The Cloud x Startup Thailand

เวลาโรคภัยไข้เจ็บมาเยือน ยิ่งถ้าไม่ใช่ไข้หวัดทั่วๆ ไป ใครๆ ก็คงอยากจะได้คำปรึกษาจากหมอที่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่มั่นใจได้ว่าจะแนะนำและรักษาให้ผู้ป่วยกลับมาแข็งแรงได้ในเร็ววัน

แต่หมอคนนั้นคือใครกัน?

โชคดีหน่อยสำหรับคนที่มีญาติสนิทมิตรสหายอยู่ในแวดวงสาธารณสุขที่พอจะไหว้วานถามไถ่ได้บ้างว่าจะไปหาใครดี แต่สำหรับคนที่ไม่มีก็คงต้องงัดสารพัดวิชาสืบคนข้อมูลมาถามไถ่ในโลกโซเชียลกันไป

เภสัชกรสาว ฟ้า-วลัยพรรณ ฉันท์มิตรกุล หนึ่งในผู้ก่อตั้ง ZeekDoc ที่มีประสบการณ์คลุกคลีอยู่กับโรงพยาบาลหลายแห่งจึงกลายเป็นที่ปรึกษาด้านการหาหมอของคนใกล้ตัวไปโดยปริยาย แต่ใช่ว่าเธอเองจะให้คำตอบได้ทั้งหมด ยิ่งหากเป็นนอกพื้นที่ที่เธอคุ้นเคย เธอก็ไม่มีข้อมูลเช่นกัน วลัยพรรณจึงเกิดไอเดียที่จะสร้างแพลทฟอร์มเพ่ือให้ทุกคนมีสิทธิ์เจอหมอที่ใช่ได้อย่างง่ายดาย

คำว่า ‘ใช่’ ในที่นี้หมายถึงแพทย์ที่ตรงกับโรค ทั้งเฉพาะทางและอนุสาขา ในเวลาที่ถูกต้อง ภายใต้งบประมาณที่เหมาะสม ตรงกับความต้องการของคนไข้มากที่สุด

“โดยเฉพาะคนไข้ที่อาศัยอยู่ต่างจังหวัดและไม่รู้จักหมอในพื้นที่มากนัก หลายๆ ครั้งต้องเข้ามารักษาในกรุงเทพฯ ตลอด บางเคสต้องเข้ามาฟอลโลว์อัพทุกเดือน เสียเวลา เสียค่าเดินทาง ซึ่งบางทีที่จังหวัดนั้นๆ เขาอาจมีหมอที่ดีก็ได้ เพียงแต่เราไม่รู้ หรือเรามักเห็นกระทู้ถามจำพวก ‘ช่วยแนะนำหมอที่เก่งโรคนี้ๆ ให้หน่อยค่ะ’ จากเว็บไซต์พันทิปอยู่เสมอ” วลัยพรรณเล่าเราให้ฟังถึงที่มาที่ไปของ ZeekDoc แพลตฟอร์มที่อำนวยความสะดวกช่วยให้คนไข้เจอหมอที่ใช่และเข้าถึงการรักษาได้อย่างง่ายที่สุด

ไม่เพียงแต่ชื่อ สถานที่ และวัน เวลา ทำงาน ของหมอเท่านั้น ZeekDoc ยังใส่ฟิลเตอร์อย่างประเภทสิทธิ์หรือประกันสุขภาพที่มี ประเภทของสถานพยาบาลที่ต้องการ เพื่อให้ผู้ใช้ได้เจอหมอและเงื่อนไขอื่นๆ ที่ตรงกับความต้องการได้มากที่สุด

ทุกวันนี้ ZeekDoc ยังให้บริการครอบคลุมพื้นที่เพียงสองจังหวัด คือกรุงเทพฯและภูเก็ต โดยผ่านการดึงข้อมูลแพทย์เบื้องต้นจากข้อมูลที่ทางโรงพยาบาลเปิดเผยอยู่แล้ว ZeekDoc มีธงว่าเป้าหมายต่อไปคือการมีข้อมูลในระบบบริการครบ 77 จังหวัดทั่วประเทศ และหากเกิดขึ้นจริง วลัยพรรณเชื่อว่าจะลดอัตราการเสียโอกาสให้กับโรงพยาบาลต่างจังหวัด และลดความสิ้นเปลืองในด้านเวลาและงบประมาณของคนไข้ในการเดินทางเข้าสู่เมืองหลวง โดยไม่จำเป็น

นอกจากคนไข้ในประเทศ สิ่งที่ ZeekDoc พยายามทำอีกอย่างหนึ่งก็คือการให้ข้อมูลทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อที่จะอำนวยความสะดวกให้กับชาวต่างชาติ

“นี่คือโอกาสสำคัญที่จะรองรับชาวต่างชาติ ไหนๆ ประเทศไทยก็เป็นประเทศแห่งการท่องเที่ยวและนักท่องเที่ยวบางคนป่วยเพราะร่างกายต้องปรับตัวสภาพอากาศและอาหาร บางคนก็ได้รับบาดเจ็บจากกิจกรรม extreme ต่างๆ ถ้าแพลตฟอร์มเราช่วยแนะนำหมอให้ชาวต่างชาติได้ก็จะเป็นโอกาสดี และคิดว่ารองรับให้ครบในทุกอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ทั้งท่องเที่ยว เดินทาง ร้านอาหาร และสุขภาพ”

ZeekDoc ยังคงเปิดให้บริการฟรีแบบ soft launch คอยสอดส่องหาทางอุดรอยโหว่ของระบบ แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ เภสัชกรสาวเล่าย้อนกลับไปว่าไม่ใช่เรื่องง่าย

“เราเองก็ไม่มีความรู้เรื่องไอที แต่ดีที่มี hackathon ให้คนสาย IT, Busniess, Design และอื่นๆ มาเจอกัน โชคดีที่เราได้เจอคนที่สนใจเรื่องสาธารณสุขเหมือนกันจากงานนั้น เขาเคยทำแพลตฟอร์มช่วยจัดการคลินิกอยู่แล้ว เราก็นั่งคุยกันอยู่หลายอาทิตย์ว่าจะโฟกัสตรงไหน สุดท้ายมองว่าเราน่าจะทำอะไรที่ช่วยคนหมู่มากได้ เลยออกมาเป็น ZeekDoc ทำหน้าบ้านช่วยคนตรงนี้ แล้วก็ทำระบบหลังบ้านเพื่อช่วยสถานพยาบาลจัดการคิวต่างๆ ด้วย”

วลัยพรรณมองเห็นความเป็นไปได้ในช่องทางธุรกิจที่จะต่อยอดให้กับสตาร์ทอัพของตัวเองผ่านการเก็บค่าธรรมเนียมการจองคิว สร้างโปรแกรมที่ช่วยรับนัดหมายออนไลน์ โดยมีการแจ้งเตือนผ่านช่องทางต่างๆ ให้ผู้ใช้งานไม่พลาดคิวนัด เมื่อมาถึงสถานพยาบาลก็สามารถเช็กอินออนไลน์ได้เลย และในส่วนหลังบ้านก็จะมีระบบจัดตารางให้กับแพทย์ด้วย

หากแต่อนาคตนั้นจะมาเมื่อใด วลัยพรรณมองว่าเป็นเรื่องของการรอคอยให้ทั้งคนไข้และบุคลากรทางการแพทย์เปลี่ยนพฤติกรรมจากเดิมก่อน

“Healthcare เป็นสายที่รับเอาเทคโนโลยีเข้ามาช้าเมื่อเทียบกับสายอื่นๆ พอมันช้าปุ๊บ หมายความว่าเราจำเป็นต้องให้เวลากับคนไข้และแพทย์เข้าใจแพลตฟอร์มของเราก่อน และเมื่อคนไข้เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมและภาพรวมเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อนั้นเราจึงเริ่มรันได้ ซึ่งแปลว่าทุกคนในทีมต้องอึดมาก อึดรอให้ตลาดมาเพื่อสร้างรายได้”

พื้นที่เปิดกว้างให้สตาร์ทอัพหน้าใหม่

ในฐานะคนทำงานในสายสาธารณสุข เภสัชกรสาวเห็นว่ามีพื้นที่อีกมากให้กับสตาร์ทอัพเข้ามาร่วมแก้ปัญหา

“ความท้าทายของการทำงานในสายสาธารณสุขคือ เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและชีวิตจึงมีความเสี่ยงสูง ทั้งเครื่องมือต่างๆ ที่ออกแบบมาจะใช้งานได้จริงหรือไม่ รวมถึงความเข้าใจเรื่องระบบการทำงานของฝั่งบุคลากรทางการแพทย์ก็เป็นอีกที่เรื่องสำคัญ อีกปัญหาคือคนในวงการสาธารณสุขน้อยคนมากที่จะละทิ้งอาชีพการงานแล้วออกมาทำสตาร์ทอัพ” แต่สำหรับวลัยพรรณสิ่งที่ทำให้เธอมั่นใจแบ่งเวลาการทำงานให้กับ ZeekDoc ก็คือ เธอพบว่าแพลตฟอร์มในลักษณะเดียวกันนี้มีให้บริการในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย ฮ่องกง

“เราเชื่อว่าแพลตฟอร์มนี้ค่อนข้างตอบโจทย์ แม้จะต่างกันบ้างในรายละเอียดแต่ตัวแพลตฟอร์มมันค่อนข้าง universal น่าจะเข้ากันได้ดีกับบ้านเราเพราะปัญหาเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง” เธออธิบาย

นอกจากนี้วลัยพรรณยังมองสตาร์ทอัพสายสาธารณสุขเป็น 2 รูปแบบ คือเพื่อการป้องกัน (Prevention) และเพื่อการรักษา (Treatment)

“ปัจจุบัน ZeekDoc เป็นแพลตฟอร์มให้คนมาหาหมอ เป็นสตาร์ทอัพเพื่อการรักษา ซึ่งใจจริงเราไม่อยากร่ำรวยจากรักษาเพราะนั่นแปลว่าต้องมีคนป่วยจำนวนมาก เราอยากให้คนแข็งแรง” วลัยพรรณกำลังมองหาวิธีการที่จะ healthy ต่อระบบ

“เราอยากให้คนทำสตาร์ทอัพสายป้องกันเยอะๆ ตั้งแต่มาคลุกคลีตรงนี้เราเห็นโอกาสมากมาย และเชื่อว่าถ้าเราจะแก้ปัญหาสาธารณสุขสักอย่าง คนไข้ไม่ได้อยากได้อุปกรณ์แฟนซีเพื่อรักษาตัวเอง สิ่งที่เขาอยากได้จริงๆ คือการไม่ป่วย มีโอกาสมากมายในการป้องกันโรค ทุกวันนี้โรคที่เกิดขึ้นซับซ้อนและแทบไม่มีคนรู้สาเหตุซึ่งส่วนใหญ่มาจากการใช้ชีวิตแบบผิดๆ ดังนั้นถ้าทำ HealthTech สายป้องกันแล้วผู้ใช้สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตได้คงเป็นเรื่องที่ดีมาก”

วลัยพรรณมองว่าหากยิ่งมีสตาร์ทอัพเข้ามาในสายสาธารณสุขยิ่งมากยิ่งดี เพราะนั่นแปลว่าจะมีผู้ร่วมเสนอทางออกให้ระบบสาธารณสุขและสุขภาพของคนในประเทศมากขึ้น

“มายด์เซ็ตของ HealthTech ต่างจากสายอื่นๆ ตรงที่ว่า หากคุณทำสตาร์ทอัพสายทรีตเมนต์คุณรับได้ไหม หากวันหนึ่งคนแข็งแรงแล้วไม่ใช้ของคุณเลย สำหรับฟ้า ฟ้าดีใจที่เป็นแบบนั้น แต่หากใครป่วยแล้วต้องการความช่วยเหลือ แพลตฟอร์มเราก็พร้อมจะช่วย”

“ท้ายที่สุดแล้วเป้าหมายของสตาร์ทอัพที่เข้ามาแก้ปัญหาเรื่องสุขภาพและสาธารณสุขคือ เมื่อคนร่างกายแข็งแรง  เขาก็สามารถใช้เงินและเวลาไปเพิ่มทักษะและเพิ่มรายได้ ผลดีก็ตกอยู่กับประเทศ คนสามารถใช้จ่ายในอุตสาหกรรมอื่นๆ มันเป็นฟันเฟืองที่สัมพันธ์กันทั้งระบบ” วลัยพรรณสรุป

Startup Thailand Entrepreneurs Under 35
สาขาการแพทย์และสาธารณสุข (Healthtech)

วลัยพรรณ ฉันท์มิตรกุล, Co-Founder of Zeekdoc

Website: Zeekdoc.com

Writer

ภัทรมน สุขประเสริฐ

เคยทำงานข่าว ยังขีดเขียนบ้างบางคราว ชอบสำรวจบ้านเมืองสังเกตผู้คน กินง่ายมาก อยากเล่นบอร์ดเกมทุกอาทิตย์

Photographer

กานต์ ตันติวิทยาพิทักษ์

เป็นช่างภาพ เป็นผู้ชาย เป็นลูกคนเดียว เป็นคนหลับง่าย เป็นคนใจเย็น เป็นคนพูดไม่สุภาพ เป็นคนขี้เซา เป็นคนเดินเร็ว เป็นคนไม่ฉลาด เป็นคนธรรมดา เป็นคนไทย

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

มาตั้งสติจากแนวคิดและบทเรียนน่ารู้ของสตาร์ทอัพที่น่าจับตา

“ขอให้หายป่วยไวๆ นะครับ พวกเราจะช่วยมาส่งอาหารให้พี่ทุกวันเอง”

ประโยคจากไรเดอร์ของบริษัทหนึ่งที่กล่าวกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่กักตัวอยู่บ้าน

ท่ามกลางการแข่งขันของธุรกิจเดลิเวอรี่ที่ดุเดือด บางบริษัทต้องถอนตัวออกจากตลาด ในวงการการส่งอาหาร บริษัทใหญ่ๆ ยังคงขาดทุนอยู่ 

‘SKOOTAR’ สตาร์ทอัพที่ก่อตั้งโดยคนไทย เพื่อคนไทย ก่อตั้งใน ค.ศ. 2014 สามารถทำกำไรได้ 

ปัจจุบันอยู่มา 6 ปีแล้ว ล่าสุดแอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรี่ Robinhood ตกลงเป็นพาร์ตเนอร์กับ SKOOTAR และให้ไรเดอร์ของบริษัทช่วยส่งอาหารให้ 

ในธุรกิจที่มีการแข่งขันกันอย่างมาก และการเผชิญกับบริษัทต่างชาติขนาดใหญ่ SKOOTAR อยู่รอดและเติบโตได้อย่างไร

SKOOTAR สตาร์ทอัพให้บริการด้วยหัวใจ และมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร’

จุดเริ่มต้น

“ผมไม่ได้ชนะใครเลย” เป็นคำตอบของ ม.ล.กมลพฤทธิ์ ชุมพล หรือ คุณโก้ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สกู๊ตตาร์ บียอนด์ จำกัด เมื่อเราถามว่า สิ่งที่ทำให้ SKOOTAR เอาชนะเจ้าอื่นได้คืออะไร 

“เราอยู่รอดได้ เพราะเราโฟกัสว่า ลูกค้าคือใคร แก้ปัญหาอะไรให้เขา”

SKOOTAR สตาร์ทอัพให้บริการด้วยหัวใจ และมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร’

ตอนเริ่มตั้งธุรกิจ คุณโก้และทีมผู้บริหารตั้งเป้าหมายไว้ว่า SKOOTAR จะแก้ปัญหาให้ธุรกิจไทยและเมสเซนเจอร์

ทีม SKOOTAR เริ่มตั้งแต่การเข้าไปพูดคุยกับเจ้าของ SMEs ที่ต้องใช้บริการเมสเซนเจอร์ และคุยกับตัวเมสเซนเจอร์เอง 

“ผมไปที่ศูนย์รับเช็ค พี่ๆ เมสเซนเจอร์เขาต้องนั่งรอคิวกันสองสามชั่วโมงอยู่แล้ว ผมก็ไปชวนเขาคุยเรื่องชีวิต ถาม A day in a life ไปนั่งข้างเขาเลย ชวนคุย รอนานไหม หาลูกค้าอย่างไร” คุณโก้เล่าถึงช่วงเริ่มต้นทำแอปพลิเคชันนี้ 

ในสมัยนั้น เมืองไทยยังไม่มีแอปพลิเคชันเรียกเมสเซนเจอร์หรือสั่งอาหารอย่างแพร่หลายนัก เจ้าของธุรกิจ SMEs ที่ต้องส่งเอกสาร วางบิล หรือรับเช็ค ก็ต้องวิ่งไปเองบ้าง หรือจ้างวินมอเตอร์ไซค์หน้าปากซอยให้ช่วย บางครั้งก็ประสบปัญหาเมสเซนเจอร์หลงทางบ้าง หรือทำเอกสารตกหล่นบ้าง ฝั่งเมสเซนเจอร์ก็มีปัญหาเรื่องการหาลูกค้า ตลอดจนการคิดคำนวณราคา

แอปฯ ช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวทั้งหมด ผู้ใช้งานกดเรียกเมสเซนเจอร์จากโทรศัพท์ได้ มีระบบติดตามว่าเมสเซนเจอร์วิ่งไปถึงไหนแล้ว ราคาเป็นมาตรฐาน และออกใบเสร็จให้กับลูกค้าที่เป็นองค์กรได้ ส่วนเมสเซนเจอร์ก็ได้ค่าจ้างที่ดี และมีลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ 

ด้วยบริการที่ยังไม่มีในเมืองไทย ทำให้ SKOOTAR ระดมทุนได้อย่างต่อเนื่อง โดยสามารถระดมทุนจากโครงการ DTAC Accelerate สำหรับทุนก้อนแรก ระดมทุนจากกองทุน 500 Startups และกองทุน Galaxy Ventures รวมไปถึงได้รับเงินทุนจากนักลงทุนอิสระ (Angel Investors) ด้วย

ช่วยแก้ปัญหาที่คาดไม่ถึง

ในช่วงต้นนั้น ทางบริษัทมองว่าลูกค้าคือกลุ่มองค์กร และ SKOOTAR จะมาช่วยส่งเอกสารต่างๆ ในขณะนั้นยังไม่มีบริการ Food Delivery แพร่หลายอย่างทุกวันนี้ ครั้งหนึ่ง มีคุณแม่ลูกเล็กท่านหนึ่งติดต่อเข้ามา ลูกเธอป่วย แต่เธออยู่คนเดียวกับลูก ออกไปซื้ออาหารและยาไม่ได้ ตอนนั้นเป็นเวลาค่อนข้างดึกแล้ว จึงลองเรียก SKOOTAR ดู 

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้คุณโก้และทีมเห็นว่า ธุรกิจได้ช่วยเหลือผู้คนในแบบที่คาดคิดไม่ถึง

รูปแบบธุรกิจของ SKOOTAR เองจึงค่อยๆ เปลี่ยนไป จากเดิมที่นิยามตนเองว่าเป็น ‘เมสเซนเจอร์ออนไลน์มือโปร’ ก็ปรับเป็น ‘บริการขนส่งด่วนออนไลน์มือโปร’ เนื่องจากบริษัทมิได้จัดส่งแค่เอกสารเพียงอย่างเดียว แต่ส่งสิ่งของ (สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์) และอาหาร ช่วงโควิด-19 มีการช่วยโรงพยาบาลให้ส่งอาหารถึงผู้ป่วยและผู้ที่ต้องกักตัวในราคาย่อมเยา และวางแผนขยายไปให้บริการในจังหวัดอื่นต่อ

SKOOTAR สตาร์ทอัพให้บริการด้วยหัวใจ และมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร’
SKOOTAR สตาร์ทอัพให้บริการด้วยหัวใจ และมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร’

‘มือโปร’ 

คุณโก้ใช้คำว่า ‘มือโปร’ อยู่บ่อยครั้งเมื่อกล่าวถึงนิยามธุรกิจนี้

ทาง SKOOTAR ฝึกเมสเซนเจอร์ให้เป็นมือโปรอย่างแท้จริง บริษัทอื่นอาจสอนไรเดอร์ให้ใช้แอปพลิเคชันเป็น แต่ที่นี่เริ่มตั้งแต่สอนมารยาทการบริการ เอกสารมีกี่ประเภท เมื่อรับเอกสารมา ลองสังเกตและแจ้งผู้รับว่า เซ็นเอกสารตรงไหน เอกสารฉบับไหนคือสำเนา แผ่นไหนคือต้นฉบับ ต้องแยกให้ออก

นอกจากนี้ การอบรมยังละเอียดถึงขั้นสอนเมสเซนเจอร์ให้รู้จักวิธีเข้าเช็ค เมสเซนเจอร์รู้จักคำว่า ใบ D/O ใบ B/L (เอกสาร 2 ชนิดนี้คืออะไร อ่านเฉลยได้ตอนท้ายบทความ) 

หากเป็นไรเดอร์ที่มีหน้าที่ส่งอาหาร ก็จะสอนวิธีจัดวางอาหาร วางแบบใดอาหารจะไม่หก และส่งถึงมือลูกค้าได้โดยสวัสดิภาพ 

ในช่วโควิด-19 นี้ เมสเซนเจอร์ของ SKOOTAR บางคนก็สร้างความประทับใจให้ลูกค้าด้วยความใส่ใจเช่นนี้ บ้านหนึ่งครอบครัวเดินทางและลืมให้อาหารสุนัขที่บ้าน จึงให้ไรเดอร์ไปซื้ออาหารและฝากเทให้สุนัขกิน เมื่อเจ้าของดูจากกล้องวงจรปิด ก็เห็นไรเดอร์ค่อยๆ จัดถาดอาหาร และเปิดกล่องอาหาร เอาฝาพัดให้อาหารหายร้อน และเรียกให้น้องหมามากิน 

‘คน’ สำคัญ

อะไรคือคำแนะนำที่อยากฝากให้กับน้องๆ ที่สนใจทำสตาร์ทอัพ

คำตอบแรกที่คุณโก้ตอบทันทีคือ เลือกเพื่อนร่วมอุดมการณ์ดีๆ ยิ่งตำแหน่งสำคัญ ยิ่งต้องใช้เวลา 

ในอดีต SKOOTAR เลือกทีมงานอย่างรวดเร็ว แม้บางคนมีทักษะดี แต่ Mindset ไม่ตรงกับทีมงานคนอื่น จึงทำให้เกิดปัญหากันในทีมค่อนข้างมาก หรือบางครั้ง พนักงาน 2 คนทำตำแหน่งเดียวกัน มีทักษะพอๆ กัน แต่คนหนึ่งมี Mindset ที่ดี ทำให้ผลงานแตกต่างจากพนักงานอีกคนเป็นอย่างมาก

ตัวอย่างของ Mindset ที่สตาร์ทอัพนี้มองหาในผู้สมัคร คือ ‘Be the Solution’ กล้าริเริ่มเสนอแนะ ลงมือทำ ‘Be Adaptive’ ลองปรับตัว ลองใช้เครื่องมือใหม่ๆ ในการทำงาน ลองเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ‘Be Kind’ เห็นอก เห็นใจ รับฟังกัน 

ครั้งหนึ่ง ในออฟฟิศมีพนักงานคนหนึ่งกำลังเร่งเตรียมงานแต่งงาน รุ่นพี่อีกคนหนึ่งก็อาสาช่วยทำงานบางส่วนให้ เพราะไม่อยากให้น้องทำงานหนักเกินไปจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว นี่คือลักษณะของ Be Kind ในแบบของ SKOOTAR 

คำถามสัมภาษณ์งานในอดีต จะเน้นไปที่การดูว่าผู้สมัครทำอะไรได้บ้าง เคยทำงานลักษณะไหนมา แต่ปัจจุบัน รูปแบบของคำถามเปลี่ยนไป คำถามส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การเข้าใจ Mindset ของคนคนนั้น เช่น เป้าหมายชีวิตคืออะไร มีโปรเจกต์ไหนที่ทำแล้วรู้สึกภูมิใจที่สุด หรือให้ลองจัดลำดับดูว่าตนเองต้องการแบบไหน A. ความสำเร็จ B. เพื่อนร่วมงานที่ทำงานเข้ากันได้ดี ไม่มีปัญหา C. คำยกย่อง คำชื่นชม คำถามเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจวิธีคิดและทัศนคติของผู้สมัครได้ดี

SKOOTAR ยังให้ความสำคัญกับไรเดอร์ คุณโก้บอกกับทีมงานเสมอว่า คนขับก็คือลูกค้าของเรา หากคนขับไม่มีความสุข ก็จะไม่มีคนไปดูแลลูกค้าต่อ มีการสำรวจความพึงพอใจของไรเดอร์อย่างต่อเนื่อง มี Line Group ของทีมงานกรุ๊ปหนึ่ง ชื่อ ‘Driver Marketing’ เป็นทีมเฉพาะกิจช่วยดูแลความสุขของเมสเซนเจอร์โดยเฉพาะ 

คนขับบางคนต้องรับภารกิจไปส่งอาหารให้ผู้ป่วยโควิด-19 ที่กักตัว ทางทีมก็จะสื่อสารกับคนขับว่า พวกเราเป็นไรเดอร์มือโปรฯ มีภารกิจที่สำคัญอย่างไร นั่นทำให้ไรเดอร์ไปส่งอาหารพร้อมบอกลูกค้าว่า “ขอให้หายป่วยไวๆ นะครับ พวกเราจะช่วยมาส่งอาหารให้พี่ทุกวันเอง”

สตาร์ทอัพขนส่งด่วนออนไลน์มือโปรสัญชาติไทยที่บริการด้วยใจ และตั้งใจจะแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่างมืออาชีพ

การเลือกและการเติบโต

ที่ผ่านมา SKOOTAR ประสบความสำเร็จในการระดมทุนจากกองทุนและนักลงทุนอิสระอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อถึงจุดที่เงินทุนเพียงพอ ทางบริษัทตัดสินใจที่จะยังไม่ระดมทุนเพิ่มอีก

“เราดูแลธุรกิจไทย” คุณโก้กล่าวอย่างชัดเจน

SKOOTAR ‘เลือก’ โฟกัสว่า ลูกค้าหลักคือลูกค้าองค์กร ไม่ได้จะขยายใหญ่เพื่อไปแข่งกับบริษัทรายใหญ่รายอื่น แทนที่จะเอาเงินทุนมาขยายธุรกิจให้ใหญ่โต แต่กลับใช้เงินทุนและกำไรที่มี ลงทุนกับการรับฟังลูกค้าและช่วยแก้ปัญหาให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องและจริงจัง

ลูกค้ารีวิวคนขับว่าอย่างไรบ้าง มีไรเดอร์คนไหนมีปัญหาหรือไม่ 

มีการทำแบบสำรวจ และ Net Promoter Score (การวัดความพึงพอใจลูกค้า และสำรวจว่าลูกค้ายินดีแนะนำบริษัทต่อให้ผู้อื่นหรือไม่) 

มีเคสหนึ่ง ลูกค้าต้องการส่งเค้กหน้านิ่ม ซึ่งเป็นขนมที่บอบบางและเสี่ยงต่อการขนส่งเป็นอย่างยิ่ง ทีมงานก็ประชุมกันเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาให้กับลูกค้า โดยเสนอวิธีการแพ็กและให้คำแนะนำเพิ่มเติมกับไรเดอร์เพื่อให้การส่งปลอดภัยยิ่งขึ้น

การมุ่งแก้ปัญหาให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ ทำให้ได้พบกับโอกาสในการขยายธุรกิจ จากการรับส่งเอกสารเพียงอย่างเดียว ก็เริ่มขยายมาส่งพัสดุ สินค้า ตลอดจนการส่งอาหาร ล่าสุด ยังมีบริการพัฒนาซอฟต์แวร์บริหารจัดการระบบขนส่งให้กับองค์กรใหญ่ๆ อีกด้วย และในปลายปีนี้ จะเปิดให้บริการขนส่งด้วยรถขนาดใหญ่ รองรับกับความต้องการลูกค้าที่สูงขึ้นในช่วงโควิดนี้ 

เรื่องราวของธุรกิจนี้ทำให้เห็นวิถีสตาร์ทอัพโดยคนไทย เพื่อคนไทย ที่มองเห็นลูกค้าและความต้องการของพวกเขาชัดตั้งแต่วันแรก แม้รูปแบบธุรกิจจะเปลี่ยนไปบ้าง แต่สิ่งที่ SKOOTAR ยังตั้งใจรักษาอยู่ คือการมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร

สตาร์ทอัพขนส่งด่วนออนไลน์มือโปรสัญชาติไทยที่บริการด้วยใจ และตั้งใจจะแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่างมืออาชีพ

หมายเหตุ : 

  • ใบ D/O หรือ Delivery Order คือ ใบปล่อยสินค้า ผู้นำเข้าจำเป็นต้องใช้สำหรับนำไปปล่อยตู้สินค้าที่ท่าเรือหรือท่าอากาศยาน
  • ใบ B/L มาจากคำว่า Bill of Lading หมายถึง ใบตราส่งสินค้าทางเรือ ใช้แจ้งว่าใครคือเจ้าของสินค้า ตลอดจนรายละเอียดสินค้า

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load