oppenheimer
Oppenheimer ชายผู้สอนโลกให้กลัวตัวเอง เปิดชีวิต J. Robert Oppenheimer บุรุษอัจฉริยะ บิดาแห่งระเบิดปรมาณู สู่ภาพยนตร์ยาวที่สุดของคริสโตเฟอร์ โนแลน
มีชายคนหนึ่งที่เปลี่ยนโลกในวันเดียว ไม่ใช่ด้วยการประกาศสงคราม ไม่ใช่ด้วยการสร้างจักรวรรดิ และไม่ใช่ด้วยการค้นพบที่นำความสุขมาให้มวลมนุษย์ แต่ด้วยการทำให้ไฟที่ร้อนแรงกว่าดวงอาทิตย์เกิดขึ้นบนพื้นดิน ณ ทะเลทรายนิวเม็กซิโก ในเช้าตรู่วันหนึ่งของปี 1945 และเมื่อไฟนั้นดับลง โลกก็ไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว
J. Robert Oppenheimer คือชายที่จุดไฟนั้น เขาไม่ได้จุดมันด้วยความโกรธแค้น แต่ด้วยความอัจฉริยะ ด้วยความกลัว และด้วยความเชื่อว่าสิ่งที่เขากำลังทำคือสิ่งที่ถูกต้อง อย่างน้อยในขณะนั้น
ในปี 2023 คริสโตเฟอร์ โนแลน นำเรื่องราวของชายคนนี้มาเล่าใหม่ผ่านฟิล์ม IMAX 65 มิลลิเมตร ยาว 3 ชั่วโมง และทำให้คนทั่วโลกกว่า 950 ล้านดอลลาร์สมัครใจนั่งดูชีวประวัติของนักฟิสิกส์ที่ชื่อ oppenheimer ผ่านจอภาพยนตร์
แต่ก่อนที่เราจะพูดถึงภาพยนตร์ ให้เราเริ่มต้นจากชีวิตจริงของชายคนนี้ก่อน เพราะมันน่าทึ่งกว่าหนังเสียอีก

เมื่อวันที่ 22 เมษายน ค.ศ. 1904 ในอพาร์ตเมนต์หรูหราที่ถนน Riverside Drive มหานครนิวยอร์ก Julius Robert Oppenheimer ได้ถือกำเนิดขึ้น
บ้านที่เขาเติบโตมาไม่ธรรมดา ผนังอพาร์ตเมนต์ประดับด้วยภาพวาดของ Van Gogh, Cézanne และ Gauguin ซื้อมาจริงๆ ไม่ใช่ภาพพิมพ์ พ่อของเขา Julius Oppenheimer เป็นนักธุรกิจชาวเยอรมันเชื้อสายยิวที่ย้ายมาสหรัฐฯ แล้วสร้างธุรกิจนำเข้าสิ่งทออย่างประสบความสำเร็จ แม่ของเขา Ella Friedman เป็นศิลปินที่มีรากฐานครอบครัวในนิวยอร์กมาหลายชั่วอายุคน
Robert ในวัยเด็กไม่ได้เป็นเด็กที่สนุกสนาน เขาเป็นเด็กเงียบขรึม ชอบอยู่คนเดียว ชอบเขียนกวีนิพนธ์ ชอบสะสมแร่ธาตุ และอ่านหนังสือเร็วกว่าเพื่อนหลายเท่า ครอบครัวส่งเขาเข้าเรียนที่ Ethical Culture School โรงเรียนที่ก่อตั้งบนปรัชญาของเหตุผลและมนุษยนิยมแบบฆราวาส ซึ่งจะหล่อหลอมวิธีคิดของเขาตลอดชีวิต
สิ่งที่น่าสนใจคือ oppenheimer ในวัยเยาว์ไม่ได้แค่เก่งคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เขาเป็นคนที่มีโลกกว้างอย่างผิดปกติ เขาเรียนภาษาละตินและกรีก เขาสนใจปรัชญา เขาอ่านวรรณกรรมฝรั่งเศสและอังกฤษ และต่อมาเขาจะเรียนรู้ภาษาสันสกฤตเพื่อให้สามารถอ่าน Bhagavad Gita ฉบับดั้งเดิมได้
คนที่เรียนสันสกฤตเพื่ออ่านคัมภีร์ฮินดู แล้วต่อมาจะสร้างระเบิดที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ ไม่ใช่แค่ “นักวิทยาศาสตร์” เขาคือคนที่มองโลกผ่านหลายเลนส์พร้อมกัน และนั่นคือทั้งพรและคำสาปของเขา

ในปี 1922 oppenheimer เข้าศึกษาที่ Harvard University แม้ตั้งใจจะเรียนเคมี แต่หลังจากฟังการบรรยายฟิสิกส์ไม่นาน เขาก็เปลี่ยนทิศทางอย่างสิ้นเชิง
ในปีแรกของการเป็นนักศึกษาปริญญาตรี เขาสามารถเข้าเรียนวิชาระดับบัณฑิตศึกษาได้โดยตรงจากการศึกษาอิสระของตัวเอง เขาเรียนจบในสี่ปีแต่ด้วยหลักสูตรหนักกว่าคนอื่นสองเท่า และสำเร็จการศึกษาด้วยเกียรตินิยมสูงสุด summa cum laude ในปี 1925
จากนั้นเขาข้ามมหาสมุทรไปยังยุโรป ซึ่งในช่วงทศวรรษ 1920 คือดินแดนที่ฟิสิกส์ยุคใหม่กำลังถือกำเนิดขึ้น
ที่ Cambridge เขาทำงานร่วมกับ J.J. Thomson ผู้ค้นพบอิเล็กตรอน แต่ประสบการณ์นั้นทรมานเขาอย่างไม่คาดคิด oppenheimer เก่งที่ทฤษฎีแต่ห่วยแตกที่ทดลอง เขาถูกดุจากอาจารย์บ่อยครั้ง และในช่วงนั้นเขาตกสู่ภาวะซึมเศร้าอย่างหนัก ถึงขั้นที่เขาวางแอปเปิ้ลพิษไว้บนโต๊ะของอาจารย์ที่เขาเกลียดที่สุด แล้วรีบไปเก็บกลับมาก่อนที่ใครจะโดนอันตราย
ภาพนี้สะท้อนอะไรบางอย่างในตัว oppenheimer ได้ดี เขาเป็นคนที่มีความรู้สึกรุนแรงมาก แต่สามารถควบคุมตัวเองได้ในท้ายที่สุด เส้นบางๆ ระหว่างอัจฉริยะและความวิกลจริตมักจะชัดเจนมากในชีวิตของนักคิดผู้ยิ่งใหญ่
เขาออกจาก Cambridge และย้ายไปที่ University of Göttingen ประเทศเยอรมนี เพื่อศึกษาภายใต้การดูแลของ Max Born นักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่นั่นคือจุดที่ oppenheimer พบว่าตัวเองอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช่ ทฤษฎีควอนตัมกำลังถูกสร้างขึ้นใหม่ทุกวัน เขาเขียนงานวิจัยสำคัญหลายชิ้น รวมถึง Born–Oppenheimer approximation ซึ่งยังคงใช้อยู่ในเคมีควอนตัมจนถึงปัจจุบัน เขาได้รับปริญญาเอกในปี 1927 ตอนอายุ 23 ปี

หลังจากทำงานวิจัยเพิ่มเติมในยุโรปอีกช่วงหนึ่ง oppenheimer กลับสหรัฐฯ และเข้าร่วมคณาจารย์ของทั้ง University of California, Berkeley และ Caltech พร้อมๆ กัน ซึ่งผิดปกติมากแม้แต่สำหรับยุคนั้น
สิ่งที่เขาทำที่ Berkeley ไม่ได้เป็นแค่การสอนวิชาฟิสิกส์ เขาสร้าง school of thought ของตัวเอง เขาดึงดูดนักศึกษาที่เก่งที่สุดจากทั่วประเทศ เขาพาคนหนุ่มสาวเหล่านั้นออกขี่ม้าในทะเลทรายแห่งนิวเม็กซิโก พาไปฟังดนตรีแจ๊ส อ่านกวีนิพนธ์และปรัชญาฝรั่งเศส ในขณะเดียวกันก็สอนฟิสิกส์ควอนตัมให้แหลมคมที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ก่อนที่ oppenheimer จะมาถึง สหรัฐฯ แทบไม่มีโรงเรียนฟิสิกส์ทฤษฎีที่แท้จริง นักฟิสิกส์อเมริกันต้องเดินทางไปยุโรปเพื่อเรียนรู้สิ่งที่ดีที่สุด แต่หลังจากที่เขาสร้างกลุ่มนักวิชาการที่ Berkeley ขึ้นมา สภาพการณ์เริ่มเปลี่ยน
แต่ชีวิตส่วนตัวของ oppenheimer ในช่วงนี้ก็ซับซ้อนไม่แพ้ชีวิตทางวิชาการ เขาเคลื่อนไหวในแวดวงฝ่ายซ้ายอย่างเปิดเผย บริจาคเงินให้กับแรงงานที่หยุดงาน มีความสัมพันธ์กับ Jean Tatlock ผู้หญิงที่เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์และมีความเจ็บปวดภายในลึกๆ ที่เธอไม่สามารถหนีพ้นได้ ความสัมพันธ์กับ Jean จะทิ้งรอยไว้ในชีวิต oppenheimer นานกว่าที่เขาเคยคาดคิด
ในปี 1940 เขาแต่งงานกับ Katherine “Kitty” Puening หญิงสาวผู้รุนแรงและฉลาดซึ่งเคยเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เช่นกัน พวกเขามีลูกสองคน Peter และ Toni

ในเดือนสิงหาคม 1939 Albert Einstein เขียนจดหมายถึงประธานาธิบดี Franklin D. Roosevelt เพื่อแจ้งเตือนว่าเยอรมนีอาจกำลังพัฒนาระเบิดปรมาณูโดยอาศัยการค้นพบการแตกตัวของนิวเคลียส และหากสหรัฐฯ ไม่เริ่มต้นโครงการเองก่อน อาจสายเกินไป
Roosevelt รับฟัง และในที่สุดก็นำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า Manhattan Project โครงการลับที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สงคราม
ในปี 1942 ชื่อของ oppenheimer ถูกนำมาพิจารณาให้เป็นผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการออกแบบระเบิด แม้จะมีเสียงคัดค้านเพราะเขาไม่มีประสบการณ์การบริหาร ไม่เคยชนะรางวัล Nobel และมีประวัติความสัมพันธ์กับคนฝ่ายซ้าย แต่ Brigadier General Leslie R. Groves ผู้อำนวยการ Manhattan Project เห็นบางอย่างในตัว oppenheimer ที่คนอื่นมองข้าม นั่นคือพรสวรรค์ที่หาตัวจับยากในการทำให้คนฉลาดๆ ทำงานร่วมกันได้
Groves เรียกมันว่า “overweening ambition” ความทะเยอทะยานที่ล้นเกิน และเขาเชื่อว่านั่นคือสิ่งที่โครงการต้องการ
oppenheimer ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการ Los Alamos Laboratory ในรัฐนิวเม็กซิโก

ในฤดูหนาวปี 1942-1943 oppenheimer มีภารกิจที่ดูเป็นไปไม่ได้ เขาต้องสร้างเมืองวิทยาศาสตร์ขึ้นมากลางทะเลทราย ในที่ที่ไม่มีใครรู้จัก รับสมัครนักฟิสิกส์และวิศวกรที่ดีที่สุดในโลก และทำให้พวกเขาทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน
สิ่งที่น่าทึ่งคือเขาทำสำเร็จ
oppenheimer ดึงนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำที่หนีออกมาจากยุโรปที่อยู่ภายใต้การปกครองของนาซีมาได้มากมาย คนเหล่านี้มีแรงจูงใจส่วนตัวอย่างชัดเจน พวกเขารู้ว่าหากเยอรมนีสร้างระเบิดนิวเคลียร์ได้ก่อน สงครามจะจบลงในแบบที่ไม่มีใครอยากเห็น
ภายใต้การนำของ oppenheimer Los Alamos เติบโตจากคนหลักร้อยไปเป็นกว่า 6,000 คนภายในปี 1945 เขาบริหารทีมที่เต็มไปด้วยอัจฉริยะที่มีอีโก้สูงลิ่ว และทำให้พวกเขาเดินไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากกว่าการแก้สมการฟิสิกส์มาก
ในช่วงที่ทำงานที่ Los Alamos นั้นเอง ข่าวถึง oppenheimer ว่า Jean Tatlock หญิงที่เขาเคยรักได้เสียชีวิตแล้ว เธอฆ่าตัวตายในเดือนมกราคม 1944 ความโศกเศร้าที่เขารู้สึกนั้นไม่มีพื้นที่ให้แสดงออกในกลางโครงการที่ต้องการเขาทุกวินาที และมันก็กลายเป็นหนึ่งในแผลที่ไม่มีวันหาย

16 กรกฎาคม 1945 เวลา 5:30 น.
oppenheimer ยืนอยู่ในบังเกอร์ที่อยู่ห่างออกไป 10 กิโลเมตรจาก Ground Zero ณ ทะเลทราย Jornada del Muerto ในนิวเม็กซิโก ก่อนหน้านี้เขาขึ้นไปตรวจสอบ “The Gadget” อุปกรณ์ทดสอบเพียงลำพังเป็นครั้งสุดท้าย
ทีมนักวิทยาศาสตร์บางคนกำลังแทงพนันกันอยู่ว่าระเบิดจะจุดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ทำลายโลกทั้งใบหรือเปล่า oppenheimer เองกล่าวว่าโอกาสนั้น “ใกล้ศูนย์” แต่ไม่ใช่ศูนย์
แล้วมันก็ระเบิด
ทะเลทรายกลางคืนกลายเป็นกลางวันชั่วขณะ ความสว่างที่สาดส่องเป็นหลายสิบเท่าของดวงอาทิตย์ คลื่นความร้อนซัดผ่านทะเลทราย เสียงระเบิดดังสนั่นถึงตาม ฝุ่นและไฟลุกพุ่งสูงขึ้นสู่ท้องฟ้าในรูปทรงที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน
นักฟิสิกส์ Isidor Rabi ที่อยู่ในฉากนั้นบันทึกไว้ว่า oppenheimer เดินออกมาจากรถด้วยก้าวที่ราวกับคนที่เพิ่งพิชิตโลก “เหมือน High Noon” เขาบอก
แต่ตัว oppenheimer เองบอกว่าในขณะที่เขาเห็นการระเบิดนั้น บรรทัดหนึ่งจาก Bhagavad Gita ผุดขึ้นมาในหัว
“Now I am become Death, the destroyer of worlds.”
ข้าพเจ้าได้กลายเป็นความตาย ผู้ทำลายโลก
บรรทัดนั้นจาก Bhagavad Gita ที่เขาเคยอ่านเพื่อความรู้ กลายมาเป็นคำอธิบายที่ตรงที่สุดสำหรับสิ่งที่เขาสร้างขึ้น

สามสัปดาห์หลัง Trinity ระเบิดปรมาณูลูกแรก “Little Boy” ถูกทิ้งลงเมือง Hiroshima ประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 6 สิงหาคม 1945
สามวันต่อมา “Fat Man” ถูกทิ้งลงที่ Nagasaki
ในพริบตา ผู้คนกว่า 100,000 คนเสียชีวิต และอีกหลายหมื่นคนจะเสียชีวิตจากผลกระทบของรังสีในเวลาต่อมา
oppenheimer ฟังข่าวที่ Los Alamos ด้วยความรู้สึกผสมปนเปที่เขาไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจน ในตอนแรกหลัง Trinity เขาบอกกับคนที่ Los Alamos ว่าเขา “ภาคภูมิใจ” แต่หลังจาก Nagasaki Charlotte Serber ผู้เห็นเหตุการณ์บอกว่า “ความมืดหม่นครอบคลุม Los Alamos”
เมื่อเขาได้เข้าพบประธานาธิบดี Harry S. Truman เขาพูดประโยคที่ทำให้ Truman โกรธมากว่า
“ผมรู้สึกว่าผมมีเลือดติดอยู่ที่มือ”
Truman ตอบกลับมาอย่างเย็นชาว่า คนจะจำว่าใครทิ้งระเบิด ไม่ใช่ว่าใครสร้างมันขึ้นมา แล้วก็ไม่เคยต้องการพบกับ oppenheimer อีกเลย

สงครามสิ้นสุดลง และ oppenheimer กลายเป็นบุคคลที่โด่งดังที่สุดในอเมริกา หน้าปกนิตยสาร การบรรยายทั่วประเทศ ที่ปรึกษาให้รัฐบาล และในปี 1947 เขาได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการ Institute for Advanced Study ที่ Princeton มหาวิทยาลัยที่ Albert Einstein ก็ทำงานอยู่
แต่ oppenheimer เริ่มต้นเดินบนเส้นทางที่จะพาเขาไปสู่การล่มสลาย เขาออกมาพูดเรื่องการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ในระดับนานาชาติ เขาคัดค้านการพัฒนาระเบิดไฮโดรเจน ซึ่งทรงพลังกว่าระเบิดปรมาณูถึงพันเท่า โดยให้เหตุผลว่ามันจะเป็นการเปิดประตูสู่การแข่งขันอาวุธที่ไม่มีจุดสิ้นสุด
แต่ในโลกของสงครามเย็นที่อเมริกากำลังต่อสู้กับสหภาพโซเวียต ความเห็นเหล่านั้นถูกมองว่าอันตราย และมีคนที่รอโอกาสที่จะทำลายเขาอยู่แล้ว

ช่วงต้นทศวรรษ 1950 อเมริกาอยู่ภายใต้เงาของ McCarthyism กระแสต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่ลุกลามจนทำให้คนจำนวนมากถูกกล่าวหาและทำลายอาชีพโดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน
oppenheimer มีศัตรูการเมืองชื่อ Lewis Strauss ประธาน Atomic Energy Commission ผู้ที่ oppenheimer เคยทำให้อับอายต่อหน้าคณะกรรมการวุฒิสภาด้วยการแสดงความเห็นที่ขัดแย้งกัน Strauss ไม่ลืมความอัปยศนั้น
ในวันที่ 21 ธันวาคม 1953 oppenheimer ได้รับแจ้งว่ามีรายงานความมั่นคงที่ไม่เป็นผลดีต่อเขา เขาถูกกล่าวหาว่าเคยคบหาสมาคมกับคอมมิวนิสต์ ชักช้าในการรายงานสายลับโซเวียต และคัดค้านการสร้างระเบิดไฮโดรเจน
ในปี 1954 การพิจารณาความมั่นคงเริ่มขึ้น คำพิพากษาคือ เขาไม่มีความผิดฐานกบฏ แต่ไม่ควรมีสิทธิ์เข้าถึงความลับทางการทหาร สัญญาที่ปรึกษากับ Atomic Energy Commission ถูกยกเลิก
นั่นคือวันที่ oppenheimer สูญเสียทุกอย่างที่เขาสร้างมาหลังสงคราม
แต่ที่น่าสนใจคือสิ่งที่เขาไม่ได้สูญเสีย เขายังคงเป็นผู้อำนวยการ Institute for Advanced Study เขายังทำงาน เขียน บรรยาย และคิด แต่ชายที่เคยเป็นเสียงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในนโยบายอาวุธนิวเคลียร์ของอเมริกาก็เงียบไปจากแวดวงอำนาจอย่างสมบูรณ์
ในปี 1963 ประธานาธิบดี Lyndon B. Johnson พยายามชดเชยความอยุติธรรมด้วยการมอบรางวัล Enrico Fermi Award ซึ่งเป็นเกียรติสูงสุดของ Atomic Energy Commission ให้กับเขา แต่มันมาช้าเกินไปสำหรับการคืนเกียรติยศที่แท้จริง
oppenheimer เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำคอในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 1967 อายุ 62 ปี

ในปี 2005 Kai Bird และ Martin J. Sherwin ตีพิมพ์หนังสือชีวประวัติที่กลายเป็นผลงานอ้างอิงสำคัญที่สุดเกี่ยวกับ oppenheimer ชื่อว่า American Prometheus: The Triumph and Tragedy of J. Robert Oppenheimer
ชื่อนั้นเลือกมาอย่างตั้งใจ Prometheus ในตำนานกรีกคือไทแทนที่ขโมยไฟจากพระเจ้าบนเขาโอลิมปัสเพื่อมอบให้มนุษย์ เขาทำให้มนุษย์มีอำนาจที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่ก็ถูกลงโทษด้วยการถูกล่ามโซ่ไว้กับหินและมีนกอินทรีมาจิกตับทุกวันตลอดนิรันดร์
oppenheimer ขโมยไฟจากอะตอม มอบพลังงานนิวเคลียร์ให้กับมนุษยชาติ และถูกลงโทษด้วยกระบวนการทางการเมืองที่ทำลายเกียรติยศของเขา
ความสอดคล้องนั้นแม่นยำเกินกว่าจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ
หนังสือเล่มนี้เองที่เป็นแหล่งข้อมูลหลักของภาพยนตร์ oppenheimer ปี 2023

ปี 2021 คริสโตเฟอร์ โนแลน ประกาศว่าเขากำลังจะสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับ oppenheimer
โนแลนไม่ใช่ผู้กำกับที่ทำหนังชีวประวัติบ่อยๆ อาชีพของเขาสร้างขึ้นจากการบิดโครงสร้างของเวลาและความจริงในแบบที่คนอื่นไม่ทำ ไม่ว่าจะเป็น Memento ที่เล่าถอยหลัง, Inception ที่ดำดิ่งสู่ชั้นความฝัน, Tenet ที่เล่นกับทิศทางของเวลา หรือ Interstellar ที่ออกไปหาขอบจักรวาล
แต่ชีวิตของ oppenheimer มีโครงสร้างที่ท้าทายสติปัญญาของโนแลนอย่างพอดิบพอดี มันไม่ใช่เรื่องราวที่เล่าได้ด้วยเส้นเวลาตรงๆ มันเป็นเรื่องของชายที่ชีวิตของเขาเปรียบเสมือนเรื่องราวที่ถูกมองจากจุดยืนหลายจุดพร้อมกัน ชัยชนะในวันหนึ่งกลายเป็นคำสาปในอีกวันหนึ่ง และสิ่งที่ดูเหมือนความถูกต้องในปัจจุบันอาจกลายเป็นความผิดพลาดในอนาคต
โนแลนดึง Cillian Murphy มารับบท oppenheimer ซึ่งตอนแรกหลายคนตั้งคำถาม แต่ Murphy พิสูจน์ว่าเขาเป็นตัวเลือกที่ไม่มีใครแทนที่ได้

สิ่งแรกที่ Murphy ทำเมื่อรู้ว่าจะต้องรับบทนี้คือการอ่าน American Prometheus ทั้งเล่ม แล้วอ่านซ้ำอีกครั้ง
จากนั้นเขาทำสิ่งที่ Cillian Murphy ในโลกปกติไม่ทำ เขาหยุดกินอาหาร หรือกินน้อยมากจนร่างกายผ่ายผอมลงอย่างเห็นได้ชัด เขาหลีกเลี่ยงการกินข้าวร่วมกับนักแสดงคนอื่นบนกองถ่าย เพื่อทำให้ตัวเองอยู่ในสภาวะของ oppenheimer ที่ตลอดชีวิตเป็นคนผอมบางและดูเหมือนกำลังแบกรับบางอย่างหนักมาก
แต่สิ่งที่ Murphy ทำได้พิเศษจริงๆ ไม่ใช่แค่น้ำหนักที่ลดลง มันคือดวงตาของเขา
ดวงตาสีฟ้าที่ลึกของ Murphy ถ่ายทอดสิ่งที่บทพูดไม่สามารถบอกได้ ความภาคภูมิใจที่ผสมกับความหวาดกลัว ความฉลาดที่กำลังพยายามเข้าใจผลที่ตามมาของตัวเอง และความเศร้าที่ฝังลึกอยู่ตลอดเวลา
ฉากที่ Murphy กล่าวประโยค “Now I am become Death” หลังจาก Trinity ไม่ใช่การท่องบทที่ดราม่า มันคือนักแสดงที่กำลังแสดงให้เห็นว่าชายผู้สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต กำลังตระหนักว่ามันอาจเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่เขาเคยทำเช่นกัน
Murphy คว้า Oscar สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากบทบาทนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้รับรางวัลนี้

หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์ Oppenheimer ปี 2023 ของโนแลนแตกต่างจากหนังชีวประวัติทั่วไปคือการที่มันไม่ยอมเล่าเรื่องตามลำดับเวลา
ภาพยนตร์แบ่งออกเป็นสองสี ส่วนที่เป็นสีคือมุมมองของ oppenheimer ซึ่งโนแลนเรียกว่า “Fission” การแตกตัว ส่วนที่เป็นขาวดำคือมุมมองของ Lewis Strauss ศัตรูของ oppenheimer ซึ่งโนแลนเรียกว่า “Fusion” การหลอมรวม
เส้นเวลาสองเส้นนี้วนเวียนสลับกัน ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนกำลังอ่านชีวิตของ oppenheimer จากหลายมุมพร้อมกัน ทั้งจากมุมที่เขามองตัวเอง และมุมที่คนที่เกลียดเขามองเขา
ชั่วโมงแรกของหนังสร้างตัวละครและบริบท ชั่วโมงที่สองคือการทดสอบ Trinity และผลที่ตามมาทันที และชั่วโมงที่สามซึ่งหลายคนบอกว่าหนักและยาวที่สุด คือการพิจารณาความมั่นคงปี 1954 ที่ทำลายชีวิตของ oppenheimer
แต่โนแลนตัดสินใจปิดหนังด้วยฉากที่งดงามและตรงประเด็นที่สุด ฉากส่วนตัวระหว่าง oppenheimer กับ Einstein ที่พวกเขาพูดคุยกันถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
“ผมคิดว่าเราได้ทำมันแล้ว” oppenheimer บอก Einstein “เราได้เริ่มปฏิกิริยาลูกโซ่ที่จะทำลายโลก”
ไม่ใช่ระเบิดนิวเคลียร์ แต่คือการแข่งขันอาวุธ การไม่ไว้วางใจ และโลกที่ตอนนี้รู้วิธีทำลายตัวเองแล้ว และไม่มีทางลืมได้

มีการวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องนี้ในบางส่วนว่า มันให้น้ำหนักกับการพิจารณาความมั่นคงมากกว่าผลกระทบที่ Hiroshima และ Nagasaki มีต่อผู้คนปกติ ว่าหนังเล่าเรื่องจากมุมมองของอเมริกาโดยไม่เคยสลับไปยังมุมมองของชาวญี่ปุ่น
ข้อวิจารณ์นั้นมีน้ำหนัก แต่มันก็อาจมองข้ามจุดประสงค์ของโนแลนไปด้วย
Oppenheimer ไม่ใช่หนังเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 และมันไม่ใช่หนังที่พยายามตัดสินว่าการทิ้งระเบิดถูกหรือผิด มันเป็นหนังเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่ต้องอยู่กับผลของการตัดสินใจของตัวเอง ทั้งในแบบที่เขาเลือกได้และแบบที่เขาไม่ได้เลือก
และในแง่นั้น หนังประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์
ฉากที่ oppenheimer กำลังพูดคุยกับคนงานที่ Los Alamos หลัง Hiroshima ด้วยรอยยิ้มและความภาคภูมิใจ แล้วในใจของเขาเริ่มเห็นภาพของเปลวไฟและเถ้าถ่านทับซ้อนกับความจริง คือหนึ่งในฉากที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ มันบอกทุกอย่างโดยไม่ต้องพูดอะไรเพิ่ม

ถ้าจะพูดถึงองค์ประกอบที่ทำให้ Oppenheimer ปี 2023 กลายเป็นภาพยนตร์แห่งปี ต้องพูดถึง Ludwig Göransson นักแต่งเพลงประกอบชาวสวีเดน
เพลงประกอบของ Göransson ไม่ได้แค่ “ประกอบ” เรื่องราว มันคือส่วนหนึ่งของเรื่องราว ดนตรีวิโอลินที่ขึงตึงอย่างน่าหวาดกลัว เสียงเคาะจังหวะที่เหมือนกับนาฬิกานับถอยหลัง เส้นดนตรีที่ลุกขึ้นมาพร้อมกับการระเบิดและยุบลงพร้อมกับความสำนึกผิด
Hoyte van Hoytema ผู้กำกับภาพ (ในการร่วมงานครั้งที่ 4 กับโนแลน) ถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX 65mm และ 65mm large-format film และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ใช้ฟิล์ม IMAX ขาวดำ ฉากในนิวเม็กซิโกที่ถ่ายทอดความกว้างใหญ่ของทะเลทราย และฉากสนทนาที่ถ่ายเข้าใกล้ใบหน้าจนเราเห็นทุกการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ
ฉาก Trinity ที่โนแลนยืนยันว่าใช้ special effects จริงๆ ไม่ใช่ CGI (แม้ว่าในความเป็นจริงจะมี VFX เสริมอยู่บ้าง) คือหนึ่งในฉากที่น่ากลัวและงดงามที่สุดที่เคยปรากฏบนจอใหญ่

ในโลกที่เทคโนโลยีกำลังก้าวไปเร็วกว่าความสามารถในการตั้งคำถามถึงผลที่ตามมา Oppenheimer คือกระจกที่บังคับให้เรามองตัวเอง
ตอนนี้เราไม่ได้พูดถึงอาวุธนิวเคลียร์เป็นหลักอีกต่อไป คำถามเดิมกำลังเกิดขึ้นซ้ำกับ AI เทคโนโลยีชีวภาพ และสิ่งประดิษฐ์อื่นๆ ที่มนุษย์กำลังสร้างขึ้นโดยไม่แน่ใจว่าจะควบคุมผลที่ตามมาได้หรือเปล่า
Director ปัจจุบันของ Institute for Advanced Study ที่ oppenheimer เคยบริหาร ได้เขียนไว้ว่า “หลังจากช่วยสร้างระเบิดปรมาณูแล้ว oppenheimer ใช้เวลาหลายทศวรรษคิดถึงวิธีปกป้องอารยธรรมจากอันตรายของเทคโนโลยี ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับยุค AI”
Oppenheimer ถามคำถามที่ไม่มีคำตอบง่ายๆ ถ้าคุณมีความสามารถที่จะสร้างบางอย่างที่อาจเปลี่ยนโลก แต่รู้ว่ามันอาจทำลายโลกด้วย คุณจะทำหรือไม่? และถ้าคุณทำ คุณจะอยู่กับผลนั้นอย่างไร?
oppenheimer ตอบว่าทำ และอยู่กับผลนั้นจนวันตาย

ในปี 2022 กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ประกาศอย่างเป็นทางการว่าการเพิกถอนการอนุมัติความมั่นคงของ oppenheimer ในปี 1954 นั้น “ไม่เป็นธรรมและมีความลำเอียง” รัฐมนตรีพลังงาน Jennifer Granholm กล่าวว่า “กระบวนการที่บกพร่อง” ที่มี “ความลำเอียงและอยุติธรรม” คือสิ่งที่ทำให้เขาถูกกีดกันออกจากวงการนิวเคลียร์
oppenheimer เสียชีวิตไปแล้วกว่า 55 ปี ก่อนที่ประเทศที่เขาอุทิศชีวิตให้จะยอมรับว่าทำผิดต่อเขา
มันมาช้าเกินไป แต่การที่มันมาถึงก็ยังดีกว่าไม่มา

ถ้าจะสรุปชีวิตของ J. Robert Oppenheimer ในประโยคเดียว มันอาจจะเป็น “ชายที่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร และทำต่อไปเพราะเชื่อว่ามันจำเป็น”
เขาไม่ใช่ตัวร้าย เขาไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์บ้าที่สนุกกับการทำลาย เขาเป็นคนที่เชื่อว่าหากนาซีเยอรมนีสร้างระเบิดได้ก่อน โลกจะแย่กว่านี้มาก และการที่สหรัฐฯ สร้างได้ก่อนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
เขาอาจจะถูกก็ได้ในแง่นั้น แต่เขาก็รู้ดีว่ามรดกที่เขาทิ้งไว้คืออะไร
oppenheimer สร้างสิ่งที่มนุษย์ใช้ทำลายตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบเป็นครั้งแรก และในขณะเดียวกันก็เป็นคนแรกๆ ที่ออกมาเตือนว่าเราไม่ควรทำมัน
ความขัดแย้งนั้นคือหัวใจของเรื่องราวของเขา และมันคือเหตุผลที่ 78 ปีหลังจาก Trinity เราก็ยังไม่สามารถหยุดคิดถึงเขาได้

ภาพยนตร์ Oppenheimer ของโนแลนได้รับคะแนน 93% บน Rotten Tomatoes ทำรายได้กว่า 950 ล้านดอลลาร์ทั่วโลก และกวาด Oscar 7 รางวัลรวมถึง Best Picture, Best Director และ Best Actor
แต่ตัวเลขเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด
สิ่งที่สำคัญกว่าคือการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้พาคนทั่วโลกกลับไปตั้งคำถามเดิมที่ oppenheimer ถามตัวเองตลอดชีวิต คือคำถามที่ไม่มีคำตอบถูกต้อง
เมื่อความรู้ก้าวไปถึงจุดหนึ่ง มันมีความรับผิดชอบบางอย่างที่ตามมาด้วยเสมอ oppenheimer รู้เรื่องนี้ดีกว่าใคร และเขาก็แบกรับมันไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต
หนังสือ American Prometheus บอกว่าชีวิตของ oppenheimer คือทั้งชัยชนะและโศกนาฏกรรม และมันถูกต้องในทุกแง่มุม
แต่บางทีการที่ชีวิตของเขามีทั้งสองอย่างพร้อมกัน คือสิ่งที่ทำให้มันน่าจดจำที่สุด
ชัยชนะที่ไม่มีความสงสัย และโศกนาฏกรรมที่ไม่มีการปฏิเสธ ดำรงอยู่พร้อมกันในชีวิตของชายคนเดียว ในยุคสมัยที่มนุษย์กำลังเรียนรู้ว่าความก้าวหน้าและความพินาศอาจมาในรูปแบบเดียวกัน
J. Robert Oppenheimer เป็นบิดาแห่งระเบิดปรมาณู แต่เขาก็อาจเป็นคนแรกที่เข้าใจอย่างแท้จริงว่าโลกที่มีระเบิดปรมาณูจะต้องอยู่อย่างไร
และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เขายิ่งใหญ่กว่าการประดิษฐ์ใดๆ ที่เขาเคยทำ
ภาพยนตร์ Oppenheimer (2023) กำกับโดย Christopher Nolan นำแสดงโดย Cillian Murphy, Emily Blunt, Robert Downey Jr., Matt Damon ยาว 180 นาที ได้รับ Oscar 7 รางวัล รวมถึง Best Picture ปี 2024 | อิงจากหนังสือ American Prometheus: The Triumph and Tragedy of J. Robert Oppenheimer โดย Kai Bird และ Martin J. Sherwin