ชุดดำล้วน เสื้อคอเต่า หมวกเบเรต์ แว่นกันแดด เพลงแจ๊ส คาเฟ่อวลควันบุหรี่ บทกวี และการเต้นระบำ

คือภาพจำของขบถกลุ่มหนึ่งในช่วงราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1940 อันเป็นช่วงเวลาที่ชาวตะวันตกกำลังดื่มด่ำกับความหวังใหม่หลังสงครามโลก แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นยุคแห่งความฟุ้งเฟื้อและความนิยมในวัตถุ จนเกิดคนกลุ่มที่ว่านี้เริ่มต่อต้าน

โดยเรียกกันว่าเป็นคน ‘Beat Generation’ หรือ ‘Beatnik’ ซึ่งมีแนวคิดและความเชื่อร่วมกันคือการกลับไปหาค้นความสำคัญต่อคุณค่าที่ถูกลืมอย่างเรื่องจิตวิญญาณและความหมายของชีวิต พวกเขาต่างคลั่งไคล้ในศิลปะ แฟชั่น และดนตรี ต่างดำเนินชีวิตแบบอิสรเสรี รวมกลุ่มกันเฉพาะที่ และใช้ชีวิตอยู่ ‘นอกกระแส’ ของสังคม

Beatnik จึงเป็นกลุ่มคนที่ตั้งต้นจากความขบถและความแตกต่าง และด้วยไลฟ์สไตล์และการแต่งตัวที่มีเอกลักษณ์ ชาว Beatniks จึงยังถูกพูดถึงและถูกหยิบยกให้เป็นต้นแบบของความโลดโผนและการปลีกตัวออกจากค่านิยมเดิมๆ อยู่เสมอ

ในกรุงเทพฯ ถ้าให้นึกถึงย่านที่เต็มไปด้วยบรรยากาศโก้เก๋ที่ว่า คงหนีไม่พ้นถนนสุขุมวิท และหนึ่งในสถานที่ไอคอนบนถนนสุขุมวิท แหล่งแฮงค์เอ้าท์ของคนรุ่นเก่าแต่เก๋าคือ Rex Hotel โรงแรมสุดโก้ ที่เต็มไปด้วยองค์ประกอบและกลิ่นอายของยุค 50s

ภาพ:  ชัชวาล จันทโชติบุตร

เวลาเปลี่ยนไป เมืองขยายและเติบโต ความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องเกิดขึ้น จาก Rex Hotel สู่ Beatniq คอนโดมิเนียมแห่งใหม่ที่ได้รับการออกแบบและพัฒนาอย่างประณีต เพื่อคงสเน่ห์และบรรยากาศโก้เก๋คลาสสิคบนถนนสุขุมวิทเอาไว้ 

เชินชิน เชิดชูชุย Brand Consultant แห่ง Ketchup IMC, ศุภสิริ ไพรสานฑ์กุล ผู้ควบคุมคอนเซ็ปต์งานออกแบบ และ อรรถพร คบคงสันติ Design Director บริษัท T.R.O.P คือผู้อยู่เบื้องหลังความตั้งใจในการส่งต่อรหัสสถาปัตยกรรมในครั้งนี้

พวกเขาเล่าให้ฟังว่าถึงความพยายามเชื่อมโยงเรื่องราวของสถาปัตยกรรมใหม่ให้ต่อเนื่องไปกับ Sense of Place ของสถานที่ตั้ง และยังคงเคารพรูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของ Rex Hotel โดยมีการรีเสิร์ชอย่างหนักเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมยุคในนั้น ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ งานศิลปะ และงานภูมิสถาปัตยกรรม

นอกจากจะหยิบเอาความสนุกและความเรียบเท่ของขบถแห่งยุค 50 มาเล่าใหม่ผ่านคอนเซ็ปต์และชื่อ รูปลักษณ์ของคอนโดมิเนียม Beatniq โดย SC ASSET ยังได้แรงบันดาลใจมาจากบรรดาสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่คาบเกี่ยวอยู่ในยุคสมัยเดียวกันนั้นหรือที่เรียกว่า Mid-Century Modern มาออกแบบอีกด้วย

Beatniq

จาก Mid-Century Modern

คำว่า Mid-Century Modern เป็นคำเรียกรูปแบบงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ผลิตภัณฑ์ แฟชั่น กราฟิกดีไซน์ รวมถึงสถาปัตยกรรมในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งได้รับอิทธิพลความเป็นสมัยใหม่ (Modernism) ตามสังคมโดยรวม

นักออกแบบที่เป็นผู้นำแนวคิดที่สำคัญในช่วงนี้ล้วนเป็นเหล่ามาสเตอร์ที่แนวคิดและผลงานยังส่งผลถึงคนรุ่นหลัง ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนสอนสถาปัตยกรรม Bauhaus ที่นำพาศิลปะและสถาปัตยกรรมไปสู่แนวคิดและคติความงามแบบใหม่ๆ หรือเก้าอี้ของ Charles and Ray Eames ที่แต่ละตัวนั้นล้วนเป็นไอคอนที่ชวนให้นึกถึงยุค Mid-Century อยู่เสมอ

Beatniq Beatniq

ในส่วนของสถาปัตยกรรมก็เป็นช่วงที่แนวคิดการออกแบบได้รับอิทธิพลทางความคิดจาก Modernism มาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 โดยมีลักษณะร่วมกันหลักๆ คือ การใช้วัสดุสมัยใหม่อย่างคอนกรีต เหล็ก กระจก ไม่ประดับตกแต่ง เน้นความเป็นเหตุเป็นผล

โดยใช้การแสดงออกของรูปลักษณ์อาคารผ่านการใช้วัสดุและโครงสร้างอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงการคิดคำนึงถึงหน้าที่ใช้สอยเป็นสำคัญ แนวคิดเหล่านี้ล้วนมีอิทธิพลต่อสถาปัตยกรรมในยุคสมัยต่อมาจนถึงปัจจุบัน

ดังที่เราจะเห็นได้จากใน Beatniq ที่ก็โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ทรงกล่องสี่เหลี่ยมและแพตเทิร์นของช่องลมที่ดึงดูดและเตะตามาจากที่ไกล ซึ่งทั้งหมดล้วนได้รับแรงบันดาลใจจากรูปแบบสถาปัตยกรรมอันทรงพลังจากอดีตทั้งสิ้น

Beatniq

Beatniq

สู่เอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมชิ้นใหม่

Beatniq มีแพตเทิร์นสี่เหลี่ยมของแผงกันแดดช่องลมเป็นจุดเด่นที่สุดบนเปลือกอาคาร โดยใช้วิธีการออกแบบที่เรียบง่าย แต่ได้สร้างภาพลักษณ์ที่โดดเด่นจนกลายเป็นภาพจำ ด้วยการเพิ่มมิติให้กับด้านของผนังที่ใหญ่โต

ไม่ว่าจะด้วยการสร้างความลึก หรือเพิ่มมิติของแสงและเงาที่จะเกิดขึ้น ซึ่งการใช้วัสดุและรูปทรงเรขาคณิตที่ออกแบบอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้เป็นสิ่งที่สะท้อนเรื่องราวและแนวคิดจากสถาปัตยกรรมในยุค Mid-Century ได้เป็นอย่างดี

นอกจากนั้น การออกแบบภายในก็ยังสะท้อนเรื่องราวของ Mid-Century Modern โดยเฉพาะในล็อบบี้ที่ใช้หินอ่อนและกระจกเรียงแพตเทิร์นตามอย่างเปลือกด้านนอกของอาคาร อันเป็นการสื่อสารเรื่องราวระหว่างภายนอกและภายในอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียว

Beatniq Beatniq

อีกส่วนหนึ่งที่มีความโดดเด่น คือ Floating Pavilion ที่ผู้ออกแบบกล่าวว่า ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมของมาสเตอร์ในอดีต-Mies Van de Rohe โดยพาวิลเลียนนี้ทำหน้าที่เป็นทางเดินเชื่อมที่ลอยตัวอยู่เหนือสระว่ายน้ำ เพื่อให้ผู้ใช้สระสามารถว่ายไปจนสุดขอบอาคารได้

ในขณะที่ผู้ใช้งานอื่นก็สามารถเดินใช้พื้นที่โดยรอบได้โดยไม่กีดขวางกัน รูปแบบของสถาปัตยกรรมนั้นก็เน้นที่ความโปร่งเบา โดยใช้กระจกและโครงสร้างที่เล็กบางเพื่อลดความหนาหนักของกล่องอาคารที่ลอยอยู่ เมื่ออาคารเสร็จ ลักษณะสถาปัตยกรรมบนชั้นนี้จึงคล้ายเป็นการหวนคืนไปสู่รูปแบบการออกแบบอย่างผลงานในอดีตของมาสเตอร์ท่านนี้ตามที่ตั้งใจ

Beatniq

ในบริบทอันรื่นรมย์ของสุขุมวิท

ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน สุขุมวิทนั้นเป็นย่านที่รู้กันอยู่ว่าคึกคักอยู่เสมอด้วยที่กินที่เที่ยวที่มีมากมาย เต็มไปด้วยเรื่องราวของความรื่นเริง และสีสันของชีวิตคนเมืองตามอย่างยุคสมัย ยังไม่นับรวมสมัยตัดถนนในยุคแรก ที่สุขุมวิทก็ยังเป็นเส้นถนนที่พาคนกรุงฯ ออกไปที่ตากอากาศเช่นสถานที่ยอดฮิตอย่างบางปู หรือแม้แต่บางแสน

Beatniq

บนถนนสุขุมวิท 32 แห่งนี้ นอกจากบรรยากาศความโก้เก๋ที่ถูกส่งตรงมาจากยุคเก่า และข้าวต้มรอบดึกที่คนยังคอยไปรับประทานใน Rex Hotel จนวันสุดท้าย องค์ประกอบของอาคาร Rex Hotel หรือแม้แต่ตึกแถวโดยรอบถนนสุขุมวิทเองก็ล้วนมีรูปแบบและกลิ่นอายของความเป็น Mid-Century Modern อยู่ในตัวเป็นคุณสมบัติ

จึงกล่าวได้ว่า เรื่องราว Mid-Century Modern ใน Beatniq นั้นเกิดจากบริบทดั้งเดิมมีส่วนช่วยสร้าง หรือในทางกลับกัน แม้ที่ดินจะถูกเปลี่ยนเป็นอาคารสูงใหญ่ แต่ Beatniq ก็ยังคงช่วยส่งต่อบรรยากาศของบริบทเก่าต่อไป อย่างไม่ขาด

เป็นบรรยากาศของความรื่นรมย์ ที่คงยากจะหาที่อื่นเทียบเคียง

ภาพ : พรพจน์ กาญจนหัตถกิจ

รายละเอียดเพิ่มเติมของ Beatniq ติดตามได้ที่ : www.Beatniq32.com

Writer

กรกฎ หลอดคำ

เขียนเรื่องบ้านและงานออกแบบเป็นงานประจำ สนใจเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมในงานสถาปัตยกรรมเป็นพิเศษ

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

ถ้ามองจากสายตาของนก เราจะเห็นแหล่งน้ำ ล้อมรอบด้วยพื้นที่สีเขียวโดยมีต้นจามจุรีแผ่กิ่งก้านสร้างร่มเงาอยู่ใจกลางพื้นที่ โดยมีอาคารที่พักอาศัยความสูง 8 ชั้น 2 อาคารโค้งเรียงตัวล้อมต้นไม้ใหญ่ในจังหวะที่พอดิบพอดี

ในยุคที่นักลงทุนจำนวนมากมองว่า การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ให้คุ้มค่า ต้องตัดใจตัดต้นไม้ใหญ่ออกไปบ้าง คุณพงศธร จอม สาลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟินน์ ดิเวลลอปเม้นท์ ไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ เขาจึงตั้งใจสร้างคอนโดมิเนียม FYNN Asoke ในซอยสุขุมวิท 10 ให้ออกมาตามภาพในย่อหน้าแรก เพื่อยืนยันว่า การพัฒนากับธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้ ถ้ามีการออกแบบที่ดีพอ เราก็อยู่ร่วมกับต้นไม้ใหญ่ได้อย่างมีคุณภาพ

“สิ่งต่างๆ ที่มนุษย์คิดขึ้นมา ผ่านไปสักพักก็จะมีคนคิดสิ่งใหม่มาทดแทน แต่ธรรมชาติเป็นสิ่งที่ต้องรอให้ถึงเวลาจึงจะเห็นผล อย่างต้นจามจุรีนี้ต้องปลูกแล้วรออีก 60 ปีถึงจะได้แบบนี้ ต้นจามจุรีต้นนี้คือความหมายที่แท้จริงของโปรเจกต์นี้เลย” คุณพงศธรเริ่มต้นอธิบายถึง ‘แก่นของพื้นที่’ ซึ่งเป็น ‘แก่น’ การทำงานของ ‘FYNN’ เช่นกัน

ความเขียวขจีผู้เป็นเจ้าบ้าน

เมื่อต้องพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดยเก็บต้นไม้ใหญ่เอาไว้ ทางเลือกร้อยแปดพันทางก็ถูกโยนเข้ามาในที่ประชุม

“การเก็บต้นไม้ขนาดยักษ์เอาไว้”

“การล้อมต้นไม้และย้ายไปให้ผู้ที่ต้องการต้นไม้ใหญ่”

หรือ “การล้อมแล้วย้ายไปยังบริเวณอื่นของโครงการ”

ยิ่งถ้าเป็น “การตัดต้นไม้ให้ราบไปเลย” ก็จะยิ่งสะดวกสบายต่อการออกแบบในขั้นตอนการก่อสร้าง ตารางเมตรในการขายก็จัดได้เต็มพื้นที่

แต่ทางเลือกสุดท้ายที่ฟินน์ตัดสินใจคือ การเก็บต้นจามจุรียักษ์อายุ 60 ปีนี้ไว้ในพื้นที่เดิมของเขา

“เรามีพรสวรรค์มีความสามารถเท่าไหร่ เราต้องดึงมันออกมาให้เต็มที่ที่สุด เราไม่เสียอะไรเลยนะ นอกจากเราจะต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้นแค่นั้นเอง” คุณพงศธรเอ่ยถึงการตัดสินใจที่เพิ่มความท้าทายให้ตัวเขาทีมงานและทีมออกแบบ ซึ่งเขาบอกติดตลกว่า

“มันเป็นโอกาสที่จะได้แสดงฝีมือของทีมงาน เป็นแคนวาสผืนใหญ่ที่จะได้เพนต์อย่างสุดฝีมือ”

แปลงจากที่ดินและตึกเป็น ‘บ้าน’

ในฐานะเดเวลอปเปอร์ การเพิ่ม ‘คุณค่า’ ให้ขนานไปกับมูลค่าการสร้างความหมายที่แข็งแรงให้แต่ละโปรเจกต์เหมือนเป็นดีเอ็นเอของฟินน์และสิ่งที่คุณพงศธรยึดถือ

“เราต้องช่วยเลือกทำเล สร้างสิ่งที่มีคุณค่าในราคาที่ลูกค้าสร้างกำไรได้เหมือนกัน” คุณพงศธรเล่าถึงหลักการทำงาน

“สำหรับผม ที่พักอาศัยต้องมีทั้งคอมมูนิตี้และคอนเทนต์ พื้นที่ 2 ไร่นี้เป็นซอยเดียวที่ทะลุได้จากสวนเบญจกิติ มีต้นไม้ใหญ่อยู่กลางพื้นที่ ไม่ต้องไปเล็งหาต้นไม้ที่ไหน เราจะมีพื้นที่สีเขียวทั้งในโครงการและนอกโครงการ”

พร้อมรับความยากตั้งเเต่วันแรก

ไพทยา บัญชากิติคุณ พาร์ตเนอร์บริษัท Atom Design และ อรรถพร คบคงสันติ เจ้าของสตูดิโอ TROP ทีมสถาปนิกและทีมภูมิสถาปนิกเข้ามารับหน้าที่สร้างสรรค์โครงการ

“เราออกแบบหลายทางเลือกมาก ทำอย่างไรถึงจะเก็บต้นไม้ไว้โดยยังรักษาคุณภาพของโครงการเอาไว้ได้ อาคารจะเป็นแบบแยกตึกหน้าหลังอาคารรูปตัว C จนมาลงตัวที่อาคารรูปตัว I แบ่งซ้ายขวา” คุณไพทยาสถาปนิกผู้ดูแลโครงการเริ่มต้นเล่า

เขาอธิบายต่อถึงความโค้งเว้าของอาคารว่ามาจากการสร้างพื้นที่ในจังหวะที่พอเหมาะพอดีกับฟอร์มกิ่งก้านของต้นไม้ไปพร้อมๆ กับสุนทรียะในการอยู่อาศัย ซึ่งคุณพงศธรเน้นถึงความเป็นบ้านในทุกสัมผัส อย่างการกลับเข้ามาถึงเมื่อจอดรถต้องมองเห็นต้นไม้ก่อน ได้ยินเสียงน้ำ หรือแม้กระทั่งการได้กลิ่น

กระจกโค้งถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความเป็นส่วนตัว ทำให้ห้องนั่งเล่นยื่นออกไป มีการมองเห็นที่ไกลขึ้น
โดยช่วยให้ห้องฝั่งตรงข้ามมองเข้ามาห้องของเรายากขึ้น นอกจากส่วนต่างของพื้นที่ในการสร้างอาคารที่ต้องเสียไปเพื่อรักษาต้นไม้ ยังมีความลำบากที่ทวีคูณขึ้นในขั้นตอนการก่อสร้างอีกด้วย ดังนั้น ทีมงานต้องพยายามอย่างดีที่สุดในการรักษาต้นไม้ให้ดำรงชีวิตได้ตลอดการก่อสร้าง เพื่อให้คุ้มค่ากับเวลาและค่าใช้จ่ายที่เสียไป

“เราใช้เวลาในการปรับผังและจัดการเรื่องระบบจอดรถร่วมหลายเดือน เพราะเราต้องมีที่จอดรถใต้ดินที่ต้องขุดดินทั้งพื้นที่ ดังนั้น เราต้องเก็บถังดินเอาไว้ โดยปรึกษากับรุกขกร และกันพื้นที่รอบต้นไม้จากแกนต้นไว้ 12 เมตร” คุณไพทยาเล่าถึงขั้นตอนการดูแลต้นไม้ระหว่างก่อสร้าง เขาบอกว่าน้ำปูนคือสิ่งที่ต้องระวังมากที่สุด เพราะปูนอาจทำให้รากต้นไม้หายใจไม่คล่อง

ดังนั้น แนวกันดินคือสิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อเริ่มการก่อสร้าง

เราจะเก็บต้นไม้กันท่าไหน

“ถามว่ายากไหม แน่นอนว่ายากขึ้นมาก เพราะมันไม่ใช่แค่ต้นไม้แต่มันเป็นต้นจามจุรียักษ์ การที่คุณไพทยา สถาปนิก กับคุณพงศธรตัดสินใจเก็บต้นไม้ไว้ทำให้งานยากขึ้น เเต่คุ้มค่า เพราะเราไม่มีทางหาต้นไม้แบบนี้ได้
ถ้าเราล้อมต้นไม้ใหญ่มาเราจะไม่ได้ฟอร์มนี้เลย แต่เราต้องตัดกิ่งออกบ้างเพราะต้นไม้อายุขนาดนี้รากแผ่กระจายทั่วผิวดิน เมื่อเราขุดดินเพื่อก่อสร้าง รากจะหายไปบางส่วน เราต้องตัดกิ่งลดการคายน้ำให้เขายังอยู่ได้” คุณอรรถพรเสริมในเรื่องการจัดการกับภูมิทัศน์โดยมีต้นจามจุรีเป็นศูนย์กลาง

“เราใช้การสแกนแบบสามมิติว่าเราต้องเเต่งกิ่งไหนบ้างเพื่อให้เขาอยู่รอดได้ การที่เรามีต้นไม้ใหญ่หน้าห้อง
เราได้เห็นเขาในระยะใกล้ระดับเดียวกัน ซึ่งต่างจากการมองต้นไม้จากด้านล่าง” คุณอรรถพรเสริมต่อว่า

“การได้เห็นต้นไม้ในระยะประชิดแบบนี้ทำให้เราสัมผัสได้ถึงระบบนิเวศบนต้นไม้ที่มีนก กระรอก เป็นของเเถม การคงต้นจามจุรีต้นนี้ไว้เป็นสิ่งที่เราถกเถียงกันเยอะ ทำงานกันหนัก เป็นการสร้างคุณค่าเเละความหมายในตัวของโครงการได้เองก็โดยไม่ต้องสร้างเรื่องราวเสริม” คุณไพทยากล่าวทิ้งท้าย

การออกแบบโดยใช้กระจกเป็นวัสดุภายนอกอาคารจะช่วยสะท้อนกิ่งไม้ของต้นจามจุรีที่ต้องเล็มทิ้งไปให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ระบบแสงในสระที่ออกแบบจากรากของต้นไม้ เมื่อถึงเวลากลางคืนเราจะเหมือนได้เห็นรากของต้นไม้ใต้สระว่ายน้ำ สัมผัสถึงต้นจามจุรีของแต่ละห้องที่จะมองเห็นต้นไม้ในมุมที่ต่างกัน

หมดสมัยตัดป่า สร้างเมือง

“สมัยนี้ไม่เหมือนสมัยพ่อผมเเล้วที่ต้องตัดป่าเพื่อสร้างโรงงาน เป็นยุคที่เราต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้เราอยู่ได้เเละสิ่งเเวดล้อมก็อยู่ต่อไป เราต้องบาลานซ์ให้ได้ FYNN Asoke เป็นเหมือนอีกหนึ่งหมุดหมายของเราว่าฟินน์จะดำรงอยู่ไปเพื่ออะไร” คุณพงศธรพูดถึงจุดยืนของโครงการ ก่อนจะทิ้งท้ายว่า

“สิ่งที่เรากำลังทำเป็นสิ่งที่ค่อนข้างใหม่ในประเทศไทย เราไม่รู้หรอกว่า สุดท้ายแล้วผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างที่เราคิดไหม แต่เรารู้ว่า เราจะตั้งใจดูแลต้นไม้ต้นนี้ให้ดีที่สุดในทุกขั้นตอน อย่างน้อยก็น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้หลายๆ โครงการเห็นว่า การพัฒนากับสิ่งแวดล้อมไปด้วยกันได้”

Writer

วิชุดา เครือหิรัญ

เคยเล่าเรื่องสั้นบ้างยาวบ้าง ในต่างเเเพลตฟอร์ม เล็กบ้างใหญ่บ้างออกมาในรูปแบบบทสัมภาษณ์ นิตยสาร เว็บไซต์ นิทรรศการไปจนถึงพิพิธภัณฑ์ ตอนนี้กำลังเป็นส่วนเล็กๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย เเละยังคงเล่าเรื่องต่อไป

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load