ขนาดของบ้านไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ความสุข ขนาดของความสุขในใจต่างหาก ที่บอกเราว่าที่ไหนสร้างความอุ่นในใจ และเราเห็นความสุขขนาดใหญ่ที่เบ่งบานในบ้านหลังนี้ บ้านจัดสรรในหมู่บ้านเก่าแก่ย่านบางบัวทอง ถูกปรับเปลี่ยนโฉมหน้าและการใช้งานใหม่ จนไม่เหลือเค้าดั้งเดิม ด้วยเหตุผลที่แสนสั้นและเรียบง่าย นั่นคือ ‘การได้อยู่ด้วยกัน’ 

วันนี้เราจะได้ทำความรู้จักบ้านของสถาปนิก แซ้พ-สุธาป์ เชิดรุ่งโรจน์ ซึ่งครอบครัวนี้มีสมาชิกทั้งหมด 5 คน ปะป๊าสันติ หม่าม้าศิรา ตัวแซ้พเอง น้องชาย น่าน-สาทร และภรรยา ฟู-พิมลภา สุขตลอดชีพ

บ้านทรงกล่องสีขาวที่ลูกชายรีโนเวตจากบ้านจัดสรรเก่า ให้คนทุกวัยได้ใช้ชีวิตที่ลงตัว
บ้านทรงกล่องสีขาวที่ลูกชายรีโนเวตจากบ้านจัดสรรเก่า ให้คนทุกวัยได้ใช้ชีวิตที่ลงตัว

แซ้พเรียนจบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาควิชาสถาปัตกรรมภายใน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำงานตรงสายอาชีพอยู่สักพัก จากนั้นจึงเดินทางไปเรียนต่อ Master of Science in Architecture ที่ Politecnico di Milano อิตาลี หลังจากกลับมาก็ก่อตั้ง Design Studio ของตัวเอง SML Design Studio ที่หลายคนอาจคิดว่ามาจาก Small-Medium-Large แต่แท้จริงแล้วย่อมาจากคำว่า สวนมะลิ (Suanmali Garage) ซึ่งเป็นชื่ออู่ซ่อมรถของที่บ้านนั่นเอง นอกจากงานออกแบบสถาปัตยกรรมและงานออกแบบตกแต่งภายในแล้ว สตูดิโอของแซ้พยังออกแบบเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน ภายใต้ชื่อแบรนด์ Piece by peaze อีกด้วย 

ส่วนน้องชาย หลังจากน่านเรียนจบจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ สาขาวิชาดนตรีแจ๊ส มหาวิทยาลัยมหิดล ก็โลดแล่นในเส้นทางดนตรีเป็นนักดนตรีอาชีพ กับตำแหน่งมือกีตาร์ในนาม T-SiX ร่วมกับเพื่อน ๆ ปัจจุบันน่านสานต่ออู่ซ่อมและทำสีรถ สวนมะลิการาจแทนคุณพ่อ

บ้านทรงกล่องสีขาวที่ลูกชายรีโนเวตจากบ้านจัดสรรเก่า ให้คนทุกวัยได้ใช้ชีวิตที่ลงตัว
บ้านทรงกล่องสีขาวที่ลูกชายรีโนเวตจากบ้านจัดสรรเก่า ให้คนทุกวัยได้ใช้ชีวิตที่ลงตัว

สงบ สบาย รักสันติ

House of Peaze เป็นชื่อบ้านที่เล่นคำให้พ้องเสียงกับชื่อของคุณพ่อ คำว่า พีซ มาจากชื่อของคุณพ่อสันติ (Peace) กับชื่อแบรนด์ Piece by peaze ของแซ้พ เมื่อตัดสินใจว่าจะสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับครอบครัว โดยออกแบบจากความชอบที่เหมือนกันคือการอยู่บ้าน นอกจากนี้ยังแฝงความรักต้นไม้ของน่าน ผู้มีงานอดิเรกเป็นการปลูกบอนไซ แต่ตอนนี้เริ่มขยับขยายไปลองปลูกแคคตัสดูบ้าง 

“พื้นที่ของผมมีโซนสำหรับปลูกบอนไซ แต่ละกิ่งรายละเอียดมันเยอะ ต้องใจเย็นและใช้เวลาค่อนข้างเยอะ แต่ตอนนี้ผมแต่งงาน มุมนี้ก็ถูกปรับเป็นห้องนั่งเล่น แล้วย้ายมุมบอนไซไปไว้ที่ระเบียงแทน” 

น่านบอกเพิ่มว่า “ไลฟ์สไตล์ของเราคืออยู่ที่บ้าน อย่างตอนนี้ผมก็ไปที่อู่บ่อยขึ้นหน่อย เพราะที่อู่มีปลูกแคคตัส อู่ก็คล้ายเป็นบ้านด้วย มีกิจกรรมที่ผมชอบ ทำให้มีความสุขที่ได้ไปทำงาน

แซ้พเล่าแนวคิดการรีโนเวตบ้านให้ฟังอย่างย่อ ๆ 

“พื้นฐานของผมกับน่านคล้ายกัน คือไม่ได้เป็นคนชอบปาร์ตี้ แต่ชอบออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ และเราก็ใช้เวลาอยู่กับบ้านกันเยอะที่สุด การอยู่ด้วยกันจึงต้องมีพื้นที่ว่างที่เป็นของตัวเอง มีความเป็นส่วนตัวด้วย อย่างเมื่อก่อน บ้านนี้ก็เป็นบ้านเดี่ยวเหมือนบ้านจัดสรรทั่วไป ห้องแต่ละคนก็เปิดประตูมาเจอกัน เหมือนจะใกล้ แต่เราขาดความเป็นส่วนตัว บ้านเก่าไม่ได้อำนวยความสะดวกทุกอย่าง ทำให้เราต้องออกจากบ้านไปใช้ชีวิตข้างนอก และแทบจะอยู่แต่ในห้อง 

“พอมาเป็นบ้านหลังนี้ แม้ขนาดจะเปลี่ยนไป แต่มีพื้นที่ส่วนกลาง หรือจะไปไหนก็ต้องเดินผ่านกันตลอด ได้มองเห็น ได้พูดคุย อย่างพื้นที่ห้องรับแขกตรงนี้ เรานอนเล่น ส่วนแม่ก็นั่งกินข้าวใกล้ ๆ กัน ยิ่งตอนนี้มีลูกของแม่บ้านเป็นเด็กน้อยตัวเล็กมาอยู่ด้วย บ้านก็ไม่เงียบเหงา เราก็ได้ใช้เวลาด้วยกันตรงนี้” 

และบริเวณนี้ก็นั่งสบายจริง ๆ ทั้งบรรยากาศของแสงจากภายนอก และโทนสีธรรมชาติจากเฟอร์นิเจอร์ที่แซ้พออกแบบเอง อยู่สบาย มองแล้วสบายตา จากมุมที่เรานั่งอยู่นี้จะได้เห็นมุมสีเขียวที่เปิดกว้าง มีต้นไม้เดิมอย่างต้นประดู่เป็นฉากหลังสีเขียวบังสายตาจากภายนอก ไม่ไกลกันก็มี เจ้ามีมี่ แมวในหมู่บ้านที่ครอบครัวเก็บมาเลี้ยงไว้ตั้งแต่ยังเล็ก ๆ นอนสบายใจอยู่ใต้เก้าอี้สนามตัวสวย 

บ้านทรงกล่องสีขาวที่ลูกชายรีโนเวตจากบ้านจัดสรรเก่า ให้คนทุกวัยได้ใช้ชีวิตที่ลงตัว
บ้านทรงกล่องสีขาวที่ลูกชายรีโนเวตจากบ้านจัดสรรเก่า ให้คนทุกวัยได้ใช้ชีวิตที่ลงตัว

มินิมอลสีขาว

บ้านทรงกล่องสีขาวที่ลูกชายรีโนเวตจากบ้านจัดสรรเก่า ให้คนทุกวัยได้ใช้ชีวิตที่ลงตัว
บ้านทรงกล่องสีขาวที่ลูกชายรีโนเวตจากบ้านจัดสรรเก่า ให้คนทุกวัยได้ใช้ชีวิตที่ลงตัว
บ้านทรงกล่องสีขาวที่ลูกชายรีโนเวตจากบ้านจัดสรรเก่า ให้คนทุกวัยได้ใช้ชีวิตที่ลงตัว

บ้านคอนกรีตสองชั้น พื้นที่ใช้สอยภายในขนาด 400 ตารางเมตร ท่ามกลางกระแสการตกแต่งสไตล์มินิมอลลิสต์ที่ถาโถมอยู่ในตอนนี้ บ้านนี้ก็อาจเป็นผู้มาก่อนกาล ตอบโจทย์การใช้งานที่เรียบง่าย ไม่ยุ่งยากวุ่นวาย โทนสีธรรมชาติ มีส่วนที่เปิดรับแสงธรรมชาติ ต้นไม้ที่จัดสรรให้อยู่รายล้อม เป็นความไม่ธรรมดาที่เกิดจากความธรรมดาในธรรมชาติ 

พื้นที่ใช้สอยภายในบ้านเป็นสิ่งสำคัญที่แซ้พนึกถึงก่อนเสมอ บ้านนี้แบ่งเป็นสองปีกของอาคาร มีพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ใช้ร่วมกัน รวมถึงพื้นที่ที่เป็นโฮมออฟฟิศของแซ้พด้วย หากมองจากด้านนอกจะเห็นว่าบ้านนี้ไม่มีรั้วสูงมาบดบัง มีแค่ประตูรั้วหน้าบ้านกั้นสัดส่วนในมุมจอดรถ ซึ่งนักออกแบบอธิบายว่า เลือกใช้ต้นไม้แทนรั้วเพื่อเพิ่มบรรยากาศและกั้นความเป็นส่วนตัวไปด้วย

ออกแบบพื้นที่นั่งเล่นเอาต์ดอร์หน้าบ้าน จัดวางม้านั่งไม้ตัวยาวไว้ใช้งานแบบอเนกประสงค์ ทำให้น้อง ๆ ในทีมของสตูดิโอมีที่พักผ่อนหย่อนใจระหว่างวัน ส่วนสตูดิโอเล็ก ๆ ของแซ้พอยู่ถัดมาจากที่จอดรถหน้าบ้าน ด้านบนชั้นสองของส่วนนี้คือพื้นที่ของน่านและครอบครัวแยกเป็นสัดส่วน มีระเบียงเล็ก ๆ ไว้ปลูกต้นไม้ เราเดินผ่านทางเชื่อมเล็ก ๆ เพื่อเดินไปยังห้องนั่งเล่น ทางขวาแยกสัดส่วนไว้สำหรับเป็นห้องครัว ส่วนของแม่บ้าน และพื้นที่ซักล้าง 

ห้องนั่งเล่นเป็นโถงขนาดใหญ่เปิดโล่ง เชื่อมต่อกันกับส่วนครัวแพนทรี่และส่วนรับประทานอาหาร ยังใช้โทนสีขาวครีม สะอาดตาเป็นตัวชูโรง พื้นทางเดินกระเบื้องเซรามิกแผ่นใหญ่ อารมณ์วัสดุสีเรียบ ๆ ทุกอย่างดูโปร่ง โล่งตา ไม่มีตู้หนาหนักมารบกวนความสบาย ไม่ไกลกัน คือห้องของพ่อกับแม่ที่แยกออกไปเป็นส่วนตัว 

บ้านแสนสงบที่ แซ้พ-สุธา เชิญรุ่งโรจน์ ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง SML Design Studio ออกแบบให้สมาชิกทุกคนในบ้านอยู่สบาย
บ้านแสนสงบที่ แซ้พ-สุธา เชิญรุ่งโรจน์ ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง SML Design Studio ออกแบบให้สมาชิกทุกคนในบ้านอยู่สบาย

ขึ้นบันไดหินขัดรูปทรงโค้งมนของแม่บันไดและราวจับไม้ไปยังห้องชั้นสอง ห้องของแซ้พอยู่ทางปีกซ้าย เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่เน้นอารมณ์ธรรมชาติจากสีของไม้ อย่างพื้นไม้สักทำสีธรรมชาติ มีระเบียงเล็ก ๆ ที่แซ้พใช้ออกกำลังกายยามเช้า เป็นมุมส่วนตัวของเจ้าของห้อง 

เมื่อเดินออกมาจากห้อง เลี้ยวขวากลับไปยังปีกขวาห้องของน่าน มีห้องพระที่น่าเข้าไปนั่งสงบจิตใจเป็นที่สุด ด้วยวัสดุไม้และดีไซน์ที่เรียบง่าย ถัดมาเป็นห้องดนตรีของน่านและฟู ซึ่งแซ้พบอกว่า บางครั้งเขาเองก็มาใช้ที่นี่นอนเล่นช่วงกลางวัน หรือซ้อมเปียโนด้วย

เท่าที่เราเห็น ในทุกมุมของบ้านมีการใช้งานจริง ตัดส่วนที่ไม่เกิดการใช้งานออกไป และเกิดเป็นพื้นที่ที่พอเหมาะและพอดีกับคนในบ้าน 

อย่างเป็นธรรมชาติ

บ้านแสนสงบที่ แซ้พ-สุธา เชิญรุ่งโรจน์ ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง SML Design Studio ออกแบบให้สมาชิกทุกคนในบ้านอยู่สบาย
บ้านแสนสงบที่ แซ้พ-สุธา เชิญรุ่งโรจน์ ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง SML Design Studio ออกแบบให้สมาชิกทุกคนในบ้านอยู่สบาย

จุดเด่นที่เห็นได้ชัดอีกอย่างของบ้านหลังนี้ คือการดึงธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการใช้งาน เริ่มจากการเปิดรับแสงเข้าสู่ตัวบ้าน ด้วยพื้นที่แบบดับเบิ้ลสเปซ ต่อเนื่องกับทางเดินยาวเพื่อนำสายตาไปหาพื้นที่ที่กว้างและโปร่งตา การจัดวางเฟอร์นิเจอร์เท่าที่จำเป็นและใช้งานจริง เหล่านี้เป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้การใช้งานภายในบ้านกลมกลืน ไม่ขัดกับธรรมชาติและสีเขียวของต้นไม้ที่อยู่รายล้อม เห็นได้ชัดจากส่วนการใช้งานหลักของบ้านอย่างห้องนั่งเล่น 

ฝ้าเพดานสูงสร้างบรรยากาศให้ห้องดูโปร่ง สบายตา ผนังที่มีองค์ประกอบของกระจก เข้ามาช่วยกำหนดทิศทางของแสงธรรมชาติที่เข้ามาภายในบ้าน เช่น ผนังด้านที่ติดกับพื้นที่ใช้สอยภายนอกบ้าน ออกแบบประตูบานสูงจรดฝ้าเพดานเป็นบานเลื่อนขนาดใหญ่เชื่อมต่อไปยังสวน ช่วยให้เกิดการระบายอากาศได้อย่างดี หรือช่องแสงด้านบนผนังชั้นวางทีวีที่เปิดรับแสงธรรมชาติเข้ามา โดยในแต่ละช่วงเวลาของวัน แสงที่เข้ามาก็ปรับเปลี่ยนไป คล้ายกับช่วยเปลี่ยนอารมณ์ของบ้านไปในตัว 

นอกจากนี้ ยังมีการสร้างพื้นที่สีเขียวเพื่อความสบายตาในทุกจุดของบ้าน เราชอบทางเดินยาวในชั้นสองของบ้าน เวลาเดินผ่านให้ความรู้สึกเหมือนได้ถูกโอบล้อมไว้ด้วยสีเขียวของต้นไม้รอบตัว และยิ่งในมุมสูงของบ้านแบบนี้ ก็ทำให้รู้สึกปลอดโปร่งดีมาก 

“พอโจทย์ของผมคือการตั้งใจให้ทุกคนอยู่ด้วยกัน มีพื้นที่เป็นของตัวเอง คอร์ทต่าง ๆ ที่มีภายในบ้านจึงถูกออกแบบมาเพื่อกั้นสัดส่วน ผมคิดแปลนของการใช้สอยภายในบ้านไว้ตั้งแต่เริ่มต้น ให้ธรรมชาติเป็นตัวกลางในการแบ่งสเปซภายในของแต่ละคน ไม่ใช่แค่คนในครอบครัวเท่านั้น ยังรวมถึงคนที่อยู่ร่วมกับเราในแต่ละวัน อย่างน้อง ๆ ในทีม แม่บ้าน และครอบครัวของเขา อยากให้ทุกคนไม่เสียความเป็นส่วนตัว และมีความสุขที่ได้อยู่ด้วยกัน” แซ้พอธิบายอย่างเห็นภาพ

ถูกที่ถูกทาง

บ้านแสนสงบที่ แซ้พ-สุธา เชิญรุ่งโรจน์ ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง SML Design Studio ออกแบบให้สมาชิกทุกคนในบ้านอยู่สบาย
บ้านแสนสงบที่ แซ้พ-สุธา เชิญรุ่งโรจน์ ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง SML Design Studio ออกแบบให้สมาชิกทุกคนในบ้านอยู่สบาย

สิ่งสำคัญของบ้านสไตล์นี้คงหนีไม่พ้นการจัดเก็บ แซ้พออกแบบการใช้งาน ควบคู่กับการจัดเก็บไว้แล้วในทุกการใช้สอย เริ่มตั้งแต่ส่วนของสตูดิโอ แม้มีพื้นที่ไม่มากแต่ก็จัดสรรอย่างดี ด้วยการออกแบบตู้บิลด์อินไม้ธรรมชาติลายสวยสูงจรดฝ้า ออกแบบเป็นลิ้นชักเก็บของที่ไม่ได้ใช้บ่อย ส่วนชั้นวางไว้สำหรับวางหนังสือที่หยิบจับเป็นประจำ นั่นอาจเป็นเพราะการวางแผนมาตั้งแต่เริ่มต้น บ้านนี้ใช้การจัดเก็บด้วยตู้สูงบานปิดทึบเสียเป็นส่วนใหญ่ จึงซ่อนการจัดเก็บไว้ข้างในเกือบทั้งหมด นอกจากนี้ การจัดวางเท่าที่จำเป็นก็ทำให้บ้านสไตล์มินิมอลดูไม่รกและพอดีกับการใช้งาน 

เห็นได้ชัดมากในห้องพระ ซึ่งจัดวางพระพุทธรูปให้เหมือนการจัดวางทางศิลปะ เลือกใช้สีแค่ 2 สี คือสีขาวจากหินอ่อนและสีธรรมชาติของไม้สัก ก็เป็นความพอดีที่สร้างความรู้สึกสงบและผ่อนคลาย ส่วนผนังส่วนอื่น ๆ ของบ้าน เราสังเกตเห็นว่ามีการใช้งานซ่อนอยู่ด้วย 

“ด้วยพื้นที่ภายในบ้านแต่ละส่วนอยู่แยกจากกัน ผมจึงออกแบบพื้นที่จัดเก็บไว้กับทางเดินที่เชื่อมในแต่ละส่วนของบ้าน เพื่อให้บ้านดูเป็นระเบียบและหยิบหาของใช้ได้ง่าย อย่างในห้องนอนผมเอง ออกแบบตู้เก็บของหน้าบานไม้จากพื้นถึงเพดาน เชื่อมทางเดินส่วนแต่งตัวไปยังส่วนพื้นที่นอน หน้าบานตู้เรียบเสมือนเป็นผนังไม้ที่สร้างบรรยากาศภายในห้องและใช้งานได้อย่างเต็มพื้นที่”

ลูกไม้ใต้ต้น 

ขณะที่กำลังคุยกันอย่างออกรส ปะป๊าหรือคุณพ่อสันติก็เปิดประตูเข้ามาทักทายทีมงาน ลูกชายคนโตเล่าให้ฟังว่า งานอดิเรกของคุณพ่อคือการเขียนเรื่องสั้น โดยถ่ายทอดประสบการณ์ตอนเข้าป่ามาเป็นตัวอักษร ด้วยนามปากกา ‘รณชิต แก้วกานต์’ 

คุยกันสักพัก ก็ทำให้รู้ว่าไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตบางส่วนของหนุ่ม ๆ บ้านนี้มีความเชื่อมโยงมาจากคุณพ่อสันติ จากที่เห็นว่าสองหนุ่มบ้านนี้ชอบออกกำลังกาย ก็มาจากคุณพ่อที่ชอบออกกำลังกายตั้งแต่หนุ่ม ๆ ทั้งฟุตบอล แบดมินตัน และปิงปอง

“ลูกเคยบอกว่าอย่างไรก็จะกลับมาอยู่บ้าน ตั้งแต่แซ็พกลับมาจากอิตาลีก็เริ่มทำงานของเขา เราก็ช่วยเหลือเต็มที่ ทำที่ทางไว้ให้เขาได้ใช้ทำงาน แล้วก็ช่วยดูบ้าง ให้ช่างที่อู่ช่วยทำด้วย อย่างตอนนี้พ่อป่วยเป็นโรคไต ต้องฟอกไต ก็ได้ลูกทั้งสองช่วยกันดูแลอย่างดี สลับกันช่วยกัน แล้วก็โชคดีที่น่านแต่งงานแล้ว ก็ไม่ได้คิดจะแยกตัวไปอยู่ที่ไหนเลยได้อยู่ด้วยกัน” คุณพ่อเอ่ยถึงความสุขของการที่ทั้งครอบครัวได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้า

บ้านแสนสงบที่ แซ้พ-สุธา เชิญรุ่งโรจน์ ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง SML Design Studio ออกแบบให้สมาชิกทุกคนในบ้านอยู่สบาย

การจัดสมดุลให้สิ่งที่ชอบกับสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ แบ่งสัดส่วนของการใช้ชีวิตส่วนตัวและส่วนรวมอย่างพอดิบพอดี คือแนวคิดหลักที่ทำให้บ้านมินิมอลสีขาวนี้แสนน่าอยู่ โดยมีพลังของครอบครัวเป็นแรงผลักดันและสร้างความสุขให้ทุกวัน

Writer

อัจฉรา จีนคร้าม

แม่ฟูลไทม์ของสองเด็กตัวป่วน บางคราวก็เป็นคอลัมน์นิสต์ ที่สนใจในงานออกแบบและความเป็นไปของโลกใบนี้

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

คุณพอจะมีเวลาสัก 2 – 3 นาทีไหม?

เปล่าชวนทำงานผ่านเน็ตที่บ้าน แต่เรากำลังจะพาไปเยี่ยมบ้านที่กลายมาเป็นที่ทำงานทุกวันของ โปเต้-วิภาวัส ดาราพงศ์ และ กีวี่-กวิตา ศรีสันต์ สองหุ้นส่วน TA.THA.TA แบรนด์กระเป๋าผ้าดีไซน์สวย

โปเต้-วิภาวัส ดาราพงศ์ และ กีวี่-กวิตา ศรีสันต์

หลังประตูรั้วบานใหญ่ตรงหน้าคือสตูดิโอสีขาวสะอาด ไม่บอกก็แทบจินตนาการไม่ออกเลยว่าตึกหน้าแคบแห่งนี้เคยรับหน้าที่เป็นโรงจอดรถเก่ามาก่อน

TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต

“เรารู้สึกว่ามันเป็นบ้านมากกว่าออฟฟิศ” โปเต้เอ่ยขณะกำลังง่วนอยู่กับการจัดแจงโต๊ะที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ตัดเย็บกระเป๋าบนชั้น 3 ของ TA.THA.TA Studio ก่อนเริ่มต้นเล่าเรื่องโฮมออฟฟิศขนาดอบอุ่นนี้ให้เราฟัง

รู้จักใครที่เล่นอินเทอร์เน็ตวันละ 2 – 3 ชั่วโมงขึ้นไปต่อวันบ้างหรือเปล่า?

เริ่มแรก TA.THA.TA ลงทุนด้วยเงินเพียง 3,000 บาท โปเต้ออกแบบและตัดเย็บกระเป๋าคุณภาพดีด้วยมือลงขายในแฟนเพจ จาก 1 ใบ เป็น 2 ใบ จาก 2 เป็น 3 จาก 3 เป็น 4 ที่ต่อยอดไปเรื่อยๆ ด้วยฝีมือ ฝีเข็ม และด้วยกำไร 

TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต

เหมือนสูตรสำเร็จที่ได้ยินบ่อย แต่พิสูจน์แล้วว่าของที่เราเองยังอยากใช้ คิดทุกใบให้หน้าตาแบบที่ตัวเองชอบ ใส่ใจทุกรายละเอียดการผลิตและมองหาสิ่งที่ตลาดยังไม่มีนั้น มีลู่ทางให้ไปต่อได้เสมอ

จากอยากทำก็กลายเป็นชอบ จากชอบกลายเป็นรัก และเพราะรักโปเต้ก็ลงมือทำให้กลายเป็นงานอดิเรกที่จริงจังขึ้น ตอนเช้าเธอออกไปทำงานประจำ ตอนเย็นก็กลับมาทำกระเป๋า พอเสาร์-อาทิตย์ก็ไปขายที่ Aree Garden ก่อนชักชวนกีวี่ เพื่อนร่วมงาน มาทำด้วยกัน

จุดเปลี่ยนที่ทำให้ทั้งคู่ลาออกจากงานประจำมาปั้นฝันให้ใหญ่ขึ้น คือการสมัครเข้าโครงการ Talent Thai กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จากที่คิดว่าจะทำขายออนไลน์ เมื่อมองเห็นทางไปต่อและไม่อยากให้กระเป๋าที่พวกเธอหลงรักเป็นแค่งานอดิเรกอีกแล้ว ทั้งคู่ชักชวนกันออกจากงานประจำ มาทำกระเป๋าอย่างจริงจัง

ระยะเวลา 6 ปี กระเป๋าของพวกเธอเดินทางไกลไปอีกซีกโลก จนได้วางขายที่ยุโรปอย่างในสวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย ฝรั่งเศส และเยอรมนี ที่ฟังแล้วใจพองไปด้วย

แม้จะเติบโตไปอีกขั้น แต่วิธีทำงานของทั้งคู่ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ไม่ว่าจะไปออกร้านที่ไหน โปเต้และกีวีก็ยังไปขายด้วยตัวเองเสมอ เพราะอยากเจอ อยากรู้จัก และได้พูดคุยกับลูกค้าเหมือนอย่างวันแรก 

งานนี้ทำที่บ้านได้

เมื่องานอดิเรกกลายมาเป็นงานหลัก… เริ่มต้นทั้งคู่ใช้บ้านหลังเก่าอายุหลักเลขสามของครอบครัวเป็นห้องทำงาน

หน้าต่างน้อย ห้องมืด และอัดแน่นไปด้วยกระเป๋าที่มากขึ้นเรื่อยๆ ย่อมส่งผลกับงานออกแบบ พวกเธอเลยตัดสินใจทุบโรงจอดรถข้างบ้านและวาดแบบหน้าตาสตูดิโอที่เธออยากอยู่ในมืออย่างเรียบง่าย โจทย์คือโปร่งโล่ง และแสงที่เอื้อต่อการนั่งทำงานมากที่สุด ก่อนส่งต่อให้สถาปนิกขึ้นแบบโครงสร้างให้ทั้งหมด

TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต

TA.THA.TA (ตถตา) ในภาษาสันสกฤต แปลว่า ‘เป็นจริงเช่นนั้นเอง’ ถ้าคำนี้เป็นภาษาญี่ปุ่นก็คล้ายกับ ‘วาบิซาบิ’ ที่แปลว่า ‘สัจจะวัสดุ’ แก่นแนวคิดนี้ส่งต่อมาถึงโฮมออฟฟิศของพวกเธอด้วย ฉะนั้น ที่นี่เลยเน้นเผยพื้นผิวของเหล็ก คอนกรีต และไม้อย่างเป็นธรรมชาติและเป็นจริงเช่นนั้นเอง

ตึกหน้ากว้างเพียง 4 เมตร ยาว 8 เมตร และสูง 3 ชั้นครึ่ง มีพื้นที่ใช้สอยขนาด 200 ตารางเมตร พื้นที่เล็กๆ แต่ด้านในกลับไม่ดูแคบ เพราะด้านหน้าอาคารหันหน้ารับแสงแดดและต้นไม้ใหญ่ทางทิศตะวันออก เปิดช่องแสงจนสว่างพอที่จะนั่งทำงานได้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ผ่านฟาซาด (Façade) แบบ 2 ชั้น หรือ Double Skin ที่ชั้นในกรุกระจกเต็มผืน และชั้นนอกสุดปูตะแกรงเหล็กฉีกทาสีขาวหลายแพตเทิร์น 

ฟาซาดแบบนี้เป็นไอเดียที่ได้ทั้งความเก๋เท่และฟังก์ชันที่ช่วยพรางสายตาจากข้างนอก รวมถึงช่วยกรองปริมานแสง แต่ในขณะเดียวกันเมื่อนั่งทำงานด้านในก็จะไม่รู้สึกอึดอัด ทึบตัน เพราะช่องของเหล็กฉีก เมื่อมองลอดจากด้านในออกไปยังเห็นต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ที่แผ่กระจายให้ร่มเงาพ่วงจุดพักสายตาในบางเวลา

และตะแกรงเหล็กฉีกสีขาวนี้ยังนำมาใช้กับช่องเปิดอื่นๆ และราวกันตกด้วย ซึ่งหลอกตาให้พื้นที่ดูโปร่งโล่ง ไม่อึดอัดได้อย่างแนบเนียนและน่ารัก

TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต

พื้นที่ทั้งสามชั้นของ TA.THA.TA Studio ถูกวางฟังก์ชั้นอย่างเรียบง่าย ชั้นแรกเป็นที่สต๊อกสินค้าเพื่อให้ง่ายต่อการขนส่ง ส่วนชั้น 2 เป็นที่ QC ตรวจคุณภาพสินค้าและประกอบส่วนที่เป็นแฮนด์เมดบางอย่างเช่น หูกระเป๋าหรือบางรุ่นที่ต้องดีไซน์ลวดลายด้วยมือ ชั้น 3 เป็นพื้นที่ทำงานของโปเต้กับกีวี่ ส่วนหลังคาจั่วที่มองเห็นจากด้านนอกเป็นพื้นที่ชั้นลอยที่เจ้าตัวบอกว่าอาจจะทำห้องนอนใต้หลังคา หรือพื้นที่นั่งเล่นในอนาคต

เพราะมีพื้นที่ไม่มาก ห้องน้ำเลยถูกออกแบบให้ยื่นออกไปด้านนอกระหว่างชั้น 2 กับชั้น 3 ต่อเนื่องไปยังชั้นหนึ่งซึ่งเตรียมไว้เป็นห้องเก็บของโดยเสริมคานรับ

ทั้งคู่ตกแต่งภายในเอง เน้นเติมความอบอุ่นด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีอ่อนและเรียกความสดชื่นด้วยสีเขียวของต้นไม้แซมไปกับเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งบางชิ้นเป็นของเก่าที่มีอยู่แล้ว บางชิ้นเจ้าตัวก็ไปเลือกซื้อเอง โปเต้กระซิบว่า “เลือกแบบถูกและประหยัด” อย่างโต๊ะไม้นี้เธอก็เลือกซื้อมาแค่โครงขา ส่วนท็อปโต๊ะก็ให้ช่างไม้ตัดมาให้ 

TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต

ส่วนของแต่งบ้านและของกระจุกกระจิกที่ประดับอยู่ทุกมุมห้องมาจากของสะสมที่ทั้งคู่ยอมรับตรงๆ ว่ามีแต่ของ “หน้าตาประหลาด” ทั้งนั้น

“เราเป็นคนชอบของหน้าตาประหลาด อย่างกระจกสีแดงรูปหน้าคนที่ใครมาแล้วก็ชอบเอาไปถ่ายรูปมาก หน้าตามันจะเพี้ยนๆ ที่เห็นแล้วถ้าไม่ซื้อคงเสียดาย มีหุ่นจำลองร่างกายมนุษย์ด้วยนะ ซื้อมาจากแถวกำแพงเพชร เป็นของมือสองเหมือนกัน อายุ 20 กว่าปี ตอนแรกกลัวมากเลย แต่ว่าไม่มีอะไร ถ้าเกิดมีก็คงเอาไปทิ้ง (หัวเราะ) กีวี่เองก็ชอบของแปลกๆ แบบนี้เหมือนกัน ส่วนมากเราไปซื้อจากร้านที่เขากำลังจะเจ๊ง อันละ 20 บาท” เธอบอกพลางหยิบนู่นหยิบนี่มาให้เราดูอย่างนึกสนุก

TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต

“รูปปั้นเหมาเจ๋อตุงตัวมี 2 ตัว ตอนแรกเราเห็นที่ร้านหนึ่งเขาตั้งขายราคาตัวละตัวเป็นแสนเลย ด้านล่างมีตัวเลขรหัสซึ่งผลิตจากอิตาลี  เขาก็บอกว่า ที่ตั้งราคานี้เพราะไม่อยากขาย ยิ่งตอนนี้ราคาขึ้นด้วย น่าจะหายากแล้ว คือเราอยากได้มาก แต่ก็ไม่ได้ซื้อมา จนไปเดินแถวคลองถม” เธอแอบกระซิบพิกัดด้วยเสียงเบาลง ราวกับไม่อยากให้ใครรู้แหล่งขุมทรัพย์ของเธอ “ไปเดินแถวเวิ้งนาครเขษม” เธอเล่าต่อด้วยเสียงเจือหัวเราะ

“มีบ้านหนึ่งเขาขายของเก่า ร้านก็ดูรกมาก มองผ่านๆ รกจนดูเหมือนไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่บังเอิญเราไปเห็นตัวนี้เข้า ตั้งไว้ฝุ่นเขรอะเลย เราก็ถามเขาว่าขายมั้ย ปรากฏว่าขายอยู่ที่ 3,000 บาท จังหวะนั้นซื้อแบบไม่คิดเลย เราบอกเขาว่า ‘พี่ ถ้ามีอีกโทรมาตามหน่อยนะ’ เหมือนเขาก็งงๆ เออๆ เดี๋ยวพี่โทรมาตามก็ได้ แล้วก็ได้ตัวข้างล่างมาอีกตัวจริงๆ มีอีกตัวหนึ่งนะ แต่ยังไม่ได้ไปเอาเลย เป็นแบบสีครึ่งตัว แต่อย่าไปแย่งกันนะ (หัวเราะ)

“คือทั้งหมดนี้ก็ได้มาแบบฟลุกๆ เราไม่รู้หรอกว่าตอนนี้มันราคาเท่าไร จะถึงแสนจริงไหม เราชอบแล้วเรารู้สึกว่าว่ามันน่ารักดีแล้วก็มีเลขรหัส ดูเป็นของพิเศษที่เก็บไว้ได้”

TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต
TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต

“ถ้าถามกีวี่ กีวี่น่าจะชอบโมบายนกตัวนี้ที่ได้มาจากไต้หวัน ตอนแรกได้ตัวเล็กมาก่อน เห็นแล้ว เฮ้ย! ชอบมาก อยากได้มาติดออฟฟิศ ไปยืนดู แล้วก็นึกไม่ออกว่าออฟฟิศควรจะห้อยตัวเล็กหรือตัวใหญ่ถึงจะสวย เลือกกันอยู่นาน จนตัดสินใจว่าตัวเล็กน่าจะใส่กระเป๋าเดินทางกลับมารอด เพราะตัวใหญ่กล่องมันยาว แต่พอห้อยปุ๊บก็รู้สึกว่ามันเล็กไป แล้วพอไปออกงาน BIG+BIH ประมาณ 2 ปีถัดมามั้ง อยู่ดีๆ แบรนด์นี้มาขายด้วย ซึ่งเหลือตัวเดียวอีกแล้ว เป็นตัวโชว์ เราก็เลยเดินไปถามเขาว่าขายมั้ย เขาบอกว่ามันพัง แต่เราดูไม่ออกว่ามันพังยังไง มีรอยนิดหน่อยเองมั้ง เห็นเราอยากได้ เขาก็เลยลดแบบถูกมาก ถูกกว่าที่เราซื้อตัวนั้นอีก”

TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต
TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต

ที่มาของของแต่ละชิ้นยิ่งฟังยิ่งสนุก ถ้าจะให้เธอเล่าถึงของทุกชิ้นในบ้าน ต้องใช้เวลาค่อนวันแน่ๆ แต่เท่านี้ก็เชื่อหมดใจแล้วว่า ทั้งโปเต้และกีวีชอบสะสมของเล่นหน้าตาแปลกจริงๆ 

“เหมือนว่ารวมทุกอย่างที่เราชอบไว้เลย” เราเอ่ยพลางเคียงคอแทนคำถาม

“ใช่ๆ ชอบแบบไหนเราก็เซฟรูปเก็บไว้ ตอนนั้นคิดกันไว้แค่ว่าอยากให้ตึกนี้สีขาว เพราะว่าของที่เรามีมันสีสันมาก กระเป๋าก็สี ของแต่งบ้านก็สี เราอยากให้ทุกอย่างรวมๆ ในที่นี้แล้วดูไม่แข่งกันเกิน อยากให้ของที่เราเก็บไว้มันเด่น” เธอบอกก่อนพาเราเดินดูรอบๆ ห้องอีกครั้ง

ทำอย่างอื่นเป็นรายได้เสริมด้วยก็ได้

และเมื่องานอดิเรกกลายมาเป็นงานหลัก… หน้าที่งานอดิเรกอย่างใหม่เลยตกเป็นของเจ้าแคคตัสสายพันธุ์ Lophophora ที่เธอบอกว่ากำลังปลูกอย่างจริงจังสุดๆ ถึงขั้นสร้างโรงเรือนหลังเล็กไว้โดยเฉพาะ

แคคตัสสายพันธุ์ Lophophora

บนชั้น 3 ริมโต๊ะทำงาน มุมรับแสงที่ดีที่สุดถูกจับจองจนเต็มพื้นที่ กระถางเพาะพันธุ์ขนาดย่อมอัดแน่นไปด้วยแคคตัสไซส์จิ๋ว ชูคอรับแสงแดดริมกระจกบานใหญ่

“จริงๆ ตรงนี้ไม่ได้ปลูก แต่เป็นที่เพาะต้นเล็ก เพราะตรงนี้แดดมันน้อย มันโดนแค่ช่วงสองโมงถึงสี่ห้าโมง ช่วงเวลามันสั้น และมีพวกที่เอามาเปลี่ยนดิน ที่โรงเรือนมันร้อนก็เลยพามาตากแอร์

แคคตัสสายพันธุ์ Lophophora
ตามไปส่องต่อได้ที่ @cactusmartin

“เรียกว่าทำเป็นรายได้พิเศษ เริ่มจากชอบเลี้ยง ก็เลยลองหาข้อมูลการปลูก-วิธีเพาะเองหมดเลย แล้วเราขายเฉพาะในออนไลน์ ขายได้ก็ขาย บางครั้งก็ลงขายในกลุ่มคนรักแคคตัสในเฟซบุ๊กด้วย แต่เราก็ไม่ได้ทำกลางวันนะ ทำตอนกลางคืน เพราะว่าเพาะตอนกลางวันไม่ได้ มันร้อน กลางคืนก็ยกขึ้นมานั่งทำตรงนี้แหละ ดูหนังไปด้วย” พูดจบ โปเต้ก็ชวนเราเดินไปเยี่ยมโรงเรือนไซส์มินิที่อยู่ข้างบ้าน

ไม่จำกัดเวลาในการทำงาน ความสุขจะขึ้นอยู่กับเวลาในการทำงานจริง

กิจวัตรประจำวันของโปเต้และกีวี่เป็นไปอย่างเรียบง่าย ตื่นเช้าเดินมาทำงาน กลางวันเดินไปกินข้าวในบ้าน และกลับมาทำงานต่อจนเสร็จ

“ตัดเวลาเดินทางออกไปก็ได้ชั่วโมงการทำงานที่มากขึ้นแล้ว” เธอว่า เรารีบพยักหน้าแบบเห็นด้วยสุดๆ

TA.THA.TA Studio ตึกโฮมออฟฟิศสีขาวกับของแต่งบ้านสีสันของคนที่คิดจะทำงานอยู่บ้านตลอดชีวิต

“การทำงานที่บ้าน เรารู้สึกว่ามันมีผลต่อคุณภาพชีวิตมากกว่า คือเราวัดไม่ได้ว่ามันส่งผลกับงานว่าทำอยู่บ้านแล้วทำงานนี้ดีมากเลย เพราะว่าชิลล์กว่า ทำอยู่ที่อื่นก็อาจจะได้แบบนี้เหมือนกัน แต่เราอยู่ที่นี่มันใกล้บ้านจนรู้สึกว่ามันคือบ้าน เราไม่รู้ว่ามันเป็นข้อดีหรือข้อเสีย บางคนอาจจะว่าเป็นข้อเสีย เพราะกลายเป็นว่าเราอยู่ที่นี่ได้ถึงสี่ห้าทุ่ม แต่เรากลับไม่รู้สึกอึดอัดว่า เฮ้ย ทำไมยังต้องทำงานอยู่ เรานั่งเปิดคอม ดูหนังไปด้วย แล้วงานก็ทำไปด้วยได้ มันก็เหมือนได้ชั่วโมงการทำงานที่มากขึ้น แล้วปริมาณงานมันก็มากขึ้นตาม

โปเต้-วิภาวัส ดาราพงศ์ และ กีวี่-กวิตา ศรีสันต์

“บางคนถาม ทำไมยังทำกัน 2 คนไหว เราไม่ได้รู้สึกว่างานเยอะจนต้องจ้างคนเพิ่ม เรามีความสุขนะ เพราะมีเวลา เหมือนเราอยู่บ้านแล้วก็ทำอะไรไปด้วย เสาร์-อาทิตย์ถ้าไม่มีอะไรทำเราก็มานั่งทำที่นี่ทุกวัน

“มันก็มีที่ต้องอยู่ทำถึงดึกเลย แต่ว่าก็ไม่ได้ตลอดเวลาขนาดนั้น ทุกคนจะคิดว่าเราทำงานอยู่บ้านแล้วเรามีเวลามาก จะหยุดตอนไหนก็ได้ แต่จริงๆ ไม่ เรายังมีพนักงานที่ต้องดูแล มีของที่ต้องส่ง คือต้องวางแผนดีๆ ว่าช่วงไหนคือช่วงที่เราส่งของไปเมืองนอกเยอะๆ แล้วหลังจากนั้นเราจะหยุดช่วงไหน 

“ทำงานเองที่บ้านต้องมีวินัยมากนะ เพราะถ้าเกิดเป็นคนที่ไม่ยอมตื่นหรือนอนเยอะกว่าจะทำก็แย่เลยอะ ชีวิตก็จะแบบเป๋ๆ”  โปเต้ทิ้งท้าย

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load