The Cloud x The Hero Season3

ใครไม่อยากแก่บ้าง

ความชราเป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้ คือการคงไว้ซึ่งการเรียนรู้ที่จะหาความสุข หาสังคมใหม่ๆ และมีชีวิตต่อไปเรื่อยๆ มากกว่าแค่หายใจ

นี่คือเป้าหมายของ ‘YoungHappy’ ธุรกิจเพื่อผู้สูงอายุขนาดเล็กแต่ฝันใหญ่ อยากให้ผู้สูงอายุในเมืองไทยมีโอกาสหาความสุขในช่วงบั้นปลายชีวิตผ่านแอพพลิเคชัน กิจกรรม และเบอร์โทรศัพท์ให้โทรพูดคุยได้ตลอด 24 ชั่วโมง แม้จะดำเนินการมาเพียงปีครึ่ง แต่ธุรกิจนี้ได้เป็นส่วนหนึ่งของรายการใหญ่อย่าง Accelerator โครงการบ่มเพาะธุรกิจใหม่ของรัฐบาลมาเลเซีย และเป็นตัวแทนประเทศไทยไปชนะงานประกวดธุรกิจเพื่อสังคมของสหประชาชาติอีกด้วย

YoungHappy, ผู้สูงอายุ, the hero season3, สสส

ฉันได้คุยกับ ณฎา ต้นสวัสดิ์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งธุรกิจ YoungHappy และร้าน Indian Indigo เธอเรียนจบการเงินจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทำธุรกิจส่วนตัวมาตลอดกว่า 15 ปี กระทั่งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ชีวิตผ่านมรสุมอย่างหนักจนเธอต้องตั้งหลักและหันหัวเรือชีวิตใหม่ ก่อนจะไหลตามกระแสธารจนได้มาพบกับผู้ร่วมก่อตั้งอีก 3 คน ประกอบด้วย ธนากร พรหมยศ, จุติพร อู่ไพบูลย์ และ ธีรศักดิ์ มูลตุ้ย พวกเขาร่วมงานกันจนออกมาเป็นธุรกิจดีๆ เพื่อคนสำคัญในสังคมเราแบบนี้

แรงจูงใจ วิธีการ และผลกระทบของธุรกิจเป็นอย่างไรบ้าง ต้องลองไปฟัง

คงแก่เรียนเรื่องความสุข

“ธุรกิจที่เคยทำประสบความสำเร็จมากเลยนะ แต่ชีวิตก็มีวิกฤต ต้นปีโดนโกง กลางปีแม่เป็นมะเร็ง ปลายปีเลิกกับสามี ทั้งหมดเกิดภายในปีเดียวกัน แล้วสุดท้ายเราก็วูบในห้องน้ำ พอไปอยู่ในโรงพยาบาล ได้มีเวลานอนคิดว่าสุดท้ายชีวิตเราต้องการอะไร ชีวิตเสียทุกอย่างหมดเลย แต่เรายังมีชีวิต มีลมหายใจ แล้วเราโคตรเห็นคุณค่าของลมหายใจตัวเองเลย” เสียงของณฎาฟังดูมั่นคงเข้มแข็ง แม้พูดถึงช่วงเวลาที่ยากลำบาก

“หลังจากนั้นเราไม่ทำงานเลย เรียนอย่างเดียวปีหนึ่ง เรียนทำขนม เรียนปลูกผัก เรียนย้อมผ้า เรียนเทรดหุ้น เรียนทำโรงแรม เรียนทำร้านอาหาร เรียนด้วยความอยากรู้ว่าจริงๆ แล้วเราทำอะไรได้ดี แล้วเราชอบอะไร” เธอทบทวนประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยสีสันให้เราฟัง

จากการลองผิดลองถูกและตรวจสอบตนเองจนแน่ใจ นฎาพบว่าตัวเองมีความสุขกับการเลี้ยงลูกทั้งสองคน การทำขนมปัง และการทำอะไรดีๆ ให้คนอื่น ตอนนั้นเธอเริ่มคิดว่าอยากหันไปทำงานมูลนิธิ แต่ธนากร วิศวกรหนุ่มผู้เคยร่วมงานด้วย ชักชวนให้เธอมาทำธุรกิจเพื่อคนรุ่นใหญ่ของสังคมเสียก่อน

สิ่งที่เธอทดลองทำเองในตอนนั้น ช่างคล้ายคลึงกับกิจกรรมต่างๆ ที่ YoungHappy จัดให้เหล่าผู้สูงอายุในตอนนี้ นั่นคือการลองทำกิจกรรมแปลกใหม่ไปเรื่อยๆ จนอาจพบว่าตัวเองถนัดอะไรที่ไม่เคยคาดฝันมาก่อนก็ได้ เมื่อได้เจอความสุขในแบบที่ต่างไป ชีวิตก็กลับมามีค่าอีกครั้ง

เพราะการค้นพบไม่มีคำว่าสายเกินไป

YoungHappy, ผู้สูงอายุ, the hero season3, สสส YoungHappy, ผู้สูงอายุ, the hero season3, สสส

ปัญหาเก่าแก่ในสังคมเมือง

จากจุดมุ่งหมายของธุรกิจดังกล่าว กลุ่มเป้าหมายของ YoungHappy จึงเป็นเฉพาะกลุ่มผู้เกษียณอายุ (ตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป) ในเมืองกรุง และมีสภาวะร่างกายที่ยังดูแลตัวเองได้ เนื่องจากคนกลุ่มนี้แม้จะสุขภาพกายแข็งแรงดี แต่สุขภาพใจอาจไม่ได้รับการดูแลจนเหงาหงอย ส่วนใหญ่เป็นเพราะไม่รู้ว่ามีกิจกรรมที่ไหนให้ไป และชุมชนเมืองต่างจากต่างจังหวัดตรงที่ไม่ได้สนิทสนมกันอย่างใกล้ชิด ต่างคนต่างอยู่ในบ้านของตนเอง จึงยิ่งโดดเดี่ยวขึ้นไปอีก

“หากเทียบกับกลุ่มที่ทำอะไรคล้ายๆ กัน เช่น กรมกิจการผู้สูงอายุ ซึ่งเราทำงานร่วมกันบ่อยมาก ทางกรมจะเน้นไปด้านผู้ที่ด้อยโอกาสก่อน หรือศูนย์ต่างๆ ของรัฐก็มีกิจกรรมเพื่อผู้สูงอายุฟรีอยู่เพียบ แต่พอเป็นพ่อแม่เราไป เขาจะรู้สึกว่าไม่ใช่ที่ของเขา คนกลุ่มนี้เลยเป็นช่องว่างในสังคม ไม่รู้จะอยู่ตรงไหน” เธออธิบายเพิ่มเติม

แรงบันดาลใจเริ่มต้นของณฎามาจากตอนที่สอนพ่อแม่ตัวเองใช้แอพ แล้วพบว่าเป็นเรื่องยากลำบากจนน่าประหลาดใจ เมื่อมาทำ YoungHappy เธอจึงลงไปทดลองศึกษาอย่างจริงจัง ด้วยการเป็นจิตอาสาสอนผู้สูงวัยและผู้ป่วยอัลไซเมอร์ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก “ที่เราสอนเขา สำหรับเรามันโคตรง่าย แต่การสอนเขามันท้าทายมาก พอเขาทำได้เขาเลยรู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่มาก” เธอเล่าด้วยรอยยิ้ม ความท้าทายนี้เองที่ผลักดันให้เธอมุ่งมั่นทำธุรกิจเพื่อพวกเขาต่อ
YoungHappy, ผู้สูงอายุ, the hero season3, สสส YoungHappy, ผู้สูงอายุ, the hero season3, สสส

ถึงจะแก่แต่ก็มีหัวใจ

ในช่วงเวลาที่เข้าไปคลุกคลีกับพี่ป้าน้าอา ณฎาได้เรียนรู้หลายสิ่งเกี่ยวกับคนกลุ่มนี้ที่แตกต่างจากความเข้าใจเดิมของเธอ ตัวอย่างเช่น พวกเขาอยากทำกิจกรรมเพื่อสังคม แต่ไม่แน่ใจว่ามีกิจกรรมไหนที่ไปทำได้บ้าง หรือพวกเขาอยากทำกิจกรรมกับคนรุ่นเดียวกันมากกว่าคนรุ่นลูกรุ่นหลาน เพราะเขาซึ่งช้ากว่าจะได้ไม่รู้สึกกดดันหรือเป็นตัวถ่วง

“อย่างเรื่องส่งรูปเนี่ย วัยรุ่นไม่เข้าใจจริงๆ นะว่าสวัสดีวันจันทร์ วันอังคาร วันพระ จะส่งมาทำไม พอไปถามเขา เขามีคำตอบ 2 อย่าง อย่างแรก เขาพิมพ์ไม่ไหว ส่งรูปง่ายกว่า และสอง เขาส่งไปให้ใคร เพื่อจะบอกคนนั้นว่า ฉันยังมีชีวิตอยู่นะ อย่าลืมฉัน” นฎาเล่าถึงตัวอย่างการมองในมุมของผู้สูงวัยให้ฟัง

จากบทเรียนต่างๆ ทำให้พวกเธอสรุปสโลแกนของ YoungHappy ออกมาเป็น ‘สนุก มีคุณค่า พึ่งพาตัวเองได้’ นั่นคือเน้นตอบโจทย์ผู้สูงอายุเหล่านี้ ที่ต้องการจะมีความสุข และทำสิ่งดีๆ ให้สังคม โดยไม่เป็นภาระใครนั่นเอง

วิธีการที่เหมาะสมแก่เป้าหมาย

ศูนย์กลางของธุรกิจนี้ คือแอพซึ่งทำหน้าที่เป็นเสมือนผู้ช่วยส่วนตัวของผู้สูงวัยแต่ละคน “ในเชิงธุรกิจ เฟซบุ๊กกับไลน์เป็นเหมือนบ้านเช่า แต่แอพเหมือนเป็นบ้านของเราเอง” ณฎาบอกสาเหตุของการเลือกทำแอพ

รวมถึงเหตุผลด้านการใช้งานที่เธอเรียนรู้จากการทำจิตอาสาว่า ผู้สูงวัยจะต้องการให้ได้สิ่งที่ต้องการภายใน 3 คลิก หากเป็นเว็บไซต์หรือบริการผ่านแอพอื่นๆ อาจสร้างความยุ่งยากให้เขามากเกินไป เทียบกับแอพเดียวที่ออกแบบมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ เช่น มีปุ่มขนาดใหญ่ๆ จะได้กดง่าย หรือมีปุ่มสำหรับโทรศัพท์คุยกับคนจริงๆ เพราะคนกลุ่มนี้ถนัดโทรมากกว่ากรอกรายละเอียดลงทะเบียน

ในแอพมีทั้งบทความที่มีข้อมูลถูกต้องให้อ่านและแชร์ต่อได้ รวมถึงประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ ที่ YoungHappy จัดเอง หรือไม่ก็จัดร่วมกับองค์กรอื่น ตั้งแต่การไปเที่ยวด้วยกัน ดูหนังด้วยกัน เรียนวิธีการทำ CPR เรียนรู้การทำเพจ เขียนโปรแกรม หรือแม้แต่เรียนเป็นบาริสต้าก็มี

สิ่งสำคัญอีกอย่างในแอพคือคอลเซ็นเตอร์ ที่พร้อมให้บริการตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม โทรมาได้ทุกเรื่องตั้งแต่ขอความช่วยเหลือเรื่องต่างๆ จนกระทั่งแค่หาเพื่อนพูดคุยแก้เหงา

“บางคนก็เข้าใจนะว่า YoungHappy เป็นออร์แกไนเซอร์จัดงานคนแก่ แต่งานหลักของเราคือทำอะไรก็ได้ให้เขายังแอคทีฟและยังแฮปปี้ ตามชื่อเลย” นฎาเล่าพร้อมรอยยิ้ม “หลังจากนี้เราอยากขยายจนเป็น One-stop Service สำหรับผู้สูงอายุ ในเชิง e-Commerce ด้วย เราอยากขายสิ่งที่เขาต้องการ โดยเลือกก่อนว่ามันโอเคกับเขาจริงๆ”

YoungHappy, ผู้สูงอายุ, the hero season3, สสส YoungHappy, ผู้สูงอายุ, the hero season3, สสส

ให้สุขแก่ท่าน สุขนั้นถึงตัว

เมื่อเป็นสมาชิกของ YoungHappy แล้วจะได้อะไรบ้าง

ณฎาตอบโดยเทียบกับประสบการณ์ของเธอเอง “เราย้อนนึกถึงตัวเราเอง พอเราเจอสิ่งที่ชอบ เวลาตื่นมาแล้วชีวิตมีความหมาย เราอยากให้เขาเจอจุดนั้นบ้าง ส่วนเรื่องเพื่อน ตอนเราเรียนก็ได้เจอสังคมใหม่ๆ ต่างจากสังคมเดิมที่เราอยู่มา 15 ปี คนแก่ที่เขาอยู่ออฟฟิศเดิมมา 30 ปี พอเกษียณออกมาก็ไม่เหลือใคร การไปเจอสังคมใหม่ เจอเพื่อนใหม่ น่าจะดีกับเขา”

ยกตัวอย่างกรณีที่เห็นจริง คุณลุงอรรณพ อดีตผู้บริหารเก่าแก่ มาร่วมกิจกรรมของพวกเธอแทบทุกครั้ง ตั้งแต่การเรียนทำเดคูพาจ เรียนการทำธุรกิจขายของออนไลน์ ไปจนถึงเรียนตัดต่อวิดีโอ ก่อนจะประมวลความรู้ทั้งหมดมาเปิดเพจเฟซบุ๊ก ขายที่วางโทรศัพท์ซึ่งทำจากไม้เป็นลายเดคูพาจ จนถึงตอนนี้ก็ยังรักและสนิทสนมกับชุมชนเล็กๆ นี้อยู่ จนภรรยาของแกได้ช่วยทำงานเป็นคอลเซ็นเตอร์ของ YoungHappy ไปโดยปริยาย

ไม่เพียงสมาชิกเท่านั้น เจ้าของธุรกิจอย่างณฎาเองก็ได้ฝึกตนเองหลายอย่าง ทั้งเรื่องความใจเย็น และการเรียนรู้ที่จะลดตัวตน เมื่อไม่ว่าจะเถียงอย่างไรก็ไม่มีทางชนะ จึงได้ฝึกพูดคำว่าขอบคุณและขอโทษให้ติดปาก ในขณะเดียวกัน งานนี้ก็ได้มอบความรู้สึกดีๆ ให้ ผ่านการดูแลคนที่ไม่ใช่ญาติผู้ใหญ่ และช่วยให้เขาได้มีความสุข

“อยู่กับคนกลุ่มนี้แล้วเราเองก็ได้เรียนรู้หลายๆ อย่าง เช่นวันก่อนจัดงานฉายหนัง แล้วหน้างานก็ให้เขาเขียน Post-it บอกความฝันของฉัน หลังเลิกงานพี่ก็ไปอ่านดู แล้วพบว่าเขาขออยู่ 2 อย่าง คือขอให้แข็งแรง และขอให้มีความสุข มันเลยเหมือนสะท้อนว่าปลายทางชีวิตของคนคนหนึ่ง ก็ขอแค่นี้หรือเปล่า” ณฎาพูดทั้งรอยยิ้ม

YoungHappy, ผู้สูงอายุ, the hero season3, สสส

หากใครสนใจอยากเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว YoungHappy เริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยการโหลดแอพทั้งใน App Store และ Google Play เลย
Facebook : ยังแฮปปี้ YoungHappy

Writer

Avatar

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

เวลาทำกับข้าวเสร็จหรือเมื่อกินข้าวในจานไม่หมด ฉันมักเทเศษวัตถุดิบหรือเศษอาหารลงถังขยะด้วยความสบายใจ เพราะคิดว่าของพวกนี้เดี๋ยวก็ย่อยสลายไปจากโลก

พูดง่ายๆ คือ ฉันไม่ได้มองสิ่งเหล่านี้เป็นขยะเท่าไหร่ (ขยะในหัวฉันคือของอย่างถุงพลาสติกมากกว่า)

แต่ที่จริงแล้ว เศษอาหารหรือขยะอินทรีย์เหล่านี้คือหนึ่งในปัญหาชวนปวดหัวของบ้านเรา หลายคนอาจนึกไม่ถึงว่าการเทอาหารลงถังทำให้ขยะอื่นในถังเปรอะเปื้อน จัดการยากขึ้น รวมถึงขยะสดนี้เรียกได้ว่ามีจำนวนเกินครึ่งของขยะทั้งหมดในแต่ละวัน ลองนึกภาพรถขนขยะที่ครึ่งรถเต็มไปด้วยขยะสดเหล่านี้ มันทั้งเป็นภาระในการขนย้าย เปลืองพื้นที่ในการฝังกลบ ยังไม่นับเรื่องกลิ่นเตะจมูกและแมลงวันอีก

เปล่าหรอก, ความรู้ข้างบนทั้งหมดนั่นฉันไม่ได้เนิร์ดจนไปกูเกิลมาจาระไนให้คุณฟัง แต่ทั้งหมดคือสิ่งที่ฉันได้รู้เมื่อนั่งลงคุยกับกลุ่มคนตัวเล็กที่กำลังยื่นมือเข้าช่วยแก้ปัญหานี้

พวกเขาเรียกตัวเองว่า ‘ผักDone’ ประกอบด้วยสมาชิก 3 คนคือ มานิตา วิวัฒน์เศรษฐชัย, ธนกร เจียรกมลชื่น และ อรสรวง บุตรนาค

ผักDone
ผักDone

เรื่องราวของ ผักDone เริ่มจากมานิตาอยากสร้างพื้นที่ซึ่ง ‘พออยู่พอกิน’ หรือพื้นที่ที่ผลิตอาหารและของใช้ในชีวิตประจำวันเองได้ เธอเลยตัดสินใจลาออกจากการเป็นสาวออฟฟิศ มาลุยสร้างพื้นที่ในฝันบนผืนดินย่านรังสิต แต่ปัญหาคือดินของที่ตรงนั้นปลูกต้นไม่ไม่ค่อยงาม จะซื้อปุ๋ยมาบำรุงก็ดูไม่ค่อยเข้ากับแนวคิดพึ่งพาตัวเอง มานิตาเลยมองหาทางเลือกอื่น แล้วก็พบว่าชุมชนใกล้เคียงนั้นมีทั้งร้านอาหารและตลาดสด เธอจึงเกิดไอเดียไปขอขยะอินทรีย์เหลือทิ้งจากพ่อค้าแม่ค้ามาหมักเป็นปุ๋ย โดยมีความตั้งใจอยากช่วยจัดการขยะเหล่านี้ไปด้วย

พ่อค้าแม่ค้าให้ความร่วมมืออย่างดี แต่ทำไปทำมา เธอก็เริ่มรู้สึกว่า การจัดการขยะแบบนี้อาจไม่ใช่วิธีที่ถูก เพราะปริมาณขยะไม่ได้ลดลง ยิ่งเมื่อเธอส่งไอเดียนี้เข้าร่วมประกวดกับโครงการของสวนผักคนเมืองในนาม ผักDone พี่ๆ ที่นั่นก็บอกว่า การจัดการแบบนี้ยังไม่ได้สร้างการตระหนักรู้หรือเปลี่ยนความคิดให้คนหันมารับผิดชอบต่อขยะที่ตนสร้าง

ผักDone

“เราก็เลยมาคิดใหม่ว่าจะทำยังไงให้คนได้เห็นว่าขยะไม่ใช่เรื่องของเทศบาล ไม่ใช่เรื่องของผักDone ไม่ใช่เรื่องของคนอื่น แต่เป็นเรื่องของทุกคน” มานิตาบอกฉัน และนั่นคือที่มาของกลุ่มผักDone ซึ่งคิดใหม่ทำใหม่

คราวนี้ผักDone ทำอะไร? พวกเขาตั้งใจแก้ปัญหาการจัดการขยะสดอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทั้งระบบ โดยเริ่มจากจุดเล็กสุดที่ไม่ค่อยมีใครสนใจเข้ามาจัดการอย่างฉันหรือคุณ คนเมืองที่อาจสนใจสิ่งแวดล้อมอยู่บ้าง

“เป้าหมายของกลุ่มเราจะเป็นพวกบ้านเดี่ยวหรือคอนโดในเมือง เพราะโดยทั่วไปแล้ว เศษอาหารในร้านอาหาร โรงแรมใหญ่อาจมีคนมารับไปทิ้งได้ แต่ตามบ้านซึ่งปริมาณน้อยมาก ต่อวันอาจจะ 1 – 3 โล มันไม่คุ้ม เขาก็ผูกใส่ถุงทิ้ง” ธนกรอธิบาย

แต่พวกเราทั้งยุ่ง ทั้งไม่มีพื้นที่ ผักDone เลยแก้ปัญหาด้วยการหยิบ ‘กล่องหมักปุ๋ย’ นวัตกรรมซึ่งชูเกียรติ โกแมน หนึ่งในทีมงานสวนผักคนเมืองคิดค้นขึ้นใช้เองและขายให้คนวงในมาขายแก่คนเมืองในวงกว้าง

ผักDone : ชวนคนเมืองเปลี่ยนขยะสดเจ้าปัญหาเป็นปุ๋ยชั้นดีด้วยกล่อง 1 ใบ

อธิบายวิธีใช้อย่างสั้นคือ วางกล่องไว้ในร่ม (แต่ไม่แนะนำให้ไว้ในห้องแอร์นะ) เวลาคุณมีขยะสดเหลือทิ้ง ให้พยายามทำให้มันแห้งที่สุด แล้วเอามาคลุกกับ Compost หรือวัสดุตั้งต้นซึ่งแถมมาพร้อมกล่อง ประกอบด้วยเศษใบไม้ กากกาแฟ ปุ๋ยคอก และดินใบก้ามปู โรยน้ำตาลและหัวเชื้อที่แถมมาเช่นกันลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นเทใส่กล่อง ปิดฝา ทำอย่างนี้เรื่อยๆ จนกล่องเต็ม แล้วปิดฝาทิ้งไว้โดยเปิดเช็กทุกอาทิตย์ ถ้าเปียกก็คลุกๆ ให้เข้ากันเสียหน่อย เมื่อผ่านไปซัก 20 วัน อากาศในกล่อง (ซึ่งมาจากท่อสีฟ้าภายในที่เจาะรูให้อากาศเข้า) และส่วนผสมต่างๆ จะช่วยทำให้ขยะสดเหลือทิ้งแปลงร่างเป็นปุ๋ยสารอาหารเพียบ พร้อมให้เอาไปโรยต้นไม้หรือกระถางผัก

เจ้ากล่องใบนี้จึงช่วยให้เราจัดการขยะอินทรีย์ได้ง่าย ประหยัดพื้นที่ ประหยัดเวลา และไร้กลิ่นกวนใจ แถมได้ผลลัพธ์เป็นปุ๋ยพร้อมใช้ ซึ่งถ้าใครไม่สนใจปลูกต้นไม้ ทางผักDoneเองก็กำลังวางแผนรับซื้อปุ๋ยคืนมาเพื่อกระจายต่อกับเครือข่ายที่ต้องการ รวมถึงเอามาพัฒนาเป็นชุดกระถางพร้อมปลูกเพื่อเพิ่มมูลค่า

ผักDoneเริ่มผลักดันสิ่งที่คิดมาได้หลายเดือนแล้ว โดยเผยแพร่ไอเดียนี้ผ่านทั้งสื่อออนไลน์และออฟไลน์ การจัดอบรมให้เหล่าลูกค้าที่อาจยังงงๆ เรื่องหมักปุ๋ย รวมถึงไปสาธิตตามโรงเรียนหรือหมู่บ้าน ที่ถ้าเวิร์กก็จะกลายเป็นลูกค้ารายใหญ่ และทำให้การไปรับปุ๋ยสะดวก จบที่จุดเดียว พร้อมกันนั้นพวกเขาก็พยายามพัฒนากล่องหมักปุ๋ยให้ใช้ได้ดีขึ้น ง่ายขึ้น และสวยขึ้น (ส่วนใครอยากรู้ว่าตอนนี้มีกล่องแบบไหน ราคาเท่าไหร่บ้าง ลองเช็กในเพจของกลุ่มที่เราแปะไว้ให้ด้านล่างสุดนะ)

ผักDone
ผักDone
ผักDone

นอกจากนี้ กล่องหมักปุ๋ยยังเป็นแค่เครื่องมือแรก พวกเขากำลังค้นคว้าหาเครื่องมืออื่นมาเสริมทัพจัดการขยะทั้งระบบอย่างที่ตั้งใจ เช่น มองหาเครื่องมือจัดการขยะสดสำหรับหน่วยที่ใหญ่ไปกว่าครอบครัวเดี่ยว รวมถึงมีแผนการอนาคตอยากทำแอพพลิเคชันที่ช่วยเชื่อมคนมีขยะแต่จัดการเองไม่ได้กับคนที่อยากได้ขยะด้วย

การเกิดขึ้นของผักDoneและกล่องหมักปุ๋ยจึงช่วยให้เราเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาใหญ่แต่ใกล้ตัวมากอย่างขยะอินทรีย์ โดยแทบไม่ต้องออกแรง

ผักDone
ผักDone

“ขยะอินทรีย์เป็นขยะที่ทุกคนสร้างทุกวัน และบางทีปริมาณต่อคนอาจมากกว่าถุงพลาสติกหรือแก้วด้วยซ้ำ ถ้าเราจัดการขยะนี้ ขยะมวลรวมก็น่าจะลดลงอย่างเห็นภาพชัด” อรสรวงกล่าวกับฉัน

ไม่เพียงเท่านั้น กล่องเล็กๆ 1 ใบยังทำให้คนมองขยะอินทรีย์ด้วยสายตาใหม่

จากสิ่งไร้ประโยชน์ กลายเป็นสิ่งที่มีทั้ง ‘คุณค่า’ และ ‘มูลค่า’

“เราอยากเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างสังคมที่ไร้ขยะ โดยเปลี่ยนคำว่าขยะให้กลายเป็นคำว่าทรัพยากรแทน และเรามองเห็นว่า สิ่งที่ผักdoneจะผลักดันไปได้คือ ช่วยให้ทุกคนมองว่าขยะเป็นความรับผิดชอบของตัวเอง เหมือนคนเราต้องซักเสื้อผ้า การที่สร้างขยะมา เราก็ต้องจัดการ” มานิตาเล่าความฝันของกลุ่มเล็กๆ ที่ชื่อ ผักDone ให้ฟัง

ส่วนฝันของพวกเขาจะสำเร็จหรือไม่ คงต้องอาศัยตัวช่วยอย่างฉันกับคุณ

ผักDone
Facebook l ผักDone

Writer

Avatar

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load