ครั้งหนึ่ง อาจารย์หมอผู้รักษาสายตาที่สั้นกว่า 1400 ของผู้เขียน ได้กล่าวสั้นๆ ในวันที่ตรวจสุขภาพตาประจำปีว่า แทนที่จะผ่าตัดใส่เลนส์ถาวรหรือทำเลสิก…

วิธีรักษาสายตาที่ดีที่สุดก็คือ ใส่แว่นตา

ถ้ารู้เร็วกว่านี้สักนิด ผู้เขียนต้องแจ้งเกิดในชมรมคนรักสาวแว่นนี้แน่ๆ  

สำหรับคนที่ใส่แว่นตามากว่าครึ่งชีวิต อยู่ร่วมเทรนด์แว่นตาสี่เหลี่ยมนักเรียนห้องคิง เทรนด์แว่นตาทรงกลมแบบแฮร์รี่ พอตเตอร์ เทรนด์แว่นตาไร้ขอบ เทรนด์แว่นตากรอบพลาสติก เทรนด์แว่นสายตา Rayban อยู่กับเลนส์สายตา มาตั้งแต่ยังเป็นกระจกหนา กระจกย่อบาง พลาสติกหนา พลาสติกย่อบาง จนดั้งที่ควรสวยโด่งต้องมายืนสงบเสงี่ยมเจียมตัวเพราะแบกน้ำหนักเลนส์คู่หนาและแป้นวางจนหน้าเป็นรอย

เรายินดีแนะนำให้คุณรู้จักร้านแว่นตาที่เข้าใจคนใส่แว่นตามากที่สุดตั้งแต่เคยมีมา

OCCURA, ร้านแว่นตา

ตลอดการสนทนากับ กันต์-ธนัฐณ์ วิทย์ภิรมย์ อดีตนักการเงินผู้ก่อตั้ง ‘ร้านแว่นตาโอคูระ’ (OCCURA) ของศูนย์แว่นตาและเลนส์เฉพาะบุคคลแบบครบวงจรแห่งนี้ เราพบว่า นอกจากแนวคิดทางธุรกิจที่ทำลายทุกกฎของการเป็นร้านแว่นตา ทั้งทำเลร้านที่อยู่ในตำแหน่งลึกลับ แว่นตาจำนวนมากที่ให้หยิบลองได้อย่างไม่หวง จนกว่าคุณจะพบแว่นตาที่ใส่แล้วมั่นใจ  จุดแข็งเรื่องการบริการที่ทำให้ผู้ใช้แว่นตารู้จักสายตาของตัวเองจริงๆ รวมถึงรายละเอียดความใส่ใจต่างๆ ที่คนใช้แว่นตาตามหามานานแล้ว

โอคูระยังเป็นตัวอย่างของธุรกิจใหม่ที่คิดมากกว่าการทำธุรกิจ นั่นคือเป็นร้านที่นำเสนอวิธีแก้ปัญหาที่คนใช้แว่นตามักประสบพบเจอ

“เรื่องของร้านแว่นตาโอคูระไม่ใช่เรื่องใหม่ เราแค่เจอพื้นที่ที่พอดีกับตัวเอง” กันต์ย้ำเรื่องนี้กับเราซ้ำๆ เมื่อเราชวนเขาคุยปัจจัยที่ทำให้โอคูระเป็นที่รักของลูกค้า เกิดกระแสปากต่อปาก จนแทบไม่เสียเงินทำการตลาดแม้จะเป็น ร้านน้องใหม่ในวงการ

ก่อนจะพุ่งตัวไปที่ร้านย่านพระราม 9 มาฟังวิธีคิดเบื้องหลังโอคูระ ร้านแว่นตาที่รู้ใจคนใช้แว่นตาด้วยกัน

เพื่อความคมชัด กรุณานั่งเก้าอี้ตัวตรง หลังชิดพนักและปล่อยตาตามสบาย

OCCURA, ร้านแว่นตา

ทายาทรุ่นสองแบรนด์แว่นตาเก่าแก่ กับโจทย์การรีแบรนด์ซึ่งจุดประกายการสร้างร้านแว่นตาที่เข้าใจคนใส่แว่นตา

“ก่อนจะมาเป็นร้านโอคูระ เราเริ่มจากเข้ามาช่วยครอบครัวรีแบรนด์แว่นตา Guilchy (กิลชี่) แบรนด์แว่นตาที่ดังมากๆ ในยุค 90 เพราะมาพร้อมคลิปออนเก๋ไก๋ เพื่อทำให้ร่วมสมัยและมีฟังก์ชั่นที่เหมาะสมกับคนไทยมากขึ้น จากนั้นต่อยอดด้วยการสร้างแบรนด์ลูกที่ชื่อ Contem (คอนเทม) และ Re_Dux (รีดักซ์) ซึ่งพอดีเป็นยุคที่แบรนด์แว่นตาจากต่างประเทศส่วนใหญ่เริ่มเข้ามาทำการตลาดเองมากขึ้น ไม่ผ่านตัวแทนจำหน่ายในไทย

“จึงทำให้แบรนด์เล็กๆ อย่างเราที่จัดจำหน่ายเองไม่ได้ผ่านตัวแทนที่ช่วยทำการตลาด ร้านมักจะบอกเราว่า ลูกค้าไม่รู้หรอกว่าแว่นตาของเราทำมาจากวัสดุคุณภาพดีหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นแบรนด์นอกคนถึงจะคิดว่ามีคุณภาพ จนกระทั่งเรามีโอกาสไปออกร้านในงาน Beauty and the Biz ที่โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย แล้วมีคนเดินเข้ามาให้ความสนใจมากเพราะสัมผัสได้ว่าวัสดุที่เราใช้คุณภาพดีและราคาไม่แพง ทำให้เราเริ่มคิดถึงการมีหน้าร้านเป็นของตัวเอง” กันต์เล่าที่มาของการเปลี่ยนแปลงธุรกิจขายส่งแว่นตาของครอบครัวให้มาเป็นร้าน OCCURA

OCCURA, ร้านแว่นตา OCCURA, ร้านแว่นตา

อดีตนักการเงินผู้สนุกกับการเรียนแฟชั่นและการอ่านตำราฟิสิกส์ของนักทัศนมาตร

เมื่อตัดสินใจว่าจะทำร้านแว่นตาแฟชั่นคุณภาพ

อดีตนักการเงินจึงตั้งใจเข้าห้องเรียนสอนศิลปะ แฟชั่น และการออกแบบ ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อนำความรู้ไปใช้คัดสรรแบรนด์แว่นตาคุณภาพดีจากทั่วโลกมานำเสนอ

“การมาจากฝั่งการเงินทำให้เราอยากรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ขับเคลื่อนวงการแฟชั่น อะไรทำให้แบรนด์ดังๆ ขายของในราคาสูงได้ หรือทำไมสินค้าต้องมีซีซั่นคอลเลกชัน เราหาคำตอบเพื่อเข้าใจสิ่งที่นักออกแบบคิดเพื่อจะได้สื่อสารสิ่งที่เรามองเห็น” กันต์เล่า ก่อนจะเสริมว่าความสำคัญของการเลือกแว่นจากวัสดุที่ดีและเหมาะสม

“โดยเฉพาะสำหรับคนใช้แว่นตาในประเทศไทยที่มีอากาศร้อนชื้น เหงื่อออกมาก ไม่เหมาะกับแว่นตาที่ทำมาจากโลหะทั่วไป เพราะโลหะจะทำปฏิกิริยากับเหงื่อ แนะนำให้เลือกแว่นที่ผลิตจากไทเทเนี่ยมเคลือบทองซึ่งจะไม่ทำปฏิกิริยากับเหงื่อ หรือรุ่นที่เคลือบด้วยแก้วที่จะเงาขึ้นเรื่อยๆเมื่อใช้งาน อย่างแว่นตาของแบรนด์ญี่ปุ่น จะใช้วัสดุที่ดี มีขนาด น้ำหนักและสัดส่วนที่เหมาะสมกับคนเอเชีย”

OCCURA, ร้านแว่นตา

เพราะหัวใจของแว่นตา ไม่ได้อยู่ที่กรอบที่สวยงาม แต่คือเลนส์ที่เป็นตัวช่วยแก้ไขปัญหาสายตาของผู้สวมใส่ ซึ่งไม่ได้มีแต่ระยะมองใกล้-ไกล แต่เต็มไปด้วยทฤษฎีที่พัฒนาและต่อยอดได้ตลอดเวลา

หลังจบวิชาออกแบบ ศาสตร์ที่กันต์สนใจ คือ วิชาทัศนมาตร 

“ดวงตาของคนเรามีกล้ามเนื้อสายตาที่คอยปรับค่าความชัดหรือออโต้โฟกัส แต่เมื่อคนเราเข้าสู่อายุ 40 ปี กล้ามเนื้อสายตาจะเริ่มอ่อนแรง โฟกัสเริ่มไม่ค่อยดี มองใกล้ไม่ชัดและมองไกลก็ไม่คม จึงมีเลนส์ที่เรียกว่า เลนส์โปรเกรสซีฟ ช่วยทำให้โฟกัสปรับมองไกล มองกลาง มองใกล้ ได้ในเลนส์เดียว และเนื่องจากเลนส์ซ้อนค่าสายตาหลายๆ ค่าเข้าไป และมีความละเอียดอ่อน จึงต้องมีการบริการอย่างใกล้ชิดเพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าได้เลนส์ที่เหมาะสมไปอย่างแท้จริง” เมื่อศึกษาด้วยตัวเองทั้งหมด กันต์พบว่าเขาอยากจัดเรียงข้อมูลของเลนส์สายตาที่ทุกบริษัทต่างบอกว่าของตัวเองดีที่สุด เพื่อช่วยลูกค้าทำความเข้าใจและเลือกใช้เลนส์ที่เหมาะสมกับสายตา

วิธีการศึกษาเรื่องเลนส์ของกันต์สนุกมาก

เขาเริ่มจากการอ่านสิทธิบัตร (patent) การคิดค้นเลนส์และเทคโนโลยีเลนส์แบบต่างๆ ซึ่งหาได้ในเว็บไซต์

“เป็นข้อมูลวิจัยที่มีค่าสูตรฟิสิกส์และการคำนวณแคลคูลัสมากมายเต็มไปหมด ทั้งหมดเป็นเพียงข้อมูลของเลนส์ ตอนนั้นเป้าหมายในใจเปลี่ยนไปแล้ว จากที่เคยคิดว่าจะทำยังไงให้ลูกค้าได้ใช้ของคุณภาพดีในราคาที่เป็นมิตรที่สุด เราคิดว่าทำยังไงให้ลูกค้ามีค่าสายตาที่มองเห็นชัดและสบายตาที่สุดในงบค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม” กันต์ยิ้ม

OCCURA, ร้านแว่นตา OCCURA, ร้านแว่นตา

รายละเอียดเล็กๆ ที่เป็นเรื่องเล็กของคนทั่วไป แต่เป็นเรื่องใหญ่ของคนใส่แว่น

คนมาร้านแว่นตาเพราะต้องการแว่นตาที่ใส่สบาย มองเห็นชัด ดูดีเหมาะกับบุคลิก และมีบริการหลังการขายที่ดี ไม่มีอะไรซับซ้อน

แต่ในความเรียบง่ายนั้นมีความยากอยู่

อะไรคือนิยามของคำว่า แว่นตาที่ดี คมชัด ใส่สบาย และสวยดูดี

“ก่อนจะเรียนทัศนมาตร เราไม่เคยรู้ถึงโรคและปัจจัยแวดล้อมที่มีผลต่อค่าสายตาของคน ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และสิ่งที่ลูกค้าต้องการคือแว่นที่ทำให้ค่าสายตาเป็นปกติมากที่สุด เพราะฉะนั้น เราจะจัดการกับความคาดหวังของลูกค้าเหล่านี้อย่างไรได้บ้าง เช่น บางคนช่วงชีวิตที่ผ่านมาออกแดดเยอะ ทำให้ตาเริ่มแสดงอาการต้อกระจก สิ่งที่เราทำได้คือสื่อสารและนำเสนอตัวช่วยคือเลนส์ที่เหมาะสมที่สุดด้วยความจริงใจ” กันต์อธิบายนิยามความคมชัดจากตัวอย่างจริง

ขณะที่ความสบาย ได้แก่ สมดุลระหว่างน้ำหนักที่หน้าแว่นและขาที่ถ่วงเท่ากันพอดี เป็นรายละเอียดเล็กน้อยมากสำหรับคนทั่วไป แต่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนใส่แว่น เพราะไม่เพียงเป็นอีกอวัยวะที่เราใส่ตลอดวัน แต่การมีแว่นตาที่มีน้ำหนักมากกว่าปกติไม่กี่กรัมบนดั้งก็ทำให้ปวดหัวไปได้ทั้งวัน

ลึกไปกว่านั้นคือองศาเทที่หน้าแว่น ความโค้งของแว่นตา ระยะห่างของเลนส์กับดวงตา และปัจจัยยิบย่อยอีกมากมาย ซึ่งส่งผลต่อความสบายและการมองเห็นทั้งสิ้น

OCCURA, ร้านแว่นตา OCCURA, ร้านแว่นตา

ร้านแว่นที่แน่นไปด้วยข้อมูล

OCCURA มาจากคำว่า Ocular แปลว่า สายตา

และคำว่า Cura เป็นภาษาละติน แปลว่า การดูแล

ที่โอคูระ การเลือกแว่นไม่ใช่แค่การเลือกกรอบสวยแล้วหาเลนส์อะไรก็ได้มาใส่อย่างที่คุ้นชิน แต่ลูกค้าจำเป็นต้องรู้ความต้องการของตัวเอง รู้ค่าสายตาที่แท้จริงซึ่งเกิดจากการวัดอย่างละเอียด ด้วยเครื่องมือทันสมัยและได้มาตรฐานสากล ในบรรยากาศที่เอื้อต่อการรับบริการที่ดีสมความคาดหวัง แล้วจึงจะถึงขั้นตอนการเลือกกรอบแว่นและเลนส์

OCCURA, ร้านแว่นตา

จุดแข็งของโอคูระคือ ความพร้อมเรื่องข้อมูล นอกจากแผนภาพแสดงความแตกต่างของคุณสมบัติเลนส์ที่ต่างกัน ผ่าน Interactive Application บน iPad และการเสนอแนวทางการแก้ปัญหาสายตาผ่านบริการที่ใส่ใจ

ขั้นตอนการเข้ารับบริการ เริ่มจากสอบถามประวัติไลฟ์สไตล์และอาการทางสายตา

“เราต้องรู้ก่อนว่าลูกค้าคนนี้มาหาเราเพราะอะไร”

จากนั้นนักทัศนมาตรจะวัดค่าสายตาเบื้องต้นด้วยเครื่อง Auto Refractometer ก่อนจะวัดอย่างละเอียดด้วยเครื่องวัดสายตา Digital Phoropter ในห้องวัดสายตาขนาดความยาว 6 เมตร พร้อมระบบควบคุมแสงสว่าง ซึ่งเป็นระยะระหว่างจอและที่นั่งทดสอบตามมาตรฐานสากล นั่นเพราะระยะที่น้อยกว่า 6 เมตร จะทำให้สายตาที่วัดได้มีโอกาสผิดพลาดเพราะเกิดอาการเกร็งสายตาตามอัตโนมัติ

OCCURA, ร้านแว่นตา OCCURA, ร้านแว่นตา

ขณะที่ธุรกิจในยุคสมัยนี้เน้นความเร็วเพื่อเพิ่มโอกาสและตัวเลขผลประกอบการ

การใช้บริการตรวจวัดสายตาที่โอคูระ คุณจำเป็นต้องมีเวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมงสำหรับการตรวจวัดสายตาให้ครบกระบวนการ และการเลือกกรอบแว่นและเลนส์ในลำดับถัดไป

“เวลา 1 ชั่วโมง ทำให้การตรวจวัดสายตาได้ค่าที่ครบถ้วน ไม่ว่าจะวัดค่าสายตา หาตาหลัก-ตารอง ตอนแรกแม่ของกันต์ก็แอบเป็นห่วงที่เราใช้เวลาวัดสายตานานขนาดนี้ แต่กลายเป็นว่าลูกค้าชอบมาก เขารู้สึกว่าเขามาที่นี่แล้วได้ความรู้ ความเข้าใจในอาการทางสายตาของเขาเอง ทำให้เขาเข้าใจคุณค่าสิ่งที่เขาลงทุนเพื่อสุขภาพตาที่ดีขึ้น”

OCCURA, ร้านแว่นตา OCCURA, ร้านแว่นตา OCCURA, ร้านแว่นตา

ร้านแว่นตาในพื้นที่ลับตา

“ทำไมลูกค้าจะต้องเดินทางมาในตึกลับแลเพียงเพื่อมาซื้อแว่นที่นี่” กันต์รีบชิงพูดสิ่งที่เราแอบคิดในใจ

ขณะที่ธุรกิจในยุคสมัยนี้เน้นเดินทางสะดวก ร้านแว่นตาโอคูระมีหน้าร้านแห่งเดียวที่ชั้น 23 ของอาคารว่องวานิช บี ถนนพระราม 9 ซึ่งเป็นอาคารสำนักงาน

อะไรทำให้ร้านแว่นสุดคราฟต์แห่งนี้เลือกเปิดร้านในที่ลับตาเช่นนี้ แทนที่จะเป็นห้างหรู หรือคอมมูนิตี้มอลล์กลางเมือง

OCCURA, ร้านแว่นตา

กันต์เล่าว่า เดิมที่นี่เป็นออฟฟิศของบริษัทมาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว ข้อดีของการปรับปรุงพื้นที่สำนักงานเป็นหน้าร้าน ได้แก่ หนึ่ง เหตุผลด้านต้นทุนที่ไม่ทำให้เสียค่าเช่าสถานที่ สอง คุ้มค่าแก่การลงทุนออกแบบร้านให้สวยงามได้อย่างเต็มที่

“ช่วงแรกของการออกแบบหน้าร้าน เราตัดสินใจระหว่างร้านแว่นหรู วางแว่นน้อยๆ เด่นๆ กับร้านแว่นที่เป็นมิตรกับทุกคน เมื่อศึกษาก็พบว่าคนเรามีหน้าตาและสไตล์ไม่เหมือนกัน ร้านแว่นที่ลูกค้ารักคือร้านที่มีตัวเลือกเยอะๆ คำถามคือ ทำอย่างไรให้ร้านแว่นน่ามอง เมื่อมีโอกาสไปเที่ยวห้างอิเซตันในญี่ปุ่น ซึ่งเราสงสัยเสมอมาว่าเขาออกแบบห้างอย่างไรให้คนสนใจซื้อสินค้า

OCCURA, ร้านแว่นตา

“ขณะที่ห้างสรรพสินค้าทั่วไปจะวางของราคาสูงในตู้กระจกทำให้เข้าถึงยาก แต่ไม่ว่าจะเดินมุมไหนในอิเซตัน ของทุกชิ้นถึงมือไปหมด จนรู้สึกว่าของทุกชิ้นที่วางอยู่เป็นมิตรกับเรามาก เราไม่ใช่คนนิยมซื้อของราคาสูง แต่เพราะการจัดวางทำให้เราอยากซื้อของในอิเซตันกลับบ้านในราคาที่เรามั่นใจว่าเป็นของมีคุณภาพและเป็นมิตรกับเรา” กันต์เล่าเหตุผลที่มอบโจทย์ที่วางแว่นตาแนวรังผึ้งให้นักออกแบบนำไปสร้างสรรค์ต่อ จนกลายเป็นร้านแว่นตาในสไตล์มินิมอลที่อยู่เหนือกาลเวลา

ทั้งการจัดการพื้นที่ตั้งแต่ทางเดินหลังประตูที่พาเราหลุดเข้ามาอีกดินแดนหนึ่ง จนพบกับพื้นที่จัดแสดงแว่นตาโบราณขนาดย่อม ก่อนพาเราไปพบเหล่าแว่นตาหลายสิบแบบและรูปทรงที่คัดสรรมาอย่างดี มีตั้งแต่ราคาที่จับต้องได้ไปจนถึงรุ่นที่หายาก จัดวางอย่างเป็นระเบียบในชั้นรังผึ้งที่ออกแบบเส้นสีและแสงให้แว่นตาทุกแบบทรงที่นำเสนอเอกลักษณ์ของตัวเองออกมาอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นแว่นตาที่ส่งให้ดูภูมิฐาน หรือแว่นตาในแบบทรงที่กำลังเป็นที่นิยม เข้ากันดีกับการจัดแสงอุ่นๆ ที่เปลี่ยนทำให้ไม่ว่าใครก็ตามอยากใช้เวลาที่ร้านนี้นานๆ

นอกจากสินค้าคุณภาพ จุดแข็งสำคัญของร้านแว่นตาโอคูระคือพื้นที่และการออกแบบประสบการณ์การบริการจนลูกค้าบอกต่อ

OCCURA, ร้านแว่นตา

OCCURA, ร้านแว่นตา

ร้านแว่นตาที่เจอพื้นที่ที่พอดีกับตัวเอง

“โอคูระ เราขาย Solutions มากกว่าขายกรอบหรือเลนส์”  

กันต์เล่าว่า ลูกค้าที่มาโดยเฉพาะลูกค้าออนไลน์ เขาไม่ได้เข้ามาเพราะเราขายแว่นแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง แต่มาเพราะมีปัญหาสายตาที่แตกต่าง เช่น สั้นมาก ยาวมาก หรือเคยใส่แว่นเลนส์โปรเกรสซีฟแล้วแต่รู้สึกไม่สบายตาเพราะเลนส์ที่เคยใส่ไม่ตรงกับค่าสายตาจริง ซึ่งมีมาให้เราแก้ไขแทบทุกวัน ก่อนทิ้งท้ายว่า สิ่งที่เขาทำไม่ใช่เรื่องใหม่ เขาแค่เจอพื้นที่ที่พอดีกับตัวเอง

สำคัญคือ การเปิดใจรับรู้เรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อทำความเข้าใจว่ากรอบและเลนส์ไม่ใช่ One size fit for all เป็นเหตุผลว่าทำไมเราควรให้เวลากับแว่นตาของเรามากเท่าที่จะทำได้ เพื่อรักษาดวงตาที่มีคู่เดียวคู่นี้ให้อยู่ตลอดไป

OCCURA, ร้านแว่นตา

Lesson Learned

การทำร้านแว่นตาโอคูระทำให้กันต์เข้าใจพฤติกรรมการตัดสินใจของลูกค้า เดิมเขาคิดว่าคนทั่วไปสนใจเพียงกรอบกับเลนส์อะไรก็ได้ และการตกแต่งร้านสวยๆ จนได้รู้ว่ากว่าคนสมัยนี้จะตัดสินใจเลือกสินค้าสักชิ้นเขาหาข้อมูลมากขึ้น เพราะเขาต้องการสิ่งนี้และบริการแบบนี้จริงๆ และแพสชันอย่างเดียวไม่พอ ผู้ประกอบการต้องศึกษาให้ดีว่าสิ่งที่เราทำมีอะไรบ้าง พยายามเก็บทุกรายละเอียด รู้จักและยอมรับตัวเองว่าเรามีหรือเราขาดอะไร เพื่อหาพาร์ตเนอร์มาช่วยเติมเต็ม โดยไม่หยุดที่จะเรียนรู้ และเรื่องการเงินก็เรื่องสำคัญ

“ในวันที่เราสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมา อย่าคาดหวังว่าคนจะมาต่อคิวแย่งกันซื้อของ ดีไม่ดีในช่วง 2 ปีแรกเราขอแค่พออยู่ได้ เพื่อสร้างมาตรฐานของร้านเรา ซึ่งต้องใช้เวลา หลายครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นไม่เป็นอย่างที่คิด ต้องมีความยืดหยุ่น ขณะเดียวกันก็รู้แก่นของสิ่งที่ทำอย่างชัดเจน แล้วใช้ใจทำสิ่งที่ดูธรรมดาให้ไม่ธรรมดา ด้วยการมีทีมที่ดีและเชื่อในสิ่งที่ทำ” กันต์-ธนัฐณ์ วิทย์ภิรมย์ ผู้ก่อตั้งร้านแว่นตาโอคูระ (OCCURA)

 

OCCURA

ที่ตั้ง : 100/74 อาคารว่องวานิช บี ชั้น 23 ถนนพระราม 9 เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320
เปิดบริการ : ทุกวัน เวลา 10.00 – 19.00 น.
นัดหมายล่วงหน้าโทร : 026450192 , 0816116823

www.occuravision.com

Facebook: occuravision

Instagram: occuravision

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

“To lead a better life, I need my love to be here…”

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่อยู่ๆ เพลง Here, There and Everywhere ของ The Beatles ก็บรรเลงขึ้นมา

‘แหม โรแมนติก’ เราคิดในใจคนเดียว

คงจะมีแต่ความรักที่ผลักดันชีวิตใครสักคนให้เริ่มต้นได้ มีคนหนึ่งคนที่เรารู้จัก และอยากแนะนำให้คุณรู้จัก เขาก็คือ คุณเอท-ณัทธร รักษ์ชนะ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Karmakamet และ Everyday Karmakamet ที่ใครหลายคนรัก ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจก็คือ การขยับขยายแบรนด์จากการเป็นแบรนด์สินค้าคุณภาพ สู่การเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ในแบบที่หลายๆ แบรนด์ชื่อดังในโลกกำลังทำอยู่

ล่าสุด Everyday Karmakamet กำลังจะเปิดเสื้อผ้าคอลเลกชันแรก ‘Everyday Wear’ นั่นแปลว่า แบรนด์ไลฟ์สไตล์น้องใหม่แบรนด์นี้กำลังพูดถึงชีวิตที่ครบถ้วนปัจจัยทั้งสี่ ได้แก่ เสื้อผ้า ที่กำลังจะเปิดตัวด้วยคอลเลกชันนี้กลางเดือนมิถุนายน ก่อนจะเปิดตัวคอลเลกชันเสื้อผ้าของ Karmakamet (คามาคาเมต) ในช่วงต้นปีหน้า ยารักษาโรค ซึ่งก็คือเครื่องหอมทั้งจาก Karmakamet และ Everyday Karmakamet อาหาร ซึ่งได้แก่ ร้าน Karmakamet Diner ที่สุขุมวิท 24 และปัจจัยสุดท้าย ที่อยู่อาศัย โดยจะเปิดตัวสินค้าของแต่งบ้านที่เราขอรับรองเลยว่าคุณต้องปฏิเสธไม่ลง

อ่านถึงตรงนี้ แล้วถ้าใครอยากจะ pause ไว้ก่อน เพื่อนั่งรถไฟฟ้าไปสาขาใดสาขาหนึ่งของ Karmakamet และ Everyday Karmakamet ก็ทำได้เลย เรารอได้นะ

“เวลาคนถามเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจ เรามักจะผงะ (หัวเราะ) เพราะเราเคยเชื่อว่าโลกธุรกิจจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น มีข้าวกิน มีบ้านหลังใหญ่ แต่ไม่มีผู้คนรอบข้าง เหมือนเราชกมวยให้ตาย ชนะก็จริง แต่ก็ทายาคนเดียว ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการเลย จากที่เคยคิดว่าชีวิตที่สมบูรณ์นั้นต้องแยกระหว่างธุรกิจและเรื่องส่วนตัว เรากลับพบว่า ไม่ใช่  ทั้งหมดคือหนึ่งเดียว เราเรียกทั้งหมดนี้ว่าชีวิต”

Karmakamet, เอท-ณัทธร รักษ์ชนะ
Karmakamet, เอท-ณัทธร รักษ์ชนะ

The Edge of Glory

จากเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่งผู้หลงใหลในศิลปะและอ่านนิตยสาร Vogue ของแม่มาตั้งแต่เด็ก

เรียนรู้และเข้าใจข้อตกลงที่เรียกว่าความสวยงามแบบสากลมาโดยตลอด

ก่อนจะเข้าสู่โลกการทำงานจริงในตำแหน่งนักออกแบบตกแต่งภายในและพบว่าสิ่งที่อยู่ข้างในตัวเขามีมากเกินกว่าสิ่งที่ใครบอกให้เขาทำ จากนั้นก็มีโอกาสทำงานออกแบบเครื่องแต่งกายให้ภาพยนตร์เรื่อง องคุลีมาล (พ.ศ. 2546) จนได้รับรางวัลและเงินจำนวนหนึ่งซึ่งต่อมาได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจเครื่องหอม

“หลังจากได้รับเงินรางวัลออกแบบเครื่องแต่งกายในตอนนั้น เราตั้งใจจะหนีไปอยู่กับเพื่อนที่ดาร์จีลิง (ประเทศอินเดีย) สักพักนะ วางแผนทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว แต่ก่อนไป เพื่อนของเราอีกคนหนึ่งที่ทำหนังมาด้วยกันไปเจอร้านที่ตลาดนัดจตุจักร เขาถามเราว่าเราจะหนีไปไหน เราหนีไป เราก็ต้องกลับมาสู้ ทำไมไม่สู้เลยตอนนี้ จากที่จะไปดาร์จีลิงเลยตัดสินใจกลับไปบ้านที่ต่างจังหวัด ได้เจอกระดานชนวนที่เอาไว้คลึงธูป เพราะบ้านเราทำธูปมาก่อน เลยได้ความคิดว่าหรือทำธูปขายดีไหม ตอนนั้นกระแส Aromatherapy กำลังมา มันเป็นช่วงที่เราไม่มีอะไรต้องเสีย เรามีทางเลือกเพียง 2 ทาง คือกลับไปอยู่ในระบบแล้วโดนเขาเขย่าหัว หรือสร้างโลกของเราขึ้นมาเอง ดังนั้นชีวิตการทำธุรกิจของเราช่วงแรกจึงเป็นช่วงเวลาแห่งการเอาตัวรอด ทำอย่างไรก็ได้ให้ร้านเราอยู่ได้โดยไม่ต้องคิดถึงธุรกิจ ในที่สุดได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญ ผลลัพธ์จากการดำเนินการที่ล้มเหลวในครั้งนั้นสร้างความกลัวในใจจนเราเฆี่ยนตีทุกคนโดยไม่รู้ตัวเพื่อทำให้เราได้สิ่งที่เราอยากได้ นั่นคือคำว่าธุรกิจที่เราในอดีตรู้จัก

“จนวันหนึ่งเรารู้สึกไม่โอเค ธุรกิจใหญ่ขึ้นจริง แกร่งขึ้นจริง มีคนชื่นชมมากขึ้นจริง แต่ไม่ได้ประสิทธิผลอะไรนะ ไม่ได้ส่งผลใดๆ ในเชิงจิตวิญญาณ ในวันนั้นหันไปก็ไม่เหลือใครแล้ว เหลือแต่ตัวเราคนเดียว เราก็เริ่มพิจารณาตัวเองว่ามันเกิดอะไรขึ้น ในที่สุดเราก็เปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่หมด จากเดิมที่เราทำทุกอย่างในองค์กร ทุกวันนี้เราเป็น Creative Director เต็มตัว งานของเราคือการไม่อยู่กับพื้นที่ปัจจุบัน แต่สร้างความเป็นไปได้ใหม่ให้กับองค์กรและชีวิตทุกคนในทีมของเรา”

Karmakamet, เอท-ณัทธร รักษ์ชนะ

Born This Way

“สิ่งหนึ่งที่เราทำมาตลอด คือเราไม่เคยเดินตามใคร ถ้าเป็นมวย ถ้าน้ำหนักเราไม่ถึง เราก็ไม่สนใจนะ เราชกมวยเป็น เราก็ชกอยู่ริมสังเวียนนั่นแหละ คือไม่เล่นสังเวียนคนอื่น ใครอยากแข่งให้เขาลงมาแข่งกับเรา ต่อให้บนเวทีเขาชกกันสนุกสนานแค่ไหน ถ้าเวทีมวยวัดของเราดีจริงคนก็หันมาดูเวทีเราเอง (หัวเราะ) เราเป็นพวกสร้างเวทีตัวเอง อยู่ในความเชื่อตัวเอง แล้วมันก็พิสูจน์ได้นะ

“ก่อนหน้านี้แบรนด์เครื่องหอมทุกแบรนด์ในบ้านเรามีวิธีการสื่อสารเหมือนกันๆ ซึ่งได้ผลในโลกยุคหนึ่ง เราวิเคราะห์สิ่งนี้ตั้งแต่วันแรกที่ทำธุรกิจ เราแทบจะไม่มีโฆษณาลงสื่อสิ่งพิมพ์เลย เราใช้วิธีเชื่อมต่อและสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าของเราโดยตรง นั่นคือรูป รส กลิ่น เสียง ในร้าน Karmakamet เราไม่เคยเปิดบูท เราเป็นร้านเลย เพราะเราเชื่อมั่นในพลังของอายตนะทั้ง 5 เราทำแบบนี้ตั้งแต่วันแรก ลูกค้าที่เข้าร้านมาอย่างน้อยต้องเลือกหยิบสินค้าสักชิ้นแน่ๆ แค่นั้นเลย”

Karmakamet

Nothing at All

“สิ่งที่ Karmakamet ทำ เราเชื่อในจุดประสงค์และที่ว่าง เชื่อว่าชีวิตมีแค่นั้น ชีวิตไม่มีอะไรเลย nothing at all และบทพิสูจน์ก็คือ เราอยู่ได้ อาจไม่ทะลุเป้าแต่เราก็มีความสุข เราอาจยังบอกไม่ได้นะว่า เราจะพาแบรนด์นี้ไปสู่จุดไหน ทั้งหมดที่เกี่ยวกับธุรกิจของเราในตอนนี้ไม่ได้เกี่ยวกับโลกภายนอกเลย เราต้องการทำอย่างไรก็ได้ให้ชีวิตผู้คนของเรามีความเป็นไปได้สูงสุด ความเป็นไปได้ในชีวิตเขาจะสร้างความเป็นไปได้ให้แก่องค์กรอีกทอดหนึ่งอย่างยั่งยืน แต่แน่ละความยั่งยืนนั้นๆ มันก็มาจากการเป็นส่วนหนึ่งคือการรักในสิ่งที่ทำของทีมงานด้วย”

I Love My Life

ในขณะที่แบรนด์ Everyday Karmakamet พูดถึงเรื่องตัวเรากับโลกข้างนอกและการเชื่อมต่อกันด้วยความรัก ไม่ตัดสิน ไม่แบ่งแยก อนุญาตให้เขาเป็นในแบบที่เขาเป็น อนุญาตให้โลกเป็นแบบที่โลกเป็น ซึ่งในที่สุดแล้วทั้งสอง แบรนด์นี้พูดถึงความเชื่อเดียวกัน คือการไปสู่จุดประสงค์ชีวิตอย่างการสงบสุข

“เราตั้งใจให้แบรนด์ Everyday Karmakamet เชื่อมต่อคนรุ่นใหม่ให้เข้าสู่ Karmakamet ในอนาคต ความเชื่อของ Everyday Karmakamet คือ I love my life หรือ ‘ชีวิตที่ฉันรัก’ ซึ่งก็คือผู้คน เราเชื่อมต่อเขาด้วยหัวใจและความซื่อตรงต่อกัน ก่อนจะมาถึงจุดที่ชวนตั้งคำถามว่า ‘แล้วชีวิตคืออะไร’ ซึ่งแบรนด์ Karmakamet จะตอบคำถามนี้ได้ว่าชีวิตไม่คืออะไรเลย”

Karmakamet

To Lead A Better Life, I Need My Love to Be Here

“โดยทั่วไปเวลาแบรนด์ใดๆ จะสร้างสไตล์ของเสื้อผ้า เขาจะกำหนดแนวทางชัดเจนเพื่อจำแนกกลุ่มเป้าหมายไปในตัว ว่าผู้คนแบบนี้เป็นฉัน ผู้คนแบบนี้ไม่ใช่ และฉันจะไม่ยอมรับผู้คนแบบอื่น แต่เราไม่เป็นอย่างนั้น Everyday Karmakamet เชื่อมต่อผู้คนด้วยเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยพลังของการชื่นชมชีวิตไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดๆ นั่นหมายความว่า คนทุกรูปแบบสามารถเป็น Everyday Karmakamet และทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีความสุข ไม่ว่าคุณจะชื่นชอบแนวสตรีท แนวฮิปฮอป แนวมินิมอล หรือแนวทางใดๆ เนื่องจากโลกเราชอบจำแนก ชอบเปรียบเปรย สิ่งต่างๆ อยู่เสมอ ทำให้คนไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน แต่เสื้อผ้าของ Everyday Karmakamet ไม่ได้บอกว่าเราคือใคร เพียงแต่ทุกตัวมีกลิ่นอายของความรักชีวิต เต็มไปด้วยการมองโลกในแง่บวก

“แฟนๆ Everyday Karmakamet รู้ดีว่าเรามีสัญลักษณ์ประจำ 3 – 4 แบบ ได้แก่ ‘หน้ายิ้ม’ แทนการมองโลกในแง่บวก ‘I love my life’ แทนชีวิตที่ฉันรัก ‘หัวใจ’ แทนการเต็มไปด้วยความรัก และไอคอนสุดท้ายเป็นใหม่ล่าสุด ‘สายรุ้ง 6 สี’ แทนเรื่องความเท่าเทียม ในขณะที่ตัวรูปแบบเสื้อผ้าจะมี 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม DNA เป็นสินค้าจากลายจากสัญลักษณ์ กลุ่ม Collection นำเสนอเรื่องราวตามแต่ละวาระโอกาส ซึ่งครั้งนี้เราจะพูดเรื่อง make love not war ที่มีใจความสำคัญเรื่องชีวิตไม่ใช่สงคราม ชีวิตคือความรัก และกลุ่มสินค้า Basic เรียบง่าย และใครที่ชอบกระเป๋า pantone ครั้งนี้จะออกมาอีก 20 สี 20 อาชีพ เป็นผ้ากันน้ำด้วย”

Karmakamet

Anything You Can Do

เขาบอกเราว่าสิ่งที่ทำทั้งหมดนี้เกิดจากการเรียนรู้อย่างหนักและใช้เวลา “เราใช้เวลาที่ตื่นมาตอนเช้าไปจนถึงเที่ยงวันอ่านสิ่งต่างๆ ตลอดเวลา เฉลี่ยวันละ 5 ชั่วโมง มีคนจำนวนมากที่อยากเติบโตเร็วๆ แต่วันหนึ่งเขาใช้เวลากับการสะสมข้อมูลในตัวเองน้อยมาก วิธีคิด มุมมอง ก็แตกต่างกันแล้ว เราจึงบอกเสมอถ้าใครทำงานกับเราแล้วอยากชนะเรา คุณต้องใช้เวลาสะสมข้อมูลในแต่ละวันให้มากกว่า

“ธุรกิจนี้ทำให้เราค้นพบความหมายของการมีชีวิตมีคุณค่า สำหรับเราคือการให้พลังกับคนอื่นแล้วพลังก็กลับมาสู่ชีวิตเรา ข้อนี้แหละเป็นสิ่งที่ประทับใจที่สุดจากการทำธุรกิจ เพราะฉะนั้น เราถึงบอกว่าสิ่งที่ทำไม่ใช่ธุรกิจแต่เป็นชีวิตของเรา

“ศึกษา ตั้งคำถาม และทำงานให้หนัก ผลของการทำงานหนักจะพาให้เราจะหลุดจากกรอบโลกที่เราอาศัยอยู่ไปสู่โลกใหม่ๆ ลองสังเกตคนที่ยอดเยี่ยมในโลกนี้ เขาไม่อยู่ภายใต้กรอบที่โลกเป็น คนพวกนี้ทำงานหนัก ทุ่มเทอยู่ในโลกที่เหนือออกไป และความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้มาจากพื้นที่รกๆ นะ แต่มาจากพื้นที่ว่างเปล่าและสิ้นข้อสงสัย ถ้าเราไม่สามารถปรับชีวิตเรา ปรับความคิดเราให้ว่างเปล่า ยอมรับโลกที่มันเป็นในแบบที่มันเป็น และมัวแต่โทษสิ่งต่างๆ ไม่ยอมอภัย ถือไว้ เราก็ไม่ว่างเปล่าและสิ่งใหม่ก็เกิดไม่ได้” เขาไม่ลืมที่จะทิ้งท้ายคำแนะนำสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นธุรกิจด้วยความรัก

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่บทความนี้เขียนขึ้นขณะอยู่ในร้าน Everyday Karmakamet ที่สาขาสีลม

 

The Rules: All of Nothing at All

1. ศึกษาพระพุทธศาสนาให้เข้าถึง
2. ทำงานให้หนัก
3. เมื่อค้นพบสิ่งที่ยอดเยี่ยมในชีวิตแล้วให้สร้างโครงสร้างที่สอดคล้องนี้ในชีวิต

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load