15 กันยายน 2560
27 K
The Cloud X Maru

ไม่รู้ว่าคุณเป็นเหมือนฉันหรือเปล่า นอกจากชอบซื้อหนังสือใหม่สม่ำเสมอ ฉันยังชอบสะสมหนังสือ จนตอนนี้หนังสือบางเล่มที่มีเก่ากรอบชำรุด แม้กระทั่งการติดสก็อตเทปก็ช่วยอะไรไม่ได้

ที่จริง ทางออกดีที่สุดอาจเป็นการบริจาคแล้วซื้อเล่มใหม่ แต่หนังสือหลายเล่มเต็มเปี่ยมด้วยความทรงจำ ตั้งแต่มหากาพย์แฟนตาซีเล่มหนาที่ทำให้เห็นภาพตัวเองวัยประถมใช้เวลาวันหยุดเก็บตัวอ่านหนังสือ จนถึงวรรณกรรมภาษาอังกฤษเวอร์ชันร่นย่อที่ทำให้คิดถึงตัวเองสมัยเริ่มเรียนอังกฤษ

เพราะผูกพันจนตัดใจไม่ลงแบบนี้ ฉันเลยมองหาวิธีอื่น จนได้มาเจอว่าที่จริงเราซ่อมหนังสือที่รักได้เอง ศาสตร์การซ่อมหนังสือยุคนี้แพร่หลายทั่วโลก ทำได้ไม่ยากเกินกำลัง และไม่ได้จำกัดอยู่แค่หนังสือเก่าแก่นับร้อยปี  

ซ่อมหนังสือ

นับเป็นกิจกรรมน่านั่งทำที่บ้านในวันหยุดอย่างยิ่ง

พื้นฐานที่คุณต้องมีก่อนลงมือซ่อมหนังสือคือการเข้าเล่ม (เย็บแม็กรายงานก็เป็นการเข้าเล่มแบบหนึ่ง) นอกนั้นก็คือทักษะพื้นฐาน เช่น ตัด เย็บ และเจาะรู ซึ่งเรามีติดตัวกันอยู่แล้ว เมื่อทักษะพร้อม อุปกรณ์พร้อม เราก็กลายเป็นคุณหมอที่ช่วยรักษาเพื่อนรักได้เอง ตั้งแต่หน้ากระดาษขาดจนถึงเนื้อในหลุดออกจากกัน ถ้ารู้วิธี ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เป็นอันเสร็จ

ซ่อมหนังสือ ซ่อมหนังสือ

ส่วนจะรู้ได้ยังไงว่าซ่อมแล้วโอเคมั้ย กุ๊ก-ภัทรพล ฉัตรชลาวิไล กูรูนักซ่อมหนังสือแห่งร้านรับซ่อมหนังสือ Book Clinic เคยบอกฉันถึงหัวใจของกิจกรรมนี้

“หัวใจของการซ่อมหนังสือคือการทำให้มันกลับไปสภาพเดิม เหมือนกับการอนุรักษ์สิ่งอื่นๆ อีกสิ่งที่สำคัญคือ ถ้าเอาอะไรใส่เข้าไป ต้องเอาออกมาได้ เผื่อวันหนึ่งมีเทคโนโลยีการซ่อมแบบใหม่ที่ดีกว่าจะได้รื้อออกได้” กุ๊กบอกไว้อย่างนั้น

นอกจากได้เพื่อนเก่าที่ผูกพันกลับคืนมา กุ๊กยังบอกไว้ด้วยว่า ถ้าทำไปเรื่อยๆ การซ่อมหนังสือนี่แหละอาจจะกลายเป็นงานอดิเรกชนิดใหม่

“บนโลกนี้มีหนังสือที่พังเยอะมาก ถ้าคุณชอบซ่อมหนังสือ คุณจะมีงานอดิเรกที่ทำไปได้เรื่อยๆ ไม่มีวันหมด แล้วพี่ชอบอยู่บ้านด้วย ไม่ชอบออกไปเจอคน ก็อยู่บ้าน เปิดเพลงฟังไปซ่อมหนังสือไป”

ซ่อมหนังสือ ซ่อมหนังสือ

แน่นอนว่าฉันเห็นด้วยเต็มที่ เพราะตัวเองก็ไม่ชอบเจอคนเยอะๆ เหมือนกัน วันหยุดสุดสัปดาห์ที่ได้ซ่อมหนังสืออยู่บ้านเงียบๆ จึงช่วยชาร์จแบตให้กับร่างกายและจิตใจได้ดี ที่สำคัญ เวลาที่เลือกหนังสือเก่ามาซ่อม หนังสือใหม่ๆ ก็จะได้มีที่อยู่ชั่วคราว ผลักเรื่องปวดหัวไปได้หนึ่งเรื่องจนกว่าฉันจะซ่อมหนังสือเสร็จทั้งหมด หรือจนกว่าฉันจะเก็บตังค์ซื้อชั้นที่ใหญ่กว่าเดิมได้ (ฮา)

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณพบว่ามีเพื่อนรักนอนป่วยอยู่เต็มชั้น ขอแนะนำให้ลองใช้วันหยุดนั่งลงทำให้พวกเขากลับมาแข็งแรงสดใสนะ

อุปกรณ์

(อาจไม่ใช้ทั้งหมดนี้ ขึ้นอยู่กับอาการชำรุด)

ซ่อมหนังสือ

  1. หนังสือที่ชำรุด
  2. กรรไกร
  3. คัตเตอร์หรือมีด
  4. ฟุตเหล็ก
  5. แผ่นรองตัด
  6. กาวชนิดใดก็ได้ (ปัจจัยสำคัญอยู่ที่การกะปริมาณกาวให้พอเหมาะกับอาการชำรุด)
  7. ตะเกียบ แท่งเหล็ก หรือแท่งไม้ ต้องยาวกว่าความยาวหนังสือ
  8. อุปกรณ์เจาะรูหรือสว่านขนาดเล็ก
  9. กระดาษสาสีขาวขนาด 8 แกรม ถ้าไม่มีใช้กระดาษสีขาวเนื้อบางแทนได้  เช่น กระดาษรองขนม
  10. ที่ทับกระดาษ
  11. กระดาษทราย
  12. bone folder สำหรับรีดกาวส่วนเกิน หรือไม้บรรทัด
  13. ค้อน
  14. แผ่นพลาสติกหนาสำหรับรองกาว
  15. พู่กันสำหรับทากาว
  16. เข็มและด้าย

วิธีทำ

การต่อกระดาษที่ขาด

1. ต่อชิ้นส่วนกระดาษที่ขาดเข้าด้วยกันเหมือนต่อจิ๊กซอว์ (ถ้ารอยฉีกอยู่ด้านที่ติดกับสันหนังสือ ให้ดึงหน้ากระดาษนั้นออกมา เมื่อเสร็จค่อยประกอบกลับเข้าไป)

ซ่อมหนังสือ

2. ฉีกกระดาษขาวบางเป็นเส้นยาวขนาดตามรอยขาด แล้ววางบนรอยต่อเพื่อดามแผล

3. วางแผ่นพลาสติกรองด้านล่าง ทากาวบางๆ ระวังอย่าทาหนาเกินความจำเป็น เพราะจะทำให้แห้งช้า

ซ่อมหนังสือ

4. ใช้กระดาษสาดามแผลทั้งสองด้านเพื่อความแข็งแรง

5. รอให้แห้ง แล้วใช้กรรไกรตัดเล็มกระดาษสาส่วนที่เกินออกมาจากหน้ากระดาษเดิม

6. กรณีต้องดึงหน้ากระดาษออกมา ให้ทากาวบริเวณหน้าตัดของขอบกระดาษ เสียบกลับเข้าไปในเล่ม แล้วใช้ฟุตเหล็ดตบบริเวณสันทั้งด้านบน ด้านข้าง และด้านล่าง เพื่อให้กระดาษเข้าที่และไม่ล้นออกมา *หมายเหตุ วิธีนี้ใช้ได้กับการประกอบแผ่นเดียวเท่านั้น ถ้าประกอบหลายแผ่นต้องดึงออกมาทั้งเล่มแล้วค่อยประกอบกลับเข้าไปใหม่ > ดูหัวข้อ การติดหน้าปก

ซ่อมหนังสือ

การเย็บเล่ม

1. เคาะปึกกระดาษให้สันเท่ากันทุกด้าน แล้วใช้คลิปหนีบกระดาษขนาดใหญ่ช่วยหนีบให้เข้าที่ เทคนิคคือเคาะแล้วหนีบกระดาษด้านเดียวก่อน เคาะอีกครั้งแล้วหนีบกระดาษอีกด้าน จากนั้นถอดที่หนีบกระดาษด้านแรกออก เคาะแล้วหนีบใหม่อีกครั้ง การทำเช่นนี้จะช่วยให้เคาะได้เนี้ยบกริบ

ซ่อมหนังสือ

2. มาร์กจุดที่จะเจาะกระดาษ วัดจากสันด้านในเข้ามาประมาณ 3 มิลลิเมตร แล้วตีเส้นเพื่อเป็นไกด์ไลน์ มาร์กจุดแรกตรงกึ่งกลางเส้น ส่วนจุดที่สองและสามให้วัดประมาณ 1 นิ้วจากขอบด้านบนและด้านล่าง

ซ่อมหนังสือ

3. เจาะรูตามที่มาร์กไว้ด้วยอุปกรณ์เจาะรู (หาซื้อได้ตามร้านทุกอย่าง 60 บาท) หรือหากหนังสือหนามาก ให้ใช้สว่านขนาดเล็กเจาะเอาจะง่ายกว่า

ซ่อมหนังสือ

4. ฝนเข็ม หากใช้ด้ายสำหรับเย็บผ้าทั่วไป ให้ใช้อย่างน้อย 4 เส้นเพื่อความแข็งแรง  

5. เย็บเล่มโดยเริ่มจากการร้อยด้ายผ่านรูตรงกลาง ผูกปมตายหนึ่งครั้ง จากนั้นร้อยไปที่รูด้านบน ร้อยกลับมารูกลาง แล้วร้อยไปที่รูด้านล่าง ร้อยกลับมารูกลางเพื่อผูกปมตาย เสร็จแล้วถอดที่หนีบกระดาษออกได้ โดยเทคนิคที่ช่วยให้เย็บได้แน่นหนาขึ้นคือ ก่อนผูกปมตายครั้งสุดท้ายให้ใช้ค้อนทุบกระดาษลงไป เพราะเวลาร้อยด้ายผ่านรูกระดาษจะเคลื่อนตัว ทำให้มีช่องว่างระหว่างแผ่นกระดาษ เมื่อใช้ค้อนทุบลงไปกระดาษก็จะกลับไปแนบชิดกันเหมือนเดิม

ซ่อมหนังสือ

การประกอบหน้าปก

1. กำหนดรอยพับของปก โดยวางฟุตเหล็กนำทางแล้วใช้สันคัตเตอร์กรีดเบาๆ ต้องระวังเป็นพิเศษหากกระดาษปกบาง หากมีการเย็บเล่ม รอยพับต้องใหญ่พอปิดรอยเย็บอย่างมิดชิด  

ซ่อมหนังสือ ซ่อมหนังสือ

2. ขูดกาวเก่าออกจากสันหนังสือด้วยคัตเตอร์หรือมีด หรือใช้น้ำมันรอนสันเช็ดออกก็ได้ การกำจัดกาวเก่าออกจะช่วยสร้างพื้นที่ในการยึดติดให้กับกาวใหม่ ทำให้กาวทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

3. ทากาวลงบนสันหนังสือ ระวังอย่าทาเยิ้มเกินไป จากนั้นประกอบเข้ากับหน้าปก

ซ่อมหนังสือ ซ่อมหนังสือ

4. ใช้ตะเกียบ 1 คู่ดามบริเวณสันหนังสือทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มัดตะเกียบเข้าด้วยกันด้วยหนังยาง ขั้นตอนนี้จะช่วยให้ปกแนบสนิทกับสันมากขึ้น

ซ่อมหนังสือ

5. สอดแผ่นพลาสติกเข้าไปรองหน้าปกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อในเปื้อนกาวส่วนเกิน

ซ่อมหนังสือ : ลงมือชุบชีวิตหนังสือเล่มโปรด ให้เพื่อนรักอยู่กับเราไปได้อีกนาน

6. ใช้ bone folder รีดบริเวณสันหนังสือเพื่อไล่กาวส่วนเกิน ใช้ผ้าขี้ริ้วเช็ดกาวออก ถ้าไม่มี bone folder ให้ใช้ไม้บรรทัดรีดแทนได้

ซ่อมหนังสือ

7. ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง 2 – 3 ชั่วโมง เมื่อแห้งแล้วถอดตะเกียบและดึงแผ่นพลาสติกออกได้

นอกจากอยู่บ้านนอนอ่านหนังสือ หนอนหนังสือยังมีอีกกิจกรรมที่นั่งทำเองที่บ้านได้ นั่นคือลงมือซ่อมหนังสือเล่มโปรดให้กลับมีชีวิตเหมือนใหม่ กิจกรรมนี้ไม่ใช่แค่ทำให้เราไม่ต้องทิ้งหนังสือเล่มโปรดที่ผูกพัน แต่ยังอาจกลายเป็นงานอดิเรกแสนเพลิน หรือถ้ามีคนใกล้ชิดรักหนังสือเหมือนกัน จะมาซ่อมด้วยกันก็รื่นรมย์ไม่น้อย การซ่อมหนังสือจึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมอยู่บ้านที่เราอยากแนะนำ สำหรับชาวคอนโด ตอนนี้มีคอนโดที่ใส่ใจวิถีชีวิตแตกต่างกันของผู้อยู่อาศัย ด้วยการเพิ่มพื้นส่วนกลางหรือ Co-Creation Space ให้ทำกิจกรรมร่วมกันได้ คอนโดที่ว่าคือ MARU (มารุ) โครงการใหม่ล่าสุดของบริษัทเมเจอร์ ดีเวลลอปเมนต์ ที่มีพื้นที่ส่วนกลางกว้างขวางและตอบโจทย์หลากหลาย เช่น พื้นที่ห้อง Quiet Room ของโครงการ Maru Ekkamai ห้องสำหรับอ่านหนังสือหรือทำกิจกรรมใต้บรรยากาศเงียบสงบ ที่บอกเลยว่าน่าเข้าไปนั่งซ่อมหนังสือที่สุด

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

  1. อุปกรณ์ส่วนใหญ่หาซื้อได้ที่ศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ อย่าง ‘bone folder’ ที่เป็นอุปกรณ์สำหรับนักซ่อมหนังสือโดยเฉพาะที่นี่ก็มีขาย
  2. ไม่จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์ใหม่ทุกอย่าง แต่ประยุกต์จากอุปกรณ์ที่เรามีอยู่ในบ้านได้ อย่างกระดาษสาที่ใช้กระดาษเนื้อบางอื่นๆ ทดแทน
  3. การซ่อมหนังสือไม่ใช่ศาสตร์ตายตัว เราพลิกแพลงเทคนิคและทดลองซ่อมด้วยวิธีใหม่ๆ ได้

Writer

กันต์กนิษฐ์ มิตรภักดี

อดีตกองบรรณาธิการนิตยสารรายปักษ์ เพิ่งผันตัวมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ กำลังเรียนรู้ที่จะบาลานซ์ระหว่างสิ่งที่ต้องทำและสิ่งที่อยากทำ รักทุกอย่างที่เป็นรสหรือกลิ่นลูกพีช

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Staycation

กิจกรรมคัดสรรสำหรับการอยู่บ้านวันหยุด

สืบเนื่องมาจากปฏิบัติการ Food Swap ที่เราชวนกันทำอาหารมาแลกเปลี่ยนกันตามธีมที่กำหนด ซึ่งเล่าให้ฟังไว้ครั้งก่อน สัปดาห์นี้เราจะทำอาหารภายใต้ธีม ‘อาหารครั้งแรก’ กัน อาหารที่ทุกคนไม่เคยทำมาก่อน และจะเป็นครั้งแรกที่ทำให้เพื่อนทาน เป็นธีมสนุกที่ท้าทายมาก และเราก็พบคำตอบของเราใต้ต้นไม้ลูกหอมฟุ้งในสวน เราจะทำขนมครั้งแรกจาก ‘ลูกจัน’

เวลาเห็นลูกจัน-ลูกอิน ร่วงหล่นอยู่ใต้ต้นในช่วงฤดูฝน เรามักคิดว่าจะเอาลูกอิน ลูกจัน พวกนี้มาทำขนมอะไรดี คิดไว้หลายอย่าง แต่ก็ยังไม่ได้เริ่มทำสักเมนู ได้แต่ฝากความคิดนี้ไว้ใต้ต้นจันในทุกๆ ปี เมื่อเพื่อนๆ เสนอธีมนี้ขึ้นมา เราจึงได้รื้อฟื้นความคิดเรื่องขนมจากลูกไม้สีเหลืองนวลกลิ่นหอมนี้ขึ้นมาอีกครั้ง

เก็บลูกจันหล่นไม่ไกลต้นในฤดูฝน มาทำบัวลอยหอมอุ่นกินกัน

ต้นจัน (Gold Apple) เป็นต้นไม้โตช้าที่ใช้เวลาหลายปีกว่าจะเริ่มออกผล ในต้นเดียวกันจะออกลูกเป็นลูกอินและลูกจัน เราเรียกลูกแบนๆ มีรอยบุ๋มตรงกลางว่าลูกจัน ลูกอินเป็นลูกกลมแป้นมีเมล็ดอยู่ข้างใน สำหรับนำไปเพาะเป็นต้นต่อไป เหตุผลที่ทำให้ต้นไม้ต้นนี้ออกลูกมาเป็นเช่นนี้และมีชื่อเรียกผลต่างกัน เพราะต้นจันมีดอกแยกเพศในต้นเดียวกัน ผลที่เกิดจากดอกตัวเมียที่ได้ผสมกับเกสรดอกตัวผู้จะเป็นผลกลม เรียกว่าลูกอิน ส่วนลูกจันที่ไม่ได้รับการผสมเกสรจะเป็นลูกแบนและไม่มีเมล็ด

พอพูดถึงลูกจัน ทุกคนจะคิดถึงกลิ่นหอมฉุน บางคนก็ชอบดม และบอกว่ามันหอมชื่นใจ แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่ามันหอมเกินไปจนเวียนหัว เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงเลือกใช้ลูกจันจำนวนไม่มาก ให้พอขนมของเรามีกลิ่นบางๆ ไม่ฉุนจนเกินไป เราใส่เนื้อมะพร้าวอ่อนลงไปด้วยเพื่อเพิ่มเสน่ห์ ของบัวลอยลูกจัน และให้คนทานสนุกมากขึ้น

ส่วนผสมบัวลอยลูกจัน

เก็บลูกจันหล่นไม่ไกลต้นในฤดูฝน มาทำบัวลอยหอมอุ่นกินกัน
  1. แป้งข้าวเหนียว 250 กรัม
  2. ลูกจัน 10 ลูก หรือพอให้ได้กลิ่นหอม
  3. น้ำเปล่า สำหรับนวดแป้งข้าวเหนียวให้นุ่ม
  4. แป้งมัน สำหรับโรยเป็นแป้งนวล
  5. น้ำตาลมะพร้าว 250 กรัม
  6. เกลือ 1 ช้อนชา
  7. กะทิคั้นจากมะพร้าวขูด 1 กิโลกรัม
  8. มะพร้าวอ่อน เนื้อสองชั้น 3 ลูก

วิธีทำ

เก็บลูกจันหล่นไม่ไกลต้นในฤดูฝน มาทำบัวลอยหอมอุ่นกินกัน

1. เตรียมแป้งบัวลอย นำลูกจันมาผ่าเป็น 4 ส่วน

เก็บลูกจันหล่นไม่ไกลต้นในฤดูฝน มาทำบัวลอยหอมอุ่นกินกัน

2. ลอกเปลือกออก 

เก็บลูกจันหล่นไม่ไกลต้นในฤดูฝน มาทำบัวลอยหอมอุ่นกินกัน

3. นำเนื้อลูกจันมายีผ่านกระชอนตาถี่ เพื่อให้ได้เนื้อลูกจันเนียน

เก็บลูกจันหล่นไม่ไกลต้นในฤดูฝน มาทำบัวลอยหอมอุ่นกินกัน

4. นำเนื้อลูกจันที่ยีไว้ใส่ลงไปในแป้ง ค่อยๆ เติมน้ำ อย่าเติมครั้งเดียว

เก็บลูกจันหล่นไม่ไกลต้นในฤดูฝน มาทำบัวลอยหอมอุ่นกินกัน

5. นวดแป้งให้เนียนและนุ่ม สังเกตว่าแป้งจะไม่ติดมือ

เก็บลูกจันหล่นไม่ไกลต้นในฤดูฝน มาทำบัวลอยหอมอุ่นกินกัน

6. เตรียมปั้นบัวลอย โรยแป้งมันบางๆ ให้ทั่วถาดและบนมือทั้งสองข้าง

เก็บลูกจันหล่นไม่ไกลต้นในฤดูฝน มาทำบัวลอยหอมอุ่นกินกัน

7. ปั้นแป้งให้เป็นเม็ดกลมๆ ขนาดไม่ใหญ่มาก

เก็บลูกจันหล่นไม่ไกลต้นในฤดูฝน มาทำบัวลอยหอมอุ่นกินกัน

8. นำเม็ดบัวลอยต้มในน้ำเดือด 

สอนวิธีทำบัวลอยน้ำกะทิจากลูกจัน และปรับใช้ได้กับพืชผลเนื้อแน่น

9. พอบัวลอยลอยให้ตักขึ้นมาแช่น้ำไว้

สอนวิธีทำบัวลอยน้ำกะทิจากลูกจัน และปรับใช้ได้กับพืชผลเนื้อแน่น

10. เตรียมน้ำกะทิบัวลอย ผสมน้ำกะทิ น้ำตาลมะพร้าว เกลือ ให้เข้ากันในกระทะทองเหลืองหรือหม้อในครัวที่มี

สอนวิธีทำบัวลอยน้ำกะทิจากลูกจัน และปรับใช้ได้กับพืชผลเนื้อแน่น

11. ตั้งไฟกลาง คอยคนไม่ให้กะทิแตกมัน

สอนวิธีทำบัวลอยน้ำกะทิจากลูกจัน และปรับใช้ได้กับพืชผลเนื้อแน่น

12. ใส่เมล็ดบัวลอยที่ต้มไว้ และมะพร้าวอ่อนที่เตรียมไว้

13. ตั้งไฟให้กะทิเดือด แต่ต้องคอยคนอยู่ตลอดเวลา

สอนวิธีทำบัวลอยน้ำกะทิจากลูกจัน และปรับใช้ได้กับพืชผลเนื้อแน่น

14. ยกลงจากเตา และคนกะทิต่ออีกสักพัก

สอนวิธีทำบัวลอยน้ำกะทิจากลูกจัน และปรับใช้ได้กับพืชผลเนื้อแน่น

 Tips 

  1. ความหวานของน้ำกะทิบัวลอยสามารถปรับตามความชอบได้
  2. เลือกใช้แป้งข้าวเหนียวอินทรีย์
  3. สำหรับคนที่ไม่รู้จักลูกจัน ไม่มีลูกจันอยู่ในสวน หาลูกจันที่ไหนไม่ได้ ลองคิดดูว่าเราจะใส่อะไรแทนได้ บัวลอยเผือกก็อร่อยไม่น้อย บัวลอยฟักทองก็สีสวยมาก มันม่วง อัญชัน ใบเตย ลูกพุด บีทรูท และอื่นอื่นอีกมากมาย หรือจะลองทุเรียนดูก็น่าจะไม่แย่ หรืออาจจะออกมาอร่อยมาก ทั้งนี้เม็ดบัวลอยเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งของขนมถ้วยอร่อย น้ำกะทิ น้ำตาล เกลือ แป้งที่เลือกใช้ล้วนมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน
  4. ปั้นเม็ดบัวลอยให้เท่าๆ กัน จะเพิ่มความน่าทานของขนมนะคะ

Writer

ศิริลักษณ์ ริ้วบำรุง

จบคณะโบราณคดี ศิลปากร เริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็นครู และ เลือกเป็นครูของลูกด้วยการทำบ้านเรียน ปัจจุบันก็ยังเลือกเป็นครูพาเด็กๆเก็บผัก เก็บดอกไม้ใบไม้ มาทำขนม ทำงานศิลปะ

Photographer

นภัทร ธนเศรษฐเดชา

มือใหม่หัดถ่ายที่สนใจเรียนรู้โลกผ่านเรื่องราวของอาหารและการกิน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load