11 กุมภาพันธ์ 2565
1 K

บ้านที่จากมา

ฉันโตพอจะรับรู้ว่าชุมชนไม่ได้มีเพียงภาพสวยงามของทุ่งข้าวเขียว สายลม และท้องฟ้า เบื้องหลังรอยยิ้มของผู้ที่ถูกเรียกว่าชาวบ้าน ยังมีน้ำตา หนี้สิน การถูกเอารัดเอาเปรียบ โครงสร้างอันบิดเบี้ยวภายใจในผู้คนและคำถามมากมายผลักให้ฉันเตรียมตัวและเตรียมใจ เก็บกระเป๋าเดินทางอีกครั้ง

ตามบัณฑิตอาสาไปเรียนรู้ความหมายของ ‘บ้าน’ กับคนกลับบ้าน ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ จ.ลำปาง

ฉันตัดสินใจเป็นอาสาสมัครในวัย 24  ช่วงวัยที่เชื่อมั่นในกำลังกายและกำลังใจ แม้จะเติบโตมาในยุคสมัยที่ใครต่างสนใจการสร้างตัวตนของตนเองเพื่อความอยู่รอด แต่เสี้ยวหนึ่งของชีวิต ฉันตัดสินใจใช้เวลาสนใจผู้คนและโครงสร้างสังคม ภายใต้โครงการบัณฑิตอาสาสมัครจากแนวคิดและปณิธานของ อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ หากชีวิตฉันจะพอเป็นประโยชน์ต่อใคร ๆ ได้บ้าง นอกจากความคิดฝันและแสวงหาอย่างอุดมคติ การใช้ชีวิตและลงมือทำ คือการพิสูจน์ตัวเองที่ดีที่สุด แม้เป็นการโยกย้ายอีกครั้ง แม้ไม่รู้ว่าจะต้องไปอยู่ที่ไหน หากที่นั่นชื่อว่าบ้านนอกหรือชนบท  ฉันไม่เคยกลัวเลย 

ก่อนออกเดินทาง

ตามบัณฑิตอาสาไปเรียนรู้ความหมายของ ‘บ้าน’ กับคนกลับบ้าน ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ จ.ลำปาง

ก่อนถูกส่งไปเป็นอาสาสมัครในพื้นที่ชุมชน 3 เดือนแรก ฉันและเพื่อนร่วมรุ่นอีก 7 คน ในนามบัณฑิตอาสาสมัคร เราเรียนทฤษฎีเกี่ยวกับงานพัฒนาสังคม การเปลี่ยนแปลงของชนบท กระบวนการทำงานชุมชน ความหลากหลายของวัฒนธรรม รวมทั้งบทเรียนเพื่อปรับการใช้ชีวิตให้พร้อมเป็นอาสาสมัคร และทดลองใช้ชีวิตในชุมชน ตลอด 3 เดือนในวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เรื่องเล่า เรื่องราว ประสบการณ์จากคณาจารย์และรุ่นพี่ถูกถ่ายทอดให้หัวใจเราพองโต นับวันรอที่จะได้ลงพื้นที่ แม้ไม่รู้ว่าเราแต่ละคนนั้นจะได้ไปใช้ชีวิต 7 เดือนข้างหน้าที่ตรงไหนของประเทศไทย 

ตามบัณฑิตอาสาไปเรียนรู้ความหมายของ ‘บ้าน’ กับคนกลับบ้าน ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ จ.ลำปาง

หมวก 3 ใบ กับภารกิจอาสาสมัคร

นอกจากหัวใจของอาสาสมัคร การเสียสละ การยอมรับความแตกต่าง การไปใช้ชีวิตในชุมชนในนามบัณฑิตอาสาสมัคร เรายังมีภารกิจหลักที่คอยเป็นเครื่องย้ำเตือนไม่ให้ไหวเอนไปกับอุปสรรค เป็นตัวกำหนดบทบาทและการวางตัว พวกเราเรียกว่าหมวก 3 ใบ ที่ต้องจำให้ขึ้นใจและสลับสวมให้ถูกเวลา หมวกใบที่ 1 คือบทบาทลูกหลานชาวบ้านในชุมชน  หมวกใบที่ 2 คือผู้ประสานงานโครงการที่รับมอบหมาย หมวกใบที่ 3 คือสมาชิกในองค์กรที่ลงไปปฏิบัติงาน 

ตามบัณฑิตอาสาไปเรียนรู้ความหมายของ ‘บ้าน’ กับคนกลับบ้าน ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ จ.ลำปาง

แม้ในตอนแรกเราต่างอยู่ในสภาวะกล้า ๆ กลัว ๆ เมื่อได้ยินภารกิจที่ต้องลงไปปฏิบัติด้วยตัวคนเดียว แต่ก็ยังมีเรื่องให้หัวเราะทั้งน้ำตา เพราะพี่ ๆ บัณฑิตอาสาสมัครรุ่นก่อน ๆ ที่ผ่านการลงพื้นที่แล้ว มักเล่าให้ฟังว่าเมื่อลงไปอยู่ในหมู่บ้านจริง ๆ แล้ว ราวกับมีหมวกเป็นพันใบที่ต้องสวม มีหลายเรื่องให้เราต้องทำและรับผิดชอบ เราต้องมีสติและเลือกสวมให้เหมาะกับสถานการณ์ หมวกจะได้ช่วยบังแดดร้อนมากกว่าเป็นเครื่องประดับหรือเป็นภาระที่ต้องสวมไว้

คนกลับบ้าน

ตามบัณฑิตอาสาไปเรียนรู้ความหมายของ ‘บ้าน’ กับคนกลับบ้าน ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ จ.ลำปาง

ก่อนเวลาที่ลงไปใช้ชีวิต 2 สัปดาห์ พวกเราบัณฑิตอาสาสมัครก็ได้รู้พื้นที่ปฏิบัติงานของตัวเอง นั่นเป็นเวลาไม่มากไม่น้อยเกินไปที่จะพอหาข้อมูลเพื่อเตรียมตัวก่อนเดินทาง ฉันได้ขึ้นเหนือ พื้นที่บ้านนากว้าว (กิ่ว) ม.4 ต.บ้านกิ่ว อ.แม่ทะ จ.ลำปาง ปฏิบัติงานภายใต้โครงการ คนรุ่นใหม่ใส่ใจชุมชน องค์กรฮักกรีน (HugGreen)  เป็นกลุ่มคนทำงานพัฒนาในบ้านเกิด หมู่บ้านที่ฉันจะไปอยู่ เมื่อค้นข้อมูลก็ได้รู้ว่ามีชื่อเสียงอยู่บ้าง มีบันทึกไว้ในสื่อต่าง ๆ ทั้งบทสัมภาษณ์และรายการโทรทัศน์ ภาพการทำงานกับชาวต่างชาติ ดูเป็นหมู่บ้านที่พัฒนาไปไกลมากแล้ว ฉันแอบหวั่นใจ เพราะอาจไม่ใช่ชนบทในภาพฝันที่เงียบสงบและมีชาวบ้านในภาพจำ แต่เป็นชนบทที่มีคนกลับบ้านพร้อมกับความรู้ไปพัฒนาหมู่บ้าน

แต่นั่นคงเป็นโอกาสดีที่ฉันจะได้เรียนรู้งานพัฒนาของคนกลับบ้านตามหัวข้อที่ฉันสนใจ 

ตามบัณฑิตอาสาไปเรียนรู้ความหมายของ ‘บ้าน’ กับคนกลับบ้าน ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ จ.ลำปาง

Pickbaanproject โครงการชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่กลับบ้าน 

กลุ่มฮักกรีน (HugGreen) หรือองค์กรที่ลงมาปฏิบัติงาน เป็นกลุ่มลูกหลานเกษตรกรที่กลับบ้านมาใช้ชีวิตและช่วยต่อยอดด้านการตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การท่องเที่ยวชุมชน ให้กับกลุ่มฮักน้ำจาง กลุ่มเกษตรอินทรีย์รุ่นพ่อแม่ พี่ ๆ ทุกคนในกลุ่ม แรกมารวมตัวกันทำงานในรูปแบบอาสาสมัคร ไม่มีเงินเดือนตอบแทนเหมือนพนักงานประจำ มีเพียงใจรักและแนวคิดที่อยากแบ่งปันสิ่งที่ตนเองมีให้กับคนรอบตัว 

เริ่มจากการเข้ามาช่วยงานด้านเอกสาร การทำมาตรฐานเกษตรอินทรีย์  การประสานงาน เป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างคนในชุมชนและคนนอกชุมชน พี่ ๆ ในกลุ่มเรียกการใช้ชีวิตช่วงนี้ว่าเป็นเสมือนโครงการชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่กลับบ้าน 

ปิ๊ก ในภาษาถิ่นเหนือ หมายถึง กลับ และ Pick ในภาษาอังกฤษ หมายถึง การยกระดับ การเลือกสรร Pickbaan Project  คือโครงการชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่เลือกกลับมายกระดับบ้านเกิด มากกว่าการกลับมาอยู่บ้านแบบธรรมดา กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็นลูกหลานตัวจริง เคยเติบโตและอาศัยอยู่ในพื้นที่ เรียกได้ว่าเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยต่อแล้วเติมเต็มงานพัฒนาชุมชน ความเข้าใจบริบทพื้นที่ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะไม่สร้างงานที่ฉาบฉวย เพื่อผลประโยชน์ชั่วคราวหรือส่งผลกระทบด้านลบให้กับพื้นที่ ถือเป็นจุดเด่นยิ่งของกลุ่มคนรุ่นใหม่กลับบ้าน

ตามบัณฑิตอาสาไปเรียนรู้ความหมายของ ‘บ้าน’ กับคนกลับบ้าน ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ จ.ลำปาง

From H to N  Philosophy of HUGGREEN

“HUG ไม่ได้แปลแค่ว่า กอด และ GREEN ไม่ได้แปลแค่ว่า สีเขียว”

ก่อนเรียนรู้สิ่งอื่นใดในองค์กร อย่างแรกเราต้องเข้าใจความหมายของชื่อก่อน พี่โย ผู้ริเริ่มสร้างแนวคิดและพื้นที่กลุ่มฮักกรีน (HugGreen) เล่าว่าทุก ๆ ตัวอักษรก่อนประกอบเป็นชื่อ มีที่มาเกี่ยวโยงกับแนวคิดงานพัฒนาทั้งหมด HUGGREEN ไม่ใช่เพียงชื่อที่ตั้งขึ้นให้พ้องกับกลุ่มฮักน้ำจาง กลุ่มเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่เพียงอย่างเดียว 

HUG ไม่ได้แปลแค่ว่า กอด และ GREEN ไม่ได้แปลแค่ว่า สีเขียว มีอะไรซ่อนอยู่มากกว่าความหมายของการโอบกอดดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมรอบตัว และ H ถึง N มีความหมายที่ซ่อนอยู่เพื่อเป็นเป้าหมายการดำเนินกิจกรรมของกลุ่ม

ตามบัณฑิตอาสาไปเรียนรู้ความหมายของ ‘บ้าน’ กับคนกลับบ้าน ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ จ.ลำปาง
ตามบัณฑิตอาสาไปเรียนรู้ความหมายของ ‘บ้าน’ กับคนกลับบ้าน ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ จ.ลำปาง

H – Happiness ส่งเสริมให้ผู้ที่สนใจในการเกษตรอินทรีย์ได้มีส่วนร่วมกิจกรรมอย่างมีความสุข U – Understanding ช่วยสร้างความเข้าใจและให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจในเรื่องเกษตรอินทรีย์ G – Gender ส่งเสริมความเท่าเทียมในกลุ่มเกษตรกร G – Give ส่งเสริมให้เกิดสังคมการแบ่งปันในชุมชน R – Responsibility ส่งเสริมให้ทุกคนเกิดความรู้สึกรับผิดชอบ ต่อตัวเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านกิจกรรมที่ทุกคนได้ทำร่วมกัน E – Earth ส่งเสริมให้เกิดความตระหนักต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม รู้ถึงคุณค่า รวมถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม E – Engagement ส่งเสริมให้แต่ละภาคส่วนได้มีส่วนร่วม ผูกพันต่อชุมชน และพร้อมจะร่วมกันพัฒนาสังคมให้ยั่งยืนร่วมกัน N – Network ให้ความสำคัญต่อการทำงานร่วมกับเครือข่ายต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

เห็นได้ว่าทุกความหมายที่ซ่อนอยู่ในตัวอักษร นอกจากจะเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมงานเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นประเด็นพัฒนาหลักในพื้นที่ ยังเป็นแนวคิดที่ใช้ได้กับชีวิตและการอยู่ร่วมกันในสังคม

ชีวิตในคอนเทนต์

วันแรกที่มาเป็นอาสาสมัคร มีเพียงหัวใจที่เปิดรับการเรียนรู้ จะว่าไปฉันเชื่อว่านี่เป็นชีวิตที่หลายคนใฝ่ฝัน การได้ทำงานในชุมชนเกษตรอินทรีย์ ตื่นเช้ามาเห็นแปลงผักเขียวและงดงามทุกวันจากการดูแลของชาวบ้าน 

ตามบัณฑิตอาสาไปเรียนรู้ความหมายของ ‘บ้าน’ กับคนกลับบ้าน ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ จ.ลำปาง

ฉันพักในบ้านพักโฮมสเตย์ เป็นบ้านไม้หลังน้อยที่สร้างขึ้นเป็นหลังแรกของพี่เลี้ยงในพื้นที่ ร่องรอยภายในบ้านทำให้ฉันพอนึกภาพตามจากคำบอกเล่าได้ว่า บ้านหลังนี้เคยมีอาสาสมัครมาพักก่อนหน้าแล้วทั้งไทยและต่างชาติ พื้นที่ทำงานหลักของฉันเป็นร้านกาแฟเล็ก ๆ ในชุมชน ชื่อ Café HugGreen งานหลักเป็นการทำความรู้จักและเรียนรู้งานในคาเฟ่ เริ่มตั้งแต่ดูแลพื้นที่ ทำความสะอาด จนถึงทำเครื่องดื่ม นอกจากชาและกาแฟที่ต้องเรียนรู้ ชุมชนยังมีเครื่องดื่มผักเชียงดา ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผักพื้นบ้านในหมู่บ้าน มีทั้งสูตรดั้งเดิมและปรุงผสมสมุนไพร ที่คิดค้นจากการเรียนรู้และทดลองของคนในชุมชน  

ตามบัณฑิตอาสาไปเรียนรู้ความหมายของ ‘บ้าน’ กับคนกลับบ้าน ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ จ.ลำปาง

นอกจากนี้บทบาทของบัณฑิตอาสาสมัครไม่เพียงแต่การทำงานในองค์กร เมื่อมีเวลาว่าง ฉันใช้เวลาช่วงหนึ่งปั่นจักรยานไปในหมู่บ้าน เพื่อเข้าไปเรียนรู้วิถีชีวิต เข้าร่วมงานประเพณีต่าง ๆ ทั้งงานบุญ งานขึ้นบ้านใหม่ พิธีสืบชะตา ฯ ส่วนหนึ่งเพื่อการเรียนรู้ และส่วนหนึ่งเป็นภารกิจมอบหมายในการบันทึกข้อมูลชุมชน  

บันทึกตลอด 7 เดือนของการเรียนรู้ชีวิต กับ #Pickbaanproject โครงการชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่กลับบ้าน

ในแต่ละวันดูจะเป็นชีวิตที่สุขสบาย ตื่นเช้ารับไอหมอก เดินไปเก็บผักมาทำอาหาร พักบ้านโฮมสเตย์ ใช้ชีวิตในพื้นที่คาเฟ่ แต่ชีวิตดี ๆ ที่ลงตัวแบบนี้ อาจกล่าวได้เช่นนั้น ถ้าหากฉันมาในฐานะนักท่องเที่ยวหรืออาสาสมัครสุดสัปดาห์ แต่ในบทบาทบัณฑิตอาสาสมัคร เราต้องเตรียมพร้อมเสมอ ราวกับไม่มีวันเวลาหยุดตลอดระยะการปฏิบัติงาน 

บันทึกตลอด 7 เดือนของการเรียนรู้ชีวิต กับ #Pickbaanproject โครงการชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่กลับบ้าน

เราไม่ได้เดินทางมาเพื่อเป็นผู้เสพเพียงอย่างเดียว การลงมาใช้ชีวิตในชุมชนในฐานะอาสาสมัคร หลายสิ่งที่ได้รับจากชุมชน ทำให้เราไม่อาจเพิกเฉยแม้แต่วินาที สิ่งที่ต้องเรียนรู้อื่น ๆ เช่น การประสานงานกับหน่วยงานชุมชน การดูแลเอกสารให้กับชาวบ้าน การเขียนจดหมายให้องค์กร เก็บข้อมูลและทำโครงการร่วมกับเด็กและเยาวชน การรับและดูแลแขกที่เข้ามาพักและเรียนรู้ในชุมชน จึงไม่ใช่ภาพงดงามทุกขณะ วันเวลาทำให้เราได้เรียนรู้และเห็นความจริงมากขึ้น แต่ฉันไม่เคยรู้สึกว่าเสียเวลาเลยสักวินาทีที่นี่ แม้ฉันต้องเตรียมพร้อมและเพิ่มความรู้เสมอเพื่อการดำรงอยู่ในแต่ละวัน

บันทึกตลอด 7 เดือนของการเรียนรู้ชีวิต กับ #Pickbaanproject โครงการชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่กลับบ้าน

7 เดือนเหมือนฝัน

ก่อนออกเดินทาง ไม่มีใครรู้ว่า 7 เดือนข้างหน้า ชีวิตจะเป็นอย่างไร 

7 เดือนที่นี่มีทั้งเสียงหัวเราะและหยาดน้ำตา การลงมาอยู่ในชนบท ใช้ชีวิตอาสาสมัคร ไม่ใช่ภาพฝันเมื่อเราเดินทางมาถึงวันสุดท้ายที่ครบกำหนดปฏิบัติงาน กว่าจะผ่านครึ่งแรกของช่วงเวลาลงพื้นที่ ฉันได้แค่ขอบคุณทุกคนที่แม้ไม่ได้อยู่ใกล้ ๆ แต่ยังคอยรับฟังและให้กำลังใจ บ้านที่ฉันจากมา เพื่อน พี่ น้อง คณาจารย์ที่มอบโอกาสและเครื่องมือในการใช้ชีวิต ที่สำคัญที่สุดคงเป็นทุกชีวิตในพื้นที่ปฏิบัติงาน ชาวบ้าน เด็ก ๆ พี่เลี้ยงและพี่ ๆ ในองค์กร ที่มอบโอกาสให้ฉันได้เรียนรู้ ใช้ชีวิตและวันเวลาร่วมกัน มอบโอกาสให้ฉันได้ทำงาน เติบโต เป็นผู้รับและผู้ให้ 

เคยได้ยินมาว่าถ้าเรามีความสุข เวลาจะผ่านไปเร็ว 7 เดือนที่นี่จึงเหมือนพริบตาเดียว 

บันทึกตลอด 7 เดือนของการเรียนรู้ชีวิต กับ #Pickbaanproject โครงการชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่กลับบ้าน

อย่าพยายามตามหาความหมายของชีวิต จงใช้ชีวิต

ในช่วงแรกฉันเป็นเช่นหนุ่มสาวนักแสวงหา ใช่รู้ว่าชีวิตจริง ๆ นั้นเป็นเช่นไร ติดอยู่ในโลกความคิด ตรรกะและระแวงระวัง สังคมและแวดล้อมที่ฉันเติบโตมา บางครั้งราวกับถูกบีบอัดและผลักไสตลอดเวลา ไม่อาจดำรงอยู่ได้อย่างเบาสบาย เราใฝ่ฝันและคาดหวังความสำเร็จ อยากได้ มี เป็น เช่นคนอื่นอย่างเนรมิต เมื่อผิดหวังก็ล่มสลายอย่างง่ายดาย แหลกลาญเกินกอบกู้ อาจโทษสังคมบิดเบี้ยวที่หล่อหลอม อาจโทษหัวใจที่ไหวเอนของตนเอง 

วันหนึ่งในพื้นที่ปฏิบัติงาน พี่เลี้ยงบอกฉันว่า “อย่าพยายามตามหาความหมายของชีวิต จงใช้ชีวิต” 

แรกทีเดียวฉันไม่เข้าใจ ชีวิตที่ใช้ไปวัน ๆ นั้นจะเรียนรู้ได้อย่างไร หากวันเวลาผ่านไปอย่างไร้หลัก ปราศจากสิ่งเป็นเช่นคนอื่น ๆ เขาเป็น ต่อเมื่อฉันได้เรียนรู้ที่จะทำตามหัวใจและใช้ชีวิต อยู่กับชาวบ้าน เรียนและเลียนเอาจากเขา ฉันจึงเข้าใจสิ่งหนึ่ง สิ่งซึ่งเรียกว่า ‘ธรรมชาติ’ สิ่งที่สมควรให้ชีวิตได้เป็น ปล่อยให้ได้เป็น

บันทึกตลอด 7 เดือนของการเรียนรู้ชีวิต กับ #Pickbaanproject โครงการชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่กลับบ้าน

ถ้าเรามีความสุข เวลาจะผ่านไปเร็ว

บทเรียนสำคัญจากการมาเป็นอาสาสมัคร ใช่เพียงแนวคิดทฤษฎีในการใช้ชีวิตในชนบท ชุดความรู้ในการดำรงชีวิตที่เกี่ยวข้องกับงานพัฒนา งานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และความรู้ต่าง ๆ เป็นเพียงเครื่องมือให้ได้ใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายและสนุกขึ้น แต่การได้ลงมาใช้ชีวิตในสถานที่ที่ไม่อาจได้มีเวลาเตรียมตัวมาก่อน ผู้คนที่ไม่รู้จัก การดำรงอยู่และการสร้างสัมพันธ์บนฐานความเป็นมนุษย์ ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย การเรียนรู้ที่จะปรับตัว เปิดใจเห็นผู้คนอื่น ๆ มากกว่าตนเอง บทเรียนเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะโอกาสที่ได้เข้ามาเรียนรู้ การได้ใช้ชีวิตจริงลดทอนภาพจำอุดมคติ

ฉันเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร แต่สำนึกอาสาสมัครจากช่วงหนึ่งที่เราได้ลงมาใช้ชีวิตในนามบัณฑิตอาสาสมัครจะอยู่ในใจของเราตลอด แม้ฉันอาจไม่ใช่อาสาสมัครที่สมบูรณ์พร้อมในทุกช่วงเวลา  

บันทึกตลอด 7 เดือนของการเรียนรู้ชีวิต กับ #Pickbaanproject โครงการชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่กลับบ้าน

ที่สำคัญ การมาอยู่กับคนกลับบ้าน ทำให้ฉันค้นพบความหมายของบ้านที่มากกว่าที่อยู่อาศัย ที่เกิดหรือเพียงที่เติบโต บ้านไม่ใช่เพียงสถานที่เดิมที่เราจดจำ คุ้นเคย หรือยึดติด บ้านเป็นความรู้สึกและสำนึกในใจบางอย่างที่ทำให้เราอบอุ่นเมื่อได้ใช้ชีวิต บ้านที่งดงามคงเป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันสร้าง เช่นเดียวกับ ครอบครัว ชุมชน สังคม ที่เป็นหน่วยใหญ่ขึ้นไป

เคยได้ยินมาว่าถ้าเรามีความสุข เวลาจะผ่านไปเร็ว มาถึงตรงนี้ฉันก็ยอมรับว่าเวลาของการเป็นอาสาสมัครกว่าครึ่งปีผ่านไปเร็วจริง ๆ ในช่วงชีวิตหนึ่ง เราได้คิดฝันถึงสิ่งใดบ้าง งานการใดจะมอบพลังให้เราหรือลดทอนพลังของเรา

อาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวกับพวกเราเสมอว่า “ไม่มีสิ่งใดดำมืดหรือขาวบริสุทธิ์ ล้วนแล้วแต่ระคนปนกันเป็นสีเทา” การอยู่ร่วมอย่างไม่ตัดสิน ยอมรับในความไม่สมบูรณ์พร้อมทั้งตนเองและผู้อื่น เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราอยู่ร่วมกันได้ในสังคม สมบัติสำคัญของอาสาสมัคร อาจเพียงหัวใจความเป็นมนุษย์ ที่มีความรักความเข้าใจ ความเคารพในวิถีและตัวตนของผู้คนอื่น ๆ หากใช่ชุดความรู้มากมายเพื่อการเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่ แต่ไร้ซึ่งความเมตตาอาทร 

บันทึกตลอด 7 เดือนของการเรียนรู้ชีวิต กับ #Pickbaanproject โครงการชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่กลับบ้าน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

รดา วัชรพลชัย

อาสาสมัครไกลบ้าน ที่ใช้ชีวิตตามธรรมชาติและธรรมดาในชนบท

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 สิงหาคม 2565
1 K

ออกตัวไม่แรง แต่เราคือคนหนึ่งที่คิดว่า ชีวิตนี้อย่างไรก็อยากไปเยือนคำชะโนดให้คลายสงสัยสักครั้ง

คำถามก่อนออกเดินทางช่วงประมาณตี 4 นั้นมีมากมาย

‘เมื่อก้าวผ่านสะพานเชื่อมสองโลกที่ต่ออย่างไรก็ไม่ติด เราจะสัมผัสถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปไหม’

‘ชาวบ้านในพื้นที่เข้าไปกราบไหว้พญานาคเช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวหรือเปล่า’

และ ‘สถานที่ที่หลอมรวมผู้คนทั้งท้องถิ่นและต่างถิ่น แต่มาด้วยศรัทธาเดียวกัน จะแตกต่างจากที่อื่นอย่างไร’

เราเดินทาง 590 กิโลเมตร จากกรุงเทพมหานคร สู่บ้านหนองแข้ใต้ จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อพักผ่อน 1 คืน ก่อนขับรถต่อไปอีกเกือบ 300 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 5 ชั่วโมง มุ่งสู่ตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ปลายทางที่ถูกจารึกด้วยหลากหลายนาม ทั้งวังนาคินทร์ วังคำชะโนด ป่าคำชะโนด เมืองบังบด เมืองบาดาล ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และพรหมประกายโลก แต่อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ผู้คนรู้จักและจดจำดินแดนลี้ลับแห่งนี้ได้คงหนีไม่พ้นเรื่องจากปากของชาวคณะแจ่มจันทร์ ภาพยนตร์ที่พวกเขาถูก ‘ผีจ้างหนัง’ เมื่อ พ.ศ. 2532

01 
ผีจ้างหนัง

จงเก็บของออกไปก่อนฟ้าสาง

บันทึกชีวิตและวิถีแห่งศรัทธา 'คำชะโนด' วังพญานาค อุดรธานี พรหมประกายโลกที่เดียวในไทย
บันทึกชีวิตและวิถีแห่งศรัทธา 'คำชะโนด' วังพญานาค อุดรธานี พรหมประกายโลกที่เดียวในไทย

เรื่องราวของผีจ้างหนังและวังคำชะโนดของพญาศรีสุทโธนาคราช เกิดขึ้นบนพื้นที่บริเวณเดียวกันซึ่งเรียกว่า ‘พรหมประกายโลก’

ตามความเชื่อที่เล่าต่อกันมา พรหมประกายโลกคือสถานที่ที่พรหม-เทวดา ลงมากินง้วนดินจนติดใจและไม่อาจกลับขึ้นสวรรค์ได้อีก ในอัคคัญญสูตร พระไตรปิฎกของพุทธศาสนาเล่าว่า ง้วนดินมีรสชาติหวานฉ่ำ แต่เมื่อลิ้มลองแล้วจะทำให้รัศมีของเหล่าพรหมหายไปจนไม่อาจเป็นแสงให้โลกใบนี้ได้อีก 

ผลลัพธ์ของการกินง้วนดินยังทำให้พรหมบางพวกมีผิวพรรณผุดผ่อง ขณะที่บางพวกผิวพรรณเลวลง เกิดเป็นการทะเลาะกันครั้งแรก ทำให้พรหมขยับห่างจากความชอบธรรม หันกายเข้าชิดกิเลสมากขึ้น จนในที่สุดก็กลายเป็นมนุษย์เดินดินธรรมดา

สำหรับผู้ศรัทธาพญานาค โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ริมน้ำโขง และผู้ที่ผูกพันกับตำนานพญานาคมาแต่โบราณอย่างชาวอีสาน ทางขึ้น-ลงระหว่าง 2 โลก คือโลกมนุษย์และโลกบาดาล มีทั้งหมด 3 แห่งบนโลก 

หนึ่ง คือ พระธาตุหลวงแห่งเวียงจันทน์ 

สอง คือ หนองคันแท พระธาตุดำ ซึ่งตั้งอยู่ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเช่นกัน 

สาม คือ พรหมประกายโลก มีพญาศรีสุทโธนาคราชมาตั้งบ้านเมืองจนกลายเป็นเมืองพญานาค

ก่อนจะเดินผ่านซุ้มประตูขนาดใหญ่ประดับด้วยงานประติมากรรมพญานาค 7 เศียร 2 ตน เราเดินสำรวจบรรยากาศร้านค้าที่มาเปิดร้านขายเครื่องสักการะบูชาอยู่รอบนอก นอกจากงานมือฝีมือชั้นยอดอย่างบายศรีใบตองหลากหลายขนาดและราคา ตั้งแต่หลักสิบจนถึงหลักพัน พญานาคเศียรเดียวจนถึง 9 เศียร ยังมีหมากพลู พวงมาลัย ควบคู่กับสลากกินแบ่งรัฐบาลสำหรับผู้แสวงหาโชคลาภพร้อมสรรพ

“หนูลองเดินไปด้านขวานะ น่าจะมีคนมาทำพิธีบวงสรวง นางรำกำลังไปรำถวายที่ศาลเก่า รู้จักไหม ผีจ้างหนัง” แม่ค้าคนหนึ่งกระตุกต่อมความอยากรู้ของคนต่างถิ่น 

เราเดินเลาะตามทางดินเปียกแฉะลงไปยังสะพานไม้ ออกสู่บึงอุบลกลางน้ำ

บันทึกชีวิตและวิถีแห่งศรัทธา 'คำชะโนด' วังพญานาค อุดรธานี พรหมประกายโลกที่เดียวในไทย

เบื้องหน้าคือวิวป่าคำชะโนดความคมชัด 4K ความลึกลับ 100 เปอร์เซ็นต์ ต้นชะโนดอันมีลักษณะเหมือนต้นมะพร้าว ต้นหมาก และต้นตาลรวมกันสูงเด่นเป็นสง่าราว 20 – 30 เมตร เมื่อเดินตามทางไปเรื่อยพบกับศาลไม้เก่าที่มีรูปปั้นตายายคู่หนึ่งตั้งอยู่ด้านในพร้อมป้ายเขียนว่า ‘ศาลพ่อปู่ศรีสุทโธ แม่ย่าศรีปทุมมา’ ส่วนรูปปั้นด้านล่างและเครื่องบูชาที่อยู่รายล้อม คือสัญลักษณ์แห่งศรัทธาที่ผู้คนนำมามอบให้

“ขอโทษนะคะ ตรงนี้หรือเปล่าที่เกิดเหตุการณ์ผีจ้างหนัง” เราสุ่มถามเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง

“ตรงนี้เป็นศาลเก่าครับ ชาวบ้านแต่เดิมมีความเชื่อเรื่องพญานาคมาก่อน จึงตั้งศาลบูชาพ่อปู่และแม่ย่าขึ้น แล้วค่อยย้ายเข้าไปด้านใน ส่วนผีจ้างหนังก็เกิดในนั้น” เขาชี้ไปยังพงไพรสีเขียวเข้มทะมึนที่อยู่ห่างออกไป

บันทึกชีวิตและวิถีแห่งศรัทธา 'คำชะโนด' วังพญานาค อุดรธานี พรหมประกายโลกที่เดียวในไทย

วันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2532 นายธงชัย แสงชัย เจ้าของแจ่มจันทร์ภาพยนตร์ ได้รับการว่าจ้างจาก นายจำปา คำแก้ว ให้ไปฉายภาพยนตร์ในราคา 4,000 บาท โดยมัดจำเอาไว้ก่อน 500 บาท เมื่อลูกน้องเดินทางไปถึงมีคนมารอรับเพื่อนำทางต่อไปอีก แต่จุดหมายที่ไปถึงกลับมีแต่ความเงียบงัน ไร้ซึ่งความครื้นเครงตามสไตล์หนังกลางแปลง

หนังเรื่องแรกเริ่มฉายเวลา 21.00 น. ระหว่างนั้นพนักงาน 7 คนสังเกตว่า บริเวณที่นั่งคนดูมีกลุ่มผู้ชายใส่เสื้อสีดำคอจีน และกลุ่มหญิงสาวนุ่งขาวห่มขาวนั่งชมภาพยนตร์อยู่คนละฝั่งอย่างเป็นระเบียบ 

วันนั้นมีฉายหนังทั้งหมด 4 เรื่อง คือ บ้านผีปอบ, ศาลปืน, ทองภาค 3 และ หนังฝรั่งอีก 1 เรื่อง หนังทั้งหมดผู้ว่าจ้างเป็นผู้เลือกเอง แต่น่าแปลกใจที่เมื่อหนังตลกอย่าง บ้านผีปอบ เริ่มฉาย กลับไม่มีเสียงหัวเราะเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย ทุกคนนั่งดูด้วยความสงบโดยไม่ลุกไปไหน

เวลาผ่านไปจนถึงตี 4 ชายคนหนึ่งเดินมาเคาะประตูข้างรถเพื่อจ่ายเงินที่เหลืออีก 3,500 บาท โดยเงินที่จ่ายเป็นเงินจริงทุกบาททุกสตางค์ เมื่อรับเงินมา อีกฝั่งได้บอกกับพนักงานว่า 

“ให้รีบออกไปจากที่นี่ก่อนฟ้าสว่าง มิเช่นนั้นจะออกยาก” 

คณะแจ่มจันทร์ภาพยนตร์หยุดฉายหนังและเปิดไฟ แต่เบื้องหน้าที่เคยมีผู้คนมากมายกลับเหลือเพียงความว่างเปล่า

บันทึกชีวิตและวิถีแห่งศรัทธา 'คำชะโนด' วังพญานาค อุดรธานี พรหมประกายโลกที่เดียวในไทย

จากคำชะโนดขับรถออกมาถึงบ้านวังทอง ชาวบ้านต่างประหลาดใจที่เห็นคณะเดินทางมาแต่เช้าตรู่ เมื่อทราบความจริงว่า พวกเขาเข้าไปฉายหนังในป่า ชาวบ้านต่างก็อุทานว่า 

“เข้าไปตรงนั้นได้อย่างไร นั่นมันดงผี ดงชะโนด!”

สิ่งที่เกิดขึ้นกับแจ่มจันทร์ภาพยนตร์กล่าวตามความเชื่อได้ว่า ‘ถูกผีบังบด’ ชาวบ้านหลายคนตามหาที่มาของเสียงภาพยนตร์ในคืนนั้น เพราะอยากไปนั่งชมด้วย แต่ก็ไม่อาจหาเจอ เนื่องจากพญานาคมีอิทธิฤทธิ์ดลบันดาลและเนรมิตสรรพสิ่งได้ดั่งใจ พวกเขาจึงบังบดชาวคณะเอาไว้

นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าวันที่ 29 มกราคม ถือเป็นวันปีใหม่ของเมืองบาดาล ชาวคำชะโนดจึงยืมร่างของนายจำปา คำแก้ว ไปว่าจ้างแจ่มจันทร์ภาพยนตร์มาฉายหนังเพื่อเฉลิมฉลอง เช่นเดียวกับที่ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า เหล่าพญานาคแปลงกายเป็นมนุษย์เพื่อมาร่วมงานบุญผะเหวด หรือ บุญมหาชาติ ของชาวอีสาน

เรายืนชมพิธีบวงสรวงพ่อปู่ศรีสุทโธและแม่ย่าศรีปทุมมาอยู่สักพัก ก่อนจะเก็บภาพด้วยกล้องฟิล์มตัวโปรด Pentax Zoom 280-P กับฟิล์ม Tudorcolor XLX 200 ที่หมดอายุไปแล้ว

สองขาเริ่มก้าวออกจากศาลเก่า สองมือวุ่นวายกับการหาบัตรประชาชนเพื่อแลกบัตรเข้าคำชะโนด แต่หูเจ้ากรรมก็ถูกสกัดไว้ด้วยประโยคภาษาอีสานที่ฟังไม่ถนัดนัก

“ได้เลขโตได๋น้อ ท่าเบิ่งนำอยู่เด้” เราหันไปหาต้นเสียง เขาถามว่า ได้เลขตัวไหน รอตามด้วยอยู่นะ เราได้แต่หัวเราะ เพราะในใจก็อยากมีโชคมีลาภเช่นกัน แต่มันไม่มีนี่สิ

บันทึกชีวิตและวิถีแห่งศรัทธา 'คำชะโนด' วังพญานาค อุดรธานี พรหมประกายโลกที่เดียวในไทย

ศาลพ่อปู่ศรีสุทโธ แม่ย่าศรีปทุมมา (ดั้งเดิม)

เปิดให้สักการะและบวงสรวงทุกวัน เวลา 08.00 – 16.30 น.

พิกัด : goo.gl/maps/TYYaQB3FPW9L1sq29 

02
วังนาคินทร์คำชะโนด

สะพานเชื่อมสองโลก

“ป้าเข้าไปไหว้ทุกเช้าเลย ชาวบ้านเขาก็เข้าไปไหว้กันเป็นปกติ แต่ส่วนใหญ่จะเข้าไปก่อนที่นักท่องเที่ยวจะมา” แม่ค้าผู้แสวงหานักเสี่ยงโชคคุยกับเราหลังจากที่เดินกลับมา

เธอเองเป็นชาวอุดรโดยกำเนิด ไม่ต่างจากเจ้าของร้านถัด ๆ ไปที่เป็นคนในชุมชน ความเจริญที่นำพามาโดยความศักดิ์สิทธิ์ของพ่อปู่แม่ย่า ทำให้เธอเลี้ยงดูปากท้องของตนเองและครอบครัวได้จนถึงวัยเกือบ 60 เช่นเดียวกับชาวต่างถิ่นหลายคนที่ตั้งใจย้ายฐานที่มั่นมาเปิดร้านในสถานที่เดียวกัน เพราะพ่อปู่แม่ย่ามอบความสำเร็จให้สมดั่งใจ

บันทึกชีวิตและวิถีแห่งศรัทธา 'คำชะโนด' วังพญานาค อุดรธานี พรหมประกายโลกที่เดียวในไทย

“ที่นี่มีคนจากหลายถิ่น คนกรุงเทพฯ ทิ้งชีวิตในเมืองมาทำมาค้าขายก็มี คนต่างจังหวัด จากเหนือ จากใต้ กลาง อีสาน มากันหมด อยู่ที่ว่าใครขอแล้วได้ เขาก็มากัน”

หลังจากบอกลาคุณป้า เราเดินผ่านลานจอดรถที่เต็มไปด้วยป้ายทะเบียนหลากจังหวัด แม้กระทั่งหลากภาษา บางคันข้ามฝั่งโขงที่ไม่ใกล้ไม่ไกลมา บางคันมาจากใต้สุดหรือเหนือสุดของขวานทอง แม้จะต่างเชื้อชาติ ต่างอายุ ต่างถิ่นอาศัย ต่างศาสนา แต่คำชะโนดหลอมรวมพวกเขาเป็นหนึ่งเดียวด้วยศรัทธาในพญานาค

เมื่อตรวจวัดอุณหภูมิเสร็จก็เดินไปตามทาง ยื่นบัตรประชาชนพร้อมรับบัตรคิว สำหรับเด็กที่ไม่พกบัตรประชาชนมาก็เข้าได้ แต่หากพกไปด้วยจะดีกว่า

ด้วยความที่เราออกเดินทางตั้งแต่ตี 4 ขับผ่านแม่น้ำชีตอนตี 5 ไปถึงคำชะโนดประมาณ 9 โมง จึงไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมากนัก สิ่งที่มาก่อนเราคือฝน เนื่องจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ด้านในห้ามสวมรองเท้า ทุกคนจึงต้องจอดรองเท้าไว้ด้านนอกให้เป็นระเบียบ ถุงเท้าเราเริ่มเปียกเพราะพื้นหญ้าเทียมที่อิ่มน้ำฝน

บริเวณหน้าทางเข้าวังนาคินทร์คำชะโนดเป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอินที่ผู้ศรัทธาจะมายืนถ่ายภาพ พร้อมเครื่องสักการะที่จับจองไว้ตั้งแต่ด้านนอกหรือเพิ่งมาซื้อด้านใน

ด้วยการแต่งกายและดวงตาที่มองทุกอย่างด้วยความสนใจ คงทำให้เจ้าหน้าที่ทราบว่าเราเป็นนักท่องเที่ยวที่เพิ่งมาเยือนเป็นครั้งแรก

“เดินตรงข้ามสะพานไปเลย อย่าลืมก้มดูทางเชื่อมที่เชื่อมยังไงก็ไม่ติดด้วยนะ” เจ้าหน้าที่ยิ้มให้

หากเป็นช่วงก่อนโควิด-19 แพร่ระบาด ผู้มาเยือนจะใช้มือลูบตัวพญานาคเพื่อสิริมงคลระหว่างเดินเข้า ส่วนเราก็แอบแตะเบา ๆ เพราะอดใจให้สัมผัสไม่ได้

“หากเดินข้ามตรงนี้ไป เราจะออกจากเมืองพญานาคกลับสู่โลกมนุษย์” ชายที่เดินสวนเรามาอีกฝั่งพูดให้ลูกหลานของเขาได้ยิน พื้นสะพานที่เดินมาตลอดทางเป็นพื้นทรายล้าง-กรวดล้างสีน้ำตาล ทางที่ทอดยาวต่อไปก็เป็นเช่นนั้น แต่สิ่งที่ขั้นอยู่ตรงหน้าคือแผ่นไม้และรอยร้าวที่ลำตัวพญานาคสองฝั่ง

แบกกล้องเที่ยวตามศรัทธา สู่ 'ป่าคำชะโนด' เมืองสองโลกที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมาด้วยศรัทธาเดียวกันคือ 'พญานาค'

“ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็เชื่อมสะพานไม่ติด แม้กระทั่งลำตัวพญานาคก็มีรอยปูนแตก สร้างอะไรก็มีแต่รอยร้าว ถ้าข้ามรอยต่อตรงนี้ไปจะเป็นพรหมประกายโลก ตอนนี้เรายังอยู่แดนมนุษย์” ชาวบ้านคนหนึ่งที่เดินนำอยู่ด้านหน้าเล่าให้เราฟัง

หลังก้าวขาข้ามมา เราไม่ได้รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงอะไรเป็นพิเศษ แต่เมื่อเดินลึกเข้าไป อุณหภูมิทุกอย่างเริ่มเย็นลงจนรู้สึกสบาย แดดร้อนถูกบดบังโดยต้นชะโนดสูงชะลูด ประกอบกับบึงน้ำที่อยู่โดยรอบทำให้อุณหภูมิภายในเย็นตลอดปี

จากป้ายข้อมูลป่าบรรพกาล ต้นชะโนดบนเกาะแห่งนี้มีจำนวน 1,869 ต้น สลับด้วยนานาพันธุ์ไม้ทั้งต้นหว้า มะเดื่อใหญ่ ประดงแดง แสมแดง ตับเต่า สมอพิเภก พญาสัตบรรณ แสงน้ำ ยางใหญ่ ไทรหิน พร้อมไม้ล้มลุก ไม้เถาอีกกว่าร้อยชนิด รวมแล้วมากกว่า 4,000 ต้น

ในทางวิทยาศาสตร์ พื้นดินที่เราเหยียบอยู่เกิดจากการสะสมของซากพืช ต้นไม้ที่ขึ้น ณ ที่แห่งนี้มีรากแผ่กระจายไปรอบข้างเพื่อพยุงลำต้น โดยทำให้ความดันของต้นไม้และภายนอกเกิดความสมดุล เมื่อต้นไม้ใต้พื้นสานทอต่อกันจึงกลายเป็นพื้นดินที่ยกตัวขึ้นลงได้ตามระดับน้ำ นั่นอาจเป็นที่มาของสะพานที่เชื่อมไม่ติด

“เขาว่าต้นชะโนดมีอายุเป็นพันปี สังเกตดี ๆ เหมือนมีเกล็ดที่ต้น ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นบริวารของพ่อปู่ศรีสุทโธ น้องลองเอาผ้าปิดปากลงสักครู่สิ” 

เราถอดหน้ากากอนามัยลงเพื่อสูดลมหายใจให้เต็มปอด แต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้กลิ่นฉุนบางอย่าง

“กลิ่นฉี่งู บริวารของพญานาค” เขาว่าก่อนจะเดินถือบายศรีพญานาค 5 เศียร นำไปยังจุดไฮไลต์สำคัญของวังนาคินทร์

แบกกล้องเที่ยวตามศรัทธา สู่ 'ป่าคำชะโนด' เมืองสองโลกที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมาด้วยศรัทธาเดียวกันคือ 'พญานาค'

03 
ศาลพ่อปู่ศรีสุทโธ แม่ย่าศรีปทุมมา

ไหว้ขอพร เดินท่องท้องพระคลัง ไปรอบเกาะ

แบกกล้องเที่ยวตามศรัทธา สู่ 'ป่าคำชะโนด' เมืองสองโลกที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมาด้วยศรัทธาเดียวกันคือ 'พญานาค'
แบกกล้องเที่ยวตามศรัทธา สู่ 'ป่าคำชะโนด' เมืองสองโลกที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมาด้วยศรัทธาเดียวกันคือ 'พญานาค'

“ใครที่ต้องการสักการะพ่อปู่ศรีสุทโธ แม่ย่าศรีปทุมมาเดินเข้ามาทางนี้ได้เลย รอบนี้ยังทัน ยืนตามจุดบนพื้น เว้นระยะห่าง ตั้งจิตและกล่าวตาม” 

เจ้าหน้าที่คนหนึ่งยืนอยู่หน้าศาล หันหน้าเข้าหาผู้มาเยือนมากหน้าหลายตาที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย เขาถือไมโครโฟนพร้อมประกาศให้ผู้มาสักการะรอบใหม่เข้าประจำตำแหน่ง เพื่อท่องคาถาบูชาและขอพรไปพร้อมกัน

คนมือเปล่าพนมมือไว้แนบอก คนถือบายศรียกจรดที่ศีรษะ ทุกคนก้มหน้าอย่างพร้อมเพรียงท่ามกลางเสียงอธิษฐานดังระงมใต้เงาไม้ใหญ่ เมื่อเสร็จพิธี เจ้าหน้าที่ให้ทุกคนนำเครื่องบูชาไปวางไว้ที่โต๊ะด้านหน้า สักพักจึงลากลับไปเพื่อความเป็นสิริมงคล และอีกนัยหนึ่งคือการลดขยะของสถานที่

แบกกล้องเที่ยวตามศรัทธา สู่ 'ป่าคำชะโนด' เมืองสองโลกที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมาด้วยศรัทธาเดียวกันคือ 'พญานาค'

“รอบต่อไปประจำจุดได้เลย คนที่ไหว้เสร็จแล้วเดินไปชมต้นมะเดื่อยักษ์ได้นะครับ” 

ผู้ศรัทธารอบใหม่ทยอยข้ามสะพานมา เราเดินตามป้ายไปอีก 62 เมตร ระหว่างนั้นสัมผัสไอดินเย็นสบายเป็นการพักผ่อน

ตามความเชื่อ ใต้ต้นมะเดื่อยักษ์คือท้องพระคลังของพ่อปู่แม่ย่า หากใครต้องการขอพร-ขอโชคลาภไปที่ต้นมะเดื่อได้เช่นกัน แน่นอนว่าห้ามปีนป่ายและห้ามขูดหาเลข หลังเดินผ่านท้องพระคลัง พื้นไม้ก็พาเราเดินวนออกด้านนอกเพื่อชมวิวรอบคำชะโนดที่เต็มไปด้วยพืชพรรณสีเขียวขจีตัดกับท้องนภาสีขาว

แม้เป็นพื้นไม้ที่ไม่ได้อยู่สูงจากพื้นดินมาก แต่ระหว่างทางมีป้ายกำกับไม่ให้นักท่องเที่ยวหย่อนเท้าหรือลงเดินบนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ หนึ่ง คงเพื่อรักษาความเป็นระเบียบ สอง เพื่อความปลอดภัย เพราะความอุดมสมบูรณ์ใต้เท้าของเราอาจแฝงไว้ซึ่งอสรพิษที่มองไม่เห็น

จุดต่อไปวนกลับมาใกล้สะพานที่เราเดินเข้ามา บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ขนาดประมาณ 5 เมตร ได้รับการปกปักษ์รักษาโดยพญานาค 7 เศียร ตั้งตระหง่านอยู่ด้านซ้ายของศาลพ่อปู่แม่ย่าบนพื้นที่คำชะโนด 20 ไร่ บ่อน้ำแห่งนี้มีน้ำผุดขึ้นมาตลอดเวลาและไม่เคยเหือดแห้ง ทั้งน้ำที่ไหลออกมายังใสสะอาด พร้อมให้ผู้ศรัทธาตักกลับบ้าน แต่นั่นคือกิจกรรมก่อนโควิด-19 ระบาด ทำให้ปัจจุบันตักน้ำไม่ได้แล้ว

ย้อนกลับไป พ.ศ. 2562 น้ำศักดิ์สิทธิ์จาก 108 แหล่งทั่วไทยเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของพิธีการจัดทำน้ำอภิเษกและน้ำสรงมุรธาภิเษก ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก น้ำศักดิ์สิทธิ์จากจังหวัดอุดรธานีแห่งนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น ปัจจุบันยังชมโครงชักรอกอันเชิญน้ำร่วมงานพิธีได้ที่ด้านข้างบ่อ ส่วนใครที่ต้องการสรงน้ำองค์พญานาคราชต้องรอช่วงเทศกาลสงกรานต์เท่านั้น ตอนนี้ก็ทำได้เพียงตั้งเหรียญหรือธนบัตรอธิษฐานที่ริมบ่อไปก่อน

แบกกล้องเที่ยวตามศรัทธา สู่ 'ป่าคำชะโนด' เมืองสองโลกที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมาด้วยศรัทธาเดียวกันคือ 'พญานาค'

04
ชีวิตที่คำชะโนด

สำรวจศูนย์รวมแห่งศรัทธา

ใช้เวลาในดงชะโนดไม่ถึงชั่วโมงก็ได้ฤกษ์เดินจากประตูโลกบาดาลกลับสู่เมืองมนุษย์อีกครั้ง

บรรยากาศที่เย็นร่มรื่นหายไปแทบจะทันที แสงอาทิตย์บีบคั้นให้เราเดินหลบเข้าร่ม หยิบรองเท้า และมุ่งสู่ร้านค้าที่ขายของบูชามากมาย

“ถือขันนี้ไว้ หันหน้าไปทางคำชะโนด แล้วอธิษฐานครับ” เจ้าของร้านวางรูปหล่อพญานาคองค์เล็กลงในขัน เขาท่องคาถาบางอย่างและยกขันให้เราขอพร

“มีลูกค้าหลายคนที่กลับมาซื้อของเราอีก เพราะเขาสมหวังในสิ่งที่ขอ” เจ้าของร้านผู้หญิงเล่าให้เราฟัง เธอเป็นชาวกรุงเทพฯ ที่เจอเรื่องเดือดร้อนจึงหันมาพึ่งบารมีของพ่อปู่ศรีสุทโธ เมื่อความทุกข์ผ่านไป เธอขอให้ตนได้มาค้าขายที่คำชะโนดแห่งนี้ ซึ่งคำตอบรับก็เป็นจริง เราจึงยืนอยู่ในร้านของเธอ

“หลายร้านไม่ใช่คนพื้นที่ แต่เป็นคนต่างถิ่นที่ศรัทธาและย้ายกันมา”

ไม่ต่างจากที่คุณป้าคนแรกเคยบอก ด้านในคำชะโนดมีคนจากหลายพื้นที่มาจับจอง ส่วนด้านนอกที่เห็นขายเครื่องบูชารายทาง ตั้งแต่ริมถนนจนถึงร้านค้าด้านหน้าซุ้มทางเข้า โดยมากเป็นคนท้องถิ่นที่มาพึ่งการท่องเที่ยวเพื่อเลี้ยงปากท้อง

เราซื้อรูปหล่อขนาดเล็กกลับไปฝากสมาชิกครอบครัวที่ยังไม่มีโอกาสเดินทางมา ก่อนล้อจะเคลื่อนกลับสู่กรุงเทพฯ ชาวคณะบางคนยกมือไหว้ไปทางวังนาคินทร์อีกครั้ง บางคนบีบแตร 3 ครั้งเมื่อผ่านศาลเก่า ซึ่งเป็นการแสดงความเคารพและขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ

ท่ามกลางความหลากหลาย คำชะโนดทำหน้าที่ในการหลอมรวมผู้คนเข้าหากันผ่านความเชื่อและความศรัทธาอันเป็นหนึ่งเดียว สำหรับหลายคนที่แห่งนี้จึงไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นแหล่งพักพิงและที่พึ่งทางจิตใจของคนทั้งท้องถิ่นและต่างถิ่น เราเชื่อว่าการทำให้ใครสักคนคลายทุกข์ได้ชั่วขณะหรือตลอดไป คือความศักดิ์สิทธิ์หนึ่งของวังนาคินทร์แห่งนี้

แบกกล้องเที่ยวตามศรัทธา สู่ 'ป่าคำชะโนด' เมืองสองโลกที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมาด้วยศรัทธาเดียวกันคือ 'พญานาค'

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load