“เราอยากให้มันเป็นสวนอนุรักษ์ คิดว่าคงจะเป็นพื้นที่สีเขียวที่สุดท้ายของกรุงเทพฯ แล้วจริงๆ เพราะคงไม่มีคนกว้านซื้อที่ในกรุงเทพฯ เพื่อมาทำพื้นที่สีเขียว มันไม่คุ้มกันเลย” ชายหนุ่มเจ้าของสวนเปรย

ธรรมชาติรอบทิศทางพาสบายตา ลมอ่อนๆ โชยมาปะทะหน้า กลิ่นดินจางๆ จากสวนลอยเข้ามาเตะจมูก ผู้คนหลากวัยสนทนากันด้วยอารมณ์ผ่อนคลาย บ้างตื่นเต้นกับเมนูตรงหน้า บ้างหยอกล้อกันสนุกสนานที่ริมคลอง บ้างอ่านหนังสืออยู่ใต้ร่มเงาต้นลิ้นจี่ ทั้งหมดนี้เป็นบรรยากาศดีๆ ที่เรากำลังสัมผัสอยู่ที่ ‘ภูมิใจการ์เด้น’ สวนลิ้นจี่ 100 ปี

นึกแล้วก็แปลกอยู่ในใจเล็กๆ กรุงเทพฯ เมืองใหญ่ที่เราคุ้นเคย มีสถานที่แบบนี้ด้วยเหรอ 

ภูมิใจการ์เด้น สวนลิ้นจี่ 100 ปีที่รักษาวิถีชาวสวนริมน้ำแห่งบางขุนเทียน

ภูมิใจการ์เด้น เป็นสวนแห่งความภาคภูมิใจของ พรทิพย์ เทียนทรัพย์ และ อันดามัน โชติศรีลือชา สองแม่ลูกชาวบางขุนเทียน ผู้อยากอนุรักษ์ ‘สวนแบบโบราณ’ และอยากแชร์ความงามให้ใครต่อใครได้สัมผัสและรับรู้

ภูมิใจการ์เด้นตั้งอยู่ในเขตจอมทอง กรุงเทพฯ ฝั่งธนบุรี เดิมทีย่านนี้เรียกว่าบางขุนเทียน ย่านที่เต็มไปด้วยสวนชอุ่มงามริมแม่น้ำ ชาวบ้านในละแวกนี้ซึ่งเรียกตัวเองว่าชาวสวนปลูก ‘ลิ้นจี่’ ไว้ริมคลอง และปลูกพืชพรรณอีกมากมายไว้ในที่ดอน ด้วยความที่ย่านนี้อยู่ไม่ไกลจากอ่าวไทยสักเท่าไหร่ เมื่อน้ำทะเลหนุน ก็ทำให้มีน้ำเค็มเข้ามา พืชที่ถูกกับน้ำเค็มจึงได้เปรียบทางด้านกายภาพ ใครต่อใครก็ว่าผลไม้บางขุนเทียนนั้นรสชาติหวานอร่อยกว่าที่ใดที่เคยได้ลิ้มรส

ชาวสวนมีสวนไว้เลี้ยงชีพ กินเองบ้าง ค้าขายแลกเปลี่ยนบ้าง ซึ่งตลาดน้ำวัดไทร เคยเป็นแหล่งค้าขายหลักที่คึกคักที่สุดอีกที่หนึ่งของประเทศไทย บางขุนเทียนมีสถานที่สำคัญอย่างวัดราชโอรส วัดประจำรัชกาลที่ 3 จุดเริ่มต้นของศิลปกรรมแบบพระราชนิยม มีการนำศิลปะจีนเข้ามาผสมผสาน จอห์น ครอว์เฟิร์ด (John Crawfurd) ราชทูตอังกฤษที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีในสมัยรัชกาลที่ 2 เขียนบันทึกยกย่องความงามของวัดนี้ว่าเป็นวัดที่สร้างได้งดงามที่สุดของบางกอก 

จากที่กล่าวมาอาจทำให้พูดได้ว่า บางขุนเทียน เป็นย่านที่เคยรุ่งเรืองในอดีตจริงๆ

ภูมิใจการ์เด้น สวนลิ้นจี่ 100 ปีที่รักษาวิถีชาวสวนริมน้ำแห่งบางขุนเทียน
ภูมิใจการ์เด้น สวนลิ้นจี่ 100 ปีที่รักษาวิถีชาวสวนริมน้ำแห่งบางขุนเทียน

“ตรงนี้เป็นพื้นที่สวนของครอบครัว เราอยู่ตรงนี้มาร้อย เกือบสองร้อยปีแล้วครับ ตั้งแต่ช่วงต้นรัตนโกสินทร์” อันดามันเท้าความตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ

“ตลอดสองริมฝั่งคลองแทบจะเป็นญาติกันทุกบ้าน ต้นตระกูลก็ต้นตระกูลเดียวกัน บ้านผมเป็นครอบครัวคนไทย อยู่ติดๆ กันริมน้ำ ไปมาหาสู่กันทางคลอง ที่คุณเคยได้ยินมาทั้งหมด คือที่นี่เลย

“เวลาผ่านไป สวนก็หายไป บ้านสวนริมคลองก็หายไป เพราะกรุงเทพฯ ขยายตัวแบบไร้ทิศทาง ทำให้การทำสวนในกรุงเทพฯ เป็นสิ่งที่ยากลำบาก ถามว่ายากลำบากยังไง จริงๆ เริ่มตั้งแต่ปัจจัยทางทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งไม่ค่อยเอื้ออำนวยแล้ว ปัจจัยทางบริบทสังคม แม้แต่พฤติกรรมของคนที่เปลี่ยนไป ทำให้สวนค่อยๆ เสื่อมสลาย” 

สำหรับปัจจัยทางธรรมชาติ ลิ้นจี่คือตัวอย่างที่ทำให้เห็นภาพได้ชัด

ภูมิใจการ์เด้น สวนลิ้นจี่ 100 ปีที่รักษาวิถีชาวสวนริมน้ำแห่งบางขุนเทียน

ลิ้นจี่ที่สวนแห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์กะโหลกใบยาว พันธุ์ที่เขาว่าหวานอร่อยที่สุด นอกจากพันธุ์นี้ก็เป็นกะโหลกใบอ้อ ต้นลิ้นจี่เหล่านี้โดยมากมีอายุเป็นร้อยปี ถึงจะฟังดูโบราณเสียหน่อย แต่ก็ไม่ได้ตายง่ายๆ สิ่งที่ยากคือรอให้ลิ้นจี่ออกผล เพราะลิ้นจี่เป็นผลไม้ที่อาศัยอากาศหนาว หากปีไหนไม่หนาวหรือหนาวแบบไม่ต่อเนื่อง ลิ้นจี่ก็แทบไม่ออกผลเลย ทำให้จากเดิมที่ลิ้นจี่มักออกลูกปีละครั้ง ปัจจุบันต้องรอ 4 – 5 ปี ไปจนนานที่สุดถึง 7 ปี 

แม้อะไรๆ จะเปลี่ยนไปชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ จนยุคทองของสวนผ่านไปเนิ่นนาน การคมนาคมเองก็เปลี่ยนไปใช้ทางบกเป็นหลัก ทำให้บ้านสวนริมน้ำแถวนี้กลายเป็นที่ดินตาบอด เสื่อมโทรม ตั้งอยู่ในซอยลึกเปลี่ยวที่ความเป็นเมืองทิ้งไว้ข้างหลัง แต่คุณแม่พรทิพย์ ลูกสาวชาวสวนผู้นี้ ก็ยังพยายามทำสวนอย่างไม่ลดละ

“เราทำสวนในบ้านก่อน พอ พ.ศ. 2553 หรือสิบเอ็ดปีที่แล้ว เราเริ่มซื้อแปลงที่เป็นกองขยะ แล้วก็แปลงเล็กแปลงน้อยอีกสิบแปลง” เธอเริ่มเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ “หลังจากจัดการกับขยะพลาสติกทั่วสวน เราก็เริ่มฟื้นฟูสวนด้วยการปลูกทองหลาง ซึ่งเป็นพระเอกของเราเลย ทองหลางเป็นพืชที่ให้ไนโตรเจนสูงและเป็นปุ๋ยด้วย เราเอาใบมากินได้ ถ้าจะปลูกพริกไทยหรือปลูกพืชอื่น ก็มีภูมิปัญญาในการเอาต้นทองหลางมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย”

ภูมิใจการ์เด้น สวนลิ้นจี่ 100 ปีที่รักษาวิถีชาวสวนริมน้ำแห่งบางขุนเทียน
ภูมิใจการ์เด้น สวนลิ้นจี่ 100 ปีที่รักษาวิถีชาวสวนริมน้ำแห่งบางขุนเทียน

“สวนของเราทำแบบภูมิปัญญาสมัยก่อน เป็น Permaculture สามารถ Sustain ได้ภายในรั้วรอบขอบชิดของตัวเอง” ลูกชายเสริมต่อถึงวิถีของสวนแบบดั้งเดิม “สมัยก่อนชาวสวนจะปลูกพืชที่เก็บเกี่ยวได้ทั้งปี อย่างลิ้นจี่นี่เก็บได้ปีละครั้ง เขาก็ต้องปลูกพืชอื่นที่เอาไปขายได้ด้วย อย่างขนุน ชมพู่ มะม่วง หรือพืชผักต่างๆ”

“สำหรับที่นี่ ในพื้นที่หนึ่งตารางเมตรแบ่งเป็นระบบนิเวศย่อมๆ ได้เลย เรามีต้นตะลิงปลิง ต้นชะพลู ต้นทองหลาง ปลูกไว้ด้วยกัน ถึงเวลาก็เอามาใส่จานเดียวกัน” คุณแม่พรทิพย์เล่าเสริมอีกว่า การจะทำสวน 7 – 8 ไร่ ต้องใช้ทั้งทุน ทั้งแรง ทั้งความรัก ความบ้า และความสามารถ ผสมกันอย่างต่อเนื่อง เพราะสวนเป็นสิ่งที่ปล่อยทิ้งไม่ได้ หากดายหญ้าไว้ 3 เดือนแล้วไม่ได้เข้ามาดู ก็ต้องเริ่มทำใหม่ตั้งแต่ต้น ซึ่งงานในสวนนี้ แม้เธอไม่ได้ลงแรงทำด้วยตัวเองทั้งหมด แต่ก็ต้องใช้สมองในการคิด อธิบายรายละเอียดให้คนอื่นเข้าใจ ตามองค์ความรู้ที่เธอสะสมมาตลอดการเป็นชาวสวนริมน้ำ

ราว 2 ปีถัดมา ชีวิตชีวาก็กลับมายังสวนของครอบครัว จากที่ทำเพื่ออนุรักษ์พื้นที่สวน ก็เริ่มมีคนสนใจสิ่งที่แม่ลูกทำจริงๆ จังๆ เริ่มจากเพื่อน เพื่อนของเพื่อน ที่อยากเข้ามาเดินชมสวนเพื่อสัมผัสวิถีชีวิตริมคลอง จากนั้นก็เกิดกิจกรรมขึ้นตามธรรมชาติ อย่างการเก็บวัตถุดิบในสวนมาปรุงอาหารกันสนุกสนาน กลายเป็น Experience Tour ไปโดยปริยาย

หลังจากเปิดให้เพื่อนๆ รอบตัวได้ยล 2 ปีหลังมานี้ ‘ภูมิใจการ์เด้น’ ก็ภูมิใจนำเสนอสู่สาธารณชนอย่างเต็มตัว

ภูมิใจการ์เด้น สวนลิ้นจี่ 100 ปีที่รักษาวิถีชาวสวนริมน้ำแห่งบางขุนเทียน
ภูมิใจการ์เด้น สวนลิ้นจี่ 100 ปีที่รักษาวิถีชาวสวนริมน้ำแห่งบางขุนเทียน

“เดิมทีสวนเป็นพื้นที่ที่เราทำขึ้นเพื่ออนุรักษ์ตามแบบของเราเอง เราอยู่แล้วมีความสุข พอเรามีความสุข ตอนนี้ก็เป็น Phase ที่เราอยากแชร์ความสุขให้กับคนทุกกลุ่ม เด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ คุณทวดอายุร้อยแปด ร้อยเก้าปีก็เคยมาที่นี่ ภูมิใจการ์เด้นในนิยามของผมกับคุณแม่เลยเป็น Living Museum สวนกึ่งพิพิธภัณฑ์ เราเปิดสถานที่ตรงนี้ให้คนตระหนักถึงการมีอยู่ของบ้านสวนริมคลอง กลับมาชมเรื่องวิถีชาวสวน ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมย่านเก่าแก่ของบางขุนเทียน”

มากไปกว่านั้น สิ่งที่คุณแม่พรทิพย์เน้นย้ำตลอดการสนทนากับเราคือ ‘วัฒนธรรมอาหารของบางขุนเทียน’ ซึ่งภูมิใจการ์เด้น สวนโบราณในยุคสมัยใหม่แห่งนี้ ก็มีแนวทางในการอนุรักษ์พื้นที่สีเขียวผ่านวิถีการกิน

“กินแล้วปลูก ปลูกแล้วกิน” คุณแม่ชาวสวนพยายามอธิบาย “ภูมิปัญญาชาวสวน ปลูกครั้งเดียว กินชาติหนึ่งเลย เรื่องอาหารเป็นส่วนช่วยเราเรื่องการอนุรักษ์อย่างเต็มรูปแบบ ถ้าตัดอาหารทิ้ง ไม่มีสวนให้คุณเห็นทุกวันนี้หรอก มันเป็นส่วนสำคัญ เรารักการเข้าสวนและการทำอาหาร แค่เราปลูกของที่เราจะกิน ก็มีบริเวณที่เป็นพื้นที่สีเขียวได้แล้ว” 

ภูมิใจการ์เด้น สวนลิ้นจี่ 100 ปีที่รักษาวิถีชาวสวนริมน้ำแห่งบางขุนเทียน
ภูมิใจการ์เด้น สวนลิ้นจี่ 100 ปีที่รักษาวิถีชาวสวนริมน้ำแห่งบางขุนเทียน

ก่อนหน้านี้คุณแม่และลูกชายทำงานประจำ เวลามีคนเข้าขอมาชมสวน จึงต้องบอกปัดในบางที

“บางทีก็ต้องปฏิเสธเขา ให้เขามาเดินในบ้านเราโดยที่ไม่มีคนคอยแนะนำไม่ได้ เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำๆ จนเราต้องขอแม่ว่า แบ่งพื้นที่บางส่วนในสวนเป็นห้องรับรองแขก เลยเป็นที่มาของการเปิดคาเฟ่” อันดามันเกริ่น

พื้นที่ริมน้ำที่เรานั่งอยู่ตอนนี้คือ Natura Cafe เป็นส่วนที่สองแม่ลูกเรียกว่า ‘ห้องรับแขกของสวน’ 

ภูมิใจการ์เด้น สวนลิ้นจี่ 100 ปีที่รักษาวิถีชาวสวนริมน้ำแห่งบางขุนเทียน

“คนที่เขาไม่รู้จักภูมิใจการ์เด้น เขาก็มองว่าเป็นร้านขนมคาเฟ่ธรรมดา แต่ว่าสิ่งที่เราทำ เป้าประสงค์ของเรา มันกว้างไกลกว่านั้นเยอะเลย”

ลูกชายเล่าว่าคาเฟ่นี้เปิดไว้ให้คนที่มาชมสวนมีที่นั่งสบายๆ หลบแดดหลบฝนได้ตามอัธยาศัย ซึ่งเมนูของที่นี่ก็หนีไม่พ้นวัตถุดิบที่เก็บสดๆ จากสวนภูมิใจในแต่ละฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นมะยงชิด มะม่วงเบา ชมพู่มะเหมี่ยว และที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ ‘ตะลิงปลิง’ ที่ปลูกไว้ในสวนเยอะมาก จนสองแม่ลูกนำมาสร้างสรรค์เมนูได้หลายอย่าง ตั้งแต่ยำตะลิงปลิง แกงตะลิงปลิง เมี่ยงตะลิงปลิง น้ำตะลิงปลิง ไปจนถึงเค้กตะลิงปลิงที่เราได้ชิมในวันนี้

เราสูดหายใจเต็มปอดและกวาดตาสำรวจคาเฟ่เลียบน้ำช้าๆ บริเวณที่เรานั่งอยู่เป็นโซนใหม่ มีอาคารศาลากาแฟ สำหรับสั่งเครื่องดื่มและขนม ศาลาริมน้ำสำหรับนั่งห้อยขาลิ้มรสเอร็ดอร่อยอีก 1 หลัง ทั้งสองอาคารออกแบบโดย ธ.ไก่ชน ดึงลักษณะอาคารริมคลองย่านบางขุนเทียนมาประยุกต์ และใช้ ‘ไม้ไผ่’ เป็นวัสดุหลักอย่างประณีตบรรจง

ภูมิใจการ์เด้น สวนลิ้นจี่ 100 ปีที่รักษาวิถีชาวสวนริมน้ำแห่งบางขุนเทียน

“เหตุผลที่ต้องเป็นไม้ไผ่ เพราะเราตั้งใจจะชูอัตลักษณ์ความเป็นพื้นถิ่นของวิถีชาวสวนแบบบ้านๆ ไม้ไผ่ตอบโจทย์ตรงนี้สองข้อ หนึ่ง ไผ่เป็นพืชค่อนข้างอีโค่ โตเร็ว เป็นไม้เศรษฐกิจ สอง เป็นการเคารพภูมิปัญญาคนสวนโบราณ สวนทุกสวนต้องปลูกไผ่ เพื่อใช้เป็นเครื่องไม้เครื่องมือ กินก็กินได้ เอาไปทำเป็นเฟอร์นิเจอร์อย่างแคร่ก็ทำได้”

ใกล้ๆ ศาลาริมน้ำมีลานกว้างขว้างสบายๆ ล้อมรอบคลุมรากต้นลิ้นจี่พันธุ์สาแหรกทองไว้อย่างพอดิบพอดี และเอื้อต่อการรักษาต้นลิ้นจี่อายุกว่า 40 ปีต้นนี้ไว้

ภูมิใจการ์เด้นเป็นสวนที่ผู้มาเยือนอย่างเรารู้สึกถึงความตั้งใจดีของเจ้าบ้าน ไม่ว่าจะเป็นความตั้งใจอนุรักษ์พื้นที่สีเขียว อนุรักษ์วัฒนธรรมชาวสวน หรือความตั้งใจที่จะแบ่งปันให้คนอื่นได้ชม ขณะเดียวกัน ผู้คนที่หลั่งใหลเข้ามาในสวนอย่างต่อเนื่องระหว่างที่เรานั่งอยู่ ก็ทำให้เราคิดว่าการมาของภูมิใจการ์เด้น คงทำให้ย่านนี้เปลี่ยนไปไม่มากก็น้อย

“จากพื้นที่อโคจร คนไม่กล้าเข้ามา จนเริ่มฟื้นฟูคนก็มองว่าเป็นบ้า ขวางโลก ตอนนี้เราทำให้คนอื่นเห็นแล้วว่าเราทำได้ พอเป็นสถานที่ท่องเที่ยว คนค้าขายทางเรือแถวนี้ก็มีรายได้มากขึ้น สวนรอบข้างก็เริ่มคิดอยากจะทำบ้าง

“สิ่งที่เราทำคือการรักษาภูมิปัญญา ยิ่งคนรอบข้างเห็น ยิ่งเขาอยากลุกขึ้นมาทำ มันยิ่งกว่าภูมิใจ”

ภูมิใจการ์เด้น สวนลิ้นจี่ 100 ปีที่รักษาวิถีชาวสวนริมน้ำแห่งบางขุนเทียน

ภูมิใจการ์เด้น และ Natura Cafe

ที่อยู่ : 9/3 ถนนพระรามที่ 2 ซอย 28 แยก 18 แขวงจอมทอง เขตจอมทอง กรุงเทพฯ 10150 (แผนที่)
เปิดทุกวัน เวลา 10.00 – 18.00 น.
Facebook : ภูมิใจการ์เด้น และ Natura Cafe

Writer

พู่กัน เรืองเวส

เด็กสถาปัตย์จบใหม่ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ตอนนี้กำลังสนุกกับการเรียนรู้โลกกว้างหลังเรียนจบ

Photographer

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

เนื้อน้ำค้าง ข้าวแรมฟืน ข้าวปุกงา ซาโมซ่า ต้มใบกระเจี๊ยบ ปาปาซอย 

เมนูชื่อแปลกที่หลายคนอ่านแล้วไม่คุ้น คือของดีของชาวมุสลิมเชื้อสายจีนยูนนานในจังหวัดเชียงใหม่ พวกเขาจะนำเมนูที่เรากล่าวมาและยังไม่ได้กล่าวอีกมากมาขายที่ ‘กาดนัดจีนยูนนาน’ หรือ ‘กาดบ้านฮ่อ’ ทุกเช้าวันศุกร์จนถึงเที่ยง

ตลาดนัดแห่งนี้อยู่คู่กับชุมชนมุสลิมบ้านฮ่อและเชียงใหม่มามากกว่า 30 ปี โดยเริ่มต้นจากคำชักชวนของคนในชุมชนให้ลองเอาของมาขาย กระทั่งเริ่มมีร้านค้ามากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บรรยากาศภายในตลาดมีความเป็นกันเอง พ่อค้า แม่ค้า รวมถึงลูกค้า ต่างทักทายกันอย่างสนิทสนม ราวกับเป็นวันนัดพบของครอบครัวใหญ่

ส่วนอายุของชุมชนบ้านฮ่อ เก่าแก่กว่าตัวตลาดเสียอีก โดยย้อนกลับไปได้ไกลถึง 116 ปี 

กาดบ้านฮ่อ ตลาดเช้ามุสลิมจีนยูนนานแห่งเดียวของเชียงใหม่ อาหารและวัตถุดิบสนุกเพียบ

เริ่มจากพ่อค้าแม่ค้าชาวมุสลิมจีนยูนนานที่ตัดสินใจนำสินค้าของตนแบกขึ้นม้าต่างหรือล่อ เดินทางเป็นคาราวานฝ่าดงและดอยสูงชันเพื่อมาเร่ขายของตามเมืองต่างๆ ในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงเชียงใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ. 2446 พ่อค้าแม่ค้านักเดินทางบางส่วนเริ่มลงหลักปักฐานจนกลายเป็นชุมชนมุสลิมบ้านฮ่อ และนอกจากสินค้าต่างๆ ที่พวกเขาขนข้ามภูเขามาขาย ชาวมุสลิมจีนยูนนานยังได้นำวัฒนธรรมการกินติดตัวมาด้วย ซึ่งต่อมาก็มีเมนูหนึ่งที่ถูกดัดแปลงให้เหมาะกับรสชาติคนไทย จนได้รับความนิยมไปทั่วทั้งภูมิภาคตอนเหนือ นั่นก็คือ ‘ข้าวซอย’

เช้าวันนี้เราชวน ชัยวัฒน์ บุญส่ง ผู้ดูแลกาดนัดจีนยูนนาน มาเป็นไกด์พาทุกคนแอ่วตลาดเช้า เรียนรู้เรื่องราวของตลาด ทำความรู้จักเมนูอาหารชื่อแปลกจากมณฑลยูนนาน และตามรอยข้าวซอยแบบดั้งเดิมกัน

กาดบ้านฮ่อ ตลาดเช้ามุสลิมจีนยูนนานแห่งเดียวของเชียงใหม่ อาหารและวัตถุดิบสนุกเพียบ

“กาดนัดจีนยูนนาน หรือที่คนเชียงใหม่อาจคุ้นกันในชื่อ กาดบ้านฮ่อ ซึ่งจริงๆ แล้ว คนในชุมชนไม่ชอบที่จะถูกเรียกว่า จีนฮ่อ นะครับ ตอนหลังเราเลยตัดสินใจเปลี่ยนชื่อตลาดมาเป็น ‘กาดนัดจีนยูนนาน’ แทน 

“ตลาดนัดแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนื้อที่ขนาดห้าไร่ มีแลนด์มาร์กสำคัญที่หลายคนจดจำได้คือ บ้านไม้โบราณกลางตลาด อายุกว่าร้อยปี เป็นบ้านของคหบดีเมืองเชียงใหม่ ท่านขุนชวงเลียง วงศ์ลือเกียรติ หรือนามเดิม เจิ้งชงหลิ่ง พ่อค้าชาวจีนยูนนานผู้นับถือศาสนาอิสลามที่เดินทางนำสินค้าขึ้นม้าต่างจำนวนหนึ่งร้อยตัว เดินทางผ่านสิบสองปันนา เชียงตุง และเข้าสู่ภาคเหนือของประเทศไทยจนถึงจังหวัดเชียงใหม่เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ในสมัย เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ เจ้าหลวงองค์ที่ 8 ผู้ครองเชียงใหม่ ซึ่งตอนนั้นตรงกับสมัยในหลวงรัชกาลที่ 5″ ชัยวัฒน์เล่าประวัติ

นอกจากการค้าขาย ตอนที่ประเทศไทยกำลังมีการก่อสร้างทางรถไฟสายเหนือ ช่วงขุดอุโมงค์ขุนตานซึ่งอยู่ท่ามกลางดอยล้อมรอบ ทำให้การขนส่งต่างๆ ยากลำบาก ท่านขุนชวงเลียงได้นำม้า วัว และล่อของตนเข้ามาช่วยเหลือ ขนวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างต่างๆ จนการก่อสร้างสำเร็จ และยังช่วยขนส่งพัสดุไปรษณีย์กับเอกสารราชการไปตามจังหวัดทางตอนเหนือ ทำให้ เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงผู้ครองเชียงใหม่องค์ที่ 9 จึงประทานที่ดินจำนวน 5 ไร่ให้แก่ท่านขุนชวงเลียง ต่อมาท่านจึงสร้างบ้านไม้ขึ้นมาเป็นที่อาศัย ซึ่งคือที่ตั้งของกาดจีนยูนนานในปัจจุบัน

ความดีความชอบของท่านขุนชวงเลียงยังคงเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อคราวก่อสร้างสนามบินเชียงใหม่ ท่านขุนชวงเลียงได้บริจาคที่ดินของตนจำนวน 100 ไร่ ซึ่งกลายเป็นที่ตั้งของสนามบินเชียงใหม่ในปัจจุบัน ทำให้ขุนชวงเลียงได้รับความดีความชอบ จนได้รับประทานนามสกุล วงศ์ลือเกียรติ จากในหลวงรัชกาลที่ 6 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ประวัติของท่านขุนชวงเลียงยังมีความน่าสนใจ เมื่อสืบค้นจนพบว่าท่านขุนคือทายาทของ เจิ้งเหอ ยอดแม่ทัพกองเรือของจีนที่เดินทางรอบโลกเมื่อ 600 ปีที่แล้ว ซึ่งมีทฤษฎีกล่าวว่าเจิ้งเห้อคือผู้ค้นพบทวีปอเมริกาก่อน คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) แต่ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน เจิ้งเห้อเดินทางไปหลายทวีปตั้งแต่แอฟริกา ซึ่งปรากฏในบันทึกว่าท่านเคยนำสัตว์จากแอฟริกา อาทิ ม้าลาย นกกระจอกเทศ ยีราฟ ฯลฯ ถวายแด่จักรพรรดิหย่งเล่อ

เจิ้งเห้อยังเดินทางไปยังประเทศในทวีปเอเชียที่อยู่ติดกับทะเล รวมถึงประเทศไทยในรัชสมัย สมเด็จพระรามราชาธิราช แห่งราชวงศ์อู่ทอง ผู้ปกครองกรุงศรีอยุธยา ซึ่งคนไทยในปัจจุบันรู้จักท่านในนาม ‘เทพเจ้าซำปอกง’ หรือ หลวงพ่อโตจากวัดกัลยาณมิตร กรุงเทพฯ ซึ่งว่ากันว่าเกิดจากความเข้าใจผิด สาเหตุที่ชาวจีนมาไหว้วิญญาณเทพเจ้าซำปอกงที่วัดกัลยาณมิตรนั้น เกิดจากชาวจีนที่นับถือศาสนาพุทธกลุ่มหนึ่งเลื่อมใสในหลวงพ่อโตที่วัดกัลยาณมิตร จึงเขียนตัวอักษรจีนไว้ที่หน้าวิหารว่า ‘ซำปอฮุดกง’ หมายถึง พระเจ้า 3 พระองค์

นั่นคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ชาวจีนที่นับถือเจ้าพ่อซำปอกงอ่านป้ายนั้นคลาดเคลื่อนเป็น ‘ซำปอกง’ จึงคิดว่าเป็นสถานที่เซ่นไหว้วิญญาณของซำปอกงหรือเจิ้งเห้อ จึงกลายเป็นสถานที่สักการะซำปอกงมาถึงปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้ บ้านไม้ของท่านขุนชวงเลียงที่เป็นแลนด์มาร์กของกาดนัดจีนยูนนาน จึงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ไม่น้อย ทั้งในชุมชนบ้านฮ่อ จังหวัดเชียงใหม่ จนถึงระดับประเทศ

กาดบ้านฮ่อ ตลาดเช้ามุสลิมจีนยูนนานแห่งเดียวของเชียงใหม่ อาหารและวัตถุดิบสนุกเพียบ
กาดบ้านฮ่อ ตลาดเช้ามุสลิมจีนยูนนานแห่งเดียวของเชียงใหม่ อาหารและวัตถุดิบสนุกเพียบ

“ในอดีตบ้านไม้ของขุนชวงเลียง ถูกใช้เป็นที่รวมตัวของชาวจีนยูนนานในพื้นที่ เพื่อประกอบพิธีทางศาสนาอิสลาม กระทั่งต่อมามีการสร้างมัสยิดบ้านฮ่อขึ้นใกล้ๆ กัน ก็เลยย้ายไปทำพิธีกรรมในมัสยิดแทน และทุกๆ วันศุกร์ คนในชุมชนจะเข้าไปประกอบพิธีทางศาสนาภายในมัสยิดกันทุกคน ลูกหลานของท่านขุนชวงเลียงจึงเปิดพื้นที่รอบบ้านให้คนในชุมชนเริ่มนำของมาขาย จากหนึ่งร้านก็ชักชวนต่อๆ กัน จนกลายเป็นตลาดนัดที่เกิดขึ้นทุกวันศุกร์ถึงวันนี้”

ชัยวัฒน์พาเราเดินชมรอบๆ บ้านเจิ้งเหอที่ตอนนี้อยู่ในสภาพทรุดโทรม จึงปิดไว้ไม่ให้ใครเข้า เขาชี้ให้เราเห็นร่องรอยการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยที่แสดงให้เห็นจากการซ่อมแซมส่วนต่างๆ ของบ้านไม้โบราณหลังนี้

“เราจะเห็นว่ามีความพยายามซ่อมแซมบ้านหลังนี้อยู่ตลอด เช่น กระเบื้องดินเผาบนหลังคา ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่ามีกระเบื้องสองชนิด แบบแรกมีปลายโค้งคล้ายเกล็ดมังกร กับแบบเรียบที่นำมาซ่อมแซมภายหลัง เสาใต้ถุนบ้านก็พบว่ามีการเสริมเสาปูนเข้ามา เสาไม้หลายอันก็มีการเสริมให้แข็งแรงโดยชาวบ้าน บ้านไม้อายุขนาดนี้ต้องใช้เงินในการซ่อมแซมไม่ต่ำกว่าล้าน ซึ่งชาวบ้านดูแลไม่ไหว ตอนที่บริษัทของเจ้านายผมเข้ามาซื้อพื้นที่ตรงนี้จากทายาทของท่านขุนชวงเลียง เราบอกความตั้งใจว่าจะเก็บบ้านไม้หลังนี้เอาไว้ 

“ในอนาคต เราปรึกษากับ อาจารย์จุลพร นันทพานิช ว่าจะซ่อมแซมให้กลับมาสมบูรณ์และใช้เป็นพื้นที่แสดงนิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของชุมชนบ้านฮ่อ เพราะที่นี่คือสถานที่ในความทรงจำของชุมชนทุกคน หลายคนเคยวิ่งเล่นที่นี่ตั้งแต่เด็ก เราปล่อยให้บ้านนี้พังลงไปไม่ได้”

กาดบ้านฮ่อ ตลาดเช้ามุสลิมจีนยูนนานแห่งเดียวของเชียงใหม่ อาหารและวัตถุดิบสนุกเพียบ

ระหว่างที่เดินตามชัยวัฒน์เข้าไปในตลาด แผงพ่อค้าแม่ค้าต่างทักทายเขาอย่างสนิทสนม บ้างก็ปรึกษา

“ผมเองเป็นคนในพื้นที่ เติบโตมาในบริเวณนี้ ผมทำงานที่ตลาดนี้มายี่สิบสองปี เราเลยรู้จักกันหมด พ่อค้าแม่ค้าบางคนที่ขายมาตั้งแต่สมัยก่อตั้งตลาด หลายคนเริ่มทยอยเสียไปแล้วและได้ทายาทรุ่นสองมารับช่วงต่อ มันเหมือนครอบครัวใหญ่ เวลาเขามีปัญหาอะไรเราก็คุยกันได้ ตอนนี้หลายคนในตลาดกำลังกังวลเรื่องยอดขายที่น้อยลงเพราะสถานการณ์โควิด-19 เราก็พยายามช่วยเขาให้ขายได้ดีเหมือนเดิม สร้างเพจของตลาดขึ้นมา ช่วยถ่ายรูปสินค้าโปรโมตลงเพจให้ผู้คนทั่วไปได้เห็น ได้รู้จัก เราเติบโตและเห็นคุณค่าของตลาดนัดแห่งนี้ เลยอยากสื่อสารให้คนอื่นได้รู้เช่นกัน 

“สิ่งแรกที่ผมอยากสื่อสารเลยคือ ของที่นำมาขายที่นี่เป็นของดี เป็นผัก ผลไม้ คุณภาพดี สด และปลอดภัย ซึ่งปกติของที่มีคุณภาพแบบนี้มักจะถูกนำไปขายในซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งชาวบ้านทั่วไปสู้ราคาไม่ได้ แต่ที่นี่เราตั้งใจเปิดโอกาสให้ชาวบ้านหรือคนทั่วไปเข้าถึงของดีได้ในราคาไม่แพงมาก แถมยังสนับสนุนสินค้าเกษตรจากเกษตรกรที่มาขายโดยตรง ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง” ชายที่เติบโตมากับพ่อค้า แม่ขาย และพื้นที่แห่งนี้ เล่าใจความสำคัญให้เราฟัง

ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี
ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี

พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ในตลาด คือคนที่อยู่แถวดอยอ่างขาง ดอยหลวงเชียงดาว อำเภอไชยปราการ ที่มีอากาศค่อนข้างหนาว ทำให้ปลูกผลผลิตเมืองหนาวได้ดี ที่ตลาดแห่งนี้เราจึงเห็นผักผลไม้เมืองหนาวในแต่ละฤดูกาลมาวางขายในราคาถูก ไม่ว่าจะเป็น ลูกพลับ เชอรี่ บ๊วย หรืออะโวคาโดที่มีให้ซื้อตลอดปี ที่นี่ยังเป็นแหล่งรวมวัตถุดิบทำอาหารสไตล์จีนยูนนานที่ใหญ่และครบครันที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปรุงที่นำเข้าจากจีน ไก่ดำ เต้าหู้ยี้ กิมจิหรือผักดองที่มีทั้งสูตรแบบไทย แบบจีน และไทใหญ่ให้ลอง 

หนึ่งในไฮไลต์ก็คือเนื้อหรือเป็ดน้ำค้าง ภูมิปัญญาการเก็บรักษาเนื้อของจีนยูนนานที่นำเนื้อมาพอกกับเหลือแล้วตาก นำมาผัดกับเครื่องเทศต่างๆ ได้รสชาติที่เข้มข้น

ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี

“เนื้อน้ำค้างหรือเป็ดน้ำค้างเป็นหนึ่งในสินค้าเด่นของที่นี่ และน่าจะเป็นตลาดเดียวที่มีสินค้านี้ขายเยอะที่สุด แต่ละเจ้าเขาก็จะมีสูตรประจำครอบครัว และมีลูกค้าประจำของแต่ละคนมาคอยต่อคิวซื้อกลับไปทำกินที่บ้าน”

ระหว่างที่เดินในตลาด เราต้องหยุดเดินหลายครั้งเพื่อแวะถามชื่อของวัตถุดิบต่างๆ ที่ไม่คุ้นตาเสียเลย เช่น ใบกระเจี๊ยบแดง ให้รสเปรี้ยวกำลังดี นำไปต้มตัดเลี่ยนกับขาหมู ทำเป็นแกงหรือผัดกับเนื้อสัตว์ได้รสชาติอร่อย แถมยังมีคุณสมบัติเป็นสมุนไพรที่มีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงสายตาด้วยนะ

ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี
ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี

เดินมาอีกหน่อย เราก็พบเมนูของทอดสีเหลืองหน้าตาน่ารับประทาน นั่นคือข้าวโพดทอด อาหารทานเล่นของจีนยูนนาน ที่นำข้าวโพดหวานหมักกับแป้งสาลี ก่อนนำมาทอดในกระทะแบน เมื่อกัดเข้าไปแล้วได้ความกรอบ และยังมีเมล็ดข้าวโพดให้เคี้ยว ทานได้อย่างเพลิดเพลินด้วยรสหวานกำลังดี ไม่เลี่ยน ถัดมาอีกนิดเป็นแผงของทอดรูปทรงสามเหลี่ยมน่าทาน เป็นแป้งทอดยัดไส้คล้ายปอเปี๊ยะในแบบฉบับชาวมุสลิมที่เรียกว่า ซาโมซ่า มีทั้งไส้ผักและเนื้อสัตว์

อีกเมนูที่คนต่อคิวซื้อเยอะมาก คือ ข้าวปุกงา หรือ ข้าวหนุกงา เป็นการนำข้าวเหนียวมาตำกับงาขี้ม่อน แล้วนำไปย่าง ราดด้วยน้ำอ้อยหรือน้ำผึ้ง แล้วห่อใบตองถือทาน ได้กลิ่นข้าวและงาหอมฟุ้ง หวานกำลังดี หนึบน่าเคี้ยว

“สำหรับบางคนที่ไม่อยากทานทันที ก็ซื้อข้าวปุกงาแบบแผ่นกลับบ้านได้ จะทอดให้กรอบนิดหน่อย หรือปิ้งให้หอมก็อร่อยเหมือนกัน ข้าวปุกงาเป็นอาหารของคนบนดอยที่เขาทำกินในช่วงเทศกาลเท่านั้น ถ้ามาตลาดนัดจีนยูนนานจะได้กินทุกวันศุกร์ เนอะแม่” ชัยวัฒน์หันไปแซวคุณป้าเจ้าของร้านข้าวปุกงา สร้างเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี 

ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี

เราเดินเล่นในตลาดจวนจะเที่ยง แม้จะแวะชิมอาหารแปลกตาต่างๆ แต่ก็ยังมีพื้นที่ในกระเพาะเหลือไว้สำหรับเมนูอร่อยจานถัดไปที่ชัยวัฒน์กำลังจะพาเราไป 

“อันนี้เป็นอีกร้านเก่าแก่ของตลาดครับ ขายมาตั้งแต่รุ่นแม่ ปัจจุบันรุ่นลูกเข้ามารับช่วงต่อ เป็นร้านอาหารที่ขายข้าวแรมฟืนร้อน ข้าวแรมฟืนเย็น และก๋วยเตี๋ยวยูนนาน” ไกด์หนุ่มประจำตลาดแนะนำอย่างเชี่ยวชาญ

เมนูทีเกิดจากการนำข้าวหรือแป้งจากถั่วเขียวมาโม่และหมักทิ้งไว้จนจับเป็นก้อน แล้วหั่นเป็นแท่ง ลูกเต๋า หรือซอยเป็นเส้นก็ได้ ราดน้ำซุปพร้อมเครื่องปรุง ทานคู่กับผักดอง ส่วนก๋วยเตี๋ยวยูนนาน จะนำแป้งข้าวมาซอยเป็นเส้น ราดด้วยซุปน้ำใสและเนื้อที่ผัดกับเครื่องเทศ ทานพร้อมผักดอง ต่อมาชาวเชียงใหม่หยิบมาดัดแปลงให้ถูกปากคนไทยมากขึ้น ด้วยการใส่กะทิเพิ่มเข้าไปให้เข้มข้น และเปลี่ยนมาใช้เส้นบะหมี่แทน โดยคำว่าข้าวซอย ก็มาจากกระบวนการนำก้อนแป้งมาซอยให้เป็นเส้นนั่นเอง 

ซึ่งที่ตลาดนัดจีนยูนนาน คุณจะได้ลองกินบรรพบุรุษของข้าวซอย และหากยังอยากตามรอยพัฒนาการของข้าวซอย ให้ลองเดินออกมาจากตลาดเล็กน้อย ใกล้ๆ กันจะมีร้านข้าวซอยอิสลาม ร้านเจ้าดังที่อยู่กับย่านมานาน มีเมนูข้าวซอยที่เริ่มวิวัฒนาการโดยมีการใส่กะทิ แต่ยังคงใช้เส้นจากข้าวอยู่ให้คุณลองชิม

ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี
ตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอย ชิมอาหารมุสลิมจีนยูนนาน ช้อปผักผลไม้เมืองหนาวจากยอดดอย ในชุมชมอิสลามบ้านฮ่ออายุ 116 ปี

เราทำภารกิจตามรอยบรรพบุรุษข้าวซอยสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ตลาดก็วายทันกันพอดี

ขณะที่ชัยวัฒน์เดินมาส่งเรากลับบ้าน เขาก็เริ่มเล่าสิ่งที่อยู่ในใจให้ฟัง

“ผมเชื่อว่าผู้คนในย่านหรือแม้แต่คนเชียงใหม่เอง รู้สึกผูกพันกับตลาดแห่งนี้ เดี๋ยวนี้เราหาตลาดที่มีความสัมพันธ์แบบนี้ได้ยากแล้วนะครับ มันเป็นเสน่ห์ของที่นี่ รวมถึงบ้านไม้โบราณ สินค้าต่างๆ หรือแม้แต่การจัดวางร้าน 

“เมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ อาจจะดูรก ไม่วางตัวเป็นเส้นตรงเป๊ะๆ อยู่ในกรอบ แต่สำหรับผมมันคือเสน่ห์ของที่นี่ เป็นสิ่งที่อยู่ในความทรงจำของผู้คนมาแล้วรุ่นต่อรุ่น เราไม่อยากเปลี่ยนอะไรถ้ามันจะส่งผลไม่ดี ในอนาคตเราจะพยายามพัฒนาให้มีกิจกรรม มีการสื่อสารเรื่องราวที่อยู่ภายในตลาดแห่งนี้ให้คนรู้จักมากขึ้น ในสถานการณ์โรคระบาดแบบนี้ เมื่อมันเริ่มดีขึ้น ผมก็อยากให้คนกลับมาสนุกกับการเดินตลาดอีกครั้ง” ชัยวัฒย์ส่งต่อความในใจด้วยรอยยิ้ม

กาดนัดจีนยูนาน (กาดบ้านฮ่อ)

ที่ตั้ง : ซอยเจริญประเทศ 1 ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50100 (แผนที่)

เปิดเฉพาะวันศุกร์ เวลา 05.00 – 12.00 น. 

โทรศัพท์ : 06 2592 3447

Facebook : กาดนัดจีนยูนาน

Writer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load