The Cloud x The Hero Season3

ใครไม่อยากแก่บ้าง

ความชราเป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้ คือการคงไว้ซึ่งการเรียนรู้ที่จะหาความสุข หาสังคมใหม่ๆ และมีชีวิตต่อไปเรื่อยๆ มากกว่าแค่หายใจ

นี่คือเป้าหมายของ ‘YoungHappy’ ธุรกิจเพื่อผู้สูงอายุขนาดเล็กแต่ฝันใหญ่ อยากให้ผู้สูงอายุในเมืองไทยมีโอกาสหาความสุขในช่วงบั้นปลายชีวิตผ่านแอพพลิเคชัน กิจกรรม และเบอร์โทรศัพท์ให้โทรพูดคุยได้ตลอด 24 ชั่วโมง แม้จะดำเนินการมาเพียงปีครึ่ง แต่ธุรกิจนี้ได้เป็นส่วนหนึ่งของรายการใหญ่อย่าง Accelerator โครงการบ่มเพาะธุรกิจใหม่ของรัฐบาลมาเลเซีย และเป็นตัวแทนประเทศไทยไปชนะงานประกวดธุรกิจเพื่อสังคมของสหประชาชาติอีกด้วย

YoungHappy, ผู้สูงอายุ, the hero season3, สสส

ฉันได้คุยกับ ณฎา ต้นสวัสดิ์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งธุรกิจ YoungHappy และร้าน Indian Indigo เธอเรียนจบการเงินจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทำธุรกิจส่วนตัวมาตลอดกว่า 15 ปี กระทั่งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ชีวิตผ่านมรสุมอย่างหนักจนเธอต้องตั้งหลักและหันหัวเรือชีวิตใหม่ ก่อนจะไหลตามกระแสธารจนได้มาพบกับผู้ร่วมก่อตั้งอีก 3 คน ประกอบด้วย ธนากร พรหมยศ, จุติพร อู่ไพบูลย์ และ ธีรศักดิ์ มูลตุ้ย พวกเขาร่วมงานกันจนออกมาเป็นธุรกิจดีๆ เพื่อคนสำคัญในสังคมเราแบบนี้

แรงจูงใจ วิธีการ และผลกระทบของธุรกิจเป็นอย่างไรบ้าง ต้องลองไปฟัง

คงแก่เรียนเรื่องความสุข

“ธุรกิจที่เคยทำประสบความสำเร็จมากเลยนะ แต่ชีวิตก็มีวิกฤต ต้นปีโดนโกง กลางปีแม่เป็นมะเร็ง ปลายปีเลิกกับสามี ทั้งหมดเกิดภายในปีเดียวกัน แล้วสุดท้ายเราก็วูบในห้องน้ำ พอไปอยู่ในโรงพยาบาล ได้มีเวลานอนคิดว่าสุดท้ายชีวิตเราต้องการอะไร ชีวิตเสียทุกอย่างหมดเลย แต่เรายังมีชีวิต มีลมหายใจ แล้วเราโคตรเห็นคุณค่าของลมหายใจตัวเองเลย” เสียงของณฎาฟังดูมั่นคงเข้มแข็ง แม้พูดถึงช่วงเวลาที่ยากลำบาก

“หลังจากนั้นเราไม่ทำงานเลย เรียนอย่างเดียวปีหนึ่ง เรียนทำขนม เรียนปลูกผัก เรียนย้อมผ้า เรียนเทรดหุ้น เรียนทำโรงแรม เรียนทำร้านอาหาร เรียนด้วยความอยากรู้ว่าจริงๆ แล้วเราทำอะไรได้ดี แล้วเราชอบอะไร” เธอทบทวนประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยสีสันให้เราฟัง

จากการลองผิดลองถูกและตรวจสอบตนเองจนแน่ใจ นฎาพบว่าตัวเองมีความสุขกับการเลี้ยงลูกทั้งสองคน การทำขนมปัง และการทำอะไรดีๆ ให้คนอื่น ตอนนั้นเธอเริ่มคิดว่าอยากหันไปทำงานมูลนิธิ แต่ธนากร วิศวกรหนุ่มผู้เคยร่วมงานด้วย ชักชวนให้เธอมาทำธุรกิจเพื่อคนรุ่นใหญ่ของสังคมเสียก่อน

สิ่งที่เธอทดลองทำเองในตอนนั้น ช่างคล้ายคลึงกับกิจกรรมต่างๆ ที่ YoungHappy จัดให้เหล่าผู้สูงอายุในตอนนี้ นั่นคือการลองทำกิจกรรมแปลกใหม่ไปเรื่อยๆ จนอาจพบว่าตัวเองถนัดอะไรที่ไม่เคยคาดฝันมาก่อนก็ได้ เมื่อได้เจอความสุขในแบบที่ต่างไป ชีวิตก็กลับมามีค่าอีกครั้ง

เพราะการค้นพบไม่มีคำว่าสายเกินไป

YoungHappy, ผู้สูงอายุ, the hero season3, สสส YoungHappy, ผู้สูงอายุ, the hero season3, สสส

ปัญหาเก่าแก่ในสังคมเมือง

จากจุดมุ่งหมายของธุรกิจดังกล่าว กลุ่มเป้าหมายของ YoungHappy จึงเป็นเฉพาะกลุ่มผู้เกษียณอายุ (ตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป) ในเมืองกรุง และมีสภาวะร่างกายที่ยังดูแลตัวเองได้ เนื่องจากคนกลุ่มนี้แม้จะสุขภาพกายแข็งแรงดี แต่สุขภาพใจอาจไม่ได้รับการดูแลจนเหงาหงอย ส่วนใหญ่เป็นเพราะไม่รู้ว่ามีกิจกรรมที่ไหนให้ไป และชุมชนเมืองต่างจากต่างจังหวัดตรงที่ไม่ได้สนิทสนมกันอย่างใกล้ชิด ต่างคนต่างอยู่ในบ้านของตนเอง จึงยิ่งโดดเดี่ยวขึ้นไปอีก

“หากเทียบกับกลุ่มที่ทำอะไรคล้ายๆ กัน เช่น กรมกิจการผู้สูงอายุ ซึ่งเราทำงานร่วมกันบ่อยมาก ทางกรมจะเน้นไปด้านผู้ที่ด้อยโอกาสก่อน หรือศูนย์ต่างๆ ของรัฐก็มีกิจกรรมเพื่อผู้สูงอายุฟรีอยู่เพียบ แต่พอเป็นพ่อแม่เราไป เขาจะรู้สึกว่าไม่ใช่ที่ของเขา คนกลุ่มนี้เลยเป็นช่องว่างในสังคม ไม่รู้จะอยู่ตรงไหน” เธออธิบายเพิ่มเติม

แรงบันดาลใจเริ่มต้นของณฎามาจากตอนที่สอนพ่อแม่ตัวเองใช้แอพ แล้วพบว่าเป็นเรื่องยากลำบากจนน่าประหลาดใจ เมื่อมาทำ YoungHappy เธอจึงลงไปทดลองศึกษาอย่างจริงจัง ด้วยการเป็นจิตอาสาสอนผู้สูงวัยและผู้ป่วยอัลไซเมอร์ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก “ที่เราสอนเขา สำหรับเรามันโคตรง่าย แต่การสอนเขามันท้าทายมาก พอเขาทำได้เขาเลยรู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่มาก” เธอเล่าด้วยรอยยิ้ม ความท้าทายนี้เองที่ผลักดันให้เธอมุ่งมั่นทำธุรกิจเพื่อพวกเขาต่อ
YoungHappy, ผู้สูงอายุ, the hero season3, สสส YoungHappy, ผู้สูงอายุ, the hero season3, สสส

ถึงจะแก่แต่ก็มีหัวใจ

ในช่วงเวลาที่เข้าไปคลุกคลีกับพี่ป้าน้าอา ณฎาได้เรียนรู้หลายสิ่งเกี่ยวกับคนกลุ่มนี้ที่แตกต่างจากความเข้าใจเดิมของเธอ ตัวอย่างเช่น พวกเขาอยากทำกิจกรรมเพื่อสังคม แต่ไม่แน่ใจว่ามีกิจกรรมไหนที่ไปทำได้บ้าง หรือพวกเขาอยากทำกิจกรรมกับคนรุ่นเดียวกันมากกว่าคนรุ่นลูกรุ่นหลาน เพราะเขาซึ่งช้ากว่าจะได้ไม่รู้สึกกดดันหรือเป็นตัวถ่วง

“อย่างเรื่องส่งรูปเนี่ย วัยรุ่นไม่เข้าใจจริงๆ นะว่าสวัสดีวันจันทร์ วันอังคาร วันพระ จะส่งมาทำไม พอไปถามเขา เขามีคำตอบ 2 อย่าง อย่างแรก เขาพิมพ์ไม่ไหว ส่งรูปง่ายกว่า และสอง เขาส่งไปให้ใคร เพื่อจะบอกคนนั้นว่า ฉันยังมีชีวิตอยู่นะ อย่าลืมฉัน” นฎาเล่าถึงตัวอย่างการมองในมุมของผู้สูงวัยให้ฟัง

จากบทเรียนต่างๆ ทำให้พวกเธอสรุปสโลแกนของ YoungHappy ออกมาเป็น ‘สนุก มีคุณค่า พึ่งพาตัวเองได้’ นั่นคือเน้นตอบโจทย์ผู้สูงอายุเหล่านี้ ที่ต้องการจะมีความสุข และทำสิ่งดีๆ ให้สังคม โดยไม่เป็นภาระใครนั่นเอง

วิธีการที่เหมาะสมแก่เป้าหมาย

ศูนย์กลางของธุรกิจนี้ คือแอพซึ่งทำหน้าที่เป็นเสมือนผู้ช่วยส่วนตัวของผู้สูงวัยแต่ละคน “ในเชิงธุรกิจ เฟซบุ๊กกับไลน์เป็นเหมือนบ้านเช่า แต่แอพเหมือนเป็นบ้านของเราเอง” ณฎาบอกสาเหตุของการเลือกทำแอพ

รวมถึงเหตุผลด้านการใช้งานที่เธอเรียนรู้จากการทำจิตอาสาว่า ผู้สูงวัยจะต้องการให้ได้สิ่งที่ต้องการภายใน 3 คลิก หากเป็นเว็บไซต์หรือบริการผ่านแอพอื่นๆ อาจสร้างความยุ่งยากให้เขามากเกินไป เทียบกับแอพเดียวที่ออกแบบมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ เช่น มีปุ่มขนาดใหญ่ๆ จะได้กดง่าย หรือมีปุ่มสำหรับโทรศัพท์คุยกับคนจริงๆ เพราะคนกลุ่มนี้ถนัดโทรมากกว่ากรอกรายละเอียดลงทะเบียน

ในแอพมีทั้งบทความที่มีข้อมูลถูกต้องให้อ่านและแชร์ต่อได้ รวมถึงประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ ที่ YoungHappy จัดเอง หรือไม่ก็จัดร่วมกับองค์กรอื่น ตั้งแต่การไปเที่ยวด้วยกัน ดูหนังด้วยกัน เรียนวิธีการทำ CPR เรียนรู้การทำเพจ เขียนโปรแกรม หรือแม้แต่เรียนเป็นบาริสต้าก็มี

สิ่งสำคัญอีกอย่างในแอพคือคอลเซ็นเตอร์ ที่พร้อมให้บริการตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม โทรมาได้ทุกเรื่องตั้งแต่ขอความช่วยเหลือเรื่องต่างๆ จนกระทั่งแค่หาเพื่อนพูดคุยแก้เหงา

“บางคนก็เข้าใจนะว่า YoungHappy เป็นออร์แกไนเซอร์จัดงานคนแก่ แต่งานหลักของเราคือทำอะไรก็ได้ให้เขายังแอคทีฟและยังแฮปปี้ ตามชื่อเลย” นฎาเล่าพร้อมรอยยิ้ม “หลังจากนี้เราอยากขยายจนเป็น One-stop Service สำหรับผู้สูงอายุ ในเชิง e-Commerce ด้วย เราอยากขายสิ่งที่เขาต้องการ โดยเลือกก่อนว่ามันโอเคกับเขาจริงๆ”

YoungHappy, ผู้สูงอายุ, the hero season3, สสส YoungHappy, ผู้สูงอายุ, the hero season3, สสส

ให้สุขแก่ท่าน สุขนั้นถึงตัว

เมื่อเป็นสมาชิกของ YoungHappy แล้วจะได้อะไรบ้าง

ณฎาตอบโดยเทียบกับประสบการณ์ของเธอเอง “เราย้อนนึกถึงตัวเราเอง พอเราเจอสิ่งที่ชอบ เวลาตื่นมาแล้วชีวิตมีความหมาย เราอยากให้เขาเจอจุดนั้นบ้าง ส่วนเรื่องเพื่อน ตอนเราเรียนก็ได้เจอสังคมใหม่ๆ ต่างจากสังคมเดิมที่เราอยู่มา 15 ปี คนแก่ที่เขาอยู่ออฟฟิศเดิมมา 30 ปี พอเกษียณออกมาก็ไม่เหลือใคร การไปเจอสังคมใหม่ เจอเพื่อนใหม่ น่าจะดีกับเขา”

ยกตัวอย่างกรณีที่เห็นจริง คุณลุงอรรณพ อดีตผู้บริหารเก่าแก่ มาร่วมกิจกรรมของพวกเธอแทบทุกครั้ง ตั้งแต่การเรียนทำเดคูพาจ เรียนการทำธุรกิจขายของออนไลน์ ไปจนถึงเรียนตัดต่อวิดีโอ ก่อนจะประมวลความรู้ทั้งหมดมาเปิดเพจเฟซบุ๊ก ขายที่วางโทรศัพท์ซึ่งทำจากไม้เป็นลายเดคูพาจ จนถึงตอนนี้ก็ยังรักและสนิทสนมกับชุมชนเล็กๆ นี้อยู่ จนภรรยาของแกได้ช่วยทำงานเป็นคอลเซ็นเตอร์ของ YoungHappy ไปโดยปริยาย

ไม่เพียงสมาชิกเท่านั้น เจ้าของธุรกิจอย่างณฎาเองก็ได้ฝึกตนเองหลายอย่าง ทั้งเรื่องความใจเย็น และการเรียนรู้ที่จะลดตัวตน เมื่อไม่ว่าจะเถียงอย่างไรก็ไม่มีทางชนะ จึงได้ฝึกพูดคำว่าขอบคุณและขอโทษให้ติดปาก ในขณะเดียวกัน งานนี้ก็ได้มอบความรู้สึกดีๆ ให้ ผ่านการดูแลคนที่ไม่ใช่ญาติผู้ใหญ่ และช่วยให้เขาได้มีความสุข

“อยู่กับคนกลุ่มนี้แล้วเราเองก็ได้เรียนรู้หลายๆ อย่าง เช่นวันก่อนจัดงานฉายหนัง แล้วหน้างานก็ให้เขาเขียน Post-it บอกความฝันของฉัน หลังเลิกงานพี่ก็ไปอ่านดู แล้วพบว่าเขาขออยู่ 2 อย่าง คือขอให้แข็งแรง และขอให้มีความสุข มันเลยเหมือนสะท้อนว่าปลายทางชีวิตของคนคนหนึ่ง ก็ขอแค่นี้หรือเปล่า” ณฎาพูดทั้งรอยยิ้ม

YoungHappy, ผู้สูงอายุ, the hero season3, สสส

หากใครสนใจอยากเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว YoungHappy เริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยการโหลดแอพทั้งใน App Store และ Google Play เลย
Facebook : ยังแฮปปี้ YoungHappy

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

พ.ศ. 2557 บริเวณเขตนครวัด นครธม จังหวัดเสียมเรียบ พบศพชายนิรนามหนึ่งคน โดยเบื้องต้นคาดว่าเป็นร่างของ นายเดวิด เอ็ดเวิร์ด วอล์คเกอร์ นักข่าวชาวแคนนาดาที่หายตัวไปนานกว่า 10 สัปดาห์ แต่ร่างที่พบกลับเน่าเปื่อยจนดูไม่ออกว่าเป็นศพของใคร

พ.ศ. 2560 ในพื้นที่ป่าไม้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว พบชิ้นส่วนกะโหลกเปรอะเปื้อนดิน ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นของ นายเด่น คำแหล้ ชายผู้สูญหายจากหมู่บ้านเป็นระยะเวลา 1 ปี แต่ชิ้นส่วนหน้าผากจนถึงบริเวณกรามหายไปทั้งหมด ทำให้ไม่อาจทราบได้ว่าเป็นชิ้นส่วนของผู้ที่กำลังตามหาหรือไม่ 

จากร่างและชิ้นส่วนไร้หน้า ไร้ชื่อ ไร้คนรู้จัก จะตามหาบุคคลหายสาบสูญได้อย่างไร 

ครั้งนี้เราได้โอกาสมาฟังคำตอบจาก พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ผู้ที่จะเล่าให้ฟังถึงกระบวนการทำงานของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์​ หน่วยงานที่สามารถประกอบตัวตนและชีวิตบางส่วนจากชิ้นส่วนปริศนาเหล่านี้ รวมทั้งพูดคุยถึงเบื้องหลังความสำเร็จในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงแต่ละครั้ง ซึ่งมีน้อยคนที่จะรู้ว่านี่คือหนึ่งในผลลัพธ์จากความร่วมมือระหว่างประเทศที่ก้าวข้ามขอบเขตพรมแดนและเชื้อชาติ โดยมีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) กระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้สนับสนุนและสะพานเชื่อมสัมพันธ์ที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับผู้เชี่ยวชาญด้านการพิสูจน์อัตลักษณ์ศพจากประเทศอาร์เจนตินา

พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์
ไทย-อาร์เจนตินา ความร่วมมือด้านนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อคืนความยุติธรรมให้กระดูกทุกโครง

กฎหมาย + วิทยาศาสตร์

ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและอาร์เจนตินาเริ่มขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2555 ภายใต้ความร่วมมือใต้-ใต้ (South-South Cooperation) หรือความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนา ซึ่ง TICA เป็นกำลังหลักในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านการศึกษา การพัฒนาแรงงาน การเกษตร สาธารณสุข รวมไปถึงวิทยาศาสตร์ เช่นเดียวกับที่อาร์เจนตินาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อความรู้ด้านนิติวิทยาศาสตร์ให้กับประเทศไทย จนในปัจจุบัน เราส่งต่อองค์ความรู้ดังกล่าวไปถึงประเทศอื่นในอาเซียนได้

ตอนนี้มีกระดูกอยู่ด้านบน กองกันอยู่ประมาณ 900 โครง” พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ เริ่มต้นบทสนทนาด้วยการพาเราแหงนหน้ามองเพดาน เพิ่งจะรู้ตัวเดี๋ยวนี้ว่าเหนือศีรษะ คือที่เก็บโครงกระดูกที่ยังไม่มีญาติมารับกลับ

แต่ที่น่าตกใจกว่านั้น กระดูกเหล่านี้เป็นเพียงจำนวนหนึ่งของทั้งหมดที่อยู่ภายใต้การดูแลของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ “ยังมีอีกประมาณ 2,000 ศพ ซึ่งทางมูลนิธิเอกชนให้เอาไปฝากไว้ที่สุสานนครนายก” เขาว่า

ไทย-อาร์เจนตินา ความร่วมมือด้านนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อคืนความยุติธรรมให้กระดูกทุกโครง
ไทย-อาร์เจนตินา ความร่วมมือด้านนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อคืนความยุติธรรมให้กระดูกทุกโครง

พ.ต.อ. ทรงศักดิ์ คือผู้ที่นำทีมดูแลโครงกระดูกกว่า 3,000 โครง ตั้งแต่เริ่มค้นหาวัตถุพยานจนถึงการช่วยตามหาญาติให้มาพบกับบุคคลที่หายสาบสูญอีกครั้ง 

ผู้อำนวยการเล่าว่า เขาไม่ได้เข้าใจประโยชน์ของนิติวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เริ่ม แต่พอได้ทำงานจริงกลับเห็นความสำคัญของสาขาวิชานี้ 

“นิติวิทยาศาสตร์อยู่ในความสนใจของคนที่ทำงานด้านกฎหมาย เพราะเป็นการนำวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์หาข้อเท็จจริงโดยไม่ต้องใช้พยานบุคคล ทำให้การบังคับเชิงกฎหมายมีความยุติธรรมและน่าเชื่อถือมากขึ้น

“คดีสำคัญหลายคดี เช่น คดีห้างทองหรือคดีฆาตกรรมแพทย์หญิงที่จุฬาฯ ก็ใช้นิติวิทยาศาสตร์​เข้ามาช่วย เมื่อเกิดข้อโต้แย้งกันในเรื่องข้อเท็จจริง เราสามารถนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาช่วยอธิบาย ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจ และช่วยลดข้อพิพาทได้ เพราะฉะนั้น วิชานี้จึงมีความสำคัญต่อประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายในประเทศ”

หลายคนคิดว่านิติวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้จริงแล้วมันคือเรื่องใกล้ตัวที่จะช่วยให้ใครคนหนึ่งกลับไปสู่อ้อมกอดของครอบครัวอีกครั้ง แม้เขาคนนั้นจะไร้ลมหายใจ

เพื่อให้เห็นภาพ พ.ต.อ. ทรงศักดิ์ พาเราเดินขึ้นไปชั้นบนของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อดูกระบวนการพิสูจน์และจัดเก็บโครงกระดูก พร้อมทั้งเล่าเรื่องราวซึ่งเป็นเหตุให้ประเทศไทยพิสูจน์ศพนิรนามจำนวนนับไม่ถ้วนได้สำเร็จ

ไทย-อาร์เจนตินา ความร่วมมือด้านนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อคืนความยุติธรรมให้กระดูกทุกโครง
ห้องเก็บกระดูกภายในห้องปฏิบัติการพิสูจน์บุคคลสูญหาย

เปิดแฟ้มความร่วมมือ

กะโหลก กระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก กระดูกนิ้วมือ ชิ้นส่วนกระดูกที่จัดวางเป็นร่างไว้บนโต๊ะ นอนเรียงรายกันเป็นระเบียบ 

ไม่นึกว่าครั้งแรกที่ได้ยืนประจันหน้ากับโครงกระดูกมนุษย์จริง จะเป็นเพราะมาเยือนศูนย์ราชการฯ 

มีห้องหนึ่งห้องสำหรับเก็บชิ้นส่วนกระดูกในกล่องกำกับหมายเลข จัดเรียงเต็มชั้นวาง ทั้งหมดคือร่างของบุคคลสูญหายที่ยังรอการกลับไปพบกับครอบครัวอีกครั้ง 

แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เป็นผู้ที่เล็งเห็นความสำคัญของการตามหาบุคคลสูญหาย ใน พ.ศ. 2547คุณหญิงพรทิพย์ทำงานพิสูจน์เอกลักษณ์ผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติสึนามิ แล้วพบว่าประเทศไทยยังขาดประสบการณ์และวิทยาการที่ทันสมัยในด้านการตรวจวิเคราะห์กระดูก

“ตอนนั้นคุณหญิงไปสัมมนาที่ออสเตรเลีย แล้วได้พูดถึงปัญหาที่พบด้านการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลของไทย พอดีมีชาวอาร์เจนตินาซึ่งเป็นประธานของ Argentine Forensic Anthropology Team (EAAF) เข้าร่วมฟังด้วย ซึ่งเขามีแนวคิดพัฒนานักวิทยาศาสตร์ตรวจวิเคราะห์กระดูกอยู่พอดี” 

แต่เนื่องจากไม่ทราบช่องทางติดต่อสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อาร์เจนตินาจึงติดต่อไปทางกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) ให้ช่วยประสานงาน

“TICA ช่วยดำเนินการให้ไทยกับอาร์เจนตินาได้ทำ MOU ร่วมกัน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่เป็นประโยชน์อย่างมากต่อการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลของไทย”

ไทย-อาร์เจนตินา ความร่วมมือด้านนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อคืนความยุติธรรมให้กระดูกทุกโครง

อาร์เจนตินานำความรู้ในด้านต่าง ๆ เกี่ยวกับการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลและวิเคราะห์กระดูกมาแบ่งปันผ่านวิธีการหลากหลาย บางครั้งมีการส่งผู้เชี่ยวชาญมาประเทศไทย เพื่อมอบความรู้เกี่ยวกับกระบวนการทำงานอย่างละเอียด ตั้งแต่การเก็บวัตถุพยานและชิ้นส่วนกระดูก กระทั่งการถ่ายภาพและร่างภาพวัตถุพยานที่ค้นพบ บางครั้งก็เป็นบุคลากรชาวไทยที่เดินทางไปอบรมทักษะที่อาร์เจนตินา อาทิ การทำแล็บดีเอ็นเอและระบบดำเนินการรับคดี รวมถึงวิธีการจัดเก็บพยานวัตถุ 

“ข้อมูลที่ได้จากการเรียนรู้ทำให้เราสร้างโปรไฟล์ของศพได้อย่างละเอียด เวลาญาติมาหาข้อมูลยืนยันอัตลักษณ์ศพก็ทำได้เลยโดยไม่ต้องใช้โครงกระดูก อัตลักษณ์คือความโดดเด่นของแต่ละบุคคล เพราะฉะนั้น อัตลักษณ์ของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน”

พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม
ไทย-อาร์เจนตินา ความร่วมมือด้านนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อคืนความยุติธรรมให้กระดูกทุกโครง

การร่วมมือครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านนิติวิทยาศาสตร์ของไทย TICA จึงพร้อมสนับสนุนโครงการต่าง ๆ เพื่อให้สถาบันได้พัฒนาประสิทธิภาพและศักยภาพของบุคคลากรให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลเช่นเดียวกับประเทศอาร์เจนตินา โดยไม่ต้องเสียเงินทุน

“เรานำองค์ความรู้ที่ได้มาใช้ในคดีหลายคดี เช่น คดีนักข่าวแคนนาดาที่หายตัวไปในกัมพูชา คดีของเด่น คำแหล้ และคดีบิลลี่ (พอละจี รักจงเจริญ) ต้องบอกว่าความสำเร็จเริ่มต้นจากความร่วมมือระหว่างประเทศ ขอบคุณ TICA ที่ทำให้เกิดความร่วมมือนี้”

2 ประเทศรวมใจทำให้ไทยมีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีในการติดตามศพนิรนาม คนนิรนาม คนหาย และมีระเบียบกฎหมายที่ทำให้การทำงานด้านการพิสูจน์เอกลักษณ์ของบุคคลหรือการตรวจวิเคราะห์กระดูกมีมาตรฐานที่ดีขึ้น เกิดความชัดเจนในการทำงาน และเป็นการยกระดับความร่วมมือกับองค์กรที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเก่า จนเกิดผลสำเร็จในระดับที่น่าพึงพอใจ

มองการณ์ไกลและไปให้ถึง

ไทย-อาร์เจนตินา ความร่วมมือด้านนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อคืนความยุติธรรมให้กระดูกทุกโครง

การพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจากความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และกฎหมาย เหล่านักนิติวิทยาศาสตร์ยังต้องประลองปัญญากับอาชญากร ใช้จินตนาการปะติดปะต่อเบาะแสที่พบประปรายราวกับการต่อจิ๊กซอว์ นอกจากนั้น ขนาดของงานยังไม่สามารถกำหนดตายตัว บางครั้งต้องกั้นป่าเป็นผืน ๆ หรือสูบน้ำทั้งบ่อออกจนเกลี้ยง เพื่อค้นหาวัตถุพยานสักชิ้น

สุดท้ายน้ำพักน้ำแรงทั้งหมดที่ลงไปอาจจบด้วยการค้นพบว่า วัตถุพยานที่เจอเป็นกระดูกสัตว์​ ก้อนหิน หรือใบไม้ แต่บุคลากรทุกคนก็พร้อมทำสุดความสามารถ 

แม้ผลลัพธ์อาจไม่ใช่สิ่งที่อยากให้เป็น แต่ทุกคนต่างเชื่อมั่นว่าทุกแรงที่ลงไปจะทำให้ข้อเท็จจริงกระจ่างขึ้น และเป็นการคืนความยุติธรรมให้กับศพที่พูดไม่ได้

“อย่าลืมว่างานเราเป็นงานระดับชาติ ไม่ใช่งานทำวันนี้ พรุ่งนี้เสร็จ อยากให้มองไกล ๆ มองไปสูง ๆ นึกถึงประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง เพื่อพัฒนาการดำเนินงานให้เกิดความเสมอภาคเท่าเทียม” พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ กล่าว

ครั้นถามถึงข้อจำกัดขององค์ความรู้ด้านนิติวิทยาศาสตร์ไทยในปัจจุบัน สิ่งแรกที่ผู้อำนวยการเห็นว่าควรพัฒนาเพิ่มเติม คือความรู้ด้านกระบวนการจัดการกับศพหลังการชันสูตร 

เรายังต้องการองค์ความรู้ในด้านนี้อยู่ จึงกำลังศึกษาว่าต่างประเทศมีวิธีจัดการศพเหล่านี้อย่างไร ก็พบว่าแต่ละประเทศมีกระบวนการแตกต่างกัน บ้างก็เผา ไม่ก็เอาไปใส่ตู้ละลายเลยก็มี หรือบางประเทศเอาเข้าเตาเพื่อย่อยสลาย แล้วนำผลลัพธ์ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ต่อ” 

แต่สุดท้าย หากจะผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นจริง จะต้องเริ่มปรับตั้งแต่ระดับกฎหมาย 

“เรื่องสำคัญที่สุดคือ เราพยายามยกระดับกฎหมายศพนิรนาม การไม่มีกฎหมายในด้านนี้บังคับใช้ ทำให้เราจัดการศพเหล่านี้ไม่ได้ตามประเพณีไทย

“ในเชิงกฎหมายอีกส่วนหนึ่ง ควรพัฒนาระบบนิติวิทยาศาสตร์ให้มีมาตรฐานเดียวกัน ส่งตรวจที่ไหนต้องมีความแม่นยำเท่ากัน เพราะจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นในการทำงานของหน่วยงานราชการมากขึ้น สุดท้ายจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศและคนของเราเอง”

ไทย-อาร์เจนตินา ร่วมมือด้านนิติวิทยาศาสตร์ ใช้ความรู้พิสูจน์อัตลักษณ์ศพ ผลักดันให้กระดูกทุกโครงเข้าถึงความยุติธรรม
ไทย-อาร์เจนตินา ร่วมมือด้านนิติวิทยาศาสตร์ ใช้ความรู้พิสูจน์อัตลักษณ์ศพ ผลักดันให้กระดูกทุกโครงเข้าถึงความยุติธรรม

ข้อจำกัดอีกอย่างคือจำนวนบุคลากรที่ไม่เพียงพอในหลายสายงาน ยกตัวอย่าง บุคลากรที่ทำงานพิสูจน์ลายมือเขียน ซึ่งต้องใช้ทั้งประสบการณ์และเทคนิค ผสมกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ยังมีไม่เพียงพอ หนึ่งในวิธีผลักดันให้มีทรัพยากรผู้เชี่ยวชาญเพิ่มขึ้น คือการเสริมสร้างวิชาชีพ

“เด็กหลายคนอยากเรียนด้านวิทยาศาสตร์ แต่ไม่รู้จะไปทำงานอะไร ทั้งที่งานด้านวิทยาศาสตร์มีหลากหลาย การสร้างวิชาชีพทางด้านนิติวิทยาศาสตร์จะผลักดันให้เกิดการรับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานในสายงานนี้มากขึ้น ส่งเสริมให้มีให้มีบุคลากรรุ่นต่อรุ่นในอนาคต”

เรื่องสุดท้ายที่ พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ เชื่อว่ามีบทบาทสำคัญมากในการพัฒนาวงการนิติวิทยาศาสตร์ คือ 

เรื่องความร่วมมือระหว่างนักนิติวิทยาศาสตร์ในไทยและนานาชาติ

“เราอยากให้มีความต่อเนื่องในการร่วมมือกัน เพราะถ้าเราไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียว งานก็จะไม่เดินต่อ สำหรับความร่วมมือภายในประเทศ ก็พยายามให้นักนิติวิทยาศาสตร์ที่เคยได้ร่วมงานกันแล้ว คุยติดต่อสื่อสารกันอยู่ตลอด ในส่วนของความร่วมมือระหว่างประเทศ เชื่อว่า TICA จะช่วยประสานงานได้ เริ่มจากประเทศเพื่อนบ้านก่อน บางทีเราไม่รู้ว่าตำรวจเมียนมา ลาว กัมพูชา มีกระบวนการทำงานอย่างไร ก็จะประสานไปทาง TICA ให้ช่วยดูว่า เราร่วมมือกับเขาในส่วนไหนได้บ้าง”

พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ เชื่อว่า TICA เป็นสื่อกลางระหว่างไทยกับประเทศยุโรป ละติน และอเมริกา ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ส่วนที่ยังขาดอยู่ได้อีกด้วย

“ตอนนี้เราต้องการความรู้เรื่องการตรวจพิสูจน์ทางดีเอ็นเอ และกำลังติดต่อไปทางอเมริกา แต่อเมริกาอาจไม่ใช่ที่เดียวที่มีองค์ความรู้นี้ เพราะฉะนั้น เราจึงต้องคอยประสานงานและศึกษาจากประเทศต่าง ๆ อยู่ตลอด ถ้าเราไม่รู้ว่าเขาพัฒนาไปถึงระดับไหน เราจะพัฒนาได้อย่างไร” พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ กล่าวด้วยแววตาที่อยากยกระดับให้นิติวิทยาศาสตร์มีส่วนช่วยเหลือประชาชนและประเทศได้ยิ่งกว่าเก่า

ไทย-อาร์เจนตินา ร่วมมือด้านนิติวิทยาศาสตร์ ใช้ความรู้พิสูจน์อัตลักษณ์ศพ ผลักดันให้กระดูกทุกโครงเข้าถึงความยุติธรรม
ไทย-อาร์เจนตินา ร่วมมือด้านนิติวิทยาศาสตร์ ใช้ความรู้พิสูจน์อัตลักษณ์ศพ ผลักดันให้กระดูกทุกโครงเข้าถึงความยุติธรรม

เขาทิ้งท้ายด้วยคติประจำใจที่ไม่ว่าจะร่วมงานกับประเทศไหนก็ยึดถือเสมอมา 

“ใครให้อะไรเรามา เราต้องจำ ผมเป็นคนอย่างนั้น 

  “Caring and Sharing คือคำที่ผมชอบ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ กล่าวไว้ ถ้าเรารู้ว่าเขาต้องการอะไร แล้วเราแบ่งปันกับเขาในส่วนที่เรามี คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน ทัศนคติแบบนี้จะทำให้เกิดความร่วมมือที่ดีในอนาคต และทำให้องค์ความรู้ทางด้านนิติวิทยาศาตร์ของไทยก้าวไกลขึ้นด้วย”

ความสำเร็จจากความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและอาร์เจนตินาเป็นเพียงจุดเริ่มต้นอันยิ่งใหญ่ ต่อจากนี้ TICA และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยังมีโครงการที่จะส่งต่อองค์ความรู้ไปสู่ประเทศอาเซียน เพื่อให้ศพได้กลับบ้าน โดยเป้าหมายไม่ใช่การช่วยคนตาย แต่เป็นการช่วยคนเป็นเยียวยาจิตใจให้พวกเขาได้พบบุคคลในความทรงจำเป็นครั้งสุดท้าย

ไทย-อาร์เจนตินา ร่วมมือด้านนิติวิทยาศาสตร์ ใช้ความรู้พิสูจน์อัตลักษณ์ศพ ผลักดันให้กระดูกทุกโครงเข้าถึงความยุติธรรม

Writers

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load