ ‘PIA’

เส้นทางอาชีพของคุณเปี๊ยะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นเมื่อเปิดบริษัท P49DESIGN AND ASSOCIATES ร่วมกับเพื่อนมัณฑนากรมากฝีมือ เป้า-วิภาวดี พัฒนพงศ์พิบูล ก่อนก่อตั้ง PIA Interior ของตัวเองใน ค.ศ. 1999 

แม้ว่าตามชื่อจะยังมีตัวตนของดิฉันอยู่ แต่องค์กรนี้ไม่ได้เป็นของดิฉันคนเดียว พาร์ตเนอร์ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของ PIA ลูกค้าจึงไม่ได้เข้ามาเพราะชื่อดิฉัน ไม่ได้ยึดติดว่าต้องเจอดิฉันเท่านั้น แต่เข้ามาเพราะความเป็น PIA ต่างหาก

“PIA เป็นเหมือนโรงพยาบาลซึ่งมีหมอผู้เชี่ยวชาญต่างแขนงกันไป กระจายงานออกไปสู่พาร์ตเนอร์แต่ละคนตามความเหมาะสม แต่ละทีมมีความเก่งเฉพาะตัว ทั้งทีมออกแบบโรงแรมที่พักระดับหกดาว อย่าง The Ritz-Carlton หรือ Hyatt ทีมทำงานระดับสี่ดาวอย่าง Courtyard by Marriott หรือ Novotel หรือทีมดูแลงานองค์กร คอนโดมิเนียม โรงพยาบาล หากอยากได้แบบเทิร์นคีย์รวดเร็วก็เป็นทีมหนึ่ง ไม่ได้ใช้อินทีเรียร์ดีไซเนอร์คนเดียวทำทุกอย่าง”

หัวใจอย่างหนึ่งขององค์กรใหญ่เช่น PIA Interior คือการบาลานซ์สัดส่วนผลงานด้านต่างๆ ให้ครบถ้วนและรอบด้าน ตั้งแต่โรงแรมที่พัก โรงพยาบาล ที่อยู่อาศัย บริษัทหน่วยงานและสถาบันการเงิน จนถึงร้านอาหาร บาร์ และหอศิลป์ 

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด
รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด
รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

อย่างโรงแรมห้าดาว Trident Gurgoan ที่เมืองคุรุคราม ประเทศอินเดีย เป็นงานต่างประเทศที่ PIA Interior ได้ประสานพลังกับสถาปนิกคนเก่ง เล็ก-เมธา บุนนาค แห่ง Bunnag Architects และภูมิสถาปนิก ปุ้ย-วรรณพร พรประภา จาก P Landscape คุณเปี๊ยะบอกว่าโปรเจกต์นี้ให้ประสบการณ์ครั้งสำคัญทั้งในเชิงการออกแบบและทักษะการทำงานเป็นกลุ่ม เปิดประตูแห่งโอกาสให้บริษัทเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ

แต่หากพูดถึง PIA Interior ไม่พ้นต้องเอ่ยถึงโปรเจกต์สร้างชื่ออย่างพื้นที่ริมเจ้าพระยายอดฮิต-ล้ง1919 

รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพมัณฑนากรแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งเหมือนเป็ด

“เรายึดหลักการบูรณะเชิงอนุรักษ์ รักษาสถาปัตยกรรมให้งดงามตามจริงอย่างประณีต ระมัดระวัง และเคารพสถานที่ ส่วนภายในก็เปลี่ยนไปตามบริบทการใช้งานปัจจุบัน ต้องการคงสภาพให้อาคารเก่าเหล่านี้เป็นหมุดเวลาในประวัติศาสตร์ และบอกเล่าอดีตให้คนรุ่นใหม่ทราบที่มาและวิถีชีวิตของบรรพบุรุษ” แรงบันดาลใจเดินทางออกมาอย่างพรั่งพรูพร้อมกับแนวคิดในการอนุรักษ์ แววตาส่อประกายภาคภูมิจนเจ้าตัวเก็บไว้ไม่อยู่

คุยกับ เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งแบบเป็ดและเลือกจะไม่มีสไตล์ของตัวเอง

วิถีการบริหารของเธอคล้ายกับการจำลองตัวตนแบบเป็ดของเธอที่มีความถนัดหลากหลาย ลงไปสู่องค์กรอย่างแนบเนียน แต่ PIA คงไม่ใช่เป็ดที่ ‘พอจะทำอะไรๆ ได้บ้าง’ อย่างที่คิด ทว่าเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ซึ่งมีพาร์ตเนอร์คอยเป็นแขนขา ขันอาสาทำงานที่ถนัด โดยมีคุณเปี๊ยะคอยคุมทิศคุมหางเสือเรืออยู่ไม่ห่าง ให้ทีมได้เต้นระบำไปกับงานออกแบบอย่างอย่างสนุกสนานเต็มความสามารถ

03 No Problem!

“เราไม่หยุดยืนกับที่เพื่อมีสไตล์ของตัวเอง เพราะความชอบของลูกค้ามีหลากหลาย ลางเนื้อชอบลางยา เหมือนคำพูดว่า ‘Beauty is in the eyes of the beholder.’ แต่อยากให้ขึ้นชื่อว่า ทำกับ PIA แล้วจะไม่มีปัญหา” คุณเปี๊ยะอธิบายฉะฉานเมื่อเราถามถึงลายเส้นเอกลักษณ์ขององค์กรพี่ใหญ่ซึ่งมีรยางค์มากมาย

“Commitment คือหัวใจในการทำงานของ PIA” เธอเฉลยกุญแจดอกสำคัญ

“โครงการแต่ละโครงการกินเวลาไม่น้อย สามปีบ้าง ห้าปีบ้าง บางครั้งยาวถึงแปดปี แต่เราไม่เคยทิ้ง งานอินทีเรียร์ไม่ใช่เพียงออกแบบสวยๆ แล้วจบ เราต้องเป็นตัวกลางที่มั่นคงเพื่อเชื่อมคนอื่นๆ เข้าด้วยกัน ให้เขาเชื่อมันได้ว่าเราอยู่ตรงนี้เสมอเพื่อช่วยเหลือ ปัญหาเกิดจากใครไม่ใช่สิ่งที่เราควรไปหา แต่ต้องแก้ปัญหาและเรียนรู้ที่จะไม่กล่าวโทษคนอื่น

“อีกอย่างที่ดิฉันคิดว่าสำคัญมากคือคุณธรรม เราถือเป็นกฎเหล็กเลยว่าไม่รับอามิสสินจ้างใดๆ เป็นอันขาด เพราะเมื่อไม่สุจริตในอาชีพแล้วจะไปท้วงติงหรือว่ากล่าวใครได้”

ลายเซ็นของ PIA จึงไม่ใช่เอกลักษณ์ในเชิงการออกแบบอย่างที่ใครๆ ต่างพยายามสร้างขึ้นหรือตามหา แต่เป็นวัฒนธรรมและความเชื่อในการทำงานอันแข็งแกร่ง ซึ่งคนในองค์กรยึดถือเอาไว้อย่างเหนียวแน่น

“การหาลูกค้าใหม่ไม่ยาก แต่ความสำเร็จของ PIA อยู่ตรงที่เราเก็บลูกค้าเก่าไว้ได้ มืออาชีพเขาจะรู้ว่า การแต่งให้ออกมาสวยงามนั้น ไม่ใช่ของยาก แต่ระหว่างทางนั้นคือความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นหากขาดประสบการณ์ ดิฉันจึงเน้นทักษะการแก้ปัญหาเป็นหลัก ให้โครงการแล้วเสร็จลุล่วงไปด้วยดี”

คุยกับ เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งแบบเป็ดและเลือกจะไม่มีสไตล์ของตัวเอง

04 “นักออกแบบภายในที่ดีต้องไม่มีตัวตนมากเกินไป”

“สมัยนี้ งานออกแบบภายในสำคัญมาก ถึงขนาดขอสถาปนิกแก้ไขพื้นที่ได้เลย หากอินทีเรียร์ดีไซเนอร์คิดว่าดีกว่า เพราะเราคือคนสร้างความสุขแก่ผู้ใช้สถานที่นั้นจริงๆ”

จากวันวานที่มีหน้าที่เพียงเลือกลายวอลเปเปอร์และกลอนประตู คุณเปี๊ยะพาเรากลับมาสู่บทบาทนักออกแบบภายในยุคปัจจุบัน

“ไม่ใช่แค่ออกแบบให้สวยงาม แต่เราต้องสร้างประสบการณ์เพื่อดึงผู้ใช้งานให้กลับมาอีก จึงกลายเป็นวัฒนธรรมไปแล้วว่า อินทีเรียร์ดีไซเนอร์ต้องเข้าร่วมทีมก่อสร้างตั้งแต่วันแรกเสมอ ถึงขั้นบอกความต้องการกับสถาปนิกได้ เช่น ตรงส่วนล็อบบี้ขอความสูงอย่าต่ำกว่าแปดเมตร ขอเจาะตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อย จากแต่ก่อนนี่อยู่หางแถว สิ่งเหล่านี้เราแนะนำไม่ได้เลย

“แต่นักออกแบบภายในที่ดีต้องไม่มีตัวตนมากเกินไป” เราเลิกคิ้วทั้งคู่ขึ้น ชวนคู่สนทนาให้อธิบายต่อไป

“จริงอยู่ที่มัณฑนากรมีหน้าที่ให้สิ่งที่ลูกค้าต้องการ ห้ามยัดเยียดความคิดเราลงไป แต่หากลูกค้ายังไม่ชัดเจนในแนวทางที่อยากได้ เราก็ควรเป็นผู้นำเสนอ และต้องไม่กลัวที่จะบอกว่าผิดหากแนวทางของลูกค้านั้นไม่ใช่” 

หญิงเก่งตรงข้ามปรับโทนเสียงประโยคสุดท้ายเพื่อปาดไฮไลต์เน้นความสำคัญ ก่อนพูดต่อ

“ถ้ามัวแต่กลัวจะไม่ได้งานจนไม่กล้าถามหรือเสนอแนะลูกค้า ก็จะออกแบบผิดด้วยการตีความผิดๆ เหมือนติดกระดุมเสื้อผิดตั้งแต่เม็ดแรก กระดุมเม็ดต่อไปก็จะผิดเรื่อยๆ เราต้องสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าให้ได้ ห้ามโลเล เขามาหาเราเพราะต้องการความช่วยเหลือ เหมือนไปหาหมอก็ต้องเชื่อหมอ ประสบการณ์จะสอนให้ฟังและพิจารณาได้เองว่าอะไรดีที่สุดสำหรับลูกค้า”

ผลจากการวางตัวดีมีความมั่นใจคือเป็นที่น่าเชื่อถือ ผลจากการเป็นที่น่าเชื่อถือคือดีไซเนอร์กล้าสร้างสรรค์งานโดยไม่คิดคำนึงว่าลูกค้าคือพระเจ้า พร้อมชี้ข้อบกพร่องออกไปอย่างห้าวหาญ

“บางคนเป็นอาร์ทิสต์มาก ใส่อะไรก็ได้ไปหาลูกค้า แต่ดิฉันสอนเด็กเสมอว่า สินค้าเหมือนกัน ถ้าคนหนึ่งแต่งตัวเรียบร้อยมาขาย อีกคนปล่อยชายเสื้อหัวยุ่งฟู คุณจะซื้อของจากคนไหน การนำเสนอตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมาก ต้องมั่นใจ พูดจาถูกกาลเทศะ พอสร้างความมั่นใจให้ได้แต่แรก เขาก็จะเชื่อที่เราแนะนำ” กลเม็ดเด็ดพรายข้อนี้ยังใช้การได้ดีเสมอ 

แม้ในวัยใกล้ 70 เป็ดอย่างคุณเปี๊ยะจะไม่ได้ลงไปลุยงานทุกโปรเจกต์เช่นวันวาน คอยนั่งเก้าอี้บริหารงานอยู่ไกลๆ แต่นั่นเปิดที่ว่างให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้อาศัยร่มไทรใบบังของ PIA Interior ได้แสดงฝีไม้ลายมือและเติบโตตามวิถีแห่งตน

มัณฑนากรชั้นเซียนใช้ประสบการณ์หลายสิบปีถ่ายทอดกระบวนการคิด กลวิธีในการบริหาร และภาพกว้างของอาชีพอินทีเรียร์ดีไซน์ได้ครบถ้วนกระบวนความ

“ดิฉันเชื่อว่าเราควรเขยิบออกมาบ้างและบริษัทก็ควรจะเติบโตขึ้น เพื่อให้เด็กรุ่นหลังได้มีเส้นทางอาชีพ เหมือนเราวางทางเดินให้เด็กกับรุ่นใหม่ แต่ในทางกลับกัน ถ้าอยู่แค่นี้แล้วทำได้แบบนี้ก็ดีมากแล้ว ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ไม่ได้มองอนาคตไกลเกินไป เติบโตไปอย่างช้าๆ และมั่นคงดีกว่า อย่าตั้งความหวังมากเกินไป จะทำให้ผิดหวังได้” เธอทิ้งท้าย 

คุยกับ เปี๊ยะ-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี แม่ทัพแห่ง PIA Interior ผู้บอกว่าตัวเองเก่งแบบเป็ดและเลือกจะไม่มีสไตล์ของตัวเอง

หัวเรือใหญ่แห่ง PIA Interior แบไต๋ 5 เคล็ดลับสำหรับมัณฑนากรรุ่นน้องให้เติบใหญ่อย่างมืออาชีพ

01 อัตตา (Ego)

“การยึดมั่นและถือตนเองเป็นใหญ่ที่เรียกว่า ‘อัตตา’ นั้น เป็นกับดักในการมองเห็นที่สำคัญ เราควรลดหรือละอัตตาลง ฝึกให้ใจกว้างยอมรับทุกความเห็นที่แตกต่างจากเรา แล้วนำมาคัดกรองเพื่อก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี”

02 ความมุ่งมั่น (Commitment)

“การทุ่มเทมุ่งมั่นเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง ทำให้เราสร้างสรรค์งานได้ดีขึ้น เป็นการสร้างมูลค่าให้ตัวเราได้ในทุกวัน นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มโอกาสก้าวหน้าสู่ความสำเร็จ”

03 การนำเสนอตัวเอง

“ภาพลักษณ์เปรียบเสมือนด่านแรก เราต้องนำเสนอตัวเองจากบุคลิกที่น่าเชื่อถือ วางตัวเหมาะสม รวมถึงทักษะในการสื่อสารทั้งด้วยคำพูดและภาษากาย เพื่อสร้างความสนใจ ความมั่นใจ และความไว้วางใจให้ลูกค้าและทุกฝ่าย”

04 ความซื่อสัตย์สุจริต 

“จรรยาบรรณพื้นฐานในทุกวิชาชีพคือความซื่อสัตย์สุจริต การซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ เป็นมืออาชีพที่รับผิดชอบงานได้ดี ความสุจริตด้วยการไม่รับอามิสสินจ้างใดๆ เพราะหากไม่สุจริตในอาชีพแล้วจะไปท้วงติงหรือว่ากล่าวใครได้” 

05 เน้นทักษะการแก้ปัญหาเป็นหลัก

“ปัญหาเกิดจากใครไม่สำคัญ แต่ต้องแก้ปัญหาและเรียนรู้ที่จะไม่กล่าวโทษคนอื่น ไม่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ต้องยุติปัญหาด้วยเหตุผล ห้ามใช้อารมณ์หรือความเห็นเฉพาะตัว”

ขอบคุณภาพผลงานจาก PIA Interior

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load