The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

ตอนเด็กๆ เราเชื่อว่าทุกคนมีอาชีพในฝันเป็น หมอ ตำรวจ พยาบาล ครู นักบิน นักแสดง มากมายหลายอาชีพที่แต่งแต้มจินตนาการวัยเยาว์ให้เรามีพลัง ระหว่างการเติบโตอาจล้มบ้างลุกบ้าง แต่เราก็รู้ว่ามีหนทางให้ก้าวเดินอยู่เบื้องหน้า

เด็กบางคนเกิดมาพร้อมความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นความพิการทางกายภาพหรือมีความต้องการพิเศษ เช่น เด็กๆ ที่มีภาวะออทิซึม เด็กที่มีภาวะดาวน์ซินโดรม หรือเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้น ความต่างเหล่านั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความตั้งใจพยายาม แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมา เส้นทางในการเติบโตสู่สังคมของพวกเขานั้นยากลำบากกว่าคนอื่นๆ

คุณคิดว่าพวกเขามีอาชีพในฝันหรือเปล่า หรือเคยสงสัยไหมว่าเมื่อเติบโตไป พวกเขาประกอบอาชีพอะไรหล่อเลี้ยงชีวิต

สถานที่ที่เราอยากพาคุณไปรู้จักนี้ ตั้งอยู่ในกลางเมืองในซอยเอกมัย 10 ภายนอกอาจดูเหมือนโคซี่คาเฟ่ที่เห็นได้ทั่วไป แต่ทว่าที่นี่ซ่อนความพิเศษอย่างหนึ่งไว้ และคุณจะได้สัมผัสหลังจากผลักประตูเข้าไปแล้วเท่านั้น

Steps With Theera

Steps With Theera คือคาเฟ่ที่นอกจากจะเปิดให้บริการอาหารและเครื่องดื่มแสนอร่อยแล้ว ที่นี่ยังเป็นโรงเรียนฝึกสอนผู้ที่มีภาวะออทิซึม ให้สามารถเติบโตไปพร้อมกับทำงานดูแลตัวเอง และใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ

เพื่อผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 8 Decent Work and Economic Growth ภายในปี 2573 บรรลุการจ้างงานเต็มอัตราอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นงานที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน รวมถึงเยาวชนและผู้พิการให้มีค่าตอบแทนที่เท่าเทียมสำหรับงานที่มีมูลค่าเท่ากัน และภายในปี 2563 ลดสัดส่วนของเยาวชนที่ตกงานหรือมิได้รับการศึกษาและการฝึกอบรมลงจำนวนมาก

กว่า 3 ปีที่ห้อง 2 คูหาแห่งนี้ผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยการฝึกสอนทักษะงานหลากหลายประเภทให้นักเรียนที่มีภาวะออทิซึมจำนวนหลายสิบคน เอื้อง-ธีตา โหตระกิตย์ ผู้ก่อตั้ง Training Center ในคาเฟ่เล็กๆ แห่งนี้เล่าว่า มีศิษย์เก่าของที่นี่จำนวนไม่น้อยที่ได้เข้าทำงานตามร้านอาหารและโรงแรมชั้นนำหลังจากจบหลักสูตรไปแล้ว แถมยังทำได้อย่างดีด้วย

เอื้อง-ธีตา โหตระกิตย์ ผู้ก่อตั้ง Training Center Steps With Theera

นอกจากเรื่องการฝึกสอนทักษะงานแล้ว ที่นี่ยังเป็นเหมือนประตูเชื่อมผู้มีความต้องการพิเศษและสังคมเข้าหากัน เพราะถ้าถามว่าในฐานะคนๆ หนึ่งของสังคม เราเคยมีโอกาสได้พูดคุยหรือมีปฏิสัมพันธ์ใดๆ กับพวกเขาหรือเปล่า เชื่อว่ามีคนส่วนน้อยมากที่เคยมีประสบการณ์ ความห่างเหินระหว่างกันทำให้คนส่วนใหญ่ยิ่งรู้สึกว่า การสร้างปฏิสัมพันธ์กับพวกเขานั้นยากเหลือเกิน 

ทั้งที่จริงๆ แล้ว ผู้ที่มีความต้องการพิเศษก็เหมือนกับเรา มีสุข เศร้า เหงา เสียใจ และที่สำคัญคือมีความฝัน เป็นความฝันแสนเรียบง่าย ว่าจะสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างเท่าเทียมและภาคภูมิด้วยความสามารถของตัวเอง

ร้านในช่วงบ่ายวันนี้ค่อนข้างสงบจากผู้คน เมื่อก้าวเข้ามาในร้าน สิ่งแรกที่เห็นคือฝาผนังฝั่งประตูเรียงรายไปด้วยบอร์ดไม้ยาว โน้ตข้อความนับร้อย และรายชื่อนักเรียนของที่นี่แปะอยู่เพื่อเล่าเรื่องราวบางอย่างกับผู้มาเยือน นาทีต่อมานั้นเอง เราก็ได้ยินเสียงคนคุยกันดังมาจากชั้นบน เดาว่าน่าจะเป็นเสียงของน้องๆ ที่กำลังเรียนหรือทำกิจกรรมอะไรสักอย่างอยู่แน่ๆ

Steps With Theera

หลังจากนั่งจับจองโต๊ะเป็นที่เรียบร้อย เราสังเกตเห็นพนักงาน 2 – 3 คนกำลังยืนทำงานอยู่หลังเคาน์เตอร์กาแฟด้วยท่าทีคล่องแคล่ว พวกเขาคือน้องๆ ที่มีภาวะออทิซึมชายหญิงกำลังฝึกงานทำอาหาร โดยมีผู้จัดการร้านประกบสอนงานอยู่ข้างๆ

คนสอนตั้งใจ คนเรียนก็ตั้งใจ ถ้าเช่นนั้นในฐานะผู้มาเยี่ยมเยียน ขอให้พวกเราตั้งใจฟังเรื่องราวที่เอื้องกำลังจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ ว่าเธอทำให้ความฝันของน้องๆ ที่มีภาวะออทิซึมให้เป็นจริงได้อย่างไร

01

Growing From Being Met

เอื้อง-ธีตา โหตระกิตย์ และ แม็กซ์ ซิมป์สัน พวกเขาคือสองผู้ก่อตั้งที่ชีวิตต่างมีความผูกพันกับเด็กที่อยู่ในภาวะออทิซึม เอื้องมีลูกชายวัย 11 ขวบที่อยู่ในภาวะออทิซึม และเป็นเจ้าของร้านเบเกอรี่ชื่อว่า Theera ส่วนผู้ก่อตั้งคนที่สอง ปัจจุบันเขาเป็นคุณครูผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนเด็กพิเศษ และตัวเขาเองก็มีน้องชายที่อยู่ในภาวะออทิซึมด้วย เมื่อทั้งคู่โคจรมาเจอกัน Steps With Theera จึงถือกำเนิดขึ้นในปี 2559

เอื้องคือหญิงสาวคนหนึ่งที่สนใจด้านวัฒนธรรมและได้ใช้ชีวิตตามความฝันของตัวเอง เธอเรียนจบด้านรัฐศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แล้วเข้าทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศในเวลาต่อมา ระหว่างที่เธอกำลังใช้ชีวิตในต่างประเทศนั้น เอื้องก็พบว่าลูกชายอยู่ในภาวะออทิซึม

“เอื้องเริ่มรู้ว่าเขามีภาวะออทิซึมตอนสองขวบครึ่ง ก็คิดแล้วว่าต้องดูแลลูกเป็นพิเศษ ต้องมีเวลาให้ลูกให้เต็มที่ เราเลยลาออกจากงานเพื่อดูแลและฝึกลูกเองตลอด ตอนนั้นมันมืดมากเพราะเราไม่ได้มีพื้นฐานด้านนี้ แล้วด้วยความเป็นแม่เลยยิ่งมีความกดดันสูง ว่าทำไมสอนแล้วลูกไม่ยอมพูดสักที ยอมรับว่าตอนนั้นค่อนข้างเครียด

“ตอนนั้นเราก็พอมีเวลาว่าง เลยหันไปคลายเครียดด้วยการฝึกทำเค้ก ทำขนมตอนเช้า ฝากขายตามร้านแล้วผลตอบรับค่อนข้างดี ทำไปทำมารู้สึกชอบ พอเราย้ายกลับมาไทย ลูกไปโรงเรียน เราเลยมีเวลาให้กับการทำขนมนานขึ้น ก็เลยตัดสินใจไปเรียนเพิ่มเติมที่เลอ กอร์ดอง เบลอ แล้วก็พยายามศึกษาข้อมูลในการดูแลเด็กเหล่านี้

“เด็กที่มีภาวะออทิซึมควรจะทาน Gluten-Free กับ Vegan เพราะว่า Gluten เป็นตัวขัดขวางการดูดซึมสารอาหาร ซึ่งทำให้การเรียนรู้ของเขายิ่งมีปัญหา มันเป็นอาการที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ แต่ก็ยังไม่ได้มี Study ที่มายืนยันชัดเจน แต่ด้วยความเป็นแม่ อะไรที่พอทำได้เราก็อยากทำก่อน และมันก็เป็นสิ่งที่เราสนใจอยู่แล้ว”

เอื้องเริ่มนำวิชาความรู้ที่เรียนมาปรับสูตรขนมให้เป็น Gluten-free และ Vegan พร้อมกับเริ่มทำธุรกิจส่วนตัว เริ่มจากเป็นร้านเบเกอรี่ขายทางเฟซบุ๊กหลังจากนั้นก็เปิดร้านตรงที่ว่างใกล้บ้านชื่อว่า Theera เป็นร้านขนมเพื่อสุขภาพ จนประมาณ 2 ปีให้หลัง เอื้องได้รู้จักกับแม็กซ์ ซึ่งกำลังทำงานเป็นครูสอนการศึกษาพิเศษของโรงเรียนที่เปิดอยู่ในซอยเดียวกัน

Steps With Theera

“เขาเห็นร้านเบเกอรี่ เอื้องก็เลยอยากพาเด็กของเขามาฝึกงานที่ร้าน เขารู้สึกว่าเด็กที่โตแล้วควรออกไปสู่การทำงานได้แล้ว ไม่ควรจะอยู่ในรูปแบบของโรงเรียนอีกต่อไป เขาเองก็มีน้องชายที่อยู่ในภาวะออทิซึมอยู่ที่อังกฤษ ซึ่งระบบที่อังกฤษดีกว่าบ้านเรามาก แต่ขณะเดียวกันน้องเขาที่จบมหาลัยกลับไม่มีงานทำอยู่นานมาก จึงเห็นปัญหาว่ามันไม่มีระบบอะไรที่ช่วยฝึกฝนและพัฒนาคนเหล่านี้ นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เราเริ่มสนใจ

“เด็กที่เข้ามา ไม่ใช่ทุกคนที่ทำงานในส่วนของเบเกอรี่ แต่เราจะให้ทำงานต้อนรับและบริการลูกค้า ซึ่งจะทำให้น้องๆ เหล่านี้มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ได้เจอคนอื่น รู้จักการพูดจากับคนอื่น และรู้จักการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หลังจากพาน้องๆ มาฝึกได้เกือบปี ก็เห็นได้ว่าน้องๆ มีความสุข มีพัฒนาการ แต่เดิมมันเป็นแค่ร้านเบเกอรี่เล็กๆ ก็เลยคิดว่าจะมาเปิดอะไรที่มันจริงจัง จึงกลายมาเป็น Steps With Theera” เอื้องเล่าถึงการเดินทางอันยาวนานของเธอ นี่คงไม่ใช่แค่การพัฒนาน้องๆ อีกหลายสิบชีวิต แต่เป็นการเติบโตอย่างเข้มแข็งของผู้หญิงคนหนึ่งด้วยเช่นกัน

จนถึงวันนี้ Steps With Theera เปิดสอนเป็นศูนย์ฝึกทักษะอาชีพอย่างเต็มรูปแบบ มีการเรียนการสอนจากผู้เชี่ยวชาญโดยใช้ภาษาอังกฤษและภาษาไทยในการสื่อสาร ผู้ฝึกก็ได้ฝึกงานเรียนรู้การทำอาหารไปจนถึงระบบต่างๆ ในครัวด้วย

02

Learning Differences

ก่อนที่เอื้องและแม็กซ์จะรับน้องสักคนเข้ามา พวกเขาต้องพูดคุยทำความเข้าใจกับผู้ปกครองอย่างถ่องแท้จนรู้ว่าน้องแต่ละคนเป็นอย่างไร เคยเรียนหรือศึกษาอะไรมาบ้าง ความคาดหวังของเขาและพ่อแม่คืออะไร ซึ่งที่ร้าน Steps With Theera เปิดโอกาสให้น้องๆ มาทดลองเรียนก่อน 1 – 2 วัน เพื่อประเมินดูว่าน้องแต่ละคนนั้นเหมาะกับการเรียนรู้ของที่นี่หรือไม่ น้องๆ แต่ละคนมีความสนใจด้านไหน และมีโปรแกรมที่สอดคล้องกับเขาหรือเปล่า

“ผู้ที่อยู่ในภาวะออทิซึมก็เหมือนคนทั่วๆ ไปที่ทุกคนจะมีความแตกต่าง มีระดับของทักษะ และความสามารถที่หลากหลาย อย่างลูกชายเอื้องมีความจำดีมาก จำสีหนึ่งร้อยสีได้ว่าชื่ออะไร เรียงยังไง จำเส้นทางได้แม่นยำ และชอบเล่น Google Map มาก สำหรับเราที่เป็นแม่ก็เริ่มคิดว่าจะสามารถนำมาใช้ประโยชน์อะไรในชีวิตประจำวันได้บ้าง มันขึ้นอยู่กับคนเลี้ยงดูว่าจะสามารถนำความพิเศษเหล่านั้นมาปรับให้มีประโยชน์หรือทำให้เขานำทักษะต่างๆ เหล่านั้นมาเรียนรู้สิ่งอื่นที่มีประโยชน์ในชีวิตเขาได้ยังไง” เอื้องว่า

ปัจจุบันที่แห่งนี้มีผู้ฝึกทั้งหมด 25 คน อายุตั้งแต่ 14 ปี ซึ่งเป็นวัยที่เหมาะสมต่อการเริ่มฝึกฝนทำงาน ไปจนถึง 44 ปีเลยด้วย

Steps With Theera มีระบบการฝึกงานที่เป็นขั้นเป็นตอนที่เหมาะสมมาก มีการฝึกที่แตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่มตามความสามารถของแต่ละคน เบื้องหน้าการทำงานอย่างจริงจังและคล่องแคล่ว ล้วนเป็นผลมาจากความเข้าใจอย่างแท้จริงของตัวผู้ฝึกสอน คือกลุ่ม Job Coach ที่เรียนจบด้านจิตวิทยามา มีแบ็กกราวนด์ด้านนี้โดยเฉพาะ และกลุ่มพนักงานที่เป็นเชฟและบาริสต้า ซึ่งผู้ฝึกสอนทั้ง 2 กลุ่มนี้จะทำงานอย่างสอดคล้องกัน

ค่อยๆ ฝึกด้วยความใจเย็น จากงานง่ายไปงานที่ยากขึ้น น่าจะเป็นคำอธิบายวิธีการของพวกเขาได้ดีที่สุด

เมื่อเราลองสังเกตตามจุดต่างๆ ในเคาน์เตอร์บาร์และในครัว จะเห็นการแปะป้ายรูปภาพและสัญลักษณ์ไว้ตามจุดต่างๆ เอื้องบอกกับเราว่า สิ่งเหล่านี้ช่วยเอื้อให้พวกเขาเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น ไวขึ้น และเป็นระบบมากขึ้นด้วย

Steps With Theera

“เราเน้นการสอนด้วยการให้ทำซ้ำๆ เพระว่าพวกเขาเรียนรู้จากการปฏิบัติเป็นหลัก การใช้รูปภาพจะช่วยได้มากกว่าเพราะการอธิบายที่เป็นคำบรรยายยาวๆ มันอาจจะทำให้เขาโฟกัสยาก ซึ่งจริงๆ แล้วรูปภาพมันไม่ได้ช่วยแค่น้อง Trainee แต่ยังช่วยพนักงานทั่วไปด้วยเหมือนกัน ถือเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์

“น้องๆ อาจจะต้องเน้นการฝึกฝนเยอะๆ ไม่ใช่เน้นการเข้าไปนั่งในห้องเรียนดูกระดาน ครูสอนอ่านหนังสือ ทำการบ้าน แต่เราต้องฝึกให้เขาเรียนรู้ด้วยตัวเอง ที่นี่เราเลยสอนหมดทุกอย่าง ตั้งแต่การใช้เงิน ซักผ้า รีดผ้า ขึ้นรถเมล์ ขึ้นตุ๊กตุ๊ก ขึ้นบีทีเอส นั่งวินฯ หรือเรื่องการใช้เงิน เราสอนทุกสิ่งอย่างที่เป็นทักษะในการใช้ชีวิต แม้ว่าจะทำงานหรือไม่ได้ทำงานก็ตาม แต่อย่างน้อยน้องๆ เขาต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง ส่วนทักษะการทำงานก็มีด้วย ขึ้นอยู่กับว่าน้องมีความสนใจด้านไหน แล้วก็ความคาดหวังของทางบ้านเป็นอย่างไร” เอื้องอธิบาย

Steps With Theera

ผู้ฝึกทุกคนจะมีหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในแต่ละวัน เอื้องทำกระดานเช็กลิสต์ไว้เป็นไกด์ที่ช่วยบอกให้เขารู้ว่าแต่ละวันจะต้องทำอะไรบ้างตามลำดับ เช่น เช้านี้ใครทำหน้าที่เปิดร้าน กวาดพื้น รดน้ำต้นไม้ เช็ดโต๊ะ แล้วก็จัดโต๊ะในร้าน ซึ่งการทำงานตรงนี้ผู้ฝึกจะได้ทำงานร่วมกับทีม Job Coach และพนักงานในร้านคนอื่นๆ ด้วย

“เราจะมอบหมายงานตามความสามารถของน้องๆ สำหรับน้องบางคนที่มีความสนใจด้านการทำอาหาร เขาก็จะเข้าไปฝึกงานในครัวเยอะกว่า ช่วยในการเตรียมของ เช่น ล้างผัก หั่นผัก ช่วยเตรียมขนมก็แล้วแต่ความสามารถของน้อง แต่ว่าอาจจะไม่ได้ทำตั้งแต่ต้นจนจบทุกอย่าง

“มีพนักงานคนหนึ่งทำหน้าที่หลักในการดูแลตึกของเรา เขามาทำโดยที่เขาสมัครเข้ามาเองเลย ไม่ได้ผ่านมาจากการเป็น Trainee ของเรา เขาเรียนจบระดับมหาวิทยาลัยหลักสูตรเกี่ยวกับอาหารมาเลย ตอนแรกเขาเริ่มทำงานในครัวก่อน แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นผู้ดูแลตึก ทำหน้าที่ดูแลความสะอาด สั่งของอะไรแบบนี้ ซึ่งเขาก็ทำได้ดีมาก

“น้องๆ ส่วนมากจะสนใจด้านเบเกอรี่ มีความสามารถในการทำขนมได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกส่งไปฝึกงานที่ร้าน Theera เพราะได้ทำงานในที่ที่มีคนเข้ามาเยอะ ฝึกให้เขาสามารถรับความกดดันได้ ช่วงแรกก็จะให้ทำบราวนี่อย่างเดียวเพื่อเป็นการฝึกฝนทีละนิดไปก่อน ทำซ้ำๆ แล้วค่อยๆ เลื่อนระดับขึ้นไป”

หนึ่งในวิสัยทัศน์ของ Steps With Theera คือการพยายามที่จะสร้างโอกาสในการทำงานของผู้ที่มีความต้องการพิเศษเหล่านี้ และในขณะเดียวกันก็พยายามเปลี่ยนมุมมองของคนในสังคม ที่มักเข้าใจว่าคนที่มีความต้องการพิเศษนั้นไม่มีความสามารถและทำงานไม่ได้

Steps With Theera

“ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาอาจจะไม่ได้อยากถูกมองให้เป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษก็ได้ พวกเขาอาจจะอยากถูกมองว่าเขาไม่ได้ต่างจากเด็กคนอื่น เขาก็มีความเป็นตัวเขา ถึงแม้ว่าคำเรียกเด็กที่มีความต้องการพิเศษจะเป็นคำที่ยอมรับได้ทั่วไป แต่สำหรับเรา เราคิดว่าพวกเขาเป็นเพียงเด็กที่มีการเรียนรู้ต่างจากคนอื่นเท่านั้นเอง”

‘เด็กที่มีการเรียนรู้ต่างจากคนอื่นเท่านั้น’ น่าจะเป็นคำอธิบายของภาวะออทิซึมที่เข้าใจง่ายและเห็นภาพที่สุด เพราะนอกเหนือจากนั้น เราก็เห็นกับตาตัวเองแล้วว่าพวกเขาคือคนๆ หนึ่งที่มีความสามารถในการทำงานและเข้าสังคมได้เป็นอย่างดี เด็กชายวัย 14 ปีเดินเข้ามาพร้อมเสิร์ฟเครื่องดื่มให้เราตรงหน้า ก่อนจะมีบทสนทนาเล็กๆ ถามไถ่ถึงการทำงานในวันนี้ และเอื้องเองก็ดูภูมิใจในตัวน้องๆ อยู่ไม่น้อย

ว่าแล้วก็ขอจิบลาเต้ร้อนตรงหน้าสักนิด ก่อนจะดำเนินบทสนทนาอุ่นๆ ต่อไป

03

Happy Employees

อย่างที่เราเล่าไปข้างต้น ที่นี่เป็นศูนย์เทรนนิ่งที่สอนหลายทักษะแก่เด็กที่อยู่ในภาวะออทิซึม มี Coffee Shop อยู่ชั้นล่างสุด แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนที่มาจะต้องไปทำงานด้านนี้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ร้านคาเฟ่มีไว้เพื่อให้เด็กๆ ได้มีโอกาสลงมาทำงาน ฝึกงาน และปฏิบัติงานจริง ขณะเดียวกันก็ยังได้เรียนรู้ Transferable Skill เช่น การมาทำงานตรงต่อเวลา การแต่งกายสุภาพเรียบร้อย การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หรือว่าการทำงานเป็นทีม ซึ่งเป็นทักษะที่นำไปใช้ได้ไม่ว่าเขาจะทำงานอยู่ในอาชีพใดก็ตาม

หลังจากได้ลองดื่มกาแฟอุ่นๆ ขนมหวาน และอาหารคาวบางส่วน เราพบว่าที่นี่คือคาเฟ่ที่มีอาหารอร่อยมากแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เราเองรู้สึกชอบทั้งอาหารที่รสชาติอร่อยและบรรยากาศอันอบอุ่นในร้าน ส่วนน้องๆ ฝึกงานก็น่ารักและเป็นกันเองมากๆ ยิ่งมีโอกาสได้ลองชวนคุยก็ยิ่งสัมผัสถึงความเป็นมิตรที่พวกเขามอบให้

สิ่งที่เห็นได้ชัดคือความสุขและร้อยยิ้มของน้องๆ ที่มอบให้เราอย่างจริงใจ

“ตอนแรกก็กังวล ไม่รู้ว่าจะปฏิสัมพันธ์กับเขาอย่างไร” เราพูดขึ้น

“เอื้องก็เคยเป็น (ยิ้ม) ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติ เพราะว่าเราไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน พอมาทำ Steps With Theera มีเด็กเข้ามาเยอะ ก็รู้สึกว่าเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น เราเองไม่ได้คิดว่าจะต้องพูดหรือไม่พูดยังไง แต่อาจจะมีพูดช้าหน่อยหรือเลี่ยงการพูดประโยคยาวๆ แค่นั้นเอง แต่เอื้องก็จะดูด้วยว่าน้องมีทักษะแบบไหน แต่ส่วนใหญ่คุยแบบปกติ มันก็จะทำให้เรามีความมั่นใจมากขึ้นในการที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับเขา

“Coffee Shop เป็นสถานที่ที่ทำให้คนสองกลุ่มมาเจอกัน เราอยากให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการเพราะเราเป็น Coffee Shop ที่ให้บริการและอาหารที่ดี ไม่ใช่เข้ามาสนับสนุนเพราะความสงสาร การจ้างงานหรือการฝึกงานผู้ที่มีความต้องการพิเศษเป็นเพียงส่วนหนึ่งของร้านเท่านั้น เราต้องการสร้างความเข้าใจว่าการทำงานของบุคคลเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา เพราะจริงๆ พวกเขามีศักยภาพในการทำงาน แค่นี้เองที่ Steps With Theera ต้องการ” เอื้องพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม เรารู้สึกได้ทันทีถึงความรู้สึกปลื้มใจของเธอในการทำงานตรงนี้

Steps With Theera

เราเชื่อว่าการได้มีโอกาสเพิ่มพูนทักษะการทำงานและการมีสภาวะจิตใจที่ดี ช่วยให้คนที่อยู่ในภาวะออทิซึมสามารถพัฒนาขึ้นได้ พวกเขาอาจทำงานอย่างดีเลิศและมีความเชี่ยวชาญ หากได้อยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง

“น้องๆ ทุกคนบอกเราว่าเขามีความสุข เพราะพวกเขาทุกคนเคยเจอสถานการณ์ที่รู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกจากคนอื่น  คนไม่ยอมรับเขาเพราะบางทีเขามีพฤติกรรมอะไรที่ไม่เหมือนคนอื่น พวกเขาจึงคิดว่าอยู่ที่นี่แล้วมีความสุข เพราะมันเป็นสังคมที่เข้าใจเขา และเขาสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ เขามีกลุ่มเพื่อนของเขา มีการสร้างกลุ่มไลน์ ไปเที่ยว กินข้าว ดูหนัง โยนโบว์ลิ่ง เหมือนกับวัยรุ่นปกติทั่วไป เพียงแต่ผู้คนมองไม่เห็นและคิดว่าพวกเขาไม่สนใจกิจกรรมอะไรแบบนี้ ซึ่งจริงๆ แล้วเขาก็อยากทำเหมือนเรา เพียงแต่ว่าเขาอาจมีการแสดงออกที่ต่างออกไปหรือเป็นเราที่เลือกจะมองไม่เห็นมากกว่า” หลังเอื้องพูดประโยคนี้จบลง เราเชื่อว่ามีใครหลายคนในที่นี้กำลังเข้าใจพวกเขามากขึ้นเช่นกัน

04

Further Steps

ปัจจุบัน Steps With Theera มีสาขาที่กรุงเทพฯ และภูเก็ต

เอื้องเล่าว่าจากการทำงานของตัวเองกับโรงเรียนนานาชาติในภูเก็ต พบว่าภูเก็ตเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มีความต้องการอยู่มาก และผู้ปกครองหลายคนก็พร้อมสนับสนุนลูกๆ ให้มีโอกาสพัฒนาตัวเองด้วย เอื้องและแม็กซ์จึงตัดสินใจเปิด Steps With Theera และเป็น Zero Waste Shop ที่ภูเก็ตในปีนี้เอง

“แพลนในอนาคตจะไปในทิศทางยังไงบ้าง” เราถามหญิงสาวเจ้าของร้านที่นั่งอยู่ตรงหน้า

“เราอยากจะให้มี Trainee เข้าไปอยู่ในการทำงานที่อื่นได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันเราก็อยากจะเป็นคนสร้างงานให้น้องๆ ของเราเอง คือทางเราก็อยากจ้าง เพียงแต่ว่าเราอาจจะไม่ได้มี Capacity ที่จะจ้างงานน้องที่มีความพิเศษได้ทุกคน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราอยากได้จริงๆ คือให้บริษัทอื่นๆ สามารถรับน้องๆ เหล่านี้เข้าไปทำงาน ไม่ได้ทำเพียงเพราะกฎหมายหรือแค่ความสงสาร เพราะน้องๆ เหล่านี้สามารถเข้าไปแล้วสร้างประโยชน์ให้องค์กรเขาได้จริงๆ

Steps With Theera

“บางคนก็เรียนจบออกไปแล้วทำงานที่อื่นเป็นพนักงานประจำและพาร์ตไทม์ เป็นผู้ช่วยเชฟ ผู้ดูแลร้าน Grocery ทำงานในออฟฟิศ บางคนย้ายกลับไปทำงานที่ประเทศของตัวเอง เราเองก็ยังมีการคุยอยู่กับบริษัทเพื่อคอยเช็กว่าน้องเป็นยังไงบ้าง สิ่งที่น้องทำคืออะไร เราจะสามารถช่วยเตรียมน้องได้ด้วยค่ะ เพราะเราไม่อยากให้น้องไปทำงานแล้วไม่ราบรื่น เดี๋ยวเขาจะหมดความมั่นใจในตัวเอง

“เราเองก็อยากจะเตรียมความพร้อมน้องให้มากที่สุดก่อนนะ เราต้องดูประเภทของงานด้วยว่าน้องคนนี้เหมาะจะเข้าไปอยู่ในงานที่มีความกดดันได้ไหม น้องสามารถรับตรงนั้นได้ไหม อย่างเราเองถ้าเจอกับความกดดันก็กลับมาดีลกับตัวเอง กลับไปสู้ใหม่ได้ แต่น้องบางคนอาจจะไม่ได้มีความความมั่นใจ ซึ่งมันจะส่งผลเสียกับการกลับไปทำงาน จริงๆ เจอความกดดันได้ก็ดี เพราะมันก็คือโลกของความเป็นจริง วันหนึ่งเขาไปทำงานที่ไหนมันก็ต้องเจออะไรแบบนี้ เพียงแต่ว่าเราจะต้องสอนเขาจากที่นี่แหละ ว่าเวลาคุณไปเจอความกดดัน คุณควรจะรับมือกับมันยังไง”

เราเข้าใจได้ทันทีว่านี่คืออีกงานหนึ่งที่มีความละเอียดอ่อนมาก Steps with Theera คือจุดเริ่มต้นการสร้างเส้นทางสู่ความฝัน ในการยืนหยัดในสังคมอย่างภาคภูมิด้วยตัวเองของผู้ที่มีภาวะออทิซึม แต่ความฝันเหล่านั้นจะถูกต่อเติมไปได้ไกลแค่ไหน ขึ้นอยู่กับพวกเราทุกคนในสังคม

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 8 Decent Work and Economic Growth มุ่งผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืนทางเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงการจ้างงานที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน ไม่มีคำว่าเธอ ไม่มีคำว่าฉัน เพราะทุกคนบนโลกนี้ล้วนแตกต่างเหมือนกัน เมื่อทุกคนพร้อมเปิดรับและให้โอกาส เมื่อนั้นเศรษฐกิจและสังคมก็จะเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน

Writer

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Sustainable Development Goals

ทำความเข้าใจเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่าน 17 กลุ่มผู้มุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมทางสังคม

The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

หลายปีมานี้ เราได้ยินข่าวคราวการรับบริจาคสิ่งของจากมูลนิธิกระจกเงาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ชุดนักเรียน คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ ได้ยินว่าเขารับได้ทุกอย่าง 

คนยุคปัจจุบันที่หันมาสนใจเรื่องการจัดบ้าน เคลียร์สิ่งของไม่ได้ใช้ในชีวิต จึงจดชื่อ ‘โครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง’ ไว้ในลิสต์ เพื่อจัดส่งสิ่งของล้นความจำเป็นไปให้

คอลัมน์ Sustainable Development Goals พาคุณไปตะลุยโกดังสารพัดข้าวของบริจาคของมูลนิธิกระจกเงา และพูดคุยกับ สฤษดิ์ ถิรชาญชัย หัวหน้าโครงการ ถึงการผลักดัน เป้าหมายพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 12 Responsible Consumption and Production ภายใน พ.ศ. 2573 ลดการสร้างขยะในปริมาณมากโดยวิธีการป้องกัน ลดการใช้ รีไซเคิล และนำกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงบรรลุการบริหารจัดการที่ยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

เราเชื่อว่าหลายคนคงได้ยินชื่อโครงการนี้มานานหลายสิบปีแล้ว เผลอๆ อาจเป็นหนึ่งในผู้บริจาคด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่หลายคนยังไม่รู้คือความเจ๋งของโครงการนี้ ซึ่งสิ่งของที่ได้รับบริจาคมานั้น มีการบริหารจัดการเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดถึง 3 ต่อ

ต่อแรก คือ นำสิ่งของบริจาคไปส่งต่อโดยตรงแก่คนขาดแคลน ผู้ด้อยโอกาส ผู้ประสบสาธารณภัย รวมไปถึงคนในค่ายอพยพซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเริ่มแรกของโครงการ

ต่อที่สอง คือ คัดสิ่งของที่ไม่เหมาะกับการบริจาคมาเปิดขายระดมทุน เพื่อนำรายได้สนับสนุนโครงการทั้งหมดของมูลนิธิกระจกเงา ได้แก่ ศูนย์ข้อมูลคนหาย โครงการอาสามาเยี่ยม โครงการผู้ป่วยข้างถนน โครงการโรงพยาบาลมีสุข โครงการยุติธุรกิจเด็กขอทาน

เท่ากับว่าของที่เราส่งไปบริจาคให้กับพวกเขา ทำประโยชน์ได้อีกหลายต่อ สิ่งของที่คนมองว่าเหลือใช้กลับเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนมากมาย ทั้งยังแฝงด้วยกำลังใจและศรัทธาอันยิ่งใหญ่ขนาดที่เจ้าของไม่ได้คาดคิด

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

ต่อที่สาม สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือมีขยะเยอะมากแฝงมากับสิ่งของบริจาค สิ่งของจากการบริจาค 1 ครั้งอาจมีของใช้งานได้เพียง 40 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นขยะเกือบทั้งหมด ผู้บริจาคบางท่านอาจคิดว่า เมื่อบริจาคให้ไป ก็คือสิ้นสุดกระบวนการแล้ว แต่จริงๆ สิ่งของที่ว่าต้องผ่านกระบวนการอีกมากมาย

แต่ละวันจะมีขยะในรูปแบบของเหลือใช้ที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ พ่วงมากับของบริจาคจำนวน 20 ถุงดำต่อวัน เพื่อสุดท้ายสิ่งของเหล่านี้จะเป็นประโยชน์สูงสุดในอีกหลายทาง มูลนิธิกระจกเงาจึงได้ประสานงานกับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญต่างๆ เริ่มจากผ้าที่ใช้งานไม่ได้หรือผ้าที่นำไป Reuse ไม่ได้ จะส่งต่อให้ SCG เพื่อนำไปเป็นขยะเชื้อเพลิง RDF (Refuse Derived Fuel)

ขยะเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเป็นไม้ Particle หรือไม้ชานอ้อยเคลือบน้ำยา นำไปใช้ต่อได้ยากและผุกร่อนเร็วเมื่อโดนน้ำ ก็ส่งไปเป็นขยะเชื้อเพลิง ตอนนี้ขยะในโครงการเป็นของมีมูลค่า ซึ่งมูลนิธิกระจกเงาสามารถจัดการได้ดีถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และจะเดินทางต่อไปให้เข้าใกล้การเป็น Zero Waste ให้ได้มากที่สุด

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

นอกจากประโยชน์ 3 ต่อ โครงการนี้ ยังมีกำลังใจ ความหวัง และการขับเคลื่อนสังคมในแง่มุมอื่นติดไปกับของบริจาคอีกด้วย อย่างหลอดไฟหลอดหนึ่ง ถ้าเรามองว่าเป็นหลอดไฟมันก็เป็นแค่ของชิ้นหนึ่ง แต่ถ้านำไปติดที่โรงเรียนชนบทที่แสงสว่างไม่พอ พอติดแล้วไฟสว่างพร้อมใช้งาน เด็กๆ นั่งเรียนได้ การศึกษาเพื่ออนาคตของชาติก็ถูกพัฒนาไปพร้อมกัน ความหวังก็เกิดขึ้น

เราทุกคนมีส่วนในการขับเคลื่อนสังคมได้ ถ้าคุณมีสิ่งของที่ดูเหมือนไม่มีค่า จัดการไม่ได้ คิดไม่ออก อย่าปล่อยให้ทรัพยากรเหล่านั้นไร้ค่า ส่งไปให้โครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง ทรัพยากรเหล่านั้นก็จะสามารถไปสู่มือของคนอีกกลุ่มที่ขาดแคลนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้ายแล้วการแบ่งปันเพียงเล็กน้อยสร้างศรัทธาและกำลังใจยิ่งใหญ่ที่ไปไกลเกินกว่านั้น

01

เริ่มต้นจากชุดนักเรียนมือสอง

ช่วงสายของวันธรรมดา เราเดินมาเข้ามาในพื้นที่ 3 ไร่ของ Mirror Art ในซอยแจ้งวัฒนะ 1แยก 6 ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการแบ่งปันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงของมูลนิธิกระจกเงา

เท่าที่สังเกตจากทางเข้า เราเห็นรถขนส่งสิ่งของเข้ามาไม่ขาดสาย รวมถึงผู้คนหลายสิบเดินมุ่งตรงเข้าไปในโกดังเปิดโล่งขนาดใหญ่ ด้านในนั้นมีคนเดินขวักไขว่ถือตะกร้าเดินเข้าไปในส่วนที่กั้นด้วยตาข่ายเหล็กที่แบ่งพื้นที่อย่างเป็นสัดส่วน

“ตรงนี้เป็นพื้นที่คัดแยกสิ่งของบริจาค และส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ร้านค้าสำหรับธุรกิจเพื่อสังคมของเรา” สฤษดิ์อธิบายภาพตรงหน้าที่เรากำลังสนใจ ก่อนย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการที่หลายปีมานี้ คนในสังคมให้ความสนใจกันมากขึ้น

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

เริ่มจาก 15 ปีที่แล้ว กลุ่มศิลปวัฒนธรรมกระจกเงาเริ่มทำงานด้านปัญหาสัญชาติพี่น้องชนเผ่า และปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จึงได้พบปัญหาเพิ่มเติมในด้านการขาดแคลนชุดนักเรียนของเด็กๆ ชนเผ่า พวกเขาจึงเปิดรับบริจาคชุดนักเรียนมือสองผ่านระบบ Mailing List ในสมัยนั้น และได้การตอบรับอย่างดี มีผู้บริจาคชุดนักเรียนเข้ามาจำนวนมาก

แต่นอกเหนือจากชุดนักเรียนแล้ว ผู้บริจาคได้ส่งเสื้อผ้าทั่วไป และสิ่งของอื่นๆ ติดมาด้วย ทางกลุ่มจึงคิดแบบแผนการจัดการให้เกิดประโยชน์ ด้วยการนำไปขายในหมู่บ้านในพื้นที่เหล่านั้นในราคาชิ้นละ 1 บาท เพื่อนำเงินรายได้มอบให้กับผู้นำชุมชนหรือกรรมการหมู่บ้านไปใช้พัฒนาชุมชนของตนเอง

“ถามว่าทำไมเราต้องคิดราคาหนึ่งบาท เพราะต้องการให้คนในหมู่บ้านมีส่วนร่วมกับกิจกรรมนี้ โดยรายได้ที่ได้ก็มอบกลับไปให้เขาเพื่อใช้พัฒนาชุมชนของตัวเอง ซึ่งในสมัยนั้นมีการพัฒนาเส้นทางหรือสร้างแนวกันไฟ แต่ไม่นานนักโครงการนี้ต้องปิดตัวลง เพราะเรายังไม่มีการบริหารจัดการและวิธีรับมือกับสิ่งของบริจาคที่มีความหลากหลายมากเสียจนทำให้ระบบที่มีอยู่พัง จึงต้องหยุดเรื่องนี้ไว้ก่อน”

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

หลังจากจัดตั้งมูลนิธิกระจกเงาและตั้งสำนักงานในกรุงเทพฯ ควบคู่กับการทำงานในพื้นที่เชียงราย มูลนิธิฯ เริ่มเปิดรับบริจาคคอมพิวเตอร์และหนังสือ เพื่อมอบให้กับชุมชนที่ขาดแคลน ซึ่งมีผู้บริจาคจำนวนหนึ่งมอบเสื้อผ้าทั่วไปติดมาเช่นเคย จึงกลายเป็นที่มาของโครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง

“มีเสื้อผ้าเข้ามาจำนวนหนึ่งจนเราต้องมานั่งขบคิดกันว่ารอบนี้ต้องออกแบบกิจกรรมจริงจัง จึงตั้งเป็นโครงการเพื่อเปิดรับเสื้อผ้าและสิ่งของทั่วไป”

ในปีที่ 2 ของโครงการ มีผู้บริจาคเข้ามาเป็นจำนวนมาก รวมถึงเริ่มมีผู้บริจาคที่เป็นภาครัฐและภาคเอกชน ทำให้สิ่งของเพิ่มเป็นจำนวนมหาศาล จึงเกิดการวางเป้าหมายบริหารสิ่งของบริจาคให้ได้ประโยชน์ที่สุด

02

รับได้ทุกอย่าง

 “ตอนนี้เรารับทุกสิ่งทุกอย่าง ของที่อยู่ในบ้าน ของใช้ในชีวิตประจำวัน เรารับหมด” สฤษดิ์ยิ้มเมื่อเราถามว่าหลังจากระบบลงตัว ทางโครงการรับบริจาคอะไรบ้าง

เขาเล่าต่อว่า แต่ละปีมูลนิธิฯ จะจัดแคมเปญประชาสัมพันธ์ในชื่อเก๋เรียกความสนใจอย่าง ‘ของเก่าเราขอ’ ‘มหกรรมเคลียร์’ และ ‘แฟชั่นสัญจร’ เพื่อระดมสิ่งของบริจาคจากผู้สนใจ

ส่วนการเดินทางของสิ่งของบริจาคเข้ามา 3 ทาง คือ หนึ่ง ผู้บริจาคเดินทางมาด้วยตัวเอง สอง ผู้บริจาคขอให้นำรถออกไปรับ และสาม ผู้บริจาคส่งสิ่งของผ่านพาร์ตเนอร์ด้านระบบโลจิสติกส์ เช่น ไปรษณีย์ไทย Kerry NIM Express ที่มีการร่วมมือกันอำนวยความสะดวกให้ผู้บริจาค เช่นถ้าส่งมาที่มูลนิธิกระจกเงา มีส่วนลดค่าส่ง 50 เปอร์เซ็นต์ หรือบริการส่งฟรี 3 เดือน

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

เมื่อสิ่งของบริจาคมาถึงศูนย์รับบริจาค จะมีเจ้าหน้าที่แบ่งแยกสิ่งของออกเป็นแต่ละประเภทยิบย่อย เช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ชุดนักเรียน ของกิฟต์ช็อป ของใช้ทั่วไป เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ และวัสดุก่อสร้าง หลังจากนั้นสิ่งของที่คัดแยกแล้วจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่นำไปบริจาคและกลุ่มที่นำไประดมทุน ดังนั้นสิ่งของที่ได้รับบริจาคมานี้มีการบริหารจัดการเพื่อให้ได้ประโยชน์ 2 ต่อ

ต่อแรก คือ นำสิ่งของบริจาคไปส่งต่อโดยตรงแก่คนขาดแคลน ผู้ด้อยโอกาส ผู้ประสบสาธารณภัย รวมไปถึงคนในค่ายอพยพ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเริ่มแรกของโครงการ

ต่อที่สอง คือ คัดสิ่งของที่ไม่เหมาะกับการบริจาคมาเปิดขายระดมทุน เพื่อนำรายได้สนับสนุนโครงการทั้งหมดของมูลนิธิกระจกเงา ได้แก่ ศูนย์ข้อมูลคนหาย โครงการอาสามาเยี่ยม โครงการผู้ป่วยข้างถนน โครงการโรงพยาบาลมีสุข โครงการยุติธุรกิจเด็กขอทาน

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

“ของที่เรานำไปส่งต่อโดยตรงเราจะจัดไว้เลยคือ ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียนทุกอย่าง สื่อการเรียนการสอนทุกชนิด อาจมีเสื้อผ้าทั่วไปบ้าง ซึ่งเราจะจัดให้โรงเรียน ศูนย์ในชุมชน วัด หรือแม้กระทั่งองค์กรพัฒนาชุมชนในพื้นที่ แม้แต่หน่วยงานกู้ภัย ซึ่งน้ำท่วมขอนแก่นครั้งนี้ เราก็เอาของลงไปช่วยได้ทันที” สฤษดิ์อธิบายถึงเส้นทางของการจัดการสิ่งของบริจาค ที่ต้องคัดสรรให้ตรงกับความต้องการของผู้รับ

“ผู้รับมีสิทธิ์เลือกหนังสือหรือเสื้อผ้า สำหรับชุดนักเรียน เรากำลังพัฒนาถึงการแบ่งตามไซส์หรือโรงเรียนต้องการไซส์แบบนี้ ถ้ามีเราก็ส่งให้ เพื่อให้ได้ประโยชน์โดยตรง ไม่ต้องเอาของไปกอง เพราะของที่กองนั้นอาจสร้างประโยชน์หรือเป็นโอกาสของคนอื่นได้

“ระยะหลังเราส่งเฟอร์นิเจอร์ไปตามโรงเรียนเยอะมาก จนบางทีแปลกใจว่าไม่มีการจัดสรรงบประมาณด้านนี้ให้โรงเรียนหรือ การส่งของชิ้นใหญ่นับเป็นเรื่องหนักเอาการเหมือนกัน เพราะมีค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งและการใช้กำลังคนเยอะ แต่เรายินดีที่จะทำให้ เพราะเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้ช่วยจัดห้องเรียน หรือแม้แต่ห้องสมุดพร้อมใช้ให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนและประสบภัยพิบัติได้เยอะทีเดียว”

ต่อมาเมื่อเอ่ยถึงประเด็นการขายระดมทุน หลายคนคงสงสัยว่าทำไมต้องนำสิ่งของบริจาคมาขาย สฤษดิ์เข้าใจความรู้สึกและความกังวลของผู้บริจาคหลายคนเช่นกัน และเขาให้เหตุผลว่า

 “สิ่งของบริจาคบางรายการไม่เหมาะกับการบริจาค และเป็นสิ่งของที่คุณภาพค่อนข้างดี เช่นเสื้อผ้าหรือกระเป๋าบางอย่าง เราจึงนำมาเปิดระดมทุนในราคาถูก เพื่อนำรายได้มาสนับสนุนเพื่อนในแต่ละโครงการของมูลนิธิฯ ที่ทำงานร่วมกัน เพราะการเขียนขอทุนมีปัจจัยต่างหลายอย่างที่อาจทำให้งานล่าช้า เราต้องการความเร็วและความเป็นเอกภาพในการทำงาน”

03

เส้นทางการระดมทุน

การระดมทุนในที่นี้ไม่ใช่การนำไปขายทอดตลาดเพื่อหวังกำไรสูงสุดอย่างธุรกิจทั่วไป หากเป็นการจัดการในลักษณะของธุรกิจเพื่อสังคม โดยขายสินค้าประเภทเสื้อผ้าเป็นหลักในราคาเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของราคาจริง เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยมาเลือกซื้อเป็นสินค้ามือสอง และนำไปขายสร้างเป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองต่อไป

“เราเปิดกว้างให้คนมาซื้อโดยไม่มีการผูกขาด หรือสร้างเงื่อนไขให้คนมีกำลังซื้อเยอะมารับของไปทั้งหมด เพราะเราต้องการกระจายให้ทุกคนเข้าถึงทรัพยากรได้ ระยะแรกเหมือนจะมีการแย่งชิงกัน ต่อมาจึงพัฒนาเป็นระบบโควตา แต่ละวันคุณต้องมาลงทะเบียนซื้อเพื่อของได้หกตะกร้า คัดเลือกตามที่พอใจแล้วนำมาคิดเงิน ที่เหลือคนอื่นก็จะได้เลือกไป”

สฤษดิ์พาเราเดินดูห้องต่างๆ ในโกดังเก็บสิ่งของบริจาคที่มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากห้องแยกประเภทสิ่งของบริจาค ไปสู่ห้องคัดแยกเสื้อผ้าซึ่งเป็นของบริจาคหลักของที่นี่

ในห้องเล็กๆ ที่กั้นด้วยผืนพลาสติกใสหน้าประตูคล้ายโรงงาน มีอาสาสมัคร 5 – 6 คนคัดแยกประเภทเสื้อผ้าใส่ลังพลาสติกอย่างขยันขันแข็ง ต่อมาลังเสื้อผ้าเหล่านั้นจะถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ แยกชัดเจนว่าเป็นเสื้อผ้าสำหรับนำไปส่งต่อ หรือเสื้อผ้าที่จะนำไปเป็นสินค้าต่อไป 

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 9.30 – 12.00 น. จะมีผู้คนจำนวนหนึ่งเข้ามาเลือกซื้อเสื้อผ้าในพื้นที่ขาย ซึ่งเป็นโถงขนาดใหญ่ แบ่งสัดส่วนสินค้าอย่างชัดเจน เสื้อผ้าจะแบ่งตามราคา 10 – 20 – 30 บาท ทุกคนถือตะกร้าเข้าไปรื้อไปเลือกได้ตามใจ

ที่น่าทึ่งสำหรับเราคือ เสื้อผ้าเหล่านี้เปลี่ยนใหม่วันต่อวัน!

หลังเที่ยงวันเสื้อผ้าทั้งหมดจะถูกเก็บใส่กระสอบและขายเหมาในราคา 70 บาท เพราะนับเป็นสินค้าเหลือจากการเลือก ในวันต่อไปเสื้อผ้าล็อตใหม่ที่คัดสรรเรียบร้อยและเก็บไว้เป็นสต็อกแล้ว จะนำมาลงขายให้ผู้ซื้อมาเลือกกันได้ใหม่

“เป็นเสน่ห์ทางธุรกิจที่เรานำมาปรับใช้ ให้คนซื้อรู้สึกว่าได้ของใหม่ตลอดเวลา” สฤษดิ์ว่าอย่างนั้น

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

นอกเหนือจากกองเสื้อผ้าราคาย่อมเยาแล้วอีกด้านหนึ่งนั้นเป็นส่วนของร้านแบ่งปัน ที่คัดเสื้อผ้าคุณภาพระดับมีแบรนด์มาแขวนขายในราคาตัวละ 100 บาท รวมถึงสินค้าคุณภาพดีชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า รองเท้า กระเป๋าเดินทาง สินค้าสำหรับเด็ก

เราถามถึงประเด็นที่อาจมีคนกังวลว่า สินค้าเหล่านี้อาจไม่ได้กระจายไปถึงคนที่ลำบากจริงๆ หากมีผู้ขายเจ้าใหญ่แอบมาซื้อไปด้วย

“จริงๆ เป็นระบบที่อาจพึ่งพากันนิดหน่อยในวงการธุรกิจของมือสอง อาจต้องมี Supplier มาเป็นตัววิ่งบ้าง แล้วก็มีรายเล็กมาวิ่ง ถึงจะเกิดตลาดที่สมบูรณ์ได้” เขาอธิบายให้เข้าใจ

“ถ้าเราไปเจาะว่าให้แต่คนยากจนและลำบาก อาจทำให้ตลาดของเขาหดตัว เพราะพวกเขามีเงื่อนไขนิดหน่อยตรงที่เงินไม่เยอะ เวลาต้องเอาเงินมาซื้อของทำให้เงินจม ดังนั้นก็จะมีรายใหญ่หน่อยมาช่วยอีกที และพึ่งพากันในระบบนิเวศถึงจะไปต่อได้ แต่เราก็โฟกัสและมีการควบคุมอยู่”

04

ธุรกิจเพื่อคนจน

เมื่อดำเนินงานมาได้สักระยะ ทีมงานโครงการได้พบว่าคู่ค้าที่เข้ามาซื้อของเป็นประจำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ทำอาชีพเป็นแม่ค้าขายของมือสองตามตลาดนัดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล คนกลุ่มนี้มีปัญหาด้านความเป็นอยู่อื่นๆ ติดมาด้วย เช่นการมีหนี้สินจากการกู้นอกระบบ หรือปัญหาด้านเศรษฐกิจต่างๆ ดังนั้นการสร้างอาชีพที่มั่นคงให้พวกเขาจึงเป็นการแก้ปัญหาได้ทางหนึ่ง ทีมงานจึงมีการต่อยอดพัฒนา ‘ธุรกิจเพื่อคนจน’ โดยใช้ระบบสมาชิก

“เราจัดเป็นระบบสมาชิก โดยมีการสะสมยอดการซื้อ หรือถ้ามีคนที่ไม่ขายเลยแต่อยากลองดู เราก็เริ่มต้นโดยให้ของฟรีไปก่อน พอเขาตั้งต้นได้ก็กลับมาหา มาเป็นสมาชิกและซื้อของกับเราต่อไป ตอนนี้เรามีสมาชิกประมาณหนึ่งพันคนแล้ว ในแต่ละวันก็มีคนที่มาซื้อของกับเราประมาณสองร้อยคน”

ข้อได้เปรียบที่สมาชิกจะได้มากกว่าขาจรทั่วไปคือ ได้รับเงินปันผลที่จ่ายปีละ 2 ครั้ง พร้อมการดูแลเยียวยาปัญหาชีวิตจากมูลนิธิฯ โดยตรง

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

“สิ่งที่สมาชิกจะได้รับนอกจากการซื้อของได้ในราคาถูกมากเพื่อนำไปสร้างอาชีพให้ตัวเองได้ คือ หนึ่ง เขาจะได้รับการช่วยเหลือในกรณีที่ยากจนจริงๆ เช่น หากลูกเขาเจ็บป่วย พ่อแม่ไม่สบาย มีผู้ป่วยติดเตียง เราก็มีทรัพยากรบางอย่างที่ดูแลเขาได้ สองคือ ในทุกปีเราจะมีปันผลให้สองครั้ง ในหนึ่งปีคุณซื้อของเป็นยอดรวมเท่าไหร่ คุณมาเบิกคืนได้ห้าเปอร์เซ็นต์ เป็นเหมือนการออมหรือเป็นโบนัสให้ตัวเอง ซึ่งเงินส่วนนี้อาจนำไปแก้ไขในสภาวะที่ติดขัดได้ 

“สุดท้ายแล้วโครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลงออกแบบมาเพื่อแบ่งปันจริงๆ เราไม่ได้คิดเอาเงินปันผลห้าเปอร์เซ็นต์มาเป็นการเก็งกำไรทางการตลาด ขณะเดียวกันเราก็บริหารจัดการให้เป็นธุรกิจเพื่อสังคมได้ เมื่อเราอยู่ได้ก็นำเงินที่มีไปลงทุนช่วยเหลือคนได้จริง” เขาเล่าอย่างภูมิใจ

05

ขยะที่แฝงตัวมา

สิ่งที่เหนือความคาดคิดของเราคือ มีขยะเยอะมากแฝงมากับสิ่งของบริจาค สิ่งของจากการบริจาค 1 ครั้ง อาจมีของใช้งานได้เพียง 40 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นขยะเกือบทั้งหมด

“ผู้บริจาคบางท่านอาจไม่เข้าใจว่าของที่บริจาคควรดีแค่ไหน หรืออย่างไรนับเป็นขยะ และเขาอาจคิดว่าเมื่อให้มาคือสิ้นสุดกระบวนการแล้ว แต่ถ้าเห็นขั้นตอนที่เล่ามาคือมีการจัดการอีกเยอะมาก” สฤษดิ์เริ่มอธิบาย

“เมื่อโครงการใหญ่ขึ้น เราจึงต้องคิดเรื่องขยะต่อด้วย เริ่มจากเสื้อผ้า จะมีเสื้อผ้าที่ไม่สามารถใช้ได้จริง ขนาดจะเป็นผ้าขี้ริ้วยังลำบาก ซึ่งแต่ละวันจะมีของเหล่านี้พ่วงมาเสมอ เรารับมาเยอะจนคิดว่าเราเป็นภาระสังคมแล้ว เพราะเราผลิตขยะเยอะมากและจัดการไม่ได้จำนวนยี่สิบถุงดำต่อวัน ในขณะเดียวกันเราก็กำลังเป็นผู้ถูกกระทำด้วย”

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

ทีมงานต้องระดมความคิดเพื่อวางมาตรการจัดการขยะอย่างจริงจังและเร่งด่วน ในที่สุดก็หาทางแก้ปัญหาเปลี่ยนขยะให้มีมูลค่า และแปลงเป็นรายได้ ไปพร้อมกับการจัดการให้เข้าใกล้การเป็น Zero Waste ได้สำเร็จ

“จริงๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องของการรับผิดชอบต่อสังคมที่องค์กรต้องมีอยู่แล้ว เราให้เทศกิจมารับขยะไปได้ แต่ก็ต้องไปเป็นภาระกับทางเทศกิจที่ไปจัดการขยะที่โรงขยะอีก เราจึงคิดจัดการตั้งแต่ที่เราเอง เราได้ประสานงานกับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญต่างๆ เริ่มจากผ้าที่ใช้งานไม่ได้ที่เป็นผ้าผสม ซึ่งนำไป Reuse ไม่ได้ จะส่งต่อให้ SCG เพื่อนำไปเป็นขยะพลังงานทางเลือก เป็น RDF (Refuse Derived Fuel)”

“ต่อมาเป็นขยะเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเป็นไม้ Particle หรือไม้ชานอ้อยเคลือบน้ำยา พวกนี้นำไปใช้ต่อยากมากและผุกร่อนเร็วเมื่อโดนน้ำ เราก็ส่งไปเป็นขยะเชื้อเพลิง ส่วนพลาสติกทั้งหมด เราแยกเป็นชนิดและนำไปขายให้กับซาเล้งและโรงงานที่รับซื้อกลายเป็นรายได้เข้ามา ตอนนี้ขยะในโครงการเป็นของมีมูลค่า และเราจัดการได้ดีถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว และจะเดินทางต่อไปให้เข้าใกล้การเป็น Zero Waste ให้ได้มากที่สุด”

06

สร้างวัฒนธรรมการแบ่งปันร่วมกัน 

สังคมไทยเป็นสังคมที่ชื่นชมในเรื่องของการแบ่งปันและการให้ แต่ความท้าทายยิ่งใหญ่ก็คือ วัฒนธรรมของการบริจาคที่สั่งสมมาแต่เดิม

“ส่วนใหญ่เรายังติดวัฒนธรรมที่ว่า ของที่ให้เป็นของทำบุญ ควรจะไปถึงมือผู้รับโดยตรง ดังนั้นในช่วงแรกหลังจากที่เราสื่อสารข้อเท็จจริงว่า มีการนำของบริจาคไปขายระดมทุน จึงมีคำถามมากมายจากผู้บริจาค เพราะบางทีเขาไม่ได้รับข้อความจากเราโดยตรง ซึ่งเราต้องใช้ความพยายามสื่อสารสักสองปีกว่าจะเข้าใจกัน

“ที่ผ่านมาเราพยายามสร้างวัฒนธรรมการบริจาคให้เห็นภาพร่วมกันชัดเจน โดยการเล่าเรื่องการทำงาน เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส” สฤษดิ์เล่าถึงการแก้ไขปมปัญหาที่ต้องคลี่คลายให้ชัดเจน

แต่หลังจากปลุกปั้นและดูแลโครงการนี้มาเป็นเวลา 9 ปี เขาก็ได้เห็นการเติบโตของโครงการและกระแสสังคมที่ให้ความสำคัญกับการแบ่งปันมากขึ้น และมีโอกาสที่จะก้าวสู่การแบ่งปันกันในสังคมอย่างยั่งยืนได้

“เมื่อคนเปิดรับเทรนด์ด้าน CSR มากขึ้น เขาก็อยากช่วยเหลือสังคมมากขึ้น คนเริ่มฉุกคิดถึงว่าอะไรเป็นเงื่อนไขสำคัญ ให้เราเข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมในการพัฒนาทรัพยากรที่มีอยู่ เมื่อก่อนเราอาจรู้สึกว่าการจะมอบเสื้อผ้าให้คนที่ต้องการเป็นเรื่องยากมาก แต่วันนี้มันง่ายขึ้นเพราะมีเรามีวิธีการจัดการให้คุณได้

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

“วันนี้สิ่งของที่อยู่ในมือคนกลุ่มหนึ่งสามารถตกไปถึงมือของคนอีกกลุ่มที่ขาดแคลนได้จริง ทรัพยากรเหล่านี้ไหลไปถึงพวกเขา หากคุณมีทรัพยากรที่ดูเหมือนไม่มีค่า จัดการไม่ได้ คิดไม่ออก คุณแค่ส่งมาให้เรา เราจัดการต่อให้คุณได้

“ที่ผ่านมาเราดึงพาร์ตเนอร์ด้านต่างๆ มาร่วมงานกับเรา สร้างคุณค่าและนวัตกรรมร่วมกัน สร้างบรรยากาศแห่งการแบ่งปัน ใครมีจุดแข็งด้านไหนก็มาร่วมกัน บางบริษัทมีอุปกรณ์สำนักงาน โต๊ะ เก้าอี้ เขาก็นำมาให้ เราส่งต่อให้โรงเรียนได้ หรือแม้แต่สถาบันการศึกษาส่งนักศึกษามาฝึกงาน ส่งอาสาสมัครมาร่วมทำงานกับเราได้ มันมีช่องทางให้ทำภารกิจนี้ร่วมกันได้เยอะมาก”

สำหรับรายได้จากการขายระดมทุนในแต่ละปีนับว่าเป็นไปตามเป้าหมาย เพราะมีรายได้เพียงพอสำหรับการบริหารจัดการโครงการ และช่วยเหลือเพื่อนในโครงการให้ดำเนินงานอย่างราบรื่นและสำเร็จได้

“แต่เรามีเงินไม่เยอะนะครับ บางทีมีการตีความว่ากระจกเงาได้เงินเยอะเป็นร้อยล้าน ไม่จริงครับ” สฤษดิ์ยืนยัน

“เรามีเงินไม่เยอะ และเราไม่เก็บเงิน เพราะเราลงหมดกับงานและโครงการ ซึ่งแต่ละงานก็เป็นการแก้ไขปัญหาระดับชาติ แต่ทั้งนี้เราได้คำนึงถึงความคุ้มทุน และบริหารให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด โดยพยายามผลักดันให้งานไปสู่เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ หลายโครงการก็ประสบความสำเร็จแล้ว”

ในอนาคตเขาอยากให้โครงการนี้พัฒนาไปถึงการจัดเป็น Warehouse ที่ดูแลทรัพยากรสำหรับผู้ขาดแคลนรวมไปถึงให้องค์กรพัฒนาสังคมต่างๆ มาเลือกนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ผมวาดความสำเร็จของโครงการไว้ในมุมของการบริหารทรัพยากร โดยนำไปวางให้ถูกจุดถูกที่ ส่งต่อให้คนที่ขาดแคลนจริงๆ ได้ใช้ทั้งหมด นั่นถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว”

07

สิ่งของน้อยนิด กำลังใจมหาศาล

จากประสบการณ์ทำงานเพื่อสังคมที่ยาวนานกว่า 15 ปี สฤษดิ์รับรู้ปัญหามากมายที่ซ่อนอยู่ในสังคมไทย ความขาดแคลนเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงไม่ใช่ภาพที่หน่วยงาน NGO สร้างขึ้นมา

จะเชื่อไหมว่า โรงเรียนในจังหวัดปทุมธานีที่นับเป็นปริมณฑลของเมืองหลวง ยังมีความขาดแคลนชนิดเดียวกับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ

“ผมไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะเจอสภาพโรงเรียนอย่างนี้ ป้ายโรงเรียนก็ล้มพิงกำแพงมานานแล้วแต่ไม่มีงบซ่อมแซม”สฤษดิ์เล่าด้วยสีหน้าครุ่นคิด 

“ในโรงเรียนมี ผอ. ผู้หญิงและครูผู้หญิงทั้งหมดเพียงไม่กี่คน เรานำสิ่งของที่เขาขาดไปมอบให้ พาอาสาสมัครร้อยกว่าคนไปเซ็ตอัพโรงเรียนให้ใหม่ ให้นักเรียนได้ใช้ประโยชน์ แต่สิ่งที่มากกว่านั้นคือจิตใจ คุณครูที่รู้สึกหมดกำลังใจก็มีพลัง มีแรงใจขึ้นมาทำงานที่เขาต่อสู้มาตลอดได้”

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

สุดท้ายแล้วการแบ่งปันเพียงเล็กน้อยสร้างศรัทธา กำลังใจอย่างยิ่งใหญ่ และการหมุนเวียนทรัพยากร อันเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 12 Responsible Consumption and Production ซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าที่ใครหลายคนคาดคิด

“นอกจากการแบ่งปันสิ่งของแล้ว มันมีกำลังใจและความหวังติดไปกับของด้วย หลอดไฟหลอดหนึ่ง ถ้าเรามองว่าเป็นหลอดไฟก็จบ แต่ถ้านำไปติดที่โรงเรียนที่แสงสว่างไม่พอ พอติดแล้วไฟสว่างพร้อมใช้งาน เด็กนั่งเรียนได้ ความหวังก็เกิดขึ้น คุณครูก็รู้สึกดี ตรงนี้ผมว่ามันยอดเยี่ยมมาก”

“เพราะการให้ของคุณมันไปได้ไกลกว่าที่คิด มันไปถึงแก่น ไปสู่จิตใจของผู้รับ ไม่ได้อยู่แค่ปัจจัยทางกายที่เขาได้รับ การให้ของเราเป็นการให้โดยที่เขาไม่ต้องมากราบไหว้ เราให้ในฐานะที่เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีสิทธิ์พึงจะได้รับ เรามอบความปรารถนาดีและศรัทธาให้เขา เขาก็ให้ความรู้สึกดีตอบกลับมา พอภาพของคนสองฝั่งมาเจอกัน ผมว่าอย่างนี้ทุกอย่างจบ”

สำหรับสฤษดิ์ ในฐานะคนทำงานด้านสังคมมานาน นับเป็นฟันเฟืองสำคัญหนึ่งในการสร้างบรรยากาศการแบ่งปัน ที่ผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในสังคมของเราให้เกิดขึ้น

“ผมภูมิใจที่เป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ที่เอาไปต่อเป็นภาพใหญ่ และพยายามสร้างแนวคิดร่วมกับภาพนั้นให้เป็นฝันที่เกิดขึ้นจริงได้ นั่นคือ ภาพของสังคมที่มีการช่วยเหลือและแบ่งปันกันอย่างแท้จริง ซึ่งนับเป็นความสำเร็จที่สุดของโครงการและตัวผมเอง”

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load