นอกเหนือจากภาพจำความเป็น James Bond ของหลาย ๆ คน อันได้แก่ สายลับรหัส 007 ผมสีเข้ม (หากเราจะยกเว้น Daniel Craig เป็นกรณีพิเศษ) ที่มาพร้อมกับรถ Aston Martin คู่ใจ พร้อมอุปกรณ์ไฮเทคครบครัน ขนาบข้างด้วยสาวสวย และบุกตะลุยรับมือกับวายร้ายทั้งแบบบู๊และบุ๋น อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของ ซีรีส์ 007 คือ ฉากหลังที่ผู้สร้างทุกยุคทุกสมัยได้นำผู้ชมไปร่วมสำรวจสถานที่ต่าง ๆ กว่า 550 แห่งทั่วทุกมุมโลกให้ตื่นตาตื่นใจกับความสวยงามและอลังการ นับเป็นจุดเด่นลำดับต้น ๆ ของภาพยนตร์ที่สร้างจากบทประพันธ์ของ Sir Ian Fleming เลยก็ว่าได้

ซึ่งมีหลายฉากที่ตรึงตราเหล่าแฟน ๆ ของ Mr. Bond อาทิ กรุงลอนดอนที่ปรากฏในแทบทุกภาค ชายหาดในจาไมกาทั้งในภาคปฐมบทอย่าง Dr. No หรือ ภาคล่าสุด No Time to Die อ่างเก็บน้ำเยเรบาตันของตุรกีใน From Russia with Love เขาตะปู/เขาพิงกันของไทยใน The Man with the Golden Gun สถานที่เหล่านี้ได้รับความนิยมอย่างมากหลังจากที่ภาพยนตร์ออกฉาย ทำให้ประเทศเจ้าของสถานที่ได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวไปด้วย 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
 ภาพ : Schilthorn

อีกหนึ่งสถานที่ที่แฟนพันธุ์แท้และขาจรมักจดจำได้ดี คือฉากหลังของภาพยนตร์ที่ตัว James Bond อาจไม่ได้รับความนิยมมากนักอย่าง George Lazenby ใน On Her Majesty’s Secret Service ออกฉายใน ค.ศ. 1969 (แต่ภายหลังกลับได้รับความนิยมทั้งจากคนดูและนักวิจารณ์) ได้แก่ ยอดเขา Schilthorn ที่ตั้งฐานทัพของวายร้ายตลอดกาลอย่าง Blofeld ที่นำมาสู่ฉากต่อสู้ไล่ล่าอันสุดมันระหว่างพระเอกกับวายร้าย โดยมีฉากหลังเป็นเทือกเขาสวิตที่ปกคลุมด้วยหิมะ จึงได้รับการกล่าวขานว่าเป็นฉากหลังที่สวยงามในลำดับต้น ๆ ของ ซีรีส์ 007 นี้       

ในฐานะที่ผู้เขียนใช้ชีวิตอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ จึงทราบดีว่ายอดเขา Schilthorn หรือ Piz Gloria ที่มีความสูง 2,970 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลแห่งนี้ โด่งดังโดยไม่ได้มาจากอานิสงส์ของภาพยนตร์สายลับชื่อดังอย่างเดียว แต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวโดดเด่นตั้งแต่อดีต เนื่องจากเป็นยอดเขาที่อยู่ใจกลางประเทศ (รัฐเบิร์น เป็นที่ตั้งของเมืองหลวงอย่างกรุงเบิร์น) จึงรายล้อมด้วยยอดเขากว่า 200 ยอด เมื่อได้มายืนอยู่จุดสูงสุดของยอดเขาก็จะรับชมทัศนียภาพอันสวยงามของสวิตเซอร์แลนด์ที่ประกอบด้วยยอดเขาดัง ๆ หลายแห่ง ซึ่งรวมถึงยอดเขา Jungfrau ที่ได้รับการขนานนามว่า Top of Europe และในวันที่อากาศดี ๆ มองไปไกลได้ถึงยอดเขา Mont Blanc ของฝรั่งเศสได้เลยทีเดียว 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
ทัศนียภาพของเทือกเขาที่รายล้อมยอดเขา Schilthorn ประกอบด้วยยอดเขา Eiger, Monch และ Jungfrau

ผู้รับผิดชอบด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยวบนยอดเขาแห่งนี้ตระหนักดีว่า ส่วนหนึ่งของความนิยมในการเดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจบนยอดเขาแห่งนี้มาจากภาพยนตร์ James Bond จึงจัดสถานที่ท่องที่ยวอย่าง Bond World อารมณ์ประหนึ่งว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ James Bond ขนาดย่อม ๆ ที่แวดล้อมด้วยลูกเล่นความเป็น Bond รูปแบบต่าง ๆ ให้แฟนภาพยนตร์เข้าไปซึมซับประสบการณ์ 

ผู้เขียนวางแผนจะเยือนยอดเขาชื่อดังแห่งนี้หลายโอกาส แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีบุญพาวาสนาส่งเสียที จนเดือนสิงหาคมของ พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา หลังจากตรวจสอบสภาพอากาศที่พบว่าฟ้าฝนเป็นใจแล้ว ก็ถึงเวลาตามหาความเป็น Bond กับเขาเสียที แต่การไปครั้งนี้ หากขึ้นขึ้นกระเช้าที่ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงแบบปกติทั่วไปก็กระไรอยู่ เลยตัดสินใจคิดการใหญ่เดินขึ้นไปเองเสียเลย ให้สมกับความเป็นสวิตที่ผู้คนนิยมเดินชมป่าเขาลำเนาไพรกันเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว 

การเดินเท้าดุจดั่งเดินทางไกลลูกเสือครั้งนี้ ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ นึกจะเดินก็เดินเลย ผู้เขียนทำการศึกษาแล้วว่า เดินอย่างไรให้ปลอดภัยกับชีวิตตัวเองมากที่สุด โดยศึกษาเส้นทางการเดินจากแผนที่เดินเขาว่ามีเส้นทางใดให้เลือกบ้าง ดูข้อมูลจากบล็อกเกอร์ที่เคยผ่านประสบการณ์แล้ว กับระยะทางร่วม 20 กิโลเมตร บนความชันสะสมกว่า 2,000 เมตร และเป็นเส้นทางขึ้นอย่างเดียว นับว่าเอาเรื่องพอสมควร ต้องมีการคำนวณเวลา รวมไปถึงสิ่งของจำเป็นต้องนำติดตัวไปด้วย เรียกได้ว่า เตรียมการกันไม่น้อยกว่า 1 – 2 สัปดาห์เลยทีเดียว

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
แผนที่เส้นทางเดินจาก Schilthorn

เมื่อวันแห่งการพิชิตยอดเขามาถึง คล้อยเวลาพระอาทิตย์ขึ้นเล็กน้อย ผู้เขียนเริ่มต้นออกเดินเท้ากันที่หมู่บ้าน Lauterbrunnen หลายคนรู้จักกันดีในฐานะเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟที่จะขึ้นสู่ยอดเขา Jungfrau และมีน้ำตกสวยงามใจกลางหมู่บ้าน โดยค่อย ๆ ก้าวเท้าเป็นจังหวะไปอย่างช้า ๆ เพื่อพยายามเก็บแรงไว้ ผ่านป่าและลำธารไปจนถึงบริเวณที่เป็นที่ตั้งของสถานีกระเช้าขึ้นไปยังยอดเขา Schilthorn เพื่อวัดใจตัวเองอีกครั้ง ก่อนพบว่าไม่เปลี่ยนใจที่จะไปขึ้นกระเช้าแน่นอน ก็พบกับทางขึ้นชันด่านแรก เป็นทางขึ้นเขาผ่านป่าไปเรื่อย ๆ พร้อมชมวิวทิวทัศน์เบื้องล่างที่เพิ่งจากมา จนถึงหมู่บ้าน Gimmelwald ที่เป็นจุดพักแรก ในระยะประมาณ 7 กิโลเมตร นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ความสูง 800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มาที่ความสูง 1,300 เมตร ก็ทำเอาหอบกันเบา ๆ เลยทีเดียว 

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
หมู่บ้าน Lauterbrunnen 

หลังจากพักเหนื่อยสักพัก แสงตะวันยามสายก็เริ่มสาดส่องมาให้ไออุ่นพอสมควร ก็ถึงเวลาออกเดินทางกันต่อ ผู้เขียนพร้อมเป้คู่ใจค่อย ๆ ไต่เขาขึ้นไป โดยเดินไปตามป้ายสีเหลืองแปร๋นที่คอยบอกจุดหมายที่จะไปและคำนวณระยะเวลาที่จะใช้เดิน (แม่นยำกว่าการบอกเป็นระยะทาง เพราะมันบอกว่าเราจะเหนื่อยไปอีกกี่ชั่วโมง) ผู้เขียนกำหนดจุดต่อไปไว้ที่กระท่อมร้านอาหารกลางหุบเขาชื่อว่า Spielboden ซึ่งความชันมากกว่าจุดที่เพิ่งจากมาประมาณ 400 เมตร เป็นทางผ่านกลางป่า จึงอาศัยร่มเงาของต้นไม้ใบไม้ในการหลบแดดคลายร้อนได้พอสมควร เมื่อถึงจุดพักนี้ก็ค้นพบว่า เราอยู่ท่ามกลางหุบเขา ที่เริ่มเห็นยอดเขาในบางมุมบ้างแล้ว และเป็นระยะทางครึ่งทางพอดี นั่นหมายถึงว่า การตัดสินใจที่จะไปต่อหรือไม่ไปต่อก็มีค่าพอ ๆ กัน

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond

  เมื่อเติมพลังด้วยอาหารและเครื่องดื่มแล้ว ก็ถึงเวลาเดินทางไปยังจุดพักต่อไปที่มีระยะห่างจากจุดพักที่ 2 นี้ประมาณ 4 กิโลเมตร กับกระท่อมที่มีชื่อว่า Rotstockhütte เป็นกระท่อมที่ให้บริการอาหารและสถานที่พักค้างคืน สำหรับสวิตเซอร์แลนด์แล้ว ที่พักรูปแบบ hütte ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าหรือหุบเขาคล้ายกับ Hostel ในเมือง ได้รับความนิยมจากนักเดินป่าเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะฤดูร้อน และสวิตเซอร์แลนด์ก็มีที่พักในรูปแบบนี้คอยให้บริการอยู่ตามสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติทั่วประเทศ

แฟนพันธุ์แท้ 007 พิชิตยอดเขา Schilthorn สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมิวเซียม James Bond
ร้านอาหาร Spielboden กลางหุบเขาที่เป็นจุดพักที่ 2 

การเดินขึ้นเขาในช่วงนี้ค่อนข้างมีความชันในตอนต้น และเป็นเส้นทางคดเคี้ยวไปมา เป็นทางเดินหินที่มีฉากหลังเป็นยอดเขาอีกฝั่งอันรวมถึงยอดเขา Eiger ชื่อดังของสวิตเซอร์แลนด์ นอกเหนือจากการเดินตามป้ายแล้ว เราก็สังเกตสัญลักษณ์บอกทางที่เป็นสีป้ายแดงบนพื้นขาวได้ นั่นหมายความว่า เรายังอยู่ในเส้นทางเดินเขา ไม่หลงแน่นอน สำหรับทางเดินช่วงนี้ หลังจากผ่านไปถึงครึ่งทางก็จะเป็นเส้นทางเดินริมผา ก่อนจะพบกับเส้นทางราบกลางทุ่งหญ้าที่มีทัศนียภาพในแบบวิวพาโนรามาสุดลูกหูลูกตาให้เพลิดเพลินไปจนถึงกระท่อมที่เป็นจุดหมายของเรา

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
จุดพัก Rockstockhutte

เมื่อถึงจุดพักของเรา ซึ่งถือว่าเป็นจุดพักสุดท้าย ก็ถือโอกาสเติมพลังอย่างเต็มที่ เพราะต่อจากระยะทางนี้ไปจะเป็นการไต่เขาระยะทางร่วม 6 กิโลเมตร บนความชัน 1,000 เมตร ดังนั้น จำเป็นที่ต้องใช้เวลาพักอย่างเต็มที่ และจุดนี้จะพบกับนักเดินเขามากหน้าหลายตาเลย ส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้เป็นจุดพักครึ่งทาง เพื่อเดินเท้ากลับลงไปยังหมู่บ้าน Lauterbrunnen ด้านล่าง โดยตอนแรกก็ได้แต่สงสัยว่าทำไมคนเหล่านี้เลือกที่จะไม่ไปต่อ ก่อนที่จะพบว่า ช่วงสุดท้ายนี่แหละ คือบททดสอบความอดทนครั้งใหญ่ 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

แม้จะมีระยะทางแค่ 6 กิโลเมตร แต่ป้ายบอกทางคำนวณเวลาเดินให้เราถึง 2.50 ชั่วโมง ซึ่งทางช่วงนี้แบ่งออกได้เป็น 2 ครึ่ง ครึ่งแรกเป็นทางเดินบนเนินทุ่งหญ้า และช่วงที่ 2 คือทางเดินสันเขาและไต่เขาและผาหิน เป็นเส้นทางที่ชันพอสมควร โดยผู้เขียนต้องหยุดเดินเป็นระยะ ๆ เพื่อพักหายใจ เติมพลังอาหาร น้ำดื่ม อะไรที่มีอยู่ช่วงนี้คือประเคนเข้าตัวหมด มีการไต่ตามก้อนหินไปด้วย ผู้คนที่พบระหว่างทางเริ่มน้อยลง เห็นจะมีแต่พวกนักวิ่งขาแรง คือนักไต่เขาที่ดูเป็นมืออาชีพ และเมื่อหันหลังไปมองก็จะพบว่า ขึ้นมาชันพอสมควรเลย แต่ ณ จุดนี้ เราจะเห็นยอดเขา Schilthorn ได้ชัดเจนขึ้น เป็นอันว่ามาถูกทางแล้ว 

ในที่สุดด้วยเวลาชั่วโมงกว่า ๆ ผู้เขียนก็ไต่มาถึงสันเขา และจากจุดนี้ไปจะใช้เวลาประมาณชั่วโมงในการเดินเท้า อันเป็นทางเดินดินผสมหินลอยที่มีทั้งทางราบ เนินขึ้น ทางบันได ทางริมผาที่ต้องไต่เชือก เป็นเส้นทางที่มีความหวาดเสียวเล็กน้อย เพราะขึ้นมาสูงพอสมควร ขาเริ่มสั่น ไม่ได้มาจากความกลัว แต่แรงเริ่มหมดนั่นเอง จึงเข้าใจแล้วว่า ทำไมฉากไล่ล่าใน On Her Majesty’s Secret Service ถึงต้องเป็นการสกีลงเขา เพราะถ้าไต่ขึ้นคงหมดแรงกันก่อนนั่นเอง (แฮร่) 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

หลังจากที่ฉุดกระชากลากดึงตัวเองมาในเวลาร่วมชั่วโมง ภาพของอาคารทรงกลมที่มีเลข 007 ก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า ซึ่งแสดงว่า เราได้พากายหยาบ (กายละเอียดหลุดไปไหนแล้วไม่รู้) มาบนยอดเขา Schilthorn เป็นที่เรียบร้อย ด้วยระยะทางร่วม 20 กิโลเมตร กับเวลาที่ใช้ประมาณ 8 ชั่วโมง และได้ใช้ช่วงเวลาพักเหนื่อยจากการไต่ระห่ำที่ผ่านมา ชื่นชมทัศนียภาพที่รายล้อมด้วยยอดเขาต่าง ๆ ของสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงไม่ลืมที่จะตามเก็บกิมมิกของความเป็น James Bond บนยอดเขา Schilthorn แห่งนี้ด้วย 

เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์
เดินเท้า 8 ชั่วโมงขึ้นยอดเขาชิลธอร์น ชม Bond World และดื่มดำบรรยากาศฉากหลังของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์

ยอดเขา Schilthorn และ Bond World ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้ที่เดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์ไม่ควรพลาด จะเลือกเดินทางด้วยการขึ้นกระเช้าไปอย่างสบาย ๆ ก็ได้ หรือหากอยากสัมผัสวิถีธรรมชาติแบบสวิตแท้ ๆ การเดินขึ้นไปก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้ทั้งความทรมาน ท้าทาย และบันเทิงในคราวเดียวกัน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

เอกภัทร เปรมโยธิน

นักการทูตไทยประจำการในสวิตเซอร์แลนด์ ที่มักใช้เวลาว่างจากการปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ออกเดินทางไปเรียนรู้ความเป็นสวิสผ่านท้องถิ่นในหุบเขาลำเนาไพรของดินแดนแห่งเทือกเขาแอลป์

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

19 พฤศจิกายน 2565
635

หากขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ที่คลั่งไคล้ฟุตบอล แน่นอนว่าบอลโลกคงเป็นจุดหมายปลายทางที่แฟนบอลต้องไปให้ถึงสักครั้งแน่ ๆ แล้วถ้าได้ไปดูรอบรองฯ และรอบชิงแชมป์ด้วยแล้ว ยิ่งเหมือนความฝัน

ย้อนรอยทริปในฝัน ดูบอลโลก 2018 นัดชิงชนะเลิศ ชมวินาทีที่ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ที่รัสเซีย
ย้อนรอยทริปในฝัน ดูบอลโลก 2018 นัดชิงชนะเลิศ ชมวินาทีที่ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ที่รัสเซีย

World Cup 2022 ที่โดฮา ประเทศกาตาร์ ใกล้จะเริ่มแล้ว เราอยากแชร์บรรยากาศบอลโลกครั้งก่อน เมื่อปี 2018 จัดขึ้นที่ประเทศรัสเซีย เมือง St.Petersburg กับ Moscow ซึ่งรัสเซียมีเมืองที่จัดการแข่งทั้งหมด 12 เมือง 12 สนาม ในรอบรองชนะเลิศจัดที่เมือง St.Petersburg และ Moscow 

ย้อนรอยทริปในฝัน ดูบอลโลก 2018 นัดชิงชนะเลิศ ชมวินาทีที่ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ที่รัสเซีย

St.Petersburg คือเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของรัสเซีย รองจาก Moscow และเป็นเมืองหลวงเก่าตั้งแต่สมัยพระเจ้าซาร์ ซึ่งอยู่ทางเหนือขึ้นไป บริเวณทะเล Baltic ไม่ไกล Finland และ Estonia อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ เมืองนี้เป็นต้นทางเพื่อขึ้นไปดูแสงเหนือที่รัสเซีย บริเวณแถบรัฐ Karelia

หากใครไปเที่ยวที่เมืองเจ้าภาพผู้จัดการแข่งขันบอลโลก จะเห็นบรรยากาศในเมืองครึกครื้นด้วยแฟนบอลและนักท่องเที่ยว เพื่อน ๆ เราบอกว่าถ้าใครไปดูรอบแรก ๆ ยิ่งสนุก เพราะแฟนบอลหลายชาติออกมาสนุกกัน ส่วนเราไปตอนรอบรองฯ หลาย ๆ ทีมน่าจะกลับไปแล้ว แต่สีสันก็ยังมีอยู่ 

ย้อนรอยทริปในฝัน ดูบอลโลก 2018 นัดชิงชนะเลิศ ชมวินาทีที่ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ที่รัสเซีย
ย้อนรอยทริปในฝัน ดูบอลโลก 2018 นัดชิงชนะเลิศ ชมวินาทีที่ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ที่รัสเซีย

ข้อดีของการเป็นแฟนบอลเรื่องหนึ่งคือการเดินทาง เพราะแค่มีตั๋วที่ลงทะเบียนมาก็เบ่งได้ตั้งแต่เข้าประเทศ หรือถ้าเป็นวันแข่ง ผู้มีตั๋วลงทะเบียนจะเดินทางฟรีทั้งวัน ค่อนข้างสะดวก ส่วนวันอื่น ๆ เวลาไปเที่ยว เราเดินทางด้วยรถไฟใต้ดิน ถ้าไปสถานที่ท่องเที่ยวไกล ๆ การนั่งอูเบอร์ก็สะดวกกว่ามาก ๆ ส่วนบริเวณสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ นอกจากมีมีสีสันของผู้คน ร้านของขายที่ระลึกก็นับว่าเป็นไฮไลต์ เพราะมีของคัสตอมจากพ่อค้าแม่ค้าเกี่ยวกับฟุตบอลมาขาย แม้ว่าไม่ถูกลิขสิทธิ์ แต่ก็คลาสสิกน่าซื้ออยู่หลายชิ้น ของที่ระลึกที่คนส่วนใหญ่ซื้อติดมือกันจะเป็นเหรียญและธนบัตรที่ระลึก 

ย้อนรอยทริปในฝัน ดูบอลโลก 2018 นัดชิงชนะเลิศ ชมวินาทีที่ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ที่รัสเซีย

ก่อนไปถึงที่สนาม ชวนมาดูบรรยากาศรอบ ๆ กันก่อน เพราะใครที่ไม่อยากดูการแข่งขันฟุตบอลที่บ้านหรืออยากมาเชียร์หน้าจอใหญ่ ทาง FIFA ก็จัดโซนที่เรียกว่า Fan Fest มีจอใหญ่เบิ้ม ขายเครื่องดื่ม และบางทีก็มีดนตรีให้เหล่าแฟนบอลได้สนุกยาว ๆ กันด้วย ยิ่งถ้าวันไหนเจ้าภาพอย่างรัสเซียแข่ง แฟนบอลจะแห่กันมาแน่นมาก ๆ ต่อคิวกันยาวเหยียด มีสีสันของธงชาติรัสเซียทั้ง 3 สีเต็มไปทั้งเมือง

ย้อนรอยทริปในฝัน ดูบอลโลก 2018 นัดชิงชนะเลิศ ชมวินาทีที่ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ที่รัสเซีย
ย้อนรอยทริปในฝัน ดูบอลโลก 2018 นัดชิงชนะเลิศ ชมวินาทีที่ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ที่รัสเซีย

บริเวณสถานที่จัดงานก็ไม่ไกล เรียกว่าใจกลางเมืองและใกล้แลนด์มาร์กมาก อย่างเมือง St.Petersburg ก็จัดด้านหลัง The Church of the Savior on Spilled Blood หรือโบสถ์แห่งหยดพระโลหิตพระผู้ไถ่ ซึ่งโบสถ์นี้เป็นโบสถ์ของศาสนจักรออร์โธดอกซ์ที่ตกแต่งด้วยกระเบื้องโมเสกสวยมาก ๆ โดยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 3 สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงพระบิดา (พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 2) ซึ่งถูกลอบปลงพระชนม์บริเวณที่นี้ และนอกจาก Fan Fest แล้ว ในเมือยังมีการตกแต่งอย่างสวยงาม มีการจัดนิทรรศการให้แฟนบอลและชาวเมืองได้สนุกสนาน เพื่อเฉลิมฉลองในเทศกาลนี้กันอีกเพียบ

ย้อนรอยทริปในฝัน ดูบอลโลก 2018 นัดชิงชนะเลิศ ชมวินาทีที่ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ที่รัสเซีย
ย้อนรอยทริปในฝัน ดูบอลโลก 2018 นัดชิงชนะเลิศ ชมวินาทีที่ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ที่รัสเซีย

อย่าง FIFA World Football Museum จัดขึ้นชั่วคราวที่เมือง Moscow เข้าชมฟรี ให้แฟนบอลและคนที่สนใจเข้าไปดูประวัติและเรื่องราวตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันของฟุตบอล พร้อมของหาดูยากต่าง ๆ เช่น ตั๋วฟุตบอลตั้งแต่ยุคทีมชาติฮังการีหรืออุรุกวัยยุครุ่งเรือง เสื้อทีมชาติบราซิลของเปเล่ ลูกบอลตั้งแต่อดีตที่ใช้ในทัวร์นาเมนต์ ยังไม่รวมข้าวของของคนดังอื่น ๆ ทั้งเมสซี โรนัลโด้ No.9 ฯลฯ นอกจากมิวเซียมขนาดย่อม ห้างดัง ๆ อย่าง GUM ก็มีการตกแต่งและมีนิทรรศการ สร้างสีสันให้คนนักท่องเที่ยวด้วย

ย้อนรอยทริปในฝัน ดูบอลโลก 2018 นัดชิงชนะเลิศ ชมวินาทีที่ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ที่รัสเซีย
Jules Rimet Cup ถ้วยฟุตบอลโลกเดิม
ย้อนรอยทริปในฝัน ดูบอลโลก 2018 นัดชิงชนะเลิศ ชมวินาทีที่ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ที่รัสเซีย
ตั๋วของของทีมชาติฮังการี ที่ในอดีตรุ่งเรืองมาก ๆ กับทีมชาติสวิส
ย้อนรอยทริปในฝัน ดูบอลโลก 2018 นัดชิงชนะเลิศ ชมวินาทีที่ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ที่รัสเซีย
รองเท้าของ Ronaldo No.9
เสื้อของ Romario ทีมชาติบราซิล ชุดแชมป์ปี 94

เอาล่ะ มาถึงวันแข่ง เราขอรวบทั้ง 2 แมตช์ทั้งรอบรองฯ ที่เมือง St. Peterburg และรอบชิงฯ ที่ เมือง Moscow บอกเลยว่าบรรยากาศครึกครื้นตั้งแต่ออกจากเมโทรจนไปถึงสนาม โดยแฟนบอลมี 2 พวก คือแฟนบอลชาตินั้น ๆ ที่แข่ง เต็มไปด้วยสีสันของธงชาติตัวเอง และอีกพวกคือต่างชาติผู้รักการดูบอลอย่างเรา ๆ โดยทุกคนมาออกันหน้าสนามร้องเพลงเสียงดัง ไม่มีฮูลิแกนเลย (เสียดาย 555) 

สำหรับคนไปดูที่สนาม อีกหนึ่งของที่ระลึกสุดแรร์คือแก้วเครื่องดื่ม ทั้งเบียร์และน้ำอัดลม คนไล่เก็บกันเยอะ เพราะว่าบนแก้วสกรีนเลยว่าทำขึ้นสำหรับแมตช์ไหน ให้นักดื่มได้เก็บเป็นที่ระลึก

ผลการแข่งในสนามรอบรองฯ ที่เราไปดู ฝรั่งเศสมี ปอล ป๊อกบา กับ คีลียัน เอ็มบัปเป้ สตาร์ที่กำลังมา เจอกับเบลเยียมยุคที่มีทั้ง โรเมลู ลูกากู, เอแด็ง อาซาร์ และ เควิน เดอ บรอยน์ นัดนั้นฝรั่งเศสเฉือนไป 1 – 0 

ส่วนนัดชิงชนะเลิศที่ฝรั่งเศสผ่านเข้ารอบ ไปเจอกับโครเอเชียที่ผ่านอังกฤษมาในรอบรองฯ ฝรั่งเศสเอาชนะโครเอเชียไปได้ 4 – 2 คว้าแชมป์สมัยที่ 2 เสียดายมาก ๆ เพราะเรานั่งฝั่งแฟนโครเอเชียและเชียร์โครเอเชีย แฟน ๆ ฝั่งนี้เลยอดเฮ แต่ฝั่งแฟน ๆ ฝรั่งเศสร้องเพลงฉลองกันดังตลอดทางกลับ

ฟุตบอลโลกผ่านมาแล้ว 4 ปี ปีนี้เราก็ไปเหมือนกัน 

มาลุ้นกันว่า FIFA World Cup Qatar 2022 ทีมไหนจะเป็นแชมป์!

ข้อมูลบางส่วนที่เราอยากแบ่งปันแฟนบอล

  • ตั๋ว Official ขายผ่านเว็บ Fifa.com น่าจะหมดไปแล้ว โดยทุกครั้งจะเปิดรอบแรกด้วยการสุ่มซื้อบัตร รอบต่อมาเป็น First comes, First serves และล็อตเก็บตก
  • นอกจากตั๋ว Online Official ยังมีตั๋วแบบ Hospitality ปกติจะแพงกว่า มักมาเป็นแพ็กเกจ เช่น รวมตั๋วเครื่่องบินและโรงแรม อีกแบบคือ Resale มีขายจาก FiFa กรณีที่คนได้สิทธิ์ซื้อไม่จ่ายเงิน หรือขายตั๋วคืน และอีกแบบคือจากเว็บนายหน้าขายตั๋ว เช่น Viagogo
  • ฟุตบอลโลกครั้งนี้คนดูต้องลงทะเบียน Hayya จำเป็นต้องมีตั๋วและที่พักก่อนสมัคร ถึงจะได้เอกสารเข้าประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่า ซึ่ง Hayya ยังมีแอปพลิเคชันที่แฟนบอลต้องดาวน์โหลดเพื่อแสดงข้อมูลต่าง ๆ ก่อนเข้าสนามด้วย นอกจากนั้นต้องมีข้อมูลการเดินทางหรือตั๋วเพื่อเข้าสนาม ฯลฯ ( Hayya มีทั้งแบบบัตรและแบบดิจิทัลบนแอปฯ)
  • สำหรับแฟนบอลที่สมัคร Hayya แล้ว เดินทางเที่ยวประเทศอื่น ๆ ในแถบอาหรับได้หลายประเทศโดยสมัครวีซ่าแฟนบอล ไม่เสียค่าใช้จ่าย ไปได้ทั้งซาอุดีอาระเบีย ยูเออี โอมาน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ณฤทธิ์ เกตุทอง

นักการตลาดออนไลน์ ที่ชอบดูคอนเสิร์ต ดูเมือง ดูผู้คน เดิมชอบแบ็กแพ็ก ตอนนี้ชอบเที่ยวสบาย แต่ยังชอบหาประสบการณ์ใหม่ ๆ อยู่ มีเพจและเว็บเล็ก ๆ ที่แชร์เรื่องราวการเดินทาง แต่ไม่ค่อย Active นะสิ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load