ยามเย็น ผมยืนเหม่อมองทะเลหม่นๆ จากชายหาดแห่งหนึ่งที่จังหวัดตรัง

เท้าผมจุ่มอยู่ในน้ำลึกประมาณตาตุ่ม สายตามองตามแนวฟองคลื่นสีขาวที่ซัดซ่าเข้ามา มันไหลผ่านสายรองเท้าแตะที่ถูกคีบอยู่ในร่องระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ตีนของผม ไหลลู่ผ่านหลังตีน และไหลเลยไปจนถึงที่ตื้น ฟองค่อยๆ แตกเป๊าะๆๆๆ แล้วซ่าซึมลงทรายหายไปอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นมวลน้ำก็ถูกดูดกลับไหลย้อนลงสู่ทะเล ราวกับหมดหน้าที่พาฟองมาส่งถึงฝั่งแล้ว ต้องรีบไปรับผู้โดยสารคนอื่นต่อ หลังตีนผมได้สัมผัสความเย็นวูบของอากาศอยู่แวบหนึ่ง ก่อนคลื่นลูกใหม่จะซัดสวนเข้ามาอีก พร้อมกับฟองระลอกใหม่ที่เดี๋ยวก็จะแตกแล้วซึมหายสู่ผืนทรายอีก เป็นเช่นนี้มาเนิ่นนานเท่าไหร่แล้วหนอ

ในแง่อะตอมของฟอง บ้างอาจจะเริ่มออกเดินทางตั้งแต่ยุคสสารก่อกำเนิดหลังบิ๊กแบงไม่นาน บ้างอาจจะมาจากใจกลางดวงดาว ซึ่งระเบิดซูเปอร์โนวาเมื่อหลายพันล้านปีก่อน บ้างอาจจะเคยอยู่ในร่างของสิ่งมีชีวิตมาแล้วหลายชนิด ทั้งในและนอกโลก อย่างไรก็ตาม การปรากฏตัวในฐานะฟองคลื่นของพวกมัน เกิดขึ้นตรงหน้าผมแล้วก็จบลงภายในเวลาไม่ถึงนาที เสียงแตกเป๊าะของฟองคลื่นเล็กๆ หนึ่งฟอง อาจเบาจนแม้แต่แพลงก์ตอนก็ไม่ได้ยิน แต่เสียงแตกสลายพร้อมๆ กันของพวกมันดังระงมราวกับเสียงร่ำให้ในงานศพ ท่อนประสานเสียงของบทเพลงเดียวที่บรรเลงดังทั้งจักรวาล บทเพลงแห่งการเกิดมา แล้วก็จากไป

ผมปล่อยให้ความคิดในหัวพากย์บรรยายไป ส่วนใจนั้นเดี๋ยวก็ลอยเดี๋ยวก็ดิ่งอยู่กับจังหวะคลื่น และสัมผัสของฟอง

วันนั้นผมอยู่ที่ตรังพร้อมกับสมาชิกครอบครัวฝั่งแม่ทั้งหมด ซึ่งมารวมตัวกันภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินเรื่องตาหยุน ก่อนหน้านั้นไม่กี่สัปดาห์ ตาหยุนยังเดินเหินยิ้มแย้ม มีบ่นเรื่องขาอ่อนแรงบ้าง แต่ก็ไม่มีใครคิดว่าอยู่ดีๆ แกจะเส้นเลือดอุดตันในสมองแบบกะทันหัน ทำให้สูญเสียความสามารถในการพูดและขยับร่างกาย ตอนเราไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลวันแรกๆ แกยังพอหันหน้า และยกแขนได้ข้างหนึ่ง เราสื่อสารกับแกโดยการพูดคุยและบีบมือแกแน่นๆ ซึ่งแกก็บีบกลับ เราพยายามแม้กระทั่งหาปากกามาให้แกลองเขียน แต่ปรากฏว่ามือข้างนั้นก็ทั้งสั่นและเกร็งเกินกว่าจะเขียนเป็นตัวหนังสือได้ 

ความหวังเรื่องอาการตาหยุนจะดีขึ้นดำรงอยู่ได้ไม่นาน เพราะหลังจากนั้นไม่กี่วันแกก็เริ่มตอบสนองน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งพวกเราเรียกก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไรแล้ว เหลือเพียงการแสดงออกทางสีหน้าที่บางครั้งแกก็ขมวดคิ้วเหมือนกำลังเจ็บปวดอะไรบางอย่าง ซึ่งพวกเราก็ไม่สามารถถามสาเหตุ หรือช่วยเหลืออะไรแกได้เลย 

ผมแอบสงสัยแบบไม่เคยพูดออกไป ว่าสิ่งที่ตาหยุนสร้างทำมาทั้งหมดในชีวิต ยังเหลือความหมายอะไรกับแกในวินาทีนี้บ้าง แน่นอนมันมีความหมายอย่างเปี่ยมล้นสำหรับพวกเราลูกหลาน แต่สำหรับตัวแกในตอนนี้ ความภาคภูมิใจของกิจการทั้งหมดที่ทำมา สายใยและความรักอาธรของลูกหลานที่มารวมตัว ความรักความเป็นห่วงยายบรรณ ข้าวทุกมื้อที่เคยกินอร่อย เสียงหัวเราะกับเพื่อนฝูง ทุกที่ที่เคยไปเที่ยว ความสนุกของการลุ้นลอตตารี่ที่แกชอบซื้อทุกเดือน เรื่องที่เคยถกเถียงกันแทบเป็นแทบตายกับพวกเรา ในวินาทีนี้ดูเหมือนจะไม่มีสิ่งใดเหลือความสำคัญ หรือปกป้องแกจากความเจ็บปวดทรมานได้เลย 

ที่งานศพตาหยุน ทุกคนร้องไห้

แต่หลังจากนั้น ผ่านมาแล้วหลายปี น้ำตาก็แห้งหายไป 

เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมขับรถคันปัจจุบัน ซึ่งตาหยุนช่วยผ่อนให้จนหมดในฐานะรางวัลที่หลานเรียนจบปริญญาเอก ไปจอดข้างสวนสาธารณะแห่งหนึ่งใกล้ที่ทำงาน หลายวันมาแล้ว ผมไปที่สวนแห่งนี้ด้วยความตื่นเต้น เพราะเพิ่งเริ่มต้นงานอดิเรกใหม่ คือการแหวกสุมทุมพุ่มไม้ค้นหาแมลงน่าสนใจแล้วถ่ายรูปพวกมัน (ขอบคุณคุณวรรณสิงห์ น้องชายที่ให้ยืมกล้องและเลนส์มาโครคุณภาพดี)

วันแรกที่ไป ผมได้ทั้งรูปผึ้ง ผีเสื้อ แมลงวัน ด้วง แมงมุม ฯลฯ ที่เห็นชัดไปถึงรูขุมขน เป็นสิ่งเพลิดเพลินมากสำหรับคนชอบชีวะอย่างผม สองสามชั่วโมงหมดไปอย่างรวดเร็ว แถมได้ทั้งบริหารเดี๋ยวก้ม เดี๋ยวนั่งยอง เกร็งลำตัวอย่างกับเล่นโยคะ ถ่ายเสร็จแล้วหิวเลย ต้องรีบไปหาข้าวเย็นกินต่อ ซึ่งอาหารญี่ปุ่นแถวนั้นก็อร่อยมากอีก

ฟองคลื่น ผีเสื้อไร้ปีก และความหมายของชีวิตที่แทนไทได้เรียนรู้จากธรรมชาติ
ฟองคลื่น ผีเสื้อไร้ปีก และความหมายของชีวิตที่แทนไทได้เรียนรู้จากธรรมชาติ

ในวันที่ 2 ของกิจกรรมหลังเลิกงานอันแสนสุนทรีย์นี้ ผมแหงนมองขึ้นไปเจอวัตถุสีขาวๆ ใยๆ ใต้ใบไม้ใบหนึ่ง อยู่ในระยะมือเอื้อมถึงพอดี ตอนแรกผมก็คิดว่าคงเป็นแค่ดักแด้ทั่วไป ไม่ได้น่าตื่นเต้น แต่ก็ลองส่องถ่ายไปงั้นๆ ปรากฏว่าพอเอารูปมาซูมดู จึงเห็นว่าบนก้อนใยขาวๆ นั้นมีไข่กลมๆ แปะอยู่ด้วย 4 – 5 ฟอง ซึ่งทำให้คิดต่อว่า ถ้างี้มันไม่น่าใช่ดักแด้แล้ว เพราะดักแด้กับไข่ไม่น่าอยู่ด้วยกันสิ 

ผมลองถ่ายมุมอื่นอีก 2 – 3 ช็อต คราวนี้เพิ่งเห็นว่า อ้าว! มันมีหนอนอ้วนๆ ตัวปุยๆ เป็นปล้องๆ เกาะอยู่บนใยที่มีไข่นี้ด้วยนี่หว่า ตอนแรกไม่ทันสังเกตเพราะสีมันขาวกลืนไปกับใยเลย สมองผมพยายามประมวลผลว่าสิ่งที่เห็นอยู่นี้คืออะไรกันแน่ เพราะถ้าหนอนนี้คือเจ้าของไข่ก็ไม่น่าใช่ เพราะหนอนมันคือผีเสื้อเด็ก ปกติต้องเป็นผีเสื้อผู้ใหญ่สิที่วางไข่ 

ฟองคลื่น ผีเสื้อไร้ปีก และความหมายของชีวิตที่แทนไทได้เรียนรู้จากธรรมชาติ

จากนั้นผมก็พยายามเก็บภาพจากมุมอื่นๆ อีก จนกระทั่งได้ภาพจากมุมด้านข้าง ซึ่งทำให้ผมถึงกับร้อง เฮ้ย! แล้วยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว เจ้าหนอนอ้วนนี้จริงๆ แล้วมันมีขาสั้นๆ 6 ขา ซึ่งมองจากด้านข้างถึงจะเห็น นี่มันไม่ใช่หนอนแล้ว แต่เป็นผีเสื้อผู้ใหญ่นั่นแหละ มันน่าจะเป็นแม่ผีเสื้อมอธชนิดหนึ่งที่ตัวเมียมีวิวัฒนาการหดปีกหายไป จนรูปร่างดูไม่เป็นผีเสื้อแล้วแต่เหมือนครัวซองต์มากกว่า เหตุผลน่าจะเป็นเพราะถูกธรรมชาติคัดเลือกให้มีชีวิตอุทิศแก่การสืบพันธุ์ขั้นแม็กซ์ ผมรีบกูเกิลดูว่าใช่ตามที่เดารึเปล่า (เสิร์ช Wingless Female Moth) ก็ปรากฏว่าใช่จริงๆ รวมทั้งไปอ่านเจอความรู้เกี่ยวกับมอธกลุ่ม Tussock Moth (สกุล Orgyia) ซึ่งผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย

ฟองคลื่น ผีเสื้อไร้ปีก และความหมายของชีวิตที่แทนไทได้เรียนรู้จากธรรมชาติ

มอธกลุ่มนี้ ตัวเมียไม่มีปีก และที่อ้วนมากเพราะออกมาจากดักแด้พร้อมกับไข่เต็มท้อง หลังจากออกมาแล้วก็จะไม่ไปไหนเลย แค่ปล่อยฟีโรโมนเรียกตัวผู้ให้บินมาหา รับน้ำเชื้อ เสร็จแล้วก็ใช้เวลาที่เหลือวางไข่พร้อมทั้งชักใยปกป้องลูกๆ ที่จะลืมตามาดูโลกในอนาคต แม่มอธมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 24 ชั่วโมงแล้วก็สิ้นใจตาย 

ผมอ่านเรื่องนี้แล้วทึ่ง ขณะเดียวกันก็คิดสงสัยต่อ

ชีวิตที่ดำรงอยู่เพียงแค่ 24 ชั่วโมง แล้วได้ทำแค่อย่างเดียว มีความหมายไหมนะ

บางคนอาจจะสงสารแม่มอธที่อายุสั้นจัด แต่หลายคนก็อาจจะบอกว่าอย่างน้อยๆ มันก็ได้บรรลุจุดประสงค์ของมันแล้ว การบรรลุภารกิจหรือจุดประสงค์อะไรบางอย่าง ทำให้ตายได้อย่างมีความหมายอย่างนั้นหรือ แล้วจุดประสงค์นั้นใครกำหนด มันเป็นจุดประสงค์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้แล้วหรือ แล้วการบรรลุจุดประสงค์นั้น ถ้าหากเจ้าตัวเองไม่สามารถรับรู้ จะยังถือว่ามีความหมายหรือไม่ 

ในทิศตรงข้ามกับแม่มอธ ฟองน้ำบางตัวมีอายุยืนเป็นหมื่นปี ในช่วงชีวิตมันอาจจะเคยเจอทั้งขยะจากอารยธรรมโรมันและเรือดำน้ำนาซี แต่ทั้งหมดจะมีความหมายหรือไม่ ถ้าตัวมันไม่อาจรับรู้ความยิ่งใหญ่ยาวนานนั้นเลย ก็แค่ฟองน้ำกรองกินแพลงก์ตอนไปวันๆ

ผมขบคิดเรื่องพวกนี้ระหว่างคีบหมูทอดเข้าปาก 

นึกย้อนไปถึงวันที่ยืนมองฟองคลื่น อารมณ์หนึ่งที่จำได้คือความสงบและอบอุ่น คลื่นซัดหาดทรายไปเพื่ออะไรก็ไม่รู้หรอก แต่อย่างน้อยก็มีไม่กี่วินาทีที่มันได้สะท้อนแสงตะวัน แม้สุดท้ายฟองจะซึมหายลงทรายไปตลอดกาล แต่เมื่อหันมองข้างๆ ก็มีเพื่อนอีกเป็นล้านๆๆๆ ที่มาด้วยกันไปด้วยกัน สิ่งสุดท้ายที่รู้สึกริมหาดวันนั้น คือเราเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรที่ดำรงอยู่มาเนิ่นนาน ตลอดมา และอาจจะตลอดไป 

ชีวิตมีความหมายหรือเปล่า

ชีวิตต้องมีความหมายหรือเปล่า

ไม่รู้สิ

บางทีชีวิตคนหนึ่งคน อาจไม่มีความหมายยิ่งใหญ่ แต่ประกอบด้วยความหมายเล็กๆ ที่เกิดแตกไม่รู้จบเหมือนฟองคลื่น

บางทีการถามหาความหมายอาจไร้ความหมาย

จะยังไงก็ตามแต่ ตราบเท่าที่ผมยังมีความทรงจำ

ก็อยากขอบคุณตาหยุนอีกสักครั้ง 

ที่ครั้งหนึ่งเคยได้เป็นตาหลานกัน

Writer & Photographer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

แคคตัส เธอมีหนามที่ทิ่มเจ็บมาก

แต่หลายคนไม่รู้ ตอนแรกเธอไม่ได้มีหนามไว้เพื่อทิ่มแทงคนอื่นหรอก

ย้อนกลับไปไกลพอ เธอเคยมีใบ

เธอกางใบบอบบางเหล่านั้นออกมารับแดดอุ่น

สายน้ำและผองพืชคอยหล่อเลี้ยงเธอด้วยความชุ่มชื้น

แต่เมื่อโลกแห้งแล้ง ใบของเธอก็ถูกทำร้าย

นานวัน ใบของเธอค่อย ๆ หด และเปลี่ยนเป็นหนาม

ความแกร่งของหนาม ทำให้ถูกแดดเผาก็ไม่เป็นไร

ตอนแรกหนามของเธอไม่ได้มีไว้ทำร้ายใคร แต่มีไว้เพื่อปกป้องความบอบบางของตัวเอง

แต่ก็ไม่ใช่แคคตัสทุกชนิดที่มีหนาม

แคคตัสหลายชนิดมีขนสีขาวสวย ปุกปุย นุ่มนิ่ม

ห่อหุ้มเนื้อในไว้อย่างมิดชิด

ขนพวกนี้ช่วยปกป้องเธอจากแสงแดด

แต่ที่สำคัญคือใครผ่านมาพบเห็นก็บอกว่าเธอน่ารัก อยากจะรับเธอไปเลี้ยง อยากชื่นชมเธอ อยากใกล้ชิด

เธอปลอดภัยในอ้อมกอดของคนที่หมั่นมาดูแล เธอดีใจที่มีคนมาชื่นชมและชื่นชอบ

แต่เธอกลัว

สักวันหนึ่งถ้าขนสวยหายไปจะเป็นยังไง

ไม่เคยมีใครได้เห็นเนื้ออ่อนสีเขียวน่าเกลียดของเธอที่อยู่ภายใต้ขนเหล่านั้นเลย

ถ้าพวกเขาได้เห็น พวกเขาคงไม่ชอบเธอเหมือนเดิม

ถ้าไม่มีขนสวยแล้ว พวกเขาคงหนีเธอไป

เธอหมั่นดูแลขนให้สวยสะอาดทุกวัน

เธอเหนื่อย

และโดดเดี่ยวเหลือเกิน

ยังมีแคคตัสอีกประเภท

เธอเองก็เคยยื่นใบออกมารับความชุ่มฉ่ำ และอ้อมกอดของแสงแดดเหมือนกัน

แต่เมื่อวันหนึ่งเธอโดนแผดเผา เป็นแผลเจ็บปวดมาก

อีกทั้งมีสัตว์ที่หิวกระหายมากมายมารุมซ้ำเติม

ซากที่เหลืออยู่ของเธอจึงมุดลงดิน

ฝุ่นสะสมปกคลุมใบหน้าของเธอ

เธอปล่อยให้เป็นไปอย่างนั้น

ไม่เอาแล้ว ไม่อยากกางใบอีกแล้ว

เธอกลายเป็นก้อนหินที่ไม่มีใครสนใจ

เหมือนไร้ชีวิต ไม่มีใครสังเกตเห็น อย่างนี้ดีแล้ว

เธอรู้สึกปลอดภัย

ในป่าดงดิบที่อยู่ถัดไป

ทำไมพืชพันธุ์ที่นั่นถึงได้ชูช่อใบกันสลอนจัง

แน่สิ ที่นั่นเขามีฝนตก มีร่มเงา มีน้ำหล่อเลี้ยง

เธอเติบโตมาในที่ที่ไม่มีอะไรแบบนั้นเลย

หนาม ขนขาว และดินแข็ง เป็นเกราะที่ปกป้องเธอให้อยู่รอดที่นี่ แต่ก็กลายเป็นกรงขัง กักเธอไว้ในทะเลทรายตลอดกาล

เธอผ่านฤดูแล้งมาได้ยาวนาน แต่ก็ค่อย ๆ ย่อยสลายไป

ความชื้นเพียงน้อยนิดที่อยู่ในร่างของเธอตอนนี้คงพอส่งต่อไปให้ชีวิตอื่นได้บ้าง

เธอพร้อมจะอำลาแล้ว แต่ก่อนนั้น เธอก็ได้รวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายส่งเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังออกไป

เมล็ดน้อย ๆ ไม่กี่เมล็ด ล่องลอยไปตามลม

เธอบรรจุบทเรียนความเจ็บปวดทั้งหมดไว้ในนั้น เผื่อว่ามันจะมีคุณค่ากับแคคตัสรุ่นถัดไปได้บ้าง หรือไม่มันก็คงจะถูกแดดเผาแห้งไปไม่ต่างจากใบของเธอ

ช่างมันแล้ว เธอทำดีที่สุดแล้ว

ได้เวลาพักผ่อนแล้ว

ฉันเคยได้ยินเรื่องราวของแคคตัสอีกประเภท

นานมาแล้ว เมล็ดพันธุ์ของพวกเขาบังเอิญได้กลับไปตกใกล้ป่า

ได้กลับไปเจอร่มเงา ความชุ่มชื้น

สรรพสัตว์ที่นั่นก็ไม่ได้หิวกระหายจ้องจะกัดกินพวกเขาตลอดเวลา

แสงแดดที่นั่นก็อบอุ่นกำลังดี

นานวัน หนามของพวกเขาก็ค่อย ๆ หดหายไป

ใบอ่อนของพวกเขาค่อย ๆ ผลิกลับคืนมาอีกครั้ง

พวกเขากลับกลายเป็นแคคตัสที่มีใบ

เธอเอง

ถ้าได้อยู่ในป่าที่ชุ่มชื้นนานพอ

ใบที่งดงามของเธอก็น่าจะผลิกลับคืนมานะ

ฉันหวังว่าอย่างนั้น

ฉันเองก็จะพยายามปีนขึ้นจากดินด้วย

แล้วเมื่อถึงวันนั้น

เราจะยื่นใบมาแตะกัน

หมายเหตุเชิงวิชาการ

บทนี้จริง ๆ เขียนแบบเน้นอารมณ์ แต่ว่าเผื่อใครอยากรู้เรื่องแคคตัสที่เล่าแต่ละประเภทว่ามีจริงมั้ย หน้าตาเป็นยังไง ก็เลยเอาตัวอย่างมาให้ดูด้วยครับ

ใบที่ไม่ใช่ใบของ ‘แคคตัส’ วิวัฒนาการของใบแคคตัสที่ไม่ได้แค่เปลี่ยนไปเป็นหนาม

1. แบบแรก แคคตัสที่ปกคลุมไปด้วยหนามแหลม

อันนี้คงคุ้นเคยดีกันอยู่แล้ว แนะนำว่าอย่าไปนั่งทับ หน้าที่ในธรรมชาติของหนามแน่นอนว่าช่วยปกป้องจากสัตว์ที่จะมากินด้วย แต่ดั้งเดิมทีเดียวนั้น หนามถือกำเนิดขึ้นจากใบที่หดเล็กและแข็งขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อลดการสูญเสียน้ำ

ใบที่ไม่ใช่ใบของ ‘แคคตัส’ วิวัฒนาการของใบแคคตัสที่ไม่ได้แค่เปลี่ยนไปเป็นหนาม

2. แคคตัสที่ไม่มีหนามหรือมีน้อยมาก แต่ปกคลุมด้วยขนสีขาว ๆ

ในตลาดเรียกกลุ่มนี้ว่าแมมมิลาเรียชนิดต่าง ๆ (Mammillaria) ซึ่งก็มีทั้งแมมขนแมว แมมขนแกะ แมมขนนก ฯลฯ แล้วแต่รูปทรงและความปุยของขน เคยเขียนถึงพวกนี้ในตอนแรกสุดของคอลัมน์เมฆนมด้วย

ใบที่ไม่ใช่ใบของ ‘แคคตัส’ วิวัฒนาการของใบแคคตัสที่ไม่ได้แค่เปลี่ยนไปเป็นหนาม
ภาพ : tpwd.texas.gov

3. แคคตัสที่มุดลงดินแล้วพรางตัวให้กลมกลืนไปกับพื้น

เช่น Astrophytum asterias พวกนี้เวลาคนเอามาเลี้ยงแบบเหนือดินจะแลดูสะอาดสดใสมาก แต่ในธรรมชาติจริง ๆ มันหลบอยู่กับพื้นแบบนี้แหละ

ความมหัศจรรย์ของแคคตัสที่วิวัฒนาการใบให้กลายเป็นอะไรมากมากมาย ไม่ใช่แค่หนาม

4. แคคตัสที่พอไปอยู่ที่ชื้น แล้ววิวัฒนาการกลับมามีใบใหม่อีกรอบนั้นมีจริง ๆ

เรียกว่ากลุ่ม Tropical Cactus หรือ Epiphytic Cactus มักจะขึ้นแบบเกาะเกี่ยวอยู่บนต้นไม้ใหญ่ในป่าของอเมริกาใต้ ทุกวันนี้หลายชนิดกลายเป็นไม้ประดับที่มีขายทั่วไป เรามักจะเจอขายอยู่ตามร้านที่ขายเฟิร์นห้อย ๆ เพราะลักษณะใบคล้ายกัน ถ้าไปถามแม่ค้า แม่ค้าก็จะบอกว่านี่เรียก เฟิร์นซิกแซก แต่จริง ๆ แล้วน้องคือแคคตัส 

สุดท้ายนี้ แม้มันจะเป็นแคคตัสที่กลับมามี ‘ใบ’ ใหม่อีกรอบ แต่ใบของมันก็ไม่เชิงเป็นใบแบบดั้งเดิมเสียทีเดียว มันเป็นลำต้นสีเขียวที่แผ่แบนออกมาจนมีรูปร่างคล้ายใบมากกว่า หรือพูดอีกอย่าง มันลืมวิธีสร้างใบแบบปกติไปแล้ว แต่ก็ยังอุตส่าห์ประยุกต์สร้างใบขึ้นมาใหม่จากลำต้นของมันได้ ชีวิตนี่น่าทึ่งจริง ๆ

ความมหัศจรรย์ของแคคตัสที่วิวัฒนาการใบให้กลายเป็นอะไรมากมากมาย ไม่ใช่แค่หนาม

Writer & Photographer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load