เคยสงสัยไหมว่าเหตุใดดอกไม้ถึงหอม

ปกติดอกไม้หอมก็เพราะโมเลกุลกลิ่นที่ปล่อยกำจายออกมา ลอยไปเรียกลูกค้าได้จากระยะไกล คอนเซปต์คล้ายกับร้านข้าวไข่เจียว 

ทีนี้ ลูกค้าของดอกไม้โดยปกติคือเหล่าแมลงที่ช่วยผสมเกสร เช่น ผึ้งและผีเสื้อ ซึ่งเพียงเท่านี้ก็น่าสนใจแล้วว่าคนเราไปเกี่ยวอะไร ทำไมเราถึงรู้สึกหอมไปกับเขาด้วย แล้วทำไมกลิ่นที่เราเรียกว่าหอม ถึงได้ไปตรงกับกลิ่นที่ผึ้งกับผีเสื้อก็รู้สึกว่าหอมเหมือนกัน 

คำตอบคือ ไม่รู้

นั่นไม่ใช่เรื่องที่ผมจะเขียนถึงในวันนี้ เรื่องที่ผมจะเขียนถึงในวันนี้มีความน่าสะพรึงกว่านั้นมาก

หลายท่านอาจจะคุ้นเคยกับดอกไม้กลิ่นความตายมาบ้าง

ก็พวกดอกไม้ที่ส่งกลิ่นเหม็นล่อแมลงวันนั่นยังไงล่ะ กลิ่นของมันเน่ารัญจวนราวกับซากสัตว์ เหมือนเวลาเรานั่งทับจิ้งจกตาย แล้วซากแห้งติดร่องตูดเดินไปไหนมาไหนไม่รู้ตัว ได้แต่งงว่าทำไมมีกลิ่นตุๆ อยู่หลายวัน เชื่อว่าหลายคนก็เคยผ่านประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน 

มีดอกไม้มากมายกลิ่นเป็นแบบนั้นแหละ กลิ่นที่เหม็นสำหรับเรา แต่หอมสำหรับแมลงตอมศพ กลิ่นที่ถูกคัดสรรขึ้นมาอย่างไม่ได้ตั้งใจโดยรสนิยมแมลงวันรุ่นแล้วรุ่นเล่า กลิ่นแห่งความตาย ความตายที่ทั้งจริงทั้งหลอกในเวลาเดียวกัน หลอกเพราะจริงๆ แล้วไม่ได้มีตัวอะไรตาย จริงเพราะสิ่งที่จะตายก็คือลูกๆ ของแมลงวันที่มาตอมแล้ววางไข่ไว้ ในดอกไม้ไม่มีอะไรให้หนอนน้อยกินเลย แมลงวันไม่ได้รับประโยชน์อะไร แต่ดอกไม้ได้รับบริการทางเพศ นี่คือกลการผสมเกสรแบบหลอกลวง หรือ Deceptive Pollination (พบในพืชดอกประมาณ 4 – 6 เปอร์เซ็นต์)

อย่างไรก็ตาม ดอกไม้ที่ล่อลวงแมลงด้วยกลิ่นความตาย ก็ยังไม่ใช่เรื่องที่น่าสะพรึงที่สุด

เรื่องที่น่าสะพรึงที่สุด ต้องย้อนกลับไปเล่าถึงผึ้ง 

เช้าวันหนึ่งที่แอฟริกาใต้ ผึ้งสาวชื่อเอนโซกูเล่ บินออกจากรังไปทำงานรับจ้างผสมเกสร ดอกไม้แถวนั้นให้ค่าตอบแทนดี เป็นน้ำหวานส่วนหนึ่ง เกสรอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเอนโซกูเล่รับประทานเองแต่พออิ่ม จากนั้นขนที่เหลือกลับรังไปช่วยแม่เลี้ยงน้องๆ ที่ยังเล็ก

ในเช้าวันนี้ก็เช่นกัน เอนโซกูเล่เลือกดอกไม้สีเหลืองสดดอกหนึ่ง เธอลงเกาะบนกลีบแล้วมุ่งหน้าไปยังกระจุกเกสรที่อยู่ตรงกลาง ทุกอย่างดูอุดมสมบูรณ์ดี เธอดูดน้ำหวานและเก็บเกสรได้เยอะทีเดียว จากนั้นส่ายก้นเล็กน้อยด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะบินไปเกาะดอกถัดไป 

ทันใดนั้นเอง ง่ำ! 

แมงมุมสีเหลืองที่พรางตัวอยู่ในกลีบดอกโผล่พรวดออกมาตะครุบเธอไว้ เอนโซกูเล่พยายามดิ้นรนต่อสู้ เธอเอี้ยวเหล็กไนจะต่อยเจ้าแมงมุม แต่ไม่สำเร็จ เขี้ยวของมันเริ่มฝังลึกเข้ามาทุกทีตรงบริเวณอกของเธอ 

โดยสัญชาตญาณ เอนโซกูเล่ปล่อยกลิ่นฟีโรโมนเตือนภัยออกมา ปกติถ้าเธออยู่ใกล้รัง กลิ่นนี้จะช่วยเตือนพวกพ้องว่ามีศัตรูกำลังบุกรุก ให้ทุกคนเตรียมตัวปกป้องบ้าน 

ทว่า ในยามที่กำลังเผชิญชะตากรรมอย่างเดียวดายเช่นนี้ ไม่มีเพื่อนพี่น้องตนใดรับรู้ได้ถึงกลิ่นกรีดร้องของเธอ แต่ร่างกายของเอนโซกูเล่ก็ยังปล่อยมันออกมาอยู่ดี เป็นปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติต่อการถูกทำร้าย มันหาใช่กลิ่นเตือนภัยอีกต่อไป แต่เป็นเพียงกลิ่นของความกลัว

จะว่าไป ใช่ว่าจะไม่มีใครรับรู้ถึงความเจ็บปวดของเอนโซกูเล่ ในรัศมีร้อยเมตรจากจุดเกิดเหตุ ณ ทุ่งดอกไม้นั้น มีแมลงหวี่สกุลเดสโมเมโทป้า (Desmometopa) รอคอยเวลานี้อยู่หลายตัว หนวดของพวกมันวิวัฒนาการมาเพื่อดักจับกลิ่นความกลัวของผึ้งโดยเฉพาะ ภายในเวลาไม่กี่วินาที พวกมันก็บินรี่มาถึงที่เกิดเหตุ แล้วลงเกาะบนตัวเอนโซกูเล่ บ้างเผลอลงเกาะบนตัวแมงมุมด้วยความตื่นเต้น แต่แมงมุมก็ไม่ได้สนใจพวกแมลงหวี่ตัวกระจิริด และจดจ่ออยู่กับการย่อยเนื้อของเอนโซกูเล่จากข้างในออกมาข้างนอกต่อไป

ด้วยสติอันเลือนราง และร่างกายที่เริ่มหยุดนิ่งด้วยยาชาจากพิษแมงมุม เอนโซกูเล่เฝ้ามองเหล่าแมลงหวี่ค่อยๆ ไต่เข้าหารูแผลของเธอตรงจุดที่ถูกฝังเขี้ยว พวกมันยื่นปากปลายฟองน้ำออกมา แล้วแตะซับไปที่หยดเลือดใสๆ ซึ่งกำลังไหลซึมออกจากปากแผล เอนโซกูเล่ค่อยๆ สิ้นสติไปท่ามกลางเสียงซู้ดซ้าดๆ ของเหล่าแมลงหวี่ที่รุมกันซับเลือดให้เธออย่างตะกละตะกลาม และภาพสุดท้ายที่เธอเห็นก็คือแววตากลมโตทั้งแปดดวงของเจ้าแมงมุมสีเหลืองสด ที่จ้องมองมาอย่างไร้เมตตา 

อย่างไรก็ตาม นี่ยังไม่ใช่เรื่องที่น่าสะพรึงที่สุด

เรื่องที่น่าสะพรึงที่สุดต้องเล่าเลยไปถึงแมลงหวี่

แก๊งแมลงหวี่พวกนี้ประกอบมิจฉาชีพเป็นโจรขโมยเลือดจากผึ้งที่กำลังถูกแมงมุมกินโดยเฉพาะ (ทางชีววิทยาเรียกสัตว์ผู้มาร่วมวงกินเหยื่อที่ไม่ได้ล่าเองว่า พวก Kleptoparasite) 

จาบูลานี่ ประกอบอาชีพนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว และไม่ได้คิดอะไรมาก เพื่อนๆ แมลงหวี่ที่อยู่รอบตัวเขาก็เป็นโจรกันทั้งนั้น เขาเห็นแมลงหวี่ตระกูลอื่นชอบตอมผลไม้บ้าง ตอมขยะบ้าง แต่สำหรับเขา กลิ่นความกลัวของผึ้งทรงอานุภาพเย้ายวนอย่างถึงที่สุด จนยากจะบรรยายให้เผ่าพันธุ์อื่นเข้าใจได้ 

ในเช้าวันนั้น จาบูลานี่ เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้ดูดเลือดจากผึ้งสาวเคราะห์ร้าย แต่เนื่องจากคนเยอะ เขาจึงได้กินไปแค่ไม่กี่หยด และยังหิวอยู่ ไม่เป็นไร ได้รองท้องเท่านี้ตั้งแต่ก่อนเที่ยงก็ถือว่าทำเวลาได้ดีแล้วล่ะ จาบูลานี่คิดพลางบินหาเหยื่อรายต่อไป

ในช่วงบ่าย เขาได้กลิ่นความกลัวที่คุ้นเคยอีกครั้ง นี่เป็นโอกาสที่จะได้ลิ้มรสเลือดหวานให้อิ่มสำหรับวันนี้ เขารีบบินตามทิศทางของกลิ่นไป แต่รอบนี้ ฉากที่เขาพบ กลับมีเพียงดอกไม้สีเขียวหน้าตาประหลาดดอกหนึ่ง มันดูเหมือนกระโจมอะไรบางอย่าง มีเสาค้ำหลังคาโค้งๆ แล้วบนพื้นตรงกลางมีอุโมงค์พาลงลึกเข้าไปในดอก (พวกมนุษย์เรียกดอกไม้ชนิดนี้ว่าดอกร่มชูชีพ หรือชื่อวิทยาศาสตร์ Ceropegia Sandersonii)

‘สงสัยผึ้งที่กำลังถูกแมงมุมกินอยู่ต้องปล่อยกลิ่นความกลัวออกมาจากในนั้นแน่เลย’

จาบูลานี่คิดแล้วไต่ลงอุโมงค์ตามกลิ่นเข้าไป หนทางแคบลงเรื่อยๆ มืดขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังมีขนบางอย่างที่ชี้กันเอาไว้ไม่ให้เขาถอยหลังกลับได้ แต่จาบูลาเน่ไม่อยากถอยอยู่แล้ว เพราะกลิ่นที่อยู่เบื้องหน้ามันเย้ายวนมาก อีกไม่กี่นาทีเขาก็จะได้ลิ้มรสเลือดหวานแล้ว  

ในที่สุด อุโมงค์ก็เปิดออกสู่ห้องโถงขนาดย่อม ซึ่งมีแสงสลัวส่องผ่านทะลุผนังเข้ามาเล็กน้อย ในนั้นไม่มีทั้งผึ้ง ไม่มีทั้งแมงมุม มีเพียงบ่อน้ำพุแห้งๆ ตั้งอยู่กลางห้อง จาบูลานี่รู้ตัวแล้วว่าติดกับดัก แต่เขาห้ามตัวเองไม่ได้ ร่างกายของเขาเดินต่อราวกับต้องมนตร์ จนกระทั่งถูกศูนย์กลางของกลิ่นดูดให้เอาหน้าซุกเข้าไปที่ฐานของน้ำพุอย่างต่อต้านไม่ได้ ก้อนวัตถุสีเหลืองเหนียวติดหน้าเขาขึ้นมา มันคือถุงสเปิร์มของพืช ซึ่งเรียกเป็นภาษาไทยแบบไม่ลามกว่า ชุดกลุ่มเรณู (Pollinaria) ถุงนั้นห้อยต่องแต่งอยู่ตรงคางของเขาอย่างไม่สามารถสลัดหลุด จาบูลานี่ตื่นตกใจแล้วพยายามบินหนี แต่ก็หาทางออกไม่เจอ จะกลับออกทางเดิมก็ไม่ได้เพราะมีขนย้อนศรขวางอยู่ เขาได้แต่บินชนผนังไปมาอย่างหวาดกลัวและลนลานขึ้นเรื่อยๆ 

ทันใดนั้นเอง จาบูลานี่ก็เหลือบไปเห็นซากศพของแมลงหวี่อีกตัวหนึ่ง นอนตายอยู่ที่มุมห้อง 

เขาหยุดบินแล้วกลับลงมานั่งสงบใจ เวลาผ่านไปสักพัก เขาเห็นเพื่อนแมลงหวี่ร่วมสายพันธุ์อีกตัวมุดผ่านปากอุโมงค์เข้ามาในสภาพต้องมนตร์ เขาพยายามจะห้ามแต่ไม่สำเร็จ ไม่นานเหยื่อรายใหม่ก็มีถุงเหลืองติดหน้า แล้วได้แต่บินลนลานชนผนังไปมาเช่นกัน 

ตลอดเวลา 2 วัน 2 คืนที่เขาถูกขังอยู่ในดอกไม้นั้น จาบูลานี่เห็นเพื่อนแมลงหวี่หลงเข้ามาอีก 5 ตัว โดย 4 ตัวพยายามบินหาทางออกจนหมดแรงตาย เหลือเพียงจาบูลานี่กับเพื่อนอีกตัวที่ยังมีชีวิตอยู่    

“ถ้าแกออกไปได้ แกจะทำอะไร” จาบูลานี่ถาม 

“ไม่รู้สิ บางทีก็อยากตายแล้วไปเกิดใหม่เป็นผึ้งเหมือนกันนะ” เพื่อนนิรนามตอบ 

“บ้าสิ เป็นผึ้งถูกแมงมุมจับกินนะ”

“อย่างน้อยก็แป๊บเดียวตาย ไม่ทันได้ทรมาน”

“อืม ก็จริง” จาบูลานี่ถอนใจแล้วพิงกายไปที่ผนังห้อง สัมผัสความเปลี่ยนแปลงบางอย่างทำให้เขาตื่นตัวขึ้นมาทันที “เอ๊ะ ทำไมผนังมันเหี่ยวๆ นิ่มๆ”

จาบูลานี่เริ่มสังเกตเห็นว่าห้องทั้งห้องนั้น แฟบลงกว่าตอนที่เขาเข้ามาใหม่ๆ เยอะมาก ดอกไม้กำลังเหี่ยว อย่างนี้ก็แปลว่า…

เขารีบมุ่งตรงไปที่ปากอุโมงค์ จริงอย่างที่คาด “ขนแข็งๆ พวกนี้มันนิ่มหมดแล้ว เรามุดออกทางเดิมได้แล้ว มาเร็วเพื่อน!” จาบูลานี่หันกลับไปเรียกเพื่อนนิรนามด้วยความตื่นเต้น “มาเร็วสิ…”

ร่างนั้นแน่นิ่งไปเสียแล้ว 

จาบูลานี่ไม่มีเวลาเศร้าเสียใจ เขารีบมุดอุโมงค์กลับออกไปอย่างไม่คิดชีวิต แสงสว่างปากทางเริ่มเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุด เขาก็โบยบินออกสู่ท้องฟ้าสีฟ้าอีกครั้ง

อิสรภาพ…กลิ่นของมันช่างหอมหวนเสียยิ่งกว่ากลิ่นความกลัว

จาบูลานี่สูดหายใจเข้าเต็มรูสปิราเคิลที่อยู่ข้างตัว เขาแวะพักดื่มน้ำข้างทาง และกลับมารับรู้อีกทีว่าตัวเองหิวโซขนาดไหน เขาหันหนวดไปรอบทิศเพื่อตรวจหากลิ่นความกลัวของผึ้งอีกครั้ง

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ยังไม่ใช่เรื่องที่น่าสะพรึงที่สุด 

จาบูลานี่สูดดมจนพบแหล่งกลิ่นความกลัวของผึ้งอีกครั้ง เขาบินตามไปหามันอีกครั้ง

เขาพบกับดอกร่มชูชีพอีกดอก เขามุดลงอุโมงค์ไปอย่างห้ามตัวเองไม่ได้อีกครั้ง เขามุดหน้าไปที่บ่อน้ำพุ คราวนี้ถุงเหลืองตรงคางเขาพาดแปะไปบนแท่นรับเหนียวๆ ที่อยู่ตรงยอดน้ำพุอย่างพอดิบพอดี 

จาบูลานี่รู้ตัวว่ารอบนี้เขาไม่มีพลังงานเหลือพอจะอยู่รอดครบ 2 วันเพื่อรอดอกไม้เหี่ยวอีกแล้ว 

เขาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ น้ำพุแห่งกามพฤกษ์ พยายามจะหลับตาลงแล้วจินตนาการว่าชาติหน้าอยากเกิดใหม่เป็นตัวอะไรดี แต่อนิจจา เขาไม่สามารถหลับตาได้ เพราะแมลงหวี่ไม่มีเปลือกตา 

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ยังไม่ใช่เรื่องน่าสะพรึงที่สุดอยู่ดี

เรื่องที่น่าสะพรึงที่สุด ไว้มีเวลาวันหลังจะเล่าให้ฟัง

ใครอยากศึกษาเรื่องปรากฏการณ์นี้อย่างเป็นวิชาการ ขอเชิญตามไปอ่านงานวิจัย Ceropegia sandersonii Mimics Attacked Honeybees to Attract Kleptoparasitic Flies for Pollination

รูปดอกร่มชูชีพ Ceropegia Sandersonii ที่เลียนแบบกลิ่นความกลัวของผึ้งเพื่อล่อแมลงหวี่มาผสมเกสร
รูปผึ้งโดนแมงมุมโจมตี และเหล่าแมลงหวี่ที่มารุมรอกินเลือดจากบาดแผล
ภาพ : www.sciencedirect.com
ดอกไม้กลิ่นความตาย เรื่องชีวะสยองขวัญที่ความกลัวมีกลิ่นหอม
ภาพ : www.sciencedirect.com
รูปดอกร่มชูชีพ Ceropegia Sandersonii ที่เลียนแบบกลิ่นความกลัวของผึ้งเพื่อล่อแมลงหวี่มาผสมเกสร
รูปดอกร่มชูชีพ Ceropegia Sandersonii ที่เลียนแบบกลิ่นความกลัวของผึ้งเพื่อล่อแมลงหวี่มาผสมเกสร
ภาพ : www.naturetoday.com
รูปดอกร่มชูชีพ Ceropegia Sandersonii ที่เลียนแบบกลิ่นความกลัวของผึ้งเพื่อล่อแมลงหวี่มาผสมเกสร
ภาพ : www.naturetoday.com
สูดกลิ่นชีววิทยาสยองขวัญ ด้านมืดในโลกของพืชและแมลงที่ชวนขนพองสยองเกล้า
ก้อนเกสรเหลืองๆ ที่แปะติดไปกับแมลงหวี่
ภาพ : www.sciencedirect.com
สูดกลิ่นชีววิทยาสยองขวัญ ด้านมืดในโลกของพืชและแมลงที่ชวนขนพองสยองเกล้า
สูดกลิ่นชีววิทยาสยองขวัญ ด้านมืดในโลกของพืชและแมลงที่ชวนขนพองสยองเกล้า
สูดกลิ่นชีววิทยาสยองขวัญ ด้านมืดในโลกของพืชและแมลงที่ชวนขนพองสยองเกล้า
รูปดอกมังกรเขียว (Ceropegia Simonae) ไม้สกุลเดียวกันซึ่งผมปลูกไว้ที่บ้าน สังเกตว่ามีแมลงหวี่บ้านเราแวะมาผสมเหมือนกัน และบางตัวติดตายอยู่ในกะเปาะเหมือนกัน แต่ไม่แน่ใจว่าถูกกลิ่นอะไรล่อมา

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

8 กุมภาพันธ์ 2564
8 K

ทำไมม้าถึงมีลาย

แล้วทำไมแมวถึงเมากัญชา

สองอย่างนี้มันเกี่ยวกันยังไง 

ตามผมมาสิครับ เดี๋ยวจะเล่าให้อ่าน

เรื่องราวความน่าฉงนของลายม้าลาย เป็นที่สนใจในหมู่นักชีววิทยามานานโข กระทั่ง ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) ก็เคยตั้งสมมติฐานว่ามันเป็นลายเสริมสร้างความหล่อ จากการสังเกตว่าม้าลายตัวเมียไม่ยอมสนใจลาตัวผู้เลย จนกว่าจะมีคนไปเพนต์ลายสีขาวดำให้มัน 

ในขณะเดียวกัน นักชีวะอีกสายก็คิดว่า ลายทางน่าจะมีประโยชน์หน้าที่อะไรบางอย่างนอกเหนือจากความงามสิฟะ เช่น น่าจะช่วยพรางตัวมั้ย แต่อนิจจา นั่นก็เป็นสมมติฐานที่อ่อนเหลือเกิน แค่จินตนาการเห็นม้าลายยืนเด่นกลางทุ่ง ก็ชวนขมวดคิ้วแล้วว่ามันพรางตรงไหนวะ บ้างก็แก้ต่างว่า หรือมันพรางตัวตอนวิ่งไปวิ่งมาแล้วทำให้ผู้ล่าตาลายรึเปล่า ซึ่งสุดท้ายแล้วก็พิสูจน์ว่าไม่ใช่อยู่ดี เพราะสิงโตก็ล่าม้าลายกินได้ง่ายดาย ไม่เห็นมันจะแสดงอาการตาลายแต่อย่างใด

เวลาล่วงมาจนกระทั่งถึงช่วงทศวรรษที่แล้วนี้เอง ความจริงจึงเริ่มกระจ่างขึ้น ระหว่าง ค.ศ. 2010 – 2020 มีซีรีส์งานวิจัยเกี่ยวกับลายม้าลายที่ปรากฏเป็นข่าวดังอยู่บ่อยๆ จนหลายคนก็อาจจะเคยผ่านตามาบ้างแล้ว

ตกลงเฉลยก็คือ ลายม้าลายมีไว้ทำให้เหลือบตาลาย

เหลือบ หรือ Horse Flies เป็นชื่อรวมๆ ที่ไว้ใช้เรียกพวกแมลงวันดูดเลือด ซึ่งนอกจากจะตัวใหญ่ กัดเจ็บ เสียเลือดเยอะแล้ว ยังเป็นพาหะนำโรคต่างๆ มากมาย และเป็นศัตรูตัวร้ายของสัตว์ตระกูลม้าที่อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าสะวันนาแห่งแอฟริกา

เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว
หน้าตาเหลือบ (Horse Flies) หรือแมลงวันดูดเลือด เป็นประมาณนี้ 
ภาพ : insider.si.edu

งานวิจัยนำโดย คุณทิม คาโร (Tim Caro) พบว่า เหลือบประสบปัญหาการแลนดิ้งบนตัวม้าลายอย่างชัดเจนมาก เมื่อเทียบกับม้าทั่วไป กล่าวคือลายขาวสลับดำที่มีความถี่พอเหมาะ มีคุณสมบัติเป็นเหมือนภาพลวงตาบางอย่าง พอเหลือบจะบินไปเกาะแล้วกะระยะเบรกไม่ถูก มันจะบินเร็วไป เลยไป ตีโค้งผิดองศา เข้าใกล้ไม่สำเร็จ สุดท้ายถอดใจ ไปหาเลือดสัตว์อื่นดูดดีกว่า ที่สำคัญคือ เมื่อเอาลายม้าลายไปวาดบนวัตถุอย่างแผ่นป้าย ถังน้ำ ลูกบอลต่างๆ นานา ก็ได้ผลแบบเดียวกัน แสดงว่าเอฟเฟกต์มันอยู่ที่ลายขาวดำนี้จริงๆ 

ที่ผมชอบที่สุดคือพวกซีรีส์การทดลองกับสัตว์อื่นๆ เช่น เอาวัวมาเพนต์ลายม้าลาย ก็ปรากฏว่าช่วยทำให้เหลือบตอมน้อยลง 2 – 3 เท่า และเมื่อเอาม้าธรรมดามาใส่ชุดม้าลาย ปรากฏว่าทำให้เหลือบมาเกาะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน (มีผลเฉพาะอวัยวะด้วย เช่น ถ้าหัวโผล่มาจากชุดม้าลาย ส่วนหัวก็จะโดนเหลือบตอมเท่าปกติ) 

เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว
การทดลองที่เอาวัวมาเพนต์ลายม้าลาย ปรากฏว่าทำให้แมลงวันดูดเลือดมาตอมน้อยลงจริงๆ
ภาพ : journals.plos.org/plosone
เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว
การทดลองให้ม้าสวมชุดลายม้าลายแล้วนับจำนวนเหลือบที่มาเกาะต่อนาที เทียบกับสวมชุดสีดำและสีเทา เห็นผลต่างชัดเจนมาก 
ภาพ : royalsocietypublishing.org

และที่น่าสนใจที่สุด มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ชนพื้นเมืองหลายๆ แห่งทั้งที่แอฟริกาและที่อื่นซึ่งมีเหลือบชุกชุม มักมีขนบธรรมเนียมเพนต์ร่างกายเป็นเส้นๆ สีขาว ซึ่งเมื่ออยู่บนสีผิวที่คล้ำตามธรรมชาติอยู่แล้ว ก็ออกมาแลดูละม้ายคล้ายม้าลายอยู่ไม่น้อย หรือว่าบอดี้เพนต์เหล่านี้ก็มีประโยชน์ในการไล่แมลงดูดเลือดด้วยเหมือนกัน 

ไม่ว่าชาวเผ่าจะจงใจหรือไม่ก็ตาม นักวิจัยทดสอบสมมติฐานนี้โดยการเอาหุ่นโชว์เสื้อมาเพนต์ผิวสีน้ำตาล และป้ายสีขาวเป็นลายๆ แบบเดียวกับชาวเผ่า จากนั้นทากาวดักแมลงบนตัวหุ่นอีกที แล้วเอาไปตั้งไว้กลางทุ่ง ปรากฏว่าเมื่อนับจำนวนเหลือบที่มาติดกาว หุ่นที่ทาลายเส้นๆ สีขาวมีเหลือบมาติดน้อยกว่าหุ่นที่ทาสีน้ำตาลอย่างเดียวเป็น 10 เท่า เดี๋ยวไปล่าสัตว์คราวหน้าผมต้องลองเพนต์แบบนี้มั่งแล้ว

เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว
ชนเผ่าหลากหลายท้องถิ่นซึ่งอาศัยในบริเวณที่มีเหลือบดูดเลือด มักจะมีประเพณีเพนต์ร่างกายด้วยเส้นสีขาวเหมือนลายม้าลาย
เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว
การทดลองเอาหุ่นโชว์เสื้อมาเพ้นสีเลียนแบบชาวเผ่า ปรากฏว่าทำให้เหลือบมาตอมน้อยลงเยอะมาก เทียบกับเพนต์สีน้ำตาลล้วน
ภาพ : royalsocietypublishing.org

นอกจากนี้ อีกตัวอย่างน่าสนใจที่ผมก็เพิ่งรู้เหมือนกัน คือม้าลายเคยมีญาติอีกชนิดที่สูญพันธุ์ไปเมื่อไม่นานนี้ ชื่อว่า แควกก้า (Quagga) รูปแควกก้าจากสวนสัตว์เก่าๆ เผยให้เห็นหน้าตาเหมือนม้าลายที่ทาสีไม่เสร็จ นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า บรรพบุรุษของแควกก้าก็คือม้าลายที่มีลายปกตินั่นแหละ แต่เมื่อสักหลายแสนปีก่อน มีการอพยพย้ายถิ่นไปอยู่ในที่ที่มีเหลือบรังควาญน้อยลง ตั้งแต่นั้นมา ลายแบบม้าลายก็เลยค่อยๆ หดหายจืดจางไปเรื่อยๆ จนเหลือแค่ตรงส่วนหัวกับคอเท่านั้น 

เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว
แควกก้า (Quagga) ญาติม้าลายที่ลายหายไป
ภาพ : Wikipedia

สรุปแล้ว หลักฐานต่างๆ ค่อนข้างชี้ไปในทิศทางว่า ลายม้าลายเป็นกลยุทธ์ป้องกันเหลือบดูดเลือด ส่วนกลไกชัดเจนว่าลายแบบนี้หลอกตาเหลือบได้ยังไง นักชีววิทยายังศึกษากันไม่กระจ่าง รวมทั้งคำถามที่ว่าเราจะเอาลายม้าลายมาประยุกต์ใช้กับแมลงวันที่ไม่ได้ดูดเลือด แต่ดูดขี้ หรือชอบตอมอาหาร แบบแถวบ้านเราได้หรือไม่ อันนี้ก็ยังไม่มีใครทดลอง ไม่เช่นนั้นเราคงได้เริ่มเห็นส้วมลายม้าลาย รถขยะลายม้าลาย หรือรถเข็นขายน้ำขายข้าวแกงลายม้าลาย อะไรต่างๆ เยอะแยะไปหมด เมื่อถึงวันนั้น เครื่องครัวตราหัวม้าลายก็จะเริ่มเมกเซนส์ขึ้น

อย่างไรก็ตาม ซีนหนึ่งที่เราเห็นลายม้าลายกระจายมาถึงประเทศไทยแล้วแน่ๆ ก็คือซีนศาลพระภูมิ นี่เป็นอีกหนึ่งปริศนาที่ค้างคาใจทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่ผ่านมาพบเห็นมาก ว่าทำไมต้องเอารูปปั้นม้าลายมาถวายศาลพระภูมิ แล้วถวายกันเยอะเสียจนประชากรม้าลายไทยจะแซงแอฟริกาอยู่แล้ว 

โอเค รู้กันอยู่ว่าเป็นของแก้บน แต่มันเริ่มต้นมาได้อย่างไร ในเมื่อถิ่นกำเนิดม้าลายก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเมืองไทยเลย เรื่องนี้ถ้าไปเสิร์ชหาในอินเทอร์เน็ต จะเจอคำตอบซ้ำไปซ้ำมาอยู่สองสามอย่าง ซึ่งผมคิดว่าสุดท้ายแล้วยังไม่มีอันไหนน่าจะใช่จริงๆ  

เริ่มจากคำตอบที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยก่อน คือว่ากันว่ามีชาวต่างชาติ บ้างก็ว่าเป็นฝรั่ง บ้างก็ว่าเป็นชาวจีน ผ่านมาเห็นศาลพระภูมิแล้วอยากจะลองไหว้บ้าง ก็เลยถามคนแถวนั้นว่าต้องทำยังไง คนแถวนั้นบอก ยูก็ไปซื้อมาลัยมาสิ ชาวต่างชาติก็เลยไปซื้อม้าลายมา… 

ที่เป็นไปได้มากขึ้นอีกหน่อยแต่ผมว่าก็ไม่น่าใช่อยู่ดี คือปรากฏการณ์แนว เอ้า อยากสุขภาพดีต้องปล่อยปลาหมอ อยากให้งานการลื่นปรื๊ด ต้องปล่อยปลาไหล ฯลฯ อันนี้ก็ อยากเดินทางข้ามอุปสรรคต่างๆ ปลอดภัย ก็ต้องถวายม้าลาย เพราะพ้องกับคำว่าทางม้าลาย… (เอาไว้ข้ามถนนไง เก็ตมั้ย) 

นอกเหนือจากนี้ก็มีคนคาดเดาเหตุผลไปในทางเศรษฐศาสตร์ เช่น จริงๆ คนจะถวายม้าธรรมดาตามความเชื่อดั้งเดิมแหละ แต่หาซื้อรูปปั้นม้าธรรมดาไม่ค่อยมีขาย มีแต่พวกม้าลายที่ผลิตไว้ตั้งในสนามเด็กเล่น ก็เลยซื้อแบบนั้นแทน พอมีคนทำอะไรแปลกๆ แบบนั้นสักคนสองคน แล้วเริ่มลือกันว่าคนที่มาถวายถูกหวย แค่นี้ก็น่าจะแพร่สะพัดได้ทั้งประเทศแล้ว ก่อเกิดซัพพลายดีมานด์ ทำให้ช่างปูนหันมาผลิตม้าลายขายเพื่อการแก้บนโดยตรง กลายเป็นตลาดใหม่ไปเลย

อันนี้ฟังดูน่าเป็นไปได้สุด แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานพิสูจน์ 

ผมมีทฤษฎีของผมเอง

เมื่อ 20 กว่าปีก่อน มีชายคนหนึ่งเป็นนักร้องชื่อดังด้วย เขาเริ่มหลงใหลในสัตว์แอฟริกาลายขาวดำชนิดนี้มาก จนต้องแอบเอามาใส่ในเนื้อเพลง 

บรรจง ร้อยเป็น “ม้าลาย”… สนุกสุขใจหนักหนา

เป็นประจำทุกวันเวลา ไม่เคยเหนื่อยล้า กับ ม้า! ลาย!

ยิ่งถ้าไปฟังช่วงนาทีสุดท้ายของเพลง บุษบา จะพบว่า พี่ป๊อด โมเดิร์นด็อก มีความหมกมุ่นกับม้าลายมาก เขาแอบฟินกับการร้องคำว่า ม้าลาย ม้าลาย ม่าลาย มาลาย ม้าลาย มาลาย… ซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยไม่มีใครล่วงรู้ความหมายที่แท้จริง จนกระทั่งในที่สุด ผมคิดว่าเขาอาจจะถูกมนตราบางอย่างเข้าครอบงำ (อารมณ์เดียวกับก้นหอยมรณะ ถ้าใครเคยอ่านจุนจิ อิโต้) จนถึงขั้นลุกขึ้นละเมอออกไปซื้อ ม้าลาย มาลาย ม้าลาย ม้าลาย มาลาย แล้วแอบเอาไปวางไว้ตามศาลพระภูมิต่างๆ กลางดึก จนเมื่อคนมาเห็นในวันรุ่งขึ้น จึงคิดว่าเป็นเทรนด์ใหม่ในการแก้บน แล้วก็เริ่มปฏิบัติตามกันตั้งแต่นั้นมา  

ถ้าไปสังเกตไทม์ไลน์การเริ่มปรากฏตัวของม้าลายตามศาลพระภูมิ จะเห็นว่าเป็นช่วงไล่เลี่ยกับที่เพลง บุษบา และวงโมเดิร์นด็อกเริ่มจะมีชื่อเสียงขึ้นมาพอดี และแม้ในปัจจุบันนี้ พี่ป๊อดก็ยังหมกมุ่นและหลงใหลในลายม้าลายอยู่อย่างเงียบๆ โดยผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพี่โป้งและพี่เมธีที่เป็นเพื่อนร่วมวงนั้นถูกบังคับให้เข้าร่วมลัทธิตามอย่างเต็มใจหรือไม่อย่างไร เรื่องนี้คงเป็นปริศนาต่อไป จนกว่าเวลาจะเปิดเผยความจริง 

เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว

ค่ำคืนหนึ่ง ณ ศาลพระภูมิแห่งหนึ่ง แมลงวันตัวหนึ่งบินโฉบลงมาหวังจะแวะจิบแฟนต้าน้ำแดงให้ชื่นใจหลังจากบินเหนื่อยมาทั้งวัน ทันใดนั้นเอง รู้ตัวอีกที มันก็หัวทิ่มชนเสาสลบไป สิ่งสุดท้ายที่จำได้ลางๆ คือลายอะไรวะขาวๆ ดำๆ 

หลังจากนั้น กล้องแพนขึ้นข้างบน แมวตัวหนึ่งเดินวาร์ปออกมาจากศาลพระภูมิ ราวกับเพิ่งกลับจากท่องโลกวิญญาณ ถึงเวลาเหมียวออกโรงเสียที

เหมียวเดินกลับบ้านไปหาทาสของมัน เมื่อถึงบ้าน เจ้าทาสเอาน้ำเอาขนมออกมาบริการ จากนั้นควักขวดสเปรย์เล็กๆ ออกมาฉีดฟุดๆ ไปที่ตุ๊กตารูปผักต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมะเขือเทศ แครอท หรือผักกาดขาว เหมียวสูดดมของเล่นเหล่านี้แล้วรู้สึกฟินจนอดใจไม่ไหว ต้องเอาหัวถูๆๆๆๆ แล้วลงไปนอนกลิ้งเกลือกอย่างเมามัน เจ้าทาสหัวเราะชอบใจ เจ้านายเราน่าร้ากกก 

ทำไมแมวถึงเมากัญชา 

เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว
พฤติกรรมคลาสสิกของแมวเมากัญชาแมว 
ภาพ : www.pinterest.dk

อันดับแรกก่อน กัญชาแมวไม่ใช่พืชประเภทกัญชาที่พวกมนุษย์เสพกัน แต่เป็นพืชตระกูลมินต์ที่ภาษาอังกฤษเรียก Cat Nip (Nepeta cataria) มีถิ่นกำเนิดอยู่อเมริกาเหนือ นอกจากนี้ยังมีพืชอีกสปีชีส์หนึ่งที่ก็ถือว่าเป็นกัญชาแมวเหมือนกัน แต่ขึ้นแถวจีน ญี่ปุ่น เรียกว่าต้น Silver Vine (Actinidia polygama)  

ล่าสุด มีนักวิจัยที่ญี่ปุ่นสกัดสารชื่อ Nepetalactol ออกมาจากใบกัญชาแมวฝั่งตะวันออกได้สำเร็จ และพบว่าสารตัวนี้เองที่ออกฤทธิ์ทำให้แมวฟิน และไม่ว่าจะทดลองในห้องแล็บ หรือไปออกฟีลด์ที่เกาะแมว (เกาะทาชิโระจิมะ) หรือไปทดลองกับแมวป่าและเสือดาวที่สวนสัตว์ ก็ได้ปฏิกิริยาตอบสนองแบบคลาสสิกเหมือนกันหมด คือน้องจะเข้ามาสนใจดมๆ แผ่นที่มีสารนี้พ่นไว้ จากนั้นเอาหัวถูๆๆๆๆ แล้วก็ลงไปนอนเกลือกกลิ้งอย่างมีความสุข ขณะที่หมากับหนูทดลองไม่มีปฏิกิริยาอะไรกับสารตัวนี้เลย

ถัดจากนั้น นักวิจัยทดลองต่ออีกโดยการวัดปริมาณฮอร์โมนฟิน (เบต้า-เอ็นดอร์ฟิน) ในเลือดของน้องแมวก่อนและหลังสูดดมสารสกัด ก็ปรากฏว่าการดมทำให้ระดับฮอร์โมนนี้สูงขึ้นเยอะ และเมื่อทดลองอีกแบบโดยให้น้องแมวกินยาบล็อกรีเซ็ปเตอร์ความฟินในสมอง (μ-opioid receptors) ก่อน ปรากฏว่าคราวนี้น้องดมแล้วเฉยๆ ไม่แสดงพฤติกรรมเอาหัวถูหรือนอนกลิ้งอีกต่อไป แสดงว่าการตอบสนองต่อกัญชาแมวนี่มันเชื่อมโยงอยู่กับชีวเคมีของความฟินจริงๆ

เฉลยความลับสวรรค์ ทำไมม้าลายต้องมีลาย ทำไมแมวเมากัญชาแมว
กราฟและรูปประกอบจากงานวิจัยที่ดูพฤติกรรมตอบสนองของแมวต่อสารสกัด Nepetalactol
ภาพ : advances.sciencemag.org

แต่ที่น่าสนใจที่สุดครับ ก็คือทีมวิจัยทีมนี้เขาคิดว่าความฟินจากการดมกัญชาของแมวน่าจะแฝงไว้ด้วยประโยชน์ทางวิวัฒนาการบางอย่าง เพราะตัวสาร Nepetalactol เอง เวลาอยู่ในพืชก็เอาไว้ไล่แมลงศัตรูพืชอยู่แล้ว หรือว่าเมื่อเหมียวเอาหัวไปถูก็ยืมมาใช้ไล่แมลงศัตรูเหมียวได้ด้วย

นักวิจัยทดลองพิสูจน์สมมติฐานนี้ (แบบค่อนข้างโหดหน่อย) โดยการวางยาสลบแมวทีละคู่ แต่ละคู่มีตัวที่เพิ่งเอาหัวไปถูกัญชาแมวมา และอีกตัวที่ไม่ได้ถู จากนั้นเอาตู้ใสๆ มาครอบหัวแมวทั้งสองตัวนี้ แล้วปล่อยยุงเข้าไปประมาณ 30 ตัว เพื่อดูว่ายุงจะไปเกาะหัวแมวตัวไหนมากกว่ากัน ก็ปรากฏว่าหัวน้องตัวที่ถูกับกัญชาแมวมามียุงตอมน้อยกว่าประมาณครึ่งหนึ่ง ทดลองอีกหลายรอบกับแมวอีกหลายคู่ก็ได้ผลแบบนี้

ดังนั้นสรุปแล้ว ตั้งแต่ปางบรรพ์มา แมวที่ฟินกับการถูหัวและนอนกลิ้งเกลือกกับต้น Cat Nip และ Silver Vine จะได้รับการปกป้องจากยุงกัดไปโดยปริยาย แม้ไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ทำให้ได้เปรียบเวลาซุ่มล่าเหยื่อยามราตรี  

ที่แท้แมวเมา ก็คือพฤติกรรมทายากันยุงนี่เอง

ไม่รู้ว่าสารนี้จะเวิร์กกับคนหรือเปล่า แม้มันจะไม่ทำให้เราฟิน แต่อย่างน้อยก็น่าเอามาประยุกต์ใช้เป็นยากันยุงตราแมวเมากัญชา ซื้อวันนี้แถมฟรีเสื้อลายม้าลาย ใช้คู่กันบอกลาทั้งเหลือบทั้งยุง แต่แค่มีผลข้างเคียงคือพ่นแล้วแมวจะมาถู

สรุปแล้ว ที่ม้ามีลายก็เพราะแมลงดูดเลือด

ที่แมวเมาแล้วน่ารักก็เพราะแมลงดูดเลือด

ถ้าไม่มีเหลือบ ก็ไม่มีม้าลาย

ทางม้าลายก็คงไม่ถูกเรียกว่าทางม้าลาย 

ศาลพระภูมิก็คงไม่มีม้าลาย

พี่ป๊อดคงเสียใจ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น 

ถ้าไม่มียุง 

แมวก็ยังน่ารักอยู่ดี

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load