บ้านครึ่งปูนครึ่งไม้หลังสวยที่คุณเห็นอยู่นี้คือ ‘บ้านหลุยส์’ คฤหาสน์อายุกว่า 112  ปีในจังหวัดลำปางที่เคยเป็นบ้านของนายห้างค้าไม้ชาวอังกฤษ นามว่า หลุยส์ ที. เลียวโนเวนส์

ใช่แล้ว-นี่คือบ้านของลูกชายแหม่มแอนนา เลียวโนเวนส์ ครูสอนภาษาอังกฤษในราชสำนักสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา

บ้านหลุยส์คือหนึ่งในเหล่าบ้านโบราณจากยุคลำปางรุ่งเรืองเพราะมีการทำสัมปทานป่าไม้ ในมุมหนึ่ง บ้านของเศรษฐีเมื่อร้อยกว่าปีก่อนเหล่านี้คือมรดกล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ แต่ในปัจจุบันสถานการณ์ย่อมเปลี่ยนไป ลำปางพ้นยุคเฟื่องฟู ลูกหลานส่วนใหญ่ย้ายไปหางานทำและอาศัยที่เมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ  บ้านเก่าเหล่านี้จึงถูกทิ้งให้รกร้าง และเมื่อไม่มีแผนจะกลับมาตั้งรกรากที่บ้านเกิด เจ้าของยุคปัจจุบันก็พร้อมจะขายที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านโบราณสู่เจ้าของใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าพร้อมจะรื้อบ้านเหล่านี้ทิ้งเพื่อนำที่ดินไปใช้

บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา

บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา

แต่ก่อนที่บ้านโบราณในลำปางจะสูญหายไปหมด ‘เครือข่ายลำปางรักษ์เมืองเก่า’ ก็ถือกำเนิดขึ้น พวกเขาคือกลุ่มคนจากหลากหลายอาชีพที่หลงใหลและตั้งใจจะอนุรักษ์บ้านเก่า หากไม่ใช่ด้วยวิธีไปหากฎหมายมาคุ้มครองซึ่งดูเป็นการบังคับ หรือการไปบอกให้คนช่วยเก็บรักษาบ้านเก่าไว้ซึ่งดูไม่ยุติธรรม เพราะเจ้าของบ้านยุคนี้ไม่ได้ใช้ประโยชน์ แถมค่าใช้จ่ายในการดูแลก็สูง

คนรักบ้านเก่ากลุ่มนี้มองว่าอยากสร้าง ‘แรงจูงใจ’ หรือการลองมองหาวิธีเก็บรักษาบ้านเก่าโดยที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์

บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา

บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา

แล้วหลังการลงพื้นที่สำรวจ พวกเขาก็ตกลงใจเลือกบ้านของลูกชายแหม่มแอนนา เลียวโนเวนส์ ในชุมชนท่ามะโอของลำปาง ซึ่งตอนนี้เป็นขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้เป็นห้องทดลองทางแก้ปัญหา

“บ้านหลุยส์มีประวัติศาสตร์น่าสนใจ ตัวบ้านในแง่สถาปัตยกรรมถือว่าสวย ลักษณะเฉพาะไม่เหมือนใคร ออกแบบได้ดี และเป็นบ้านที่มีบริเวณที่เหมาะสม” อุดมสิน หาญเมธี นักออกแบบกราฟิกหนุ่ม หนึ่งในสมาชิกเครือข่ายลำปางรักษ์เมืองเก่าอธิบายเหตุผล

บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา

แนวคิดที่คิดไว้ถูกนำมาทำให้เป็นรูปธรรม โดยบ้านโบราณหลังนี้จะไม่ใช่เพียงถูกบูรณะ แต่จะถูกพัฒนาให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้ชุมชน

“ถ้ามีบ้านเก่า สิ่งที่เราต้องทำคือคิดว่าเขาเหมาะจะเป็นอะไร อย่างบ้านหลุยส์อาจไม่เหมาะจะเป็นโฮมสเตย์ เพราะว่าตัวบ้านมีคุณค่า มันเลยอาจเหมาะกับการเป็นที่ที่คนมาแวะ ดึงคนให้มาเที่ยว” อุดมสินกล่าว

บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา

กระบวนการแปลงร่างบ้านหลังนี้เริ่มต้นขึ้น โดยทางเครือข่ายฯ ไปล้อมวงคุยกับผู้เฒ่าผู้แก่ถึงสมัยที่นายห้างหลุยส์ยังมีชีวิตเพื่อให้เห็นภาพรวมชัดเจน หลังจากนั้นก็เริ่มปรับแต่งสถานที่ ส่วนโครงสร้างไม่ได้มีการบูรณะใหญ่โต เพราะบ้านหลุยส์ถือว่ายังค่อนข้างอยู่ในสภาพสมบูรณ์ แต่มีการปรับใช้ทางเข้าของบ้าน จากเดิมที่ให้เข้าทางด้านข้าง ก็เปลี่ยนไปเข้าทางด้านหน้าเพื่อความสวยงาม ส่วนนอกบ้านมีการใช้ซุงและนำรถยนต์โบราณมาเสริมเติมแต่ง คงบรรยากาศห้างค้าไม้เมื่อร้อยกว่าปีให้มากที่สุด

บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา

และแน่นอนว่า นอกจากตัวสถาปัตยกรรมแล้ว เรื่องราวของบ้านหลุยส์คือจุดเด่นสำคัญที่ทำให้บ้านโบราณหลังนี้มีเสน่ห์ จึงมีการจัดบอร์ดนิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวในวันวานของบ้านให้แก่ผู้มาเยี่ยมชม

มากไปกว่านั้น ยังมีการจัดกิจกรรมในพื้นที่รอบบ้านซึ่งเชื่อมโยงวิถีชีวิตของคนในชุมชนท่ามะโอ โดยทุกวันเสาร์ที่ 3 ของเดือน บ้านหลุยส์หลังนี้จะมีงาน ‘ท่ามะโอ เรโทร แฟร์’ ซึ่งแทบทั้งหมดจัดขึ้นโดยชาวท่ามะโอเอง มีกิจกรรมละลานตา ตั้งแต่กาดมะโอมาร์เก็ตขายสินค้าจากชุมชน ลานเด็กยิ้มลานไก่เขี่ย (กิจกรรมเสิรมความรู้ อ่าน เขียน เรียน เล่น) สตรีทอาร์ต และการแสดงมากมาย รวมถึงในครั้งที่ 1 มีการชักชวนศิลปินมาถ่ายภาพและวาดภาพบ้านหลุยส์ ก่อนจะนำมาจัดแสดงเคียงคู่ไว้กับบอร์ดนิทรรศการที่โถงชั้นล่างของบ้าน

บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา

การคืนชีวิตให้บ้านหลุยส์ของเครือข่ายลำปางรักษ์เมืองเก่าประสบผลสำเร็จด้วยดี นักท่องเที่ยวทั้งจากในพื้นที่และต่างจังหวัดต่างพากันแวะเวียนมาและได้เรียนรู้จักอีกมุมของเมืองลำปาง ขณะที่ชาวบ้านในชุมชนก็มีรายได้และเห็นคุณค่าในเหล่าบ้านโบราณหลังเก่าซึ่งเคยถูกมองว่าใช้ประโยชน์ไม่ได้อีกต่อไป

บ้านหลุยส์ที่กลับมาเปล่งประกายสง่างามในวันนี้จึงถือเป็นเครื่องยืนยันว่า ทางแก้ปัญหาของกลุ่มคนผู้หลงรักบ้านเก่าของลำปางนี้ใช้ได้จริง

“บ้านเก่าต้องมีประโยชน์กับคนที่ยังอยู่ด้วย คนที่ยังอยู่ไม่ได้หมายถึงแค่เจ้าของบ้าน แต่หมายถึงคนที่อยู่ในชุมชนเดียวกัน นักท่องเที่ยว คนในประเทศนี้หรือนอกประเทศที่เขาเดินทางมา” อุดมสินย้ำกับเราอีกครั้ง

'บ้านหลุยส์' คฤหาสน์บ้านโบราณอายุกว่า 112 ปี ของแหม่มแอนนา ในจังหวัดลำปาง

Facebook : ท่ามะโอ เรโทร แฟร์

บ้านครึ่งปูนครึ่งไม้หลังสวยที่คุณเห็นอยู่นี้คือ ‘บ้านหลุยส์’ คฤหาสน์อายุกว่า 112  ปีในจังหวัดลำปางที่เคยเป็นบ้านของนายห้างค้าไม้ชาวอังกฤษ นามว่า หลุยส์ ที. เลียวโนเวนส์

ใช่แล้ว-นี่คือบ้านของลูกชายแหม่มแอนนา เลียวโนเวนส์ ครูสอนภาษาอังกฤษในราชสำนักสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา

บ้านหลุยส์คือหนึ่งในเหล่าบ้านโบราณจากยุคลำปางรุ่งเรืองเพราะมีการทำสัมปทานป่าไม้ ในมุมหนึ่ง บ้านของเศรษฐีเมื่อร้อยกว่าปีก่อนเหล่านี้คือมรดกล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ แต่ในปัจจุบันสถานการณ์ย่อมเปลี่ยนไป ลำปางพ้นยุคเฟื่องฟู ลูกหลานส่วนใหญ่ย้ายไปหางานทำและอาศัยที่เมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ  บ้านเก่าเหล่านี้จึงถูกทิ้งให้รกร้าง และเมื่อไม่มีแผนจะกลับมาตั้งรกรากที่บ้านเกิด เจ้าของยุคปัจจุบันก็พร้อมจะขายที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านโบราณสู่เจ้าของใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าพร้อมจะรื้อบ้านเหล่านี้ทิ้งเพื่อนำที่ดินไปใช้

บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา

บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา

แต่ก่อนที่บ้านโบราณในลำปางจะสูญหายไปหมด ‘เครือข่ายลำปางรักษ์เมืองเก่า’ ก็ถือกำเนิดขึ้น พวกเขาคือกลุ่มคนจากหลากหลายอาชีพที่หลงใหลและตั้งใจจะอนุรักษ์บ้านเก่า หากไม่ใช่ด้วยวิธีไปหากฎหมายมาคุ้มครองซึ่งดูเป็นการบังคับ หรือการไปบอกให้คนช่วยเก็บรักษาบ้านเก่าไว้ซึ่งดูไม่ยุติธรรม เพราะเจ้าของบ้านยุคนี้ไม่ได้ใช้ประโยชน์ แถมค่าใช้จ่ายในการดูแลก็สูง

คนรักบ้านเก่ากลุ่มนี้มองว่าอยากสร้าง ‘แรงจูงใจ’ หรือการลองมองหาวิธีเก็บรักษาบ้านเก่าโดยที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์

บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา

บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา

แล้วหลังการลงพื้นที่สำรวจ พวกเขาก็ตกลงใจเลือกบ้านของลูกชายแหม่มแอนนา เลียวโนเวนส์ ในชุมชนท่ามะโอของลำปาง ซึ่งตอนนี้เป็นขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้เป็นห้องทดลองทางแก้ปัญหา

“บ้านหลุยส์มีประวัติศาสตร์น่าสนใจ ตัวบ้านในแง่สถาปัตยกรรมถือว่าสวย ลักษณะเฉพาะไม่เหมือนใคร ออกแบบได้ดี และเป็นบ้านที่มีบริเวณที่เหมาะสม” อุดมสิน หาญเมธี นักออกแบบกราฟิกหนุ่ม หนึ่งในสมาชิกเครือข่ายลำปางรักษ์เมืองเก่าอธิบายเหตุผล

บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา

แนวคิดที่คิดไว้ถูกนำมาทำให้เป็นรูปธรรม โดยบ้านโบราณหลังนี้จะไม่ใช่เพียงถูกบูรณะ แต่จะถูกพัฒนาให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้ชุมชน

“ถ้ามีบ้านเก่า สิ่งที่เราต้องทำคือคิดว่าเขาเหมาะจะเป็นอะไร อย่างบ้านหลุยส์อาจไม่เหมาะจะเป็นโฮมสเตย์ เพราะว่าตัวบ้านมีคุณค่า มันเลยอาจเหมาะกับการเป็นที่ที่คนมาแวะ ดึงคนให้มาเที่ยว” อุดมสินกล่าว

บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา

กระบวนการแปลงร่างบ้านหลังนี้เริ่มต้นขึ้น โดยทางเครือข่ายฯ ไปล้อมวงคุยกับผู้เฒ่าผู้แก่ถึงสมัยที่นายห้างหลุยส์ยังมีชีวิตเพื่อให้เห็นภาพรวมชัดเจน หลังจากนั้นก็เริ่มปรับแต่งสถานที่ ส่วนโครงสร้างไม่ได้มีการบูรณะใหญ่โต เพราะบ้านหลุยส์ถือว่ายังค่อนข้างอยู่ในสภาพสมบูรณ์ แต่มีการปรับใช้ทางเข้าของบ้าน จากเดิมที่ให้เข้าทางด้านข้าง ก็เปลี่ยนไปเข้าทางด้านหน้าเพื่อความสวยงาม ส่วนนอกบ้านมีการใช้ซุงและนำรถยนต์โบราณมาเสริมเติมแต่ง คงบรรยากาศห้างค้าไม้เมื่อร้อยกว่าปีให้มากที่สุด

บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา

และแน่นอนว่า นอกจากตัวสถาปัตยกรรมแล้ว เรื่องราวของบ้านหลุยส์คือจุดเด่นสำคัญที่ทำให้บ้านโบราณหลังนี้มีเสน่ห์ จึงมีการจัดบอร์ดนิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวในวันวานของบ้านให้แก่ผู้มาเยี่ยมชม

มากไปกว่านั้น ยังมีการจัดกิจกรรมในพื้นที่รอบบ้านซึ่งเชื่อมโยงวิถีชีวิตของคนในชุมชนท่ามะโอ โดยทุกวันเสาร์ที่ 3 ของเดือน บ้านหลุยส์หลังนี้จะมีงาน ‘ท่ามะโอ เรโทร แฟร์’ ซึ่งแทบทั้งหมดจัดขึ้นโดยชาวท่ามะโอเอง มีกิจกรรมละลานตา ตั้งแต่กาดมะโอมาร์เก็ตขายสินค้าจากชุมชน ลานเด็กยิ้มลานไก่เขี่ย (กิจกรรมเสิรมความรู้ อ่าน เขียน เรียน เล่น) สตรีทอาร์ต และการแสดงมากมาย รวมถึงในครั้งที่ 1 มีการชักชวนศิลปินมาถ่ายภาพและวาดภาพบ้านหลุยส์ ก่อนจะนำมาจัดแสดงเคียงคู่ไว้กับบอร์ดนิทรรศการที่โถงชั้นล่างของบ้าน

บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา

การคืนชีวิตให้บ้านหลุยส์ของเครือข่ายลำปางรักษ์เมืองเก่าประสบผลสำเร็จด้วยดี นักท่องเที่ยวทั้งจากในพื้นที่และต่างจังหวัดต่างพากันแวะเวียนมาและได้เรียนรู้จักอีกมุมของเมืองลำปาง ขณะที่ชาวบ้านในชุมชนก็มีรายได้และเห็นคุณค่าในเหล่าบ้านโบราณหลังเก่าซึ่งเคยถูกมองว่าใช้ประโยชน์ไม่ได้อีกต่อไป

บ้านหลุยส์ที่กลับมาเปล่งประกายสง่างามในวันนี้จึงถือเป็นเครื่องยืนยันว่า ทางแก้ปัญหาของกลุ่มคนผู้หลงรักบ้านเก่าของลำปางนี้ใช้ได้จริง

“บ้านเก่าต้องมีประโยชน์กับคนที่ยังอยู่ด้วย คนที่ยังอยู่ไม่ได้หมายถึงแค่เจ้าของบ้าน แต่หมายถึงคนที่อยู่ในชุมชนเดียวกัน นักท่องเที่ยว คนในประเทศนี้หรือนอกประเทศที่เขาเดินทางมา” อุดมสินย้ำกับเราอีกครั้ง

'บ้านหลุยส์' คฤหาสน์บ้านโบราณอายุกว่า 112 ปี ของแหม่มแอนนา ในจังหวัดลำปาง

Facebook : ท่ามะโอ เรโทร แฟร์

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

14 มิถุนายน 2564
7

ภาพพื้นที่สีเขียวเล็กน้อยแต่ยิ่งใหญ่เชื่อมโยงกันทั้งกรุงเทพฯ อาจดูไม่ไกลเกินเอื้อม หลังจากมีโครงการนำร่องสร้างพื้นที่สาธารณะให้กับคนเมือง ณ พื้นที่ว่างข้างหัวลำโพงเกิดขึ้น สื่อกลางอย่าง we!park จึงลากเส้นต่อมาถึงยังชุมชนโชฎึก หมุดหมายใหม่ของพื้นที่สาธารณะเพื่อคนทุกวัย จากที่ทิ้งร้างเศษเหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม 

นับเป็นโครงการแรกที่ we!park นำทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และนักออกแบบอย่างครบองค์ มาร่วมกันสร้างพื้นที่สาธารณะ เป็นที่มาให้คอลัมน์ Public Space ชักชวนตัวแทนแพลตฟอร์มสื่อกลางอย่าง ยศ-ยศพล บุญสม และ ซัน-อาศิส เวศร์ภาดา Researcher and Project Developer มาพูดคุยกันถึงแนวคิดและความท้าทายของสร้างพื้นที่สาธารณะริมน้ำในย่านชุมชนเก่าแก่ และการร่วมมือของทุกฝ่ายเช่นนี้ จะกระตุ้นไปสู่การสร้างพื้นที่สาธารณะถาวรอย่างยั่งยืนได้อย่างไรบ้าง

ก่อนทดลองใช้งาน Pocket Park เลียบคลองในช่วง Bangkok Design Week 2021 ซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นในเดือนกรกฎาคม มาฟังพวกเขาไปพร้อมกัน

‘โชฎึก’ ไม่ดึกก็เปลี่ยว เลยต้องเปลี่ยน

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

ในอดีตชาวบ้านแทบทุกหลังคาเรือนมีความสัมพันธ์กับคลองผดุงกรุงเกษม เหล่าพ่อค้ามักล่องเรือสินค้ามาจอดเทียบท่า แล้วขนของเก็บเข้าโกดังในบริเวณนี้ แต่เมื่อเวลาผันผ่าน ความสัมพันธ์ระหว่างคน คลอง และย่าน เริ่มหายไป กลายเป็นตึกแถว เริ่มมีแม่น้ำตัดผ่าน ส่วนพื้นที่ริมคลองกลายเป็นเศษเหลือไม่ได้ใช้ประโยชน์

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

“คงไม่มีใครกล้าเดินผ่านเขตสัมพันธวงศ์จากหัวลำโพงไปถึงท่าน้ำสี่พระยา เพราะทางเดินเปลี่ยวและรกร้าง ที่สำคัญ เขตสัมพันธวงศ์มีความหนาแน่นสูง และมีผู้สูงอายุมากเป็นอันดับหนึ่งของกรุงเทพมหานคร แต่กลับเป็นเมืองเก่าที่มีพื้นที่สาธารณะน้อย” 

ยศพลเล่าถึงเหตุผลที่พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นจุดมุ่งหมายให้กลุ่มปั้นเมือง ผู้ทำหน้าที่เป็นสถาปนิกในชุมชนตลาดน้อยเดิม ชักชวนกลุ่ม we!park เป็นจิ๊กซอว์สื่อกลางประสานไปยังภาครัฐอย่างสำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร เหล่านักออกแบบที่สรรหาโดยนิตยสาร art4d และภาคเอกชนคือ SCG D’COR เป็นผู้สนับสนุน มาสร้างพื้นที่สาธารณะประโยชน์เพื่อกระตุ้นให้เกิดทางเดินที่ใช้ได้จริง สร้างลานกิจกรรม พร้อมสิ่งแวดล้อมสองข้างทางที่เป็นมิตรต่อทุกชีวิต รวมถึงเรียนรู้เรื่องชุมชนไปพร้อมกันได้ 

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

เมื่อทราบเช่นนั้น ยศบอกว่าเขายินดีมาก เพราะตรงกับเจตนารมณ์ของ we!park คือกลไกกลางประสานเรื่องพื้นที่สาธารณะอยู่แล้ว ซึ่งเชื่อว่ามันต้องเกิดจากความร่วมมือของหลายฝ่าย

หลังจาก we!park ประสานงานกับเขตเพื่อขอความเห็นชอบเรียบร้อยแล้ว ทางฝั่ง art4d ก็จัดเวิร์กช็อปขึ้น โดยมี 2 โค้ชมืออาชีพอย่าง Hypothesis และ VaSLab Architecture ช่วยค้นหาอาสาสมัครและนักออกแบบรุ่นใหม่ ซึ่งมีตั้งแต่สถาปนิก ภูมิสถาปนิก กราฟิกดีไซเนอร์ วิศวกรเสียง Lighting Designer มาเข้าร่วม 

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

เมื่อต้องทำมากกว่าการพัฒนาพื้นที่สาธารณะชุมชนให้ผู้คนหลากหลาย นั่นคือการพัฒนากระบวนการไปพร้อมกัน การบูรณาการการออกแบบเพื่อสนองผู้ใช้ทุกวัยก็จำเป็น และต้องการคนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์หลายศาสตร์มาช่วยกัน

รอบนี้จึงได้อาสาสมัครคนรุ่นใหม่ทั้ง 24 คนแบ่งเป็น 7 ทีมมาช่วยสร้างพื้นที่สาธาธาณประโยชน์ 7 แบบ จากโจทย์ที่พวกเขาได้รับมาจาก 4 กลุ่มชุมชนในย่าน ได้แก่ ชุมชนโชฎึก ชุมชนนี้จงสวัสดิ์ ชุมชนโปลิศสภา และชุมชนตลาดน้อย อย่างเช่น พัฒนาลานยืดเหยียดให้ใช้ได้ทั้งเด็กและผู้สูงอายุ เพิ่มพื้นที่สีเขียวและแสงสว่างเพื่อแก้จุดอับ รวมถึงออกแบบโดยยังคงเอกลักษณ์ของชุมชน พ่วงไปกับข้อกำหนดเรื่องการบริหารและสิ่งแวดล้อม จากการพูดคุยกับเขตและสำนักงานกรุงเทพมหานคร สำนักงานใหญ่ โดยมี we!park คอยประสาน เช่น การหาผู้รับเหมาที่ผ่านเกณฑ์ข้อกำหนดจากทางกรุงเทพมหานคร ซึ่งต้องมีใบรับรองว่าผ่านการจดทะเบียนกับกรมบัญชีกลาง และทั้งต้องหาวิศวกรมาคำนวณแบบแปลน รวมถึงวัสดุที่จะใช้ในทุกชิ้นงาน และชี้แจ้งให้ชัดเจนทั้งหมดตั้งแต่คุณสมบัติวัสดุที่เลือกใช้ ไปจนถึงแบบแปลนของทุกส่วนว่ามีความแข็งแรงคงทน หากมีชิ้นงานใดต้องมีส่วนที่ยื่นออกไปบริเวณคลองก็ต้องอยู่ในระยะที่กำหนด นอกจากทำเรื่องขออนุญาตจากสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์แล้ว เขตจะต้องส่งเรื่องต่อไปขออนุญาตจากทางสำนักงานกรุงเทพมหานครอีกครั้ง เพื่อดูว่าการออกแบบนี้ผิดกฎระเบียบข้อบัญญัติใดหรือไม่ 

‘โชฎึก’ คิดลึกก่อนทำ

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

ผลงานสร้างสรรค์ทั้ง 7 ชิ้นจากทั้ง 7 ทีม แบ่งแนวคิดถึงผู้ใช้งานทั้งหมด 3 กลุ่ม คือ คนทำงานและผู้สูงอายุ เด็ก และสัตว์ในบริเวณชุมชน 

มีตั้งแต่ 01 ‘ก้าวข้าม’ ทางเดินลาดมีลักษณะโค้งเชื่อมโยงกิจกรรมในพื้นที่ เพื่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ของคนต่างวัย โดยระหว่างที่เด็กๆ วิ่งเล่นไป ผู้ใหญ่ก็คอยสอดส่องได้

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

02 ‘สนามเด็กเล่นโชฎึก’ อยู่ใจกลางสวน ออกแบบมาเพื่อเด็กในชุมชนจำนวนมาก โดยคำนึงถึงความปลอดภัยเมื่อใช้งานเป็นหลัก

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

03 ‘ที่นั่งริมคลองผดุงกรุงเกษม’ ที่นั่งในพื้นที่ต่างระดับ นอกจากออกแบบเพื่อคนหลายช่วงอายุนั่งอย่างสะดวก ยังป้องกันไม่ให้คนไร้บ้านมานอนในพื้นที่ แก้ปัญหาความไม่ปลอดภัยยามค่ำคืน

04 ‘ทั้งนั่งทั้งกั้น’ ที่นั่ง Multifunction ดัดแปลงจากแนวกระถางต้นไม้ที่ใช้กั้นบริเวณสวนเดิม ให้เป็นที่นั่ง ถังแยกขยะ และโต๊ะสำหรับเล่นโดมิโน ซึ่งเป็นกิจกรรมประจำในพื้นที่ มากฟังก์ชั่นทั้งพักผ่อนและเป็นที่ออกกำลังกายในตัว

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

05 ‘หลังคาโปร่งแสง’ โครงสร้างให้ความรู้สึกเหมือนเกล็ดมังกรไล่สี และใช้สีให้เข้ากับย่านชุมชนชาวจีน สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชน และเพิ่มร่มเงาเมื่อใช้งานพื้นที่ด้านล่างไปพร้อมกัน

06 ‘รั้วกินได้’ ดัดแปลงโครงเหล็กที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เป็นล้อเหล็กเคลื่อนที่ ไว้ปลูกพืชผักสวนครัว เสริมสร้างกิจกรรมและรายได้ให้กับชุมชน

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

และ 07 ‘กระรอก ละเล่น’ จากแนวคิดบ้านต้นไม้และสลิงให้กระรอกได้มีบ้าน อาหาร และทางเดิน ทำจากวัสดุหาง่ายในพื้นที่อย่างเชือกและแผ่นยาง (น่ารัก!)

โดยทั้งหมดผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วม และเสนอภาพจำลองกับชุมชนและเขต 3 ครั้งในช่วงระยะเวลาหลายเดือน จึงออกมาเป็นต้นแบบโปรโตไทป์ที่จะได้ทดลองใช้งานจริง 

“เราตั้งใจติดตั้งตัวอย่างชั่วคราวให้ชุมชนได้มาทดลองใช้ แต่ส่วนรั้วต้นไม้ริมคลองหรือไฟโซลาร์เซลล์ที่เราเห็นว่าอยู่ในพื้นที่ได้เลย ก็ตั้งใจว่าจะติดตั้งให้ใช้ได้ในระยะยาว

กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน
กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

“ผลงานเหล่านี้อาจจะไม่ใช่การแก้ปัญหาที่สมบูรณ์ แต่เป็นการกระตุ้นเพื่อสร้างบทสนทนามากกว่าว่า ถ้าชุมชนอยากให้พื้นที่นี้อยู่ต่อได้ในระยะยาวหรือยั่งยืน พวกเขาควรไปในทิศทางไหน และไม่ได้กระตุ้นแค่คนในพื้นที่ แต่ไปถึงคนนอกที่มองเข้ามาด้วย” สถาปนิกนักกิจกรรมอธิบายต่อว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้การออกแบบอยู่ต่อไปได้หรือไม่คือชุมชนเอง และเขตเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการแก้ปัญหาตั้งแต่แรกเริ่ม 

ทั้งยศพลและอาศิสบอกว่า ข้อหนึ่งที่ทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จจนได้ผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกัน เป็นเพราะความเข้มแข็งของชุมชนที่กล้าแสดงความคิดเห็นและเสนอความต้องการ ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาดำเนินการไปได้มาก 

กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

ในขณะที่อาศิสผู้ลงไปควบคุมการก่อสร้างและติดตั้งเองก็พบความท้าทาย เรื่องแรกที่เขาพูดถึงคือการจัดหางบประมาณ แม้โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนโดยกองทุนจากภาครัฐ อย่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งสนับสนุนกลุ่มปั้นเมืองและ we!park ยังมีทั้งกองทุนสื่อสร้างสรรค์ โครงการ Design Hero และการสนับสนุนจากภาคเอกชนเพื่อใช้ร่วมกัน แต่ไม่ใช่ทุกโครงการจะได้รับการสนับสนุนจากทุนเดิม และไม่ควรเป็นภาระของรัฐหรือเอกชนแต่เพียงอย่างเดียว โจทย์เรื่อง Funding จึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่พวกเขามองหาในโครงการอื่นๆ ต่อไป

ความท้าทายอย่างต่อมาคือ การผลักดันให้เหล่าดีไซเนอร์เดินไปข้างหน้าพร้อมๆ กันให้ได้ เนื่องจากมีอุปสรรคด้วยหน้าที่หลักที่แต่ละคนต้องรับผิดชอบ 

กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน
กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

และความท้าทายข้อใหญ่คือการขออนุญาตก่อสร้างจากทางภาครัฐ เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดโดยไม่กระทบพื้นที่และมีความแข็งแรงเพียงพอ ซึ่งในข้อนี้นับเป็นโจทย์หิน เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการนานหลายเดือน 

ยศพลเสริมว่า “ถ้าเรารู้ข้อควรระวังและขั้นตอนการดำเนินของทางเขตว่าต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง เราจะไม่เกร็งกับความเป็นภาครัฐ รวมถึงหาวิธีลดระยะเวลาให้น้อยกว่านี้ และอาจเห็นผลจากโครงการนี้ได้เร็วขึ้นด้วย” จึงเป็นข้อชวนคิดว่า จะทำอย่างไรให้ความท้าทายที่เกิดขึ้นจากฝากฝั่งรัฐลดน้อยลง และได้รับการสนับสนุนมากขึ้น 

‘โชฎึก’ นึกถึงอนาคต

กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

มาถึงตรงนี้ เราขอถามแทนคนในชุมชนริมน้ำอื่นๆ ที่กำลังอ่านอยู่ ว่าหากอยากพัฒนาพื้นที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เช่นโชฎึกบ้าง ต้องทำอย่างไร

ยศพลตอบว่า การพัฒนาพื้นที่ริมคลองไม่ควรมองเพียงแค่การขีดสีตีเส้นหรือจัดระเบียบ ควรมองหาศักยภาพผ่านการมีส่วนร่วมกับย่านและชุมชน

กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน
กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

“เราต้องคำนึงถึงมิติของคลอง ที่อยู่อาศัย และความปลอดภัย ไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้พื้นที่สาธารณะอยู่ได้อย่างยั่งยืนในเชิงกลไกการจัดการบริหารพื้นที่ และจะทำให้ดึงเสน่ห์ของพื้นที่ออกมาใช้อย่างที่ควรเป็น มีอีกหลายพื้นที่ที่เป็นไปได้ในอนาคต เช่น คลองลาดพร้าวหรือคลองแสนแสบ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการดึงทุกภาคส่วนมาร่วมกันทำ”

ไม่ว่าผลลัพธ์จากการทดลองใช้ในงาน Bangkok Design Week ทั้ง 7 วัน จะตอบสมมติฐานว่า Pocket Park ซึ่งเป็นสวนสาธาณะชุมชนแห่งนี้ จะช่วยกระตุ้นการเดินและสร้างความปลอดภัยให้กับชุมชนได้หรือไม่ รวมถึงบทพิสูจน์ในระยะยาวว่าชุมชนจะช่วยกันดูแลได้มากน้อยเพียงใด แต่เชื่อว่าผลลัพธ์จากชุมชนโชฎึกจะช่วยขยายผลไปถึงพื้นที่ที่มีศักยภาพต่อไปได้ไม่มากก็น้อย

ยศจึงฝากถึงกลุ่มคนที่อยากทำงานด้านนี้ว่า การมีส่วนร่วมของชุมชนตั้งต้นจนจบและส่งต่อไปสู่มือของพวกเขาอย่างเต็มรูปแบบ ให้พวกเขาต่อยอดหาวิธีดูแลรักษาพื้นที่ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่รู้สึกว่าเป็นภาระและรู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งกับพื้นที่อย่างแท้จริงนั้นสำคัญมาก

และสิ่งที่เราได้เรียนจากชุมชนเล็กๆ เลียบคลองแห่งนี้ กระตุ้นเตือนว่าพื้นที่สาธารณะไม่ควรเป็นเรื่องที่ต้องเรียกร้องหรือเสียสละ แต่ควรเกิดขึ้นด้วยความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน

เห็นแบบนี้ เราเองก็หวังอยากเห็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์ในทุกหย่อมย่าน ออกมาโชว์ให้ได้เห็นอย่างเช่นที่โชฎึกบ้างแล้วล่ะ

กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

ภาพ : we!park

14 มิถุนายน 2564
7

ภาพพื้นที่สีเขียวเล็กน้อยแต่ยิ่งใหญ่เชื่อมโยงกันทั้งกรุงเทพฯ อาจดูไม่ไกลเกินเอื้อม หลังจากมีโครงการนำร่องสร้างพื้นที่สาธารณะให้กับคนเมือง ณ พื้นที่ว่างข้างหัวลำโพงเกิดขึ้น สื่อกลางอย่าง we!park จึงลากเส้นต่อมาถึงยังชุมชนโชฎึก หมุดหมายใหม่ของพื้นที่สาธารณะเพื่อคนทุกวัย จากที่ทิ้งร้างเศษเหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม 

นับเป็นโครงการแรกที่ we!park นำทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และนักออกแบบอย่างครบองค์ มาร่วมกันสร้างพื้นที่สาธารณะ เป็นที่มาให้คอลัมน์ Public Space ชักชวนตัวแทนแพลตฟอร์มสื่อกลางอย่าง ยศ-ยศพล บุญสม และ ซัน-อาศิส เวศร์ภาดา Researcher and Project Developer มาพูดคุยกันถึงแนวคิดและความท้าทายของสร้างพื้นที่สาธารณะริมน้ำในย่านชุมชนเก่าแก่ และการร่วมมือของทุกฝ่ายเช่นนี้ จะกระตุ้นไปสู่การสร้างพื้นที่สาธารณะถาวรอย่างยั่งยืนได้อย่างไรบ้าง

ก่อนทดลองใช้งาน Pocket Park เลียบคลองในช่วง Bangkok Design Week 2021 ซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นในเดือนกรกฎาคม มาฟังพวกเขาไปพร้อมกัน

‘โชฎึก’ ไม่ดึกก็เปลี่ยว เลยต้องเปลี่ยน

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

ในอดีตชาวบ้านแทบทุกหลังคาเรือนมีความสัมพันธ์กับคลองผดุงกรุงเกษม เหล่าพ่อค้ามักล่องเรือสินค้ามาจอดเทียบท่า แล้วขนของเก็บเข้าโกดังในบริเวณนี้ แต่เมื่อเวลาผันผ่าน ความสัมพันธ์ระหว่างคน คลอง และย่าน เริ่มหายไป กลายเป็นตึกแถว เริ่มมีแม่น้ำตัดผ่าน ส่วนพื้นที่ริมคลองกลายเป็นเศษเหลือไม่ได้ใช้ประโยชน์

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

“คงไม่มีใครกล้าเดินผ่านเขตสัมพันธวงศ์จากหัวลำโพงไปถึงท่าน้ำสี่พระยา เพราะทางเดินเปลี่ยวและรกร้าง ที่สำคัญ เขตสัมพันธวงศ์มีความหนาแน่นสูง และมีผู้สูงอายุมากเป็นอันดับหนึ่งของกรุงเทพมหานคร แต่กลับเป็นเมืองเก่าที่มีพื้นที่สาธารณะน้อย” 

ยศพลเล่าถึงเหตุผลที่พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นจุดมุ่งหมายให้กลุ่มปั้นเมือง ผู้ทำหน้าที่เป็นสถาปนิกในชุมชนตลาดน้อยเดิม ชักชวนกลุ่ม we!park เป็นจิ๊กซอว์สื่อกลางประสานไปยังภาครัฐอย่างสำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร เหล่านักออกแบบที่สรรหาโดยนิตยสาร art4d และภาคเอกชนคือ SCG D’COR เป็นผู้สนับสนุน มาสร้างพื้นที่สาธารณะประโยชน์เพื่อกระตุ้นให้เกิดทางเดินที่ใช้ได้จริง สร้างลานกิจกรรม พร้อมสิ่งแวดล้อมสองข้างทางที่เป็นมิตรต่อทุกชีวิต รวมถึงเรียนรู้เรื่องชุมชนไปพร้อมกันได้ 

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

เมื่อทราบเช่นนั้น ยศบอกว่าเขายินดีมาก เพราะตรงกับเจตนารมณ์ของ we!park คือกลไกกลางประสานเรื่องพื้นที่สาธารณะอยู่แล้ว ซึ่งเชื่อว่ามันต้องเกิดจากความร่วมมือของหลายฝ่าย

หลังจาก we!park ประสานงานกับเขตเพื่อขอความเห็นชอบเรียบร้อยแล้ว ทางฝั่ง art4d ก็จัดเวิร์กช็อปขึ้น โดยมี 2 โค้ชมืออาชีพอย่าง Hypothesis และ VaSLab Architecture ช่วยค้นหาอาสาสมัครและนักออกแบบรุ่นใหม่ ซึ่งมีตั้งแต่สถาปนิก ภูมิสถาปนิก กราฟิกดีไซเนอร์ วิศวกรเสียง Lighting Designer มาเข้าร่วม 

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

เมื่อต้องทำมากกว่าการพัฒนาพื้นที่สาธารณะชุมชนให้ผู้คนหลากหลาย นั่นคือการพัฒนากระบวนการไปพร้อมกัน การบูรณาการการออกแบบเพื่อสนองผู้ใช้ทุกวัยก็จำเป็น และต้องการคนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์หลายศาสตร์มาช่วยกัน

รอบนี้จึงได้อาสาสมัครคนรุ่นใหม่ทั้ง 24 คนแบ่งเป็น 7 ทีมมาช่วยสร้างพื้นที่สาธาธาณประโยชน์ 7 แบบ จากโจทย์ที่พวกเขาได้รับมาจาก 4 กลุ่มชุมชนในย่าน ได้แก่ ชุมชนโชฎึก ชุมชนนี้จงสวัสดิ์ ชุมชนโปลิศสภา และชุมชนตลาดน้อย อย่างเช่น พัฒนาลานยืดเหยียดให้ใช้ได้ทั้งเด็กและผู้สูงอายุ เพิ่มพื้นที่สีเขียวและแสงสว่างเพื่อแก้จุดอับ รวมถึงออกแบบโดยยังคงเอกลักษณ์ของชุมชน พ่วงไปกับข้อกำหนดเรื่องการบริหารและสิ่งแวดล้อม จากการพูดคุยกับเขตและสำนักงานกรุงเทพมหานคร สำนักงานใหญ่ โดยมี we!park คอยประสาน เช่น การหาผู้รับเหมาที่ผ่านเกณฑ์ข้อกำหนดจากทางกรุงเทพมหานคร ซึ่งต้องมีใบรับรองว่าผ่านการจดทะเบียนกับกรมบัญชีกลาง และทั้งต้องหาวิศวกรมาคำนวณแบบแปลน รวมถึงวัสดุที่จะใช้ในทุกชิ้นงาน และชี้แจ้งให้ชัดเจนทั้งหมดตั้งแต่คุณสมบัติวัสดุที่เลือกใช้ ไปจนถึงแบบแปลนของทุกส่วนว่ามีความแข็งแรงคงทน หากมีชิ้นงานใดต้องมีส่วนที่ยื่นออกไปบริเวณคลองก็ต้องอยู่ในระยะที่กำหนด นอกจากทำเรื่องขออนุญาตจากสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์แล้ว เขตจะต้องส่งเรื่องต่อไปขออนุญาตจากทางสำนักงานกรุงเทพมหานครอีกครั้ง เพื่อดูว่าการออกแบบนี้ผิดกฎระเบียบข้อบัญญัติใดหรือไม่ 

‘โชฎึก’ คิดลึกก่อนทำ

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

ผลงานสร้างสรรค์ทั้ง 7 ชิ้นจากทั้ง 7 ทีม แบ่งแนวคิดถึงผู้ใช้งานทั้งหมด 3 กลุ่ม คือ คนทำงานและผู้สูงอายุ เด็ก และสัตว์ในบริเวณชุมชน 

มีตั้งแต่ 01 ‘ก้าวข้าม’ ทางเดินลาดมีลักษณะโค้งเชื่อมโยงกิจกรรมในพื้นที่ เพื่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ของคนต่างวัย โดยระหว่างที่เด็กๆ วิ่งเล่นไป ผู้ใหญ่ก็คอยสอดส่องได้

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

02 ‘สนามเด็กเล่นโชฎึก’ อยู่ใจกลางสวน ออกแบบมาเพื่อเด็กในชุมชนจำนวนมาก โดยคำนึงถึงความปลอดภัยเมื่อใช้งานเป็นหลัก

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

03 ‘ที่นั่งริมคลองผดุงกรุงเกษม’ ที่นั่งในพื้นที่ต่างระดับ นอกจากออกแบบเพื่อคนหลายช่วงอายุนั่งอย่างสะดวก ยังป้องกันไม่ให้คนไร้บ้านมานอนในพื้นที่ แก้ปัญหาความไม่ปลอดภัยยามค่ำคืน

04 ‘ทั้งนั่งทั้งกั้น’ ที่นั่ง Multifunction ดัดแปลงจากแนวกระถางต้นไม้ที่ใช้กั้นบริเวณสวนเดิม ให้เป็นที่นั่ง ถังแยกขยะ และโต๊ะสำหรับเล่นโดมิโน ซึ่งเป็นกิจกรรมประจำในพื้นที่ มากฟังก์ชั่นทั้งพักผ่อนและเป็นที่ออกกำลังกายในตัว

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

05 ‘หลังคาโปร่งแสง’ โครงสร้างให้ความรู้สึกเหมือนเกล็ดมังกรไล่สี และใช้สีให้เข้ากับย่านชุมชนชาวจีน สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชน และเพิ่มร่มเงาเมื่อใช้งานพื้นที่ด้านล่างไปพร้อมกัน

06 ‘รั้วกินได้’ ดัดแปลงโครงเหล็กที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เป็นล้อเหล็กเคลื่อนที่ ไว้ปลูกพืชผักสวนครัว เสริมสร้างกิจกรรมและรายได้ให้กับชุมชน

สวนโชฎึก เปลี่ยนที่เหลือเลียบคลองผดุงกรุงเกษม เป็น Public Space โดยความร่วมมือของทุกคน

และ 07 ‘กระรอก ละเล่น’ จากแนวคิดบ้านต้นไม้และสลิงให้กระรอกได้มีบ้าน อาหาร และทางเดิน ทำจากวัสดุหาง่ายในพื้นที่อย่างเชือกและแผ่นยาง (น่ารัก!)

โดยทั้งหมดผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วม และเสนอภาพจำลองกับชุมชนและเขต 3 ครั้งในช่วงระยะเวลาหลายเดือน จึงออกมาเป็นต้นแบบโปรโตไทป์ที่จะได้ทดลองใช้งานจริง 

“เราตั้งใจติดตั้งตัวอย่างชั่วคราวให้ชุมชนได้มาทดลองใช้ แต่ส่วนรั้วต้นไม้ริมคลองหรือไฟโซลาร์เซลล์ที่เราเห็นว่าอยู่ในพื้นที่ได้เลย ก็ตั้งใจว่าจะติดตั้งให้ใช้ได้ในระยะยาว

กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน
กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

“ผลงานเหล่านี้อาจจะไม่ใช่การแก้ปัญหาที่สมบูรณ์ แต่เป็นการกระตุ้นเพื่อสร้างบทสนทนามากกว่าว่า ถ้าชุมชนอยากให้พื้นที่นี้อยู่ต่อได้ในระยะยาวหรือยั่งยืน พวกเขาควรไปในทิศทางไหน และไม่ได้กระตุ้นแค่คนในพื้นที่ แต่ไปถึงคนนอกที่มองเข้ามาด้วย” สถาปนิกนักกิจกรรมอธิบายต่อว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้การออกแบบอยู่ต่อไปได้หรือไม่คือชุมชนเอง และเขตเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการแก้ปัญหาตั้งแต่แรกเริ่ม 

ทั้งยศพลและอาศิสบอกว่า ข้อหนึ่งที่ทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จจนได้ผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกัน เป็นเพราะความเข้มแข็งของชุมชนที่กล้าแสดงความคิดเห็นและเสนอความต้องการ ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาดำเนินการไปได้มาก 

กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

ในขณะที่อาศิสผู้ลงไปควบคุมการก่อสร้างและติดตั้งเองก็พบความท้าทาย เรื่องแรกที่เขาพูดถึงคือการจัดหางบประมาณ แม้โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนโดยกองทุนจากภาครัฐ อย่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งสนับสนุนกลุ่มปั้นเมืองและ we!park ยังมีทั้งกองทุนสื่อสร้างสรรค์ โครงการ Design Hero และการสนับสนุนจากภาคเอกชนเพื่อใช้ร่วมกัน แต่ไม่ใช่ทุกโครงการจะได้รับการสนับสนุนจากทุนเดิม และไม่ควรเป็นภาระของรัฐหรือเอกชนแต่เพียงอย่างเดียว โจทย์เรื่อง Funding จึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่พวกเขามองหาในโครงการอื่นๆ ต่อไป

ความท้าทายอย่างต่อมาคือ การผลักดันให้เหล่าดีไซเนอร์เดินไปข้างหน้าพร้อมๆ กันให้ได้ เนื่องจากมีอุปสรรคด้วยหน้าที่หลักที่แต่ละคนต้องรับผิดชอบ 

กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน
กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

และความท้าทายข้อใหญ่คือการขออนุญาตก่อสร้างจากทางภาครัฐ เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดโดยไม่กระทบพื้นที่และมีความแข็งแรงเพียงพอ ซึ่งในข้อนี้นับเป็นโจทย์หิน เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการนานหลายเดือน 

ยศพลเสริมว่า “ถ้าเรารู้ข้อควรระวังและขั้นตอนการดำเนินของทางเขตว่าต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง เราจะไม่เกร็งกับความเป็นภาครัฐ รวมถึงหาวิธีลดระยะเวลาให้น้อยกว่านี้ และอาจเห็นผลจากโครงการนี้ได้เร็วขึ้นด้วย” จึงเป็นข้อชวนคิดว่า จะทำอย่างไรให้ความท้าทายที่เกิดขึ้นจากฝากฝั่งรัฐลดน้อยลง และได้รับการสนับสนุนมากขึ้น 

‘โชฎึก’ นึกถึงอนาคต

กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

มาถึงตรงนี้ เราขอถามแทนคนในชุมชนริมน้ำอื่นๆ ที่กำลังอ่านอยู่ ว่าหากอยากพัฒนาพื้นที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เช่นโชฎึกบ้าง ต้องทำอย่างไร

ยศพลตอบว่า การพัฒนาพื้นที่ริมคลองไม่ควรมองเพียงแค่การขีดสีตีเส้นหรือจัดระเบียบ ควรมองหาศักยภาพผ่านการมีส่วนร่วมกับย่านและชุมชน

กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน
กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

“เราต้องคำนึงถึงมิติของคลอง ที่อยู่อาศัย และความปลอดภัย ไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้พื้นที่สาธารณะอยู่ได้อย่างยั่งยืนในเชิงกลไกการจัดการบริหารพื้นที่ และจะทำให้ดึงเสน่ห์ของพื้นที่ออกมาใช้อย่างที่ควรเป็น มีอีกหลายพื้นที่ที่เป็นไปได้ในอนาคต เช่น คลองลาดพร้าวหรือคลองแสนแสบ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการดึงทุกภาคส่วนมาร่วมกันทำ”

ไม่ว่าผลลัพธ์จากการทดลองใช้ในงาน Bangkok Design Week ทั้ง 7 วัน จะตอบสมมติฐานว่า Pocket Park ซึ่งเป็นสวนสาธาณะชุมชนแห่งนี้ จะช่วยกระตุ้นการเดินและสร้างความปลอดภัยให้กับชุมชนได้หรือไม่ รวมถึงบทพิสูจน์ในระยะยาวว่าชุมชนจะช่วยกันดูแลได้มากน้อยเพียงใด แต่เชื่อว่าผลลัพธ์จากชุมชนโชฎึกจะช่วยขยายผลไปถึงพื้นที่ที่มีศักยภาพต่อไปได้ไม่มากก็น้อย

ยศจึงฝากถึงกลุ่มคนที่อยากทำงานด้านนี้ว่า การมีส่วนร่วมของชุมชนตั้งต้นจนจบและส่งต่อไปสู่มือของพวกเขาอย่างเต็มรูปแบบ ให้พวกเขาต่อยอดหาวิธีดูแลรักษาพื้นที่ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่รู้สึกว่าเป็นภาระและรู้สึกถึงการเป็นส่วนหนึ่งกับพื้นที่อย่างแท้จริงนั้นสำคัญมาก

และสิ่งที่เราได้เรียนจากชุมชนเล็กๆ เลียบคลองแห่งนี้ กระตุ้นเตือนว่าพื้นที่สาธารณะไม่ควรเป็นเรื่องที่ต้องเรียกร้องหรือเสียสละ แต่ควรเกิดขึ้นด้วยความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน

เห็นแบบนี้ เราเองก็หวังอยากเห็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์ในทุกหย่อมย่าน ออกมาโชว์ให้ได้เห็นอย่างเช่นที่โชฎึกบ้างแล้วล่ะ

กระบวนการสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ในชุมชนโชฎึก พื้นที่ปลอดภัยยั่งยืนให้คนริมคลอง จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

ภาพ : we!park

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load