ท่ามกลางขุนเขาที่เงียบสงบ โอบล้อมไปด้วยแมกไม้อันเขียวขจี มีหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อว่า ‘หมู่บ้านอิต่อง’ ซ่อนตัวอยู่อย่างกลมกลืนไปกับผืนป่ากว้าง ในอาณาบริเวณของตำบลปิล็อก อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ติดกับพรมแดนระหว่างประเทศไทยและสหภาพเมียนมา

ที่นี่ประกอบไปด้วยคนหลากหลายเชื้อชาติทั้งไทย ลาว พม่า มอญ กะเหรี่ยง และทวาย ที่อาศัยอยู่ร่วมกันมาเนิ่นนาน

คอลัมน์ Public Space ครั้งนี้พิเศษ เพราะเราไม่ได้พาคุณไปเยี่ยมชมพื้นที่สาธารณะเท่ๆ ดีไซน์ล้ำในเมืองอย่างที่เคยเป็นมา แต่เราจะพาคุณเข้าป่า ไปสำรวจ PILOK Community Space อาคารหลังใหม่เอี่ยมของชาวหมู่บ้านอิต่อง ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็น Public Space ของชุมชนกลางป่าเขาแห่งนี้

นอกจากการเป็นพื้นที่ส่วนกลางสาธารณะของชาวชุมชน PILOK Community Space ยังเป็นศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีดิจิทัลสารสนเทศ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมคนภายในชุมชนสู่โลกภายนอกผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจ ส่งเสริมการประกอบอาชีพให้ชุมชนอยู่ได้ด้วยตนเอง ด้วยการใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน

หยิบกุญแจ แพ็กของ เตรียมเข้าป่า เราจะพาทุกคนไปสัมผัสกับความสวยงามของธรรมชาติ สูดกลิ่นอายความบริสุทธิ์แห่งขุนเขา และคุยกับสถาบันอาศรมศิลป์ ผู้อยู่เบื้องหลังกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วมกับชุมชน ที่ไม่ได้แค่ออกแบบพื้นที่ แต่ออกแบบรูปแบบการใช้ชีวิตที่ยังคงเคารพภูมิปัญญา วัฒนธรรมล้ำค่า และทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งและเป็นฐานในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป

ปิล็อก คอมมูนิตี้สเปซ ภารกิจออกแบบศูนย์ชุมชนที่พัฒนาคนและผืนป่ากาญจนบุรีอย่างยั่งยืน

ความรุ่งโรจน์ในอดีต

‘ปิล็อก’ เป็นชื่อของเหมืองแร่ ในช่วงที่รัฐบาลให้สัมปทานเปิดเหมืองปิล็อก ซึ่งในยุคนั้นแร่ดีบุกถือว่าเป็นแร่ที่สร้างรายได้ให้คนพื้นที่ เกิดการแลกเปลี่ยนค้าขาย มีสถานบันเทิงและโรงหนังสำหรับคนงานที่เข้ามาทำเหมือง จนกระทั่ง พ.ศ. 2528 เกิดวิกฤตการณ์ราคาแร่ดีบุกตกต่ำทั่วโลก พ.ศ. 2534 เหมืองจำนวนมากทยอยปิดตัวลง ทำให้ที่นี่กลายเป็นหมู่บ้านที่เงียบสงบ 

ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอ จากวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ทำให้คนในชุมชนต่างปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติในหมู่บ้านยังไม่ถูกทำลายไป จึงทำให้เกิดการท่องเที่ยว บ้านเรือนของคนในชุมชนปรับเปลี่ยนมาเป็นที่พัก ร้านอาหาร ให้เหล่านักท่องเที่ยวไปได้แวะเยี่ยมเยียน หมู่บ้านจึงกลับมารุ่งโรจน์เหมือนในอดีตอีกครั้ง

ปิล็อก คอมมูนิตี้สเปซ ภารกิจออกแบบศูนย์ชุมชนที่พัฒนาคนและผืนป่ากาญจนบุรีอย่างยั่งยืน

แรกเริ่ม

“อยากมีพื้นที่การเรียนรู้ร่วมกันในชุมชน”

“อยากมีห้องคอมพิวเตอร์ไว้ทำงาน”

“อยากมีพื้นที่สวยๆ ไว้ถ่ายรูปเยี่ยมชมธรรมชาติ”

คำถามมากมายเหล่านี้เหมือนเป็นการย้ำเตือนว่า หมู่บ้านอิต่องยังขาดพื้นที่ส่วนกลางให้คนในชุมชนได้มารวมตัวกัน อีกทั้งในแง่ของเศรษฐกิจ ที่หมู่บ้านแห่งนี้ยังพัฒนาไปได้มากกว่านี้

โครงการการออกแบบศูนย์บริการสำหรับการให้ความรู้ เพื่อพัฒนาทักษะความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) ณ หมู่บ้านอิต่อง ตำบลปิล็อกจึงเกิดขึ้น กลายเป็น PILOK Community Space พื้นที่การเรียนรู้ เตรียมความพร้อม และส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับชุมชนพร้อมเผชิญความท้าทายกับโลกภายนอก

ภายใต้ความร่วมมือกันของศูนย์ศึกษานโยบายการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, สถาบันอาศรมศิลป์, กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กสทช.)

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็นมหาวิทยาลัยเปิดแห่งเดียวของประเทศไทยที่ใช้ระบบการศึกษาทางไกล ซึ่งหมายถึงระบบการเรียนการสอนที่เอื้ออำนวยให้นักศึกษาสามารถใช้เวลาศึกษาด้วยตนเองโดยไม่ต้องเข้าชั้นเรียนตามปกติ แต่ใช้วิธีการศึกษาโดยผ่านสื่อการสอนต่างๆ เพื่อขยายและกระจายโอกาสทางการศึกษาระดับอุดมศึกษา

ปิล็อก คอมมูนิตี้สเปซ ภารกิจออกแบบศูนย์ชุมชนที่พัฒนาคนและผืนป่ากาญจนบุรีอย่างยั่งยืน

ทีมสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์เล่าให้ฟังว่า เมื่อทางอาศรมศิลป์รับโจทย์งานนี้มา เพราะเห็นว่าโครงการนี้มีความน่าสนใจ ทั้งในแง่โจทย์ของโครงการและพื้นที่ชุมชน และด้วยระยะเวลาในการดำเนินงานที่ค่อนข้างจำกัด จึงถือเอาโครงการนี้เป็นโอกาสในการ ‘ลงแขก’ ให้สถาปนิกรุ่นใหม่ของอาศรมศิลป์ ร่วมกันออกแบบ เพื่อเป็นโอกาสในการสร้างสำนึกจิตอาสาให้ทีมสถาปนิกเอง

เพราะเมื่อคนในองค์กรได้ตระหนัก ลุกขึ้นมามีบทบาท แสดงตัวตน ทำงานในพื้นที่จริง เรียนรู้สถานการณ์ ระดมความคิดและรู้จักแก้ปัญหา โดยมุ่งเน้นไปที่ประโยชน์ซึ่งจะเกิดกับชุมชน ย่อมทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน มากกว่าการนั่งทำงานอยู่แค่หน้าคอมพิวเตอร์ของตัวเอง

จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน

ความน่าสนใจของโครงการการออกแบบศูนย์บริการสำหรับการให้ความรู้ เพื่อพัฒนาทักษะความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) หมู่บ้านอิต่อง ตำบลปิล็อก นอกจากเป็นการสร้างพื้นที่ใหม่ใจกลางหุบเขาแล้ว

โครงการนี้ตั้งใจสร้างศูนย์กลางชุมชน ‘ใจบ้าน’ ให้ชุมชนรู้สึกเป็นเจ้าของในการเกิดศูนย์กลางของชุมชน ขึ้นมาเอง โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนและคนนอกที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชุมชน

ทีมสถาปนิกเล่าต่อว่า โครงการนี้มีปัญหาและความท้าทายต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ทำให้พวกเขาได้เรียนรู้บทบาทของสถาปนิกที่เป็นมากกว่าแค่นักออกแบบ

การเริ่มต้นทำความเข้าใจโจทย์ และนำพาไปถึงจุดที่สร้างอาคารสำเร็จเป็นรูปร่างไม่ใช่เรื่องง่าย การทำกระบวนการมีส่วนร่วมซึ่งให้ได้ข้อมูลมา ปัญหาเรื่องการสื่อสาร ความต่างทางวัฒนธรรม ทำให้การเข้าถึงผู้คนในพื้นที่เป็นเรื่องยากและท้าทาย

ทุกการสื่อสารจำเป็นต้องมีล่ามในการช่วยนำเสนองาน ทางทีมออกแบบจึงคิดวิธีทำกระบวนการให้คนในชุมชนเข้าใจสิ่งที่พวกเขาต้องการจะสื่อ ออกมาเป็นรูปแบบต่างๆ และแบ่งผู้ใช้ออกเป็น กลุ่มเด็ก กลุ่มผู้ใหญ่ และกลุ่มนักท่องเที่ยว ที่แต่ละกลุ่มก็มีวิธีการในการเข้าถึงข้อมูลแตกต่างกัน

กระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วม แบ่งออกเป็น 3 ครั้งหลักๆ คือ

ครั้งที่หนึ่ง เป็นการลงพื้นที่เพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่คนในชุมชน โดยการเข้าไปร่วมพูดคุยกับคนในชุมชนทั้งพระ คุณครู ผู้ใหญ่บ้าน เด็กในชุมชน ศึกษาวัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิตของคนในชุมชน รวมไปถึงการมองหาสถานที่สำหรับสร้างศูนย์การเรียนรู้

ปิล็อก คอมมูนิตี้สเปซ ภารกิจออกแบบศูนย์ชุมชนที่พัฒนาคนและผืนป่ากาญจนบุรีอย่างยั่งยืน
ปิล็อก คอมมูนิตี้สเปซ ภารกิจออกแบบศูนย์ชุมชนที่พัฒนาคนและผืนป่ากาญจนบุรีอย่างยั่งยืน

ครั้งที่สอง เป็นการต่อยอดกระบวนการการมีส่วนร่วม เพื่อค้นหารูปแบบของสถาปัตยกรรม ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของคนในชุมชนเข้ามาร่วมด้วย 

โดยเริ่มจากการสำรวจความต้องการ (Requirement) ทำกิจกรรมกับเด็กเพื่อให้เข้าใจพฤติกรรม วิถีชีวิต โดยให้เด็กๆ ในชุมชนวาดรูปสถานที่ในฝันขึ้นมา และเก็บข้อมูลที่ตั้งศูนย์การเรียนรู้ไปต่อยอด ค้นหารูปแบบของสถาปัตยกรรม สังเกตการใช้พื้นที่ของชุมชน ระดมความคิด ความเป็นไปได้ในการสร้างศูนย์การเรียนรู้ ก่อนนำเสนอเข้าที่ประชุม

ต่อมาเป็นการออกแบบในสถานที่จริง (Design at Site) และนำเสนอต่อที่ประชุมชุมชนเพื่อหารูปแบบที่ดีที่สุดในการสร้างศูนย์การเรียนรู้ จัดทำผัง Zoning ว่าพื้นที่การใช้งานประกอบไปด้วยรูปแบบใด อยู่ตำแหน่งไหนจึงจะตอบโจทย์คนในชุมชนมากที่สุด และปิดท้ายกระบวนการด้วยการระดมความคิดกับผู้ออกแบบและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาข้อสรุปในการทำศูนย์การเรียนรู้ที่ชัดเจนเป็นหุ่นจำลอง (Model) และเตรียมนำไปเสนอให้กับชุมชน

ปิล็อก คอมมูนิตี้สเปซ ภารกิจออกแบบศูนย์ชุมชนที่พัฒนาคนและผืนป่ากาญจนบุรีอย่างยั่งยืน
ปิล็อก คอมมูนิตี้สเปซ ภารกิจออกแบบศูนย์ชุมชนที่พัฒนาคนและผืนป่ากาญจนบุรีอย่างยั่งยืน

มาสู่ความร่วมมือกัน ครั้งที่สาม ของคนในชุมชนกับทีมอาศรมศิลป์ โดยใช้ ‘เครื่องมือการนำเสนอ’ ผ่านแผ่น Flip Chart หรือกระดาษชาร์ต เป้าหมายหลักคือเพื่อให้ชุมชนเห็นภาพจริงจากแบบจำลองและหาข้อมูลเพิ่มเติม

โดยแบ่งคนในชุมชนออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มผู้ใหญ่และกลุ่มเด็ก ผลลัพธ์จากการนำเสนอต่อชุมชน เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างวัย สร้างความเข้าใจร่วมกันให้แก่คนในชุมชน สถาปนิกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาแบบให้สมบูรณ์

ปิล็อก คอมมูนิตี้สเปซ ภารกิจออกแบบศูนย์ชุมชนที่พัฒนาคนและผืนป่ากาญจนบุรีอย่างยั่งยืน
ปิล็อก คอมมูนิตี้สเปซ ภารกิจออกแบบศูนย์ชุมชนที่พัฒนาคนและผืนป่ากาญจนบุรีอย่างยั่งยืน

และผลลัพธ์จากกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วม คือแนวคิด Connect to Re-connect พื้นที่เชื่อมต่อแห่งใหม่ที่ทำให้การเชื่อมความสัมพันธ์กลับมาอีกครั้ง ทั้งระหว่างผู้คนในชุมชน ระหว่างชุมชนกับธรรมชาติแวดล้อม รวมถึงการเชื่อมโยงกับโลกภายนอกผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ และทำให้เกิด PILOK Community Space ขึ้น

จากปัญหาสู่คำตอบสร้างสรรค์

ทีมสถาปนิกอธิบายว่า โจทย์หนักของการออกแบบคือ เรื่องงบประมาณ เพราะด้วยงบประมาณที่จำกัด ทำให้แทบเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะเนรมิตอาคารตามแบบที่ทุกคนฝันได้ ดังนั้นทีมงานจึงต้องทำการบ้านหนักขึ้น และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับช่างพื้นบ้าน ในการหาวิธีลดสเปควัสดุเพื่อคุมราคาให้อยู่ตามงบประมาณ เพื่อสร้างอาคารในฝัน

ตามแบบเดิมที่จะเป็นอาคารกระจกรอบทิศ เพื่อให้มีเส้นสายมาบดบังทัศนียภาพน้อยที่สุด ทีมสถาปนิกจำเป็นต้องเปลี่ยนมาใช้อลูมิเนียม ซอยแยกระยะกระจกแทน เพื่อลดต้นทุน โดยกันส่วนผนังไม้หุ้มตัวอาคารที่จะช่วยลดความแข็งกระด้างของหน้าตาอาคารที่เป็นเส้นอลูมิเนียมไปไว้ในเฟสที่ 2 เมื่อมีงบเพิ่มเติมภายหลัง  

นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องสภาพภูมิอากาศ ฝน 8 แดด 4 (ทีมสถาปนิกอาศรมศิลป์ใช้เวลาออกแบบโครงการ 3 เดือน และก่อสร้าง 4 เดือน)

ในการทำกระบวนการออกแบบแรกๆ ทางทีมออกแบบต้องทำงานตามเวลาที่วางไว้ และต้องให้ทันการช่วงหน้าฝน แต่ไม่เป็นอย่างที่คิด แบบเสร็จไม่ทันประกอบกับปัญหาเรื่องการคุมงบประมาณวัสดุ ทำให้กระบวนการนี้ยืดยาวออกไปเป็น 5 เดือน จากแผนตอนแรกที่ 3 เดือน

พอในเดือนที่ 5 หน้าฝนมาแล้ว อากาศที่ตำบลปิล็อก มีความชื้นสูงมาก ขนาดปิดประตูห้อง พื้นห้องยังเปียก ผู้รับเหมาก่อสร้างจึงไม่แนะนำให้ดำเนินการช่วงนี้ แต่ด้วยระยะเวลาที่จำกัด ผู้รับเหมาจำเป็นต้องทำงานต่อ ทีมสถาปนิกจึงออกแบบวิธีก่อสร้างแบบหนีฝน

โดยใช้แนวคิดเดียวกับการกางร่มเพื่อกันฝน​ ส่วนประกอบสำคัญที่ต้องก่อสร้างและดำเนินการขึ้นมาก่อนในช่วงต้นฝน คือการทำฐานราก ตั้งเสา และทำพื้นชั้น 2 (เนื่องจากพื้นชั้น 2 จะเปรียบเสมือนร่มที่กางคลุมพื้นที่ชั้น 1) วิธีนี้จะทำให้ผู้รับเหมาสามารถทำงานบนพื้นชั้น 1 ได้โดยไม่เปียก

ทันทีที่ฝนหยุดหรือมีความชื้นน้อย ผู้รับเหมาก่อสร้างจะรีบดำเนินการก่อสร้างส่วนอื่นๆ ทันที พอฝนตกมาอีกที ก็กลับเข้ามาทำในพื้นที่ชั้น 1 ต่อ สลับแบบนี้ไปเรื่อยๆ

สถาบันอาศรมศิลป์ตั้งใจใช้บริการผู้รับเหมาก่อสร้างในพื้นที่ เพราะอยากให้คนในชุมชนรู้สึกเป็นเจ้าของ แต่ความท้าทายที่ตามมาคือ หัวหน้าผู้รับเหมาก่อสร้างเป็นชาวเมียนมา ทำให้การสื่อสารระหว่างกันค่อนข้างลำบาก แม้จะสามารถส่งไลน์คุยงานกันได้ แต่แบบก่อสร้างทั้งหมดก็เป็นภาษาไทยอยู่ดี

เลยต้องคิดวิธีสื่อสารเป็นจุดสี ระบุว่าสีนี้แทนวัสดุอะไร และให้ช่างชาวไทยช่วยแปลให้อีกที แบบนี้ทีมสถาปนิกและหัวหน้าผู้รับเหมาก่อสร้างก็สามารถสื่อสารถึงกันได้ด้วยภาษาจุดสี

พื้นที่เล็ก กลางป่าใหญ่

พื้นที่ศูนย์การเรียนรู้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่ใช้สำหรับการเรียนรู้ของคนในชุมชน ประกอบไปด้วยห้องคอมพิวเตอร์โทรทัศน์ดิจิทัล ซึ่งมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชและสำนักงาน กสทช. ออกแบบหลักสูตรเพื่อสอนการใช้งานอินเทอร์เน็ต โปรแกรมเพื่อช่วยเหลือชุมชนชายขอบ ส่งเสริม พัฒนา ต่อยอดไปจนถึงการค้าขาย

ปิล็อก คอมมูนิตี้สเปซ ภารกิจออกแบบศูนย์ชุมชนที่พัฒนาคนและผืนป่ากาญจนบุรีอย่างยั่งยืน
ปิล็อก คอมมูนิตี้สเปซ ภารกิจออกแบบศูนย์ชุมชนที่พัฒนาคนและผืนป่ากาญจนบุรีอย่างยั่งยืน

ส่วนที่ใช้สำหรับพักผ่อนหย่อนใจ เป็นพื้นที่เนินแนวดิ่งบนศูนย์การเรียนรู้ มองเห็นขุนเขาได้ 360 องศา เสมือนขุนเขาโอบล้อมเราอยู่ พูดง่ายๆ คือจุดชมวิวดีๆ นั่นเอง 

พื้นที่บริเวณใกล้เคียงมีอาคารห้องสมุดเก่าที่คนในชุมชนร่วมสร้างและปรับปรุงขึ้นใหม่ ห้องสมุดแห่งนี้คนในชุมชนล้วนเคยร่ำเรียนมาแล้วทั้งสิ้น ถือเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ของคนในชุมชนเช่นเดียวกัน

ศูนย์บริการสำหรับการให้ความรู้เพื่อพัฒนาทักษะความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) หมู่บ้านอิต่อง ตำบลปิล็อก PILOK Community Space นอกจากเป็นความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐเพื่อเข้าไปช่วยเหลือคนในชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว คนในชุมชนต่างก็ให้ประสบการณ์และการทำงาน ผ่านการเรียนรู้แลกเปลี่ยนความคิดร่วมกัน

ปิล็อก คอมมูนิตี้สเปซ ภารกิจออกแบบศูนย์ชุมชนที่พัฒนาคนและผืนป่ากาญจนบุรีอย่างยั่งยืน

ในฐานะนักออกแบบ ทีมสถาปนิกบอกว่า โครงการนี้ทำให้พวกเขาได้สัมผัสผู้คน เรียนรู้โลก และสร้างจิตสำนึกในการเป็นสถาปนิกในตัวเอง ทำให้มองโลกกว้างขึ้น รู้จักแก้ปัญหา รู้จักคัดสรรสิ่งที่นำมาทดแทนเพื่อให้เกิดประโยชน์ ภายใต้ข้อจำกัดด้านต่างๆ

ตอนนี้โครงการในเฟสที่ 1 ส่วนของอาคารภายนอก ดำเนินมาจนเสร็จเป็นรูปร่าง เหลือการก่อสร้างในส่วนภายในและรายละเอียดอื่นๆ ที่จะเสร็จสมบูรณ์ในการดำเนินการเฟสที่ 2 ซึ่งคณะผู้จัดกำลังระดมทุนและจัดหางบประมาณอยู่อย่างขะมักเขม้น

น่าดีใจแทนชาวหมู่บ้านอิต่อง ที่มีสเปซดีๆ ไว้ใช้งานกลางหุบเขา ทั้งยังเป็นพื้นที่เชื่อมบุคคลภายในสู่บุคคลภายนอก ลดช่องว่างระหว่างคนเมืองและคนในท้องถิ่น ยกระดับสถาปัตยกรรมรูปแบบใหม่ในพื้นที่เก่า เสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนในชุมชนมากขึ้นไปอีกขั้น

Writer

พิชญาภัค เจริญวัง

ชอบอ่านเรื่องความรัก ชอบคิดเรื่องเพ้อฝัน ชอบเขียนคำคมและบทกลอน วันว่างๆ ชอบวาดรูปธรรมชาติเก็บไว้เป็นไดอารี่ของตัวเอง

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

“ไปนอนอ่านหนังสือที่ห้องสมุดกันไหม”

ตอนได้ยินคำชวนครั้งแรกก็นึกประหลาดใจว่าทำได้ด้วยหรอ เพราะย้อนกลับไปเมื่อ 16 ปีก่อนสมัยยังอยู่ชั้นประถม เราคุ้นเคยกับการนั่งหลังตรงในห้องสมุด เผชิญหน้ากับความเงียบสงบซึ่งเหมาะแก่การเพ่งสมาธิอ่านหนังสือ หันซ้ายไปขวา ก็มักเจอป้ายเตือนว่า ห้ามหลับ ห้ามส่งเสียงดัง

จนได้รู้ว่าสถานที่ในคำชวนนั้น คือ TK Park ห้องสมุดแนวคิดใหม่ ใหม่เสียจนเราอดสงสัยไม่ได้ว่า ในพื้นที่ขนาดเล็กนั้น จะบรรจุอะไรนอกจากหนังสือไว้ เมื่อได้ลองเข้าไปใช้งาน ก็พบว่ามีทั้งโซนรังผึ้งที่ให้เข้ามานอนอ่านหนังสือได้จริงๆ เป็นห้องสมุดแห่งแรกที่ทำแบบนี้ได้ แถมยังทดลองเล่นอูคูเลเล่ที่ห้องสมุดดนตรี ชวนคุณพ่อคุณแม่ไปนั่งดูหนังในมินิเธียเตอร์ ทดลองเล่นที่ลานสานฝัน จากนั้นก็ต่อคิวรอยืมหนังสือเป็นตั้งกลับบ้านได้ด้วย สมกับชื่อ ‘ห้องสมุดมีชีวิต’ จริงๆ

ส่องโฉมใหม่ TK Park ไม่ใช่แค่สวย แต่มีระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้และความสนุกให้คนทุกวัย

มาถึงวันนี้ เราได้ยินข่าวคราวอีกครั้งว่าบนชั้น 8 ของเซ็นทรัลเวิลด์ สถาบันอุทยานการเรียนรู้ครบวงจรขนาดประมาณ 3,000 ตารางเมตรกำลังพลิกโฉมใหม่ เรียกได้ว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงในรอบทศวรรษ และแน่นอนว่าไม่ใช่แค่ห้องสมุดอย่างที่เราๆ เข้าใจอีกต่อไป เพราะกำลังจะกลายเป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้สำหรับคนทุกวัย เข้าถึงได้แม้ในพื้นที่ห่างไกล โดยมุ่งสนับสนุนการพัฒนาทักษะใหม่ๆ อย่างสร้างสรรค์

ส่องโฉมใหม่ TK Park ไม่ใช่แค่สวย แต่มีระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้และความสนุกให้คนทุกวัย

ฟังแล้วน่าตื่นเต้น ก่อนแวะไปเยี่ยมชมดูห้องสมุดฉบับใหม่ที่ไฉไลกว่าเก่า เราขอพาไปพูดคุยกับ กิตติรัตน์ ปิติพานิช ผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park ถึงแนวคิดเบื้องหลังในรอบ 16 ปีตั้งแต่จุดเริ่มต้น การปรับโฉม และก้าวต่อไปที่กำลังจะเกิดขึ้น

ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เมืองแห่งการเรียนรู้

เรามีห้องสมุดไปทำไมกัน 

ในยุคที่เราเรียนออนไลน์จากที่ไหนก็ได้ การค้นหาความรู้หรือข้อมูลข่าวสารทำได้แสนง่ายดายผ่านอินเทอร์เน็ต แต่ศูนย์การเรียนรู้หรือห้องสมุดก็ยังมีความจำเป็นและควรมีอยู่ต่อไปด้วยเหตุผลด้านกายภาพ ซึ่งก็ต้องปรับตัวตามการหมุนเปลี่ยนของโลก

ผู้อำนวยการกิตติรัตน์ขยายความคำว่า ‘กายภาพ’ ให้ฟังว่า ห้องสมุดเป็นส่วนการเรียนรู้พาร์ตใหญ่ๆ ที่การเรียนออนไลน์ให้ไม่ได้ เพราะมนุษย์ยังต้องมี Social Interaction หรือการปฏิสัมพันธ์ต่อกัน รวมไปถึงทักษะทั้งหลาย อย่างความคิดสร้างสรรค์ หรือการออกแบบเชิงความคิด (Design Thinking) ซึ่งต้องส่งผ่านด้วยวิธีทางกายภาพ

“ห้องสมุดเลยเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาทักษะเหล่านี้ให้กับคน ขนาดที่ฟินแลนด์ ประเทศที่การศึกษาที่ดีที่สุดในโลก รัฐบาลยังเปิดห้องสมุด Oodi Helsinki Central Library ฉลองครบรอบร้อยปีให้กับคนของเขา นี่จึงยืนยันว่าพื้นที่แบบนี้ยิ่งมีเยอะยิ่งดี เพราะทำให้คนเติบโตและเรียนรู้ได้มาก”

ประเทศไทยเองก็มองเห็นความสำคัญของสิ่งก่อสร้างเชิงกายภาพเช่นนี้ และคิดถึงคนที่หลุดจากระบบการศึกษาทางหลัก จึงเริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ​2548

ส่องโฉมใหม่ TK Park ไม่ใช่แค่สวย แต่มีระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้และความสนุกให้คนทุกวัย

“ตอนนั้นภาครัฐอยากบริหารจัดการความรู้ TK Park จึงจัดตั้งขึ้นมาพร้อมๆ กับองค์กรอื่น อย่าง TCDC (Thailand Creative & Design Center) และมิวเซียมสยาม เป็นเสมือนซอฟต์แวร์มนุษย์เพื่อพัฒนาศักยภาพคนไทย ซึ่งเราเองก็อยากเติมเต็มสิ่งที่ผู้คนต้องการเรียนรู้นอกเหนือจากการศึกษาภาคบังคับ ให้คนทั่วไปนำความรู้ไปพัฒนาคุณภาพชีวิต อาชีพ รวมถึงมีศักยภาพการแข่งขันให้ประเทศก้าวต่อไปได้”

มองภาพต่อมาในระยะเวลานับสิบปี ที่นี่เคยเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ถึง 2 ครั้ง ล่าสุด นอกจากต้องซ่อมแซม จึงถึงเวลาปัดฝุ่นองค์กรครั้งใหญ่ พร้อมปรับตัวสอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน

“ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป พฤติกรรมการอ่านไปจนถึงการใช้พื้นที่ก็เปลี่ยนตาม ทุกวันนี้ห้องสมุดกลายเป็นพื้นที่ทำงาน เป็นมากกว่าพื้นที่ที่เข้ามายืมหรืออ่านหนังสือแล้ว” 

เขายังเสริมอีกว่า เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 ยิ่งเป็นตัวเร่งเร้า กระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นอีก เพราะในช่วงเวลานี้ผู้คนทุกวัยหันมาเรียนรู้ อ่านหนังสือ ลองผิดลองถูกในทักษะใหม่ๆ หรือสิ่งที่ตัวเองขาดไปมากขึ้น จึงถึงเวลาที่ TK Park ต้องปรับตัวเองบ้าง จากห้องสมุดมีชีวิต จึงขยายให้เป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้

แล้วอะไรคือระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่ว่า การเดินทางต่อจากนี้จะช่วยให้เราค้นพบคำตอบ

สถาบันอุทยานการเรียนรู้โฉมใหม่

เรามีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยมชมสถานที่หลังจากกลับมาเปิดบริการอีกครั้งหลังคลายล็อกดาวน์ ภายในพื้นที่โฉมใหม่มีไฮไลต์ทั้งหมด 5 โซน ผู้อำนวยการกิตติรัตน์บอกกับเราว่า มีคนแวะเวียนมายืมหนังสือกันมากมาย และทุกส่วนของพื้นที่การเรียนรู้ถูกออกแบบมาให้พร้อมรับกับสถานการณ์โรคระบาด ทั้งมาตรการรักษาความปลอดภัยที่สร้างความมั่นใจให้ผู้มาใช้บริการ ตั้งแต่การทำความสะอาดทุกชั่วโมง มีแอลกอฮอล์ในทุกจุด ไปจนถึงเครื่องอบ UV

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

และเพื่อลดการสัมผัสให้ได้มากที่สุด ตั้งแต่เริ่มเดินเท้าเข้ามา ก็ใช้แอปพลิเคชัน MyTK สแกน QR Code จ่ายค่าสมาชิกหรือค่าปรับได้เลย รวมไปถึงจุด Smart Library ให้สมาชิกยืม คืน ต่ออายุ ผ่านระบบอัตโนมัติ

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย
จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย
จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

จากโซนรังผึ้งที่คนชอบมาเช็กอินถ่ายรูป หรือเป็นพื้นที่ปีนป่ายของเด็กๆ ก็กลายเป็นโซนของเล่น Toy Library ซึ่งพัฒนาร่วมกับ PlanToys เต็มไปด้วยของเล่นจากวัสดุธรรมชาติ พร้อมหนังสือคุมธีมคัดสรรโดยเหล่าบรรณารักษ์ เพื่อให้เจ้าตัวน้อยเรียนรู้เสริมทักษะไปพร้อมกับความสนุก

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

“เราค้นพบว่าเด็กๆ ที่มาที่นี่อยากได้ของเล่น พอเกิดโควิด-19 ขึ้น เราก็คิดว่าของเล่นพวกนี้น่าจะให้ยืมกลับไปเล่นที่บ้านได้ เลยทำบริการส่งชุดของเล่น พร้อมกับหนังสือที่คัดมาแล้วว่าไปในแนวทางเดียวกัน” 

กิตติรัตน์อธิบายแนวคิดที่เรียกว่า Library of Things ซึ่งมีมากขึ้นในช่วงที่ผู้คนต้องอยู่กับบ้าน อีกหนึ่งความตั้งใจที่อยากให้เกิดขึ้นบ้างในไทย

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย
จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

สถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park มีฐานข้อมูลหนังสือฟรีอย่าง E-Library ซึ่งพัฒนาไว้ก่อนที่โลกออนไลน์จะฮิตราว 10 ปี จากที่มีทั้งหมด 7,000 รายการ ตอนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 30,000 รายการ และมีถึง 4 ฐานข้อมูล เป็นระบบหนังสือออนไลน์ดีที่สุดแห่งหนึ่งของไทย แต่ถึงอย่างนั้น ก็เชื่อว่าหลายคนยังโหยหาหนังสือเล่ม ที่นี่เลยมีบริการ Book Delivery ส่งหนังสือไปให้ยืมถึงบ้าน และส่งข้ามจังหวัดได้ด้วย อยากอ่านเล่มไหนก็ไร้อุปสรรค

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

สำหรับพื้นที่อ่านหนังสือ (Reading Space) ก็เพิ่มมุมนิตยสารขึ้นมา ซึ่งผู้อำนวยการแอบกระซิบว่า หนังสืออันดับหนึ่งที่ครองใจคนที่เข้ามาใช้บริการ คือเหล่านิตยสารเล่ม และเมื่อกวาดสายตาโดยรอบ จะเห็นพื้นที่โปร่งโล่ง พร้อมไฟส่องสว่างประจำโต๊ะ เปลี่ยนจากการใช้แสงสีเหลืองเป็นแสงสีขาว เพื่ออรรถรสในการอ่านหนังสือ รวมไปถึงมุมนั่งอ่านหนังสือที่เป็นส่วนตัวมากขึ้นแม้จะอยู่ในพื้นที่สาธารณะ ออกแบบลักษณะคล้าย Phone Booth ให้คนขลุกตัวได้ แถมด้วยที่นั่งหลายรูปแบบรองรับทุกอิริยาบถ ซึ่งยังคงเอกลักษณ์ให้มานั่งหรือนอนอ่านหนังสือตามแต่จะเลือกสรร

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

และที่ถือว่าเป็นมุมใหม่มากๆ คือ Book Wall & TK Cafe สร้างบรรยากาศไว้เสิร์ฟเครื่องดื่มและขนมเคล้าการอ่านหนังสือ มาที่เดียวก็ได้ความรู้ทั้งการหย่อนกายใจ

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงต้นแบบเรื่องพื้นที่ห้องสมุดใจกลางกรุงเท่านั้น สิ่งที่พวกเขาทำยังไม่หมดแค่นี้!

การเรียนรู้เพื่อเข้าใกล้ความฝัน

ระหว่างการสนทนา ผู้อำนวยการกิตติรัตน์ยกประเด็นเรื่องความฝันกับเด็กไทยขึ้นมาเล่าได้อย่างน่าสนใจ จากการประเมินคุณภาพแรงงานในอนาคต ผ่าน ดัชนีทุนมนุษย์ (Human Capital Index) ของธนาคารโลกใน พ.ศ. 2563 พบว่า ไทยได้ค่าดัชนีที่ 0.61 จาก 174 ประเทศ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับดีกว่าค่าเฉลี่ยของโลกและของภูมิภาคเล็กน้อย แต่คะแนนตัวแปรด้านการศึกษาในการทดสอบเชิงเหตุผล กลับมีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าในระดับอาเซียน

 “เวลาคุณมีฝันอะไรก็ตาม ต้องหารสองนะ นี่คือศักยภาพที่ประเทศไทยในปัจจุบันให้ได้ เราจึงจำเป็นต้องขยายโครงการสร้างการเรียนรู้ออกไป เพื่อให้มีพื้นที่ช่วยรองรับ หรือพาพวกเขาไปใกล้ฝันนั้นมากขึ้น”

นั่นเป็นหมุดหมายให้ขยายจากห้องสมุดไปถึงการฝึกทักษะยุคใหม่ที่เรียกว่า ‘21st Century Skills’ อย่างทักษะการสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ การคิดเชิงวิเคราะห์ การทำงานร่วมกัน หรือความเห็นอกเห็นใจ เหล่านี้เป็นทักษะแห่งอนาคตหรือ Future Skills ซึ่งอาจไม่ได้มีสอนในการศึกษาภาคปกติ และทักษะพวกนี้จะสอนกันเดี่ยวๆ ไม่ได้ แถมคนแต่ละช่วงวัยก็ต้องการทักษะแบบนี้ในรูปแบบที่แตกต่างกัน จึงทำให้เกิดกิจกรรมจึงหลากรูปแบบ 

เช่น โครงการ TK DreamMakers กิจกรรมจุดประกายความฝันร่วมกับ School of Changemakers ให้เยาวชนกลุ่มประถมจนถึงมัธยมปลาย ในพื้นที่ภาคีเครือข่ายอุทยานการเรียนรู้จังหวัดต่างๆ ลงพื้นที่หาโจทย์ปัญหาทางสังคม ทั้งเรื่องวัย ความหลากหลายทางเพศ ความบกพร่องทางร่างกาย และความแตกต่างทางชาติพันธุ์ แล้วรวมไอเดียกันเพื่อหาทางออก 

การทำเช่นนี้ ช่วยให้เด็กๆ ได้คิดจริง ทำจริง และใช้งานการแก้ปัญหานั้นจริง นอกจากพวกเขาได้เรียนรู้ทักษะชีวิตที่จะใช้ต่อยอดสำหรับอาชีพในอนาคต ยังช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นสังคม ซึ่งคุณกิตติรัตน์บอกว่า โครงการนำร่องนี้เป็นอีกหนึ่งความท้าทาย เพราะต้องทำกันออนไลน์ทั้งหมด แต่ก็เห็นแนวโน้มที่ดีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

อีกหนึ่งตัวอย่าง คือการสร้าง Maker Space หรือพื้นที่รองรับนักนวัตกรรมสำหรับการเรียนรู้ความคิดเชิงการออกแบบ ซึ่งร่วมทำงานกับ FabCafe Bangkok เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยี เปิดให้เด็กๆ และผู้คนที่สนใจ มีโอกาสเข้าถึงและใช้งานเครื่อง 3D Printer เพื่อสร้างชิ้นงานและทำงานร่วมกันภายใต้สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ 

TK Park จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

การเรียนรู้ที่เข้าใกล้ชุมชน

ไม่เฉพาะตั้งอุทยานการเรียนรู้ในกรุงเทพฯ TK Park ยังขยายโมเดลการสร้างการเรียนรู้นี้ออกไปทั่วประเทศพร้อมๆ กันตั้งแต่เริ่ม

“เราร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีงบประมาณแต่ยังขาด Know-how ไปช่วยหาแนวทางและเริ่มตั้งต้นการสร้างห้องสมุดให้ หรือ Library Automation แล้วขยายไปที่อื่นให้ได้มากที่สุด

“ลงไปใต้สุดเลยที่จังหวัดยะลา สร้างพร้อมกับที่เราก่อตั้งปีแรกๆ” คุณกิตติรัตน์เฉลย หลังให้ลองทายเล่นๆ ว่าจากเครือข่ายสถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park 29 แห่ง ใน 22 จังหวัด พวกเขาขยายไปที่ไหนเป็นที่แรก ซึ่งที่ยะลานั้น กลายเป็น People Space ไปโดยปริยาย

“เวลาลงไปสร้างศูนย์การเรียนรู้กับชุมชน เราต้องทราบความต้องการของคนในพื้นที่ด้วย จากห้องสมุดมีชีวิตจึงกลายเป็นศูนย์กลางชุมชน เพราะชาวบ้านมาจัดประชุม ทำกิจกรรม จนถึงฝึกอบรมคนในชุมชน แถมวิธีนี้ยังเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ทำได้หลายฟังก์ชันในพื้นที่เดียว” เขาเสริม

ในแต่ละปี TK Park จะขยายเครือข่ายไปยังจังหวัดใหม่ๆ เสมอ ในปีนี้เพิ่มขึ้นมาอีก 2 แห่ง ได้แก่อุทยานการเรียนรู้ปราจีนบุรีและอุทยานการเรียนรู้กระบี่

“ตั้งต้นลงไปสัมภาษณ์คุณครู ชุมชน เด็กๆ และผู้บริหารพื้นที่ ว่าพวกเขามองอนาคตของพื้นที่นี้กันอย่างไร จากนั้นเราก็ใช้วิธี Tailor Made หรือจัดสื่อการเรียนรู้ให้เหมาะกับสิ่งที่เขาต้องการ ไม่เคยใช้วิธี One-size-fits-all ในการสร้างห้องสมุดเลย เพราะอยากให้เกิดความเฉพาะทางในแต่ละพื้นที่ อย่างเช่นจังหวัดกระบี่ เราเริ่มกันจากศูนย์ เป็น TK Park ที่แรกที่ติดทะเลและท่าเรือไปเกาะพีพี ถ้าเปิดใช้งาน ต้องมีนักท่องเที่ยวหรือชาวบ้านแวะมา ก็เน้นหนังสือต่างประเทศและเรื่องการท่องเที่ยวมากหน่อย

“ส่วนที่จังหวัดปราจีนบุรี ก็ใช้วิธีการเดียวกัน เข้าไปเปลี่ยนห้องสมุดให้สนุกขึ้น เน้นเรื่องสมุนไพรที่เป็นทุนเดิมในพื้นที่เข้าไป ตอนนี้ห้องสมุดทั้งสองแห่งเสร็จหมดแล้ว ถ้าเปิดเมื่อไหร่ ก็เชื่อว่าจะเป็นศูนย์กลางชุมชนได้เช่นกัน” ผู้อำนวยการบอกเล่าความตั้งใจในพื้นที่ใหม่

และจากการลงพื้นที่สำรวจการใช้งานจริงในหลายจังหวัด เขาพบความว่านี่เองคือความหวังในการขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งเกิดจากเรี่ยวแรงหลักนั่นก็คือ ‘คน’ ซึ่งมาพร้อมกับความต้องการพัฒนาทักษะความสามารถและความสนใจใคร่รู้ในเรื่องใหม่ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของพวกเขาเอง โดยนัยยะคือ เมื่อมีชีวิตที่ดี ก็เป็นส่วนผลักดันประเทศให้เดินหน้า

นอกจากอุทยานการเรียนรู้ในเมืองใหญ่ TK Park ยังร่วมกับหน่วยงานภาคีต่างๆ พัฒนาแหล่งเรียนรู้ในระดับชุมชนอีกประมาณ 300 แห่ง ศูนย์เรียนรู้ในระดับตำบล 200 แห่ง ห้องสมุดมีชีวิตในโรงเรียน 76 แห่งใน 76 จังหวัด และห้องสมุดมีชีวิตในค่ายทหารอีก 20 แห่ง ไปจนถึงห้องสมุดในเรือนจำ

ทั้งหมดนี้เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ตอบโจทย์คนทุกช่วงวัย ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม เน้นการเชื่อมต่อทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เข้าถึงได้มากและกว้างไกลไปทั้งประเทศ เป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง

TK Park จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

การเรียนรู้นี้สอนให้รู้ว่า

การพัฒนาแหล่งการเรียนรู้มากมายกว่าทศวรรษ แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ความท้าทายจึงเกิดขึ้นมากตามขวบปี

“เวลาขยายไปในต่างจังหวัด ถ้าส่วนท้องถิ่นเข้ามาหา แล้วบอกว่าเขาอยากทำ จะง่ายกว่าบางพื้นที่ที่เขาไม่อินหรือไม่รู้จักเรา

“อีกข้อหนึ่งคือการเปลี่ยนทัศนคติคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ จากสถิติในรอบสามถึงสี่ปีที่ผ่านมา ภาพรวมการอ่านของคนไทยดีขึ้นนะ สมัยก่อนที่วัดการอ่านเป็นบรรทัด ตอนนี้เราวัดเป็นนาที จาก พ.ศ. 2554 ค่าเฉลี่ยทั่วประเทศอ่านหนังสือสามสิบห้านาทีต่อวัน พ.ศ. 2558 ขึ้นมาเป็นหกสิบหกนาที ครั้งล่าสุด พ.ศ. 2561 ขึ้นเป็นแปดสิบนาทีต่อวันจากการอ่านทุกรูปแบบ และมากขึ้นกลุ่มนักเรียนอายุหกถึงสิบสี่ปี 

“แต่กลุ่มคนอายุสิบห้าและยี่สิบห้าปีขึ้นไป ไม่ชอบอ่านหนังสือสูงกว่าสามสิบเปอร์เซ็นต์และสามสิบสามเปอร์เซ็นต์ ซึ่งผมมองว่าเป็นกลุ่มใหญ่ที่ท้าทายมากว่าจะส่งเสริมให้เขาหันมารักการอ่าน แล้วในยุคสมัยที่คนชอบดู TikTok อ่านสเตตัสในเฟซบุ๊กมากกว่า เราควรเปลี่ยนทุกอย่างให้สั้นลงตามไปด้วยไหม TK Park จะตอบเลยว่า ไม่ เพราะอะไรรู้ไหม

“ยิ่งคนมีสมาธิจดจ่อน้อยลง ยิ่งต้องทำให้คนโฟกัสทำอะไรได้นานๆ เราเลยใช้การอ่านเป็นต้นทาง พออ่านเยอะ คุณจะเริ่มอยากรู้มากขึ้น และลงลึกจนต่อยอดเป็นทักษะไปใช้ได้ นี่เลยเป็นเหตุผลที่เราทำระบบนิเวศการเรียนรู้เป็นโครงข่าย เพราะสุดท้ายโจทย์เล็กในการพัฒนาคน จะไปตอบโจทย์ใหญ่ คือเป้าหมายในการเรียนรู้ที่เข้าถึงคนทุกกลุ่มได้ รวมถึงคนที่ไม่ชอบการอ่านด้วย” ผู้อำนวยการย้ำจุดประสงค์และความตั้งใจที่อยากพัฒนา TK Park ไปให้ถึง

TK Park จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

การเรียนรู้ในอนาคต

ในอนาคตระยะใกล้ นอกจากพัฒนาการอ่าน ทำงานกับพาร์ตเนอร์กับหลายหน่วยงานมากขึ้น เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ต่อไป ตลอดจนขยายอุทยานการเรียนรู้ไปยังพื้นที่ต่างๆ เพิ่มเติมแหล่งเรียนรู้สาธารณะเพื่อพัฒนาคนให้กับประเทศ พวกเขายังพยายามตามเทรนด์ให้ทัน และไม่ลืมพัฒนาคนทำงานของเราเองให้มีทักษะใหม่ๆ เพื่อส่งต่อ Growth Mindset ให้กับคนรับปลายทางอยู่เสมอ

สำหรับแผนในระยะยาว คือการเน้นกิจกรรมส่งเสริมเรื่อง Future Skills ให้คนมีเป้าหมายที่ชัดเจน ไปถึงความฝัน รวมถึงส่งเสริมการเรียนรู้กันตลอดชีวิต

“ถ้าให้ผมพูดในฐานะคนอายุห้าสิบกว่านะ มันไม่มีเวลามาให้เสียแล้ว จะเรียนรู้อะไรสักอย่าง อ่านหนังสือสักเล่ม ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าอ่านไปทำไม สิ่งนี้จะกลายเป็นทักษะในการอยากเรียนรู้ (Learning to Learn) และการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ของผู้คน เมื่อคนคิดเป็น วิเคราะห์ปัญหาออก ก็จะเห็นโอกาสในการพัฒนาประเทศได้”

และแผนขับเคลื่อนต่อไป คือการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ หรือ Learning City ของยูเนสโก (UNESCO) ซึ่งกิตติรัตน์อธิบายเพิ่มเติมไว้ว่า “หลังจากผ่านโจทย์เมืองหนังสือโลกมาแล้ว เราอยากเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Inclusive Learning) ทั้งผู้ด้อยโอกาส คนที่หลุดจากระบบการศึกษา คนพิการ หรือคนที่เข้าถึงระบบการศึกษาไม่ได้ ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยได้เป็นอยู่สี่เมือง คือ เชียงรายเป็นที่แรก ภูเก็ต เชียงใหม่ และฉะเชิงเทรา ซึ่งเราดีใจที่ได้เป็นพาร์ตเนอร์ช่วยขับเคลื่อนในเรื่องนี้” 

เราเชื่อเสมอว่าการเรียนรู้ที่ดี คือการเรียนรู้ที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ และเป็นเรื่องอะไรก็ได้ที่พวกเขาสนใจ ไม่เฉพาะในด้านวิชาการเท่านั้น ซึ่งพื้นที่สถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park ทำให้เห็นแล้วว่า แม้จะเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ แต่ผลลัพธ์จากการพัฒนาจะขยายวงกว้างต่อไปอย่างมหาศาล

“TK Park เชื่อเรื่องการสร้างพื้นที่การเรียนรู้แบบสาธารณะที่ผู้คนเข้าถึงได้มาตลอด ไม่มีทางที่จะพัฒนาทุกอย่างแต่ไม่พัฒนาคน เพราะมนุษย์เป็นรากฐานที่ทำให้ประเทศไปต่อได้ และแน่นอนว่าเพื่อให้เกิดสิ่งนี้ขึ้น เราทำคนเดียวไม่ได้” ผู้อำนวยการทิ้งท้าย ซึ่งตอกย้ำแนวคิดการก่อตั้ง TK Park ตามนิยาม ‘พื้นที่แห่งการเรียนรู้ของทุกคน’ อย่างชัดเจน

TK Park จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load