อารัมภบทเป็นส่วนเกินของบทความทันที

เมื่อรู้ว่าวันนี้มีนัดหมายพูดคุยและเยี่ยมชมสตูดิโอของ ติ๊ก-สันติ ลอรัชวี หรือ ‘อาจารย์ติ๊ก’ ของเหล่านักเรียนออกแบบ บิ๊กเนมในวงการกราฟิกดีไซเนอร์และวงการศิลปะของไทย ผู้มีผลงานให้เราได้ทึ่งอยู่เสมอ

บางคนรู้จักสันติในฐานะนักออกแบบกราฟิก ผ่านปกหนังสือ Wisdom Series ของ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา, สิทธารถะ เวอร์ชันแปลไทยโดย สดใส ขันติวรพงศ์ ฉบับ Book Lover Edition และโดยเฉพาะโปรเจกต์ ‘ฉันเป็นนักออกแบบกราฟิกไทย (I am a Thai Graphic Designer™)’ กิจกรรมของกลุ่มวิชาชีพที่เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย

บางคนรู้จักสันติในฐานะศิลปิน ผ่านนิทรรศการ Yes, I am not. (2008), เข้านอกออกใน-อุโมงค์คำว่า “กรุงเทพ” ที่มุดลอดเดินวนเล่นได้อย่างสนุกสนานในงานศิลปวัฒนธรรม “บางกอก…กล๊วย…กล้วย!!” (2009), หรือจากแถวหนังสือหนาเกือบเมตร มีรูเจาะตรงกลาง ในนิทรรศการสถานพักตากอากาศ (2013)

10 ปีแห่งความทรงจำของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิกที่กลั่นเป็นนิทรรศการ MemOyuU

หลายคนรู้จักสันติทั้งสองเวอร์ชัน

น้อยคนรู้ว่า ในฐานะศิลปิน ผลงานของเขาตลอดทศวรรษที่ผ่านมาล้วนมีแม่ผู้ให้กำเนิดคนเดียวกัน

ความทรงจำ-เขาหยิบออกมาใช้อย่างปู้ยี่ปู้ยำจนความรู้สึกตีกันพัลวันพัลเกไปหมด ไม่นานมานี้จึงตกตะกอนได้ว่า ถึงเวลาสังคายนาพวกมันให้อยู่ในรูปแบบที่เป็นมิตรต่อตัวเองมากที่สุด

นิทรรศการ MemOyuU การสับยำความทรงจำแล้วแปลงโฉมเป็นรูปธรรมที่น่ารักจึงถือกำเนิดขึ้นใน CASE Space Revolution แกลเลอรี่ไซส์จิ๋วย่านเจริญกรุง

และนั่นเป็นที่มาของบทสนทนากับสันติโดยสันติวิธีในวันนี้

00 สันติสตู

ตรงหน้าเราคือห้องสี่เหลี่ยมขนาดไม่เล็กเกินกว่าจะใช้งาน แต่ก็ไม่ใหญ่พอเข้าข่ายสตูดิโอทำงานศิลปะขนาดทั่วไปเท่าที่เคยสัมผัสมา แถมไม่มีอุปกรณ์สำหรับทำงานศิลปะเลยสักชิ้นเดียว (หากไม่นับว่าคอมพิวเตอร์ก็ใช้งานได้มีประสิทธิภาพไม่แพ้พู่กันและผืนผ้าใบ) 

ชั้นวางของเบื้องหลังโต๊ะทำงานกินพื้นที่ผนังด้านในสุดของห้องไปอย่างละโมบ เหล่าหนังสือทั้งไทยและเทศนอนเกลื่อนกล่นเรียงรายเต็มทุกชั้น ทิ้งจังหวะตรงกึ่งกลางระหว่างความมีระเบียบและคู่ตรงข้าม มีชีวิตชีวาจากโมเดลตัวการ์ตูนเรื่อง โดราเอมอน ส่วนใหญ่นอนแอ้งแม้งเต็มชั้นด้านข้าง ส่วนน้อยกระจายตัวทั่วทั้งห้อง

10 ปีแห่งความทรงจำของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิกที่กลั่นเป็นนิทรรศการ MemOyuU
สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของ สันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

อีกฟากมีโซฟาขนาดกะทัดรัด เพียงตาสัมผัสก็รู้ว่านุ่มฟู ตั้งอยู่ข้างโต๊ะทำงาน

นอกหน้าต่างคือท้องฟ้าสีเทาครึ้ม 

“อีกไม่นานจะปล่อยฝนลงมา” เหล่าเมฆกระซิบว่าอย่างนั้น

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

01 สันตินิยาม

เรานั่งฝั่งตรงข้ามกับสันติ

“ตอนนี้อาจารย์เรียกตัวเองว่าเป็นอะไร” เราเปิดบทสนทนาด้วยคำถามที่น่าจะยากข้อหนึ่งสำหรับมนุษย์ไฮเปอร์ผู้ทำอะไรหลากหลายไปหมด

“ทุกอาชีพมีพื้นฐานคล้ายกันหมด เพียงแต่ธรรมเนียมและแพลตฟอร์มนั้นต่างกัน สมัยก่อนเส้นแบ่งกิจกรรมของมนุษย์มันเลือนมาตลอด การศึกษาและอาชีพในระบบสายพานแยกพวกมันให้ขาดจากกัน คนในศตวรรษนี้จึงตื่นเต้นกับคำว่าสหวิทยาการไงอีกอย่าง มนุษย์มีแนวโน้มที่จะสรุปและแท็กทุกสิ่งรอบตัว โดยเก็บไว้เพียงหนึ่งเสมอ คำถามนี้เลยถูกถามอยู่ตลอด 

“ถ้าให้ผมเก็บตัวเองเหลือหนึ่ง ผมก็ขอเก็บนักออกแบบไว้ ด้วยอาชีพและวิธีคิด เพราะยังไม่เข้าใจและยังไม่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับคำว่าศิลปิน ผมมองคำนี้เป็นสถานะมากกว่าอาชีพด้วยซ้ำ เหมือนเราไปยืนดูเชฟเก่งๆ ทำกับข้าว เล่นกับไฟกับกระทะ แล้วมองว่ามันโคตรอาร์ตเลย เขาก็ไม่ได้มีอาชีพเป็นศิลปินสักหน่อย

“ใครจะมองผมเป็นศิลปินก็ไม่ติดขัด จะไม่แก้ไขและไปนั่งเถียงด้วย เพราะแต่ละคนรู้จักเราจากมุมมองต่างกัน และถ้าบางคนมองตัวเองเป็นศิลปินก็ไม่ผิดอะไรนะ”

นี่คือสันตินิยาม

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

02 ผมต้องเอาตัวรอดอย่างหนัก

สันติเป็นนักเรียนออกแบบที่ไม่เหมือนใคร

เขาไม่ได้สะสมทักษะทางศิลปะขั้นพื้นฐานมาแต่ต้น เข้ามาเรียนดีไซน์ด้วยเงื่อนไขว่าต้องเอนทรานซ์ให้ติดโดยไม่อ่านหนังสือเพิ่ม และขอแค่ไม่ขายหน้าญาติพี่น้องเป็นพอ

ระบบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยครั้งแรกส่งสันติไปยังปัตตานี คำรบหนึ่งปีถ้วนจึงย้ายกลับมายังมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เดิมทีตั้งใจจะเรียนคณะนิเทศศาสตร์ แต่ครั้นกวาดสายตาไปเจอสาขานิเทศศิลป์ ในคณะศิลปกรรมศาสตร์ จึงเปลี่ยนใจ ลากมือลงมากาสาขานี้

“ผมไม่ได้มีพื้นฐานที่ดี พอมาเจอวิชาทักษะจึงต้องเอาตัวรอดอย่างหนัก มาหายใจหายคอได้ตอนเรียนวิชาดีไซน์ปีสอง เพราะเริ่มรู้จักวิธีทำงานโดยไม่ต้องวาดรูป และอาจารย์ให้ความสำคัญแก่เรื่องแนวคิดมากขึ้น

“ผมพยายามลับเหลี่ยมลับคมอย่างเข้มข้น แน่วแน่ว่าจะเอาตัวรอดด้วยคอนเซปต์ให้ได้ ปกติเป็นคนชอบคิดอยู่แล้ว แต่ก่อนข้ามไปคิดว่าจะทำอะไร ผมย้อนกลับมาคิดว่าต้องคิดอย่างไรก่อน ทักษะเรามีจำกัด ต่อให้คิดจะทำก็ทำไม่ได้อยู่ดี (หัวเราะ) เรามีแค่สาม พยายามให้ตายก็ได้แค่เจ็ด ขณะที่เพื่อนมีเจ็ดอยู่แล้ว พยายามนิดหน่อยก็ได้สิบ ถ้าสู้ทางตรงไม่มีวันชนะแน่นอน

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

“งานผมเลยไม่ได้มีอะไรเยอะแยะ คอลลาจตัดแปะสองรูปก็ชนะได้ ไม่ใช่ว่าไม่สวยนะ ผมไม่ได้ปฏิเสธสุนทรียภาพด้วย แต่ความงามเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานเท่านั้น งานดีไซน์ที่ดีอาจไม่ต้องสวยงามที่สุด ถ้าจัดลำดับจริงๆ ประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อมนุษย์นั้นสำคัญกว่าด้วยซ้ำ”

นี่คือวิธีการเอาตัวรอดแบบสันติวิธี

03 ไอ้พวกมีอุดมการณ์

สันติสะสมความรู้ในรั้วมหาวิทยาลัยจนแน่นปึ้ก

แพสชันอันแรงกล้าในอาชีพกราฟิกดีไซเนอร์ ทำให้เขาปฏิเสธทุนการศึกษาที่คณะจะส่งให้ไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ เพื่อเลือกตอบรับงานตามคำชักชวนของอาจารย์ที่ปรึกษาแทน

ไม่นานสันติในวัยหนุ่มไฟแรงก็เริ่มเบื่อหน่ายรูปแบบการทำงาน สบโอกาสกับที่พี่ชายของเพื่อนจะเปิดบริษัท และพร้อมลงทุนให้สันติกับกลุ่มเพื่อนได้ทำสตูดิโอสมใจอยาก เขาตบปากรับคำพร้อมโบกมือลางานแรกในชีวิต

นามบัตร คือสิ่งแรกที่สันติตั้งใจออกแบบในนามที่ทำงานแห่งใหม่ หมายใจว่าต้องได้รางวัลมาประดับบารมี ซึ่งเป็นไปตามคาด

“ถ้าทำงานไม่มีโจทย์แล้วยังไม่ได้รางวัล มึงไม่ต้องไปทำอะไรแล้ว” เขาว่าพลางหัวเราะ

จากนั้นจึงได้เริ่มทำอาร์ตเวิร์กให้ค่ายเพลง BMG Record ในยุคที่วงอินดี้กำลังเบ่งบาน สถานะของดีไซเนอร์หนุ่มตอนนั้นคือเด็กวัยหัดเดินในวงการ

“ฉากสำคัญฉากหนึ่งคือเคยมีคนให้ผมออกแบบปฏิทินโป๊”

เราวางปากกา เลิกคิ้วทั้งคู่ขึ้นแสดงความสงสัยแก่คู่สนทนา

“ผมได้รับติดต่อให้เข้าไปที่  Victoria Secret พระรามเก้า เขาเอาหนังสือโป๊มากองตรงหน้าตั้งใหญ่ แล้วบอกให้เลือกรูปไปทำปฏิทินสำหรับแจกลูกค้า ผมปฏิเสธแล้วไสคืนไป ตอนนั้นอายุยี่สิบสี่ กูไม่ได้จบมาเพื่อทำอะไรแบบนี้ นี่ไม่ใช่งานที่จะเอาไปอวดใครได้เลย ไหนจะลิขสิทธิ์ภาพอีก จำได้แม่นเลย เขาด่าผมว่า ‘ไอ้พวกมีอุดมการณ์’

“เขานิ่งเงียบสักพัก คิดว่าจะหาอะไรให้ผมทำดีเพื่อเอาชนะ จบที่งานออกแบบโปสเตอร์รณรงค์ต่อต้านยาเสพติดให้มูลนิธิของเขา งานนี้ผมโอเค รับได้ วันตรวจงานเขานัดที่โรงแรมเมโทร ถนนเพชรบุรี ซึ่งเป็นโรงนวด ตอนแรกคิดว่าจะนั่งคุยกันปกติ สรุปให้เราเดินเข้าไปถึงห้องนวดเลย ยังจำภาพเขานอนคว่ำหน้าโชว์ก้นให้หมอนวดนวด แล้วมีดีไซเนอร์หนุ่มคนหนึ่งที่แม่งอยากก้าวหน้า ต้องช้อนโปสเตอร์ที่ทำมาให้เขาดูจากมุมเสยได้ติดตา ทุเรศฉิบหาย นี่กูทำอะไรอยู่วะ

“หมดช่วง Honeymoon Period ถึงได้เจอโลกความจริงว่าไม่หมูเลย ตอนนั้นอายุยังน้อยมาก แม่งไม่มีอำนาจต่อรองอะไรทั้งสิ้น ยากฉิบหาย กลางวันหาลูกค้า ฉีกสมุดปกเหลืองเป็นสามท่อนแจกเพื่อนเพื่อสุ่มโทรไปของานเขาทำ กลางคืนปั่นงาน หักลบกลบหนี้กับ Fixed Cost แล้วขาดทุนยับ จึงเริ่มเข้าใจอาจารย์แล้วว่าเบี้ยล่างสุดๆ เป็นอย่างไร”

แล้วก็เป็นไปตามวัฏจักรของธุรกิจ สตูดิโอขนาดย่อมต้องปิดตัวลงไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สมาชิกบางคนอยากไปเรียนต่อ บางคนอยากไปทำอย่างอื่นแทน ส่วนสันติก็ไปเป็นฟรีแลนซ์ตามระเบียบ

“เกมนี้เราแพ้แหละ” เขายอมรับแต่โดยสันติวิธี

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

04 จุดหักมุม

สันติกลับมาตั้งหลักที่บ้าน

งานฟรีแลนซ์แปลงแฮนด์บิลล์ภาพยนตร์จากต่างประเทศเป็นเวอร์ชันไทยดาหน้าเข้ามาหาเขาอย่างต่อเนื่อง เสมือนเป็นแบบฝึกหัดไทโปกราฟีสุดหินที่สอนให้เขาพัฒนาตัวเองอย่างก้าวกระโดด และสปอยล์เขาจนเสียคนไปพร้อมๆ กัน

“คงเป็นช่วงที่ท้อด้วยแหละ อยากทำดีแต่ไม่มีโอกาส พอรู้ว่าไม่ง่ายอย่างที่คิดเลยเบนมาทางหาเงินแทน งานแฮนด์บิลล์ง่ายมาก ไม่มีอะไรเลย สมมติวันนี้มีนัดลูกค้าตรวจงานตอนสี่โมงเย็น ผมเริ่มทำงานตอนบ่ายสอง ครึ่งชั่วโมงเสร็จ ทำอาทิตย์ละปก ได้ปกละหมื่น เดือนหนึ่งทำงานสองชั่วโมง ได้สองหมื่นสบายๆ บางเดือนหนังเข้าเยอะ สัปดาห์ละสี่เรื่อง ได้เดือนเป็นแสนก็มี”

‘อ้วนฉุ ติดเกม’ คือคำที่สันติใช้บรรยายถึงสันติเวอร์ชันเสเพลที่สุดในชีวิต

“แต่ไม่รู้ว่าจุดนี้จะเรียกว่าจุดหักเหได้หรือเปล่านะ” เขาเปลี่ยนโทนเสียงเล่าเรื่อง

“คือใช้ชีวิตแบบนี้ไปสักพักจนเป็นไข้เลือดออกและล้มในห้องน้ำ เข้าโรงพยาบาลสิบวัน เล่นเกมไม่ได้เลยต้องขนหนังสือมาอ่านฆ่าเวลา พยาบาลเข้ามาเช็ดตัวปะแป้งให้เหมือนเด็กปัญญาอ่อนเลยอะ เหตุการณ์นี้ทำให้ผมรู้แน่ชัดแล้วว่านี่แม่งไม่ใช่แล้ว ออกไปคงต้องหยุดชีวิตแบบนี้สักที ไม่ถึงกับคิดได้มากมายอะไรหรอกนะ

“ถ้าไม่ป่วยคงไหลไปเรื่อยแหละ” โชคดีที่เขาเลี้ยวโค้งหักมุมอย่างสันติวิธี

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’
สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

05 Self-Learner

เป็นอีกครั้งที่สันติใช้ชีวิตอย่างจับพลัดจับผลู

การได้บังเอิญเจอกลุ่มรุ่นพี่นักเรียนนอกที่รวมตัวกันกลับไปสมัครเป็นอาจารย์ที่คณะ จุดประกายให้สันติหวนคิดย้อนกลับไปถึงตอนทุนการศึกษาเดินมาหาถึงตรงหน้า และตัดสินใจเข้าร่วมก๊กอย่างไม่ลังเล

“ปรากฏว่าเขารับผม” อาจารย์ติ๊กเฉลยตอนจบของเรื่อง

“แต่ทำให้รุ่นพี่ที่ไปพร้อมกันพลาดโอกาส (หัวเราะ) ซึ่งผมเป็นอาจารย์แบบสัญญาจ้างนะ ทำงานสามวัน แล้วเรามีแค่วุฒิปริญญาตรี เลยต้องทำงานหนักหน่อย ได้รับมอบหมายให้ดูแลกิจการนักศึกษา แน่นอนว่าผมไม่โอเคอยู่แล้วเพราะไม่ได้ต้องการบทรองขนาดนั้น เป็นอาจารย์ก็ต้องสอนหนังสือสิวะ ผมเลยพัฒนาตัวเองยิ่งกว่าตอนเอาตัวรอดสมัยเรียนหรือช่วงทำงานอีก หัวหน้าภาควิชาให้หนังสืออะไรมาผมอ่านหมด

“ทำงานไปสักพักผมเริ่มมีความคิดอยากไปเรียนต่อมากขึ้นอย่างหนัก เนื่องจากรอบตัวมีแต่คนเรียนสูง และยังยึดติดกับมายาคติว่า ความรู้ต้องมาจากการเรียนแบบมีคนสอนเท่านั้น”

สันติขวนขวายเรียนภาษาอังกฤษอย่างขะมักเขม้น พร้อมแจ้งความจำนงแก่คณะว่าต้องการรับทุนการศึกษา สมัครสาขา Design Study ที่ Central Saint Martins College of Art and Design และได้รับการตอบรับทันทีในปีแรก เขารอทุนจากมหาวิทยาลัยอย่างสันติ กระทั่งวันเวลาล่วงเลยไป 3 ปีเต็มจนเขาเลิกหวัง

“ผมอาจไม่ค่อยน่าสนับสนุนเท่าไหร่ คงไม่เข้าตาผู้ใหญ่” เขากระเซ้าเย้าหยอก ทีเล่นทีจริง

“เตรียมใจไว้ประมาณหนึ่งแล้ว เลยเริ่มศึกษาด้วยตัวเองอย่างจริงจัง แลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนอาจารย์บ่อยขึ้น เชิญวิทยากรเก่งๆ มาบรรยาย และขอลิสต์หนังสือเขาไว้ไปอ่านตาม อ่านหมดเกลี้ยง”

ศิลปินฝั่งตรงข้ามค้นพบว่าวิธีหาความรู้นั้นมีมากมาย ไม่จำเป็นต้องมีดีกรีใดมารองรับ แถมเขาก็ทำหน้าที่ Self-learner ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง จึงตัดใจเรื่องไปเรียนต่อโดยสันติวิธี

06 “มึงไปนิวยอร์กยี่สิบวันเหมือนพวกกูไปปีหนึ่ง”

สันติปิดปมเรื่องการเรียนต่อเมืองนอก ด้วยการพาตัวเองเที่ยวนิวยอร์กให้หายอยากหนึ่งทริป

“ผมไปผมก็ซ่านะ” เขาจั่วหัวทริปในตำนานได้อย่างน่าติดตาม

“ก่อนเดินทาง ผมอีเมลไปยัง School of Visual Arts บอกว่าขอเข้าไปเยี่ยมชมสถานที่ เพราะเป็นที่ที่ผมอยากเรียนมาก พอไปถึง ผู้ช่วยของ สตีเวน เฮลเลอร์ (Steven Heller) คณบดีและผู้เขียนบทความเกี่ยวกับการออกแบบให้ The New York Times ก็พาชมพร้อมเล่าหลักสูตรให้ฟัง จากนั้นผมก็ไป Art Director Club ทิ้งนามบัตรสร้างสัมพันธ์กันเอาไว้ แล้วก็ไปเจอเพื่อนๆ หลายคนในวงการซึ่งเรียนต่ออยู่นั่น

“ผมตกตะกอนได้ว่า หากมีโอกาสมาเปิดหูเปิดตาบ่อยๆ ดูมิวเซียม พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน น่าจะเป็นเรื่องสำคัญกว่าการมาเรียนต่อ กลับมาปีหนึ่ง Art Director Club ติดต่อมาหา เอานิทรรศการมาจัดที่หอศิลป์ ม.กรุงเทพ เพราะเขารู้จักเราเจ้าเดียวในไทย เพื่อนยังแซวว่า มึงไปนิวยอร์กยี่สิบวันเหมือนพวกกูไปปีหนึ่ง”

นี่ค่อยๆ กลายเป็นอีกหนึ่งสันติวิธีในการหาประสบการณ์เข้าตัว แต่เขายังกล่าวอย่างถ่อมตนว่าไม่ถึงกับสร้างคอนเนกชันอะไรมากมาย เพราะภาษาอังกฤษไม่คล่อง

“แค่อยากไปรู้ไปเห็นเฉยๆ อย่างตอนไปอังกฤษ ก็ขอให้ลูกศิษย์พาเข้าไปข้างใน ไปโอซาก้า ผมติดต่อเพื่อนผู้เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยคินได บอกว่าพูดให้ฟรีๆ เลย แต่ขอพาเข้าไปดูหน่อยว่าสอนกันยังไง” เขาเล่าประสบการณ์พลางหัวเราะในสันติวิธี

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

07 วงเหล้าวิชาการ

เรื่องราวดำเนินออกจากปากอย่างพรั่งพรู

บทสนทนาล่วงเลยเข้าสู่ชั่วโมงที่สอง เมฆฝนยังกลั้นหยาดน้ำเอาไว้ได้ แต่เรายังไม่รู้จักสันติในฐานะศิลปินเสียที

“พอไม่หมกมุ่นกับการเรียนต่อ ผมก็ใช้ชีวิตกับเพื่อนอาจารย์สนุกขึ้น” เขาเล่าต่อ

“เราสนิทกันผ่านวงสังสรรค์ เหล้าเบียร์เต็มโต๊ะ แต่บทสนทนาเป็นเรื่องวิชาการข้ามศาสตร์ล้วนๆ เพราะสมาชิกคืออาจารย์จากหลากหลายแขนง ออกรสจนถึงขนาดไม่มีใครอยากขาดนัด ตัวผมเองเป็นพหูสูตเลยตอนนั้น เพราะฟังแล้วจับประเด็นมาค้นคว้าต่อเอง ลับคมทุกวัน”

ก๊วนอาจารย์กระชับความสัมพันธ์กันค่ำแล้วค่ำเล่า นักออกแบบประจำแก๊งอย่างสันติจึงได้รับมอบหมายจากเพื่อนศิลปินให้ช่วยทำสูจิบัตรบ่อยขึ้น จนกลายเป็นที่พึ่งลำดับต้นๆ ประจำใจคนในวงการ กระทั่งได้ช่วยงาน Show Me Thai ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมจัดขึ้นในเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นเมื่อ ค.ศ. 2007 ในฐานะ Art Director ดูแล Key Visual ทั้งหมด

“งานนี้ให้โอกาสผมได้เจอคนเก่งเยอะมาก ได้เห็นกระบวนการหลังบ้านทั้งหมด ตั้งแต่สถานที่ คิวเรเตอร์ ไปจนถึงวัฒนธรรมการเสพศิลปะของประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะตอนกลับไปเก็บงาน ผมได้รู้ว่าพื้นที่ทางศิลปะมีพลังถึงขนาดเปลี่ยนกองขยะเป็นงานศิลปะได้ จึงเห็นว่าพื้นที่นี้น่าหลงใหล วงการนี้น่าสนใจและจริงจังกว่าที่เคยคิดไว้”

สันติเข้าสู่วงการศิลปะโดยสันติวิธีตั้งแต่นั้นมา

“สถานะของผมเหมือนนักออกแบบผู้ชอบทำงานศิลปะมากกว่า งานศิลปะมีความส่วนตัวสูง เป็นเหมือนพื้นที่ให้เราได้ทดลองอะไรกับตัวเอง ตัวตนของเราจึงอยู่ที่นี่ส่วนหนึ่ง เพราะงานสตูดิโอก็คืองานสตูดิโอ ไม่ใช่งานสันติ งานสอนก็ไม่ควรไปเอาเครดิตอะไรนอกจากให้นักเรียน พอได้ก้าวข้ามมาทำก็รู้สึกเติมเต็ม ไม่แหว่งอีกต่อไป ทั้งๆ ที่ใช้เงินเยอะมาก” อาจารย์ติ๊กเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

แล้วอาจารย์แอบขโมยเทคนิคของนักออกแบบกราฟิกมาทำงานศิลปะด้วยหรือเปล่า-เราข้องใจ

“ที่จริงสองอย่างนี้มีอุปกรณ์พื้นฐานเป็น Visual Element เหมือนกัน ต่างกันแค่ตำแหน่งที่คุณเอาไปวาง วันหนึ่งผมอาจใช้กราฟิกดีไซน์ทำงานแล้วเอาไปวางใน Art Scene ก็ได้ ดังนั้น วิธีการไม่ค่อยเปลี่ยน แต่เนื้อหาเปลี่ยน ศิลปะเรามีหน้าที่รับผิดชอบเนื้อหาโดยตรง ต้องเชื่ออย่างที่ทำจริงๆ และพร้อม Stand for เสมอ ไม่ใช่แค่กิมมิกเรียกความหวือหวา”

ศิลปะเป็นอีกพาร์ตที่ช่วยเติมเต็มชีวิตสันติให้สมบูรณ์ขึ้นอย่างสันติวิธี

08 MemOyoU

จาก Yes, I am not. (2008) Solo Exibition ครั้งแรก จนถึงปัจจุบันก็ร่วม 10 ปี สันติเทียวเข้าเทียวออกภายในจิตใจตัวเอง รื้อค้นวัตถุดิบแห่งความทรงจำมาดัดแปลงเป็นนิทรรศการ

“แต่การเข้าไปในตัวเองทำให้ผมเจอว่าแม่งไม่มีอะไรเลยนะ” คู่สนทนาเรายืนยันหนักแน่นก่อนขยายความต่อ

“พบว่าตัวเองเป็นคนลักลั่น ไม่แน่ใจอะไรเลย เคยปรึกษาผู้ใหญ่ว่าผิดไหมหากจะเสนอว่าเราไม่รู้อะไร เขาว่าไม่ผิดหรอก แต่มึงจะเสนอยังไงล่ะ (หัวเราะ) นี่เลยกลายเป็นทางงานของผมอย่างหนึ่ง คือสองแง่สองง่าม ไม่เคาะ เหมือนกับว่าเราไม่ชัวร์”

10 ปีแห่งความทรงจำของสันติ ลอรัชวี ศิลปิน นักออกแบบกราฟิกที่กลั่นเป็นนิทรรศการ MemOyuU

‘MemOyoU’ คือนิทรรศการครั้งล่าสุดของ สันติ ลอรัชวี คือนิทรรศการครั้งสุดท้ายที่เขาจะหยิบความทรงจำส่วนตัวตลอดทศวรรษนี้มาเป็นวัตถุดิบหลักในการสร้างงาน และคือก้าวสำคัญที่เขาข้ามมาทำงานเฉกเช่นศิลปินโดยแท้

“ผมใช้เวลาที่งานเลื่อนจากปีก่อน ตกตะกอนความคิดได้ว่า ควรเลิกหากินกับความทรงจำของตัวเองได้แล้ว เพราะแม้มีประโยชน์มาก แต่ก็เจือความเศร้าอยู่ไม่น้อย รื้อออกมาทีหนึ่งผมเจ๊งไปเป็นอาทิตย์

“ปกติความทรงจำของมนุษย์มักถูก Simplify มาแล้วขั้นหนึ่งตอนบันทึก เอารายละเอียดออกไปจนเลือนราง และแตกย่อยเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย นิทรรศการครั้งนี้จึงเอามาสับไพ่ใหม่ให้เละ เรียงร้อยเป็นเรื่องราวผ่านโวหาร และแช่แข็งมันไว้เป็นรูปธรรมผ่านข้อความ หนังสือ ภาพถ่ายแม่น้ำ และประติมากรรม ทำ Last Episode ของมันและเลิกใช้เสีย”

ผู้ไม่เรียกตัวเองว่าเป็นศิลปิน ขยายความพลางหยิบส่วนหนึ่งของนิทรรศการออกมา

มันคือกล่องไม้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งซ่อนหนังสือที่สันหนากว่าความกว้างปกอย่างผิดสัดส่วนเอาไว้ และซ่อนเรื่องราวซึ่งร้อยเรียงจากเสี้ยวความทรงจำเอาไว้ในหนังสืออีกที

ดูเป็นประติมากรรมมากกว่าสิ่งพิมพ์-เราคิด

“เป็นนิสัยกราฟิกดีไซเนอร์ที่เคยทำหนังสือแหละ เลยอยากลองทำให้หนาดู เพราะผมเห็นว่าในการเก็บบันทึก สันหนังสือสำคัญกว่าหน้าปก แล้วพอสันหนาขนาดนี้ ความสำคัญจึงอยู่ที่การกินเนื้อที่บนโลกมากกว่าตัวอักษรภายใน อีกอย่างผมตั้งใจให้อ่านลำบากหน่อย เหมือนตอนผมค่อยๆ เก็บสะสมความทรงจำเหล่านี้มา คนจะได้ไม่รับรู้เรื่องราวของเราตรงไปตรงมามากเกินไป”

ลึกซึ้ง

09 Dream, Truth, Freedom, and Love

Riverscape

ถ้าพูดถึงภาพถ่ายทิวทัศน์น้ำ นอกจากต้องเห็นน้ำ โดยสามัญสำนึกก็ควรต้องเห็นรายละเอียดอื่นประกอบกับแหล่งน้ำนั้นด้วย เพื่อให้รู้ว่าคือที่ไหน

สันติทำลายความเชื่อนี้ด้วยภาพถ่ายแม่น้ำ-ส่วนสำคัญในนิทรรศการครั้งนี้

“ผมชอบ สิทธารถะ อยู่แล้ว แต่บังเอิญได้แรงบันดาลใจจากตอนไปดูงานโปสเตอร์ภาพถ่ายแม่น้ำเธมส์ของ โรนิ ฮอร์น (Roni Horn) เขาใส่ตัวเลขลงไปตามจุดต่างๆ เลขแต่ละตัวบอกความหมายต่างกัน เช่น สถิติคนฆ่าตัวตายที่แม่น้ำนี้ใน ค.ศ. 1970 จุดนี้ดำสุดในภาพ ฉันเศร้าว่ะ ผมยืนดูและรู้สึกกับมันเรื่อยๆ เป็นชั่วโมง แล้วเริ่มถ่ายแม่น้ำเป็นต้นมา โชคดีที่ไม่ใช่ช่างภาพ ผมเลยไม่มีข้อจำกัดในเชิงเทคนิค” เขาเปิดภาพถ่ายแม่น้ำฝีมือตัวเองนับร้อยภาพให้เราดูขณะอธิบาย

สันติค่อยๆ แกะห่อกระดาษตรงหน้าเราออกช้าๆ เผยให้เห็นพื้นผิวชั้นบนสุดของประติมากรรม เป็นภาพถ่ายริ้วคลื่นบนผิวน้ำสีเข้ม ชั้นล่างสุดถัดจากชั้นอีพ็อกซีสีใสอมเขียวตรงกลาง คือแผ่นกระดาษเขียนคำว่า ‘Dream’

“นี่เป็นเหมือนการตัดแม่น้ำแล้วยกขึ้นมา” สันติขยายความพลางไสออกจากตัวสู่เรา เป็นนัยว่าเชื้อเชิญให้ดูใกล้ๆ

“ที่จริงมีอีกสามคำ คือ Truth, Freedom, และ Love สื่อถึงการกดทับเก็บซ่อน เพราะทั้งสี่คำนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนมีหมด แต่บางครั้งก็ต้องซ่อนไว้

“งานชิ้นนี้แทรกมาทีหลังเลย เวลาทำโชว์ ถ้ายังไม่สมบูรณ์จะยังรู้สึกว่า แม่งขาดอะไรไปวะ แล้วชอบมารู้เอาทีหลัง แต่ประติมากรรมชิ้นนี้มาเติมเต็มพอดี”

สนทนากลางสตูดิโอกึ่งห้องสมุดศิลปิน นักออกแบบกราฟิก ในวันที่จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุด ‘MemOyoU’

สันติใช้แสงเงา ความเข้ม และพื้นผิวของภาพ เล่นกับจินตนาการของผู้ชมได้อย่างเหนือชั้น คงเป็นเสน่ห์ของงานศิลปะนามธรรม และเอกลักษณ์แบบสันติวิธีที่ยืนยันจะไม่ฟันธง

อาจารย์อยากให้คนดูได้อะไรกลับไป-เรากดสูตรโกง ขอเฉลยหน้าซื่อ

“อะไรก็ได้ ขอให้ได้กลับไปบ้างก็พอ เพราะครึ่งหนึ่งของนิทรรศการนี้ เกิดจากเหตุผลส่วนตัวที่ผมอยากทำให้เรียบร้อย ฉะนั้น แค่ได้ทำขึ้นมาก็พึงพอใจแล้ว คงไปกะเกณฑ์ให้คนอื่นมารู้สึกต่อเรื่องราวของเราอย่างไรไม่ได้

“จริงๆ อยากรู้มากกว่าด้วยซ้ำว่าแต่ละคนได้อะไรกลับไป”

สันติทิ้งท้ายอย่างสันติวิธี

MemOyoU นิทรรศการแห่งความทรงจำตลอดทศวรรษครั้งล่าสุดของ สันติ ลอรัชวี จัดแสดงที่ CASE Space Revolution @Broccoli Revolution Charoenkrung แกลเลอรี่ย่านเจริญกรุง ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

นอกจากจะซ่อนไม้ตายทั้งหลายที่เราแอบเอามาแบไต๋จนเกือบหมดเปลือกแล้ว ยังมีกิจกรรมสนุกๆ สอดแทรกในงานอีกด้วย ลองหารูที่ผนังให้เจอแล้วดึงกระดาษออกมาอ่านสิ!ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก : CASE Space Revolution

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographers

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

วินัย สัตตะรุจาวงษ์

ผู้กำกับรายการและโฆษณาที่ช่วงนี้หันมาสนใจงานแนวสารคดี จึงเน้นทำงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริง ตัวอย่างผลงานที่ผ่านมาคือ รายการ human ride และ เป็น อยู่ คือ

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

เราเชื่อว่า ‘บ้าน’ ของศิลปินย่อมมีความผูกพันกับ ‘ศิลปะ’ ของเขาเสมอ

ยิ่งบ้านที่เป็นสถานที่ทำงานศิลปะหรือ ‘สตูดิโอ’ ด้วยในตัว ย่อมมีสิ่งละอันพันละน้อยที่แสดงให้เห็นถึงแรงบันดาลใจ ไปจนถึงกระบวนการสร้างสรรค์ของศิลปินไม่มากก็น้อย

วันนี้เราจึงมายืนอยู่หน้าประตูบ้านของ คุณจักกาย ศิริบุตร ศิลปินร่วมสมัยที่เราชื่นชมอย่างตื่นเต้น แน่นอนว่าชื่อของ ‘จักกาย’ มักมาพร้อมกับภาพของผลงานศิลปะสิ่งทออันโด่งดังระดับอินเตอร์ด้วยการสะท้อนแนวคิดสังคมและการเมืองอย่างเปิดเผย ทำให้เราอยากรู้ว่าการกินอยู่และทรงจำของเขาใน ‘บ้าน’ หลังนี้จะถูกถักทอเข้าไปในงานศิลปะมากน้อยแค่ไหน อย่างไร

จักกาย ศิริบุตร

 

1

จักกายมาต้อนรับเราใต้ซุ้มต้นลดาวัลย์โบราณ และแทนตัวเองว่า ‘พี่’ อย่างเป็นกันเอง ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อก้าวผ่านธรณีประตูเข้าไปในบ้านของเขา เรากลับรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่ง ในโถงเพดานสูงนั้นมีชุดโต๊ะเก้าอี้ทำจากไม้เก่าวางไว้รับรองแขก เหนือหัวของเราเป็นผนังสีแดงเลือดนก ที่มีงานทั้งภาพถ่ายและจิตรกรรมหลากหลาย แขวนไว้ละลานตา ให้ความรู้สึกไม่ธรรมดาตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาในบ้าน

“บ้านนี้เป็นบ้านเก่ากว่า 80 ปี สมัยคุณชวดโน้น สมัยนั้นท่านมาซื้อไว้ไร่ละประมาณ 3 บาทได้ เมื่อก่อนเป็นทุ่งนา” เจ้าบ้านนำน้ำมาให้เราดื่มและเริ่มชวนคุย

“เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปเยอะ ตอนที่เป็นอาจารย์สอนสาขาพัสตราภรณ์ที่ธรรมศาสตร์ รังสิต ไป-กลับใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง แค่กลับรถจะเข้าบ้านก็เป็นชั่วโมง”

เขาบอกเราว่าเรื่องที่ดูเหมือนจะเล็กน้อยนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลหลักของจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต คือการลาออกจากการเป็นอาจารย์เพื่อมาเริ่มต้นทำงานศิลปะของตัวเองอย่างเต็มตัวเสียที

จักกาย ศิริบุตร จักกาย ศิริบุตร

“พี่ทำงานมาประมาณ 20 ปีแล้ว เริ่มแรกเราก็ทำงานแบบที่เราเรียนมา คือต้องบอกก่อนว่าเรียนสิ่งทอในตะวันตกเมื่อก่อนเหมือนลูกเมียน้อยนะ ถูกมองเป็นงานคราฟต์ คนมักจะมองเป็นงานบ้าน เป็นงานตกแต่ง ทุกคนก็พยายามขบถกับนิยามนี้ อาจารย์ที่สอนพี่ที่อินเดียนามีแนวคิดว่าศิลปะสิ่งทอต้องเป็นนามธรรม งานช่วงแรกๆ เราเลยจะทำงาน Abstract ซะเยอะ

“หลังเรียนต่างประเทศ 10 ปี พอกลับไทยมา ค.ศ. 1996 ก็ไม่รู้เรื่องเมืองไทยเท่าไร แต่หลักสูตรที่ธรรมศาสตร์มันมีส่วนหนึ่งที่ต้องพานักศึกษาออกภาคสนาม เป็นโอกาสให้รู้จักเมืองไทยมากขึ้น ซึ่งพออยู่ไปสักพักก็เริ่มสงสัยและเริ่มสนใจเรื่องรอบตัวขึ้นมา”

จักกายเล่าถึงจุดเริ่มต้นกระบวนการค้นคว้าแนวมานุษยวิทยา ซึ่งจะกลายเป็นจุดเด่นในงานของเขาต่อมา ระหว่างนี้เขาเดินไปพิจารณากองหนังสือบนโต๊ะ สันของแต่ละเล่มมีชื่อศิลปินทั้งไทยและเทศที่เราเคยคุ้น เช่นหนังสือบทกวีของ Patti Smith รวมไปถึงหนังสือสารานุกรมศิลปะระดับโลกวางซ้อนกันอยู่ เขาหยิบเล่มบนสุดของสำนักพิมพ์ Phaidon เปิดให้เราดู แน่นอนว่าหนึ่งในงานที่ถูกตีพิมพ์อยู่ด้านในคือของเขาที่เจ้าตัวจะพูดถึง

“งานชุดแรกที่วิพากษ์สังคมอย่างเห็นได้ชัดน่าจะเป็นนิทรรศการชื่อ Temple Fair ที่หอศิลป์ Tyler Rollins Fine Art (นิวยอร์ก) เมื่อปี 2008 เคยไปทำบุญที่วัดต่างจังหวัดแล้วพระที่รับไหว้เราอยู่เอาไม้ช็อตยุงขึ้นมาตียุงต่อหน้าเลย จึงได้ไอเดียในการสร้างงาน Lucky Ware ที่เป็นงานจัดวางซึ่งดูผิวเผินเป็นถังสังฆทานปกติ แต่ภายในถังใส่ของที่ดูผิดที่ผิดทางต่างๆ เอาไว้ เช่น เบียร์ เหล้า ถุงยาง เสื้อบอลที่สื่อถึงการพนัน อ้อ แล้วก็ไม้ตียุงไฟฟ้าด้วย”

สำหรับศิลปิน มันไม่ใช่การตัดสินหรือตีตราพระพุทธศาสนาแต่อย่างใด แต่เป็นการตั้งคำถามว่า เราเป็นคนพุทธอยู่ในสภาวะแวดล้อมแบบนี้ได้อย่างไร เราเป็นส่วนหนึ่งในวงจรนี้หรือไม่ แล้วทำอย่างไงให้เราเดินทางสายกลางได้

จักกาย ศิริบุตร จักกาย ศิริบุตร

 

2

นอกจากในหนังสือแล้ว จักกายยังชี้ให้เราดูงานอีกชิ้นหนึ่งบนผนังของเขาที่มาจากนิทรรศการ Temple Fair เช่นกัน

“ปกติเนี่ยพี่จะไม่มีงานตัวเองติดที่บ้านเลยนะ” จักกายกล่าว

“เพราะว่านั่งทำทั้งวันแล้วไง ไม่อยากเห็นงานตัวเองแล้ว”

แต่เขาก็ใจอ่อนให้กับผ้าปะผืนนี้ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากผนังบ้านของคนต่างจังหวัดที่มักมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ เช่น รูปพระ รูปในหลวง รูปครอบครัว และเลขหวย หรือเลขในฝันที่พอตื่นมาแล้วก็รีบจดไว้ก่อนบนผนัง ในงานนี้ของเขาจึงผสมผสานงานปักบนผ้าหลายชนิด มีทั้งรูปบุคคล รูปหมา ก้อนด้าย และตัวเลข หลากสีสัน แถมยังถูกส่องด้วยไฟนีออนคละสี ให้บรรยากาศหรรษาอย่างประหลาด

จักกาย ศิริบุตร จักกาย ศิริบุตร จักกาย ศิริบุตร

“I like kitsch things.” จักกายกล่าว แถมยังเล่าอีกว่าครั้งหนึ่งเขาเองก็เคยเห็นเลขในฝัน แต่เสียดายที่พอไปซื้อแล้วตีเลขผิดเลยไม่ถูกรางวัลใดๆ

“พี่มองว่าเวลาเราขายงานได้เราก็ควรกระจายรายได้ให้มันหมุนวนอยู่ในนี้บ้าง เพราะฉะนั้น เวลาเราได้เงินจากการขายผลงานเราก็มักจะเอาไปซื้องานศิลปะ”

จักกายทยอยเล่าที่มาที่ไปของผลงานจากศิลปินหลายๆ ท่านบนผนังของเขาอย่างใจเย็น เริ่มจากงานของ คุณมานิต ศรีวานิชภูมิ ผู้โด่งดังจากภาพชุด ‘Pink Man’ แต่จักกายกลับเลือกภาพที่มีเพียงรถเข็นสีชมพูอยู่ในใจกลางโรงงานเย็บผ้ามาแขวน เป็นสัญญะสื่อถึงบริโภคนิยมที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสิ่งทอ

จักกาย ศิริบุตร

ตรงข้ามกันมีงานสีน้ำมันยุคแรกๆ ของ สว่างวงศ์ ยองห้วย อีกผนังมีภาพเปลือยของศิลปิน Shen Wei ถ่ายในบึงแถวที่บ้านเชียงใหม่ซึ่งเป็นเสมือนบ้านหลังที่สองของจักกาย มีภาพพิมพ์ของ หม่อมเจ้ามารศรีสุขุมพันธ์ บริพัตร และอีกมาสเตอร์พีซในบ้านเป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ของรัชกาลที่ 7 วาดด้วยสีน้ำมันบนผ้าใบ

“รูปนี้คุณตาเป็นคนเขียน ตาพี่เป็นผู้ติดตามรัชกาลที่ 7 กับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ไปอังกฤษหลังจากท่านทรงสละราชสมบัติ คุณตาเป็นพี่น้องต่างมารดากับพระนางเจ้ารำไพพรรณีด้วย ตอนแรกช่างฝรั่งเขียนไว้แล้วไม่เสร็จ คุณตาเลยเขียนต่อจนเสร็จ”

แน่นอนว่างานส่วนใหญ่ที่อยู่ตรงนี้เป็นงานที่มีปฏิกริยาต่อความรู้สึกของเขาอย่างปฏิเสธไม่ได้

 

3

เราถูกเชื้อเชิญให้ไปชมส่วน ‘ไคลแม็กซ์’ ของบ้าน นั่นก็คือสตูดิโอของจักกายด้านล่าง โดยระหว่างทางเราต้องอ้อมผ่านห้องครัวเสียก่อน

“ส่วนนี้เป็นหนึ่งในส่วนที่ถูกบูรณะต่อเติมจากโครงสร้างบ้านเก่า ซึ่งไม่ง่ายนัก เลยได้ขอร้องให้ ม.ร.ว.ชาญวุฒิ ซึ่งเป็นลูกชายของสถาปนิกดั้งเดิมคือ หม่อมเจ้าโวฒยากร วรวรรณ คุณชายเลยตัดสินใจเพิ่มความเป็นโมเดิร์นเข้าไป” จักกายเล่า

จักกาย ศิริบุตร

“บ้านสมัยก่อนตอกเสาเข็มลงไป 6 เมตรเอง พอต้องสะเทือนกับงานก่อสร้างขนาดใหญ่รอบข้างไปมากๆ มันก็เอียง มันก็ร้าว ทีนี้เคยคุยกับสถาปนิกและเขาแนะนำว่าให้ทยอยซ่อมไปเหมือนกับพาคนแก่ไปหาหมอ พังตรงไหนก็ซ่อมตรงนั้น ด้วยความที่เราอยู่ที่นี่มาตลอดเราก็จะดูแลให้ดีที่สุด อยู่แบบไม่ยึดติด อย่างเรื่องต้นไม้แถวนี้เนี่ยทางกรุงเทพฯ ก็อยากขยายถนนเพื่อที่จะก่อสร้างคอนโดสูงๆ ได้ เขาก็จะตัดต้นไม้เก่าแก่ ทางชุมชนเราก็ไม่ยอม พยายามสู้ทุกด้าน ไม่ได้ผล เพราะเขาบอกว่าการตัดต้นไม้ขยายถนนจะทำให้ซอยเราสวยขึ้น สุดท้ายเราก็ใช้วิธีนี้เลย คือซื้อผ้า 7 สี 7 ศอกไปผูกรอบต้นไม้ใหญ่ทุกต้น ปรากฏว่าได้ผล เขาก็ทิ้งโปรเจกต์ไปเลย”

ตลอดบทสนทนาของเรา จักกายทำให้เรามองเห็นความหมาย ความทรงจำ และขั้วอำนาจที่ผูกพันอยู่ในสิ่งทอในมุมมองที่เราคาดไม่ถึงเสมอ จึงไม่แปลกที่งานของเขาจะได้รับการจัดแสดงและอยู่ในคอลเลกชันของพิพิธภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ในยุโรป เอเชีย และสหรัฐอเมริกา อาทิ Asian Art Museum ซานฟรานซิสโก Asian Civilizations Museum สิงคโปร์ National Taiwan Museum of Fine Arts ไทชุง ไต้หวัน Bill & Melinda Gates Foundation ซีแอทเทิล สหรัฐอเมริกา และ Vebhi Koc Foundation อิสตันบูล ตุรกี เป็นต้น

แต่ที่น่าแปลกคือสถานที่ทำงานของเขานั้นไม่ได้ใหญ่โตโอ่โถงอย่างที่เราคิดไว้ เป็นเพียงพื้นที่เล็กๆ ที่รายล้อมไปด้วยชั้นวางกล่องพลาสติก บรรจุสารพัดอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยและทบผ้าหลากหลายชนิด ซ้อนกันจากพื้นถึงเพดาน ตรงกลางมีโต๊ะสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดโต๊ะทานข้าวไว้สำหรับเขาและผู้ช่วยอีก 2 คนนั่งทำงาน ใต้ไฟนีออนสีขาวกรองแสงด้วยแผ่นสีขุ่น

“เมื่อก่อนนี้ทำงานกับพื้น เดินเข้ามาก็เหยียบโน่นเหยียบนี่” จักกายย้ำว่าวันนี้สตูดิโอของเขาสะอาดสุดแล้วนะ

จักกาย ศิริบุตร

จักกาย ศิริบุตร

 

4

ว่าแล้วจักกายจึงเปิดกล่อง หยิบยกงานชุดใหม่ของเขาเอาออกมาคลี่ลงบนโต๊ะให้เราดู

“จริงๆ แล้วพี่ทำงานน้อยนะ เพราะแต่ละชิ้นใช้เวลานานมาก อย่างกองนี้คืองานทั้งปี

“งานบางส่วนถูกซื้อไปโดยพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดง บางชุดก็กำลังถูกจัดแสดงตามที่ต่างๆ แต่เอาจริงๆ งานพี่เก็บง่ายนะ มันพับได้ เอาใส่กล่องพลาสติกแล้วก็หยอดเม็ดดูดความชื้นเข้าไปช่วยก็ได้แล้ว

“มันก็คงมีวิธีที่แพงกว่านี้ล่ะมั้ง เวลาส่งผ้าไปมิวเซียมต่างๆ เขาก็มีกระบวนการเอาไปแช่แข็งก่อนบ้างอะไรบ้าง แต่เราไม่ได้สนใจมาก ส่วนตัวคิดว่าผ้าเป็นสิ่งอจีรังอยู่แล้ว มันจะเปลี่ยนแปลงไปกับกาลเวลา ซึ่งพี่มองว่าเป็นเสน่ห์”   

เขาเล่าว่า งานชุดนี้เพิ่งถูกทำขึ้นเมื่อปีที่แล้ว โดยได้แรงบันดาลใจมาจากผ้ากึ่งๆ ธงในงานแห่พระเวสสันดรทางอีสาน ซึ่งจะเล่าเรื่องราวแต่ละช่วงที่เกี่ยวกับความเสียสละของพระเวสสันดร

แต่ในงานของจักกาย เขาเลือกที่จะปักภาพที่เล่าเรื่องสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในช่วงปี 2018 ที่ผ่านมา 1 เดือนต่อ 1 ผืน ทั้งหมดจึงมี 12 ผืน แน่นอนว่ามีเรื่องเกี่ยวกับข่าวโกงกินของนักการเมืองและคนใหญ่คนโตในประเทศให้เห็นอยู่ไม่น้อย

“ชิ้นนี้มีรูปเสือดำ แล้วมันก็ไปโผล่ในชิ้นอื่นด้วยเพราะเรื่องของเขาเดือนเดียวไม่จบ ส่วนชิ้นนี้มีรูปทีมหมูป่าด้วย”

เราตั้งคำถามว่า การปักเป็นความพยายามที่จะจารึกหรือบันทึกเหตุการณ์สิ่งที่เกิดขึ้นและหายไปในประเทศ ไทยหรือไม่

“ก็ไม่เคยคิดแบบนั้นนะ แต่เออ คงใช่ มันก็คงเหมือนกับการขีดเขียน”

อีกมุมหนึ่งของสตูดิโอจักกายมีราวแขวนผ้าตั้งอยู่ เราสังเกตว่าชุดที่ถูกแขวนอยู่เป็นชุดกระโปรงยาวลายดอก น่าจะเป็นของผู้หญิง

“เป็นชุดของคุณแม่น่ะ” ศิลปินกล่าว

“คุณแม่เสียเมื่อ 3 ปีที่แล้ว พี่ก็เอาชุดคุณแม่มาปัก ซึ่งก็จะมีเรื่องการเมืองด้วย คือคุณแม่พี่เขียนไดอารี่ทั้งชีวิตของเขาเลย แล้วพี่ก็เลือกเอาไดอารี่ของแม่ในวันสำคัญอย่างวันที่พี่เกิด วันที่เกิดเหตุการณ์ทางบ้านเมืองต่างๆ 6 ตุลาคม 14 ตุลาคม คุณแม่เคยอยู่ตรงนั้น”

จักกายมองว่าการปักนั้นเป็นวิธีการบำบัดแบบหนึ่ง  

“เวลาใครเสียชีวิตเนี่ยจะมี 2 อย่างคือ เคลียร์ของออกหมดทุกอย่าง หรือไม่แตะเลยสักอย่าง มันเป็นวิธีการไว้อาลัยเนอะ พี่ได้รับมอบหมายให้ดูแลข้าวของของแม่ เราก็เลยเลือกเอามาทำงานดีกว่า

“แล้วช่วงนี้เป็นวัยที่พ่อแม่เพื่อนจะเสียกันเยอะ พี่ก็บอกให้เก็บเสื้อผ้าไว้ส่วนหนึ่ง เดี๋ยวเราเอามาทำงานปักกัน มันเป็นวิธี Grieve แบบหนึ่ง ให้เราได้มานั่งคุยกันด้วย”

เมื่อเราถามว่าความสนใจเรื่องการเมืองของเขานั้นได้มาจากคุณแม่หรือไม่ เขาคิดสักครู่ก่อนจะพยักหน้าตอบ

“อาจจะเป็นอย่างนั้น”

จักกาย ศิริบุตร จักกาย ศิริบุตร จักกาย ศิริบุตร

 

5

ก่อนจะกลับ เราชิงถามคำถามสำคัญข้อสุดท้ายที่อัดอั้นมาตั้งแต่ต้น

“สำหรับจักกายแล้ว ศิลปะเปลี่ยนแปลงสังคมได้จริงไหม”

“ได้” เขาตอบทันควัน

จักกายเล่าว่า ตนรู้สึกเหมือนเป็นคนนอกของแวดวงศิลปะเสมอ เนื่องจากสื่อสิ่งทอที่ตัวเองเลือกใช้ด้วย และการชอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับความสำเร็จของคนอื่นอยู่บ่อยๆ ในช่วงแรกๆ ของการทำงาน

จนเมื่อช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้ พออายุมากขึ้น เริ่มแคร์ปัจจัยภายนอกน้อยลง เขาได้มีโอกาสทำงานกับชุมชนมากขึ้น ซึ่งโปรเจกต์เหล่านี้ได้สอนสิ่งสำคัญกับเขาอย่างไม่น่าเชื่อ

“ตอนที่ไปทำเวิร์กช็อปกับพวกเด็กๆ ผู้ลี้ภัยพม่า หลายๆ ชาติพันธ์ุที่รัฐอินเดียนา พี่ใช้วิธีให้ทำงานปักเป็นเครื่องมือการเล่าเรื่อง สร้างสมาธิ และเป็นการบำบัดสำหรับเขา เป็นการอยู่กับตัวเอง ทำให้จิตใจสงบ ตอนนั้นมีคนหนึ่งหันมาบอกว่า งานนี้ทำให้เขารู้แล้วว่าเวลาวุ่นวายใจเขาจะทำอะไร ก็คือปักผ้า ซึ่งพี่คิดว่าถ้าคนหนึ่งจาก 20 คนได้แรงบันดาลใจจากตรงนี้ก็ดีแล้ว คือเด็กบางคนเขาอาจไม่ถนัดพูดหรือเล่าเรื่องราวชีวิต แต่ถ้าให้วาดหรือปักเนี่ยเขาเล่าออกมาได้นะ”

นอกจากนี้ เขายังยกตัวอย่างโครงการคล้ายๆ กันที่ทำกับกลุ่มแม่บ้านที่ปัตตานี ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่สงบ บ้างสามีเสียชีวิต หรือลูกเสียชีวิต ศิลปินเองก็คิดไว้ว่าภาพที่ออกมาคงมีความรุนแรงอยู่ในนั้น แต่ปรากฏว่าทุกคนวาดดอกไม้และสิ่งสวยงามต่างๆ ซึ่งพอเสร็จจึงได้รู้ว่าชีวิตเขาผ่านเรื่องเลวร้ายมามาก เขาก็ไม่อยากยึดติดกับภาพจำนั้นอีก เขาอยากจะมีความหวังบ้าง หรืออยากให้คนข้างนอกเห็นว่าพื้นที่นี้ไม่ได้มีแต่เรื่องรุนแรง เป็นต้น

“บางครั้งพี่รู้สึกว่าได้เรียนรู้จากคนที่มาเข้าร่วมมากกว่าที่เขาเรียนรู้จากเราอีก มันเป็นความรู้สึกวิเศษมากที่พี่ไม่เคยได้จากการอยู่ในวงการศิลปะเชิงพาณิชย์เลย” จักกายบอกพร้อมรอยยิ้ม

สุดท้ายเขาเล่าอีกหนึ่งงานสำคัญที่เขาได้รับเลือกจากสถานทูตประเทศโมซัมบิกให้ไปสร้างงานศิลปะที่นั่นเมื่อ 2 ปีก่อน

“พอไปถึงทางสถานทูตเขาเกณฑ์ผู้ช่วยมาให้ ก็เป็นพนักงานทำความสะอาดผู้ชายนี่แหละประมาณ 10 คนได้ ซึ่งคนพวกนี้ไม่เคยปักอะไรมาก่อนในชีวิตนะ แต่เราก็มาทำงานด้วยกัน 3 อาทิตย์ จนสร้างสิ่งทอขนาดมหึมาขึ้นมา คือสถานทูตอยู่ใกล้กับสลัมน่ะ คนแถวนั้นไม่มีงานทำ โปรเจกต์นี้ก็เป็นงานสำหรับเขา และใช้วัสดุจากแหอวนที่เก็บมาจากชายหาดตรงนั้นด้วย”

เขาโชว์ภาพผลงานจากในมือถือให้เราดู รูปถัดมาเป็นรูปชายหนุ่มผิวเข้ม นั่งฉีกยิ้มขาวจั๊วะอยู่กับผ้าปักสีสดใส รู้ภายหลังว่าชื่อ ‘ซิตู้’ มีสถานะเป็นศิษย์เอกของจักกายประจำโมซัมบิก!

“ปรากฏว่าหลังจากนั้นก็มีคนหนึ่งที่ติดใจ ชอบทำงานแนวนี้ แล้วก็ยังทำต่อมาถึงทุกวันนี้ พอพี่กลับไปอีกทีปีนี้ ก็เลยคุยกับทางนั้นว่าอยากจะผลักให้คนนี้ทำงานเยอะๆ ให้สุดท้ายแสดงงานเป็นนิทรรศการได้ ก่อนกลับก็ทิ้งงานให้คนที่นั่นทำ เปิดสตูดิโอสาขาสองที่โมซัมบิกเสียเลย ตอนนี้คุยแนะนำกันทาง Messenger ตลอด พี่ก็อยากลองดูว่าศิลปะจะเปลี่ยนชีวิตคนจากพนักงานทำความสะอาดมาเป็นศิลปินได้ไหม”

จักกายตอบคำถามของเราด้วยรอยยิ้มที่กว้างพอๆ กับภาพของนายซิตู้ ส่งความหวังและความอบอุ่นประทับอยู่ในใจของเรา เนิ่นนานหลังจากที่โบกมือร่ำลากันใต้ซุ้มต้นลดาวัลย์โบราณ

จักกาย ศิริบุตร จักกาย ศิริบุตร

จักกาย ศิริบุตร

Writer

โอ๊ต มณเฑียร

ศิลปินวาดรูปนู้ด แม่มด คนรักพิพิธภัณฑ์ และนักเขียนหนังสือ 'London Scene' กับ 'Paris Souvenir'

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load