15 กันยายน 2560
25 K
The Cloud X Maru

ไม่รู้ว่าคุณเป็นเหมือนฉันหรือเปล่า นอกจากชอบซื้อหนังสือใหม่สม่ำเสมอ ฉันยังชอบสะสมหนังสือ จนตอนนี้หนังสือบางเล่มที่มีเก่ากรอบชำรุด แม้กระทั่งการติดสก็อตเทปก็ช่วยอะไรไม่ได้

ที่จริง ทางออกดีที่สุดอาจเป็นการบริจาคแล้วซื้อเล่มใหม่ แต่หนังสือหลายเล่มเต็มเปี่ยมด้วยความทรงจำ ตั้งแต่มหากาพย์แฟนตาซีเล่มหนาที่ทำให้เห็นภาพตัวเองวัยประถมใช้เวลาวันหยุดเก็บตัวอ่านหนังสือ จนถึงวรรณกรรมภาษาอังกฤษเวอร์ชันร่นย่อที่ทำให้คิดถึงตัวเองสมัยเริ่มเรียนอังกฤษ

เพราะผูกพันจนตัดใจไม่ลงแบบนี้ ฉันเลยมองหาวิธีอื่น จนได้มาเจอว่าที่จริงเราซ่อมหนังสือที่รักได้เอง ศาสตร์การซ่อมหนังสือยุคนี้แพร่หลายทั่วโลก ทำได้ไม่ยากเกินกำลัง และไม่ได้จำกัดอยู่แค่หนังสือเก่าแก่นับร้อยปี  

ซ่อมหนังสือ

นับเป็นกิจกรรมน่านั่งทำที่บ้านในวันหยุดอย่างยิ่ง

พื้นฐานที่คุณต้องมีก่อนลงมือซ่อมหนังสือคือการเข้าเล่ม (เย็บแม็กรายงานก็เป็นการเข้าเล่มแบบหนึ่ง) นอกนั้นก็คือทักษะพื้นฐาน เช่น ตัด เย็บ และเจาะรู ซึ่งเรามีติดตัวกันอยู่แล้ว เมื่อทักษะพร้อม อุปกรณ์พร้อม เราก็กลายเป็นคุณหมอที่ช่วยรักษาเพื่อนรักได้เอง ตั้งแต่หน้ากระดาษขาดจนถึงเนื้อในหลุดออกจากกัน ถ้ารู้วิธี ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เป็นอันเสร็จ

ซ่อมหนังสือ ซ่อมหนังสือ

ส่วนจะรู้ได้ยังไงว่าซ่อมแล้วโอเคมั้ย กุ๊ก-ภัทรพล ฉัตรชลาวิไล กูรูนักซ่อมหนังสือแห่งร้านรับซ่อมหนังสือ Book Clinic เคยบอกฉันถึงหัวใจของกิจกรรมนี้

“หัวใจของการซ่อมหนังสือคือการทำให้มันกลับไปสภาพเดิม เหมือนกับการอนุรักษ์สิ่งอื่นๆ อีกสิ่งที่สำคัญคือ ถ้าเอาอะไรใส่เข้าไป ต้องเอาออกมาได้ เผื่อวันหนึ่งมีเทคโนโลยีการซ่อมแบบใหม่ที่ดีกว่าจะได้รื้อออกได้” กุ๊กบอกไว้อย่างนั้น

นอกจากได้เพื่อนเก่าที่ผูกพันกลับคืนมา กุ๊กยังบอกไว้ด้วยว่า ถ้าทำไปเรื่อยๆ การซ่อมหนังสือนี่แหละอาจจะกลายเป็นงานอดิเรกชนิดใหม่

“บนโลกนี้มีหนังสือที่พังเยอะมาก ถ้าคุณชอบซ่อมหนังสือ คุณจะมีงานอดิเรกที่ทำไปได้เรื่อยๆ ไม่มีวันหมด แล้วพี่ชอบอยู่บ้านด้วย ไม่ชอบออกไปเจอคน ก็อยู่บ้าน เปิดเพลงฟังไปซ่อมหนังสือไป”

ซ่อมหนังสือ ซ่อมหนังสือ

แน่นอนว่าฉันเห็นด้วยเต็มที่ เพราะตัวเองก็ไม่ชอบเจอคนเยอะๆ เหมือนกัน วันหยุดสุดสัปดาห์ที่ได้ซ่อมหนังสืออยู่บ้านเงียบๆ จึงช่วยชาร์จแบตให้กับร่างกายและจิตใจได้ดี ที่สำคัญ เวลาที่เลือกหนังสือเก่ามาซ่อม หนังสือใหม่ๆ ก็จะได้มีที่อยู่ชั่วคราว ผลักเรื่องปวดหัวไปได้หนึ่งเรื่องจนกว่าฉันจะซ่อมหนังสือเสร็จทั้งหมด หรือจนกว่าฉันจะเก็บตังค์ซื้อชั้นที่ใหญ่กว่าเดิมได้ (ฮา)

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณพบว่ามีเพื่อนรักนอนป่วยอยู่เต็มชั้น ขอแนะนำให้ลองใช้วันหยุดนั่งลงทำให้พวกเขากลับมาแข็งแรงสดใสนะ

อุปกรณ์

(อาจไม่ใช้ทั้งหมดนี้ ขึ้นอยู่กับอาการชำรุด)

ซ่อมหนังสือ

  1. หนังสือที่ชำรุด
  2. กรรไกร
  3. คัตเตอร์หรือมีด
  4. ฟุตเหล็ก
  5. แผ่นรองตัด
  6. กาวชนิดใดก็ได้ (ปัจจัยสำคัญอยู่ที่การกะปริมาณกาวให้พอเหมาะกับอาการชำรุด)
  7. ตะเกียบ แท่งเหล็ก หรือแท่งไม้ ต้องยาวกว่าความยาวหนังสือ
  8. อุปกรณ์เจาะรูหรือสว่านขนาดเล็ก
  9. กระดาษสาสีขาวขนาด 8 แกรม ถ้าไม่มีใช้กระดาษสีขาวเนื้อบางแทนได้  เช่น กระดาษรองขนม
  10. ที่ทับกระดาษ
  11. กระดาษทราย
  12. bone folder สำหรับรีดกาวส่วนเกิน หรือไม้บรรทัด
  13. ค้อน
  14. แผ่นพลาสติกหนาสำหรับรองกาว
  15. พู่กันสำหรับทากาว
  16. เข็มและด้าย

วิธีทำ

การต่อกระดาษที่ขาด

1. ต่อชิ้นส่วนกระดาษที่ขาดเข้าด้วยกันเหมือนต่อจิ๊กซอว์ (ถ้ารอยฉีกอยู่ด้านที่ติดกับสันหนังสือ ให้ดึงหน้ากระดาษนั้นออกมา เมื่อเสร็จค่อยประกอบกลับเข้าไป)

ซ่อมหนังสือ

2. ฉีกกระดาษขาวบางเป็นเส้นยาวขนาดตามรอยขาด แล้ววางบนรอยต่อเพื่อดามแผล

3. วางแผ่นพลาสติกรองด้านล่าง ทากาวบางๆ ระวังอย่าทาหนาเกินความจำเป็น เพราะจะทำให้แห้งช้า

ซ่อมหนังสือ

4. ใช้กระดาษสาดามแผลทั้งสองด้านเพื่อความแข็งแรง

5. รอให้แห้ง แล้วใช้กรรไกรตัดเล็มกระดาษสาส่วนที่เกินออกมาจากหน้ากระดาษเดิม

6. กรณีต้องดึงหน้ากระดาษออกมา ให้ทากาวบริเวณหน้าตัดของขอบกระดาษ เสียบกลับเข้าไปในเล่ม แล้วใช้ฟุตเหล็ดตบบริเวณสันทั้งด้านบน ด้านข้าง และด้านล่าง เพื่อให้กระดาษเข้าที่และไม่ล้นออกมา *หมายเหตุ วิธีนี้ใช้ได้กับการประกอบแผ่นเดียวเท่านั้น ถ้าประกอบหลายแผ่นต้องดึงออกมาทั้งเล่มแล้วค่อยประกอบกลับเข้าไปใหม่ > ดูหัวข้อ การติดหน้าปก

ซ่อมหนังสือ

การเย็บเล่ม

1. เคาะปึกกระดาษให้สันเท่ากันทุกด้าน แล้วใช้คลิปหนีบกระดาษขนาดใหญ่ช่วยหนีบให้เข้าที่ เทคนิคคือเคาะแล้วหนีบกระดาษด้านเดียวก่อน เคาะอีกครั้งแล้วหนีบกระดาษอีกด้าน จากนั้นถอดที่หนีบกระดาษด้านแรกออก เคาะแล้วหนีบใหม่อีกครั้ง การทำเช่นนี้จะช่วยให้เคาะได้เนี้ยบกริบ

ซ่อมหนังสือ

2. มาร์กจุดที่จะเจาะกระดาษ วัดจากสันด้านในเข้ามาประมาณ 3 มิลลิเมตร แล้วตีเส้นเพื่อเป็นไกด์ไลน์ มาร์กจุดแรกตรงกึ่งกลางเส้น ส่วนจุดที่สองและสามให้วัดประมาณ 1 นิ้วจากขอบด้านบนและด้านล่าง

ซ่อมหนังสือ

3. เจาะรูตามที่มาร์กไว้ด้วยอุปกรณ์เจาะรู (หาซื้อได้ตามร้านทุกอย่าง 60 บาท) หรือหากหนังสือหนามาก ให้ใช้สว่านขนาดเล็กเจาะเอาจะง่ายกว่า

ซ่อมหนังสือ

4. ฝนเข็ม หากใช้ด้ายสำหรับเย็บผ้าทั่วไป ให้ใช้อย่างน้อย 4 เส้นเพื่อความแข็งแรง  

5. เย็บเล่มโดยเริ่มจากการร้อยด้ายผ่านรูตรงกลาง ผูกปมตายหนึ่งครั้ง จากนั้นร้อยไปที่รูด้านบน ร้อยกลับมารูกลาง แล้วร้อยไปที่รูด้านล่าง ร้อยกลับมารูกลางเพื่อผูกปมตาย เสร็จแล้วถอดที่หนีบกระดาษออกได้ โดยเทคนิคที่ช่วยให้เย็บได้แน่นหนาขึ้นคือ ก่อนผูกปมตายครั้งสุดท้ายให้ใช้ค้อนทุบกระดาษลงไป เพราะเวลาร้อยด้ายผ่านรูกระดาษจะเคลื่อนตัว ทำให้มีช่องว่างระหว่างแผ่นกระดาษ เมื่อใช้ค้อนทุบลงไปกระดาษก็จะกลับไปแนบชิดกันเหมือนเดิม

ซ่อมหนังสือ

การประกอบหน้าปก

1. กำหนดรอยพับของปก โดยวางฟุตเหล็กนำทางแล้วใช้สันคัตเตอร์กรีดเบาๆ ต้องระวังเป็นพิเศษหากกระดาษปกบาง หากมีการเย็บเล่ม รอยพับต้องใหญ่พอปิดรอยเย็บอย่างมิดชิด  

ซ่อมหนังสือ ซ่อมหนังสือ

2. ขูดกาวเก่าออกจากสันหนังสือด้วยคัตเตอร์หรือมีด หรือใช้น้ำมันรอนสันเช็ดออกก็ได้ การกำจัดกาวเก่าออกจะช่วยสร้างพื้นที่ในการยึดติดให้กับกาวใหม่ ทำให้กาวทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

3. ทากาวลงบนสันหนังสือ ระวังอย่าทาเยิ้มเกินไป จากนั้นประกอบเข้ากับหน้าปก

ซ่อมหนังสือ ซ่อมหนังสือ

4. ใช้ตะเกียบ 1 คู่ดามบริเวณสันหนังสือทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มัดตะเกียบเข้าด้วยกันด้วยหนังยาง ขั้นตอนนี้จะช่วยให้ปกแนบสนิทกับสันมากขึ้น

ซ่อมหนังสือ

5. สอดแผ่นพลาสติกเข้าไปรองหน้าปกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อในเปื้อนกาวส่วนเกิน

ซ่อมหนังสือ : ลงมือชุบชีวิตหนังสือเล่มโปรด ให้เพื่อนรักอยู่กับเราไปได้อีกนาน

6. ใช้ bone folder รีดบริเวณสันหนังสือเพื่อไล่กาวส่วนเกิน ใช้ผ้าขี้ริ้วเช็ดกาวออก ถ้าไม่มี bone folder ให้ใช้ไม้บรรทัดรีดแทนได้

ซ่อมหนังสือ

7. ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง 2 – 3 ชั่วโมง เมื่อแห้งแล้วถอดตะเกียบและดึงแผ่นพลาสติกออกได้

นอกจากอยู่บ้านนอนอ่านหนังสือ หนอนหนังสือยังมีอีกกิจกรรมที่นั่งทำเองที่บ้านได้ นั่นคือลงมือซ่อมหนังสือเล่มโปรดให้กลับมีชีวิตเหมือนใหม่ กิจกรรมนี้ไม่ใช่แค่ทำให้เราไม่ต้องทิ้งหนังสือเล่มโปรดที่ผูกพัน แต่ยังอาจกลายเป็นงานอดิเรกแสนเพลิน หรือถ้ามีคนใกล้ชิดรักหนังสือเหมือนกัน จะมาซ่อมด้วยกันก็รื่นรมย์ไม่น้อย การซ่อมหนังสือจึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมอยู่บ้านที่เราอยากแนะนำ สำหรับชาวคอนโด ตอนนี้มีคอนโดที่ใส่ใจวิถีชีวิตแตกต่างกันของผู้อยู่อาศัย ด้วยการเพิ่มพื้นส่วนกลางหรือ Co-Creation Space ให้ทำกิจกรรมร่วมกันได้ คอนโดที่ว่าคือ MARU (มารุ) โครงการใหม่ล่าสุดของบริษัทเมเจอร์ ดีเวลลอปเมนต์ ที่มีพื้นที่ส่วนกลางกว้างขวางและตอบโจทย์หลากหลาย เช่น พื้นที่ห้อง Quiet Room ของโครงการ Maru Ekkamai ห้องสำหรับอ่านหนังสือหรือทำกิจกรรมใต้บรรยากาศเงียบสงบ ที่บอกเลยว่าน่าเข้าไปนั่งซ่อมหนังสือที่สุด

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

  1. อุปกรณ์ส่วนใหญ่หาซื้อได้ที่ศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ อย่าง ‘bone folder’ ที่เป็นอุปกรณ์สำหรับนักซ่อมหนังสือโดยเฉพาะที่นี่ก็มีขาย
  2. ไม่จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์ใหม่ทุกอย่าง แต่ประยุกต์จากอุปกรณ์ที่เรามีอยู่ในบ้านได้ อย่างกระดาษสาที่ใช้กระดาษเนื้อบางอื่นๆ ทดแทน
  3. การซ่อมหนังสือไม่ใช่ศาสตร์ตายตัว เราพลิกแพลงเทคนิคและทดลองซ่อมด้วยวิธีใหม่ๆ ได้
15 กันยายน 2560
25 K
The Cloud X Maru

ไม่รู้ว่าคุณเป็นเหมือนฉันหรือเปล่า นอกจากชอบซื้อหนังสือใหม่สม่ำเสมอ ฉันยังชอบสะสมหนังสือ จนตอนนี้หนังสือบางเล่มที่มีเก่ากรอบชำรุด แม้กระทั่งการติดสก็อตเทปก็ช่วยอะไรไม่ได้

ที่จริง ทางออกดีที่สุดอาจเป็นการบริจาคแล้วซื้อเล่มใหม่ แต่หนังสือหลายเล่มเต็มเปี่ยมด้วยความทรงจำ ตั้งแต่มหากาพย์แฟนตาซีเล่มหนาที่ทำให้เห็นภาพตัวเองวัยประถมใช้เวลาวันหยุดเก็บตัวอ่านหนังสือ จนถึงวรรณกรรมภาษาอังกฤษเวอร์ชันร่นย่อที่ทำให้คิดถึงตัวเองสมัยเริ่มเรียนอังกฤษ

เพราะผูกพันจนตัดใจไม่ลงแบบนี้ ฉันเลยมองหาวิธีอื่น จนได้มาเจอว่าที่จริงเราซ่อมหนังสือที่รักได้เอง ศาสตร์การซ่อมหนังสือยุคนี้แพร่หลายทั่วโลก ทำได้ไม่ยากเกินกำลัง และไม่ได้จำกัดอยู่แค่หนังสือเก่าแก่นับร้อยปี  

ซ่อมหนังสือ

นับเป็นกิจกรรมน่านั่งทำที่บ้านในวันหยุดอย่างยิ่ง

พื้นฐานที่คุณต้องมีก่อนลงมือซ่อมหนังสือคือการเข้าเล่ม (เย็บแม็กรายงานก็เป็นการเข้าเล่มแบบหนึ่ง) นอกนั้นก็คือทักษะพื้นฐาน เช่น ตัด เย็บ และเจาะรู ซึ่งเรามีติดตัวกันอยู่แล้ว เมื่อทักษะพร้อม อุปกรณ์พร้อม เราก็กลายเป็นคุณหมอที่ช่วยรักษาเพื่อนรักได้เอง ตั้งแต่หน้ากระดาษขาดจนถึงเนื้อในหลุดออกจากกัน ถ้ารู้วิธี ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เป็นอันเสร็จ

ซ่อมหนังสือ ซ่อมหนังสือ

ส่วนจะรู้ได้ยังไงว่าซ่อมแล้วโอเคมั้ย กุ๊ก-ภัทรพล ฉัตรชลาวิไล กูรูนักซ่อมหนังสือแห่งร้านรับซ่อมหนังสือ Book Clinic เคยบอกฉันถึงหัวใจของกิจกรรมนี้

“หัวใจของการซ่อมหนังสือคือการทำให้มันกลับไปสภาพเดิม เหมือนกับการอนุรักษ์สิ่งอื่นๆ อีกสิ่งที่สำคัญคือ ถ้าเอาอะไรใส่เข้าไป ต้องเอาออกมาได้ เผื่อวันหนึ่งมีเทคโนโลยีการซ่อมแบบใหม่ที่ดีกว่าจะได้รื้อออกได้” กุ๊กบอกไว้อย่างนั้น

นอกจากได้เพื่อนเก่าที่ผูกพันกลับคืนมา กุ๊กยังบอกไว้ด้วยว่า ถ้าทำไปเรื่อยๆ การซ่อมหนังสือนี่แหละอาจจะกลายเป็นงานอดิเรกชนิดใหม่

“บนโลกนี้มีหนังสือที่พังเยอะมาก ถ้าคุณชอบซ่อมหนังสือ คุณจะมีงานอดิเรกที่ทำไปได้เรื่อยๆ ไม่มีวันหมด แล้วพี่ชอบอยู่บ้านด้วย ไม่ชอบออกไปเจอคน ก็อยู่บ้าน เปิดเพลงฟังไปซ่อมหนังสือไป”

ซ่อมหนังสือ ซ่อมหนังสือ

แน่นอนว่าฉันเห็นด้วยเต็มที่ เพราะตัวเองก็ไม่ชอบเจอคนเยอะๆ เหมือนกัน วันหยุดสุดสัปดาห์ที่ได้ซ่อมหนังสืออยู่บ้านเงียบๆ จึงช่วยชาร์จแบตให้กับร่างกายและจิตใจได้ดี ที่สำคัญ เวลาที่เลือกหนังสือเก่ามาซ่อม หนังสือใหม่ๆ ก็จะได้มีที่อยู่ชั่วคราว ผลักเรื่องปวดหัวไปได้หนึ่งเรื่องจนกว่าฉันจะซ่อมหนังสือเสร็จทั้งหมด หรือจนกว่าฉันจะเก็บตังค์ซื้อชั้นที่ใหญ่กว่าเดิมได้ (ฮา)

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณพบว่ามีเพื่อนรักนอนป่วยอยู่เต็มชั้น ขอแนะนำให้ลองใช้วันหยุดนั่งลงทำให้พวกเขากลับมาแข็งแรงสดใสนะ

อุปกรณ์

(อาจไม่ใช้ทั้งหมดนี้ ขึ้นอยู่กับอาการชำรุด)

ซ่อมหนังสือ

  1. หนังสือที่ชำรุด
  2. กรรไกร
  3. คัตเตอร์หรือมีด
  4. ฟุตเหล็ก
  5. แผ่นรองตัด
  6. กาวชนิดใดก็ได้ (ปัจจัยสำคัญอยู่ที่การกะปริมาณกาวให้พอเหมาะกับอาการชำรุด)
  7. ตะเกียบ แท่งเหล็ก หรือแท่งไม้ ต้องยาวกว่าความยาวหนังสือ
  8. อุปกรณ์เจาะรูหรือสว่านขนาดเล็ก
  9. กระดาษสาสีขาวขนาด 8 แกรม ถ้าไม่มีใช้กระดาษสีขาวเนื้อบางแทนได้  เช่น กระดาษรองขนม
  10. ที่ทับกระดาษ
  11. กระดาษทราย
  12. bone folder สำหรับรีดกาวส่วนเกิน หรือไม้บรรทัด
  13. ค้อน
  14. แผ่นพลาสติกหนาสำหรับรองกาว
  15. พู่กันสำหรับทากาว
  16. เข็มและด้าย

วิธีทำ

การต่อกระดาษที่ขาด

1. ต่อชิ้นส่วนกระดาษที่ขาดเข้าด้วยกันเหมือนต่อจิ๊กซอว์ (ถ้ารอยฉีกอยู่ด้านที่ติดกับสันหนังสือ ให้ดึงหน้ากระดาษนั้นออกมา เมื่อเสร็จค่อยประกอบกลับเข้าไป)

ซ่อมหนังสือ

2. ฉีกกระดาษขาวบางเป็นเส้นยาวขนาดตามรอยขาด แล้ววางบนรอยต่อเพื่อดามแผล

3. วางแผ่นพลาสติกรองด้านล่าง ทากาวบางๆ ระวังอย่าทาหนาเกินความจำเป็น เพราะจะทำให้แห้งช้า

ซ่อมหนังสือ

4. ใช้กระดาษสาดามแผลทั้งสองด้านเพื่อความแข็งแรง

5. รอให้แห้ง แล้วใช้กรรไกรตัดเล็มกระดาษสาส่วนที่เกินออกมาจากหน้ากระดาษเดิม

6. กรณีต้องดึงหน้ากระดาษออกมา ให้ทากาวบริเวณหน้าตัดของขอบกระดาษ เสียบกลับเข้าไปในเล่ม แล้วใช้ฟุตเหล็ดตบบริเวณสันทั้งด้านบน ด้านข้าง และด้านล่าง เพื่อให้กระดาษเข้าที่และไม่ล้นออกมา *หมายเหตุ วิธีนี้ใช้ได้กับการประกอบแผ่นเดียวเท่านั้น ถ้าประกอบหลายแผ่นต้องดึงออกมาทั้งเล่มแล้วค่อยประกอบกลับเข้าไปใหม่ > ดูหัวข้อ การติดหน้าปก

ซ่อมหนังสือ

การเย็บเล่ม

1. เคาะปึกกระดาษให้สันเท่ากันทุกด้าน แล้วใช้คลิปหนีบกระดาษขนาดใหญ่ช่วยหนีบให้เข้าที่ เทคนิคคือเคาะแล้วหนีบกระดาษด้านเดียวก่อน เคาะอีกครั้งแล้วหนีบกระดาษอีกด้าน จากนั้นถอดที่หนีบกระดาษด้านแรกออก เคาะแล้วหนีบใหม่อีกครั้ง การทำเช่นนี้จะช่วยให้เคาะได้เนี้ยบกริบ

ซ่อมหนังสือ

2. มาร์กจุดที่จะเจาะกระดาษ วัดจากสันด้านในเข้ามาประมาณ 3 มิลลิเมตร แล้วตีเส้นเพื่อเป็นไกด์ไลน์ มาร์กจุดแรกตรงกึ่งกลางเส้น ส่วนจุดที่สองและสามให้วัดประมาณ 1 นิ้วจากขอบด้านบนและด้านล่าง

ซ่อมหนังสือ

3. เจาะรูตามที่มาร์กไว้ด้วยอุปกรณ์เจาะรู (หาซื้อได้ตามร้านทุกอย่าง 60 บาท) หรือหากหนังสือหนามาก ให้ใช้สว่านขนาดเล็กเจาะเอาจะง่ายกว่า

ซ่อมหนังสือ

4. ฝนเข็ม หากใช้ด้ายสำหรับเย็บผ้าทั่วไป ให้ใช้อย่างน้อย 4 เส้นเพื่อความแข็งแรง  

5. เย็บเล่มโดยเริ่มจากการร้อยด้ายผ่านรูตรงกลาง ผูกปมตายหนึ่งครั้ง จากนั้นร้อยไปที่รูด้านบน ร้อยกลับมารูกลาง แล้วร้อยไปที่รูด้านล่าง ร้อยกลับมารูกลางเพื่อผูกปมตาย เสร็จแล้วถอดที่หนีบกระดาษออกได้ โดยเทคนิคที่ช่วยให้เย็บได้แน่นหนาขึ้นคือ ก่อนผูกปมตายครั้งสุดท้ายให้ใช้ค้อนทุบกระดาษลงไป เพราะเวลาร้อยด้ายผ่านรูกระดาษจะเคลื่อนตัว ทำให้มีช่องว่างระหว่างแผ่นกระดาษ เมื่อใช้ค้อนทุบลงไปกระดาษก็จะกลับไปแนบชิดกันเหมือนเดิม

ซ่อมหนังสือ

การประกอบหน้าปก

1. กำหนดรอยพับของปก โดยวางฟุตเหล็กนำทางแล้วใช้สันคัตเตอร์กรีดเบาๆ ต้องระวังเป็นพิเศษหากกระดาษปกบาง หากมีการเย็บเล่ม รอยพับต้องใหญ่พอปิดรอยเย็บอย่างมิดชิด  

ซ่อมหนังสือ ซ่อมหนังสือ

2. ขูดกาวเก่าออกจากสันหนังสือด้วยคัตเตอร์หรือมีด หรือใช้น้ำมันรอนสันเช็ดออกก็ได้ การกำจัดกาวเก่าออกจะช่วยสร้างพื้นที่ในการยึดติดให้กับกาวใหม่ ทำให้กาวทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

3. ทากาวลงบนสันหนังสือ ระวังอย่าทาเยิ้มเกินไป จากนั้นประกอบเข้ากับหน้าปก

ซ่อมหนังสือ ซ่อมหนังสือ

4. ใช้ตะเกียบ 1 คู่ดามบริเวณสันหนังสือทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มัดตะเกียบเข้าด้วยกันด้วยหนังยาง ขั้นตอนนี้จะช่วยให้ปกแนบสนิทกับสันมากขึ้น

ซ่อมหนังสือ

5. สอดแผ่นพลาสติกเข้าไปรองหน้าปกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อในเปื้อนกาวส่วนเกิน

ซ่อมหนังสือ : ลงมือชุบชีวิตหนังสือเล่มโปรด ให้เพื่อนรักอยู่กับเราไปได้อีกนาน

6. ใช้ bone folder รีดบริเวณสันหนังสือเพื่อไล่กาวส่วนเกิน ใช้ผ้าขี้ริ้วเช็ดกาวออก ถ้าไม่มี bone folder ให้ใช้ไม้บรรทัดรีดแทนได้

ซ่อมหนังสือ

7. ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง 2 – 3 ชั่วโมง เมื่อแห้งแล้วถอดตะเกียบและดึงแผ่นพลาสติกออกได้

นอกจากอยู่บ้านนอนอ่านหนังสือ หนอนหนังสือยังมีอีกกิจกรรมที่นั่งทำเองที่บ้านได้ นั่นคือลงมือซ่อมหนังสือเล่มโปรดให้กลับมีชีวิตเหมือนใหม่ กิจกรรมนี้ไม่ใช่แค่ทำให้เราไม่ต้องทิ้งหนังสือเล่มโปรดที่ผูกพัน แต่ยังอาจกลายเป็นงานอดิเรกแสนเพลิน หรือถ้ามีคนใกล้ชิดรักหนังสือเหมือนกัน จะมาซ่อมด้วยกันก็รื่นรมย์ไม่น้อย การซ่อมหนังสือจึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมอยู่บ้านที่เราอยากแนะนำ สำหรับชาวคอนโด ตอนนี้มีคอนโดที่ใส่ใจวิถีชีวิตแตกต่างกันของผู้อยู่อาศัย ด้วยการเพิ่มพื้นส่วนกลางหรือ Co-Creation Space ให้ทำกิจกรรมร่วมกันได้ คอนโดที่ว่าคือ MARU (มารุ) โครงการใหม่ล่าสุดของบริษัทเมเจอร์ ดีเวลลอปเมนต์ ที่มีพื้นที่ส่วนกลางกว้างขวางและตอบโจทย์หลากหลาย เช่น พื้นที่ห้อง Quiet Room ของโครงการ Maru Ekkamai ห้องสำหรับอ่านหนังสือหรือทำกิจกรรมใต้บรรยากาศเงียบสงบ ที่บอกเลยว่าน่าเข้าไปนั่งซ่อมหนังสือที่สุด

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

  1. อุปกรณ์ส่วนใหญ่หาซื้อได้ที่ศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ อย่าง ‘bone folder’ ที่เป็นอุปกรณ์สำหรับนักซ่อมหนังสือโดยเฉพาะที่นี่ก็มีขาย
  2. ไม่จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์ใหม่ทุกอย่าง แต่ประยุกต์จากอุปกรณ์ที่เรามีอยู่ในบ้านได้ อย่างกระดาษสาที่ใช้กระดาษเนื้อบางอื่นๆ ทดแทน
  3. การซ่อมหนังสือไม่ใช่ศาสตร์ตายตัว เราพลิกแพลงเทคนิคและทดลองซ่อมด้วยวิธีใหม่ๆ ได้

Writer

กันต์กนิษฐ์ มิตรภักดี

อดีตกองบรรณาธิการนิตยสารรายปักษ์ เพิ่งผันตัวมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ กำลังเรียนรู้ที่จะบาลานซ์ระหว่างสิ่งที่ต้องทำและสิ่งที่อยากทำ รักทุกอย่างที่เป็นรสหรือกลิ่นลูกพีช

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Staycation

กิจกรรมคัดสรรสำหรับการอยู่บ้านวันหยุด

5 มิถุนายน 2564
9 K

ไซเดอร์คืออะไร

ผมว่ามีหลายคนสงสัยและมีข้อถกเถียงกันอยู่บ้าง ในเรื่องของชนิดของผลไม้ก็ดี ปริมาณแอลกอฮอล์ก็ดีรสชาติ หรือวิธีการ ผมจะมาไขข้อสงสัยให้ทุกคนเอง

ต้องเท้าความก่อนว่าคำว่า ไซเดอร์ มาจากชื่อสายพันธุ์ของแอปเปิ้ลที่นิยมนำมาทำเป็นเครื่องดื่มที่มีรสเปรี้ยวๆ หวานๆ นิยมดื่มกันในแถบราชอาณาจักรหรือโซนอังกฤษและสหรัฐอเมริกา มีทั้งแบบที่มีแอลกอฮอล์ (Apple Cider) ซึ่งบางที่ก็จะเรียกว่าแอปเปิ้ลเบียร์ หรือไวน์แอปเปิ้ลก็ไม่ผิดทั้งคู่ หรือแบบที่ไม่มีแอลกอฮอล์ เช่น น้ำส้มสายชูจากแอปเปิ้ล (Apple Cider Vinegar) ก็เป็นไซเดอร์ที่มีส่วนผสมของน้ำแอปเปิ้ลเป็นหลัก

ไซเดอร์ เป็นเครื่องดื่มที่ไม่ผ่านการกลั่นเหมือนพวกเหล้าบรั่นดีหรือวิสกี้ แต่เป็นการหมัก (Fermentation) เหมือนเครื่องดื่มพวกไวน์ที่ใช้องุ่นในการหมัก ในอดีตใช้แค่น้ำแอปเปิ้ลแบบไม่กรอง หมักกับน้ำตาลในถังจนได้ที่ กรองเอาน้ำมาดื่มก็ใช้ได้แล้ว ปัจจุบันการหมักไซเดอร์มีการควบคุมน้ำตาล อุณหภูมิ ยีสต์ ภาชนะการหมัก เพื่อให้ได้รสชาติ ความสะอาด รวมถึงจุดประสงค์ปลายทางที่อยากได้ ว่าอยากให้เป็นเครื่องดื่มแบบไหน

ปัจจุบันวงการไซเดอร์พัฒนาต่อยอดไปเป็นเครื่องดื่มที่มากกว่าการใช้น้ำแอปเปิ้ลล้วนๆ หมัก คือผสมรสชาติผลไม้อื่นๆ ที่หลากหลายเพิ่มมากขึ้น หรือแม้แต่ยีสต์ที่ใช้ เพราะในแต่ละประเทศมีข้อกำหนดการทำไซเดอร์ ว่าต้องมีแอปเปิ้ลเป็นส่วนประกอบอยู่ไม่น้อยกว่ากี่เปอร์เซ็นต์ เช่น ในอังกฤษต้องมีไม่น้อยกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ ในอเมริกาไม่น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ในฝรั่งเศสต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น

ไซเดอร์แบ่งเป็นเครื่องดื่ม ได้ 2 แบบ คือ แบบที่มีแอลกอฮอล์และแบบที่ไม่มีแอลกอฮอล์ พูดง่ายๆ บ้านๆ คือไซเดอร์ที่เป็นเบียร์หรือไวน์ กับไซเดอร์ที่เป็นเครื่องดื่มรสซ่าแบบคล้ายๆ คอมบูฉะ ที่ต่อยอดไซเดอร์เป็นน้ำส้มสายชูสำหรับนำมาปรุงในอาหารได้

ผมจะสอนการปรุงไซเดอร์เองที่บ้านแบบไม่มีแอลกอฮอล์ แถมได้ประโยชน์ที่หลากหลายเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย จาก โพรไบโอติกที่เกิดจากการหมักน้ำผลไม้ และประโยชน์ที่เพิ่มมากขึ้นจากผลไม้ต่างๆ นอกเหนือจากแอปเปิ้ลที่นำมาผสมเพิ่มเติมด้วย

เรามาดูส่วนผสมและวิธีการทำไซเดอร์กัน

ส่วนผสม (สำหรับปรุงไซเดอร์ 1 ลิตร)

หมักน้ำผลไม้กล่องให้เป็นไซเดอร์เพื่อสุขภาพแบบง่าย แถมได้หัวเชื้อไว้หมักต่อไปไม่รู้จบ

1. Apple Cider Vinegar ให้เลือกแบบที่มีเขียนว่า With Mother เพื่อนำมาเป็นหัวเชื้อไซเดอร์ 200 ซีซี

2. น้ำผลไม้ Tipco Squeeze 700 ซีซี

3. น้ำตาลทรายแดงหรือน้ำผึ้ง 100 กรัม 

4. หากอยากเพิ่มสมุนไพรอื่นๆ เช่น ขิง มินต์ ก็เพิ่มได้ (Optional) 20 กรัม

5. ภาชนะสำหรับหมัก (ขวดโหล ขนาด 1.5 ลิตรขึ้นไป )

6. ช้อนหรือทัพพีสำหรับคน

วิธีทำ 

วิธีทำ ไซเดอร์ เครื่องดื่มน้ำซ่าสดชื่นดีต่อไส้พุงแบบง่ายๆ จากน้ำผลไม้กล่องและของที่หาซื้อได้ตามซูเปอร์มาเก็ต

1. เตรียมภาชนะสำหรับหมัก ล้างทำความสะอาดและเช็ดให้แห้ง 

วิธีทำ ไซเดอร์ เครื่องดื่มน้ำซ่าสดชื่นดีต่อไส้พุงแบบง่ายๆ จากน้ำผลไม้กล่องและของที่หาซื้อได้ตามซูเปอร์มาเก็ต

2. เทน้ำตาลหรือน้ำผึ้งผสมกับ Apple Cider Vinegar 

วิธีทำ ไซเดอร์ เครื่องดื่มน้ำซ่าสดชื่นดีต่อไส้พุงแบบง่ายๆ จากน้ำผลไม้กล่องและของที่หาซื้อได้ตามซูเปอร์มาเก็ต

3. คนให้ละลายเข้ากัน

หมักน้ำผลไม้กล่องให้เป็นไซเดอร์เพื่อสุขภาพแบบง่าย แถมได้หัวเชื้อไว้หมักต่อไปไม่รู้จบ

4. เทน้ำผลไม้ Tipco Squeeze ลงไป ผสมให้เข้ากัน

หมักน้ำผลไม้กล่องให้เป็นไซเดอร์เพื่อสุขภาพแบบง่าย แถมได้หัวเชื้อไว้หมักต่อไปไม่รู้จบ

5. หากมีสมุนไพรอื่นๆ ก็ใส่ตามลงไป

วิธีทำ ไซเดอร์ เครื่องดื่มน้ำซ่าสดชื่นดีต่อไส้พุงแบบง่ายๆ จากน้ำผลไม้กล่องและของที่หาซื้อได้ตามซูเปอร์มาเก็ต

6. เช็ดปากขวด ปิดให้สนิท ตั้งขวดไว้อุณหภูมิห้อง หาถาดรองน้ำไว้กันมดขึ้น

วิธีทำ ไซเดอร์ เครื่องดื่มน้ำซ่าสดชื่นดีต่อไส้พุงแบบง่ายๆ จากน้ำผลไม้กล่องและของที่หาซื้อได้ตามซูเปอร์มาเก็ต

7. ตั้งไว้ 3 – 5 วัน สังเกตฟองในขวดโหล ชิมรสชาติและความซ่าตามชอบ นำขวดโหลเก็บในตู้เย็นต่อ

8. พร้อมดื่ม

เทคนิคเพิ่มเติม หลังจากชิมรสชาติที่ชอบได้แล้ว เก็บไซเดอร์ไว้ในตู้เย็น สามารถกรองลงขวดย่อยๆ เพื่อแบ่งทาน และก่อนปิดฝา ให้เติมน้ำตาลลงไปประมาณ 5 กรัม ปิดฝาให้สนิท พอเราเปิดขวดอีกรอบก็จะเกิดความซ่าทุกๆ ขวด เพื่ออรรถรสในการดื่มไซเดอร์ซ่าๆ สดชื่นๆ

ผมเลือกใช้น้ำผลไม้พาสเจอไรส์แทนน้ำผลไม้สดเพราะรสชาติและความสด หาซื้อได้ง่าย แถมวิตามินและสารอาหารค่อนข้างเยอะกว่าน้ำผลไม้กล่องยูเอชทีทั่วไป และยังใช้น้ำผลไม้ที่ดื่มไม่หมด มาต่อยอดเป็นเครื่องดื่มใหม่ๆ ที่มีประโยชน์เพิ่มมากขึ้นได้ 

สุดท้ายเพื่อลดความเสี่ยงของเชื้อแปลกปลอมที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เพราะเราควบคุมด้วยยีสต์ที่มีจาก Apple Cider เป็นตัวเริ่ม และใช้ประโยชน์เพิ่มเติมจากน้ำผลไม้อื่นๆที่เติมเพิ่มไปรวมถึงความหวานที่มีอยู่แล้วด้วย ทำให้ ไซเดอร์ ของเรา มั่นใจได้ว่ามียีสต์หรือโพรไบโอติกที่ดีต่อร่างกายจริงๆ

และไม่ต้องตกใจหากไซเดอร์ของคุณที่ดื่มไม่หมดหรือทิ้งไว้นานเกินไปจนเปรี้ยวมาก สามารถนำไซเดอร์ตัวนี้ไปใช้เป็นหัวเชื้อต่อแทน ไม่ต้องใช้ Apple Cider Vinegar ตามสูตรได้อีกด้วย หรือจะทำไว้ให้เป็นน้ำส้มสายชูหมัก เพื่อนำมาปรุงอาหารก็ได้ประโยชน์อีกแบบหนึ่งเลยครับ

5 มิถุนายน 2564
9 K

ไซเดอร์คืออะไร

ผมว่ามีหลายคนสงสัยและมีข้อถกเถียงกันอยู่บ้าง ในเรื่องของชนิดของผลไม้ก็ดี ปริมาณแอลกอฮอล์ก็ดีรสชาติ หรือวิธีการ ผมจะมาไขข้อสงสัยให้ทุกคนเอง

ต้องเท้าความก่อนว่าคำว่า ไซเดอร์ มาจากชื่อสายพันธุ์ของแอปเปิ้ลที่นิยมนำมาทำเป็นเครื่องดื่มที่มีรสเปรี้ยวๆ หวานๆ นิยมดื่มกันในแถบราชอาณาจักรหรือโซนอังกฤษและสหรัฐอเมริกา มีทั้งแบบที่มีแอลกอฮอล์ (Apple Cider) ซึ่งบางที่ก็จะเรียกว่าแอปเปิ้ลเบียร์ หรือไวน์แอปเปิ้ลก็ไม่ผิดทั้งคู่ หรือแบบที่ไม่มีแอลกอฮอล์ เช่น น้ำส้มสายชูจากแอปเปิ้ล (Apple Cider Vinegar) ก็เป็นไซเดอร์ที่มีส่วนผสมของน้ำแอปเปิ้ลเป็นหลัก

ไซเดอร์ เป็นเครื่องดื่มที่ไม่ผ่านการกลั่นเหมือนพวกเหล้าบรั่นดีหรือวิสกี้ แต่เป็นการหมัก (Fermentation) เหมือนเครื่องดื่มพวกไวน์ที่ใช้องุ่นในการหมัก ในอดีตใช้แค่น้ำแอปเปิ้ลแบบไม่กรอง หมักกับน้ำตาลในถังจนได้ที่ กรองเอาน้ำมาดื่มก็ใช้ได้แล้ว ปัจจุบันการหมักไซเดอร์มีการควบคุมน้ำตาล อุณหภูมิ ยีสต์ ภาชนะการหมัก เพื่อให้ได้รสชาติ ความสะอาด รวมถึงจุดประสงค์ปลายทางที่อยากได้ ว่าอยากให้เป็นเครื่องดื่มแบบไหน

ปัจจุบันวงการไซเดอร์พัฒนาต่อยอดไปเป็นเครื่องดื่มที่มากกว่าการใช้น้ำแอปเปิ้ลล้วนๆ หมัก คือผสมรสชาติผลไม้อื่นๆ ที่หลากหลายเพิ่มมากขึ้น หรือแม้แต่ยีสต์ที่ใช้ เพราะในแต่ละประเทศมีข้อกำหนดการทำไซเดอร์ ว่าต้องมีแอปเปิ้ลเป็นส่วนประกอบอยู่ไม่น้อยกว่ากี่เปอร์เซ็นต์ เช่น ในอังกฤษต้องมีไม่น้อยกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ ในอเมริกาไม่น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ในฝรั่งเศสต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น

ไซเดอร์แบ่งเป็นเครื่องดื่ม ได้ 2 แบบ คือ แบบที่มีแอลกอฮอล์และแบบที่ไม่มีแอลกอฮอล์ พูดง่ายๆ บ้านๆ คือไซเดอร์ที่เป็นเบียร์หรือไวน์ กับไซเดอร์ที่เป็นเครื่องดื่มรสซ่าแบบคล้ายๆ คอมบูฉะ ที่ต่อยอดไซเดอร์เป็นน้ำส้มสายชูสำหรับนำมาปรุงในอาหารได้

ผมจะสอนการปรุงไซเดอร์เองที่บ้านแบบไม่มีแอลกอฮอล์ แถมได้ประโยชน์ที่หลากหลายเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย จาก โพรไบโอติกที่เกิดจากการหมักน้ำผลไม้ และประโยชน์ที่เพิ่มมากขึ้นจากผลไม้ต่างๆ นอกเหนือจากแอปเปิ้ลที่นำมาผสมเพิ่มเติมด้วย

เรามาดูส่วนผสมและวิธีการทำไซเดอร์กัน

ส่วนผสม (สำหรับปรุงไซเดอร์ 1 ลิตร)

หมักน้ำผลไม้กล่องให้เป็นไซเดอร์เพื่อสุขภาพแบบง่าย แถมได้หัวเชื้อไว้หมักต่อไปไม่รู้จบ

1. Apple Cider Vinegar ให้เลือกแบบที่มีเขียนว่า With Mother เพื่อนำมาเป็นหัวเชื้อไซเดอร์ 200 ซีซี

2. น้ำผลไม้ Tipco Squeeze 700 ซีซี

3. น้ำตาลทรายแดงหรือน้ำผึ้ง 100 กรัม 

4. หากอยากเพิ่มสมุนไพรอื่นๆ เช่น ขิง มินต์ ก็เพิ่มได้ (Optional) 20 กรัม

5. ภาชนะสำหรับหมัก (ขวดโหล ขนาด 1.5 ลิตรขึ้นไป )

6. ช้อนหรือทัพพีสำหรับคน

วิธีทำ 

วิธีทำ ไซเดอร์ เครื่องดื่มน้ำซ่าสดชื่นดีต่อไส้พุงแบบง่ายๆ จากน้ำผลไม้กล่องและของที่หาซื้อได้ตามซูเปอร์มาเก็ต

1. เตรียมภาชนะสำหรับหมัก ล้างทำความสะอาดและเช็ดให้แห้ง 

วิธีทำ ไซเดอร์ เครื่องดื่มน้ำซ่าสดชื่นดีต่อไส้พุงแบบง่ายๆ จากน้ำผลไม้กล่องและของที่หาซื้อได้ตามซูเปอร์มาเก็ต

2. เทน้ำตาลหรือน้ำผึ้งผสมกับ Apple Cider Vinegar 

วิธีทำ ไซเดอร์ เครื่องดื่มน้ำซ่าสดชื่นดีต่อไส้พุงแบบง่ายๆ จากน้ำผลไม้กล่องและของที่หาซื้อได้ตามซูเปอร์มาเก็ต

3. คนให้ละลายเข้ากัน

หมักน้ำผลไม้กล่องให้เป็นไซเดอร์เพื่อสุขภาพแบบง่าย แถมได้หัวเชื้อไว้หมักต่อไปไม่รู้จบ

4. เทน้ำผลไม้ Tipco Squeeze ลงไป ผสมให้เข้ากัน

หมักน้ำผลไม้กล่องให้เป็นไซเดอร์เพื่อสุขภาพแบบง่าย แถมได้หัวเชื้อไว้หมักต่อไปไม่รู้จบ

5. หากมีสมุนไพรอื่นๆ ก็ใส่ตามลงไป

วิธีทำ ไซเดอร์ เครื่องดื่มน้ำซ่าสดชื่นดีต่อไส้พุงแบบง่ายๆ จากน้ำผลไม้กล่องและของที่หาซื้อได้ตามซูเปอร์มาเก็ต

6. เช็ดปากขวด ปิดให้สนิท ตั้งขวดไว้อุณหภูมิห้อง หาถาดรองน้ำไว้กันมดขึ้น

วิธีทำ ไซเดอร์ เครื่องดื่มน้ำซ่าสดชื่นดีต่อไส้พุงแบบง่ายๆ จากน้ำผลไม้กล่องและของที่หาซื้อได้ตามซูเปอร์มาเก็ต

7. ตั้งไว้ 3 – 5 วัน สังเกตฟองในขวดโหล ชิมรสชาติและความซ่าตามชอบ นำขวดโหลเก็บในตู้เย็นต่อ

8. พร้อมดื่ม

เทคนิคเพิ่มเติม หลังจากชิมรสชาติที่ชอบได้แล้ว เก็บไซเดอร์ไว้ในตู้เย็น สามารถกรองลงขวดย่อยๆ เพื่อแบ่งทาน และก่อนปิดฝา ให้เติมน้ำตาลลงไปประมาณ 5 กรัม ปิดฝาให้สนิท พอเราเปิดขวดอีกรอบก็จะเกิดความซ่าทุกๆ ขวด เพื่ออรรถรสในการดื่มไซเดอร์ซ่าๆ สดชื่นๆ

ผมเลือกใช้น้ำผลไม้พาสเจอไรส์แทนน้ำผลไม้สดเพราะรสชาติและความสด หาซื้อได้ง่าย แถมวิตามินและสารอาหารค่อนข้างเยอะกว่าน้ำผลไม้กล่องยูเอชทีทั่วไป และยังใช้น้ำผลไม้ที่ดื่มไม่หมด มาต่อยอดเป็นเครื่องดื่มใหม่ๆ ที่มีประโยชน์เพิ่มมากขึ้นได้ 

สุดท้ายเพื่อลดความเสี่ยงของเชื้อแปลกปลอมที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เพราะเราควบคุมด้วยยีสต์ที่มีจาก Apple Cider เป็นตัวเริ่ม และใช้ประโยชน์เพิ่มเติมจากน้ำผลไม้อื่นๆที่เติมเพิ่มไปรวมถึงความหวานที่มีอยู่แล้วด้วย ทำให้ ไซเดอร์ ของเรา มั่นใจได้ว่ามียีสต์หรือโพรไบโอติกที่ดีต่อร่างกายจริงๆ

และไม่ต้องตกใจหากไซเดอร์ของคุณที่ดื่มไม่หมดหรือทิ้งไว้นานเกินไปจนเปรี้ยวมาก สามารถนำไซเดอร์ตัวนี้ไปใช้เป็นหัวเชื้อต่อแทน ไม่ต้องใช้ Apple Cider Vinegar ตามสูตรได้อีกด้วย หรือจะทำไว้ให้เป็นน้ำส้มสายชูหมัก เพื่อนำมาปรุงอาหารก็ได้ประโยชน์อีกแบบหนึ่งเลยครับ

Writer

ภานุภน บุลสุวรรณ

เชฟแบล็ค-ภานุภน บุลสุวรรณ แห่งร้าน แบล็คคิช อาร์ติซาน คิชเช่น จ.เชียงใหม่ ผู้มีความหลงไหลในของหมักดองอย่างมีสติ และยูทูบเบอร์ มือใหม่หัดตัด ใน “คลิปคลิปเพื่อนครัว” ที่ให้ความรู้เรื่องของหมักดองและเล่นแร่แปรธาตุจากของเหลือในครัวให้เกิดประโยชน์สูงสุด

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load