นอกเหนือจากภาพจำความเป็น James Bond ของหลาย ๆ คน อันได้แก่ สายลับรหัส 007 ผมสีเข้ม (หากเราจะยกเว้น Daniel Craig เป็นกรณีพิเศษ) ที่มาพร้อมกับรถ Aston Martin คู่ใจ พร้อมอุปกรณ์ไฮเทคครบครัน ขนาบข้างด้วยสาวสวย และบุกตะลุยรับมือกับวายร้ายทั้งแบบบู๊และบุ๋น อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของ ซีรีส์ 007 คือ ฉากหลังที่ผู้สร้างทุกยุคทุกสมัยได้นำผู้ชมไปร่วมสำรวจสถานที่ต่าง ๆ กว่า 550 แห่งทั่วทุกมุมโลกให้ตื่นตาตื่นใจกับความสวยงามและอลังการ นับเป็นจุดเด่นลำดับต้น ๆ ของภาพยนตร์ที่สร้างจากบทประพันธ์ของ Sir Ian Fleming เลยก็ว่าได้

ซึ่งมีหลายฉากที่ตรึงตราเหล่าแฟน ๆ ของ Mr. Bond อาทิ กรุงลอนดอนที่ปรากฏในแทบทุกภาค ชายหาดในจาไมกาทั้งในภาคปฐมบทอย่าง Dr. No หรือ ภาคล่าสุด No Time to Die อ่างเก็บน้ำเยเรบาตันของตุรกีใน From Russia with Love เขาตะปู/เขาพิงกันของไทยใน The Man with the Golden Gun สถานที่เหล่านี้ได้รับความนิยมอย่างมากหลังจากที่ภาพยนตร์ออกฉาย ทำให้ประเทศเจ้าของสถานที่ได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวไปด้วย 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
 ภาพ : Schilthorn

อีกหนึ่งสถานที่ที่แฟนพันธุ์แท้และขาจรมักจดจำได้ดี คือฉากหลังของภาพยนตร์ที่ตัว James Bond อาจไม่ได้รับความนิยมมากนักอย่าง George Lazenby ใน On Her Majesty’s Secret Service ออกฉายใน ค.ศ. 1969 (แต่ภายหลังกลับได้รับความนิยมทั้งจากคนดูและนักวิจารณ์) ได้แก่ ยอดเขา Schilthorn ที่ตั้งฐานทัพของวายร้ายตลอดกาลอย่าง Blofeld ที่นำมาสู่ฉากต่อสู้ไล่ล่าอันสุดมันระหว่างพระเอกกับวายร้าย โดยมีฉากหลังเป็นเทือกเขาสวิตที่ปกคลุมด้วยหิมะ จึงได้รับการกล่าวขานว่าเป็นฉากหลังที่สวยงามในลำดับต้น ๆ ของ ซีรีส์ 007 นี้       

ในฐานะที่ผู้เขียนใช้ชีวิตอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ จึงทราบดีว่ายอดเขา Schilthorn หรือ Piz Gloria ที่มีความสูง 2,970 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลแห่งนี้ โด่งดังโดยไม่ได้มาจากอานิสงส์ของภาพยนตร์สายลับชื่อดังอย่างเดียว แต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวโดดเด่นตั้งแต่อดีต เนื่องจากเป็นยอดเขาที่อยู่ใจกลางประเทศ (รัฐเบิร์น เป็นที่ตั้งของเมืองหลวงอย่างกรุงเบิร์น) จึงรายล้อมด้วยยอดเขากว่า 200 ยอด เมื่อได้มายืนอยู่จุดสูงสุดของยอดเขาก็จะรับชมทัศนียภาพอันสวยงามของสวิตเซอร์แลนด์ที่ประกอบด้วยยอดเขาดัง ๆ หลายแห่ง ซึ่งรวมถึงยอดเขา Jungfrau ที่ได้รับการขนานนามว่า Top of Europe และในวันที่อากาศดี ๆ มองไปไกลได้ถึงยอดเขา Mont Blanc ของฝรั่งเศสได้เลยทีเดียว 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
ทัศนียภาพของเทือกเขาที่รายล้อมยอดเขา Schilthorn ประกอบด้วยยอดเขา Eiger, Monch และ Jungfrau

ผู้รับผิดชอบด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยวบนยอดเขาแห่งนี้ตระหนักดีว่า ส่วนหนึ่งของความนิยมในการเดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจบนยอดเขาแห่งนี้มาจากภาพยนตร์ James Bond จึงจัดสถานที่ท่องที่ยวอย่าง Bond World อารมณ์ประหนึ่งว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ James Bond ขนาดย่อม ๆ ที่แวดล้อมด้วยลูกเล่นความเป็น Bond รูปแบบต่าง ๆ ให้แฟนภาพยนตร์เข้าไปซึมซับประสบการณ์ 

ผู้เขียนวางแผนจะเยือนยอดเขาชื่อดังแห่งนี้หลายโอกาส แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีบุญพาวาสนาส่งเสียที จนเดือนสิงหาคมของ พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา หลังจากตรวจสอบสภาพอากาศที่พบว่าฟ้าฝนเป็นใจแล้ว ก็ถึงเวลาตามหาความเป็น Bond กับเขาเสียที แต่การไปครั้งนี้ หากขึ้นขึ้นกระเช้าที่ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงแบบปกติทั่วไปก็กระไรอยู่ เลยตัดสินใจคิดการใหญ่เดินขึ้นไปเองเสียเลย ให้สมกับความเป็นสวิตที่ผู้คนนิยมเดินชมป่าเขาลำเนาไพรกันเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว 

การเดินเท้าดุจดั่งเดินทางไกลลูกเสือครั้งนี้ ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ นึกจะเดินก็เดินเลย ผู้เขียนทำการศึกษาแล้วว่า เดินอย่างไรให้ปลอดภัยกับชีวิตตัวเองมากที่สุด โดยศึกษาเส้นทางการเดินจากแผนที่เดินเขาว่ามีเส้นทางใดให้เลือกบ้าง ดูข้อมูลจากบล็อกเกอร์ที่เคยผ่านประสบการณ์แล้ว กับระยะทางร่วม 20 กิโลเมตร บนความชันสะสมกว่า 2,000 เมตร และเป็นเส้นทางขึ้นอย่างเดียว นับว่าเอาเรื่องพอสมควร ต้องมีการคำนวณเวลา รวมไปถึงสิ่งของจำเป็นต้องนำติดตัวไปด้วย เรียกได้ว่า เตรียมการกันไม่น้อยกว่า 1 – 2 สัปดาห์เลยทีเดียว

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
แผนที่เส้นทางเดินจาก Schilthorn

เมื่อวันแห่งการพิชิตยอดเขามาถึง คล้อยเวลาพระอาทิตย์ขึ้นเล็กน้อย ผู้เขียนเริ่มต้นออกเดินเท้ากันที่หมู่บ้าน Lauterbrunnen หลายคนรู้จักกันดีในฐานะเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟที่จะขึ้นสู่ยอดเขา Jungfrau และมีน้ำตกสวยงามใจกลางหมู่บ้าน โดยค่อย ๆ ก้าวเท้าเป็นจังหวะไปอย่างช้า ๆ เพื่อพยายามเก็บแรงไว้ ผ่านป่าและลำธารไปจนถึงบริเวณที่เป็นที่ตั้งของสถานีกระเช้าขึ้นไปยังยอดเขา Schilthorn เพื่อวัดใจตัวเองอีกครั้ง ก่อนพบว่าไม่เปลี่ยนใจที่จะไปขึ้นกระเช้าแน่นอน ก็พบกับทางขึ้นชันด่านแรก เป็นทางขึ้นเขาผ่านป่าไปเรื่อย ๆ พร้อมชมวิวทิวทัศน์เบื้องล่างที่เพิ่งจากมา จนถึงหมู่บ้าน Gimmelwald ที่เป็นจุดพักแรก ในระยะประมาณ 7 กิโลเมตร นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ความสูง 800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มาที่ความสูง 1,300 เมตร ก็ทำเอาหอบกันเบา ๆ เลยทีเดียว 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
หมู่บ้าน Lauterbrunnen 

หลังจากพักเหนื่อยสักพัก แสงตะวันยามสายก็เริ่มสาดส่องมาให้ไออุ่นพอสมควร ก็ถึงเวลาออกเดินทางกันต่อ ผู้เขียนพร้อมเป้คู่ใจค่อย ๆ ไต่เขาขึ้นไป โดยเดินไปตามป้ายสีเหลืองแปร๋นที่คอยบอกจุดหมายที่จะไปและคำนวณระยะเวลาที่จะใช้เดิน (แม่นยำกว่าการบอกเป็นระยะทาง เพราะมันบอกว่าเราจะเหนื่อยไปอีกกี่ชั่วโมง) ผู้เขียนกำหนดจุดต่อไปไว้ที่กระท่อมร้านอาหารกลางหุบเขาชื่อว่า Spielboden ซึ่งความชันมากกว่าจุดที่เพิ่งจากมาประมาณ 400 เมตร เป็นทางผ่านกลางป่า จึงอาศัยร่มเงาของต้นไม้ใบไม้ในการหลบแดดคลายร้อนได้พอสมควร เมื่อถึงจุดพักนี้ก็ค้นพบว่า เราอยู่ท่ามกลางหุบเขา ที่เริ่มเห็นยอดเขาในบางมุมบ้างแล้ว และเป็นระยะทางครึ่งทางพอดี นั่นหมายถึงว่า การตัดสินใจที่จะไปต่อหรือไม่ไปต่อก็มีค่าพอ ๆ กัน

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond

  เมื่อเติมพลังด้วยอาหารและเครื่องดื่มแล้ว ก็ถึงเวลาเดินทางไปยังจุดพักต่อไปที่มีระยะห่างจากจุดพักที่ 2 นี้ประมาณ 4 กิโลเมตร กับกระท่อมที่มีชื่อว่า Rotstockhütte เป็นกระท่อมที่ให้บริการอาหารและสถานที่พักค้างคืน สำหรับสวิตเซอร์แลนด์แล้ว ที่พักรูปแบบ hütte ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าหรือหุบเขาคล้ายกับ Hostel ในเมือง ได้รับความนิยมจากนักเดินป่าเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะฤดูร้อน และสวิตเซอร์แลนด์ก็มีที่พักในรูปแบบนี้คอยให้บริการอยู่ตามสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติทั่วประเทศ

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
ร้านอาหาร Spielboden กลางหุบเขาที่เป็นจุดพักที่ 2 

การเดินขึ้นเขาในช่วงนี้ค่อนข้างมีความชันในตอนต้น และเป็นเส้นทางคดเคี้ยวไปมา เป็นทางเดินหินที่มีฉากหลังเป็นยอดเขาอีกฝั่งอันรวมถึงยอดเขา Eiger ชื่อดังของสวิตเซอร์แลนด์ นอกเหนือจากการเดินตามป้ายแล้ว เราก็สังเกตสัญลักษณ์บอกทางที่เป็นสีป้ายแดงบนพื้นขาวได้ นั่นหมายความว่า เรายังอยู่ในเส้นทางเดินเขา ไม่หลงแน่นอน สำหรับทางเดินช่วงนี้ หลังจากผ่านไปถึงครึ่งทางก็จะเป็นเส้นทางเดินริมผา ก่อนจะพบกับเส้นทางราบกลางทุ่งหญ้าที่มีทัศนียภาพในแบบวิวพาโนรามาสุดลูกหูลูกตาให้เพลิดเพลินไปจนถึงกระท่อมที่เป็นจุดหมายของเรา

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
จุดพัก Rockstockhutte

เมื่อถึงจุดพักของเรา ซึ่งถือว่าเป็นจุดพักสุดท้าย ก็ถือโอกาสเติมพลังอย่างเต็มที่ เพราะต่อจากระยะทางนี้ไปจะเป็นการไต่เขาระยะทางร่วม 6 กิโลเมตร บนความชัน 1,000 เมตร ดังนั้น จำเป็นที่ต้องใช้เวลาพักอย่างเต็มที่ และจุดนี้จะพบกับนักเดินเขามากหน้าหลายตาเลย ส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้เป็นจุดพักครึ่งทาง เพื่อเดินเท้ากลับลงไปยังหมู่บ้าน Lauterbrunnen ด้านล่าง โดยตอนแรกก็ได้แต่สงสัยว่าทำไมคนเหล่านี้เลือกที่จะไม่ไปต่อ ก่อนที่จะพบว่า ช่วงสุดท้ายนี่แหละ คือบททดสอบความอดทนครั้งใหญ่ 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

แม้จะมีระยะทางแค่ 6 กิโลเมตร แต่ป้ายบอกทางคำนวณเวลาเดินให้เราถึง 2.50 ชั่วโมง ซึ่งทางช่วงนี้แบ่งออกได้เป็น 2 ครึ่ง ครึ่งแรกเป็นทางเดินบนเนินทุ่งหญ้า และช่วงที่ 2 คือทางเดินสันเขาและไต่เขาและผาหิน เป็นเส้นทางที่ชันพอสมควร โดยผู้เขียนต้องหยุดเดินเป็นระยะ ๆ เพื่อพักหายใจ เติมพลังอาหาร น้ำดื่ม อะไรที่มีอยู่ช่วงนี้คือประเคนเข้าตัวหมด มีการไต่ตามก้อนหินไปด้วย ผู้คนที่พบระหว่างทางเริ่มน้อยลง เห็นจะมีแต่พวกนักวิ่งขาแรง คือนักไต่เขาที่ดูเป็นมืออาชีพ และเมื่อหันหลังไปมองก็จะพบว่า ขึ้นมาชันพอสมควรเลย แต่ ณ จุดนี้ เราจะเห็นยอดเขา Schilthorn ได้ชัดเจนขึ้น เป็นอันว่ามาถูกทางแล้ว 

ในที่สุดด้วยเวลาชั่วโมงกว่า ๆ ผู้เขียนก็ไต่มาถึงสันเขา และจากจุดนี้ไปจะใช้เวลาประมาณชั่วโมงในการเดินเท้า อันเป็นทางเดินดินผสมหินลอยที่มีทั้งทางราบ เนินขึ้น ทางบันได ทางริมผาที่ต้องไต่เชือก เป็นเส้นทางที่มีความหวาดเสียวเล็กน้อย เพราะขึ้นมาสูงพอสมควร ขาเริ่มสั่น ไม่ได้มาจากความกลัว แต่แรงเริ่มหมดนั่นเอง จึงเข้าใจแล้วว่า ทำไมฉากไล่ล่าใน On Her Majesty’s Secret Service ถึงต้องเป็นการสกีลงเขา เพราะถ้าไต่ขึ้นคงหมดแรงกันก่อนนั่นเอง (แฮร่) 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

หลังจากที่ฉุดกระชากลากดึงตัวเองมาในเวลาร่วมชั่วโมง ภาพของอาคารทรงกลมที่มีเลข 007 ก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า ซึ่งแสดงว่า เราได้พากายหยาบ (กายละเอียดหลุดไปไหนแล้วไม่รู้) มาบนยอดเขา Schilthorn เป็นที่เรียบร้อย ด้วยระยะทางร่วม 20 กิโลเมตร กับเวลาที่ใช้ประมาณ 8 ชั่วโมง และได้ใช้ช่วงเวลาพักเหนื่อยจากการไต่ระห่ำที่ผ่านมา ชื่นชมทัศนียภาพที่รายล้อมด้วยยอดเขาต่าง ๆ ของสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงไม่ลืมที่จะตามเก็บกิมมิกของความเป็น James Bond บนยอดเขา Schilthorn แห่งนี้ด้วย 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

ยอดเขา Schilthorn และ Bond World ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้ที่เดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์ไม่ควรพลาด จะเลือกเดินทางด้วยการขึ้นกระเช้าไปอย่างสบาย ๆ ก็ได้ หรือหากอยากสัมผัสวิถีธรรมชาติแบบสวิตแท้ ๆ การเดินขึ้นไปก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้ทั้งความทรมาน ท้าทาย และบันเทิงในคราวเดียวกัน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

เอกภัทร เปรมโยธิน

นักการทูตไทยประจำการในสวิตเซอร์แลนด์ ที่มักใช้เวลาว่างจากการปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ออกเดินทางไปเรียนรู้ความเป็นสวิสผ่านท้องถิ่นในหุบเขาลำเนาไพรของดินแดนแห่งเทือกเขาแอลป์

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

11 สิงหาคม 2560
3 K

ก่อนจะเดินทางไปถึง ‘เกาะ Mykines’ (มีจีเนส) ฉันต้องเดินทางไปให้ถึงประเทศ Faroe Islands (หมู่เกาะแฟโร) เสียก่อน

“ฮะ! มันคือที่ไหนนะ”

“อ้อ คุ้นๆ เคยได้ยินๆ เอ๊ะ! ไม่ใช่สิ นั่นฟาโรห์ที่อียิปต์….”

“ประเทศอะไร ขอถามอากู๋แพร้บ”

คำพูดคุ้นหูจากผู้คนรอบข้างเมื่อพวกเขาได้ยินว่าฉันจะไปเที่ยวที่นี่พร้อมครอบครัว

ถ้าว่ากันโดยง่าย ประเทศหมู่เกาะแฟโรนี้ตั้งอยู่ระหว่างทะเลนอร์วีเจียนและมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ หากดูจากแผนที่ก็อยู่ตรงกลางๆ ระหว่างประเทศนอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และสกอตแลนด์พอดีๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าดินแดนเล็กๆ แห่งนี้เป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกของสแกนดิเนเวีย มีธงประจำชาติเป็นรูปกากบาท (cross) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของประเทศในแถบนี้ มีภาษาเป็นของตนเอง มีสกุลเงินของตนเอง แถมยังมีสายการบินประจำชาติด้วย

หมู่เกาะแฟโร

ฉันหมายมั่นปั้นมือมากว่าหากได้ไปเหยียบแผ่นดินหมู่เกาะแฟโรแล้ว จะต้องเดินทางไปให้ถึงเกาะมีจีเนส ซึ่งเป็น 1 ใน 18 เกาะหลักของหมู่เกาะแฟโรให้ได้ แต่การเดินทางไปที่นั่นไม่ง่ายนัก เพราะมีจีเนสเป็นเกาะที่อยู่ห่างไกลออกไปทางตะวันตกที่สุดของประเทศ ไม่มีถนนเชื่อมถึง ต้องอาศัยการเดินทางโดยเรือหรือเฮลิคอปเตอร์เท่านั้น

เอาล่ะสิ ไกลก็ไกล ไปก็ยาก เกาะก็ไม่ใหญ่ แถมมีประชากรอาศัยอยู่เพียงหยิบมือหนึ่ง ทำไมต้องดั้นด้นไปด้วย? แต่ฉันกลับคิดว่าความไม่มีอะไรเลยของเกาะแห่งนี้นี่แหล่ะที่ทำให้มีเสน่ห์น่าดึงดูด น่าไปเยือนให้เห็นกับตา คำถามเกิดขึ้นในหัวฉันมากมาย ประเทศที่จัดว่ามีสวัสดีการดีมากแห่งหนึ่งตามสไตล์สแกนดิเนเวียน แต่มีสภาพภูมิประเทศที่โหดร้าย เป็นเกาะที่มีที่ราบน้อยมาก อากาศแปรปรวนตลอดเวลา ต้นไม้ก็ไม่มี คนที่นี่เค้าอยู่กันยังไง ใช้ชีวิตยังไง แล้วกินอะไรกัน

หมู่เกาะแฟโร, ธรรมชาติ

ครอบครัวของฉันเลือกที่จะนั่งเรือไปแล้วนั่งเฮลิคอปเตอร์กลับ พวกเราออกเดินทางกันแต่เช้าเพื่อไปขึ้นเรือที่เมือง Sørvágur (ซอลวาวเออ) ใกล้ๆ สนามบินประจำชาติ กว่าจะหาจุดขึ้นเรือได้เล่นเอาเหนื่อย ไม่ใช่เพราะว่าท่าเรือใหญ่จนหาไม่เจอ แต่เป็นเพราะท่าเรือนั้นเล็กแสนเล็ก จนไม่แน่ใจว่ามาถูกที่แล้วหรือยัง เราไม่ได้จองตั๋วเรือกันมา เลยต้องไปเสี่ยงดวงเอาที่ท่าเรือ ที่นี่ไม่มีตู้ขายตั๋ว ไม่มีป้ายบอกอะไรทั้งนั้น ต้องคอยเล็งเอาเองว่าพอใกล้ถึงเวลาเรือออกจะมีเจ้าหน้าที่เดินไปที่เรือ ทุกคนก็จะกรูกันไปหาแล้วก็จ่ายเงินค่าตั๋วที่เจ้าหน้าที่นี่แหละ ก่อนที่จะได้ขึ้นเรือ แล้วเจ้าหน้าที่คนนั้นก็กลายมาเป็นผู้ขับเรือให้พวกเราในตอนหลัง

เอาล่ะสิ เอาเงินโครนเนอร์มาไม่พอ (สนนราคาค่าเรือ 60 Kroner ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนเท่ากับเงินของเดนมาร์ก จึงสามารถใช้โครนเนอร์ของเดนมาร์กแทนได้) จะขอรูดบัตร อ้าว! เวรกรรม! ไม่รับบัตร รับแต่เงินสดเท่านั้น ดีนะที่ฉันมีเงินยูโรติดมาด้วย เลยมีเงินพอจ่ายค่าตั๋วเรือทั้งครอบครัวได้ นี่เป็นครั้งแรกที่มาเหยียบสแกนดิเนเวียแล้วพบว่าบัตรเครดิตไม่มีความหมาย ทั้งๆ ที่ปกติแล้วคนแถบนี้แทบไม่พกเงินสด ทุกคนอยู่รอดด้วยเงินพลาสติกเท่านั้น นี่พวกเรากำลังเดินทางย้อนเวลาไปสู่ความเป็นสามัญสินะ

หมู่เกาะแฟโร, ท่องเที่ยว

45 นาทีผ่านไป เรือลำน้อยก็พาพวกเรามาถึงเกาะมีจีเนส (จนได้) ภาพแรกที่เห็นตรงหน้าคือ ‘บันได!’ ถูกต้องค่ะ เกาะมีจีเนสแม้จะมีขนาดเพียงแค่ 10 ตารางกิโลเมตร แต่ภูมิประเทศโดยส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่ราบบนภูเขา ท่าเรืออยู่ติดระดับน้ำทะเล จะขึ้นไปถึงหมู่บ้านได้ก็ต้องปีนบันไดขึ้นไป ฉันลอบมองดูเพื่อนร่วมทางจมูกโด่ง ผมสีน้ำตาลทอง ที่มีทั้งลุงป้าน้าอาและเด็ก ๆ ทุกคนล้วนเดินฉับๆๆๆ ขึ้นบันไดไปอย่างไม่มีรีรอ ครอบครัวชาวเอเชียหนึ่งเดียวในคณะอย่างพวกเรารอให้ทุกคนเดินกันไปก่อนจึงค่อยๆ ย่องขึ้นบันไดตามขึ้นไป

หมู่เกาะแฟโร, ธรรมชาติ

หมู่บ้านบนเกาะมีจีเนสนั้นเล็กแสนเล็ก เล่ากันว่าเมื่อ 60 ปีก่อนเคยมีประชากรมากถึงกว่า 160 คน มีทั้งโรงเรียนและโบสถ์ประจำเกาะ แต่คงเป็นเพราะความห่างไกล ไม่มีโรงพยาบาล การเดินทางใช้เวลาพอสมควร ทำให้คนที่เคยอาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี่เลือกที่จะย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่นที่เข้าถึงความสะดวกสบายได้มากกว่า จนตอนนี้มีประชากรเหลืออยู่รวมกันแค่ราวๆ 11 คน มีบ้านที่มีคนอยู่อาศัยเพียง 6 หลัง บ้านที่เหลือหลายหลังถูกทิ้งร้าง บ้างก็ถูกปล่อยเช่าสำหรับนักท่องเที่ยวผ่านเว็บไซต์ชื่อดัง ฉันได้เจอทั้งหมด 5 คนบนเกาะแห่งนี้ 2 คนอยู่ที่ท่าเรือ อีก 2 คนทาสีบ้านอยู่ และอีกคนหนึ่งอยู่ที่จุดจอดเฮลิคอปเตอร์ (โอ้โห… ฉันได้เจอคนถึงเกือบครึ่งหนึ่งของคนบนเกาะนี้เชียวเหรอ!)

หมู่เกาะแฟโร หมู่เกาะแฟโร, ธรรมชาติ หมู่เกาะแฟโร

หลายคนเดินทางมาที่เกาะมีจีเนสเพื่อมาดูนก ที่นี่เป็นสวรรค์ของผู้รักนก เพราะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์นกตามธรรมชาติ โดยเฉพาะเจ้านกพัฟฟิน (Puffin) ตัวสีดำ ท้องสีขาว ปากสีส้มๆ ตัวอ้วนกลมแสนน่ารัก และนกฟูลมาร์ (Fulmur) ตัวสีขาวเทาอ้วนกลมไม่แพ้กัน แต่จะไปให้เห็นรังตามธรรมชาติของนกเหล่านี้ก็ต้องออกแรงเดินกันนิดหน่อย

หมู่เกาะแฟโร

เส้นทางเทรกกิ้งยอดฮิตของเกาะแห่งนี้เริ่มต้นจากท่าเรือและหมู่บ้านมีจีเนสไปทางตะวันตก ผ่านหน้าผาซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกพัฟฟินและฟูลมาร์ เรื่อยไปจนถึงปลายสุดของเกาะซึ่งเป็นที่ตั้งของประภาคารสีขาวเด่นเป็นสง่า ระยะทางไปกลับรวมแล้วราวๆ 6 กิโลเมตร ชันบ้างเป็นระยะๆ แต่ไม่มากนัก คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถค่อยๆ ไต่ขึ้นไปถึงสันเขาได้ แม้สุดท้ายจะขอรีไทร์ให้ลูกออกไปเดินต่อกันเอง

หมู่เกาะแฟโร, ธรรมชาติ

ฉันกับน้องสะพายเป้เดินต่อไปตามทางสันเขา ขึ้นๆ ลงๆ ไปตามทางจนไปเจอด้านหนึ่งของภูเขาที่เต็มไปด้วยนกพัฟฟินเป็นร้อยๆ พันๆ ตัว บ้างเดินเล่นบนหญ้า บ้างหลบอยู่ในรูซึ่งเป็นรังของมัน แป๊บๆ ก็บินไปบินมา บ้างก็โฉบไปกินปลาที่ริมน้ำ เวลาพัฟฟินบิน มันจะกางขากางปีกดูป้อมๆ น่ารักมาก เรานั่งกินขนมไปดูพัฟฟินบินไปมา เพลินที่สุด

หมู่เกาะแฟโร, นกมัฟฟิน หมู่เกาะแฟโร, นกมิฟฟิน, ธรรมชาติ

ผ่านจากเขาด้านนี้ไปนิดนึงจะเป็นหน้าผาและสะพานเหล็กเชื่อมระหว่างหน้าผา เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกฟูลมาร์อีกหลายร้อยตัว หน้าผ้าหินสีน้ำตาลเข้มปรากฏลวดลายสีขาวด่างพร้อยไปทั่ว ไม่ใช่อะไรที่ไหน แต่เป็นสีจากการถ่ายท้องของนกเหล่านี้นี่เอง ตรงไหนมีแง่งหิน ตรงนั้นจะพบกับรังนก และมีลูกนกฟูลมาร์ที่มีขนฟูฟ่องพองทั่วตัวอยู่ละลานตา

หมู่เกาะแฟโร, นกมัฟฟิน หมู่เกาะแฟโร, ธรรมชาติ

เส้นทางเดินต่อไปเป็นทางราบบนสันเขาที่เชื่อมต่อไปยังที่ตั้งของประภาคาร ผ่านทุ่งหญ้าที่มองเห็นเวิ้งว้าง แต่ไม่ว่างเปล่า เพราะมีกลุ่มแกะเดินกินหญ้าไปมาตามธรรมชาติ แกะพวกนี้ขนร่วงไม่เป็นท่า จับเป็นก้อนๆ แหว่งๆ ไม่น่าดูชม เพียงมองปราดเดียวก็ชวนให้คาดเดาได้ไม่ยากว่านี่คงเป็นอาหารอันโอชะของคนที่นี่ ฉันย้อนนึกถึงไก่ที่ถูกเลี้ยงแบบ free ranch ไม่ถูกกักขังบริเวณ ทำให้อารมณ์ดี มีสุขภาพดี จึงทำให้ไข่และไก่มีคุณภาพดี มีราคาแพง แกะเหล่านี้ก็แลดูจะเรียกว่าเป็นแกะ free ranch ได้เช่นกัน พื้นที่กินหญ้าอันมหาศาล แกะคงจะอารมณ์ดีอยู่ไม่น้อย

หมู่เกาะแฟโร, ธรรมชาติ

เดินลัดเลาะบนสันเขาผ่านฝูงแกะไปได้สักระยะหนึ่ง ฉันก็มาถึงประภาคารขาวเด่นเป็นสง่าที่ปลายเกาะสักที ประภาคารแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของเขตแดนประเทศหมู่เกาะแฟโรทางทิศตะวันตก ความจริงแล้วที่นี่ไม่ได้มีอะไรมากนอกจากเป็นอาคารก่อสร้างหนึ่งเดียวท่ามกลางพื้นหญ้าสีเขียวขจีทางด้านนี้ ฉันและน้องสาวเตรียมอาหารมาปิกนิกกันบนเนินเขา แน่นอน เราไม่ยอมตายเอาดาบหน้าเพราะคิดว่าการหาของกินบนเกาะแห่งนี้คงไม่ใช่เรื่องง่าย และก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ที่นี่ไม่มีร้านอาหารแม้แต่ร้านเดียว มีอย่างมากคือมุมกาแฟในเกสต์เฮาส์แห่งเดียวของเกาะ ซึ่งเป็นบริการแบบชงเองจ่ายเงิน (สด) เองใส่กระป๋องไว้ เราเดินมาถึงฟากตะวันตกที่สุดของเกาะ แน่นอนว่าไม่มีอะไรเลยนอกจากประภาคารและความว่างเปล่า สิ่งมีชีวิตที่เราพบอย่างเดียวในตอนนี้คือเพื่อนนักท่องเที่ยวซึ่งต่างก็เอาอาหารง่ายๆ มานั่งปิกนิกบนสันเขาด้วยเหมือนกัน

หมู่เกาะแฟโร, ธรรมชาติ หมู่เกาะแฟโร, ธรรมชาติ

ชีวิตบนเกาะแห่งนี้เป็นไปด้วยความเรียบง่าย ฉันไม่แปลกใจถ้าหากคนที่นี่จะกินปลา แกะ และนก เป็นอาหาร ความไม่มีอะไรเลยของพื้นที่แถบนี้ทำให้ชีวิตอาจไม่มีทางเลือกมากนัก มีอะไรก็ต้องกินอย่างนั้น ผลไม้ไม่มี ผักก็ไม่มี ต้องกินสาหร่ายหรือหญ้าบางประเภทแทน ฉันโชคดีที่อากาศในวันนี้สดใส ท้องฟ้ามีเมฆบ้าง แต่นับว่าเป็นสภาพอากาศที่ดีมาก ฉันจินตนาการแทบไม่ออกว่าในวันที่มีลมพายุ ฝนฟ้าคะนอง หรือในวันที่หิมะตก อากาศหนาวเหน็บ ผู้คนบนเกาะแห่งนี้จะใช้ชีวิตกันอย่างไร นี่คงเป็นสาเหตุที่ประชากรคนบนเกาะนี้ลดลงเรื่อยๆ สิ่งที่มีอยู่บนเกาะแห่งนี้จึงอยู่บนพื้นฐานของความเป็นสามัญ เป็นไปตามธรรมชาติ ซึ่งหาได้น้อยลงทุกทีบนโลกใบนี้ ฉันพบว่านี่แหล่ะคือเสน่ห์ในความเป็นสามัญอย่างแท้จริง

ในความธรรมดาที่ไม่ธรรมดาคือ ขากลับเราเลือกนั่งเฮลิคอปเตอร์ของสายการบินแอตแลนติก แอร์เวย์ส ซึ่งเป็นสายการบินประจำชาติของแฟโร สนนราคาเพียงแค่ 145 โครนเนอร์ (สำหรับเด็กและผู้สูงอายุลด 50%) หรือไม่ถึง 800 บาทเท่านั้นเอง กัปตันใจดีพาผู้โดยสารวนดูวิวเกาะด้วยนิดนึงก่อนจะลงจอดที่สนามบินนานาชาติ Vágar (แวการ์) ภายในเวลาเพียง 11 นาที รวดเร็วทันใจดีแท้

หมู่เกาะแฟโร, ธรรมชาติ

เอ๊ะ! แต่เดี๋ยวก่อน ขาไปไปเรือ เอารถไปจอดไว้ที่ท่าเรือนี่… กรรม! สุดท้ายต้องเดินจากสนามบินไปท่าเรืออีกประมาณ 3 กิโลเมตร! อะ… ไหน ๆ ก็เดินมาเยอะแล้ว เดินอีกซักนิดจะเป็นอะไร ชีวิตกลับสู่สามัญอีกครั้งด้วยลำแข้งของตัวเอง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

มุทริกา พฤกษาพงษ์

สาวชาวกรุง ผู้มีความเชื่อว่าการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด การเดินทางก็เช่นกัน ชาร์จแบตเตอร์รี่ชีวิตด้วยดนตรี กีฬา อาหาร และการท่องเที่ยว หลงใหลในธรรมชาติ ภูเขา ท้องฟ้า น้ำทะเล เพราะทำให้มองเห็นตัวเองได้ชัดว่า “I’m just a tiny dot in this big universe.”

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load