บ้านครึ่งปูนครึ่งไม้หลังสวยที่คุณเห็นอยู่นี้คือ ‘บ้านหลุยส์’ คฤหาสน์อายุกว่า 112  ปีในจังหวัดลำปางที่เคยเป็นบ้านของนายห้างค้าไม้ชาวอังกฤษ นามว่า หลุยส์ ที. เลียวโนเวนส์

ใช่แล้ว-นี่คือบ้านของลูกชายแหม่มแอนนา เลียวโนเวนส์ ครูสอนภาษาอังกฤษในราชสำนักสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา

บ้านหลุยส์คือหนึ่งในเหล่าบ้านโบราณจากยุคลำปางรุ่งเรืองเพราะมีการทำสัมปทานป่าไม้ ในมุมหนึ่ง บ้านของเศรษฐีเมื่อร้อยกว่าปีก่อนเหล่านี้คือมรดกล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ แต่ในปัจจุบันสถานการณ์ย่อมเปลี่ยนไป ลำปางพ้นยุคเฟื่องฟู ลูกหลานส่วนใหญ่ย้ายไปหางานทำและอาศัยที่เมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ  บ้านเก่าเหล่านี้จึงถูกทิ้งให้รกร้าง และเมื่อไม่มีแผนจะกลับมาตั้งรกรากที่บ้านเกิด เจ้าของยุคปัจจุบันก็พร้อมจะขายที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านโบราณสู่เจ้าของใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าพร้อมจะรื้อบ้านเหล่านี้ทิ้งเพื่อนำที่ดินไปใช้

บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา

บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา

แต่ก่อนที่บ้านโบราณในลำปางจะสูญหายไปหมด ‘เครือข่ายลำปางรักษ์เมืองเก่า’ ก็ถือกำเนิดขึ้น พวกเขาคือกลุ่มคนจากหลากหลายอาชีพที่หลงใหลและตั้งใจจะอนุรักษ์บ้านเก่า หากไม่ใช่ด้วยวิธีไปหากฎหมายมาคุ้มครองซึ่งดูเป็นการบังคับ หรือการไปบอกให้คนช่วยเก็บรักษาบ้านเก่าไว้ซึ่งดูไม่ยุติธรรม เพราะเจ้าของบ้านยุคนี้ไม่ได้ใช้ประโยชน์ แถมค่าใช้จ่ายในการดูแลก็สูง

คนรักบ้านเก่ากลุ่มนี้มองว่าอยากสร้าง ‘แรงจูงใจ’ หรือการลองมองหาวิธีเก็บรักษาบ้านเก่าโดยที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์

บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา

บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา

แล้วหลังการลงพื้นที่สำรวจ พวกเขาก็ตกลงใจเลือกบ้านของลูกชายแหม่มแอนนา เลียวโนเวนส์ ในชุมชนท่ามะโอของลำปาง ซึ่งตอนนี้เป็นขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้เป็นห้องทดลองทางแก้ปัญหา

“บ้านหลุยส์มีประวัติศาสตร์น่าสนใจ ตัวบ้านในแง่สถาปัตยกรรมถือว่าสวย ลักษณะเฉพาะไม่เหมือนใคร ออกแบบได้ดี และเป็นบ้านที่มีบริเวณที่เหมาะสม” อุดมสิน หาญเมธี นักออกแบบกราฟิกหนุ่ม หนึ่งในสมาชิกเครือข่ายลำปางรักษ์เมืองเก่าอธิบายเหตุผล

บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา

แนวคิดที่คิดไว้ถูกนำมาทำให้เป็นรูปธรรม โดยบ้านโบราณหลังนี้จะไม่ใช่เพียงถูกบูรณะ แต่จะถูกพัฒนาให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้ชุมชน

“ถ้ามีบ้านเก่า สิ่งที่เราต้องทำคือคิดว่าเขาเหมาะจะเป็นอะไร อย่างบ้านหลุยส์อาจไม่เหมาะจะเป็นโฮมสเตย์ เพราะว่าตัวบ้านมีคุณค่า มันเลยอาจเหมาะกับการเป็นที่ที่คนมาแวะ ดึงคนให้มาเที่ยว” อุดมสินกล่าว

บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา

กระบวนการแปลงร่างบ้านหลังนี้เริ่มต้นขึ้น โดยทางเครือข่ายฯ ไปล้อมวงคุยกับผู้เฒ่าผู้แก่ถึงสมัยที่นายห้างหลุยส์ยังมีชีวิตเพื่อให้เห็นภาพรวมชัดเจน หลังจากนั้นก็เริ่มปรับแต่งสถานที่ ส่วนโครงสร้างไม่ได้มีการบูรณะใหญ่โต เพราะบ้านหลุยส์ถือว่ายังค่อนข้างอยู่ในสภาพสมบูรณ์ แต่มีการปรับใช้ทางเข้าของบ้าน จากเดิมที่ให้เข้าทางด้านข้าง ก็เปลี่ยนไปเข้าทางด้านหน้าเพื่อความสวยงาม ส่วนนอกบ้านมีการใช้ซุงและนำรถยนต์โบราณมาเสริมเติมแต่ง คงบรรยากาศห้างค้าไม้เมื่อร้อยกว่าปีให้มากที่สุด

บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา

และแน่นอนว่า นอกจากตัวสถาปัตยกรรมแล้ว เรื่องราวของบ้านหลุยส์คือจุดเด่นสำคัญที่ทำให้บ้านโบราณหลังนี้มีเสน่ห์ จึงมีการจัดบอร์ดนิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวในวันวานของบ้านให้แก่ผู้มาเยี่ยมชม

มากไปกว่านั้น ยังมีการจัดกิจกรรมในพื้นที่รอบบ้านซึ่งเชื่อมโยงวิถีชีวิตของคนในชุมชนท่ามะโอ โดยทุกวันเสาร์ที่ 3 ของเดือน บ้านหลุยส์หลังนี้จะมีงาน ‘ท่ามะโอ เรโทร แฟร์’ ซึ่งแทบทั้งหมดจัดขึ้นโดยชาวท่ามะโอเอง มีกิจกรรมละลานตา ตั้งแต่กาดมะโอมาร์เก็ตขายสินค้าจากชุมชน ลานเด็กยิ้มลานไก่เขี่ย (กิจกรรมเสิรมความรู้ อ่าน เขียน เรียน เล่น) สตรีทอาร์ต และการแสดงมากมาย รวมถึงในครั้งที่ 1 มีการชักชวนศิลปินมาถ่ายภาพและวาดภาพบ้านหลุยส์ ก่อนจะนำมาจัดแสดงเคียงคู่ไว้กับบอร์ดนิทรรศการที่โถงชั้นล่างของบ้าน

บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา บ้านหลุยส์, ลำปาง, แหม่มแอนนา

การคืนชีวิตให้บ้านหลุยส์ของเครือข่ายลำปางรักษ์เมืองเก่าประสบผลสำเร็จด้วยดี นักท่องเที่ยวทั้งจากในพื้นที่และต่างจังหวัดต่างพากันแวะเวียนมาและได้เรียนรู้จักอีกมุมของเมืองลำปาง ขณะที่ชาวบ้านในชุมชนก็มีรายได้และเห็นคุณค่าในเหล่าบ้านโบราณหลังเก่าซึ่งเคยถูกมองว่าใช้ประโยชน์ไม่ได้อีกต่อไป

บ้านหลุยส์ที่กลับมาเปล่งประกายสง่างามในวันนี้จึงถือเป็นเครื่องยืนยันว่า ทางแก้ปัญหาของกลุ่มคนผู้หลงรักบ้านเก่าของลำปางนี้ใช้ได้จริง

“บ้านเก่าต้องมีประโยชน์กับคนที่ยังอยู่ด้วย คนที่ยังอยู่ไม่ได้หมายถึงแค่เจ้าของบ้าน แต่หมายถึงคนที่อยู่ในชุมชนเดียวกัน นักท่องเที่ยว คนในประเทศนี้หรือนอกประเทศที่เขาเดินทางมา” อุดมสินย้ำกับเราอีกครั้ง

'บ้านหลุยส์' คฤหาสน์บ้านโบราณอายุกว่า 112 ปี ของแหม่มแอนนา ในจังหวัดลำปาง

Facebook : ท่ามะโอ เรโทร แฟร์

Writer

Avatar

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

1 กุมภาพันธ์ 2566
1 K

สวนลุมพินีคือสวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย เป็นสวนอเนกประสงค์ ผู้คนนิยมเข้ามาทำกิจกรรมอย่างออกกำลังกาย หรือบางครั้งก็เป็นสถานที่จัดงานเฉลิมฉลอง แต่มี 1 อาคารที่หลายคนเกือบหลงลืมไปจากความทรงจำ นั่นคือ ‘ลุมพินีสถาน’ 

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

อาคารหลังนี้ตั้งตระหง่านอยู่ในสวนลุมพินี สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นโรงลีลาศโดยเฉพาะ และถือเป็นโรงเต้นรำที่ทันสมัยที่สุดในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 

ทั้ง ๆ ที่เป็นอาคารที่มีความสำคัญมากในยุคหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป สภาพสังคมเปลี่ยน ลีลาศกลายเป็นความสนใจของคนเฉพาะกลุ่มมากขึ้น มีอาคารจัดงานที่ทันสมัยและใหญ่กว่าผุดขึ้นมาหลายที่ ลุมพินีสถานก็เงียบเหงาลงและปิดไม่ให้ใช้งานในที่สุด จนสภาพทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา

คอลัมน์ Public Space ครั้งนี้ พา ศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ หัวหน้าโครงการลุมพินีสถานฯ มาพูดคุยเรื่องราวของตัวอาคารก่อนถูกทิ้งร้างนานกว่า 10 ปี และแนวคิด Learning from The Past to Create the Future ที่ทำให้เกิดงาน ‘ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s’ ที่จะปลุกให้ผู้คนได้ร่วมคิดต่อยอดการใช้งานอาคารให้เหมาะสมกับปัจจุบัน ในวันที่ 4 – 5 กุมภาพันธ์นี้ 

โรงเต้นรำ

ในอดีต ลุมพินีสถานเคยเป็นโรงลีลาศกลางพระนคร แต่แปลกที่ประวัติไม่มีการบันทึกไว้แน่ชัดว่าก่อสร้างเมื่อไหร่ “ส่วนตัวผมประเมินว่าอาคารหลังนี้เริ่มสร้างประมาณ พ.ศ. 2495 แล้วเสร็จ พ.ศ. 2498” อาจารย์ชาตรีเริ่มต้นเล่าประวัติให้เราฟัง อาคารหลังนี้ปูพื้นด้วยไม้ปาร์เกต์ ซึ่งว่ากันว่าเป็นไม้ที่เหมาะกับการเต้นลีลาศมากที่สุด 

ในช่วงรุ่งเรืองของอาคารหลังนี้ ที่นี่มีลีลาศทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละครั้ง เป็นการพบปะสังสรรค์ของหนุ่มสาว ในยุคนั้นลีลาศเป็นการเต้นที่นิยมมากที่สุด ซึ่งวงดนตรีที่คู่เคียงมากับลีลาศอย่าง ‘สุนทราภรณ์’ ก็แจ้งเกิดทั้งนักลีลาศและนักร้องหลายคน

“ไฮไลต์ที่สำคัญที่สุดคือเวทีกลม มันหมุนได้” อาจารย์ชาตรีนำเสนอ

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

สิ่งนี้สร้างเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักดนตรี และเพื่อไม่ให้ดนตรีขาดช่วงตอนเปลี่ยนวงดนตรี เมื่อวงแรกกำลังจะเล่นจบ วงที่ 2 ก็เตรียมตัวอยู่บนเวทีอีกด้านและบรรเลงเพลงไปพร้อมกับวงแรก จากนั้นเวทีก็หมุนพาวงที่ 2 มาอยู่ด้านหน้าแทน สิ่งนี้ทำให้เสียงดนตรีไม่ขาดช่วง และนักเต้นลีลาศก็จะเต้นต่อได้โดยไม่ต้องหยุด ไม่มีประวัติแน่ชัดว่าสถาปนิกหรือวิศวกรคนไหนเป็นผู้ออกแบบเวทีกลมนี้ 

แล้วเวทีนี้ยังหมุนได้ไหม – เราถาม

“หมุนไม่ได้แล้ว แต่ผมเชื่อว่าถ้าบูรณะ เครื่องจักรข้างล่างนี้อาจกลับมาหมุนได้อีกครั้ง” หลังจากเล่าเรื่องเวทีจบ อาจารย์พาเราเดินลงไปที่ห้องใต้ดินที่มีเครื่องจักรอยู่ด้านล่าง เมื่อได้เห็นเครื่องจักร เรารู้สึกประหลาดใจมากว่าในสมัยนั้นทำได้ขนาดนี้ ถือว่าทันสมัยจริงอย่างที่อาจารย์เล่า

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

“พ.ศ. 2499 Benny Goodman ราชาเพลงสวิงเดินทางมาเล่นคอนเสิร์ตที่ประเทศไทย แต่เขาไม่ได้มาทัวร์คอนเสิร์ตเหมือน BLACKPINK สมัยนี้นะ มันมีนัยทางการเมือง”

เขาเข้ามาโดยการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในยุคสงครามเย็น เพราะต้องการใช้ดนตรีเป็นสื่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสื่อถึงความเป็น ‘โลกเสรี’ ด้วยดนตรีแจ๊สที่มีความลื่นไหล ไม่ต้องเล่นตามโน้ต และอิมโพรไวส์ได้ตามใจชอบ

ราวหลังทศวรรษ 2520 แม้จะยังเป็นที่เต้นลีลาศเรื่อยมา แต่ความนิยมก็ค่อย ๆ ลดน้อยลง จากนั้นบริเวณชั้นลอยของลุมพินีสถานก็ถูกเปลี่ยนเป็นนิทรรศการสัตว์สตัฟฟ์ และในช่วงหลังกลายเป็นห้องจัดงานเลี้ยง ฟังก์ชันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามยุคสมัย จนมาถึงยุคที่มีกลุ่มชุมนุมทางการเมืองที่ใช้สวนลุมพินีเป็นพื้นที่หลัก รวมถึงเข้ามาใช้ลุมพินีสถานในการทำกิจกรรม จึงเกิดความเสียหายในหลาย ๆ จุด

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ท้ายที่สุดใน พ.ศ. 2556 เมื่อมีการตรวจสอบโครงสร้างข้างใต้ พบว่าบางส่วนได้เสื่อมสภาพ สุดท้าย กทม. จึงตัดสินใจระงับการใช้ตึกนี้ใน พ.ศ. 2557 และถูกทิ้งร้างจนถึงปัจจุบัน เป็นการปิดตำนานลุมพินีสถาน สถานที่เข้าสังคมของหนุ่มสาวยุคก่อนไปอย่างน่าเสียดาย

อาคารสงครามเย็น 

ก่อนมาที่นี่ เราได้รู้มาว่าอาคารนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบทันสมัยยุคสงครามเย็น จึงถามอาจารย์ชาตรีว่าในยุคนั้นอาคารเป็นประมาณนี้หมดเลยไหม 

“เป็นลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ Modern Architecture” เขาตอบ ในยุคสงครามเย็น วัฒนธรรมอเมริกันเข้ามามีอิทธิพลมากต่อวัฒนธรรมไทย ทั้งในแง่ดนตรี ภาพยนตร์ วัฒนธรรม การแต่งกาย และสถาปัตยกรรม ซึ่งการสร้างพื้นที่วัฒนธรรมบันเทิงก็เป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่วัฒนธรรมอเมริกันเช่นกัน

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ลุมพินีสถานเป็นอาคาร 2 ชั้น รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก พื้นที่ใช้สอยประมาณ 5,500 ตารางเมตร พื้นที่บริเวณชั้น 1 สร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นฟลอร์เต้นลีลาศและจัดกิจกรรมต่าง ๆ ส่วนบริเวณชั้น 2 มีลักษณะเป็นชั้นลอยรอบอาคาร กั้นห้องขนาดใหญ่ 6 ห้อง

“จะสังเกตว่าผมไม่ได้พูดถึงความสวยงามเลย เพราะอาคารนี้เน้นฟังก์ชันมากกว่า” ถึงไม่ได้เน้นความสวย แต่มี Ornament ที่สำคัญ คือเวทีหมุนและป้ายลุมพินีสถานที่มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษขนาบอยู่ทั้งสองข้าง เป็นฟอนต์ตามเอกลักษณ์ของยุคนั้น ซึ่งป้ายก็เป็นอีกสิ่งสำคัญที่ควรเก็บรักษา

ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s

“จริง ๆ เป้าหมายไม่ได้กำหนดอยู่ที่นี่” อาจารย์ชาตรีเล่าให้ฟังว่า เขาเริ่มทำวิจัย ‘ศิลปะกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในทศวรรษ 2470 – 2520’ ตัวงานวิจัยจะเลือกผลงานศิลปะ โดยศิลปะในที่นี้อาจเป็น Art Objects สถาปัตยกรรม หรือดนตรีในยุคนี้ขึ้นมา 50 ชิ้น ไปจัดเป็นนิทรรศการว่าด้วยประวัติศาสตร์ สังคม วัตถุ และสิ่งของ แต่ความมุ่งมั่นของอาจารย์ที่ทำวิจัยเสนอว่า ในวัตถุที่เลือกมา 50 ชิ้น จะดึงมาสักอันที่เป็นงานสถาปัตยกรรมซึ่งอาจถูกทิ้งร้างหรือหลงลืมไปในสังคมไทย เพื่อนำมาจัดกิจกรรมสาธารณะที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะและผู้คนในสังคม

สุดท้ายแล้ว เขาตัดสินใจเลือกลุมพินีสถาน เพราะคิดว่าที่นี่มีศักยภาพและมีความสำคัญต่อสังคม ซึ่งงานนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความสนใจแรกเริ่มที่มีต่อลีลาศ แต่เป็นเพราะตัวตึกที่นำพามาสู่ลีลาศ งานที่เกิดขึ้นจึงมีความพิเศษ เหมือนได้ย้อนกลับไปในยุคที่วัฒนธรรมรุ่งเรืองผ่านตัวอาคารลุมพินีสถาน

“Jim Thompson Art Center ยินดีให้ผมนำชุดผ้าไหมของ Jim Thompson มาให้เราใช้งาน” จิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) เป็นคนที่ทำให้ผ้าไหมไทยโด่งดังไปทั่วโลก และอาจารย์ก็ได้ประสานไปยังพี่เจี๊ยบ กฤติยา กาวีวงศ์ ผู้อำนวยการ Jim Thompson Art Center ซึ่งได้รับการช่วยเหลือเป็นอย่างดี จนสุดท้ายจึงได้เสื้อผ้าในคอลเลกชันยุคแรกที่เป็นชุดผ้าไหมในดีไซน์ยุค 50 – 60 มา และตัดสินใจให้วงสุนทราภรณ์ได้สวมใส่ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2566 พร้อมกับทีมงานบางคนที่คัดเลือกมา

นอกจากนี้ ภายในงานจะมีการสร้างบรรยากาศด้วยการนำรถคลาสสิกในยุคนั้นมาจอดโชว์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย

งานวันแรก วันที่ 4 กุมภาพันธ์ จะพูดถึงคุณค่า ความทรงจำ สิ่งที่ไม่ควรลืมของพื้นที่ส่วนนี้ กับกิจกรรม ‘Walking Tour’ มีการเล่าถึงอดีตและอนาคตของลุมพินีสถานผ่านแสงและมัลติมีเดีย ในกิจกรรม ‘A Walk Through Time’ รวมถึงรื้อฟื้นความทรงจำไปกับราชาลีลาศเมืองไทย ‘บุญเลิศลีลาศ’ และ สุนทราภรณ์ บนเวทีที่สร้างขึ้นใหม่เพื่องานนี้โดยเฉพาะ หน้าอาคารลุมพินีสถาน

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ส่วนวันที่ 5 กุมภาพันธ์ จะเป็นการส่งต่ออนาคตของพื้นที่ เปิดเวทีระดมความเห็นว่าประชาชนอยากให้อาคารหลังนี้เป็นอย่างไร มีการแสดงดนตรีโดย ป๊อด โมเดิร์นด็อก ร่วมกับวงดนตรีบิ๊กแบนด์จากคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และปิดท้ายด้วยการเต้น Stumbling Swingout ที่มาพร้อมครูสอนเต้น (สำหรับใครที่ไม่เคยเต้นมาก่อน) จาก Jelly Roll Dance Club

รื้อทิ้งหรือรื้อฟื้น 

“ส่วนตัวผมอยากให้รีโนเวตแบบ Adaptive Reuse” เขาอยากให้มีฟังก์ชันเหมาะกับคนรุ่นใหม่ และมีพื้นที่ให้ผู้สูงวัยได้แสดงออก ด้วยความที่ลุมพินีสถานมีประวัติน้อย ทำให้หลายคนเชื่อว่าฐานรากของอาคารเป็นไม้ทั้งหมด ดังนั้นจินตนาการถึงอนาคตของตึกนี้จึงมีข้อจำกัดมากเพราะความเชื่อดังกล่าว แต่อาจารย์ชาตรีบอกว่า ถ้าดูจากรูปแบบของอาคารและหลักฐานแวดล้อมทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ ประกอบ เขาเชื่อว่ามันไม่ได้เก่าขนาดนั้น และฐานรากไม่น่าจะเป็นไม้ แต่ถ้าไม่ได้ขุดสำรวจก็ไม่มีหลักฐานแน่ชัด

“ถ้าเป็นอย่างที่ผมคิดจริง ทางเลือกในการปรับปรุงอาคารจะเปิดกว้างมากขึ้น” อาจารย์บอกว่าสิ่งที่ควรให้ความสำคัญและควรเก็บ คือเวทีกลมและเครื่องจักรด้านล่าง เพราะเป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และความทรงจำ สะท้อนถึงความทันสมัยในอดีต หลายคนอาจมีความเห็นว่าอายุแค่ 60 ปีเอง ไม่เห็นเก่าเลย แต่สำหรับอาจารย์ชาตรีผู้รักตึกเก่า อีกไม่นานลุมพินีสถานจะครบ 100 ปี พอถึงเวลานั้น สิ่งนี้จะมีคุณค่ามากขนาดไหน

คืนชีพ 'ลุมพินีสถาน' อาคารเก่ายุค 50 ย้อนบรรยากาศวันวาน และเปิดพื้นที่ระดมความคิดให้คนมีส่วนร่วมในการพัฒนา

ช่วง 10 ปีที่อาคารถูกทิ้งร้าง ทำให้เกิดหลายความเห็นต่ออาคารหลังนี้ บางความเห็นอ้างรายงานการสำรวจความเสียหายที่ทำขึ้นใน พ.ศ. 2556 ว่าโครงสร้างเสื่อมโทรมแล้ว ควรรื้อทิ้งไปดีกว่า แล้วสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาแทน หลายคนที่เชื่อว่ารากฐานเป็นไม้ ก็มีความเห็นว่ารื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่ให้คล้ายเดิม แต่หากคิดว่าสถานที่นี้คือประวัติศาสตร์ “ผมว่ามันแข็งแรงกว่าที่คิด ควรเก็บอะไรได้มากกว่านั้น”

อาจารย์คิดอย่างไรกับเหล่าอาคารยุคโมเดิร์นที่ผู้คนถกเถียงกันว่าทุบหรือไม่ – เราถาม

“ผมเป็นหนึ่งในคนที่รณรงค์เรื่องตึกโมเดิร์นมานาน เพราะมันเป็นตึกกลางเก่ากลางใหม่ที่ถึงเวลาแล้วสำหรับการต้องเริ่มคิดเก็บรักษาเอาไว้” อาจารย์ตอบเราด้วยความมั่นใจและให้เหตุผลอีกว่า ตึกโมเดิร์นยุคนี้เป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ของโลกจากยุคโบราณสู่ยุคโมเดิร์น ซึ่งเราก็เห็นด้วย เพราะตึกยุคโมเดิร์นเป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งความเปลี่ยนแปลง

คืนชีพ 'ลุมพินีสถาน' อาคารเก่ายุค 50 ย้อนบรรยากาศวันวาน และเปิดพื้นที่ระดมความคิดให้คนมีส่วนร่วมในการพัฒนา

ที่ผ่านมา หลายคนที่วิ่งออกกำลังกายในสวนลุมอาจผ่านลุมพินีสถานไปโดยไม่ทันสังเกต ทั้งที่อาคารทิ้งร้างแห่งนี้มีประวัติ เหตุการณ์ รวมถึงคุณค่าทางสถาปัตยกรรมมากมายให้ได้เรียนรู้ เช่นเดียวกับเราที่จินตนาการถึงความรุ่งเรืองของอาคารนี้ในอดีตตลอดเวลาที่เข้าไปเดินชมอาคาร 

วันที่ 4 – 5 กุมภาพันธ์นี้ งาน ‘ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s’ จึงเป็นโอกาสดีที่ทุกคนจะได้ปลุกความทรงจำในอดีตขึ้นมาอีกครั้ง รวมทั้งคิดถึงอนาคตของอาคารแห่งนี้ร่วมกันด้วย

ภาพ : foto_momo

Writers

ธนพร ท้าวลา

ธนพร ท้าวลา

นิสิตปรัชญาปี 4 กำลังค้นหาตัวตนด้วยการเขียน หลงรักฤดูฝนในวันที่ไม่ต้องไปไหน ไม่ถูกกับอากาศหนาว งานอดิเรกเต้นยับ เป็นอาร์มี่หัวใจสีม่วง

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

วีระพล สิงห์น้อย

ช่างภาพสถาปัตยกรรม และเจ้าของเพจภาพถ่ายอาคารเปี่ยมเสน่ห์ชื่อ FOTO_MOMO

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load