26 มิถุนายน 2560
5,515

ในอีกไม่นานนี้เราคงจะได้เห็นการเริ่มต้นสร้างทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาที่หลายคนตั้งคำถามถึงความเหมาะสมกันมาโดยตลอด

ตามที่เราเรียนหนังสือมาในสมัยประถม มนุษย์ถ้าขาดอากาศหายใจจะตายในเวลา 3 นาที ถ้าขาดน้ำเราจะตายในเวลาประมาณ 3 วัน ด้วยเพราะเหตุนี้เมืองแทบทุกเมืองในโลกจึงถูกสร้างขึ้นใกล้และชิดกับแม่น้ำ ซึ่งต่อมาในภายหลังเมื่อเรากินน้ำจากก๊อกไม่ใช่จากแม่น้ำแล้ว แม่น้ำจึงถูกปรับเปลี่ยนการใช้งานให้กลายมาเป็นพื้นที่สาธารณะแทน

ถ้าจะพูดกันถึงพื้นที่สาธารณะทั้งทางเลียบแม่น้ำและอื่นๆ เราคงไม่พูดถึงประเทศเดนมาร์กไม่ได้

ว่ากันว่าชาวเดนมาร์กเป็นประชากรที่มีความสุขที่สุดชาติหนึ่งในโลกจากการจัดอันดับของหลายสถาบัน จากการได้ไปเยือนประเทศนี้มาเป็นเวลาสั้นๆ ผมพบว่า แม้เราจะเรียกอัตราภาษีมหาโหดของเดนมาร์กที่นำไปสู่ค่าครองชีพแสนแพงว่าเป็นความสุขไม่ได้ ก็น่าจะเรียกสวัสดิการรัฐอย่างการศึกษา การรักษาพยาบาล รวมไปถึงการมีพื้นที่สาธารณะสวยงาม สะอาด น่าใช้ เข้าถึงได้ง่าย เป็นมิตร กระจายอยู่ในแทบทุกจุดของเมือง ว่าเป็นความสุขของคนเดนมาร์กได้

และความสุขของที่ผมอยากหยิบยกมาเล่าตรงนี้ คือทางริมแม่น้ำของชาวโคเปนเฮเกน เมืองหลวงของเดนมาร์กนี่เอง  

Kalvebod Brygge Kalvebod Brygge

ทางริมน้ำสายนี้คือ Kalvebod Brygge อยู่กลางเมืองโคเปนเฮเกน ห่างจากสถานีรถไฟกลางของเมืองแค่ประมาณ 500 เมตร คำว่า โคเปนเฮเกน ในภาษาเดนมาร์กมีความหมายว่า เมืองอ่าวแห่งพ่อค้า พื้นที่กลางเมืองแห่งนี้ในอดีตคือท่าเรือ สถานีรถไฟ และเขตโรงงานอุตสาหกรรม ไม่ต้องพูดถึงความสะอาดของน้ำในแม่น้ำหรอก เพราะไม่มีใครคิดสั้นขนาดจะลงไปเล่นน้ำแน่ๆ

ต่อมาภายหลังรัฐบาลมีแผนพัฒนาและปรับปรุงพื้นที่นี้ เริ่มต้นจากการผลักดันท่าเรือและโรงงานอุตสาหกรรมออกไปแล้วเริ่มสร้างตึกออฟฟิศก่อน แล้วค่อยพัฒนาตัวทางเดินริมน้ำ Kalvebod ขึ้นมาภายหลัง โดยเปิดใช้งานครั้งแรกเมื่อปี 2013

ความเจ๋งของ Kalvebod คือ มันเป็นพื้นที่ริมน้ำที่ตอบสนองความต้องการใช้ชีวิตหลากหลายของผู้คนได้อย่างดี  เพราะเดนมาร์กมีภูมิอากาศที่หนาวมากและฝนตกแทบจะตลอดทั้งปี การใช้ชีวิตนอกบ้านในพื้นที่สาธารณะจึงเกิดขึ้นเฉพาะช่วงหน้าร้อนเท่านั้น

Kalvebod Brygge

Kalvebod Brygge

Kalvebod Brygge

อธิบายหน้าตาของมันแบบคร่าวๆ ก่อนนะครับ ลองนึกภาพทางเดินระเบียงไม้กว้างขวางที่ยาวต่อเนื่องขนานไปกับแม่น้ำ มันกว้างขวางและมีการแบ่งเป็นขั้นบันไดรองรับคนโคเปนเฮเกนที่มานั่งๆ นอนๆ จิบเบียร์ กินอาหารและขนมที่ขนมากันเองได้อย่างสบาย (แหงสิ นั่งกินตามร้านมันแพงนะ) และเป็นส่วนตัว หรือถ้าอึดอัด ก็ยังมีพื้นระเบียงชั้นบนให้นั่งพักชมวิวมุมสูงได้ด้วย

สำหรับขอบทางเดิน Kalvebod ไมไ่ด้กั้นขอบกันตกหรืออะไรทั้งนั้น เพื่อให้คนกระโดดลงไปว่ายน้ำในแม่น้ำได้เลย (ทั้งที่ก่อนหน้านี้น้ำในแม่น้ำนี้ก็ไม่ได้สะอาด) แต่ถ้าโดดลงแม่น้ำแล้วรู้สึกว่ามันอันตรายไป ก็มีสระวายน้ำที่กั้นพื้นที่ของแม่น้ำให้บริการด้วย

Kalvebod Brygge

ส่วนตัวทางเดินเอง บางส่วนก็มีการเล่นระดับสูงบ้างต่ำบ้าง ซึ่งไม่ได้เอาสวยอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างพื้นที่ในมิติใหม่ๆ ให้ผู้คนที่มาใช้งาน เช่น ทางเดินไม้ที่ยกสูงขึ้นมาเหล่านี้บางอันก็กลายเป็นสไลเดอร์ให้คนลื่นลงน้ำไปได้เลย หรือพื้นที่ข้างใต้ระนาบที่ยกขึ้นมาเป็นสไลเดอร์ก็กลายมาเป็นท่าจอดเรือคายัค

ถ้ามากับครอบครัวที่มีลูก เครื่องเล่นและสนามเด็กเล่นก็ถูกติดตั้งรวมไว้ในพื้นที่แห่งนี้ด้วยเช่นกัน

ถ้ามากับครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ ที่แห่งนี้ก็ยังคงยินดีต้อนรับเช่นเดียวกัน เพราะมันเป็นสถานที่ที่ไม่มีขั้นบันไดให้ต้องไต่เลย (ไม่นับขั้นบันไดที่เอาไว้นั่งนะ)

และอีกข้อดีของการแบ่งแยกพื้นที่เล่นระดับไว้หลากหลายแบบคือ ทำให้พื้นที่ริมน้ำนี้แบ่งพื้นที่ออกเพื่อจัดกิจกรรมต่างๆ ได้ด้วย อย่างการแข่งไตรกีฬา หรืองานเทศกาลอื่นๆ ก็จัดแข่งได้ โดยไม่ต้องปิดพื้นที่สงวนไว้เฉพาะนักแข่ง คนทั่วไปก็มานอนเล่นดูการแข่งไปด้วยได้อย่างสบายๆ

Kalvebod Brygge Kalvebod Brygge

จากการที่พื้นที่นี้ตอบสนองผู้คนที่มาใช้ได้หลากหลาย คนโคเปนเฮเกนก็เลยชอบมาใช้งานกันเป็นอย่างมาก บางคนเรียกการมาอยู่ในพื้นที่สาธารณะแบบนี้ว่าการเป็นส่วนหนึ่งของเมืองด้วยซ้ำ ซึ่งความพิเศษที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ดีไซน์เก๋ไก๋ของทางเดินไม้ริมน้ำนี้ก็คือ มันเป็นการออกแบบการใช้ชีวิตร่วมกันระหว่างคนกับแม่น้ำ ไม่ใช่เพียงแค่ให้คนได้นั่งรับลมมองดูแม่น้ำเฉยๆ แต่ให้คนในเมืองและแม่น้ำได้รู้จักและสนิทสนมกันต่างหาก พอคนและแม่น้ำได้คุ้นเคยกันแล้ว คนก็จะหันมาดูแลแม่น้ำกันเองโดยอัติโนมัติ

เห็นแล้วก็อยากให้ทางเลียบแม่น้ำของบ้านเรารองรับความต้องการใช้พื้นที่ของเราบ้าง หรืออย่างน้อยแค่ถามเราหน่อยก็ยังดีว่าอยากได้พื้นที่เลียบแม่น้ำแบบไหน…

ถ้าใครสนใจอยากลงเล่นน้ำ หรือเห็นความสนุกสนานของชาวโคเปนเฮเกนที่มีต่อแม่น้ำแล้วละก็ ขอเชิญให้ไปในช่วงเวลา Harbour Festival ที่จัดเป็นประจำในทุกๆ ปีนะครับ รายละเอียดลองอ่านในลิงก์ได้เลย

www.visitcopenhagen.com/copenhagen/harbour-festival-kulturhavn-festival-gdk414389

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

‘สวนเจริญประเทศ’ คือชื่อสวนสาธารณะแห่งใหม่ของเชียงใหม่ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 9 ไร่ 3 งาน 33 ตารางวาของถนนชื่อเดียวกัน สิ่งน่าสนใจของพื้นที่สาธารณะแห่งนี้ไม่ใช่ขนาดใหญ่ยักษ์ ดีไซน์จัดจ้าน หรือนวัตกรรมล้ำที่สุด

แต่คือการเป็น ‘ปอด’ ผืนใหญ่ผืนสุดท้ายของเมืองเชียงใหม่ที่คงอยู่ได้ด้วยพลังมวลชน

ผศ.ดร.เขมกร ไชยประสิทธิ์ นายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัย ผู้เป็นเรี่ยวแรงหลักของสวนเล่าให้ฉันฟังว่า เมื่อช่วงปลาย พ.ศ. 2559 กรมธนารักษ์ได้จัดการประมูลเพื่อนำที่ดินผืนนี้ซึ่งรกร้างมานานหลายสิบปีไปสร้างเป็น ‘บ้านธนารักษ์ประชารัฐ’ หรือบ้านพักสำหรับข้าราชการผู้มีรายได้น้อย

แน่นอนว่าโครงการนี้เป็นความคิดที่ดี แต่สิ่งชวนวิตกคือการสร้างโครงการซึ่งประกอบด้วยคอนโดขนาด 900 ยูนิตและร้านค้าบนที่ผืนนี้

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

อย่างแรกคือที่ดินผืนนี้ตั้งอยู่ริมถนนเจริญประเทศ พื้นที่กลางเชียงใหม่ซึ่งมีผู้คนหลากศาสนาตั้งรกรากอยู่เป็นชุมชนหนาแน่น ไม่ใช่แค่จำนวนผู้อยู่อาศัย ถนนสายนี้ยังมีโรงเรียนอีก 6 แห่งตั้งอยู่ ตั้งแต่โรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัยจนถึงโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย

ยังไม่ต้องมีคอนโดอีกแห่ง ถนนสายนี้ก็ทั้งคนเยอะและรถติดหนักหน่วงที่สุดในเชียงใหม่

มากกว่านั้น ถ้ามองจากมุมบน จะเห็นที่ดินผืนนี้เป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่บนแผนที่ เพราะที่นี่เป็นพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ผืนสุดท้ายของเมืองเชียงใหม่ เปรียบเหมือนปอดฟอกอากาศขนาดใหญ่แห่งสุดท้าย

ทั้งหมดคือสาเหตุที่ชาวเจริญประเทศไม่อยากเห็นที่แห่งนี้แปรเปลี่ยนเป็นคอนโด

แต่แค่บ่นกันบนเฟซบุ๊กคงไม่อาจแก้ไขอะไรได้ ผู้คนทั้งในชุมชนและจากโรงเรียนจึงเริ่มเคลื่อนไหว โดยมีหนึ่งในผู้มีบทบาทหลักคือเหล่าศิษย์เก่าที่วันนี้เติบโตเป็นผู้รู้หลายแขนง มีเครือข่ายกว้างขวาง

การต่อสู้ระหว่างภาครัฐและประชาชนเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หลายหนมวลชนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้

แต่ไม่ใช่ครั้งนี้

“ถ้าคนรวมตัวกันก็เอาชนะโครงการของรัฐที่เรารู้สึกว่าไม่สมเหตุสมผลได้ แต่ต้องมียุทธวิธี” ผศ.ดร.เขมกรอธิบาย แล้วเล่าว่าเธอและกลุ่มผู้เคลื่อนไหวตั้งใจต่อสู้ด้วยข้อมูลและข้อเท็จจริง

นอกจากกระบวนการที่เราคุ้นตา เช่น การยื่นหนังสือคัดค้าน เราจึงได้เห็นการเสาะหาข้อมูลน่าสนใจและมีน้ำหนักมานำเสนอ ตั้งแต่การหาสถิติว่าถนนเจริญประเทศมีปริมาณรถอยู่แล้วกี่คัน จนถึงการนำหน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่เข้าสำรวจจนพบว่าพื้นที่นี้มีต้นไม้ถึง 29 ชนิด ช่วยกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 16.68 ตัน และพาชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนามาเก็บข้อมูลยืนยันความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่

อีกเครื่องมือที่พวกเขาใช้คือ ‘สื่อ’ เหล่าข้อเท็จจริง รวมถึงเรื่องราวการเคลื่อนไหว เช่น การถือป้ายผ้าประท้วง การวาดภาพของเด็กนักเรียนจึงถูกนำเสนอผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กและสื่อมวลชน นอกจากนี้ ยังมีการเปิดให้ลงชื่อคัดค้านผ่านเพจเฟซบุ๊ก ซึ่งไต่ถึง 5,000 รายชื่ออย่างรวดเร็ว

ด้วยการเคลื่อนไหวอย่างชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพ ในที่สุด กรมธนารักษ์ก็ประกาศยกเลิกการประมูลที่ดินผืนนี้และอนุญาตให้ประชาชนนำไปใช้ประโยชน์

การคัดค้านของคนตัวเล็กกลุ่มนี้ลุล่วงในเวลาเพียง 10 วัน

แล้วพื้นที่สีเขียวแห่งนี้ก็กลายเป็นว่าที่ ‘สวนเจริญประเทศ’ เพราะผู้คนลงความเห็นให้ที่นี่เป็นสวนสาธารณะซึ่งชุมชนและนักเรียนตัวน้อยได้ใช้ประโยชน์ แต่เนื่องจากทางภาครัฐให้ประชาชนเป็นผู้ดำเนินการ กลุ่มผู้ขับเคลื่อนจึงจัดการประกวดแบบตั้งต้นของสวนขึ้นเอง โดยมีข้อกำหนดคือขอให้มีสิ่งปลูกสร้างน้อย เพราะการต่อสู้ครั้งนี้ก็เพื่อรักษาสีเขียวของพื้นที่ไว้

การประกวดนี้มีประชาชนสนใจร่วมประกวดแบบมากมาย ตั้งแต่สถาปนิกจนถึงเหล่านักศึกษา จนได้ผู้ชนะคือ บริษัท แปลงกาย จำกัด จากจังหวัดเชียงราย 

จุดเด่นของแบบตั้งต้นนี้ คือเน้นให้คนอยู่ร่วมกับป่า โดยคงสภาพพื้นที่และระบบนิเวศไว้ให้มากที่สุด แล้วเสริมด้วยการจัดสัดส่วนให้เกิดระดับการเรียนรู้หลากหลาย โดยยึดแนวทางของในหลวงรัชกาลที่ 9 เช่น สวนสมรม ที่เน้นปลูกต้นไม้ผสมผสานให้ธรรมชาติเกื้อกูลกัน นอกจากนั้น ยังเสนอการจัดสัดส่วนพื้นที่โล่งให้เป็นพื้นที่เอนกประสงค์และยืดหยุ่น รองรับผู้ใช้ที่หลากหลาย และสุดท้ายคือจัดทางสัญจรอย่างทางจักรยานให้รบกวนธรรมชาติน้อยที่สุด

 จากแบบสวนฝีมือประชาชน กลุ่มผู้ขับเคลื่อนพบว่า ต้องใช้เงินเพื่อจ่ายค่าการเขียนแบบจริงเป็นจำนวนเงิน 280,000 บาท แม้นับเป็นราคาถูกมากแล้วเพราะบริษัทผู้เขียนแบบลดให้เป็นกรณีพิเศษ แต่ลำพังทางกลุ่มเองคงสู้ไม่ไหว

การอาศัยพลังประชาชนจึงเกิดขึ้นอีกครั้งในรูปแบบ ‘การระดมทุน’

เงินหลั่งไหลมาเข้าบัญชีที่เปิดไว้ เมื่อดูภาพการอัพเดตบัญชีในเพจของสวนเจริญประเทศ ก็เห็นว่ามีจำนวนหลากหลาย เรียกว่าใครมีเท่าไหร่ก็ช่วยเท่านั้น

ในที่สุด ภารกิจนี้ก็สำเร็จได้ใน 4 วัน

เรี่ยวแรงมวลชนส่งสวนขนาดกว่า 9 ไร่นี้สู่การก่อสร้างระยะที่ 1 ซึ่งใช้งบจากรัฐจำนวน 14 ล้านบาทเป็นที่เรียบร้อย โดยตามกำหนดการ สวนจะเสร็จสมบูรณ์ภายในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2561

ถึงตอนนี้ ถ้ามองผ่านประตูสังกะสีที่กั้นปอดผืนสุดท้ายของเมืองเชียงใหม่กับถนนเข้าไป คุณอาจยังเห็น ‘สวนเจริญประเทศ’ เป็นเพียงพื้นที่ว่างรกร้าง

หากสิ่งที่มองไม่เห็นแต่คงอยู่ คือเรื่องของ ‘สวนมหาชน’ ซึ่งพิสูจน์ว่าประชาชนมีพลังเพียงใด

Facebook : ร่วมสร้างสรรค์มหัศจรรย์กลางเมือง

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load