The Cloud X Park Origin

‘ความคิดสร้างสรรค์ + เทคโนโลยี = เปลี่ยนแปลงวงการก่อสร้าง’

ประโยคข้างต้นติดอยู่บริเวณทางเข้าสำนักงานของ ‘Builk’ สตาร์ทอัพสัญชาติไทยที่เปลี่ยนแปลงวงการผู้รับเหมาก่อสร้างไปตลอดกาล ซึ่งผู้ก่อตั้งคือ ไผท ผดุงถิ่น

“วงการผู้รับเหมาก่อสร้างเป็นวงการที่ล้าหลังที่สุดในโลก”

ครั้งหนึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อไว้เช่นนั้น ฟังดูคล้ายคำบ่นและก่นด่าวงการที่ตัวเองอยู่อาศัยแบบที่ใครๆ ก็ทำกัน ต่างแค่เขาไม่ได้ทำแค่นั้น หากแต่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงบางสิ่งที่เขาไม่พอใจ

จากเด็กน้อยที่เติบโตในบ้านที่เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างและต่อต้านที่จะสานต่อธุรกิจครอบครัวในวันแรก ใครจะเชื่อว่าวันนี้เขาคือผู้ที่พลิกโฉมวงการก่อสร้างด้วยการใช้ต้นทุนที่มี-ทั้งความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยี จนกลายเป็นแพลตฟอร์มเพื่อแก้ปัญหาที่เหล่าผู้รับเหมารายย่อยล้วนต้องเคยเจอมาทั้งชีวิต

นอกจากบทบาทของผู้ก่อตั้ง Builk เขายังเป็นผู้ก่อตั้งสมาคมเทคสตาร์ทอัพ (Thailand Tech Startup Association) และนายกสมาคมคนแรก เขาย้ำเสมอว่า เทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของมนุษย์อย่างพวกเรา

ชีวิตอันสมบูรณ์แบบสามารถเกิดขึ้นได้หากเรารู้จักประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเข้ากับวิถีชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในที่อยู่อาศัยได้ ซึ่งตรงกับ A Perfect Living Platform คอนเซปต์ล่าสุดของการสร้างที่อยู่อาศัยของ Park Origin ที่ผสมผสานเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาสู่ที่อยู่อาศัย ซึ่งเทคโนโลยีต่างๆ ไล่เรียงตั้งแต่ Home Automationที่ทำให้เราสามารถควบคุมทุกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในบ้าน Smart Mirror กระจกอัจฉริยะที่แสดงผลให้ Facilities Intelligence การใช้งานพื้นที่ส่วนกลางอย่างมีประสิทธิภาพผ่านแอปพลิเคชัน และ Cashless Society สังคมไร้เงินสดที่ทำให้ทุกการจับจ่ายในโครงการสะดวกและปลอดภัย

ส่วน ‘ความคิดสร้างสรรค์+เทคโนโลยี’ จะทำให้เกิด ‘A Perfect Living Platform’ ได้อย่างไรในชีวิตของเราทุกคน เรื่องเล่าในหน้าจอต่อไปนี้มีคำตอบ

ไผท ผดุงถิ่น, Builk, BUILK Thailand, วัสดุก่อสร้าง

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าเวลาทำอะไรเราต้องคิดแบบขบถ ทำไมถึงเชื่อแบบนั้น

เราก็เหมือนผู้ประกอบการหลายๆ คนที่อ่าน Success Story ของคนอื่นมาเยอะ แต่ผมเชื่อว่าถ้าผมเดินตามคนที่มาก่อนผมไปดื้อๆ เชื่อว่าชาตินี้ผมก็ตามเขาไม่ทัน เพราะว่าเขาเกิดมาก่อน มีต้นทุน มีเครือข่าย มีทุนเหนียวกว่าผม ถ้าเดินตามไปซื่อๆ ชาตินี้คงไม่ทัน ถ้าหวังว่าจะไปยืนคู่กับเขาให้ได้ มันต้องเดินทางอื่น เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัดก็จริง แต่เราก็เดินตามผู้ใหญ่ไม่ทัน ผมเชื่อว่าต้องมีทางใหม่ จะเรียกมันว่าขบถหรืออะไรไม่รู้ ผมก็ไม่รู้ว่าทางนั้นคืออะไรนะ มันคือสิ่งที่ต้องไปค้นหาเอง ซึ่งมันก็ไปตรงกับความเข้าใจเรื่องสตาร์ทอัพพอดี มันคือการทำสิ่งใหม่ที่คาดหวังว่าจะ Scale Up ให้ได้ แล้วก็มาผูกกับเทคโนโลยี จนเริ่มมาทำ Builk นี่แหละ

ตรงบริเวณประตูทางเข้าของออฟฟิศ Builk มีคำว่า ‘ความคิดสร้างสรรค์ + เทคโนโลยี = เปลี่ยนแปลงวงการก่อสร้าง’ คุณเชื่ออะไรในสองสิ่งนี้

ผมว่าความคิดสร้างสรรค์ใครๆ ก็พูดถึง แต่ผมคิดถึงความคิดสร้างสรรค์ในวงการที่ไม่ค่อยสร้างสรรค์ ผมเป็นคนที่ใช้ตรรกะมากเลยนะ เพราะผมเรียนจบวิศวะมา วิศวกรถูกสอนมาว่าให้ใช้สูตรนี้ คำนวณโครงสร้างแบบนี้ ใช้วัสดุนี้ เราจะไม่ค่อยเสี่ยง หรือว่าสร้างสรรค์อะไรมากมาย ศาสตร์ที่ผมเรียนมามันคือศาสตร์ที่ใช้กันมาเมื่อ 150 ปีที่แล้ว เขาสร้างตึกมายังไง ผมก็เรียนมาแบบนั้น หนังสือที่เรียนเปลี่ยนน้อยมาก

เวลาออกแบบก่อสร้าง วิศวกรที่เรียนมาจะต้องถูกสอนว่า ของแต่ละอย่างจะเฟลยังไง จะออกแบบเสา ออกแบบคาน ต้องรู้ว่ามันจะหักแบบไหนได้บ้าง ถ้าหักตรงนี้ต้องเสริมเหล็กยังไงให้มันไม่หัก มันมีเรื่องการกลัวความล้มเหลวอยู่ในสิ่งที่ผมศึกษามา ผมรู้ว่าความล้มเหลวคืออะไรก่อนที่จะรู้ว่าความสำเร็จคืออะไรด้วยซ้ำ คนที่เรียนวิศวกรโยธามาจะมีแนวคิดแบบนี้ จะมีความคิดที่บล็อกเราอยู่มากๆ นี่คือสิ่งที่ผมต้องเตือนตัวเอง เพราะผมนับถือว่าคนควรจะมีความคิดสร้างสรรค์ จนวันนี้ผมก็ฝึกฝนมาเรื่อยๆ ตลอด 10 กว่าปีที่เป็นผู้ประกอบการมา จนวันนี้ก็พยายามคิดให้สร้างสรรค์ จากที่ใช้สมองซีกซ้ายเพียวๆ ตอนนี้ก็เริ่มมาใช้ข้างขวามากขึ้น เพราะมันจำเป็น

ไผท ผดุงถิ่น, Builk, BUILK Thailand, วัสดุก่อสร้าง ไผท ผดุงถิ่น, Builk, BUILK Thailand, วัสดุก่อสร้าง

แล้ว ‘เทคโนโลยี’ สำคัญยังไง เชื่ออะไรในคำคำนี้

คงเป็นความเชื่อส่วนตัวที่มีมาตั้งแต่เด็ก เราเริ่มเห็นตั้งแต่เล่นเกมแฟมิคอม เล่นคอมพิวเตอร์ในบ้าน ชีวิตเราเปลี่ยนเพราะเจ้ากล่องๆ พวกนี้แหละ เราเห็นว่าเทคโนโลยีมันเปลี่ยนวงการอื่นเต็มไปหมด แต่พอย้อนกลับมาดูวงการเราแล้วมันไม่เปลี่ยน ที่เราต้องเขียนแปะไว้ก็เพื่อเตือนตัวเอง เตือนคนที่ออฟฟิศว่าเทคโนโลยีมันเปลี่ยนไปเยอะแล้วนะ มันควรเปลี่ยนวงการนี้ได้อีก อย่านอนกอดเทคโนโลยีเดิมๆ ถ้าผมทำซอฟต์แวร์แล้วผมก็กอดมันไว้เป็น 10 ปี ไม่เคยเปลี่ยน แน่นอน วันหนึ่งผมจะเพลี่ยงพล้ำ เพราะมีคนที่เด็กกว่าผม ใช้เทคโนโลยีใหม่กว่าผม มาแทรกผมได้ตลอดเวลา มันเป็นธุรกิจที่เหนื่อยมากเหมือนกันนะ เราต้องวิ่งตลอดเวลาเลยแหละ

ในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่กับเทคโนโลยี คิดว่ามันทำให้ชีวิตมนุษย์ดีขึ้นได้ยังไง

ถามว่าเทคโนโลยีช่วยผมด้านไหน มันทำให้ชีวิตผมได้ข้อมูลมาคิดต่อได้เร็วขึ้น ผมสามารถใช้เวลาได้มีประสิทธิภาพขึ้น ผมมีเวลาจำกัดเท่าทุกคนแหละ แต่ผมเชื่อว่าถ้าผมใช้เทคโนโลยีทำให้ผมใช้ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าเราปฏิเสธเทคโนโลยี เราอาจจะต้องเสียเวลาบางอย่างไป

ผมมีเวลา 24 ชั่วโมง ผมอาจจะมีเวลาอยู่กับลูกน้อยลง แต่ถ้าผมใช้เทคโนโลยี เดินทางสะดวก ประหยัดวิธีคิด ประหยัดเวลา ผมอาจจะมีเวลาทุกๆ สัปดาห์ให้กับลูก ทุกๆ วันผมจะมีเวลาให้กับครอบครัว สิ่งที่ผมอยากจะย้ำก็คือ สิ่งที่เราจะได้คืนมาคือเวลา เอาเวลามาอยู่กับคนที่เรารักกับสิ่งที่เรารักได้มากกว่าเดิม

ไผท ผดุงถิ่น, Builk, BUILK Thailand, วัสดุก่อสร้าง

คนมักจะมองว่าเทคโนโลยีพรากเวลาไปจากเรา แต่คุณมองว่ามันคืนเวลาให้กับเรา

ใช่ ถ้ามองว่ามันคืนเวลา มันจะคืนเวลานะ สมมติผมจะต้องขึ้นเครื่องบินไปประชุมทุกวัน แต่ผมสามารถวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ได้ ผมไม่ต้องขึ้นเครื่องบินไปประชุม ผมก็เอาเวลาไปทำอย่างอื่น อยู่ที่เราจะเลือกเอาเวลาไปทำอะไร ซึ่งแต่ละคนคงเลือกไม่เหมือนกัน ผมเลือกเอาเสาร์อาทิตย์ไปอยู่กับลูก

ในมุมมองของคุณ เทคโนโลยีจำเป็นอย่างไรกับที่อยู่อาศัย

ผมรู้สึกว่าเทคโนโลยีในที่อยู่อาศัยโดยรวมๆ มันไม่ใช่แค่เรื่องเปิดไฟปิดไฟอัตโนมัตินะ วันนี้เซ็นเซอร์ต่างๆ ที่อยู่ในบ้านมันพัฒนาขึ้น แต่ก่อนที่อยู่อาศัยของเราเซ็นเซอร์มันน้อย เราใช้เปิดไฟปิดไฟเปิดน้ำปิดน้ำ วันนี้คุณกำลังจะอยู่ในบ้านที่มีตั้งแต่เซ็นเซอร์ความชื้น เซ็นเซอร์แสงไฟ เซ็นเซอร์เสียง เซ็นเซอร์การเคลื่อนไหว เซ็นเซอร์อุณหภูมิ โดยสิ่งที่เราจะพัฒนากันไปก็คือ ที่อยู่อาศัยของเราต้องไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อมมากไปกว่านี้

ตอนนี้พวกเราทุกคนทำร้ายสิ่งแวดล้อม ถูกไหม ทุกครั้งที่เปิดแอร์มันก็มีการเอาอากาศร้อนออกไปข้างนอก มันทำให้ข้างนอกร้อน ผมคิดว่าเทคโนโลยีในที่อยู่อาศัยมันสร้างสมดุลเรื่องนี้ได้ มันควรจะทำให้สังคมเมือง พวกสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง (Built Environment) ไม่ทำร้ายโลกไปมากกว่านี้

คุณมองว่าเทคโนโลยีไปกับเรื่องสิ่งแวดล้อมได้

ผมว่าไปได้นะ เมืองไทยอาจจะดูเหมือนไม่ค่อยมีตัวอย่าง แต่อย่างสิงคโปร์ เขาอยู่กับต้นไม้ใหญ่ อยู่กับสวนสีเขียว แล้วก็ยังมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีอากาศที่ดีได้ ผมว่าเป็นไปได้ วันนี้กรุงเทพฯ กำลังเพิ่งเริ่มเท่านั้นเอง การที่คนเมืองจะอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติเพิ่มขึ้นเป็นไปได้แล้ว ก็ค่อยๆ เริ่มกันอยู่

ผมให้น้ำหนักกับเทคโนโลยีนะ ผมอยากเห็นที่อยู่อาศัยที่ปรับตัวเองได้ให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม วันนี้แดดไม่ส่องแอร์มันควรจะลดแล้ว ถ้าแดดส่องก็ปรับแอร์ตามระดับ ไม่ใช่มาถึงมาอัดแอร์ 20 องศา และ Hi Speed อย่างเดียว นอกจากเรื่องเปลืองเงิน ซึ่งความจริงมันไม่เยอะหรอกสำหรับคนที่อยู่คอนโดฯ แต่ที่มันแพงกว่าคือเราทำร้ายโลกอยู่ แก่นหลักๆ ของเทคโนโลยีจริงๆ คือควรใช้เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืนมากกว่า

สุดท้ายต่อให้เราเป็นคนเมืองยังไงก็แล้วแต่ มันก็ไม่ใช่ว่าเราจะอยู่กับป่าคอนกรีตได้ ผมชอบสีเขียว ผมสนับสนุนเรื่องการที่มนุษย์กับธรรมชาติอยู่ใกล้กัน แล้วก็ไม่ได้ขัดแย้งกับเทคโนโลยีอะไรนะ ถ้ามีพร้อมทั้งเทคโนโลยีและธรรมชาติด้วยน่าจะดีที่สุด

ไผท ผดุงถิ่น, Builk, BUILK Thailand, วัสดุก่อสร้าง

พูดถึงการใช้ชีวิตที่เป็น Perfect Living ในความหมายของคุณคืออะไร เคยคิดบ้างไหม

ผมเคยถามตัวเองว่า ชีวิตที่ดีคืออะไร ผมคิดว่าชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีทางเลือก ทางเลือกมันสำคัญ ทางเลือกคือสิ่งที่ผมอยากได้ ถามว่าผมจะพอใจตัวเองเมื่อไหร่ ก็คือเมื่อผมมีทางเลือก แล้วเทคโนโลยีทำให้ผมเกิดทางเลือก วันนี้ผมมีเทคโนโลยีในมือ ผมเลือกได้ว่าจะทำอะไร ไม่ทำอะไร ถ้าไม่มีเทคโนโลยีทางเลือกผมอาจจะจำกัด แต่ก็อยู่ที่คนจะเลือกสร้างสมดุลให้มันยังไง ใช้เทคโนโลยีในเวลาที่ถูกต้องและละมันในเวลาที่ถูกต้อง

Perfect Living สำหรับตัวผมเองตอนอายุ 20 ปีก็ตีความแบบหนึ่ง 30 ปีก็เป็นแบบหนึ่ง กำลังจะ 40 ปีก็เป็นแบบหนึ่ง ทุกวันนี้ถ้าชีวิตจะมี Perfect Living ก็คงเป็นชีวิตที่บาลานซ์เรื่องที่ว่ามาได้ ด้วยทางเลือกและเทคโนโลยีที่ผมมีอยู่ เช้ามาผมรู้ว่าเรื่องงานไม่ต้องห่วงมากแล้ว ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุม ผมเอาเวลาไปเล่นกับลูกได้ ตอนเย็นไปรับลูกได้ เสาร์-อาทิตย์ได้เป็นพ่อเต็มตัว คนจะถามคำถามว่า คนทำธุรกิจ ยิ่งเป็นสตาร์ทอัพ แบ่งเวลายังไง ผมว่าผมไม่ค่อยคิดในแง่ลบกับตัวเองเท่าไหร่ อาจจะไม่ได้ดีมาก แต่คิดว่าผมแฮปปี้ที่ชีวิตตัวเองเป็นแบบนี้ มีเงินระดับหนึ่ง พอใช้ได้ แล้วก็มีเวลา มีทางเลือก เสาร์-อาทิตย์พาลูกไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ได้ ไปที่แปลกๆ เพื่อค้นหาอะไรใหม่ๆ ได้ ผมรู้สึกว่าชีวิตผมมีคุณค่าในวันอย่างนั้น วันธรรมดาก็เต็มที่ในเรื่องงาน

โดยส่วนตัวเทคโนโลยีมีบทบาทกับชีวิตคุณยังไงบ้างในแง่ที่อยู่อาศัย

หนึ่งคือ ผมควรจะสบายใจได้ว่า ช่วงนี้ผมออกมาจากบ้านลืมปิดไฟหรือเปล่า ลืมปิดแอร์หรือเปล่า ผมมอนิเตอร์ดูบ้านผมได้ ดูห้องผมได้ มันมีความสบายใจ สองคือ ถ้าหากว่ามีอะไรผิดปกติผมควรจะรู้ก่อน เพราะว่าเซ็นเซอร์มันจะทำงานเหมือน Fitbit ที่บอกว่าร่างกายเรามีอะไรผิดปกติ แต่เทคโนโลยีในที่อยู่อาศัยกำลังจะบอกผมว่าในบ้านผมมีอะไรผิดปกติหรือเปล่า

ที่อยู่อาศัยคือสิ่งที่เรารักอยู่แล้ว แล้วเทคโนโลยีทำให้คนอย่างพวกเราใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น ใครที่อยู่บ้านหลังใหญ่ หาแม่บ้านยาก แต่ถ้าอยู่คอนโดมิเนียม มีแอปพลิเคชันผู้ช่วย เรียกคนมาเซอร์วิสได้ แล้วเรารู้ว่าเขามาแล้วปลอดภัย รู้สึกเป็น Peace of Mind ทำให้เรายังใช้ชีวิตอยู่ได้สบายใจ

ไผท ผดุงถิ่น, Builk, BUILK Thailand, วัสดุก่อสร้าง ไผท ผดุงถิ่น, Builk, BUILK Thailand, วัสดุก่อสร้าง

ในฐานะคนที่คลุกคลีกับเรื่องเทคโนโลยี คุณมองสังคมไร้เงินสดยังไง

สังคมมันเปลี่ยนไปแน่ๆ แต่ก่อนเราเคยคิดว่า เรื่อง Cashless Society น่าจะเป็นเรื่องไม่จำเป็น แต่ทุกวันนี้เรามองมันใหม่ว่า การมีธุรกรรมที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์มันปลอดภัย ตรวจสอบได้ มันรู้ว่าไม่มีใครมาหยิบเงินจากกระเป๋าผม เพราะผมใช้กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก ผมก็ตรวจสอบได้

ต้นทุนในการถือเงินในการเก็บเงินมันต่ำกว่ากันเยอะนะ เราไม่ต้องเดินไปหาตู้เอทีเอ็ม เพื่อที่จะกดเงิน เพราะเงินมันอยู่ในกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ เดินไปขึ้นรถไฟฟ้าก็ได้ ไม่ต้องกดเงิน จ่ายเงินอะไรก็ได้ เวลาทำธุรกิจต่างประเทศวันนี้ผมก็ใช้ Digital Wallet อยู่แล้ว มันง่าย มันสะดวกกว่าบัตรเครดิตตั้งเยอะ เราจะเห็นว่าประเทศจีนที่เข้าสู่สังคมไร้เงินสด คนอินโดนีเซียที่เข้าสู่สังคมไร้เงินสดได้เร็วกว่าเรา ผมว่าคนไทยก็กำลังเคลื่อนที่ไปสู่สังคมแบบนั้น

เมื่อการใช้ชีวิตมีประสิทธิภาพขึ้น มีเวลาเหลือมากขึ้น มีตัวเลือกในชีวิตเพิ่มมากขึ้น ผมคิดว่านี่คงจะเป็นคำนิยามของ Perfect Living ประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตน่าจะมีมากขึ้น

แล้วที่อยู่อาศัยที่สมบูรณ์แบบหรือ Perfect Living Platform ในความหมายของคุณต้องมีอะไร

มันเป็นความเชื่อจริงๆ ว่า ผมคิดว่า Perfect Living ก็คือ ชีวิตที่มันมีทางเลือก ซึ่งมันจะเกิดจาก หนึ่งคือ โลเคชัน ผมอยู่คอนโดฯ ใกล้รถไฟฟ้า แล้วผมชอบชีวิตแบบนี้มาก เพราะว่าผมสามารถพาลูกนั่งรถไฟฟ้าไม่กี่สถานีไปสวนสาธารณะ พาไปพิพิธภัณฑ์ก็นั่งรถไฟอีกไม่กี่สถานี มันคือทางเลือกในชีวิต เราไม่จำเป็นต้องขับรถอย่างเดียว เราไม่จำเป็นต้องนั่งรถไฟฟ้าอย่างเดียว อะไรก็ได้ที่มันมีทางเลือก ผมว่าชีวิตมันก็จะดีกว่า

อีกอย่างที่สำคัญก็คือเรื่องเทคโนโลยี เทคโนโลยีทำให้ผมมีทางเลือกอีก ผมได้อยู่ในที่ที่ผมสามารถจะมีข้อมูลมากขึ้น ทำให้ผมเลือกได้ว่าวันนี้ผมจะเดินทางอย่างไร เพราะเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อกับผม มันทำให้ผมรู้ข้อมูลได้ง่ายขึ้น ถ้าเรามีข้อมูล เราสามารถที่จะะคาดการณ์หรือป้องกันตัวเองได้ไม่ให้วันนี้เป็น Bad Day สำหรับเรา ผมอาจจะใช้ Smart Mirror ทุกเช้าเพื่อดูข้อมูล แล้วผมก็วางแผนชีวิตผมได้ สมมติวันนี้ฝนตกแน่ๆ ผมก็สามารถเลือกวิธีเดินทางได้

ผมรู้สึกว่า Information มันไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอีกแล้ว เราไม่ต้องพยายามอะไรมากมาย ไม่ต้องรอดูข่าว 6 โมงเช้า วันนี้เราอยากจะรู้ข้อมูลเมื่อไหร่ก็ได้ แล้วมันก็แม่นยำขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เทคโนโลยีหยิบยื่นให้กับเรา มันรู้ชีวิตเรา Machine Learning มันฉลาดขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นเพื่อนที่ช่วยเราได้ดีกว่าเดิม มันจะกลายเป็น Digital Assistant ได้จริงๆ แต่ก่อนเรายังต้องมีความพยายามในการเข้าถึงเทคโนโลยี แล้วผมว่ามันเริ่มเข้ามาเชื่อมต่ออย่างแนบเนียนกับที่อยู่อาศัย

สุดท้ายมองในแง่ดี เทคโนโลยีมันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มทางเลือก ย้อนกลับมาว่าที่เงินสำคัญเพราะว่าเมื่อคุณมีเงินก็เลยมีทางเลือก สุดท้ายถ้าไม่ได้มองเงินเป็นเป้าหมาย ชีวิตที่ดีคือการที่คือคุณมีทางเลือกต่างหาก

ไผท ผดุงถิ่น, Builk, BUILK Thailand, วัสดุก่อสร้าง

A PERFECT LIVING PLATFORM

เพราะมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของ ‘ธรรมชาติ’ เป็นเผ่าพันธ์ุที่ต้องสร้าง ‘สังคม’ และปัจจุบันปัจจัยรอบด้านนำพาการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งในโลกเข้าสู่ยุค ‘เทคโนโลยี’ ที่ล้ำหน้าและทันสมัย ทำให้วิถีการใช้ชีวิตของมนุษย์ต้องปรับเปลี่ยน ให้ก้าวทันโลกสมัยใหม่

‘Park Origin’ จึงสร้างขึ้นมาภายใต้คอนเซปท์ ‘A Perfect Living Platform’ ที่เข้าใจการใช้ชีวิตของคนเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยผสาน เทคโนโลยี สังคม และธรรมชาติ ได้อย่างลงตัว โดยที่ทุกคนไม่ต้องเสียเวลาวิ่งโหยหาสิ่งเหล่านี้จากภายนอก เพราะ 3 สิ่งนี้ได้อยู่ใน Platform นี้อย่างครบถ้วน สมบูรณ์แล้ว ที่ Park Origin Phayathai, Park Origin Thonglor และ Park Origin Phrom Phong

https://www.parkorigin.co.th/

Writer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

A Perfect Living

มุมมองว่าด้วย Technology, Community และ Nature ที่ผลักดันสู่ A Perfect Living Platform

The Cloud X Park Origin

นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา บอกกับเราว่า ชีวิตวัยเด็กของเธอเป็นแบบเดียวกับดากานดาในหนังเรื่อง เพื่อนสนิท เปี๊ยบ เด็กสาวผู้เติบโตมาพร้อมกับธรรมชาติ ต้นไม้ใหญ่ และการผจญภัยไม่รู้จบ

หลังเรียนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โชคชะตาพาเธอออกห่างจากธรรมชาติที่คุ้นเคย สู่เมืองใหญ่และเส้นทางการเป็นนักแสดงอาชีพ จนถึงวันนี้ เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วที่เธอโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิง ผ่านบทบาทและคว้ารางวัลการันตีฝีมือทางการแสดงมาแล้วมากมาย

นอกจากบทบาทนักแสดงสาวมากฝีมือแล้ว นุ่นลงขันทำธุรกิจออกแบบด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อสังคม ( Social Enterprise) กับ ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร สามีของเธอ ธุรกิจของนุ่นและท็อปไม่ใช่ธุรกิจของคนแค่ 2 คนเท่านั้น แต่เกี่ยวพันเชื่อมโยงไปยังผู้คน สังคมและธรรมชาติรอบตัวอย่างลึกซึ้ง

แม้ชีวิตใหม่ในเมืองกรุงของนุ่นจะแตกต่างจากชีวิตในวัยเด็กแบบคนละฝั่งแม่น้ำ เพราะที่นี่ไม่มีทิวเขาและผืนป่าชอุ่มสุดลูกหูลูกตาแบบที่ๆ เธอจากมา แต่ชีวิตแบบคนเมืองแสนวุ่นวาย รายล้อมไปด้วยตึกสูงระฟ้าและรถรา ไม่ใช่อุปสรรคที่ทำให้ชีวิตของเธอหมดความสุขแต่อย่างใด เพราะเธอเข้าใจถึงองค์ประกอบของการทำให้ชีวิตของตัวเองสมบูรณ์แบบ เธอเข้าใจความต้องการของตัวเองดีว่า Perfect Living ในเมืองกรุงของเธอ ต้องเป็นที่ชีวิตที่ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ

เช่นเดียวกับ A Perfect Living Platform คอนเซปต์ล่าสุดของการสร้างที่อยู่อาศัยของ Park Origin ซึ่งเชื่อว่า ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวไกล สังคมจะไปเร็วแค่ไหน แต่ ‘ธรรมชาติ’ ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ จึงออกแบบ Landscape ให้ใช้พื้นที่อย่างมีคุณค่า โดยนักออกแบบชั้นนำเพื่ออนุรักษ์พันธุ์ไม้ใหญ่ในพื้นที่เดิมใว้ และอาคารรูปแบบใหม่ในแนวคิด ‘Vertical Garden’ มีพื้นที่สีเขียวเล่นระดับเป็นขั้นบันไดถึง 1,500 ขั้น ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนไหล่เขา เสมือนสวนป่าคอนกรีตที่ช่วยเพิ่มออกซิเจนให้กับคนเมือง รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีเข้ามาผสมผสานเพื่อสร้างกลิ่นอายความเป็นธรรมชาติให้มีรายล้อมอยู่ภายในโครงการ ตลอดจนมี Facility ที่ให้ความรู้สึกว่าธรรมชาติยังอยู่รายล้อมรอบตัวเรา เพื่อให้ทุกจังหวะชีวิตของผู้อยู่อาศัยได้สัมผัสใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุด แม้จะเป็นในเมืองใหญ่ที่วุ่นวาย

ทุกวันนี้นุ่นใช้ชีวิตอย่างสมดุล มีธรรมชาติที่เธอรักอยู่ในทุกจังหวะของ Perfect Living เธอทำได้อย่างไร บทสนทนาใต้ต้นไม้ในเมืองใหญ่ ว่าด้วยเรื่องธรรมชาติ การเยียวยา และความยั่งยืนชิ้นนี้ จะมอบคำตอบให้กับคุณ

“ทำไมนุ่นต้องเชื่อมโยงชีวิตไปหาธรรมชาติด้วย” เราถาม

“เพราะธรรมชาติคือบ้านหลังใหญ่ที่ทำให้ชีวิตสมบูรณ์แบบ” เธอตอบพร้อมรอยยิ้ม

นุ่น ศิรพันธ์ วัฒนจินดา, Park Origin

วัยเด็กของคุณเติบโตมาอย่างไร ผูกพันกับธรรมชาติมากแค่ไหน

นุ่นโตที่จังหวัดลำปาง บ้านอยู่ในค่ายทหารที่ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ เราจึงเป็นเด็กที่เติบโตมากับดิน หญ้า และต้นไม้ ที่เรารู้สึกหวงแหนเป็นเจ้าของ เราสามารถปั่นจักรยานไปได้อย่างอิสระ ความทรงจำในวัยเด็กของนุ่นจึงมีธรรมชาติอยู่ด้วยเสมอ

บ้านนุ่นมีต้นมะม่วงที่ใหญ่ที่สุดในค่ายทหาร ช่วงฤดูออกผล ลูกมะม่วงดกมาก กลางคืนจะได้ยินเสียงคนแอบยิงหนังสติ๊กดีดมะม่วงบ้านเราตลอดเวลา (หัวเราะ) มีต้นกล้วยอยู่หลังบ้าน เวลาลอยกระทงจะมีต้นกล้วยถูกสังเวยหนึ่งต้น เพื่อเอาทุกส่วนตั้งแต่ลำต้นไปจนถึงใบมาทำกระทง

ดังนั้น เราจึงเป็นเด็กหญิงนุ่นที่อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติมาตั้งแต่เด็ก ทุกวันนี้เวลาพี่ท็อปบอกว่าอยากปลูกนั่นปลูกนี้ เราก็จะแซวเขาเสมอว่า ชีวิตนี้เคยปลูกอะไรบ้างพ่อหนุ่มเมืองกรุง (หัวเราะ)

นุ่น ศิรพันธ์ วัฒนจินดา, Park Origin

การที่มีธรรมชาติอยู่รอบบ้านส่งผลอย่างไรต่อชีวิตบ้าง

ธรรมเนียมบ้านนุ่น เวลาทำอาหารกินกันเราจะใช้วัตถุดิบจากรอบรั้ว ถ้าพ่อบอกว่าวันนี้อยากกินยำยอดมะขาม หน้าที่นุ่นคือถือตะกร้า เดินออกไปเด็ดยอดมะขาม เดินรอบบ้านก็ได้ครบกะละมังใหญ่ ถ้าพ่ออยากกินน้ำพริก นุ่นก็จะไปเด็ดยอดกระถิน มีต้นตำลึงขึ้นตรงต้นมะขาม เราซื้อของเข้าบ้านน้อยมาก เพราะทุกอย่างเราปลูกเอง

อย่างหนึ่งที่เราตระหนักเมื่อโตขึ้น และสนใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น คือนุ่นเพิ่งมารู้ว่าเราเป็นคนติดหวาน เวลาผัดผักหรือปรุงอาหารอะไรก็ตาม รสชาติหวานจนแทบจะเป็นน้ำเชื่อมเลย จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้นุ่นกลับมารื้อสูตรอาหารที่แม่สอนสมัยเด็กๆ เพื่อทำอาหารกินเอง เพราะเวลาเราทำกับข้าวกินเอง เราจะควบคุมปริมาณน้ำมัน น้ำตาล และเครื่องปรุงชนิดต่างๆ ที่ใส่ลงไปในอาหารได้

ชีวิตคนเราทุกวันนี้อยู่กับการปรุงแต่ง แม้แต่การกินก็เช่นกัน เราจึงพยายามกลับไปสู่ธรรมชาติให้ได้มากที่สุด สู่รสชาติอันดั้งเดิม เลือกใช้วัตถุดิบที่ไม่ปรุงแต่ง เพราะธรรมชาตินั้นพอดีที่สุดแล้ว

นุ่น ศิรพันธ์ วัฒนจินดา, Park Origin

คุณได้เรียนรู้อะไรจากธุรกิจออกแบบด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อสังคมที่ทำอยู่บ้าง 

การที่เราก้าวเข้ามาทำงานด้านสิ่งแวดล้อม ชุมชน และความยั่งยืนอย่างเต็มตัว มันทำให้เราได้พบเจอ พูดคุยกับคนที่ทำงานด้วยนี้จริงๆ จังๆ มากขึ้น เราได้เปิดโลกและรับรู้ถึงพลังงานบางอย่างที่มันไม่ใช่เรื่องของเม็ดเงินอย่างเดียว

ตอนที่ท็อปกับนุ่นทำ Eco Shop ร้านขายสินค้าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีน้องคนหนึ่ง เขาได้แรงบันดาลใจจากบทสัมภาษณ์เราเรื่องสิ่งแวดล้อมในหนังสือพิมพ์ แม่ของเขา ทำอาชีพรับเย็บผ้าอยู่ที่โคราช แต่ละวันมีเศษผ้าเหลือเยอะมาก เขาเลยให้แม่เอาเศษผ้าที่เป็นขยะเหล่านั้นเย็บเป็นตุ๊กตาส่งมาขายที่ร้านของเรา สมัยนั้นนุ่นขับรถไปเอาตุ๊กตาที่สถานีขนส่งหมอชิตเองเลย (ยิ้ม)

คอลเลกชันตุ๊กตาเศษผ้าวางขายหมดเกลี้ยงทุกครั้ง เพราะฝรั่งเขาเห็นคุณค่าและอินกับเรื่องราวพวกนี้ ครั้งแรกที่เราโทรไปบอกน้องว่าตุ๊กตาขายหมดนะ แม่ของเขาตกใจมาก เพราะไม่คิดว่าเศษขยะจะเอามาเพิ่มมูลค่าได้

เราไม่ได้ดีใจที่เขาขายได้ แล้วร้านเราได้เปอร์เซ็นต์จากตุ๊กตาของเขานะ แต่นุ่นโคตรรู้สึกดีที่ทำให้เขาเห็นคุณค่าของสิ่งแวดล้อมรอบตัว สร้างรายได้ เติบโต และต่อยอดออกไปไม่รู้จบ

นุ่น ศิรพันธ์ วัฒนจินดา, Park Origin

บริษัทใหญ่ๆ เขาอาจจะให้ความสำคัญกับเรื่องตัวเลข สถิติ ข้อมูล ให้ความสำคัญกับสิ่งที่มันจับต้องได้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่สนใจนะ แต่แค่เขาต้องการอะไรที่วัดผลได้ อะไรที่มันเป็นรูปธรรม แต่คนตัวเล็กๆ เขาชอบเรื่องของใจ ความภูมิใจ ความสุขใจ เรื่องพวกนี้ไม่มีตัวเลขอะไรมาวัดได้ ว่าคุณมีความสุขในสิ่งที่คุณทำแค่ไหน มันเป็นเรื่องของใจล้วนๆ

เวลานุ่นทำงานกับคนตัวเล็กและคนตัวใหญ่ เราต้องเข้าใจธรรมชาติของคนทั้งสองกลุ่ม เพราะเราอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง บริษัทยักษ์ใหญ่เขาจะไม่ทำ CSR หรืออะไรพวกนี้ก็ได้ เขาเอาเงินไปต่อยอดธุรกิจให้รวยขึ้นๆ ก็ได้ แต่เขาเลือกจะมาทำบางสิ่งเพื่อสังคม ถือว่าเขามีน้ำใจด้วยซ้ำที่แบ่งปัน ถ้าไม่มีเงินขับเคลื่อน โปรเจกต์มันก็ไม่มีทางไปอยู่ดี

นุ่นกับท็อปจึงเลือกที่จะทำธุรกิจเพื่อสังคม เราอยากช่วยสังคม เราอยากช่วยสิ่งแวดล้อม เราอาจไม่ได้หวังผลกำไร 100 เปอร์เซ็นต์ แต่มันต้องมีเงินเข้ามาหล่อเลี้ยงพนักงานบริษัท ตัวเรา และทำให้ฟันเฟืองของโปรเจกต์ต่างๆ ดำเนินต่อไปได้ และกลายเป็นธุรกิจทีี่มีความยั่งยืน

นุ่น ศิรพันธ์ วัฒนจินดา, Park Origin

ชีวิตของคุณในทุกวันนี้ นับเป็น Perfect Living หรือยัง

อาชีพนุ่นตอนนี้คือเป็นแสดงและคนทำธุรกิจ ในเส้นทางการแสดง จากที่เคยเล่นเป็นนางเอก ตอนนี้เริ่มได้รับบทแม่ เราเล่นเป็นแม่น้องบอส วศิน ในละครเรื่อง เรือนเบญจพิศ เราเห็นสัจธรรมบางอย่างว่าทุกอาชีพมีเวลาของมัน

เราทำธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวชุมชนกับพี่ท็อป ถ้าวันหนึ่งเหตุการณ์บ้านเมืองไม่ดี หรือมีเหตุการณ์อะไรก็ตามเกิดขึ้น นักท่องเที่ยวไม่มา ทุกอย่างก็จะชะงักไป แม้กระทั่งเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เป็นหัวใจของงานที่เราทำอยู่ เป็นงานเชิง CSR ร่วมกับบริษัทใหญ่ๆ ถ้าวันหนึ่งเศรษฐกิจโลกฝืดเครือง บริษัทเหล่านั้นขาดยอดกำไร งานในส่วนนี้จะเป็นสิ่งแรกๆ ที่จะถูกตัดออก เราจึงเห็นความไม่แน่นอน ความไม่ยั่งยืน ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ

แล้ว  Perfect Living ในความหมายของคุณเป็นอย่างไร

สำหรับตัวนุ่น Perfect Living จะต้องเป็นชีวิตที่ยั่งยืน แล้วอะไรล่ะที่ยั่งยืน ก็ธรรมชาติยังไงล่ะ

สิ่งหนึ่งที่นุ่นค้นพบและเชื่อว่าเป็น Key Success ของความยั่งยืน คือแนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่และเศรษฐกิจแบบพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ทำทุกสิ่งเป็นวงจรที่ขับเคลื่อนและอยู่รอดได้ด้วยตัวเอง นุ่นรู้สึกว่านี่แหละคือหนทางแห่งความยั่งยืนที่นุ่นมองหา

ความฝันเล็กๆ ที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างของนุ่นตอนนี้ คือการทำสวนสมุนไพรบนที่ดินผืนเล็กๆ ริมลำเหมืองที่เชียงใหม่ เราทำอาหารและอยากใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ ดังนั้น การปลูกเองจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ยั่งยืน

สวนสมุนไพรขนาด 1 ไร่ของนุ่นจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ที่เลือกปลูกสมุนไพรก็เพราะมันสามารถแปรรูปไปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้อีกมากมายไม่รู้จบ ทั้งเครื่องดื่มสมุนไพร เครื่องสำอาง ยา หรืออาหารแปรรูป

สิ่งที่ทำให้นุ่นมีความสุขในทุกวันนี้ คือการเห็นพืชพรรณต่างๆ งอกงามบนพื้นที่ดินเล็กๆ ของเรา เพราะสิ่งเหล่านี้คือความยั่งยืน

สำหรับเด็กต่างจังหวัดที่ต้องมาใช้ชีวิตแสนวุ่นวายในกรุงเทพฯ คุณมีวิธีเยียวยาตัวเองอย่างไรบ้าง

ตอนนี้นุ่นอายุ 36 ปี ย้อนกลับไปสิบกว่าปีที่แล้ว ตอนที่นุ่นเล่นหนังเรื่อง ‘เพื่อนสนิท’ เราแบกเป้แบ็คแพ็ค นั่งรถทัวร์มากรุงเทพฯ เพื่อเริ่มต้นการทำงานในเมืองใหญ่ที่ไม่คุ้นเคย ชีวิตที่เติบโตมาท่ามกลางต้นไม้ใบหญ้า พอมาเจอเมืองใหญ่ที่เราไม่รู้จักใครเลย มันไม่ง่ายเลยนะในช่วงเริ่มต้น

นุ่นเรียนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บรรยากาศเหมือนภูเขา อาคารของแต่ละคณะถูกสร้างลดหลั่นกันไปตามเนินต่างๆ ทุกตึกในมหาวิทยาลัยเราจะมีต้นไม้ใหญ่แทรกตัวอยู่ด้วยเสมอ เด็ก มช. ทุกคนจึงคุ้นชินกับการมีเพื่อนตัวใหญ่ผู้มีลำต้น กิ่งก้าน และใบ

นุ่น ศิรพันธ์ วัฒนจินดา, Park Origin

วิธีเยียวยาตัวเองที่ง่ายที่สุดที่สามารถทำได้ของนุ่นในสมัยนั้น คือการไปสวนรถไฟช่วงค่ำๆ ถอดรองเท้าและเดินสัมผัสผืนดิน ผืนหญ้า สวนเป็นของเรา ต้นไม้เป็นของเรา ธรรมชาติที่เราคุ้นเคยเป็นของเรา ความเจ๋งก็คือมันไม่ได้มีแค่นุ่นคนเดียว เราพบเจอคนอีกหลายคนที่ใช้วิธีการนี้เยียวยาจิตใจ เป็นมิตรภาพเงียบๆ ของคนแปลกหน้าที่มาเจอกันใต้ต้นไม้ในเมืองใหญ่

แต่พอเราโตขึ้น ด้วยชีวิตและภาระหน้าที่การทำงาน จะให้ไปสวนรถไฟทุกวันก็คงไม่ได้ จากที่ต้องออกไปหาธรรมชาติเพื่อเยียวยา เราจึงเอาธรรมชาติเข้ามาสู่ชีวิตประจำวันของเราแทน เพราะสำหรับนุ่น แม้จะอยู่ในเมืองกรุงที่เต็มไปด้วยป่าคอนกรีต แต่อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบที่จะทำให้ชีวิตสมบูรณ์แบบ ต้องเป็นชีวิตที่ใกล้ชิดธรรมชาติ 

นุ่น ศิรพันธ์ วัฒนจินดา, Park Origin

 ธรรมชาติที่ทำให้เกิด A Perfect Living Platform ในมุมมองของนุ่น

สำหรับนุ่น การใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ เราต้องหาสมดุลของธรรมชาติในชีวิตให้เจอ

บ้านของนุ่นและพี่ท็อปเต็มไปด้วยต้นไม้ มีสีเขียวแทรกอยู่ในทุกอณู เพราะมันดีต่ออารมณ์และความรู้สึก ตอนแรกมีอุดมการณ์แรงกล้ามากว่าเราจะปลูกผักสวนครัว แต่ไปไม่รอดเพราะไม่มีเวลาดูแล (หัวเราะ) การอยู่กับธรรมชาติไม่ได้ยากเย็นและเต็มไปด้วยข้อจำกัดขนาดนั้น เราแค่ต้องหาสมดุลให้เจอ ถ้าชีวิตเรายุ่งมาก ก็เลือกทำเท่าที่ได้ก็เพียงพอแล้ว

เชื่อไหม แค่รดน้ำต้นไม้ก็เป็นการเยียวยาแล้วนะ เหมือนได้ Take a Break และ Shut Out ความวุ่นวายในโลกรอบๆ ออกไป ได้จดจ่ออยู่ที่สายน้ำที่ไหลกระทบต้นไม้เล็กๆ ของเรา สำหรับนุ่นการรดน้ำต้นไม้จึงเป็นเหมือนการนั่งสมาธิเลย

นุ่นมีแอพพลิเคชันเสียงธรรมชาติที่เอาไว้ฟังเวลาขับรถ มีทั้งเสียงฝนตก นกร้อง และอีกหลายเสียง เสียงเหล่านี้ทำให้นุ่นมีสมาธิ เวลากลับจากเล่นละคร ถ้าเป็นบทเกรี้ยวกราด เราจะเปิดเสียงน้ำไหลเพื่อปรับอารมณ์ให้เย็นลง วันเสาร์-อาทิตย์จะเปิดเสียงคลื่นซัดฝั่ง เพราะการใช้ชีวิตในเมืองมันยากที่จะเอาตัวเองไปอยู่ในธรรมชาติ นี่จึงเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่นุ่นใช้เพื่อช่วยเยียวยาบรรเทาการใช้ชีวิตในแต่ละวัน

นุ่น ศิรพันธ์ วัฒนจินดา, Park Origin

ในอนาคตนุ่นอยากทำฟาร์มผักในเมือง เพราะรู้ว่าคงเอาตัวเองไปอยู่เชียงใหม่ไม่ได้ และก็รู้ด้วยเช่นกันว่าชีวิตของเราขาดต้นไม้ ใบหญ้า สายลม แสงแดดไม่ได้ สมผัสของธรรมชาติเป็นยาที่บรรเทา แม้แต่เสียงของธรรมชาติยังช่วยเยียวยาเราได้ นุ่นเติบโตมากับความรู้สึกแบบนี้ นุ่นเลยอยากให้คนกรุงเทพฯ รู้สึกและได้รับพลังงานดีๆ จากธรรมชาติแบบที่เราได้รับ

แล้วการเอาธรรมชาติเข้ามาสู่ชีวิตประจำวันและที่อยู่อาศัย มันส่งผลดีอย่างไรกับตัวคุณ

เชื่อไหมว่าเวลาอยู่บ้านนุ่นไม่ชอบเปิดแอร์ โชคดีที่บ้านเป็นช่องลม ทำให้ลมโกรกสบาย เราสามารถนอนเปิดหน้าต่าง ฟังเสียงธรรมชาติรอบบ้านได้ เพลินๆ สบายๆ

ความหมายของธรรมชาติคือสิ่งที่เกิดมาแล้วไม่มีการปรุงแต่ง ไม่มีการบังคับควบคุม สังเกตไหมว่าต้นไม้ที่เราปล่อยให้เขาเติบโต จะงอกงาม แข็งแรงและเขียวขจี มนุษย์ก็เช่นกัน สภาวะแสนสบายตัวสบายใจเหล่านี้ จะทำให้เราอยากออกไปทำสิ่งดีๆ ให้กับชีวิตด้วยพลังงานที่ได้รับการเติมเต็ม

บ้านของนุ่นจะต้องเป็นที่ที่เป็นได้ทั้งที่อยู่อาศัยและที่เยียวยาตัวเอง หลังจากที่เราออกไปเผชิญโลกข้างนอก เติมเต็มความรู้สึกและเอื้อกับธรรมชาติของเรา เพราะนุ่นเชื่อว่าทุกคนมีธรรมชาติของตัวเองอยู่ บ้านที่สมบูรณ์จะต้องเอื้อกับนิสัย ธรรมชาติ และตัวตน ของเรา พอเราได้อยู่ในที่ที่เป็นตัวของตัวเอง เราก็จะสบายทั้งร่างกายและจิตใจ

เพราะธรรมชาติคือบ้านหลังใหญ่ที่ทำให้ชีวิตสมบูรณ์แบบ

นุ่น ศิรพันธ์ วัฒนจินดา, Park Origin

A PERFECT LIVING PLATFORM

เพราะมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของ ‘ธรรมชาติ’ เป็นเผ่าพันธ์ที่ต้องสร้าง ‘สังคม’ และปัจจุบันปัจจัยรอบด้านนำพาการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งในโลกเข้าสู่ยุค ‘เทคโนโลยี’ ที่ล้ำหน้าและทันสมัย ทำให้วิถีการใช้ชีวิตของมนุษย์ต้องปรับเปลี่ยน ให้ก้าวทันโลกสมัยใหม่

‘Park Origin’ จึงสร้างขึ้นมาภายใต้คอนเซปท์ ‘A Perfect Living Platform’ ที่เข้าใจการใช้ชีวิตของคนเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยผสาน เทคโนโลยี สังคม และธรรมชาติ ได้อย่างลงตัว โดยที่ทุกคนไม่ต้องเสียเวลาวิ่งโหยหาสิ่งเหล่านี้จากภายนอก เพราะ 3 สิ่งนี้ได้อยู่ใน Platform นี้อย่างครบถ้วน สมบูรณ์แล้ว ที่ Park Origin Phayathai, Park Origin Thonglor และ Park Origin Phorm Phong

https://www.parkorigin.co.th/

Writer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load