นอกเหนือจากภาพจำความเป็น James Bond ของหลาย ๆ คน อันได้แก่ สายลับรหัส 007 ผมสีเข้ม (หากเราจะยกเว้น Daniel Craig เป็นกรณีพิเศษ) ที่มาพร้อมกับรถ Aston Martin คู่ใจ พร้อมอุปกรณ์ไฮเทคครบครัน ขนาบข้างด้วยสาวสวย และบุกตะลุยรับมือกับวายร้ายทั้งแบบบู๊และบุ๋น อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของ ซีรีส์ 007 คือ ฉากหลังที่ผู้สร้างทุกยุคทุกสมัยได้นำผู้ชมไปร่วมสำรวจสถานที่ต่าง ๆ กว่า 550 แห่งทั่วทุกมุมโลกให้ตื่นตาตื่นใจกับความสวยงามและอลังการ นับเป็นจุดเด่นลำดับต้น ๆ ของภาพยนตร์ที่สร้างจากบทประพันธ์ของ Sir Ian Fleming เลยก็ว่าได้

ซึ่งมีหลายฉากที่ตรึงตราเหล่าแฟน ๆ ของ Mr. Bond อาทิ กรุงลอนดอนที่ปรากฏในแทบทุกภาค ชายหาดในจาไมกาทั้งในภาคปฐมบทอย่าง Dr. No หรือ ภาคล่าสุด No Time to Die อ่างเก็บน้ำเยเรบาตันของตุรกีใน From Russia with Love เขาตะปู/เขาพิงกันของไทยใน The Man with the Golden Gun สถานที่เหล่านี้ได้รับความนิยมอย่างมากหลังจากที่ภาพยนตร์ออกฉาย ทำให้ประเทศเจ้าของสถานที่ได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวไปด้วย 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
 ภาพ : Schilthorn

อีกหนึ่งสถานที่ที่แฟนพันธุ์แท้และขาจรมักจดจำได้ดี คือฉากหลังของภาพยนตร์ที่ตัว James Bond อาจไม่ได้รับความนิยมมากนักอย่าง George Lazenby ใน On Her Majesty’s Secret Service ออกฉายใน ค.ศ. 1969 (แต่ภายหลังกลับได้รับความนิยมทั้งจากคนดูและนักวิจารณ์) ได้แก่ ยอดเขา Schilthorn ที่ตั้งฐานทัพของวายร้ายตลอดกาลอย่าง Blofeld ที่นำมาสู่ฉากต่อสู้ไล่ล่าอันสุดมันระหว่างพระเอกกับวายร้าย โดยมีฉากหลังเป็นเทือกเขาสวิตที่ปกคลุมด้วยหิมะ จึงได้รับการกล่าวขานว่าเป็นฉากหลังที่สวยงามในลำดับต้น ๆ ของ ซีรีส์ 007 นี้       

ในฐานะที่ผู้เขียนใช้ชีวิตอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ จึงทราบดีว่ายอดเขา Schilthorn หรือ Piz Gloria ที่มีความสูง 2,970 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลแห่งนี้ โด่งดังโดยไม่ได้มาจากอานิสงส์ของภาพยนตร์สายลับชื่อดังอย่างเดียว แต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวโดดเด่นตั้งแต่อดีต เนื่องจากเป็นยอดเขาที่อยู่ใจกลางประเทศ (รัฐเบิร์น เป็นที่ตั้งของเมืองหลวงอย่างกรุงเบิร์น) จึงรายล้อมด้วยยอดเขากว่า 200 ยอด เมื่อได้มายืนอยู่จุดสูงสุดของยอดเขาก็จะรับชมทัศนียภาพอันสวยงามของสวิตเซอร์แลนด์ที่ประกอบด้วยยอดเขาดัง ๆ หลายแห่ง ซึ่งรวมถึงยอดเขา Jungfrau ที่ได้รับการขนานนามว่า Top of Europe และในวันที่อากาศดี ๆ มองไปไกลได้ถึงยอดเขา Mont Blanc ของฝรั่งเศสได้เลยทีเดียว 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
ทัศนียภาพของเทือกเขาที่รายล้อมยอดเขา Schilthorn ประกอบด้วยยอดเขา Eiger, Monch และ Jungfrau

ผู้รับผิดชอบด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยวบนยอดเขาแห่งนี้ตระหนักดีว่า ส่วนหนึ่งของความนิยมในการเดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจบนยอดเขาแห่งนี้มาจากภาพยนตร์ James Bond จึงจัดสถานที่ท่องที่ยวอย่าง Bond World อารมณ์ประหนึ่งว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ James Bond ขนาดย่อม ๆ ที่แวดล้อมด้วยลูกเล่นความเป็น Bond รูปแบบต่าง ๆ ให้แฟนภาพยนตร์เข้าไปซึมซับประสบการณ์ 

ผู้เขียนวางแผนจะเยือนยอดเขาชื่อดังแห่งนี้หลายโอกาส แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีบุญพาวาสนาส่งเสียที จนเดือนสิงหาคมของ พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา หลังจากตรวจสอบสภาพอากาศที่พบว่าฟ้าฝนเป็นใจแล้ว ก็ถึงเวลาตามหาความเป็น Bond กับเขาเสียที แต่การไปครั้งนี้ หากขึ้นขึ้นกระเช้าที่ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงแบบปกติทั่วไปก็กระไรอยู่ เลยตัดสินใจคิดการใหญ่เดินขึ้นไปเองเสียเลย ให้สมกับความเป็นสวิตที่ผู้คนนิยมเดินชมป่าเขาลำเนาไพรกันเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว 

การเดินเท้าดุจดั่งเดินทางไกลลูกเสือครั้งนี้ ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ นึกจะเดินก็เดินเลย ผู้เขียนทำการศึกษาแล้วว่า เดินอย่างไรให้ปลอดภัยกับชีวิตตัวเองมากที่สุด โดยศึกษาเส้นทางการเดินจากแผนที่เดินเขาว่ามีเส้นทางใดให้เลือกบ้าง ดูข้อมูลจากบล็อกเกอร์ที่เคยผ่านประสบการณ์แล้ว กับระยะทางร่วม 20 กิโลเมตร บนความชันสะสมกว่า 2,000 เมตร และเป็นเส้นทางขึ้นอย่างเดียว นับว่าเอาเรื่องพอสมควร ต้องมีการคำนวณเวลา รวมไปถึงสิ่งของจำเป็นต้องนำติดตัวไปด้วย เรียกได้ว่า เตรียมการกันไม่น้อยกว่า 1 – 2 สัปดาห์เลยทีเดียว

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
แผนที่เส้นทางเดินจาก Schilthorn

เมื่อวันแห่งการพิชิตยอดเขามาถึง คล้อยเวลาพระอาทิตย์ขึ้นเล็กน้อย ผู้เขียนเริ่มต้นออกเดินเท้ากันที่หมู่บ้าน Lauterbrunnen หลายคนรู้จักกันดีในฐานะเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟที่จะขึ้นสู่ยอดเขา Jungfrau และมีน้ำตกสวยงามใจกลางหมู่บ้าน โดยค่อย ๆ ก้าวเท้าเป็นจังหวะไปอย่างช้า ๆ เพื่อพยายามเก็บแรงไว้ ผ่านป่าและลำธารไปจนถึงบริเวณที่เป็นที่ตั้งของสถานีกระเช้าขึ้นไปยังยอดเขา Schilthorn เพื่อวัดใจตัวเองอีกครั้ง ก่อนพบว่าไม่เปลี่ยนใจที่จะไปขึ้นกระเช้าแน่นอน ก็พบกับทางขึ้นชันด่านแรก เป็นทางขึ้นเขาผ่านป่าไปเรื่อย ๆ พร้อมชมวิวทิวทัศน์เบื้องล่างที่เพิ่งจากมา จนถึงหมู่บ้าน Gimmelwald ที่เป็นจุดพักแรก ในระยะประมาณ 7 กิโลเมตร นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ความสูง 800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มาที่ความสูง 1,300 เมตร ก็ทำเอาหอบกันเบา ๆ เลยทีเดียว 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
หมู่บ้าน Lauterbrunnen 

หลังจากพักเหนื่อยสักพัก แสงตะวันยามสายก็เริ่มสาดส่องมาให้ไออุ่นพอสมควร ก็ถึงเวลาออกเดินทางกันต่อ ผู้เขียนพร้อมเป้คู่ใจค่อย ๆ ไต่เขาขึ้นไป โดยเดินไปตามป้ายสีเหลืองแปร๋นที่คอยบอกจุดหมายที่จะไปและคำนวณระยะเวลาที่จะใช้เดิน (แม่นยำกว่าการบอกเป็นระยะทาง เพราะมันบอกว่าเราจะเหนื่อยไปอีกกี่ชั่วโมง) ผู้เขียนกำหนดจุดต่อไปไว้ที่กระท่อมร้านอาหารกลางหุบเขาชื่อว่า Spielboden ซึ่งความชันมากกว่าจุดที่เพิ่งจากมาประมาณ 400 เมตร เป็นทางผ่านกลางป่า จึงอาศัยร่มเงาของต้นไม้ใบไม้ในการหลบแดดคลายร้อนได้พอสมควร เมื่อถึงจุดพักนี้ก็ค้นพบว่า เราอยู่ท่ามกลางหุบเขา ที่เริ่มเห็นยอดเขาในบางมุมบ้างแล้ว และเป็นระยะทางครึ่งทางพอดี นั่นหมายถึงว่า การตัดสินใจที่จะไปต่อหรือไม่ไปต่อก็มีค่าพอ ๆ กัน

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond

  เมื่อเติมพลังด้วยอาหารและเครื่องดื่มแล้ว ก็ถึงเวลาเดินทางไปยังจุดพักต่อไปที่มีระยะห่างจากจุดพักที่ 2 นี้ประมาณ 4 กิโลเมตร กับกระท่อมที่มีชื่อว่า Rotstockhütte เป็นกระท่อมที่ให้บริการอาหารและสถานที่พักค้างคืน สำหรับสวิตเซอร์แลนด์แล้ว ที่พักรูปแบบ hütte ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าหรือหุบเขาคล้ายกับ Hostel ในเมือง ได้รับความนิยมจากนักเดินป่าเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะฤดูร้อน และสวิตเซอร์แลนด์ก็มีที่พักในรูปแบบนี้คอยให้บริการอยู่ตามสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติทั่วประเทศ

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
ร้านอาหาร Spielboden กลางหุบเขาที่เป็นจุดพักที่ 2 

การเดินขึ้นเขาในช่วงนี้ค่อนข้างมีความชันในตอนต้น และเป็นเส้นทางคดเคี้ยวไปมา เป็นทางเดินหินที่มีฉากหลังเป็นยอดเขาอีกฝั่งอันรวมถึงยอดเขา Eiger ชื่อดังของสวิตเซอร์แลนด์ นอกเหนือจากการเดินตามป้ายแล้ว เราก็สังเกตสัญลักษณ์บอกทางที่เป็นสีป้ายแดงบนพื้นขาวได้ นั่นหมายความว่า เรายังอยู่ในเส้นทางเดินเขา ไม่หลงแน่นอน สำหรับทางเดินช่วงนี้ หลังจากผ่านไปถึงครึ่งทางก็จะเป็นเส้นทางเดินริมผา ก่อนจะพบกับเส้นทางราบกลางทุ่งหญ้าที่มีทัศนียภาพในแบบวิวพาโนรามาสุดลูกหูลูกตาให้เพลิดเพลินไปจนถึงกระท่อมที่เป็นจุดหมายของเรา

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
จุดพัก Rockstockhutte

เมื่อถึงจุดพักของเรา ซึ่งถือว่าเป็นจุดพักสุดท้าย ก็ถือโอกาสเติมพลังอย่างเต็มที่ เพราะต่อจากระยะทางนี้ไปจะเป็นการไต่เขาระยะทางร่วม 6 กิโลเมตร บนความชัน 1,000 เมตร ดังนั้น จำเป็นที่ต้องใช้เวลาพักอย่างเต็มที่ และจุดนี้จะพบกับนักเดินเขามากหน้าหลายตาเลย ส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้เป็นจุดพักครึ่งทาง เพื่อเดินเท้ากลับลงไปยังหมู่บ้าน Lauterbrunnen ด้านล่าง โดยตอนแรกก็ได้แต่สงสัยว่าทำไมคนเหล่านี้เลือกที่จะไม่ไปต่อ ก่อนที่จะพบว่า ช่วงสุดท้ายนี่แหละ คือบททดสอบความอดทนครั้งใหญ่ 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

แม้จะมีระยะทางแค่ 6 กิโลเมตร แต่ป้ายบอกทางคำนวณเวลาเดินให้เราถึง 2.50 ชั่วโมง ซึ่งทางช่วงนี้แบ่งออกได้เป็น 2 ครึ่ง ครึ่งแรกเป็นทางเดินบนเนินทุ่งหญ้า และช่วงที่ 2 คือทางเดินสันเขาและไต่เขาและผาหิน เป็นเส้นทางที่ชันพอสมควร โดยผู้เขียนต้องหยุดเดินเป็นระยะ ๆ เพื่อพักหายใจ เติมพลังอาหาร น้ำดื่ม อะไรที่มีอยู่ช่วงนี้คือประเคนเข้าตัวหมด มีการไต่ตามก้อนหินไปด้วย ผู้คนที่พบระหว่างทางเริ่มน้อยลง เห็นจะมีแต่พวกนักวิ่งขาแรง คือนักไต่เขาที่ดูเป็นมืออาชีพ และเมื่อหันหลังไปมองก็จะพบว่า ขึ้นมาชันพอสมควรเลย แต่ ณ จุดนี้ เราจะเห็นยอดเขา Schilthorn ได้ชัดเจนขึ้น เป็นอันว่ามาถูกทางแล้ว 

ในที่สุดด้วยเวลาชั่วโมงกว่า ๆ ผู้เขียนก็ไต่มาถึงสันเขา และจากจุดนี้ไปจะใช้เวลาประมาณชั่วโมงในการเดินเท้า อันเป็นทางเดินดินผสมหินลอยที่มีทั้งทางราบ เนินขึ้น ทางบันได ทางริมผาที่ต้องไต่เชือก เป็นเส้นทางที่มีความหวาดเสียวเล็กน้อย เพราะขึ้นมาสูงพอสมควร ขาเริ่มสั่น ไม่ได้มาจากความกลัว แต่แรงเริ่มหมดนั่นเอง จึงเข้าใจแล้วว่า ทำไมฉากไล่ล่าใน On Her Majesty’s Secret Service ถึงต้องเป็นการสกีลงเขา เพราะถ้าไต่ขึ้นคงหมดแรงกันก่อนนั่นเอง (แฮร่) 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

หลังจากที่ฉุดกระชากลากดึงตัวเองมาในเวลาร่วมชั่วโมง ภาพของอาคารทรงกลมที่มีเลข 007 ก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า ซึ่งแสดงว่า เราได้พากายหยาบ (กายละเอียดหลุดไปไหนแล้วไม่รู้) มาบนยอดเขา Schilthorn เป็นที่เรียบร้อย ด้วยระยะทางร่วม 20 กิโลเมตร กับเวลาที่ใช้ประมาณ 8 ชั่วโมง และได้ใช้ช่วงเวลาพักเหนื่อยจากการไต่ระห่ำที่ผ่านมา ชื่นชมทัศนียภาพที่รายล้อมด้วยยอดเขาต่าง ๆ ของสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงไม่ลืมที่จะตามเก็บกิมมิกของความเป็น James Bond บนยอดเขา Schilthorn แห่งนี้ด้วย 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

ยอดเขา Schilthorn และ Bond World ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้ที่เดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์ไม่ควรพลาด จะเลือกเดินทางด้วยการขึ้นกระเช้าไปอย่างสบาย ๆ ก็ได้ หรือหากอยากสัมผัสวิถีธรรมชาติแบบสวิตแท้ ๆ การเดินขึ้นไปก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้ทั้งความทรมาน ท้าทาย และบันเทิงในคราวเดียวกัน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

เอกภัทร เปรมโยธิน

นักการทูตไทยประจำการในสวิตเซอร์แลนด์ ที่มักใช้เวลาว่างจากการปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ออกเดินทางไปเรียนรู้ความเป็นสวิสผ่านท้องถิ่นในหุบเขาลำเนาไพรของดินแดนแห่งเทือกเขาแอลป์

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ที่อาบาน่า (Havana) เมืองหลวงของประเทศคิวบา (Cuba) ประติมากรรม รูปหล่อ หรืออนุสาวรีย์อาจไม่ได้มีไว้สำหรับบุคคลสำคัญระดับท้าวพระยามหากษัตริย์เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ระลึกถึง แม้บุคคลนั้นจะเป็นเพียงคนเดินดินธรรมดา ๆ แต่หากเรื่องราวชีวิตของเขาเหล่านั้นดันไปสะกิด ‘โดน’ ต่อมอะไรสักต่อมหนึ่งของชาวอาบาน่า หรือ ‘โลส อาบาเนโรส‘ (Los Havaneros) แล้วล่ะก็ เขาจะไม่ปล่อยให้บุคคลผู้นั้นตายสาบสูญไปได้ง่าย ๆ

ในเมืองนี้จึงมีประติมากรรมที่ทำจากทองแดง หรือโลหะอื่นๆ ตั้งอยู่ตามที่ต่างๆ ทั่วเมืองเต็มไปหมด

บางที่….ไม่สังเกต ก็ไม่เจอ เพราะคุณพี่มาแบบเนียน ๆ

ลองไปสำรวจกับผมเลยดีกว่านะครับ

อาบาน่า อาบาน่า อาบาน่า อาบาน่า

1

ในบ่ายวันที่อากาศร้อน ๆ ถ้าหากได้หลบเปลวแดดไปดื่มด่ำไดกิรีรสละมุนที่ บาร์เอล ฟลอริดิต้า (El Floridita) ก็อย่าลืมหันเข้าหาบาร์แล้วดูทางมุมซ้ายมือนะครับ จะพบว่า ‘ปาป้า’ กำลังละเลียดไดกิรีอยู่กับพวกเราด้วย

สถิติผู้สั่งไดกิรีสูงสุด 12 แก้วในบ่ายวันเดียวคือปาป้า เออร์เนสต์ เฮมมิ่งเวย์ ผู้นี้ และเป็นสถิติที่วันนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถทำลายได้

เออร์เนสต์ เฮมมิ่งเวย์ (Ernest Hemingway) เป็นนักประพันธ์ผู้มีชื่อเสียงชาวอเมริกัน เจ้าของวรรณกรรมชั้นเอกของโลกมากมายอย่างเช่น The Sun Also Rises, Death in the Afternoon, A Farewell to Arms, For Whom the Bell Tolls รวมทั้ง The Old Man and the Sea ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ และต่อมาก็ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในฐานะผู้สื่อข่าวสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

เฮมมิ่งเวย์ย้ายมาอาศัยอยู่ที่กรุงอาบาน่า ประเทศคิวบาตั้งแต่ ค.ศ. 1939 และใช้ชีวิตอยู่หลายปี พร้อมผลิตวรรณกรรมคุณภาพสู่ผู้อ่านอีกมากมาย คนท้องถิ่นต่างเรียกขานนักเขียนผู้นี้อย่างสนิทสนมว่า “ปาป้า” แม้ตัวจริงจะจากโลกนี้ไปแล้ว ชาวอาบาน่าก็พาร่างจำลองของปาป้าไปอยู่ในจุดที่เขาน่าจะโปรดปรานที่สุดคือที่เคาเตอร์บาร์

อาบาน่า

อาบาน่า

อาบาน่า

อาบาน่า

2

หากเดินต่อมาที่หน้าวิหารซานฟรานซิสโก เด อาซิส (San Francisco de Asís) จะมีรูปปั้นผู้ชายผมยาวเกาะแน่นเป็นสังกะตังหนวดเครารุงรังเดินหอบของพะรุงพะรังเต็มมือ มีตั้งแต่ดอกกุหลาบ ช้อนส้อม แอปเปิ้ล ส้ม ส่วนแขนของเขานั้นก็หนีบหนังสือพิมพ์หลายฉบับ เขาคือชายสติเสียที่ตระเวนไปทั่วจตุรัสหน้าวิหารแห่งนี้ในช่วง ค.ศ. 1950

ผู้คนขนานนามชายผู้นี้ว่า El Caballero de Paris (เอล กาบาเยโร เด ปารีส์) หรือ ‘สุภาพบุรุษแห่งปารีส’

ไม่มีใครทราบแน่นอนว่าเขาเป็นใครมาจากไหน แต่กิริยาของเขาช่างสุภาพอ่อนโยนประหนึ่งชายผู้กำเนิดในตระกูลขุนนางชั้นสูงของฝรั่งเศส ซึ่งขัดกับการแต่งตัวที่สกปรกรกรุงรัง เขาจะยื่นดอกไม้ให้ผู้หญิงที่เดินผ่านไปมาพร้อมจูบเบา ๆ ที่มือประหนึ่งว่าเธอเหล่านั้นคือสตรีผู้สูงศักดิ์จากราชสำนักแวร์ซาย ส่วนของที่เขาเก็บได้และหอบไปไหนต่อไหนด้วยเสมอนั้น เขาก็จะนำไปแลกอาหารจากคนทั่วอาบาน่าแทนการไปขอกินฟรีๆ

เขาชอบถกปรัชญาชีวิต การเมือง และศาสนาพร้อมกับทักทายผู้ที่สัญจรผ่านไปผ่านมาอย่างเป็นมิตร แม้ว่าจะดูบ้าบอ แต่ก็ไม่เคยทำร้ายใคร และเมื่อเขาตาย ศพของเขาก็ได้รับการฝังในวิหารซานฟรานซิสโก เด อาซิส แห่งนี้

‘สุภาพบุรุษแห่งปารีส‘ ดูจะโด่งดังมากทีเดียว เพราะทุกวันนี้ยังมีคนแต่งตัวเลียนแบบเขายืนเป็นหุ่นบ้าง ส่งจูบบ้าง ยื่นดอกไม้บ้างอยู่ทั่วไปในเมืองอาบาน่า

อาบาน่า

อาบาน่า

อาบาน่า

3

เดินต่อมาอีกไม่ไกลกันนัก เราจะพบรูปปั้นของหญิงสาวหน้าเศร้าที่ยืนอยู่หน้าโบสถ์ เด อานเฆล (Inglesia de Angel) เธอมีนามว่า เซซิเลีย บัลเดส (Cecilia Valdez)

นามสกุล ‘บัลเดส’ เป็นนามสกุลที่ทางการกำหนดให้กับผู้ที่เป็นกำพร้า แม้ไม่ได้เป็นพี่น้องกัน แต่ถ้าเกิดมาเป็นกำพร้าแล้วทุกคนจะใช้นามสกุลว่าบัลเดสเหมือนกันหมด

เรื่องราวของเธอเกิดขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เมื่อคิวบายังเป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิสเปน เธอเป็นสาวผิวสีลูกผสมสแปนิช-แอฟริกันที่ตกหลุมรักหนุ่มสเปนเชื้อสายขุนนาง แม้ว่าเขาได้ร่างเธอไป แต่ใจจริงแล้วเขาไม่ได้รักเธอเลย เพราะในที่สุดเขาก็ไปแต่งงานกับสาวสเปนเชื้อสายขุนนางที่อยู่ในวรรณะเดียวกัน

ในวันแต่งงานของเขา เซซิเลียได้กระโดดจากหอระฆังลงมาตายตรงลานหน้าโบสถ์แห่งนี้

ตรงที่ที่มีรูปปั้นเธออยู่ ใบหน้าเธอดูเศร้ามาก ๆ

อาบาน่า

อาบาน่า

อาบาน่า

อาบาน่า

4

ถ้าออกจากเขตเมืองเก่าอาบาน่า (Vieja Havana หรือบีเอฆ่า อาบาน่า) ก็ขอให้แวะไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะในเขตเบดาโด (Vedado) เมื่อไปถึงแล้วก็อย่าลืมมองหาจอห์น เลนอน ( John Lennon) นะครับ เขานั่งเนียนๆ อยู่ตรงนั้น บนเก้าอี้เหล็กกลางสวนและกำลังรอคุณอยู่

จอห์น เลนนอน ไม่เคยมาอาบาน่าเลย แต่เพลง ‘Imagine’ ของเขาดังถล่มทลาย พร้อมกับกระพือไฟปฏิวัติให้ลุกโชนทั่วประเทศคิวบา

สิ่งที่ผมว่าน่ารักมาก ๆ คือคุณลุงท่านนึงที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของจอห์นจะมานั่งเป็นเพื่อนเขาทุกวัน หน้าที่ของคุณลุงคือดูแล ‘แว่นตา’ ให้เขา เวลาใครมาถ่ายรูป คุณลุงจะออกมา แล้วเอาแว่นตามาใส่ให้ทั้งจอห์นและผู้มาถ่ายภาพกับจอห์น มันเป็นแว่นตาทรงกลมดีไซน์เดียวกับที่เป็นเอกลักษณ์ของจอห์น เลนนอน นอกจากนี้คุณลุงจะเป็นช่างภาพให้ด้วย

ตรงพื้นปูนหน้ารูปปั้นจอห์นจะมีข้อความเขียนเป็นภาษาสเปนว่า
‘Diras que soy un senador pero no soy el unico’

(ดิราส เก๊ ซอย อุน เซนาดอร เปโระ โนะ ซอย เอล อูนิโกะ)

แปลว่า…

You may say I’m a dreamer, but I’m not the only one…

คุ้นไหมครับ…ประโยคนี้

หากมีโอกาสไปเที่ยวอาบาน่าแล้วล่ะก็ อย่าลืมดูรายละเอียดของเมืองแสนสวยแห่งนี้นะครับ ประติมากรรมเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ตามมุมต่าง ๆ พร้อมจะเผยเรื่องราวอันเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ทำให้เรารู้จักและเข้าใจความเป็นมาและเป็นไปของอาบาน่า ผมเชื่อว่าทุกเรื่องราวจะทำให้คุณหลงรักแบบถอนตัวไม่ขึ้นเลย…

อาบาน่า

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล writethe[email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load