เคยสงสัยไหมว่าเหตุใดดอกไม้ถึงหอม

ปกติดอกไม้หอมก็เพราะโมเลกุลกลิ่นที่ปล่อยกำจายออกมา ลอยไปเรียกลูกค้าได้จากระยะไกล คอนเซปต์คล้ายกับร้านข้าวไข่เจียว 

ทีนี้ ลูกค้าของดอกไม้โดยปกติคือเหล่าแมลงที่ช่วยผสมเกสร เช่น ผึ้งและผีเสื้อ ซึ่งเพียงเท่านี้ก็น่าสนใจแล้วว่าคนเราไปเกี่ยวอะไร ทำไมเราถึงรู้สึกหอมไปกับเขาด้วย แล้วทำไมกลิ่นที่เราเรียกว่าหอม ถึงได้ไปตรงกับกลิ่นที่ผึ้งกับผีเสื้อก็รู้สึกว่าหอมเหมือนกัน 

คำตอบคือ ไม่รู้

นั่นไม่ใช่เรื่องที่ผมจะเขียนถึงในวันนี้ เรื่องที่ผมจะเขียนถึงในวันนี้มีความน่าสะพรึงกว่านั้นมาก

หลายท่านอาจจะคุ้นเคยกับดอกไม้กลิ่นความตายมาบ้าง

ก็พวกดอกไม้ที่ส่งกลิ่นเหม็นล่อแมลงวันนั่นยังไงล่ะ กลิ่นของมันเน่ารัญจวนราวกับซากสัตว์ เหมือนเวลาเรานั่งทับจิ้งจกตาย แล้วซากแห้งติดร่องตูดเดินไปไหนมาไหนไม่รู้ตัว ได้แต่งงว่าทำไมมีกลิ่นตุๆ อยู่หลายวัน เชื่อว่าหลายคนก็เคยผ่านประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน 

มีดอกไม้มากมายกลิ่นเป็นแบบนั้นแหละ กลิ่นที่เหม็นสำหรับเรา แต่หอมสำหรับแมลงตอมศพ กลิ่นที่ถูกคัดสรรขึ้นมาอย่างไม่ได้ตั้งใจโดยรสนิยมแมลงวันรุ่นแล้วรุ่นเล่า กลิ่นแห่งความตาย ความตายที่ทั้งจริงทั้งหลอกในเวลาเดียวกัน หลอกเพราะจริงๆ แล้วไม่ได้มีตัวอะไรตาย จริงเพราะสิ่งที่จะตายก็คือลูกๆ ของแมลงวันที่มาตอมแล้ววางไข่ไว้ ในดอกไม้ไม่มีอะไรให้หนอนน้อยกินเลย แมลงวันไม่ได้รับประโยชน์อะไร แต่ดอกไม้ได้รับบริการทางเพศ นี่คือกลการผสมเกสรแบบหลอกลวง หรือ Deceptive Pollination (พบในพืชดอกประมาณ 4 – 6 เปอร์เซ็นต์)

อย่างไรก็ตาม ดอกไม้ที่ล่อลวงแมลงด้วยกลิ่นความตาย ก็ยังไม่ใช่เรื่องที่น่าสะพรึงที่สุด

เรื่องที่น่าสะพรึงที่สุด ต้องย้อนกลับไปเล่าถึงผึ้ง 

เช้าวันหนึ่งที่แอฟริกาใต้ ผึ้งสาวชื่อเอนโซกูเล่ บินออกจากรังไปทำงานรับจ้างผสมเกสร ดอกไม้แถวนั้นให้ค่าตอบแทนดี เป็นน้ำหวานส่วนหนึ่ง เกสรอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเอนโซกูเล่รับประทานเองแต่พออิ่ม จากนั้นขนที่เหลือกลับรังไปช่วยแม่เลี้ยงน้องๆ ที่ยังเล็ก

ในเช้าวันนี้ก็เช่นกัน เอนโซกูเล่เลือกดอกไม้สีเหลืองสดดอกหนึ่ง เธอลงเกาะบนกลีบแล้วมุ่งหน้าไปยังกระจุกเกสรที่อยู่ตรงกลาง ทุกอย่างดูอุดมสมบูรณ์ดี เธอดูดน้ำหวานและเก็บเกสรได้เยอะทีเดียว จากนั้นส่ายก้นเล็กน้อยด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะบินไปเกาะดอกถัดไป 

ทันใดนั้นเอง ง่ำ! 

แมงมุมสีเหลืองที่พรางตัวอยู่ในกลีบดอกโผล่พรวดออกมาตะครุบเธอไว้ เอนโซกูเล่พยายามดิ้นรนต่อสู้ เธอเอี้ยวเหล็กไนจะต่อยเจ้าแมงมุม แต่ไม่สำเร็จ เขี้ยวของมันเริ่มฝังลึกเข้ามาทุกทีตรงบริเวณอกของเธอ 

โดยสัญชาตญาณ เอนโซกูเล่ปล่อยกลิ่นฟีโรโมนเตือนภัยออกมา ปกติถ้าเธออยู่ใกล้รัง กลิ่นนี้จะช่วยเตือนพวกพ้องว่ามีศัตรูกำลังบุกรุก ให้ทุกคนเตรียมตัวปกป้องบ้าน 

ทว่า ในยามที่กำลังเผชิญชะตากรรมอย่างเดียวดายเช่นนี้ ไม่มีเพื่อนพี่น้องตนใดรับรู้ได้ถึงกลิ่นกรีดร้องของเธอ แต่ร่างกายของเอนโซกูเล่ก็ยังปล่อยมันออกมาอยู่ดี เป็นปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติต่อการถูกทำร้าย มันหาใช่กลิ่นเตือนภัยอีกต่อไป แต่เป็นเพียงกลิ่นของความกลัว

จะว่าไป ใช่ว่าจะไม่มีใครรับรู้ถึงความเจ็บปวดของเอนโซกูเล่ ในรัศมีร้อยเมตรจากจุดเกิดเหตุ ณ ทุ่งดอกไม้นั้น มีแมลงหวี่สกุลเดสโมเมโทป้า (Desmometopa) รอคอยเวลานี้อยู่หลายตัว หนวดของพวกมันวิวัฒนาการมาเพื่อดักจับกลิ่นความกลัวของผึ้งโดยเฉพาะ ภายในเวลาไม่กี่วินาที พวกมันก็บินรี่มาถึงที่เกิดเหตุ แล้วลงเกาะบนตัวเอนโซกูเล่ บ้างเผลอลงเกาะบนตัวแมงมุมด้วยความตื่นเต้น แต่แมงมุมก็ไม่ได้สนใจพวกแมลงหวี่ตัวกระจิริด และจดจ่ออยู่กับการย่อยเนื้อของเอนโซกูเล่จากข้างในออกมาข้างนอกต่อไป

ด้วยสติอันเลือนราง และร่างกายที่เริ่มหยุดนิ่งด้วยยาชาจากพิษแมงมุม เอนโซกูเล่เฝ้ามองเหล่าแมลงหวี่ค่อยๆ ไต่เข้าหารูแผลของเธอตรงจุดที่ถูกฝังเขี้ยว พวกมันยื่นปากปลายฟองน้ำออกมา แล้วแตะซับไปที่หยดเลือดใสๆ ซึ่งกำลังไหลซึมออกจากปากแผล เอนโซกูเล่ค่อยๆ สิ้นสติไปท่ามกลางเสียงซู้ดซ้าดๆ ของเหล่าแมลงหวี่ที่รุมกันซับเลือดให้เธออย่างตะกละตะกลาม และภาพสุดท้ายที่เธอเห็นก็คือแววตากลมโตทั้งแปดดวงของเจ้าแมงมุมสีเหลืองสด ที่จ้องมองมาอย่างไร้เมตตา 

อย่างไรก็ตาม นี่ยังไม่ใช่เรื่องที่น่าสะพรึงที่สุด

เรื่องที่น่าสะพรึงที่สุดต้องเล่าเลยไปถึงแมลงหวี่

แก๊งแมลงหวี่พวกนี้ประกอบมิจฉาชีพเป็นโจรขโมยเลือดจากผึ้งที่กำลังถูกแมงมุมกินโดยเฉพาะ (ทางชีววิทยาเรียกสัตว์ผู้มาร่วมวงกินเหยื่อที่ไม่ได้ล่าเองว่า พวก Kleptoparasite) 

จาบูลานี่ ประกอบอาชีพนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว และไม่ได้คิดอะไรมาก เพื่อนๆ แมลงหวี่ที่อยู่รอบตัวเขาก็เป็นโจรกันทั้งนั้น เขาเห็นแมลงหวี่ตระกูลอื่นชอบตอมผลไม้บ้าง ตอมขยะบ้าง แต่สำหรับเขา กลิ่นความกลัวของผึ้งทรงอานุภาพเย้ายวนอย่างถึงที่สุด จนยากจะบรรยายให้เผ่าพันธุ์อื่นเข้าใจได้ 

ในเช้าวันนั้น จาบูลานี่ เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้ดูดเลือดจากผึ้งสาวเคราะห์ร้าย แต่เนื่องจากคนเยอะ เขาจึงได้กินไปแค่ไม่กี่หยด และยังหิวอยู่ ไม่เป็นไร ได้รองท้องเท่านี้ตั้งแต่ก่อนเที่ยงก็ถือว่าทำเวลาได้ดีแล้วล่ะ จาบูลานี่คิดพลางบินหาเหยื่อรายต่อไป

ในช่วงบ่าย เขาได้กลิ่นความกลัวที่คุ้นเคยอีกครั้ง นี่เป็นโอกาสที่จะได้ลิ้มรสเลือดหวานให้อิ่มสำหรับวันนี้ เขารีบบินตามทิศทางของกลิ่นไป แต่รอบนี้ ฉากที่เขาพบ กลับมีเพียงดอกไม้สีเขียวหน้าตาประหลาดดอกหนึ่ง มันดูเหมือนกระโจมอะไรบางอย่าง มีเสาค้ำหลังคาโค้งๆ แล้วบนพื้นตรงกลางมีอุโมงค์พาลงลึกเข้าไปในดอก (พวกมนุษย์เรียกดอกไม้ชนิดนี้ว่าดอกร่มชูชีพ หรือชื่อวิทยาศาสตร์ Ceropegia Sandersonii)

‘สงสัยผึ้งที่กำลังถูกแมงมุมกินอยู่ต้องปล่อยกลิ่นความกลัวออกมาจากในนั้นแน่เลย’

จาบูลานี่คิดแล้วไต่ลงอุโมงค์ตามกลิ่นเข้าไป หนทางแคบลงเรื่อยๆ มืดขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังมีขนบางอย่างที่ชี้กันเอาไว้ไม่ให้เขาถอยหลังกลับได้ แต่จาบูลาเน่ไม่อยากถอยอยู่แล้ว เพราะกลิ่นที่อยู่เบื้องหน้ามันเย้ายวนมาก อีกไม่กี่นาทีเขาก็จะได้ลิ้มรสเลือดหวานแล้ว  

ในที่สุด อุโมงค์ก็เปิดออกสู่ห้องโถงขนาดย่อม ซึ่งมีแสงสลัวส่องผ่านทะลุผนังเข้ามาเล็กน้อย ในนั้นไม่มีทั้งผึ้ง ไม่มีทั้งแมงมุม มีเพียงบ่อน้ำพุแห้งๆ ตั้งอยู่กลางห้อง จาบูลานี่รู้ตัวแล้วว่าติดกับดัก แต่เขาห้ามตัวเองไม่ได้ ร่างกายของเขาเดินต่อราวกับต้องมนตร์ จนกระทั่งถูกศูนย์กลางของกลิ่นดูดให้เอาหน้าซุกเข้าไปที่ฐานของน้ำพุอย่างต่อต้านไม่ได้ ก้อนวัตถุสีเหลืองเหนียวติดหน้าเขาขึ้นมา มันคือถุงสเปิร์มของพืช ซึ่งเรียกเป็นภาษาไทยแบบไม่ลามกว่า ชุดกลุ่มเรณู (Pollinaria) ถุงนั้นห้อยต่องแต่งอยู่ตรงคางของเขาอย่างไม่สามารถสลัดหลุด จาบูลานี่ตื่นตกใจแล้วพยายามบินหนี แต่ก็หาทางออกไม่เจอ จะกลับออกทางเดิมก็ไม่ได้เพราะมีขนย้อนศรขวางอยู่ เขาได้แต่บินชนผนังไปมาอย่างหวาดกลัวและลนลานขึ้นเรื่อยๆ 

ทันใดนั้นเอง จาบูลานี่ก็เหลือบไปเห็นซากศพของแมลงหวี่อีกตัวหนึ่ง นอนตายอยู่ที่มุมห้อง 

เขาหยุดบินแล้วกลับลงมานั่งสงบใจ เวลาผ่านไปสักพัก เขาเห็นเพื่อนแมลงหวี่ร่วมสายพันธุ์อีกตัวมุดผ่านปากอุโมงค์เข้ามาในสภาพต้องมนตร์ เขาพยายามจะห้ามแต่ไม่สำเร็จ ไม่นานเหยื่อรายใหม่ก็มีถุงเหลืองติดหน้า แล้วได้แต่บินลนลานชนผนังไปมาเช่นกัน 

ตลอดเวลา 2 วัน 2 คืนที่เขาถูกขังอยู่ในดอกไม้นั้น จาบูลานี่เห็นเพื่อนแมลงหวี่หลงเข้ามาอีก 5 ตัว โดย 4 ตัวพยายามบินหาทางออกจนหมดแรงตาย เหลือเพียงจาบูลานี่กับเพื่อนอีกตัวที่ยังมีชีวิตอยู่    

“ถ้าแกออกไปได้ แกจะทำอะไร” จาบูลานี่ถาม 

“ไม่รู้สิ บางทีก็อยากตายแล้วไปเกิดใหม่เป็นผึ้งเหมือนกันนะ” เพื่อนนิรนามตอบ 

“บ้าสิ เป็นผึ้งถูกแมงมุมจับกินนะ”

“อย่างน้อยก็แป๊บเดียวตาย ไม่ทันได้ทรมาน”

“อืม ก็จริง” จาบูลานี่ถอนใจแล้วพิงกายไปที่ผนังห้อง สัมผัสความเปลี่ยนแปลงบางอย่างทำให้เขาตื่นตัวขึ้นมาทันที “เอ๊ะ ทำไมผนังมันเหี่ยวๆ นิ่มๆ”

จาบูลานี่เริ่มสังเกตเห็นว่าห้องทั้งห้องนั้น แฟบลงกว่าตอนที่เขาเข้ามาใหม่ๆ เยอะมาก ดอกไม้กำลังเหี่ยว อย่างนี้ก็แปลว่า…

เขารีบมุ่งตรงไปที่ปากอุโมงค์ จริงอย่างที่คาด “ขนแข็งๆ พวกนี้มันนิ่มหมดแล้ว เรามุดออกทางเดิมได้แล้ว มาเร็วเพื่อน!” จาบูลานี่หันกลับไปเรียกเพื่อนนิรนามด้วยความตื่นเต้น “มาเร็วสิ…”

ร่างนั้นแน่นิ่งไปเสียแล้ว 

จาบูลานี่ไม่มีเวลาเศร้าเสียใจ เขารีบมุดอุโมงค์กลับออกไปอย่างไม่คิดชีวิต แสงสว่างปากทางเริ่มเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุด เขาก็โบยบินออกสู่ท้องฟ้าสีฟ้าอีกครั้ง

อิสรภาพ…กลิ่นของมันช่างหอมหวนเสียยิ่งกว่ากลิ่นความกลัว

จาบูลานี่สูดหายใจเข้าเต็มรูสปิราเคิลที่อยู่ข้างตัว เขาแวะพักดื่มน้ำข้างทาง และกลับมารับรู้อีกทีว่าตัวเองหิวโซขนาดไหน เขาหันหนวดไปรอบทิศเพื่อตรวจหากลิ่นความกลัวของผึ้งอีกครั้ง

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ยังไม่ใช่เรื่องที่น่าสะพรึงที่สุด 

จาบูลานี่สูดดมจนพบแหล่งกลิ่นความกลัวของผึ้งอีกครั้ง เขาบินตามไปหามันอีกครั้ง

เขาพบกับดอกร่มชูชีพอีกดอก เขามุดลงอุโมงค์ไปอย่างห้ามตัวเองไม่ได้อีกครั้ง เขามุดหน้าไปที่บ่อน้ำพุ คราวนี้ถุงเหลืองตรงคางเขาพาดแปะไปบนแท่นรับเหนียวๆ ที่อยู่ตรงยอดน้ำพุอย่างพอดิบพอดี 

จาบูลานี่รู้ตัวว่ารอบนี้เขาไม่มีพลังงานเหลือพอจะอยู่รอดครบ 2 วันเพื่อรอดอกไม้เหี่ยวอีกแล้ว 

เขาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ น้ำพุแห่งกามพฤกษ์ พยายามจะหลับตาลงแล้วจินตนาการว่าชาติหน้าอยากเกิดใหม่เป็นตัวอะไรดี แต่อนิจจา เขาไม่สามารถหลับตาได้ เพราะแมลงหวี่ไม่มีเปลือกตา 

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ยังไม่ใช่เรื่องน่าสะพรึงที่สุดอยู่ดี

เรื่องที่น่าสะพรึงที่สุด ไว้มีเวลาวันหลังจะเล่าให้ฟัง

ใครอยากศึกษาเรื่องปรากฏการณ์นี้อย่างเป็นวิชาการ ขอเชิญตามไปอ่านงานวิจัย Ceropegia sandersonii Mimics Attacked Honeybees to Attract Kleptoparasitic Flies for Pollination

รูปดอกร่มชูชีพ Ceropegia Sandersonii ที่เลียนแบบกลิ่นความกลัวของผึ้งเพื่อล่อแมลงหวี่มาผสมเกสร
รูปผึ้งโดนแมงมุมโจมตี และเหล่าแมลงหวี่ที่มารุมรอกินเลือดจากบาดแผล
ภาพ : www.sciencedirect.com
ดอกไม้กลิ่นความตาย เรื่องชีวะสยองขวัญที่ความกลัวมีกลิ่นหอม
ภาพ : www.sciencedirect.com
รูปดอกร่มชูชีพ Ceropegia Sandersonii ที่เลียนแบบกลิ่นความกลัวของผึ้งเพื่อล่อแมลงหวี่มาผสมเกสร
รูปดอกร่มชูชีพ Ceropegia Sandersonii ที่เลียนแบบกลิ่นความกลัวของผึ้งเพื่อล่อแมลงหวี่มาผสมเกสร
ภาพ : www.naturetoday.com
รูปดอกร่มชูชีพ Ceropegia Sandersonii ที่เลียนแบบกลิ่นความกลัวของผึ้งเพื่อล่อแมลงหวี่มาผสมเกสร
ภาพ : www.naturetoday.com
สูดกลิ่นชีววิทยาสยองขวัญ ด้านมืดในโลกของพืชและแมลงที่ชวนขนพองสยองเกล้า
ก้อนเกสรเหลืองๆ ที่แปะติดไปกับแมลงหวี่
ภาพ : www.sciencedirect.com
สูดกลิ่นชีววิทยาสยองขวัญ ด้านมืดในโลกของพืชและแมลงที่ชวนขนพองสยองเกล้า
สูดกลิ่นชีววิทยาสยองขวัญ ด้านมืดในโลกของพืชและแมลงที่ชวนขนพองสยองเกล้า
สูดกลิ่นชีววิทยาสยองขวัญ ด้านมืดในโลกของพืชและแมลงที่ชวนขนพองสยองเกล้า
รูปดอกมังกรเขียว (Ceropegia Simonae) ไม้สกุลเดียวกันซึ่งผมปลูกไว้ที่บ้าน สังเกตว่ามีแมลงหวี่บ้านเราแวะมาผสมเหมือนกัน และบางตัวติดตายอยู่ในกะเปาะเหมือนกัน แต่ไม่แน่ใจว่าถูกกลิ่นอะไรล่อมา

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

ยามเย็น ผมยืนเหม่อมองทะเลหม่นๆ จากชายหาดแห่งหนึ่งที่จังหวัดตรัง

เท้าผมจุ่มอยู่ในน้ำลึกประมาณตาตุ่ม สายตามองตามแนวฟองคลื่นสีขาวที่ซัดซ่าเข้ามา มันไหลผ่านสายรองเท้าแตะที่ถูกคีบอยู่ในร่องระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ตีนของผม ไหลลู่ผ่านหลังตีน และไหลเลยไปจนถึงที่ตื้น ฟองค่อยๆ แตกเป๊าะๆๆๆ แล้วซ่าซึมลงทรายหายไปอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นมวลน้ำก็ถูกดูดกลับไหลย้อนลงสู่ทะเล ราวกับหมดหน้าที่พาฟองมาส่งถึงฝั่งแล้ว ต้องรีบไปรับผู้โดยสารคนอื่นต่อ หลังตีนผมได้สัมผัสความเย็นวูบของอากาศอยู่แวบหนึ่ง ก่อนคลื่นลูกใหม่จะซัดสวนเข้ามาอีก พร้อมกับฟองระลอกใหม่ที่เดี๋ยวก็จะแตกแล้วซึมหายสู่ผืนทรายอีก เป็นเช่นนี้มาเนิ่นนานเท่าไหร่แล้วหนอ

ในแง่อะตอมของฟอง บ้างอาจจะเริ่มออกเดินทางตั้งแต่ยุคสสารก่อกำเนิดหลังบิ๊กแบงไม่นาน บ้างอาจจะมาจากใจกลางดวงดาว ซึ่งระเบิดซูเปอร์โนวาเมื่อหลายพันล้านปีก่อน บ้างอาจจะเคยอยู่ในร่างของสิ่งมีชีวิตมาแล้วหลายชนิด ทั้งในและนอกโลก อย่างไรก็ตาม การปรากฏตัวในฐานะฟองคลื่นของพวกมัน เกิดขึ้นตรงหน้าผมแล้วก็จบลงภายในเวลาไม่ถึงนาที เสียงแตกเป๊าะของฟองคลื่นเล็กๆ หนึ่งฟอง อาจเบาจนแม้แต่แพลงก์ตอนก็ไม่ได้ยิน แต่เสียงแตกสลายพร้อมๆ กันของพวกมันดังระงมราวกับเสียงร่ำให้ในงานศพ ท่อนประสานเสียงของบทเพลงเดียวที่บรรเลงดังทั้งจักรวาล บทเพลงแห่งการเกิดมา แล้วก็จากไป

ผมปล่อยให้ความคิดในหัวพากย์บรรยายไป ส่วนใจนั้นเดี๋ยวก็ลอยเดี๋ยวก็ดิ่งอยู่กับจังหวะคลื่น และสัมผัสของฟอง

วันนั้นผมอยู่ที่ตรังพร้อมกับสมาชิกครอบครัวฝั่งแม่ทั้งหมด ซึ่งมารวมตัวกันภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินเรื่องตาหยุน ก่อนหน้านั้นไม่กี่สัปดาห์ ตาหยุนยังเดินเหินยิ้มแย้ม มีบ่นเรื่องขาอ่อนแรงบ้าง แต่ก็ไม่มีใครคิดว่าอยู่ดีๆ แกจะเส้นเลือดอุดตันในสมองแบบกะทันหัน ทำให้สูญเสียความสามารถในการพูดและขยับร่างกาย ตอนเราไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลวันแรกๆ แกยังพอหันหน้า และยกแขนได้ข้างหนึ่ง เราสื่อสารกับแกโดยการพูดคุยและบีบมือแกแน่นๆ ซึ่งแกก็บีบกลับ เราพยายามแม้กระทั่งหาปากกามาให้แกลองเขียน แต่ปรากฏว่ามือข้างนั้นก็ทั้งสั่นและเกร็งเกินกว่าจะเขียนเป็นตัวหนังสือได้ 

ความหวังเรื่องอาการตาหยุนจะดีขึ้นดำรงอยู่ได้ไม่นาน เพราะหลังจากนั้นไม่กี่วันแกก็เริ่มตอบสนองน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งพวกเราเรียกก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไรแล้ว เหลือเพียงการแสดงออกทางสีหน้าที่บางครั้งแกก็ขมวดคิ้วเหมือนกำลังเจ็บปวดอะไรบางอย่าง ซึ่งพวกเราก็ไม่สามารถถามสาเหตุ หรือช่วยเหลืออะไรแกได้เลย 

ผมแอบสงสัยแบบไม่เคยพูดออกไป ว่าสิ่งที่ตาหยุนสร้างทำมาทั้งหมดในชีวิต ยังเหลือความหมายอะไรกับแกในวินาทีนี้บ้าง แน่นอนมันมีความหมายอย่างเปี่ยมล้นสำหรับพวกเราลูกหลาน แต่สำหรับตัวแกในตอนนี้ ความภาคภูมิใจของกิจการทั้งหมดที่ทำมา สายใยและความรักอาธรของลูกหลานที่มารวมตัว ความรักความเป็นห่วงยายบรรณ ข้าวทุกมื้อที่เคยกินอร่อย เสียงหัวเราะกับเพื่อนฝูง ทุกที่ที่เคยไปเที่ยว ความสนุกของการลุ้นลอตตารี่ที่แกชอบซื้อทุกเดือน เรื่องที่เคยถกเถียงกันแทบเป็นแทบตายกับพวกเรา ในวินาทีนี้ดูเหมือนจะไม่มีสิ่งใดเหลือความสำคัญ หรือปกป้องแกจากความเจ็บปวดทรมานได้เลย 

ที่งานศพตาหยุน ทุกคนร้องไห้

แต่หลังจากนั้น ผ่านมาแล้วหลายปี น้ำตาก็แห้งหายไป 

เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมขับรถคันปัจจุบัน ซึ่งตาหยุนช่วยผ่อนให้จนหมดในฐานะรางวัลที่หลานเรียนจบปริญญาเอก ไปจอดข้างสวนสาธารณะแห่งหนึ่งใกล้ที่ทำงาน หลายวันมาแล้ว ผมไปที่สวนแห่งนี้ด้วยความตื่นเต้น เพราะเพิ่งเริ่มต้นงานอดิเรกใหม่ คือการแหวกสุมทุมพุ่มไม้ค้นหาแมลงน่าสนใจแล้วถ่ายรูปพวกมัน (ขอบคุณคุณวรรณสิงห์ น้องชายที่ให้ยืมกล้องและเลนส์มาโครคุณภาพดี)

วันแรกที่ไป ผมได้ทั้งรูปผึ้ง ผีเสื้อ แมลงวัน ด้วง แมงมุม ฯลฯ ที่เห็นชัดไปถึงรูขุมขน เป็นสิ่งเพลิดเพลินมากสำหรับคนชอบชีวะอย่างผม สองสามชั่วโมงหมดไปอย่างรวดเร็ว แถมได้ทั้งบริหารเดี๋ยวก้ม เดี๋ยวนั่งยอง เกร็งลำตัวอย่างกับเล่นโยคะ ถ่ายเสร็จแล้วหิวเลย ต้องรีบไปหาข้าวเย็นกินต่อ ซึ่งอาหารญี่ปุ่นแถวนั้นก็อร่อยมากอีก

ฟองคลื่น ผีเสื้อไร้ปีก และความหมายของชีวิตที่แทนไทได้เรียนรู้จากธรรมชาติ
ฟองคลื่น ผีเสื้อไร้ปีก และความหมายของชีวิตที่แทนไทได้เรียนรู้จากธรรมชาติ

ในวันที่ 2 ของกิจกรรมหลังเลิกงานอันแสนสุนทรีย์นี้ ผมแหงนมองขึ้นไปเจอวัตถุสีขาวๆ ใยๆ ใต้ใบไม้ใบหนึ่ง อยู่ในระยะมือเอื้อมถึงพอดี ตอนแรกผมก็คิดว่าคงเป็นแค่ดักแด้ทั่วไป ไม่ได้น่าตื่นเต้น แต่ก็ลองส่องถ่ายไปงั้นๆ ปรากฏว่าพอเอารูปมาซูมดู จึงเห็นว่าบนก้อนใยขาวๆ นั้นมีไข่กลมๆ แปะอยู่ด้วย 4 – 5 ฟอง ซึ่งทำให้คิดต่อว่า ถ้างี้มันไม่น่าใช่ดักแด้แล้ว เพราะดักแด้กับไข่ไม่น่าอยู่ด้วยกันสิ 

ผมลองถ่ายมุมอื่นอีก 2 – 3 ช็อต คราวนี้เพิ่งเห็นว่า อ้าว! มันมีหนอนอ้วนๆ ตัวปุยๆ เป็นปล้องๆ เกาะอยู่บนใยที่มีไข่นี้ด้วยนี่หว่า ตอนแรกไม่ทันสังเกตเพราะสีมันขาวกลืนไปกับใยเลย สมองผมพยายามประมวลผลว่าสิ่งที่เห็นอยู่นี้คืออะไรกันแน่ เพราะถ้าหนอนนี้คือเจ้าของไข่ก็ไม่น่าใช่ เพราะหนอนมันคือผีเสื้อเด็ก ปกติต้องเป็นผีเสื้อผู้ใหญ่สิที่วางไข่ 

ฟองคลื่น ผีเสื้อไร้ปีก และความหมายของชีวิตที่แทนไทได้เรียนรู้จากธรรมชาติ

จากนั้นผมก็พยายามเก็บภาพจากมุมอื่นๆ อีก จนกระทั่งได้ภาพจากมุมด้านข้าง ซึ่งทำให้ผมถึงกับร้อง เฮ้ย! แล้วยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว เจ้าหนอนอ้วนนี้จริงๆ แล้วมันมีขาสั้นๆ 6 ขา ซึ่งมองจากด้านข้างถึงจะเห็น นี่มันไม่ใช่หนอนแล้ว แต่เป็นผีเสื้อผู้ใหญ่นั่นแหละ มันน่าจะเป็นแม่ผีเสื้อมอธชนิดหนึ่งที่ตัวเมียมีวิวัฒนาการหดปีกหายไป จนรูปร่างดูไม่เป็นผีเสื้อแล้วแต่เหมือนครัวซองต์มากกว่า เหตุผลน่าจะเป็นเพราะถูกธรรมชาติคัดเลือกให้มีชีวิตอุทิศแก่การสืบพันธุ์ขั้นแม็กซ์ ผมรีบกูเกิลดูว่าใช่ตามที่เดารึเปล่า (เสิร์ช Wingless Female Moth) ก็ปรากฏว่าใช่จริงๆ รวมทั้งไปอ่านเจอความรู้เกี่ยวกับมอธกลุ่ม Tussock Moth (สกุล Orgyia) ซึ่งผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย

ฟองคลื่น ผีเสื้อไร้ปีก และความหมายของชีวิตที่แทนไทได้เรียนรู้จากธรรมชาติ

มอธกลุ่มนี้ ตัวเมียไม่มีปีก และที่อ้วนมากเพราะออกมาจากดักแด้พร้อมกับไข่เต็มท้อง หลังจากออกมาแล้วก็จะไม่ไปไหนเลย แค่ปล่อยฟีโรโมนเรียกตัวผู้ให้บินมาหา รับน้ำเชื้อ เสร็จแล้วก็ใช้เวลาที่เหลือวางไข่พร้อมทั้งชักใยปกป้องลูกๆ ที่จะลืมตามาดูโลกในอนาคต แม่มอธมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 24 ชั่วโมงแล้วก็สิ้นใจตาย 

ผมอ่านเรื่องนี้แล้วทึ่ง ขณะเดียวกันก็คิดสงสัยต่อ

ชีวิตที่ดำรงอยู่เพียงแค่ 24 ชั่วโมง แล้วได้ทำแค่อย่างเดียว มีความหมายไหมนะ

บางคนอาจจะสงสารแม่มอธที่อายุสั้นจัด แต่หลายคนก็อาจจะบอกว่าอย่างน้อยๆ มันก็ได้บรรลุจุดประสงค์ของมันแล้ว การบรรลุภารกิจหรือจุดประสงค์อะไรบางอย่าง ทำให้ตายได้อย่างมีความหมายอย่างนั้นหรือ แล้วจุดประสงค์นั้นใครกำหนด มันเป็นจุดประสงค์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้แล้วหรือ แล้วการบรรลุจุดประสงค์นั้น ถ้าหากเจ้าตัวเองไม่สามารถรับรู้ จะยังถือว่ามีความหมายหรือไม่ 

ในทิศตรงข้ามกับแม่มอธ ฟองน้ำบางตัวมีอายุยืนเป็นหมื่นปี ในช่วงชีวิตมันอาจจะเคยเจอทั้งขยะจากอารยธรรมโรมันและเรือดำน้ำนาซี แต่ทั้งหมดจะมีความหมายหรือไม่ ถ้าตัวมันไม่อาจรับรู้ความยิ่งใหญ่ยาวนานนั้นเลย ก็แค่ฟองน้ำกรองกินแพลงก์ตอนไปวันๆ

ผมขบคิดเรื่องพวกนี้ระหว่างคีบหมูทอดเข้าปาก 

นึกย้อนไปถึงวันที่ยืนมองฟองคลื่น อารมณ์หนึ่งที่จำได้คือความสงบและอบอุ่น คลื่นซัดหาดทรายไปเพื่ออะไรก็ไม่รู้หรอก แต่อย่างน้อยก็มีไม่กี่วินาทีที่มันได้สะท้อนแสงตะวัน แม้สุดท้ายฟองจะซึมหายลงทรายไปตลอดกาล แต่เมื่อหันมองข้างๆ ก็มีเพื่อนอีกเป็นล้านๆๆๆ ที่มาด้วยกันไปด้วยกัน สิ่งสุดท้ายที่รู้สึกริมหาดวันนั้น คือเราเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรที่ดำรงอยู่มาเนิ่นนาน ตลอดมา และอาจจะตลอดไป 

ชีวิตมีความหมายหรือเปล่า

ชีวิตต้องมีความหมายหรือเปล่า

ไม่รู้สิ

บางทีชีวิตคนหนึ่งคน อาจไม่มีความหมายยิ่งใหญ่ แต่ประกอบด้วยความหมายเล็กๆ ที่เกิดแตกไม่รู้จบเหมือนฟองคลื่น

บางทีการถามหาความหมายอาจไร้ความหมาย

จะยังไงก็ตามแต่ ตราบเท่าที่ผมยังมีความทรงจำ

ก็อยากขอบคุณตาหยุนอีกสักครั้ง 

ที่ครั้งหนึ่งเคยได้เป็นตาหลานกัน

Writer & Photographer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load