ยามเย็น ผมยืนเหม่อมองทะเลหม่นๆ จากชายหาดแห่งหนึ่งที่จังหวัดตรัง

เท้าผมจุ่มอยู่ในน้ำลึกประมาณตาตุ่ม สายตามองตามแนวฟองคลื่นสีขาวที่ซัดซ่าเข้ามา มันไหลผ่านสายรองเท้าแตะที่ถูกคีบอยู่ในร่องระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ตีนของผม ไหลลู่ผ่านหลังตีน และไหลเลยไปจนถึงที่ตื้น ฟองค่อยๆ แตกเป๊าะๆๆๆ แล้วซ่าซึมลงทรายหายไปอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นมวลน้ำก็ถูกดูดกลับไหลย้อนลงสู่ทะเล ราวกับหมดหน้าที่พาฟองมาส่งถึงฝั่งแล้ว ต้องรีบไปรับผู้โดยสารคนอื่นต่อ หลังตีนผมได้สัมผัสความเย็นวูบของอากาศอยู่แวบหนึ่ง ก่อนคลื่นลูกใหม่จะซัดสวนเข้ามาอีก พร้อมกับฟองระลอกใหม่ที่เดี๋ยวก็จะแตกแล้วซึมหายสู่ผืนทรายอีก เป็นเช่นนี้มาเนิ่นนานเท่าไหร่แล้วหนอ

ในแง่อะตอมของฟอง บ้างอาจจะเริ่มออกเดินทางตั้งแต่ยุคสสารก่อกำเนิดหลังบิ๊กแบงไม่นาน บ้างอาจจะมาจากใจกลางดวงดาว ซึ่งระเบิดซูเปอร์โนวาเมื่อหลายพันล้านปีก่อน บ้างอาจจะเคยอยู่ในร่างของสิ่งมีชีวิตมาแล้วหลายชนิด ทั้งในและนอกโลก อย่างไรก็ตาม การปรากฏตัวในฐานะฟองคลื่นของพวกมัน เกิดขึ้นตรงหน้าผมแล้วก็จบลงภายในเวลาไม่ถึงนาที เสียงแตกเป๊าะของฟองคลื่นเล็กๆ หนึ่งฟอง อาจเบาจนแม้แต่แพลงก์ตอนก็ไม่ได้ยิน แต่เสียงแตกสลายพร้อมๆ กันของพวกมันดังระงมราวกับเสียงร่ำให้ในงานศพ ท่อนประสานเสียงของบทเพลงเดียวที่บรรเลงดังทั้งจักรวาล บทเพลงแห่งการเกิดมา แล้วก็จากไป

ผมปล่อยให้ความคิดในหัวพากย์บรรยายไป ส่วนใจนั้นเดี๋ยวก็ลอยเดี๋ยวก็ดิ่งอยู่กับจังหวะคลื่น และสัมผัสของฟอง

วันนั้นผมอยู่ที่ตรังพร้อมกับสมาชิกครอบครัวฝั่งแม่ทั้งหมด ซึ่งมารวมตัวกันภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินเรื่องตาหยุน ก่อนหน้านั้นไม่กี่สัปดาห์ ตาหยุนยังเดินเหินยิ้มแย้ม มีบ่นเรื่องขาอ่อนแรงบ้าง แต่ก็ไม่มีใครคิดว่าอยู่ดีๆ แกจะเส้นเลือดอุดตันในสมองแบบกะทันหัน ทำให้สูญเสียความสามารถในการพูดและขยับร่างกาย ตอนเราไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลวันแรกๆ แกยังพอหันหน้า และยกแขนได้ข้างหนึ่ง เราสื่อสารกับแกโดยการพูดคุยและบีบมือแกแน่นๆ ซึ่งแกก็บีบกลับ เราพยายามแม้กระทั่งหาปากกามาให้แกลองเขียน แต่ปรากฏว่ามือข้างนั้นก็ทั้งสั่นและเกร็งเกินกว่าจะเขียนเป็นตัวหนังสือได้ 

ความหวังเรื่องอาการตาหยุนจะดีขึ้นดำรงอยู่ได้ไม่นาน เพราะหลังจากนั้นไม่กี่วันแกก็เริ่มตอบสนองน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งพวกเราเรียกก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไรแล้ว เหลือเพียงการแสดงออกทางสีหน้าที่บางครั้งแกก็ขมวดคิ้วเหมือนกำลังเจ็บปวดอะไรบางอย่าง ซึ่งพวกเราก็ไม่สามารถถามสาเหตุ หรือช่วยเหลืออะไรแกได้เลย 

ผมแอบสงสัยแบบไม่เคยพูดออกไป ว่าสิ่งที่ตาหยุนสร้างทำมาทั้งหมดในชีวิต ยังเหลือความหมายอะไรกับแกในวินาทีนี้บ้าง แน่นอนมันมีความหมายอย่างเปี่ยมล้นสำหรับพวกเราลูกหลาน แต่สำหรับตัวแกในตอนนี้ ความภาคภูมิใจของกิจการทั้งหมดที่ทำมา สายใยและความรักอาธรของลูกหลานที่มารวมตัว ความรักความเป็นห่วงยายบรรณ ข้าวทุกมื้อที่เคยกินอร่อย เสียงหัวเราะกับเพื่อนฝูง ทุกที่ที่เคยไปเที่ยว ความสนุกของการลุ้นลอตตารี่ที่แกชอบซื้อทุกเดือน เรื่องที่เคยถกเถียงกันแทบเป็นแทบตายกับพวกเรา ในวินาทีนี้ดูเหมือนจะไม่มีสิ่งใดเหลือความสำคัญ หรือปกป้องแกจากความเจ็บปวดทรมานได้เลย 

ที่งานศพตาหยุน ทุกคนร้องไห้

แต่หลังจากนั้น ผ่านมาแล้วหลายปี น้ำตาก็แห้งหายไป 

เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมขับรถคันปัจจุบัน ซึ่งตาหยุนช่วยผ่อนให้จนหมดในฐานะรางวัลที่หลานเรียนจบปริญญาเอก ไปจอดข้างสวนสาธารณะแห่งหนึ่งใกล้ที่ทำงาน หลายวันมาแล้ว ผมไปที่สวนแห่งนี้ด้วยความตื่นเต้น เพราะเพิ่งเริ่มต้นงานอดิเรกใหม่ คือการแหวกสุมทุมพุ่มไม้ค้นหาแมลงน่าสนใจแล้วถ่ายรูปพวกมัน (ขอบคุณคุณวรรณสิงห์ น้องชายที่ให้ยืมกล้องและเลนส์มาโครคุณภาพดี)

วันแรกที่ไป ผมได้ทั้งรูปผึ้ง ผีเสื้อ แมลงวัน ด้วง แมงมุม ฯลฯ ที่เห็นชัดไปถึงรูขุมขน เป็นสิ่งเพลิดเพลินมากสำหรับคนชอบชีวะอย่างผม สองสามชั่วโมงหมดไปอย่างรวดเร็ว แถมได้ทั้งบริหารเดี๋ยวก้ม เดี๋ยวนั่งยอง เกร็งลำตัวอย่างกับเล่นโยคะ ถ่ายเสร็จแล้วหิวเลย ต้องรีบไปหาข้าวเย็นกินต่อ ซึ่งอาหารญี่ปุ่นแถวนั้นก็อร่อยมากอีก

ฟองคลื่น ผีเสื้อไร้ปีก และความหมายของชีวิตที่แทนไทได้เรียนรู้จากธรรมชาติ
ฟองคลื่น ผีเสื้อไร้ปีก และความหมายของชีวิตที่แทนไทได้เรียนรู้จากธรรมชาติ

ในวันที่ 2 ของกิจกรรมหลังเลิกงานอันแสนสุนทรีย์นี้ ผมแหงนมองขึ้นไปเจอวัตถุสีขาวๆ ใยๆ ใต้ใบไม้ใบหนึ่ง อยู่ในระยะมือเอื้อมถึงพอดี ตอนแรกผมก็คิดว่าคงเป็นแค่ดักแด้ทั่วไป ไม่ได้น่าตื่นเต้น แต่ก็ลองส่องถ่ายไปงั้นๆ ปรากฏว่าพอเอารูปมาซูมดู จึงเห็นว่าบนก้อนใยขาวๆ นั้นมีไข่กลมๆ แปะอยู่ด้วย 4 – 5 ฟอง ซึ่งทำให้คิดต่อว่า ถ้างี้มันไม่น่าใช่ดักแด้แล้ว เพราะดักแด้กับไข่ไม่น่าอยู่ด้วยกันสิ 

ผมลองถ่ายมุมอื่นอีก 2 – 3 ช็อต คราวนี้เพิ่งเห็นว่า อ้าว! มันมีหนอนอ้วนๆ ตัวปุยๆ เป็นปล้องๆ เกาะอยู่บนใยที่มีไข่นี้ด้วยนี่หว่า ตอนแรกไม่ทันสังเกตเพราะสีมันขาวกลืนไปกับใยเลย สมองผมพยายามประมวลผลว่าสิ่งที่เห็นอยู่นี้คืออะไรกันแน่ เพราะถ้าหนอนนี้คือเจ้าของไข่ก็ไม่น่าใช่ เพราะหนอนมันคือผีเสื้อเด็ก ปกติต้องเป็นผีเสื้อผู้ใหญ่สิที่วางไข่ 

ฟองคลื่น ผีเสื้อไร้ปีก และความหมายของชีวิตที่แทนไทได้เรียนรู้จากธรรมชาติ

จากนั้นผมก็พยายามเก็บภาพจากมุมอื่นๆ อีก จนกระทั่งได้ภาพจากมุมด้านข้าง ซึ่งทำให้ผมถึงกับร้อง เฮ้ย! แล้วยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว เจ้าหนอนอ้วนนี้จริงๆ แล้วมันมีขาสั้นๆ 6 ขา ซึ่งมองจากด้านข้างถึงจะเห็น นี่มันไม่ใช่หนอนแล้ว แต่เป็นผีเสื้อผู้ใหญ่นั่นแหละ มันน่าจะเป็นแม่ผีเสื้อมอธชนิดหนึ่งที่ตัวเมียมีวิวัฒนาการหดปีกหายไป จนรูปร่างดูไม่เป็นผีเสื้อแล้วแต่เหมือนครัวซองต์มากกว่า เหตุผลน่าจะเป็นเพราะถูกธรรมชาติคัดเลือกให้มีชีวิตอุทิศแก่การสืบพันธุ์ขั้นแม็กซ์ ผมรีบกูเกิลดูว่าใช่ตามที่เดารึเปล่า (เสิร์ช Wingless Female Moth) ก็ปรากฏว่าใช่จริงๆ รวมทั้งไปอ่านเจอความรู้เกี่ยวกับมอธกลุ่ม Tussock Moth (สกุล Orgyia) ซึ่งผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย

ฟองคลื่น ผีเสื้อไร้ปีก และความหมายของชีวิตที่แทนไทได้เรียนรู้จากธรรมชาติ

มอธกลุ่มนี้ ตัวเมียไม่มีปีก และที่อ้วนมากเพราะออกมาจากดักแด้พร้อมกับไข่เต็มท้อง หลังจากออกมาแล้วก็จะไม่ไปไหนเลย แค่ปล่อยฟีโรโมนเรียกตัวผู้ให้บินมาหา รับน้ำเชื้อ เสร็จแล้วก็ใช้เวลาที่เหลือวางไข่พร้อมทั้งชักใยปกป้องลูกๆ ที่จะลืมตามาดูโลกในอนาคต แม่มอธมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 24 ชั่วโมงแล้วก็สิ้นใจตาย 

ผมอ่านเรื่องนี้แล้วทึ่ง ขณะเดียวกันก็คิดสงสัยต่อ

ชีวิตที่ดำรงอยู่เพียงแค่ 24 ชั่วโมง แล้วได้ทำแค่อย่างเดียว มีความหมายไหมนะ

บางคนอาจจะสงสารแม่มอธที่อายุสั้นจัด แต่หลายคนก็อาจจะบอกว่าอย่างน้อยๆ มันก็ได้บรรลุจุดประสงค์ของมันแล้ว การบรรลุภารกิจหรือจุดประสงค์อะไรบางอย่าง ทำให้ตายได้อย่างมีความหมายอย่างนั้นหรือ แล้วจุดประสงค์นั้นใครกำหนด มันเป็นจุดประสงค์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้แล้วหรือ แล้วการบรรลุจุดประสงค์นั้น ถ้าหากเจ้าตัวเองไม่สามารถรับรู้ จะยังถือว่ามีความหมายหรือไม่ 

ในทิศตรงข้ามกับแม่มอธ ฟองน้ำบางตัวมีอายุยืนเป็นหมื่นปี ในช่วงชีวิตมันอาจจะเคยเจอทั้งขยะจากอารยธรรมโรมันและเรือดำน้ำนาซี แต่ทั้งหมดจะมีความหมายหรือไม่ ถ้าตัวมันไม่อาจรับรู้ความยิ่งใหญ่ยาวนานนั้นเลย ก็แค่ฟองน้ำกรองกินแพลงก์ตอนไปวันๆ

ผมขบคิดเรื่องพวกนี้ระหว่างคีบหมูทอดเข้าปาก 

นึกย้อนไปถึงวันที่ยืนมองฟองคลื่น อารมณ์หนึ่งที่จำได้คือความสงบและอบอุ่น คลื่นซัดหาดทรายไปเพื่ออะไรก็ไม่รู้หรอก แต่อย่างน้อยก็มีไม่กี่วินาทีที่มันได้สะท้อนแสงตะวัน แม้สุดท้ายฟองจะซึมหายลงทรายไปตลอดกาล แต่เมื่อหันมองข้างๆ ก็มีเพื่อนอีกเป็นล้านๆๆๆ ที่มาด้วยกันไปด้วยกัน สิ่งสุดท้ายที่รู้สึกริมหาดวันนั้น คือเราเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรที่ดำรงอยู่มาเนิ่นนาน ตลอดมา และอาจจะตลอดไป 

ชีวิตมีความหมายหรือเปล่า

ชีวิตต้องมีความหมายหรือเปล่า

ไม่รู้สิ

บางทีชีวิตคนหนึ่งคน อาจไม่มีความหมายยิ่งใหญ่ แต่ประกอบด้วยความหมายเล็กๆ ที่เกิดแตกไม่รู้จบเหมือนฟองคลื่น

บางทีการถามหาความหมายอาจไร้ความหมาย

จะยังไงก็ตามแต่ ตราบเท่าที่ผมยังมีความทรงจำ

ก็อยากขอบคุณตาหยุนอีกสักครั้ง 

ที่ครั้งหนึ่งเคยได้เป็นตาหลานกัน

Writer & Photographer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

ความเงียบเกิดจากอะไร

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ผมเคยเขียนบทความชื่อ “จิ้งหรีดไม่ส่งเสียง หิ่งห้อยไม่ส่องแสง”

บทความนั้นเริ่มต้นแบบนี้

ที่เกาะ Kauai (อ่านว่า ‘คาไวอิ’) ในหมู่เกาะฮาวาย เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้วครับ

จิ้งหรีดที่นั่น อยู่ดี ๆ ก็พากันแขวนไมค์เลิกร้องเพลงเกือบหมด มันเกิดอะไรขึ้น ขึ้นชื่อว่าเป็นจิ้งหรีดหนุ่มก็ต้องร้องเพลงจีบสาวสิ จิ้งหรีดที่ไม่มีดนตรีกาลแบบนี้ ในสันดานช่างเป็นจิ้งหรีดชอบกลนัก ทำไมนะทำไม 

บทความนั้นเล่าต่อยืดยาวถึงงานวิจัยที่พยายามค้นหาสาเหตุที่ทำให้จิ้งหรีดบนเกาะหยุดร้องเพลง แต่ถ้าให้สรุปสั้น ๆ เลย สาเหตุนั้นก็คือแมลงวัน

แมลงวันสาวที่มีไข่ในท้องจะเกิดรสนิยมหลงใหลเสียงจิ้งหรีด และออกตามหาตัวนักร้องจนเจอ จากนั้นก็จะเข้าไปขอสัมผัสร่างกายแล้วฝากลูกเอาไว้ หนอนแมลงวันน้อย ๆ จะมุดเข้าไปเติบโตและกินเครื่องในจิ้งหรีดหนุ่ม เหมือนกินเอแคลร์จากข้างในออกมาข้างนอก จนกระทั่งร่างนักร้องเหลือแต่เพียงเปลือกแห้ง ๆ หนอนอ้วนจึงไชทะลุออกมาและเติบใหญ่เป็นแมลงวันปรสิตรุ่นต่อไป

การปรับตัวของหิ่งห้อยมืดที่ไม่ส่องแสง และจิ้งหรีดเงียบที่ไม่ส่งเสียง
การปรับตัวของหิ่งห้อยมืดที่ไม่ส่องแสง และจิ้งหรีดเงียบที่ไม่ส่งเสียง

หลังจากแมลงวันชนิดนี้ (Ormia ochracea) ขึ้นเกาะคาไวอิมาได้ 20 กว่าชั่วอายุจิ้งหรีด ยามราตรีของที่นั่นก็เหลือเพียงความเงียบสงัด

หรีดหริ่งเรไร เจ้าหายไปไหนกันหมด คุณซุค (Marlene Zuk) นักวิจัยที่ศึกษาเรื่องนี้เชื่อว่าการรุกรานของแมลงวันปรสิต อาจจะทำให้จิ้งหรีดสูญพันธุ์ไปจากเกาะแล้ว

เธอให้สัมภาษณ์รายการวิทยุของแคนาดารายการหนึ่งว่า “พวกเราขับรถวนไปวนมาอยู่นาน แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงจิ้งหรีดเลยแม้แต่ตัวเดียว ตอนแรกก็คิดว่า เออ มันคงไม่เหลือแล้วล่ะ แต่ไหน ๆ ก็มาแล้ว ลองลงจากรถไปดูสักหน่อยละกันผลปรากฏว่า ตกใจแทบช็อกแน่ะค่ะ! ในความมืดบริเวณที่ไฟหน้ารถสาดแสงออกไปนั้น มีจิ้งหรีดเดินอยู่เต็มพื้นไปหมด!

“คุณต้องเข้าใจนะ ว่าสำหรับคนที่ศึกษาจิ้งหรีดมาเยอะ ๆ อย่างดิฉันเนี่ย การได้เห็นภาพจิ้งหรีดอยู่รวมกันเยอะ ๆ แต่กลับไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย มันเป็นเรื่องที่ขัดกับความรู้สึกเป็นอย่างมาก!”

หลังจากนั้น คุณซุคและคณะก็มุ่งมั่นศึกษาปรากฏการณ์นี้ต่อ จนค้นพบว่าประชากรจิ้งหรีดเกือบทั้งเกาะได้วิวัฒนาการกลายเป็นจิ้งหรีดใบ้ไปเสียแล้ว เมื่อส่องดูใต้กล้อง ซี่หวีที่อยู่บนปีกของพวกมัน ซึ่งปกติเอาไว้เสียดสีกันเพื่อให้เกิดเสียง บัดนี้ได้กลายเป็นปีกเรียบ ๆ ที่สีไม่ดังไปเรียบร้อย

ถามว่าถ้าไม่ร้องเพลงแล้ว พวกมันยังหาคู่ได้สำเร็จจนไม่สูญพันธุ์ได้ยังไง นั่นเป็นคำถามที่ดีแต่ขอเก็บเอาไว้ก่อน เฉพาะหน้านี้ประเด็นที่ผมอยากจะชวนคิดและสำรวจคือ ปรากฏการณ์ที่ว่า เมื่อมีภัยคุกคามบางอย่างคอยกดเสรีภาพในการแสดงออกเอาไว้ แสดงออกแล้วเสี่ยงอันตราย แสดงออกแล้วโดนกินไส้ นาน ๆ เข้า ธรรมชาติก็คัดเลือกให้เหลือแต่ความเงียบ

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดแต่ในจิ้งหรีด แต่ยังเกิดในหิ่งห้อย ‘เงียบแสง’

หิ่งห้อยแต่ละชนิดมีระบบจีบกันด้วยภาษากะพริบแสงที่หลากหลายมาก บ้างรวมกลุ่มกันเยอะ ๆ เกาะนิ่ง ๆ บนใบไม้แล้วกะพริบพร้อม ๆ กัน (แบบที่คนชอบไปลงเรือดูกันแถวอัมพวา) บ้างก็บินไปกะพริบไปเรื่อย ๆ เอื่อย ๆ เหนือพงหญ้าหรือหนองน้ำ ในหิ่งห้อยประเภทนี้ ตัวผู้แต่ละชนิดจะมีรหัสกะพริบจีบของตัวเอง และตัวเมียที่เป็นชนิดเดียวกัน ก็จะมีรหัสในการกะพริบตอบขึ้นมาจากพื้น เช่น สมมติตัวผู้บินกะพริบ ปิ๊บ ๆ ปี๊บบบ… ปิ๊บ ๆ ปี๊บบบ… แปลได้ว่า “เฮ่ น้องสาว… เฮ่ น้องสาว…” 

พอตัวเมียของชนิดนี้มองขึ้นมาเห็นก็อาจจะกะพริบตอบกลับว่า ปุ๊บ ๆ ปั๊บ… “เฮ่ พี่ชาย… เฮ่ พี่ชาย” แล้วพอรหัสถูกต้องกันทั้งสองฝ่าย ตัวผู้ก็จะบินลงไปหาตัวเมียแล้วเจรจาระยะใกล้กันต่อ ซึ่งจะเสพสมบ่มิสมยังไงก็ต้องลุ้นกันอีกที

ในขณะเดียวกัน ตัวผู้ของชนิดอื่นในท้องถิ่นเดียวกันก็อาจจะบินกะพริบเป็นรหัสอื่น เช่น ป้าด ปุบ ๆ… ป้าด ปุบ ๆ … แปลได้ว่า “แม่ยอดหญิงอยู่ไหน แม่ยอดหญิงอยู่ไหน” ซึ่งตัวเมียของชนิดแรกพอเห็นรหัสนี้อาจจะไม่เข้าใจหรือไม่เกิดอารมณ์ แต่ตัวเมียของชนิดที่ตรงกันอาจจะรีบกะพริบตอบทันทีว่า ปุริ ๆ ปริ๊บ ๆ… “อยู่นี่ไงพ่อยอดชาย อยู่นี่ไงพ่อยอดชาย” และโลกการผสมพันธุ์ของหิ่งห้อยก็ดำเนินมาอย่างผาสุก… เกือบจะผาสุก

ที่ประเทศอเมริกา มีหิ่งห้อยตัวเมียอยู่ชนิดหนึ่งชื่อโฟทูริส (Photuris sp.) นางรู้รหัสตอบรับการจีบของตัวผู้แทบทุกชนิดในละแวกที่นางอยู่ ตัวผู้น้องสาวมา นางก็พี่ชายกลับไป ตัวผู้แม่หญิงมา นางก็พ่อหนุ่มกลับไป ไม่ว่าตัวผู้ชนิดไหนบินผ่านมาจีบ นางก็ตอบสนองเรียกลงมาหาได้หมด เพียงแต่ว่านี่ไม่ใช่พฤติกรรมการหาคู่ผสมพันธุ์ของนาง แต่เป็นพฤติกรรมการหาอาหาร

จากมุมมองของหิ่งห้อยตัวผู้ หนุ่มที่คิดว่าคืนนี้ได้คู่แล้ว ค่อย ๆ ร่อนลงมาแลนดิ้งตรงจุดที่สาวกะพริบไฟตอบด้วยความปรีดา ปรากฏว่าสิ่งที่เจอคือตัวเมียร่างยักษ์ซึ่งใหญ่กว่ามันประมาณ 4 – 5 เท่า เขี้ยวยาวน้ำลายหยด ตากลมโตกำลังจ้องเหยื่ออันโอชะ ง่ำ! นั่นคือภาพสุดท้ายในชีวิตที่มันได้เห็น หิ่งห้อยหนุ่มอาจไม่ได้ตายในทันที แต่ในระหว่างที่ถูกเคี้ยว ไฟที่ตูดมันก็อาจกะพริบปริบ ๆ “ไม่น่าเลยตู… ไม่น่าเลยตู…”

การปรับตัวของหิ่งห้อยมืดที่ไม่ส่องแสง และจิ้งหรีดเงียบที่ไม่ส่งเสียง

เช่นเดียวกับในจิ้งหรีด ภัยคุกคามต่อการแสดงออกอย่างเสรีได้กดดันให้หิ่งห้อยจำนวนหนึ่งเกิดวิวัฒนาการกลายเป็นหิ่งห้อยเงียบแสง พวกมันเลิกกะพริบไฟ บอกลาพระจันทร์ แล้วย้ายช่วงเวลาหาคู่ไปอยู่ตอนกลางวันแทน หิ่งห้อยกลางวันหรือหิ่งห้อยมืด (Dark Fireflies) มีให้พบได้ทั้งที่อเมริกาและอีกหลาย ๆ ประเทศ นักวิทย์สันนิษฐานว่า ปรากฏการณ์นี้ถ้าไม่ใช่เป็นผลตอบสนองต่อการโดนหิ่งห้อยด้วยกันเองเล่นงาน ก็คงเป็นเพราะภัยคุกคามอื่น ๆ อันตามมาจากการกล้าแสดงตัวในความมืด

หิ่งห้อยกลางวันหลายชนิดทุกวันนี้ยังคงมีซากตะเกียงที่ใช้งานไม่ได้แล้ว เป็นเครื่องเตือนใจว่าครั้งหนึ่ง บรรพบุรุษของพวกเจ้าเคยส่องแสงสู้รัตติกาล

คอลัมน์นี้เริ่มต้นมาด้วยการเอาเมฆไปโยงกับนม

เพราะฉะนั้น ในตอนจบซีซั่นนี้ ขอกระผมลองเอาแสงหิ่งห้อยและเสียงจิ้งหรีดมาโยงกับความรู้สึกคนบ้างจะเป็นไรไป

ผมสังเกตตัวเองและหลายคนรอบตัว

ผมเห็นบางคนที่มีโลกภายในงดงามมหัศจรรย์ราวกับป่าเวทมนตร์ แต่มักกดตัวเองเอาไว้ ไม่กล้าปล่อยแสงหรือเปล่งเสียงออกมา เพราะกลัวเป็นตัวประหลาด กลัวถูกมองว่าอยากเด่น กลัวจะโดนริษยา ตัดสิน รังแก รังเกียจ

ผมเห็นใจบางดวงที่เจ็บแล้วจ๋อย บางดวงที่ช้ำแล้วหวาดระแวง

ผมเห็นกรอบ ระบบ และสังคม ที่กดทับความคิดสร้างสรรค์

ผมเห็นเด็กที่เติบโตมาในยุคที่ผู้คนโดนไวรัสง้างให้ห่างจากกัน

ผมรู้สึกถึงบรรยากาศของหลาย ๆ แห่ง ที่ความตายด้านติดต่อได้เหมือนไวรัสซอมบี้ ติดแล้วไม่ได้อยากกินสมอง แต่อยากใช้สมองให้น้อยที่สุด แล้วทำให้มันจบไปวัน ๆ จะแสดงออกทำไม ถ้าทำไปก็ไร้ประโยชน์

ผมเห็นหิ่งห้อยที่เคยเปล่งแสงเต็มที่ แต่เมื่อไม่เคยเจอเพื่อนร่วมสปีชีส์กะพริบตอบกลับมาเลย แสงก็ค่อย ๆ หรี่ลง มอดลง

กระนั้นก็ตามแต่ แม้โลกนี้จะมีปัจจัยมากมายคอยบีบกดให้เราเงียบเสียงและดับแสง แต่พลังชีวิตก็เป็นพลังประหลาดที่สุดท้ายหาช่องทางแสดงออกของมันได้เสมอ

หิ่งห้อยกลางวัน ทิ้งโลกวับ ๆ วิบ ๆ ของการกะพริบแสงยามค่ำคืน มาเริงรัญจวนกันทางกลิ่นแทน ระบบสื่อสารผ่านฟีโรโมนและหนวดที่เอาไว้รับกลิ่นของพวกมันพัฒนาดีมาก ภายใต้แสงตะวันอันอบอุ่นและปลอดภัย

จิ้งหรีดรอบ ๆ เกาะคาไวอิยิ่งมีวิวัฒนาการประหลาดล้ำหลายทิศทาง บางประชากรกลับมาส่งเสียงร้องเพลงอีกครั้ง แต่คราวนี้เปลี่ยนเป็นเสียงครางเบา ๆ ต่ำ ๆ เหมือนแมวคราง ซึ่งเอาไว้ใช้กระซิบบอกรักกันในระยะใกล้แบบไม่ให้แมลงวันรู้ จิ้งหรีดตัวเมียเองก็เปลี่ยนรสนิยมมาชอบเพลงแนวนี้ แทนที่จะชอบเสียงแหกปีกแหลม ๆ ดัง ๆ เหมือนเมื่อก่อน

ขณะเดียวกัน ถ้าไปดูในบางพื้นที่ ตัวเมียก็ยังคงชอบตัวผู้ที่เสียงดังอยู่ และกลายเป็นว่าประชากรจิ้งหรีดในยุคแมลงวันระบาด เหลือตัวผู้ใจกล้าไม่กี่ตัวที่ปักหลักเปิดคอนเสิร์ตเดี่ยวอย่างไม่เกรงกลัว นอกนั้นเป็นตัวผู้ปีกใบ้เกิน 90 เปอร์เซ็นต์ที่มาคอยรายล้อมให้กำลังใจเงียบ ๆ พร้อมทั้งคอยดักจีบสาว ๆ ที่ถูกดึงดูดมาด้วยเสียงของลูกพี่ซูเปอร์สตาร์กับบทเพลงกรีดปีกท้าทายปรสิต แม้เสี่ยงตาย แต่สุดท้ายลูกพี่ได้ใจสาวทั้งตำบล ต่อให้พบจุดจบด้วยการโดนหนอนไชพุงก็ถือว่าคุ้มแล้ว

จะเห็นว่าการตอบสนองต่อภัยคุกคามการแสดงออกนั้นมีทุกรูปแบบ

มีกระทั่งหิ่งห้อยที่นอกจากส่องแสงแล้ว ยัง ‘ส่งเสียง’ สู้กับค้างคาวได้ด้วย!

นี่เป็นเรื่องที่เพิ่งค้นพบใหม่เมื่อไม่นานมานี้เลย ว่าหิ่งห้อยหลายๆ ชนิดกระพือปีกให้เกิดคลื่นความถี่เสียงย่านอัลตราซาวด์ซึ่งตรงกับที่หูค้างคาวได้ยินพอดี นักวิจัยยังไม่ฟันธงว่าหิ่งห้อยใช้ความสามารถนี้ทำอะไรกันแน่ แต่ข้อสันนิษฐานหนึ่งคือ พวกมันสร้างสารพิษสะสมในตัว แล้วใช้เสียงประกาศก้องให้ค้างคาวรู้ชัดไปเลยว่า “ฉันอยู่ตรงนี้” และ “ฉันแดนเจอรุส!” แนวคิดเดียวกับที่สัตว์มีพิษยามกลางวันมักใช้ลวดลายสีสันฉูดฉาดบอกเตือนให้ผู้ล่าจดจำได้ ปรากฏการณ์นี้ในหิ่งห้อยอาจจะเป็นเรื่องใหม่อยู่ แต่ตัวอย่างการใช้เสียงสู้ค้างคาวในผีเสื้อกลางคืนนั้นได้รับการศึกษาและยืนยันมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้อัลตราซาวด์เพื่อประกาศความอันตราย หรือเพื่อแจมระบบโซนาร์ของค้างคาวก็ตามแต่

ในกรณีเหล่านี้ ภัยคุกคามอาจเป็นเครื่องท้าทายให้ชีวิตที่ไม่เคยส่งเสียงมาก่อน เริ่มส่งเสียงดังขึ้นมาได้เช่นกัน

ทว่า ในบางค่ำคืน

ผมก็พบตัวเองยืนมองแสงหิ่งห้อยและฟังเสียงจิ้งหรีด

และค้นพบใจที่ดำรงอยู่อย่างไม่ต้องดิ้นรนแสดงตน

ใจที่ดังโดยไม่ต้องส่งเสียง

ใจที่สว่างโดยไม่ต้องส่องแสง

เลยเสียงหรีดหริ่งเรไรและแสงหิ่งห้อยขึ้นไป

เหนือเมฆและดวงจันทร์สู่จักรวาลอันไกลโพ้น มีดวงดาวมากมายนับไม่ถ้วน

แสงดึกดำบรรพ์เหล่านั้น ดำรงอยู่ได้ ด้วยแรงกดดันที่สมดุล

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load