จะมีสักกี่คนที่ผ่านวัยเรียนมาโดยไม่รู้จักรองเท้านันยาง

ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี ที่ผ่านมา รองเท้านันยางอยู่คู่เท้านักเรียนไทยมาหลายต่อหลายรุ่น ทั้งใส่ไปเรียน ใส่เตะบอล และใส่เหยียบส้นเดินเล่นกับเพื่อนหลังเลิกเรียน

คุณจักรพล จันทวิมล เป็นอีกคนที่ ‘โตมากับรองเท้านันยาง’ อย่างแท้จริง นอกจากเขาจะเป็นนักเรียนที่ใส่รองเท้านันยางแล้ว เขายังรับหน้าที่ผู้ทดลองใช้รองเท้ารุ่นใหม่ และเป็นผู้หิ้วรองเท้าไปส่งให้เพื่อนที่ฝากซื้อ

ปัจจุบันเขาคือ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและการขาย บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ทายาทรุ่นที่สามของนันยาง ชายผู้ใส่เบอร์รองเท้านันยางของเขาไว้บนนามบัตรชวนพวกเรามานั่งคุยที่สำนักงานชั่วคราวของบริษัท ในระหว่างที่สำนักงานหลักกำลังปรับปรุงเพื่อรอตำนานบทใหม่

ชื่อนันยางไม่ได้เกี่ยวกับยาง และไม่ได้เป็นรองเท้านักเรียนมาแต่กำเนิด

รองเท้านันยางมีต้นกำเนิดมาจากประเทศสิงค์โปร์ คำว่า ‘นันยาง’ เป็นภาษาจีนกลาง ออกเสียงว่า ‘หนันหยาง’ แปลว่า ทะเลใต้ นำเข้ามาในเมืองไทยโดยผู้บริหารรุ่นหนึ่งของตระกูลซอโสตถิกุล เมื่อเห็นว่าเมืองไทยมีตลาดและวัตถุดิบสำคัญอย่างยางพารา คุณวิชัย ซอโสตถิกุล จึงเจรจาขอนำแบรนด์และแบบของรองเท้าผ้าใบนันยางมาผลิตในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2496

นันยางถือเป็นรองเท้าคุณภาพดี ทนทาน และราคาประหยัด ในยุคนั้นนันยางจึงเป็นที่นิยมในกลุ่มคนที่ต้องเดินเยอะและเดินในที่สมบุกสมบัน เช่น คนทำงานในไร่ ในสวน คนที่ต้องเดินในที่ขรุขระ และคนที่ต้องเดินไกลๆ

นอกจากรองเท้าผ้าใบแล้ว นันยางยังมีสินค้าพี่น้องร่วมแบรนด์ที่คนไทยเรียกติดปากว่า ‘รองเท้าแตะช้างดาว’ เพราะคนยุคนั้นมักจะเรียกชื่อสินค้าตามโลโก้มากกว่าชื่อแบรนด์ รองเท้าแตะนันยางที่มีโลโก้เป็นรูปช้างอยู่คู่กับดาว จึงถูกเรียกว่า ‘รองเท้าแตะช้างดาว’ เรื่อยมา

จุดเปลี่ยนสำคัญครั้งหนึ่งของนันยางเกิดขึ้นในช่วงปี 2500 คุณเพียรศักดิ์ ซอโสตถิกุล ทายาทรุ่นที่สอง ผู้ชื่นชอบกีฬาแบดมินตัน และได้รับตำแหน่งนายกสมาคมแบดมินตันแห่งประเทศไทยในเวลาต่อมา ปรับให้นันยางเป็นรองเท้าที่เหมาะกับการใส่เล่นแบดมินตัน ทั้งเปลี่ยนรูปทรงและเปลี่ยนพื้นรองเท้าให้เป็นสีเขียวซึ่งเป็นสีพื้นรองเท้าแบดมินตันในยุคนั้น จนกลายมาเป็นรองเท้าผ้าใบรุ่นยอดนิยมที่อยู่ยงคงกระพันมาถึง 60 ปี ถ้ารองเท้ารุ่นระดับตำนานของโลกอย่าง Adidas Stan Smith มาจากรองเท้าเทนนิส Converse Chuck Taylor มาจากรองเท้าบาสเกตบอล นันยาง 205-S ก็ต้องบอกว่ามาจากรองเท้าแบดมินตัน

เมื่อรองเท้าผ้าใบจากโลกตะวันตกเข้ามาทำการตลาดในเมืองไทย คนเริ่มรู้สึกว่ารองเท้าไม่ใช่แค่รองเท้าอีกต่อไป และรองเท้าแต่ละคู่ต่างก็มีหน้าที่เฉพาะ ไม่สามารถใส่คู่เดียวทำทุกอย่างได้อีกต่อไป นันยางจึงต้องหาฐานที่มั่นให้กับตัวเองว่าจะเป็นรองเท้าที่เหมาะสำหรับใส่ทำอะไร

กลายเป็นรองเท้านักเรียน

ช่วงประมาณปี 2515 นันยางมองเห็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจ เป็นกลุ่มอาชีพที่มีจำนวนคงที่ในทุกปี และมีจำนวนมากถึง 1 ใน 4 ของประชากรไทย คนกลุ่มนี้ต้องการรองเท้าที่แข็งแรงและมีหน้าตาเหมือนกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่นันยางถนัด อาชีพนี้คือ นักเรียน

แม้นันยางจะเน้นทำตลาดรองเท้านักเรียน แต่ก็ยังได้รับการยอมรับในอีกหลายหน้าที่ อย่างเช่นรองเท้าที่ใส่สำหรับกีฬาที่ต้องการการยึดเกาะพื้นโดยเฉพาะตะกร้อ นันยางกลายเป็นรองเท้าตะกร้อที่ใส่กันทั้งนักตะกร้อสมัครเล่น ไปจนถึงนักตะกร้อทีมชาติไทย และทีมชาติเพื่อนบ้าน

ตลาดของนันยางครอบคลุมไปทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลาดเพื่อนบ้านที่ใหญ่ที่สุดคือ เมียนมา เพราะคนที่นั่นชอบใส่รองเท้าแตะ ใส่กันในทุกวาระโอกาส รองเท้าแตะตราช้างดาวที่ทั้งทนและถูกจึงได้รับความนิยมมากตั้งแต่พม่ายังไม่เปิดประเทศ พ่อค้าต้องใช้วิธีหิ้วข้ามแดนด้วยการเหน็บไปกับขอบโสร่งรอบเอว แล้วใส่ไปอีกคู่ เพื่อเอากลับไปขายที่พม่า

คนอินโดนีเชียใช้รองเท้าผ้าใบนันยางเป็นรองเท้านักเรียนเหมือนเมืองไทย นอกจากนี้ นันยางยังขยายตลาดไปยังจีน ลาว กัมพูชา เวียดนาม บังกลาเทศ แล้วก็ปากีสถาน

เน้นฟังก์ชันก่อนแฟชั่น

ถ้าให้จินตนาการภาพผู้ใช้นันยาง หลายคนคงเห็นภาพตรงกันว่า เป็นเด็กผู้ชาย ม.ปลาย เรียนสายศิลป์ มีความสุขกับการใช้ชีวิตนอกห้องเรียน แต่ก็ยังรักษาการเรียนไว้ในระดับที่ไม่แย่ นั่งหลังห้องแต่ก็ไม่รบกวนใคร เป็นเด็กที่คุณครูอาจเอือมระอานิดๆ แต่เป็นคนอัธยาศัยดีเป็นที่รักของเพื่อนๆ พวกเราต่างเห็นภาพแบรนด์ตรงกัน เพราะเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมา ไม่ต้องใช้พรีเซนเตอร์ ไม่ต้องมีมาสคอต แต่เกิดจากประสบการณ์จริงของผู้ใช้ซึ่งเป็นเด็กชายหลายยุคหลายสมัย

คุณจักรพลต่อยอดความแข็งแรงของแบรนด์ด้วยการนำประสบการณ์ร่วมนี้มาทำให้เป็นภาพที่ชัดขึ้นผ่านการสื่อสารการตลาด รู้ว่าตัวเองเป็นใคร คอยดูแลให้แบรนด์ไม่สูญเสียตัวตน

“บางคนอาจคิดว่ามันเก่า มันเชย แต่แบบนี้มันก็ดีอยู่แล้ว มันเป็นทางของเรา” คุณจักรพลเล่าถึงแนวคิดทางการตลาดซึ่งแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ อย่างชัดเจน

รองเท้าถือเป็นสินค้าแฟชั่นที่มักจะออกรุ่นใหม่บ่อยๆ เพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่นันยางไม่ได้คิดแบบนั้น นันยางจะออกสินค้ารุ่นใหม่ก็ต่อเมื่อมั่นใจว่ามันจะอยู่ได้อย่างต่ำก็ 10 ปี แนวคิดนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นไปได้ เพราะรองเท้าผ้าใบรุ่น 205-S สุดคลาสสิก และรองเท้าแตะช้างดาวสีขาวฟ้า ก็ผลิตซ้ำในรูปแบบเดิมมาหลายสิบปี

แต่ไม่ได้หมายความว่า นักการตลาดอย่างเขาไม่ได้คิดอะไรใหม่

ก้าวใหม่ของรองเท้าแตะตราช้างดาว

รองเท้าแตะช้างดาวมีหน้าตาเหมือนเดิมมาตั้งแต่ปี 2499 แน่นอนว่า เมื่อรองเท้ามีหน้าตาแบบเดิม ลูกค้าก็เป็นกลุ่มเดิม แต่วันหนึ่งคุณจักรพลก็พบตลาดใหม่ที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งต้องการรองเท้าราคาถูกที่ทนทานและไม่มองหารองเท้าตามแฟชั่น คนกลุ่มนั้นคือ พระสงฆ์

รองเท้าแตะช้างดาวที่เป็นที่นิยมสำหรับถวายให้พระสงฆ์อยู่แล้ว แต่อาจจะติดเรื่องสีสันซึ่งดูไม่สำรวม คุณจักรพลจึงเดินสายพูดคุยกับพระคุณเจ้าหลายนิกายเพื่อหาเฉดสีรองเท้าที่เหมาะสม จนกลายมาเป็นรองเท้าแตะสีน้ำตาลที่สวยจนคนทั่วไปก็อยากซื้อหามาใส่

จะบอกว่านันยางไม่สนใจเรื่องแฟชั่นเลยก็ไม่ถูกนัก เพราะรองเท้าแตะช้างดาวรุ่น Basic สีขาวดำ ราคา 99 บาท ก็ถูกแชร์ทั่วโลกออนไลน์เมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา และขายดีแบบที่เรียกว่าผลิตไม่ทัน คุณจักรพลเล่าว่า ไอเดียแรกสุดไม่ได้ตั้งใจรองแบบรองเท้ามินิมอลเจาะกลุ่มชาวเก๋ แต่ตั้งใจจะเจาะตลาดในประเทศพม่า เพราะคนที่นั่นชอบใส่รองเท้าแตะคีบสีดำ แต่ออกแบบไปออกแบบมาก็จับคู่กับสีขาวตามคอนเซปต์ของความเรียบง่าย แถมยังแถมวิธี Mix and match ว่าถ้าเราซื้อรองเท้าสีขาวล้วน และดำล้วนอย่างละคู่ จะเอามาผสมสีให้สนุกยังไงได้บ้าง

เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณจักรพลเล่าถึงวิธีคิดในการทำการตลาดของนันยาง เขามักจะเล่าถึงอินไซต์ของลูกค้าประกอบเสมอ อินไซต์อย่างหนึ่งที่นำไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ของนันยางก็คือ เมื่อนักเรียนได้ลองใช้รองเท้าผ้าใบนันยางแล้วมักจะความจงรักภักดีกับแบรนด์ ไม่ค่อยเปลี่ยนใจไปใช้แบรนด์อื่น ดังนั้นทายาทรุ่นสามของนันยางจึงเห็นว่า นันยางควรจะขยายฐานผู้ใช้ไปให้ถึงเด็กประถมเพื่อจะได้ผูกปิ่นโตกันยาวๆ 12 ปี แต่ปัญหาคือ ภาพลักษณ์ของนันยางที่ถูกใจวัยรุ่นมักจะไม่ค่อยถูกใจพ่อแม่เด็กประถม การจะจับตลาดเด็กกลุ่มนี้ให้ได้ต้องหาทางสื่อสารกับผู้ตัดสินใจซื้อซึ่งก็คือพ่อแม่

คุณจักรพลจึงตามหาอินไซต์ของพ่อแม่ว่า อะไรคือเหตุผลหลักในการเลือกซื้อรองเท้านักเรียนประถม เขาพบว่า พ่อแม่อยากได้รองเท้าที่นุ่มและเบา นันยางเลยหาทางออกแบบรองเท้านักเรียนคู่น้อยให้ทั้งนุ่มและเบา แถมราคาไม่แพง เป็นวิธีคิดที่น่าสนใจมาก แทนที่จะเปลี่ยนแบรนด์ตัวเองให้เป็นเด็กเรียบร้อยเพื่อไม่ให้ขัดใจพ่อแม่ แต่กลับหาวิธีอื่นให้ดึงดูดใจให้พ่อแม่ซื้อนันยางให้ลูกแทน

บุกตลาดนักเรียนหญิง

สินค้าใหม่อีกชิิ้นจากฝีมือของทายาทรุ่นสามที่กลายเป็นกระแสเมื่อปีที่แล้วคือ รองเท้าผ้าใบผู้หญิง นันยางชูการ์ จุดเริ่มต้นมาจากความต้องการขยายกลุ่มผู้ใช้นันยาง เดิมเด็กนักเรียนผู้หญิงไม่ชอบนันยางเพราะไม่สวย และดูแมนเกิน นอกจากนั้นในแต่ละสัปดาห์นักเรียนหญิงต้องใส่รองเท้าผ้าใบแค่วันเดียว เลยไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก

เมื่อพบอินไซต์ที่ชัดเจนขนาดนี้ คุณจักรพลก็เลยแก้เกมด้วยไอเดียที่น่าสนใจ เมื่อนักเรียนหญิงต้องการรองเท้าที่สวยหวาน นันยางก็เลยออกแบบรองเท้าที่สวย สีหวาน และมีหลายสีให้เลือก เพื่อสร้างความตื่นเต้นในหมู่นักเรียนหญิง จากรองเท้าพละที่นักเรียนหญิงไม่ค่อยให้ความสำคัญ กลายมาเป็นรองเท้าที่ใส่ได้บ่อยขึ้น แค่เปลี่ยนจากเชือกสีขาวตามระเบียบโรงเรียน มาเป็นริบบิ้นสีหวานที่แถมมาพร้อมรองเท้า แค่นี้ก็ใส่เที่ยวได้แล้ว

นันยางชูการ์ได้รับการตอบรับที่ดีระดับเป็นปรากฏการณ์ในโลกออนไลน์ เพราะไม่ใช่แค่โดนใจนักเรียนหญิงเท่านั้น แต่ยังได้ใจจากสาวๆ ที่พ้นวัยเรียนมาแล้วด้วย นั่นอาจจะเป็นครั้งแรกที่สาวๆ หลายคน​เพิ่งรู้ว่า นันยางไม่ได้ขายในห้างสรรพสินค้า เนื่องจากเธอไม่เคยซื้อรองเท้านันยางมาก่อนในชีวิต (รวมทั้งเราด้วย)  

รองเท้าที่ไม่มีขายในห้าง

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า นันยางไม่มีหน้าร้านในห้างสรรพสินค้า มีวางขายในห้างบ้างแค่ช่วงก่อนเปิดเทอม ร้านที่คุณจะหาซื้อนันยางได้ตลอดทั้งปีก็คือ ร้านขายรองเท้าตามตลาดทั่วไป และอีกร้านที่เหนือความคาดหมายมากก็คือ ร้านขายเครื่องก่อสร้างอย่างไทวัสดุ เพราะเป็นรองเท้าโปรดที่ช่างชอบใช้ โดยเฉพาะช่างที่ต้องปีนหลังคา

แม้ว่าเราจะหาซื้อนันยางตามห้างสรรพสินค้าไม่ได้ แต่คุณจักรพลก็ตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ด้วยการขายออนไลน์ผ่านลาซาด้าแทน ข้อดีของออนไลน์อีกอย่างก็คือ ทำให้โปรเจกต์ใหม่ๆ ของนันยางเป็นจริงได้ง่ายขึ้น

“ก่อนหน้านี้เวลาจะออกสินค้าใหม่ให้คนรู้ก็ต้องทำหนังโฆษณา ต้องใช้งบมหาศาล ทำให้การทำสินค้าใหม่จำนวนไม่เยอะ ไม่มีทางคุ้มทุนแน่ๆ แต่เดี๋ยวนี้เราลองใช่ฝ้วิธีที่ใช้งบน้อยลง กล้าลองมากขึ้น และวางแผนละเอียดขึ้น ทำให้เราออกสินค้าใหม่ได้ง่ายขึ้น” คุณจักรพลอธิบายข้อดีอีกอย่างของออนไลน์

แต่การพัฒนาด้านออนไลน์ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด คุณจักรพลเล่าว่า การลงทุนในสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน แล้วธุรกิจก็อยู่มาได้ คนรุ่นก่อนย่อมต้องตั้งคำถามเป็นธรรมดา เขาจึงต้องพยายามหาข้อมูลไปอธิบายและโน้มน้าวให้ผู้บริหารรุ่นก่อนเข้าใจ

น้องคนเล็กของตระกูลกับแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงสุดของครอบครัว

คุณจักรพลเป็นน้องคนเล็กของรุ่นที่สามที่เข้ามาทำหน้าที่ดูแลเรื่องการตลาดของนันยางเป็นหลัก และก็ยังช่วยดูแลเรื่องการตลาดและโฆษณาให้แบรนด์อื่นๆ ของครอบครัวด้วย ด้วยความที่เป็นน้องคนเล็กที่สุดเราก็เลยอดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วพอเข้ามาทำงานในฐานะผู้บริหารคนหนึ่ง เขาได้ประสบปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือ หรือถูกท้าทายในเรื่องนี้บ้างไหม

เขาตอบว่า ไม่เลย ซึ่งเป็นคำตอบที่เราไม่ได้คาดมาก่อน

เขาเสริมรายละเอียดให้เราคลายสงสัยต่อว่า เป็นเพราะธุรกิจนี้ไม่ได้มีเฉพาะคนในครอบครัวเท่านั้น มีคนนอกด้วย การวัดผลงาน การเลื่อนขั้น และการให้เงินเดือน ก็จะถูกตัดสินอย่างเป็นระบบ อย่างตัวเขาเองก็ต้องสร้างผลงานจนได้รับความไว้วางใจให้ขึ้นมาบริหารตราสินค้านี้เช่นเดียวกัน

ที่สำคัญที่สุด คือการให้เกียรติซึ่งกันและกัน คนที่เข้ามารับช่วงต่อก็ต้องให้เกียรติคนที่สร้างธุรกิจนี้มา และเข้าใจว่าอะไรเป็นสิ่งที่เขามองหาในธุรกิจ ส่วนผู้บริหารรุ่นก่อนที่ได้ส่งไม้ต่อให้กับคนรุ่นลูกก็ต้องให้เกียรติในความรู้ความสามารถในฐานะมืออาชีพคนหนึ่งเช่นเดียวกัน

“ทุกโปรเจกต์จะต้องทำรายได้ให้กับบริษัท” นี่คือหลักคิดง่ายๆ ของน้องคนเล็กของตระกูลผู้กุมชะตากรรมของตำนานอย่างรองเท้านักเรียนนันยางเอาไว้ “ถ้าโปรเจกต์ไหนผู้ใหญ่ไม่สนับสนุน เราก็พับไป เหมือนถ้าทำงานในบริษัทแล้วเจ้านายไม่อนุมัติเราก็ไม่ได้ทำเหมือนกัน”

แม้ว่าจะเป็นสินค้าที่ขายดีเป็นอันดับหนึ่งในประเภทรองเท้านักเรียน และเป็นสินค้าประเภทที่มีฐานผู้ใช้เพิ่มเข้ามาทดแทนกลุ่มที่เลิกใช้ไปอย่างอัตโนมัติทุกปีการศึกษา แต่บริษัทก็ต้องการรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นในทุกๆ ปีตามธรรมชาติของธุรกิจ คุณจักรพลมองว่าการขึ้นราคาไม่ใช่วิธีหลักที่อยากจะนำมาใช้ เขาจึงใช้วิธีหาตลาดใหม่ๆ โดยมีหลักคิดที่การสร้างรายได้ให้กับบริษัทและต้องเป็นการเข้าหากลุ่มผู้ใช้ที่ยั่งยืนเหมือนกับที่ครอบครัวรุ่นก่อนๆ เคยทำมา

ทายาทรุ่นสามทุกคนไม่ได้เข้ามาทำธุรกิจของครอบครัว

คุณจักรพลเล่าว่า ลูกพี่ลูกน้องในรุ่นเดียวกับเขาทั้งหมด 24 คนนั้นไม่ได้เข้ามาทำกิจการของครอบครัวกันทุกคน ครอบครัวค่อนข้างที่จะให้อิสระกับการที่แต่ละคนจะเลือกอาชีพของตัวเอง เขาได้ให้ความรู้กับเราว่าตามทฤษฎีแล้วกิจการของครอบครัวจะถูกลดทอนลงไปเรื่อยๆ ตามเจนเนอเรชั่น ซึ่งนั่นเป็นเรื่องปกติ สำหรับกิจการที่อาจจะไม่เข้ากับยุคสมัยอีกต่อไปแล้วหรือครอบครัวที่ไม่มีผู้สืบทอด จาก 100% ในรุ่นที่หนึ่งก็จะเหลือ 50% ในรุ่นที่สอง และ 10% 4% ในรุ่นต่อๆ มา

ฉะนั้น การทำกิจการครอบครัวสำหรับเขาก็เป็นงานปกติงานหนึ่งที่ก็ต้องใช้ความรู้ความสามารถให้เต็มที่

สำหรับการดำเนินกิจการของรุ่นที่ 3 นี้ ครอบครัวซอโสตถิกุลทำให้เป็นทางการมากขึ้นโดยจัดให้มีสภาครอบครัวที่แต่ละบ้านจะต้องส่งตัวแทนมาพูดคุยและวางแผนตัดสินใจเกี่ยวกับกิจการของครอบครัว มีกฎระเบียบสำหรับสมาชิกครอบครัวที่จะเข้ามาบริหาร อย่างเช่นจะต้องเริ่มต้นทำงานในบริษัทอื่นมาก่อน และเมื่อย้ายกลับมาบริษัทตัวเองต้องเริ่มจากระดับพนักงานเหมือนคนอื่นๆ

ความธรรมดาในวันที่เรานิยมความธรรมดา

การปรับตัวแบบไม่ต้องเปลี่ยนแปลง และธุรกิจยังเป็นไปได้ด้วยดีในโลกไม่ว่ายุคไหนของนันยาง คือการทำอะไรธรรมดาๆ กับรองเท้าหน้าตาธรรมดาๆ และเรียกมันว่า ความคลาสสิก ผ่านมา 60 ปี เราก็คงจะพูดได้แล้วว่าบางทีความธรรมดาก็ทำให้เกิดความนิยมชมชอบที่ไม่ถูกกำหนดด้วยการเวลา แต่ได้รับการยอมรับจากคุณภาพที่นันยางได้มอบให้ลูกค้ามาอย่างซื่อตรง

คำถามสุดท้ายก่อนจาก เราถามคุณจักรพลว่า เขาอยากเห็นนันยางเป็นอย่างไรในอนาคต

เขาบอกว่า อยากเห็นนันยางอยู่กับโลกยุคใหม่ได้ต่อไป และอยากจะเห็นวันที่นันยางฉลองครบ 100 ปี

ภาพ: facebook.com/NanyangLegend

Writer

Avatar

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ผมเกิดวันที่ 5 ม.ค. พ.ศ. 2528 

อาม่าเคยบอกว่าเป็นวันดี แต่ไม่ได้บอกว่าดียังไง

วันหนึ่งระหว่างวิ่งเล่นในบ้าน ผมเจอแผ่นกระดาษที่ฉีกจากปฏิทินกระดาษประจำบ้าน หุ้มซองพลาสติกอย่างดี วันที่ในกระดาษคือวันเกิดผม มีข้อมูลเป็นภาษาไทยและจีนที่เด็กอย่างผมอ่านยังไงก็ไม่เข้าใจ

ถ้าคุณมีเชื้อสายจีน มีครอบครัวและมีลูกประมาณช่วงยุค 80 การตัดปฏิทินกระดาษที่เรียกว่า ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ หน้าที่เป็นวันเกิดของลูกถือเป็นธรรมเนียมปกติ หลายครอบครัวเก็บรักษาไว้ประหนึ่งเป็นเอกสารสำคัญ 

หลายสิบปีต่อมา ผมถึงรู้ว่าปฏิทินนั้นไม่ได้บอกแค่เวลา แต่ยังบอกข้อมูลสำคัญทางโหราศาสตร์ โดยเฉพาะภาษาจีน 4 แถวเรียกว่า ‘ปาจื๊อ’ เราสามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้ ‘ขึ้นดวง’ เพื่อดูว่าเด็กที่เกิดวันนี้เป็นคนธาตุไหน ลักษณะเป็นอย่างไร 

ประหนึ่งเป็นเหมือนพิมพ์เขียวของชีวิต ช่วยแนะนำพ่อแม่ว่าควรเลี้ยงลูกให้ดำเนินชีวิตไปในทิศทางใด

ปฏิทินน่ำเอี๊ยง คือของที่ครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนต้องมีติดบ้าน น่ำเอี๊ยงไม่ได้เป็นแค่ชื่อปฏิทิน แต่ยังเป็นชื่อสำนักโหราศาสตร์จีนที่อยู่คู่ประเทศไทยมากว่า 80 ปี สถาบันแห่งนี้เป็นเสาหลักทางจิตใจของคนจีนที่อพยพมาในประเทศไทยหลายทศวรรษ 

พ.ศ. 2566 น่ำเอี๊ยงยังคงยืนหยัดภายใต้การนำของทายาทรุ่นที่สาม กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล พาธุรกิจครอบครัวฝ่าคลื่นลมแห่งความเปลี่ยนแปลงได้อย่างสง่างาม 

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ล่าสุด เขากำลังนำเทคโนโลยีปรับธุรกิจให้กลายเป็นแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย เตรียมเปิดตัวในเทศกาลตรุษจีน พ.ศ. 2566 ที่กำลังจะถึงนี้

ภารกิจของทายาทรุ่นนี้ท้าทาย ไม่ต่างจากที่อากงของเขาเคยทำเมื่อหลายทศวรรษก่อน 

สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงมีเรื่องราวน่าสนใจมากมาย มีบางเหตุการณ์ในบางช่วงเวลาที่สำคัญ ควรค่าแก่การเน้นย้ำ เราจึงอยากเล่าเรื่องการเดินทางของน่ำเอี๊ยงผ่านช่วงเวลาเหล่านั้น ทั้งการฉกฉวยโอกาสในยามโชคดี และการหลีกเลี่ยงโชคร้ายในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ

ธุรกิจ : โหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2499 (นับจากปีที่ตั้งสำนักถาวร)

ประเภท : สำนักโหราศาสตร์

ผู้ก่อตั้ง : ซินแสเฮียง แซ่โง้ว

ทายาทรุ่นสอง : ธงชัย และ ชาญชัย นำพิทักษ์ชัยกุล

ทายาทรุ่นสาม : กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล

เฮียง แซ่โง้ว เดินทางจากจีนถึงไทย ลงเรือที่จังหวัดสงขลา

เด็กหนุ่มวัย 18 ปีไม่ได้จากบ้านมาทำงานเฉกเช่นคนจีนในวัยเดียวกัน เขามาตามหาพ่อที่หายตัวไป 

หลายปีก่อนหน้า พ่อของเฮียงจากบ้านมาทำงานแล้วส่งเงินกลับไปเลี้ยงดูครอบครัวที่ประเทศจีน วันหนึ่งพ่อขาดการติดต่อ ลูกชายจึงเดินทางมาตามหา สุดท้ายเขาพบข่าวร้ายว่าพ่อเสียชีวิตกะทันหันในประเทศไทย จึงขาดการติดต่อกับครอบครัวที่ประเทศจีน 

แม้โศกเศร้า แต่นายเฮียงก็ไม่กลับบ้านเกิด ตั้งใจสืบปณิธานทำงานที่เมืองไทยส่งเสียครอบครัวแทนพ่อผู้ล่วงลับ

ด้วยความสนใจทางโหราศาสตร์ตั้งแต่เด็ก นายเฮียงศึกษาและพัฒนาจนสามารถใช้ความรู้โหราศาสตร์เป็นอาชีพ ซินแสเฮียง แซ่โง้ว หรือ ‘เหล่าซินแส’ กลายเป็นที่รู้จักในชุมชนคนจีนอย่างรวดเร็ว งานหลักของเหล่าซินแสคือการดูฤกษ์งามยามมงคลให้กับธุรกิจชาวจีนที่เปิดใหม่ในเมืองไทย และรับทำนายดวงชะตาด้วยวิธีหลายรูปแบบ 

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

การทำงานช่วงแรกหนักหน่วงไม่น้อย ซินแสพูดไทยไม่ได้ ต้องอาศัยให้เพื่อนช่วยเป็นล่ามแปล ไม่มีหน้าร้านหรือสำนักถาวร เขารับงานแบบไม่หวั่นงานหนัก เดินทางช่วยผู้คนทั่วหล้าแบบถึงไหนถึงกัน

โหราศาสตร์จีนมีหลายแขนง หลากความเชื่อ สำหรับเหล่าซินแส เขาเชื่อว่าทฤษฎีการดูดวงชะตามิได้ทำขึ้นเพื่อให้คนงมงาย แต่เพื่อให้เรามีหลักในการตัดสินใจ 

ชีวิตคนย่อมมีขึ้นมีลง เมื่อเราโชคดี ทำอย่างไรจึงจะฉวยโอกาสเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อเผชิญปัญหา ทำอย่างไรจึงจะหลีกเลี่ยงโชคร้ายไม่ให้เป็นอันตรายกับเรามากที่สุด

หากเราเข้าใจโชคชะตาของตัวเอง ย่อมรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะปรับชีวิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ 

นี่เป็นหลักการที่เหล่าซินแสมอบให้คนจีนที่มาเผชิญโชคในต่างแดน ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น มั่นคงทั้งทางกายและจิตใจ

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ชื่อเสียงของเหล่าซินแสแพร่กระจายไปทั่วสงขลา ได้รับเชิญให้เดินทางไปดูฤกษ์ยามทำนายชะตาชีวิตในหลายจังหวัดทั่วประเทศ

วันหนึ่งเขาได้รับเชิญจากผู้ใหญ่ที่เคารพให้มาตั้งสำนักโหราศาสตร์เป็นหลักเป็นฐานในกรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2499 โดยใช้ชื่อว่า ‘น่ำเอี๊ยง’ แปลว่า แสงจากดวงอาทิตย์ทางทิศใต้ (ทิศมงคลตามความเชื่อของโหราศาสตร์จีน) เป็นความหมายที่ดีงามและเหมาะสมกับภารกิจของซินแสในตอนนั้น 

ยุคนั้นคนจีนรู้จักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงเป็นอย่างดี เป้าหมายต่อไปของซินแส คือการแพร่ความรู้เหล่านี้ให้กว้างขึ้น ปัญหาแรกที่ต้องแก้คือกำแพงภาษา 

แม้เป้าหมายแรกคือทำให้คนจีนมีชีวิตดีขึ้น แต่ชีวิตคนไม่มีพรมแดน เส้นเขตแดนและสัญชาติเป็นเพียงสิ่งสมมติที่แบ่งแยกผู้คน เหล่าซินแสจึงเริ่มใส่ภาษาไทยเข้าไปในผลงาน เปิดกว้างให้ความรู้ทางโหราศาสตร์เข้าถึงผู้คนยิ่งขึ้น

อีกปัญหาที่ซินแสอยากแก้คือ คนจีนในไทยยุคนั้นไม่รู้ว่าต้องจัดงานตามเทศกาลเมื่อไหร่ ปฏิทินที่ใช้ในไทยไม่ได้บอกว่าช่วงตรุษจีน สารทจีน หรือช่วงที่เทพเจ้าตามความเชื่อของคนจีนมาเยือนในทิศใด วันที่เท่าไหร่

ประเพณีเหล่านี้ทำสืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษ เปรียบเสมือนเครื่องยึดเหนี่ยวเสริมสร้างกำลังใจตลอดปี น่ำเอี๊ยงจึงทดลองนำความรู้ทางโหราศาสตร์มาใส่ในปฏิทิน ผลิตและจำหน่ายครั้งแรกใน พ.ศ. 2518

ปฏิทินน่ำเอี๊ยงรุ่นแรกมีแต่ภาษาจีน เป็นตำราปฏิทิน มีข้อมูลโหราศาสตร์ที่บอกว่าแต่ละวันควรทำอะไรและไม่ควรทำอะไร วันธงไชยหรือวันดีที่เหมาะกับการทำงานใหญ่คือวันไหน เทพเจ้าอยู่ทางทิศไหน ควรกราบไหว้บูชาเมื่อไหร่ ลูกหลานจะได้ดำเนินชีวิตตามเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ เป็นเหมือนอาวุธข้างกายในการฝ่าฟันอุปสรรคระหว่างดำเนินชีวิต บนแผ่นดินที่ไม่ใช่บ้านเกิดของตัวเอง

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ปฏิทินกลายเป็นสินค้าพลิกชีวิตของซินแส นอกจากจะขายดียังเปลี่ยนแนวการดำเนินธุรกิจสำนักโหราศาสตร์ไปไม่น้อย หลายทศวรรษผ่านไป ปฏิทินน่ำเอี๊ยงยังคงมีขาย ครอบครัวคนจีนยังนิยมซื้อไว้ติดบ้าน กลายเป็นสินค้ามงคลที่ผู้คนซื้อไว้ทั้งใช้งานเองและซื้อให้คนที่เคารพเพื่ออวยพรให้มีโชคดีทั้งปี 

นอกจากปฏิทิน ซินแสยังพยายามส่งต่อความรู้ทางโหราศาสตร์ให้คนรุ่นหลัง ด้วยการเขียนเป็นตำราชื่อว่า ตำราทงจือน่ำเอี๊ยง เนื้อหาจะสอนการใช้โหราศาสตร์ มีทั้งภาษาไทยและจีน นอกจากนี้ยังมีการทำตำราฉบับตัดทอนให้สั้น เข้าใจง่าย เพื่อให้คนเข้าถึงง่ายขึ้นและนำไปประกอบเป็นอาชีพได้

ความจริงการบริหารสำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงที่กรุงเทพฯ ไม่ง่าย ต้องเผชิญปัญหาสารพัด ซินแสสู้ทำสำนักจนยืดหยัดได้มั่นคงขึ้นกว่าแต่ก่อน เขาไม่เคยทิ้งวิสัยทัศน์ที่ว่า ต้องทำโหราศาสตร์ให้เข้าใจง่าย อย่ามองเป็นแค่การค้า แต่คือทางเลือกที่ช่วยให้คนฉวยโอกาสเป็น ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตคนได้จริง

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

เมื่อถึงช่วงทายาทรุ่นสองเข้ามาสืบต่อ ธงชัย และ ชาญชัย นำพิทักษ์ชัยกุล เริ่มขยายธุรกิจออกไปให้กว้างขึ้น รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นโดยที่ยังไม่ทิ้งหลักการของสำนักโหราศาสตร์ที่เหล่าซินแสสร้างไว้ บริการดูฤกษ์ยามมงคลให้บริษัทและองค์กรยังมีเหมือนเดิม เริ่มตั้งโรงงานผลิตปฏิทินอย่างจริงจังเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นมหาศาล

ตัวปฏิทินก็มีการพัฒนาผลิตออกเป็น 2 แบบ คือสมุดฉีกก้อนสีแดง อัดแน่นด้วยข้อมูลโหราศาสตร์ตลอด 365 วัน ออกแบบให้ใช้วางบนโต๊ะหรือเก็บในลิ้นชัก เป็นเหมือนคู่มือการดำรงชีวิต หยิบใช้งานง่าย แบบที่สองคือเป็นแผ่นกระดาษขนาดใหญ่รายเดือน ปฏิทินแบบนี้ออกแบบให้ใช้แบบแชร์กันในครอบครัว เหมาะกับการแขวนไว้กลางบ้านให้ทุกคนได้ดู ไหว้เจ้าวันไหน สารทจีนเมื่อไหร่ เดินมาดูได้สะดวก

มีนวัตกรรมน่าสนใจสองอย่างที่น่ำเอี๊ยงริเริ่มขึ้นในยุคนี้ หนึ่งคือการขายโฆษณาบนตัวปฏิทิน ช่วงหลังมีหลายองค์กรนิยมสั่งปฏิทินเพื่อเป็นของขวัญช่วงเทศกาลปีใหม่หรือวาระพิเศษ น่ำเอี๊ยงจึงปรับรูปแบบปฏิทินให้มีพื้นที่ว่าง สามารถประทับตราบริษัทหรือใส่โฆษณา เป็นการเพิ่มรายได้ขยายโอกาสไปในตัว ในขณะเดียวกันก็ยังมีปฏิทินที่ไม่มีโฆษณาสำหรับคนทั่วไปได้เลือกซื้อ

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

สองคือการขายแบบของปฏิทินให้โรงพิมพ์อื่น ๆ ได้พิมพ์ปฏิทินของตัวเอง ยุคนั้นโรงพิมพ์หลายเจ้าได้รับโจทย์จากลูกค้าให้ทำปฏิทิน โรงพิมพ์ก็มาจ้างน่ำเอี๊ยงทำให้ ช่วงหลังโรงงานผลิตปฏิทินไม่ทัน จึงเกิดการร่วมมือแบบที่สมัยนี้เรียกว่า Collaboration น่ำเอี๊ยงจะขายแบบปฏิทินในลักษณะเป็นกระดาษที่มีวันที่และข้อมูลโหราศาสตร์ครบถ้วน เว้นช่องว่างด้านบนและล่าง ให้โรงพิมพ์ไปพิมพ์ตราโลโก้ของบริษัทคู่ค้าเอง เพิ่มความเร็วในการผลิตโดยไม่ต้องเหนื่อยทำเองทุกชิ้นเหมือนเมื่อก่อน 

ปฏิทินน่ำเอี๊ยงที่เราเห็นทุกวันนี้จึงมีความหลากหลายสูงมาก มีทั้งของที่น่ำเอี๊ยงผลิตเอง และของที่โรงพิมพ์อื่นผลิตจนดูเหมือนเป็นสินค้าคู่แข่ง แท้จริงแล้วมีต้นกำเนิดเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีการผลิตส่งออกขายไปยังต่างประเทศ ถ้าแวะไปบ้านครอบครัวชาวจีนในพม่า เวียดนาม ลาว และสิงคโปร์ เราจะได้เห็นปฏิทินน่ำเอี๊ยงหน้าตาไม่ต่างจากของไทยเราเลย

ค้นชื่อโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงวันนี้ เราจะได้เห็นทั้งหน้าและชื่อของ กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล บ่อยขึ้น 

เขาคือลูกชายคนโตของชาญชัย ตั่วซุงของตระกูลผู้รับตำแหน่งทายาทรุ่นสามของสำนักโหราศาสตร์อายุกว่า 80 ปีแห่งนี้ 

เมื่อคนรุ่นใหม่รับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะคิดค้นวิธีการที่ทันสมัยมาพัฒนาธุรกิจ บางครั้งก็มีความขัดแย้งระหว่างวัยเกิดขึ้น กิตติธัชโชคดีที่ไม่ค่อยมีเรื่องนี้ แม้การทำงานช่วงแรกเมื่อ 4 ปีก่อนจะมีเรื่องต้องพิสูจน์บ้าง แต่การทำงานโดยรวมถือว่าค่อนข้างราบรื่นและไปได้ดี

ถ้าดูอย่างละเอียด สิ่งที่กิตติธัชทำมีความน่าสนใจใหญ่ ๆ อยู่ 2 ข้อ 

หนึ่ง เขามีทัศนคติที่ดีมากกับครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องโหราศาสตร์ 

คนอื่นอาจมองว่าการดูดวง ดูฤกษ์ยาม เป็นเรื่องงมงาย แต่กิตติธัชมองว่านี่คือ Data เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ที่ผกผันตามการเคลื่อนของดวงดาว ถูกรวบรวมและวิเคราะห์มาเป็นพันปี

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม

“ความจริงโหราศาสตร์คือ Data อยู่แล้ว มันคือสถิติที่บันทึกมาเป็นพันปี คนจีนในวังสมัยก่อนจะบันทึกว่าเมื่อดวงดาวกลุ่มนี้เคลื่อนมาถึงตรงนี้ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับคนที่อยู่ในเมืองบ้าง คำนวณ วิเคราะห์ แล้วก็เอามาใส่ในปฏิทิน เพื่อบอกว่าเมื่อถึงช่วงเวลาที่ดวงดาวเคลื่อนไหว เหมาะกับการทำและไม่ทำอะไร ทิศมงคลอยู่ด้านไหน นี่คือที่มาของหลักโหราศาสตร์จีน เนื้อหาในปฏิทินจึงเป็นเหมือนเข็มทิศชีวิตของเรา”

กิตติธัชยังมองว่า คุณค่าของแบรนด์คือการมองโหราศาสตร์เป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง การรักษาหลักการของมัน ก็เท่ากับรักษาวัฒนธรรมจีนที่สืบทอดกันมาช้านานด้วย

“เราพยายามจะสืบสานวัฒนธรรมที่ดีงามและมีมานาน เมื่อสังคมเปลี่ยนไป ทำยังไงให้วัฒนธรรมเหล่านั้นยังคงอยู่ เพราะคนในสังคมนำโหราศาสตร์มายึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้ครอบครัวมีความสุข ทำให้แต่ละคนรู้บทบาทและหน้าที่ของตัวเอง ผมว่าตรงนี้มันอยู่ในวัฒนธรรมของเราอยู่แล้ว แต่อาจจะไม่ได้ถูกนำออกมาให้เห็น ผมคิดว่าโหราศาสตร์จะทำให้สังคมอยู่อย่างมีความสุขได้” ทายาทรุ่นสามเล่า

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม

เรื่องที่สองที่กิตติธัชโดดเด่น คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เล่าเรื่องธุรกิจ 

นอกเหนือจากการทำเว็บไซต์ใหม่ให้สวย ใช้งานง่าย การเปิดบริการของน่ำเอี๊ยงทาง Line Official Account ก็เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แม้ฟังดูเป็นเรื่องที่ใครก็ทำกัน แต่มันเป็นวิธีที่ได้ผลมากสำหรับน่ำเอี๊ยง เพราะลูกค้าของน่ำเอี๊ยงต่างถามถึงการให้บริการทางมือถือ หลายคนเป็นคนไทยเชื้อสายจีนในต่างประเทศ ไม่สะดวกเดินทางมาที่สำนัก

ตอนนี้บริการปกติของสำนักสามารถทำผ่านออนไลน์ได้เกือบทั้งหมด ในขณะเดียวกันก็ยังไม่ทิ้งระบบซินแสคอยให้คำปรึกษาเป็นพิเศษสำหรับเจ้าของธุรกิจที่อยากใช้บริการโดยเฉพาะ

การทำคอนเทนต์ผ่าน Social Media ก็เช่นกัน กิตติธัชไม่อยากให้น่ำเอี๊ยงเป็นสำนักโหราศาสตร์แบบปิด เมื่อจุดแข็งของที่นี่คือความรู้ เขาก็พยายามเปิดสำนักให้คนมาเรียนรู้ได้มากที่สุด เพราะเมื่อคนเข้าใจโหราศาสตร์ในเชิงวัฒนธรรมมากขึ้น คนก็จะกลับมาใช้บริการด้วยความคิดว่าเขายึดสิ่งนี้เป็นที่ปรึกษาให้ชีวิตได้

เทศกาลตรุษจีน พ.ศ. 2566 น่ำเอี๊ยงจะเปิดบริการใหม่ นำหลักโหราศาสตร์มาทำเป็นแอปพลิเคชัน ซึ่งผู้บริหารหนุ่มก็มีเหตุผลว่าเพราะอะไรถึงเลือกทางนี้

“หลายคนซื้อปฏิทินน่ำเอี๊ยงมา เจอข้อมูลเป็นภาษาจีนค่อนข้างเยอะ เราพออ่านคำจีนได้จะเข้าใจ แต่คนรุ่นใหม่จะไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่อยู่ด้านหลัง โจทย์ของเราคือทำยังไงให้ข้อมูลเข้าใจง่ายมากขึ้น 

“แอปฯ ของน่ำเอี๊ยงไม่ใช่ปฏิทินทั่วไป แต่สามารถใส่วันเดือนปีเกิดของเราลงไป จะมีระบบหลังบ้านของสำนักโหราศาสตร์นำมาขึ้นดวงให้แต่ละคนได้ดู ได้ใช้ เขาสามารถนำดวงนี้มาคำนวณเวลามงคล ทิศมงคล เรื่องที่ควรหลีกเลี่ยงในแต่ละวันให้กับผู้ใช้งานแต่ละคน ทำให้โหราศาสตร์จีนผสมผสานเข้าไปในชีวิตคนมากขึ้น” 

ฟังกิตติธัชเล่าก็เบาใจ แผ่นปฏิทินวันเกิดผมหายไปนานแล้ว นี่คือข้อดีของเทคโนโลยีในการช่วยเก็บรักษาข้อมูลบนอากาศ เขานำเทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด

ยุคนี้โหราศาสตร์กลายเป็นป๊อปคัลเจอร์ของยุคสมัย ใคร ๆ ก็หาวอลเปเปอร์เสริมดวงแปะหน้าจอมือถือ กิตติธัชบอกว่าเขาค่อนข้างระวังในการเลือกสื่อที่จะใช้ในการสื่อสาร มันต้องตอบโจทย์สิ่งที่เขาคิดไว้ ความรู้ของน่ำเอี๊ยงเป็นก้อนสถิติชุดใหญ่ มีกลุ่มผู้ใช้กว้างมาก การพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันที่เก็บข้อมูลได้มากน่าจะตอบโจทย์การใช้มากที่สุด

อันที่จริง หากวันหนึ่งน่ำเอี๊ยงไม่ทำปฏิทินกระดาษอีก ผมก็เชื่อว่าสำนักโหราศาสตร์แห่งนี้จะยังคงยืนหยัดต่อไป เพราะสิ่งที่ทายาทหนุ่มรุ่นสามทำไม่ใช่แค่การทำปฏิทินให้เป็นดิจิทัล แต่เป็นการสานต่อวิสัยทัศน์ของเหล่าซินแสที่เคยให้ไว้ในวันแรกของการทำธุรกิจ ชี้ช่องทางสว่างให้ผู้คนเห็นช่องทางการพัฒนาชีวิตด้วยหลักโหราศาสตร์ 

ยิ่งทำให้ความรู้นี้เข้าใจง่าย ยิ่งช่วยชีวิตคนได้มากขึ้น สมกับเป็นแสงอาทิตย์ที่ฉายแสงสว่างในใจคนมากว่า 80 ปี

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม
ข้อมูลอ้างอิง
  • www.numeiang.com
  • www.theguardian.com

Writer

ศิวะภาค เจียรวนาลี

ศิวะภาค เจียรวนาลี

บรรณาธิการที่ปั่นจักรยานเป็นงานหลัก เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load