คุณอาจจะไม่คุ้นชื่อ Qualy แต่ถ้าคุณชื่นชอบการเดินดูของดีไซน์สวยเก๋ในร้านรวงต่างๆ ไม่ว่าจะในไทยหรือต่างประเทศ เราเชื่อว่าคุณต้องเคยทำความรู้จักผ่านสายตา หรืออาจจะเคยซื้อหาไปจับฉลากงานปีใหม่ หรือใช้เป็นของขวัญในโอกาสและเทศกาลสำคัญ

น้อยคนจะรู้ว่า แบรนด์เครื่องใช้และของแต่งบ้านหน้าตาน่ารักนี้ เป็นสินค้าแบรนด์ไทยแท้พ่อและแม่ให้มา

ไจ๋-ธีรชัย ศุภเมธีกูลวัฒน์ นักออกแบบและเจ้าของแบรนด์ เล่าให้ฟังว่า มีคนใกล้ตัวไปเที่ยวต่างประเทศและซื้อของแบรนด์ Qualy มาฝาก เพราะเห็นว่าเขาสนใจงานออกแบบสินค้าสไตล์นี้ โดยไม่รู้ว่าของที่ซื้อมาฝากนั้นเป็นผลงานของเขา

ก็จะไม่ให้เข้าใจผิดได้อย่างไร หน้าตาและรูปทรงหรูหรา บวกฟังก์ชันการใช้งาน ลูกเล่นที่คิดมาเป็นอย่างดีแล้ว จัดจ้านไม่แพ้สินค้าสัญชาติอิตาลี ญี่ปุ่น หรือประเทศที่โดดเด่นเรื่องงานออกแบบ

นอกจากเรื่องที่แบรนด์ใช้งานออกแบบเปลี่ยนภาพจำของสินค้าพลาสติกราคาถูก เราสนใจเรื่องราวการรับช่วงต่อของทายาทรุ่นสองโรงงานผลิตชิ้นส่วนพลาสติกที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม และสร้างแบรนด์สินค้าที่สานต่อความฝันของป๊า ผู้เริ่มต้นโรงงานด้วยการสร้างเครื่องจักรด้วยตัวเอง

และนี่เครื่องเรื่องราวการรับช่วงต่อโรงงานผลิตชิ้นส่วนพลาสติก ที่ทายาทรุ่นสองใช้งานออกแบบที่รัก สร้างมูลค่าพลาสติก และคุณค่าของงานออกแบบที่ดีจนได้รับการยอมรับในระดับสากล

Qualy
Qualy
ธุรกิจ : บริษัท เซ็นต์หลุยส์พลาส – โมล์ด จำกัด (พ.ศ. 2520), บริษัท นิว อาไรวา จำกัด (พ.ศ. 2547)
ประเภทธุรกิจ : โรงงานผลิตชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับใช้ในงานอุตสาหกรรม
อายุ : 41 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง : นพรัตน์ ศุภเมธีกูลวัฒน์, อุไรวรรณ ศุภเมธีกูลวัฒน์
ทายาทรุ่นที่สอง : ธีรชัย ศุภเมธีกูลวัฒน์, ทศพล ศุภเมธีกูลวัฒน์, ศุกลรัตน์ ศุภเมธีกูลวัฒน์

โรงงานผลิตชิ้นส่วน ที่ต่อเติมชีวิต

“บรรยากาศโรงงานตอนเด็กๆ จำได้ว่าที่บ้านเก่าและโรงงานมีเครื่องจักรตัวที่ป๊าสร้างเอง จากการเก็บเงินซื้อเหล็กมาสร้างเป็นเครื่องฉีดพลาสติก สมัยนั้นที่โรงงานมีแม่เป็นพนักงานเพียงคนเดียว ทำหน้าที่ฉีดพลาสติก และของเล่นของเราก็คือ พลาสติกที่เพิ่งฉีดออกมา” ไจ๋เล่าประกอบการชี้ชวนดูอัลบั้มภาพสีจางๆ

ในช่วงปิดเทอม เด็กชายไจ๋ เด็กฝึกงานรหัส 01 จะรับหน้าที่ขัดแม่พิมพ์เหล็กสำหรับการฉีดพลาสติก โดยใช้กระดาษทรายขัดจนแม่พิมพ์เหล็กไม่มีรอยใดๆ สักรอยเดียว ก่อนจะขยับขยายเรียนรู้งานคุมเครื่องฉีดพลาสติก ตรวจนับของ บรรจุของ ประกอบชิ้นส่วน และอีกหลากหลายหน้าที่ในโรงงาน

ด้วยเพราะเป็นลูกชายคนโต ไจ๋รู้ตัวอยู่แล้วว่ามีหน้าที่ดูแลธุรกิจนี้ต่อจากครอบครัว พอๆ กับที่รู้ตัวว่าชอบงานศิลปะและการคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ไม่ชอบทำอะไรเดิมๆ ซึ่งขัดแย้งกับกระบวนทำซ้ำๆ ของการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม และหากยิ่งซ้ำแบบมากยิ่งดีต่อกิจการเพราะไม่เพิ่มต้นทุน

Qualy

จนเมื่อมาเจองานนิทรรศการแสดงผลงานนักเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์ ทำให้พบว่าศาสตร์ที่อยู่ตรงกลางระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์ซึ่งเป็นสิ่งที่ครอบครัวคาดหวัง และคณะวิชาทางศิลปะซึ่งเป็นสิ่งที่เขาสนใจ ไจ๋จึงหอบหิ้วแผนการเรียนไปเจรจากับครอบครัว ก่อนจะใช้เวลาว่างระหว่างรอผลสอบซึ่งเขาเลือกคณะสถาปัตยกรรมทั้งสี่อันดับ ไปฝึกงานโรงงานเพื่อนป๊าเพื่อเรียนรู้วินัยและความรับผิดชอบ ทำทุกอย่างเหมือนพนักงานใช้แรงงานคนหนึ่ง เจาะรู ตัดเหล็ก ยกของ แล้วแอบคิดว่าหากสอบไม่ติดจะขอทำงานนี้ต่อไป

ชีวิตการเป็นนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สนุกแค่ไหน เราถาม

“ยิ่งเข้าไปเรียน ยิ่งพบว่าใช่เลย นี่คือสิ่งที่ตามหา ตอนเด็กๆ เราไม่ได้มีของเล่นมากมายอย่างใคร เราโตมากับโรงงาน เล่นของที่มีอยู่ในนั้นแหละ เอาชิ้นส่วนพลาสติกมาประกอบเป็นหุ่นยนต์แบบที่เราชอบ บางทีก็หยิบเศษไม้ของโรงงานใกล้บ้านมาประกอบด้วย เป็นสิ่งที่ติดตัวเรามาตลอด” ไจ๋เล่าด้วยตาเป็นประกาย ซึ่งจากข้าวของเครื่องใช้ กลไกเครื่องมือที่ซึมซับทุกวัน ยิ่งทำให้เขาเข้าใจและเรียนรู้การทำผลิตภัณฑ์เร็ว เมื่อต้องเรียนวิชาเกี่ยวกับพลาสติกที่ทุกคนไม่ชอบ เขาจึงเป็นที่ปรึกษาแก่เพื่อนๆ และอาจารย์

นพรัตน์ ธีรชัย ศุภเมธีกูลวัฒน์
 นพรัตน์ ธีรชัย ศุภเมธีกูลวัฒน์

โปรเจกต์เรียนต่อ เพื่อให้กิจการครอบครัวได้ไปต่อ

ระหว่างนั้นสถานการณ์ที่บ้านเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี หากจะเดินหน้าทางธุรกิจนี้ต่อจะต้องมีการลงทุนเพิ่ม ซื้อเครื่อง CNC หรือเครื่องกลึงแกะสลักเหล็กเพื่อทำแม่พิมพ์สำหรับผลิตพลาสติก เป็นเครื่องที่สั่งการด้วยระบบคอมพิวเตอร์ แต่หากครอบครัวไม่เห็นว่าควรทำต่อก็จะหยุดเทคโนโลยีไว้แค่นั้น

“เราก็บอกให้ป๊ามั่นใจว่าชอบสิ่งที่เรียนจริงๆ และสิ่งนี้จะสามารถต่อยอดธุรกิจในอนาคตได้ ป๊าจึงกลับไปเป็นนักเรียน ศึกษาเทคโนโลยี เรียนรู้ G Code ไฟล์สั่งการ CAD CAM โปรแกรมเขียนแบบเมื่อ 20 ปีก่อน”

ในขณะที่เพื่อนรุ่นเดียวกันไปฝึกงานบริษัทออกแบบ ไจ๋ฝึกโรงงานผลิตแม่พิมพ์

เลือกทำวิทยานิพนธ์ออกแบบเครื่องจักรสำหรับใช้ทำต้นแบบ ให้สามารถกลึง ขัด ตัด เจาะในเครื่องเดียว เป็นงานที่คนในโรงงานมาร่วมด้วยช่วยกันทำ ยิ่งทำให้เราเรียนรู้ท้ังเื่องซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ เข้าใจกลไกตัวเครื่อง และการทำงานร่วมกับคน

Qualy
Qualy

หลังเรียนจบ ไจ๋เริ่มต้นทำงานกับบริษัทรับออกแบบและตกแต่งภายใน ในส่วนงานออกแบบของที่ระลึก เรียนรู้ทักษะการขายสินค้า รับส่งของ และหลังจบงานออกแบบและผลิตสินค้าต้นแบบด้วยความรวดเร็วทำให้งานในเดือนต่อๆ ของไจ๋ค่อนข้างว่าง จึงตัดสินใจกลับไปช่วยงานที่บ้านเต็มตัว

 วิชาการผลิต การตลาด การสร้างแบรนด์ ระดับปริญญาโทที่เรียนและลงมือทำพร้อมกันทั้งครอบครัว

งานแรกที่ทำในฐานะพนักงานโรงงานพลาสติกเต็มเวลา คือดูแลและใช้เครื่อง CNC ใช้โปรแกรม CAD CAM รับงาน ควบคู่ไปการรับทำงานออกแบบนอกเวลางานไปด้วย

“เมื่อก่อนลูกค้าไม่ได้สั่งงานด้วยการเขียนแบบมาให้นะ แต่มาพร้อมชิ้นส่วนต้นแบบสั่งงานให้เราทำตาม บางทีก็มา 2 ชิ้น ขอด้านบนแบบนี้ ด้านล่างแบบอีกชิ้น แล้วประกอบขึ้นมาเป็นชิ้นส่วนใหม่ ดังนั้นความภูมิใจในงานที่ทำในสมัยก่อนคือ การมีข้อต้นแบบ 1 ชิ้น และเราสามารถทำได้เหมือนเปี๊ยบเลย โดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์”

ความรู้ด้านการออกแบบและทักษะคอมพิวเตอร์ที่มีทำให้โรงงานในมือของเขาได้เปรียบเรื่องการรับงานที่ต้องอาศัยการอ่านแบบ ซึ่งแม้จะเป็นการผลิตเพียงชิ้นส่วนเล็กๆ จากส่วนประกอบของสินค้าทั้งหมด แต่ไจ๋คิดว่านี่คือการเรียนรู้รายละเอียดการผลิตงานที่หาไม่ได้จากที่ไหน

หลังจากเรียนรู้กระบวนการผลิตงานพอประมาณ ช่วงปี 2003 ไจ๋ตัดสินใจทำแบรนด์ของตัวเอง

คำถามก็คือ ไจ๋ทำอย่างไร เพราะที่โรงงานของป๊า ทุกคนเก่งเรื่องผลิต ขึ้นรูป เจาะรู ไม่มีใครขายของเป็นสักคน

ไจ๋รีบเล่าว่า ปีนั้นน้องชายเรียนการตลาดอยู่ชั้นปีสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยมหิดล เขาจึงเริ่มออกแบบและทำแม่พิมพ์รอ

สินค้าชุดแรกก็คือ แก้วน้ำ เหยือก ถาด และจานรองแก้ว

และแผนการตลาดเดียวที่ไจ๋คิด คือการไปร่วมงาน BIG งานแสดงสินค้าระดับประเทศ ก่อนจะตามมาด้วยการจดชื่อบริษัท ตั้งชื่อแบรนด์ เรียนรู้ระบบการจัดส่งสินค้าไปต่างประเทศ

ธีรชัย ศุภเมธีกูลวัฒน์

“ถ้าเป็นเรื่องการผลิตไม่เป็นรองใคร แต่สำหรับการขายทุกคนใหม่หมด ไม่มีใครมีประสบการณ์มากกว่าใคร เหมือนมาเรียนรู้ระบบการขายและการทำแบรนด์ไปพร้อมกัน” ไจ๋เล่าย้อนถึงประสบการณ์ออกงานแฟร์ครั้งแรก

เพราะอยากให้งานที่ออกมาแปลกและแตกต่าง ไจ๋เลือกใช้วิธีการออกแบบที่ผิดกฎเกณฑ์ของการออกแบบพลาสติกทั้งหมด จากเดิม การผลิตสิ่งของพลาสติกต้องหนาเท่ากันทั้งชิ้น แต่สินค้าชุดแรกของแบรนด์จะหนาๆ บางๆ สร้างปัญหาในการทำแบบและการผลิตไม่น้อย

หลังจากออกงาน BIG มีห้างร้านติดต่อขอนำสินค้าไปวางขายในลักษณะการฝากวาง มีเงื่อนไขว่าจะต้องมียอดซื้อสินค้าภายในระยะเวลาที่กำหนด ไม่เช่นนั้นจะยกเลิก ทั้งครอบครัวจึงตื่นเต้นและแอบไปสังเกตที่ชั้นขายของเสมอ

“ในใจคิดวางแผนไว้แล้วว่าถ้าขายไม่ได้ ก็จะไปซื้อมาเอง” ป๊าบอก

โชคดีที่เรื่องนี้ไม่ต้องถึงมือป๊า หลังจากสินค้าเป็นที่รู้จัก ก็ทำให้ค่อยๆ ขยับจากสินค้าที่ซ่อนตัวในร้านออกมาเฉิดฉายบนชั้นวางสินค้าขายดีหน้าร้าน ทำให้แบรนด์ชุดที่สองออกมา

หนึ่งในข้อควรปฏิบัติที่ป๊าแนะนำเรื่องการทำงานร่วมกันระหว่างคนรุ่นแรกและรุ่นสอง คือเรื่องความใจกว้าง (อ่านต่อด้านล่างในส่วนล้อมกรอบ) ซึ่งไจ๋เห็นด้วยกับเรื่องความใจกว้างของป๊า

“เพราะถ้าสนใจเรื่องตัวเลข เรื่องการทำวิจัยความต้องการของตลาด งานของเราคงไม่ได้ผลิตออกมา แม้เราจะมีต้นทุนที่ถูกกว่าคนอื่นเพราะผลิตแม่พิมพ์ได้เอง” ไจ๋กำลังพูดถึงงานชุดที่สองที่ผลิตแอปเปิ้ลลูกโตออกมา ซึ่งได้รับความสนใจจากสื่อมากมาย โดยเฉพาะที่คั้นน้ำส้มรูปทรงประหลาด ที่ได้รับโอกาสขึ้นปกหนังสือนิตยสารเกี่ยวกับการออกแบบด้วย

Qualy

รัก-ออกแบบให้ได้

อะไรทำให้เชื่อมั่นว่าการใช้งานออกแบบมาจับกับพลาสติกซึ่งคนทั่วไปอาจจะไม่เข้าใจจะไปได้ดี เราถาม

ไจ๋บอกในทันทีว่าเป็นคำถามเดียวกับที่เขาตั้งไว้ในใจเมื่อเห็นสินค้างานดีไซน์ในร้าน Loft ว่าทำไมของแต่งบ้านที่ทำจากพลาสติกจากอิตาลีและเยอรมนีแพงจัง แต่เชื่อในเรื่องการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ จะสร้างอำนาจต่อรองได้ และแอปเปิ้ลลูกโตเป็นสิ่งพิสูจน์เรื่องนี้  หลังจากงาน BIG ปีที่ 2 ของ Qualy แอปเปิ้ลก็กลายเป็นสินค้าตัวแรกที่ส่งออกไปต่างประเทศ

แอปเปิ้ลเต็มตู้คอนเทนเนอร์ที่กำลังเดินทางไปสเปนในช่วงเวลานั้น ส่งสัญญาณในใจไจ๋ว่าต่อไปนี้สิ่งที่แบรนด์ทำจะแปลกใหม่และพิเศษเสมอ

Qualy

ความพิเศษของผลิตภัณฑ์ที่เห็นครั้งแรกอาจจะไม่รู้ว่าคืออะไร แต่เมื่อทำความรู้จักแล้ว จะพบว่ามีอะไรซ่อนอยู่ หรือสามารถใช้ทำอะไรได้มากกว่าที่มองเห็น

“โดยปกติของดีไซน์จะถูกจำแนกเป็นของใช้ฟุ่มเฟือย เพราะถ้าจะจ่ายเงินเพื่อใช้งานถูกกว่านี้ก็ใช้ได้ แต่เรามีความคิดว่าเราควรใช้ของให้เต็มประสิทธิภาพที่มีหรือใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยทั่วไปของของใช้ คนเราก็จะหยิบมาใช้เมื่อต้องการ และนำไปเก็บเมื่อไม่ใช้ เราก็คิดว่าแล้วทำไมถึงไม่มีของที่ทั้งใช้งานได้และตั้งโชว์ได้ในคราวเดียว เป็นทั้งของใช้ที่ดี สร้างภาพลักษณ์ ดีต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ได้มาเพื่อการใช้งานฟังก์ชันเดียวแต่ก่อเกิดประโยชน์เพราะสามารถใช้งานได้หลากหลาย” ไจ๋เล่าถึงสิ่งที่เขาเชื่อและสร้างให้แบรนด์มีคาแรกเตอร์ที่แตกต่าง

Qualy เป็นแบรนด์สินค้าดีไซน์เจ้าแรกๆ ที่เน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม ผ่านแนวคิดบางอย่างที่แตกต่าง เช่น การทำแก้วให้หนาขึ้น 2 เท่าเพื่อการใช้งานที่นานขึ้น 10 เท่า หรืองานพลาสติกคราฟต์ๆ ที่เกิดจากการผลิตด้วยแม่พิมพ์อันใหญ่อันเดียว แต่สามารถผลิตภาชนะ 3 รูปแบบ ซึ่งใช้เทคนิคฉีดพลาสติกแล้วปล่อยให้ไหลบนแม่พิมพ์ ทำให้แต่ละชิ้นจะไม่เหมือนกันเลย ซึ่งถ้าเป็นงานของโรงงานพลาสติกที่อื่นก็คงถูกปัดตกในขั้นตอน QC แล้ว

Qualy
Qualy เปลี่ยนโรงงานผลิตชิ้นส่วนพลาสติกมาสร้างแบรนด์สินค้าดีไซน์ระดับโลก
Qualy เปลี่ยนโรงงานผลิตชิ้นส่วนพลาสติกมาสร้างแบรนด์สินค้าดีไซน์ระดับโลก

หัวใจสำคัญที่ทำให้ของ Qualy แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ คือการออกแบบสินค้าที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงๆ

“นอกจากข้อมูลอินไซด์ที่พบจากการใช้งานชีวิตประจำวัน นักออกแบบของ Qualy ต้องตอบให้ได้ว่าสินค้าของเราจะพัฒนาให้ชีวิตดีขึ้นอย่างละนิดอย่างละหน่อยอย่างไร อาจจะใส่อะไรเพิ่มลงไป เช่น ที่เปิดขวดฝาเกลียวและฝาจีบ” ไจ๋เล่า

และหลังจากออกงานแสดงสินค้าต่างประเทศครั้งแรกที่ งาน Ambiente งานแสดงสินค้าประเภทของขวัญ นาฬิกา เครื่องประดับ ของใช้ในบ้าน และเฟอร์นิเจอร์ ที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต มีเรื่องราวสนุกๆ อย่างการตื่นเต้นเกาะกระจกร้านของตัวแทนที่ฝรั่งเศส หรือเรื่องเรียนรู้ผิดๆ ถูกๆ อย่างการหอบหิ้วสินค้าในกระเป๋าเดินทางช่วงเดินสายไปงานแฟร์ เพราะเข้าใจว่าจะสามารถเร่เหมือนระบบการขายฝากได้

มาวันนี้ Qualy มีตัวแทนจำหน่ายกระจายสินค้าไปแล้วทั่วโลก จึงไม่แปลกที่จะสร้างความเข้าใจผิดว่าเป็นสินค้าแบรนด์ต่างประเทศ

และในอนาคต Qualy ตั้งใจที่ช่วยเปิดโอกาสแก่นักออกแบบไทยทั้งรุ่นเก่าและใหม่ ที่อาจจะพบปัญหาเรื่องการส่งออกสินค้าเหมือน Qualy เมื่อ 14 ปีก่อน ให้สามารถพบช่องทางและกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมของตัวเอง

Qualy เปลี่ยนโรงงานผลิตชิ้นส่วนพลาสติกมาสร้างแบรนด์สินค้าดีไซน์ระดับโลก
Qualy เปลี่ยนโรงงานผลิตชิ้นส่วนพลาสติกมาสร้างแบรนด์สินค้าดีไซน์ระดับโลก

ทีมครอบครัว

สิ่งหนึ่งที่เรารับรู้อย่างชัดเจนตลอดการสนทนาคือการทำงานร่วมกันเป็นทีมของคนทั้งครอบครัว

“ลักษณะการทำงานที่สอนกันต่อๆ มา จะใช้งานใคร เราก็ควรทำสิ่งนี้เป็นเสียก่อน ในช่วงที่เราไม่ได้ใหญ่โตมาก เราก็ต้องใช้ทุกอย่างที่เป็นเครื่องมือและระบบภายในอย่างคุ้มค่า หากจะใช้ใครทำอะไรเราก็ต้องสอนเขา ชี้แนะเขา ถ้าเป็นทีมกีฬา เราจะเป็นเหมือนกัปตันทีมที่ลงไปแข่งด้วย มากกว่าเป็นผู้จัดการทีมที่นั่งขอบสนาม” ไจ๋เล่า แล้วเสริมถึงวิธีการทำงานร่วมกัน

“อาจจะต้องสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่เกิดการยอมรับระหว่างการพูดคุยในครอบครัว มากกว่าใช้กฎมาตราความเป็นพ่อ-ลูก พี่-น้อง ส่งผลต่อการตัดสินใจเรื่องสำคัญ และการวิจารณ์การทำงานเพื่อระหว่างกันเพื่อการทำงานอย่างมืออาชีพ”

Qualy เปลี่ยนโรงงานผลิตชิ้นส่วนพลาสติกมาสร้างแบรนด์สินค้าดีไซน์ระดับโลก

ก่อนจะจบบทสนทนา เราขอให้ไจ๋ทิ้งท้ายคำแนะนำสำหรับใครก็ตามที่ต้องทำงานของครอบครัว

“เราต้องหาที่ยืนของตัวเองให้ได้ ตอบตัวเองว่าเราถนัดอะไร เรามีความสุขที่จะทำในตำแหน่งไหน มองหาว่าพรสวรรค์หรือความสามารถที่มีจะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจครอบครัวยังไง เอาตรงนั้นมาประยุกต์ สำคัญคือ ถ้าไม่มีก็คงลำบาก เพราะความรับผิดชอบที่มีจะกลายเป็นสิ่งที่เราใช้บอกตัวเองว่าเราไม่อยากทำเลย ลองจินตนาการถึงบริษัทที่คุณลาออกไม่ได้ คุณจะทำตัวอย่างไร ธุรกิจครอบครัวมันไม่ได้มีแค่ครอบครัวเรา แต่มีครอบครัวพนักงาน ทุกคนก็มีความคาดหวังว่าอยากจะเติบโตไปในแบบไหน ไม่ใช่คุณอยากจะเลิกก็เลิก”

Qualy เปลี่ยนโรงงานผลิตชิ้นส่วนพลาสติกมาสร้างแบรนด์สินค้าดีไซน์ระดับโลก
ภาพ: Qualy Design

เซ็นต์หลุยส์พลาส – โมล์ด พ.ศ. 2520

ป๊าเริ่มต้นทำโรงงานผลิตชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับใช้ในงานอุตสาหกรรมด้วยความคิดแค่ว่าขอให้สิ่งที่ทำนั้นอยู่รอด ครอบครัวอยู่รอด จึงรับจ้างผลิตชิ้นส่วนตามแบบ “สมัยเป็นลูกจ้าง ป๊าเคยทดลองทำงานให้เต็มที่ที่สุดจนไม่มีเวลาใช้เงิน เพื่อจะดูว่าเราจะไปถึงจุดไหน มีเงินเหลือเก็บเท่าไหร่ เราพบว่า ช่วงเวลาที่ทดลอง 1 ปีนั้นมีรายได้ไม่เกินไปกว่ารายได้ทั้งปี แตกต่างกับการเป็นเจ้าของกิจการเอง”

ไม่ต่างกันกับเรา ป๊าเล่าว่า ในสมัยก่อนป๊าสังเกตคนรุ่นพ่อ (อากง) ที่มักจะเลือกทำสิ่งที่เชื่อต่อๆ กันมาโดยไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไร แต่ในยุคสมัยที่ทุกอย่างรวดเร็วใหม่หมด การเปิดใจและให้โอกาสตัวเองเป็นสูตรสำคัญที่ทำให้ชีวิตและธุรกิจประสบความสำเร็จ

ความรวดเร็วและสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดในยุคของป๊า คือ การมาของเครื่องจักรและเทคโนโลยียุคแรก ทำให้เรารู้ว่าความคิดกลัวว่าเครื่องจักรจะมาแย่งงานจนคนตกงานมีมาหลายสิบปีแล้ว มีอยู่ในทุกยุค ทุกสมัย

ในยุคที่โรงงานต้องเปลี่ยนไปสู่การใช้คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีในกระบวนการผลิต ป๊าตัดสินใจเร่งเรียนรู้ระบบคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ให้รู้จักใช้เครื่องจักรในโรงงานเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด ต่างกับเพื่อนในรุ่นเดียวกันที่ถอดใจ

“สมัยที่เรารับผลิตชิ้นส่วนให้ลูกค้า เวลาไปเจอสินค้าที่เราทำในห้าง เราก็แอบคิดฝันถึงสินค้าที่เราทำเองในสักวันหนึ่ง ของที่เราสามารถกำหนดทิศทางและคุณภาพได้ จริงๆ ทุกคนในบ้านก็คิดเหมือนกัน เราก็รอเวลาจนลูกๆ เรียนจบ” ป๊า เล่าเสริมว่าการรับช่วงต่อกิจการครอบครัวในอุดมคตินั้น ครอบครัวควรเริ่มต้นด้วยการปูพื้นฐานให้ลูกๆ รู้สึกว่าพ่อแม่ทำงานนี้แล้วสบาย มีความก้าวหน้า

“ไม่ว่าอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุด เราต้องมั่นใจว่าลูกๆ เราทำได้ ขนาดเราไม่ได้เรียนหนังสือมากมายเรายังทำได้เลย แล้วเด็กๆ รุ่นใหม่ที่ได้รับความรู้พื้นฐานที่ดีตั้งแต่แรก เราก็ต้องมั่นใจในตัวเขา จะทำให้เขาก็จะมีความเชื่อมั่นใจตัวเอง ข้อถัดมา คือ คนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องใจกว้าง ไม่มีเรื่องใดที่จะราบรื่นไปทั้งหมด ล้มเหลวบ้าง สำเร็จบ้าง เราเองก็ยังต้องเจอ จึงคอยเป็นพี่เลี้ยงให้เขา ถ้าเห็นท่าทางไม่ดี เราก็คุยกันได้ แต่ส่วนไหนที่น่าจะผ่านไปได้ดีก็ต้องปล่อยให้เขาทำ ต้องวางใจและเชื่อมั่นในตัวเขา ถ้าเป็นเรื่องธุรกิจ ป๊าสอนเสมอเรื่อง อย่าทำอะไรเกินตัว เรื่องคุณธรรมและความซื่อสัตย์ อะไรที่แบ่งปันได้ก็ให้แบ่งปัน” ป๊าย้ำซ้ำๆ

Website: QUALY

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

“บ้านน้อยหน่าเป็นร้านบาร์เบอร์”

อยู่ๆ เราก็หลุดเข้าไปในภาพยนตร์เรื่องโปรดอย่าง แฟนฉัน (พ.ศ. 2546) มีฉากร้านตัดผมชาย มีเด็กหญิงที่ชื่อน้อยหน่า มีบรรยากาศและเสียงเพลงเก่าๆ จะต่างก็เพียงแต่ช่างใหญ่ของร้านตัดผมชายร้านนี้ไม่ใช่คุณพ่อศิลปินหนุ่มใหญ่ แต่เป็นแม่ติ๋ว – สุวรรณดา กายะ หญิงสาวผู้เปลี่ยนใจจากกรรไกรและโรลม้วนผมทันทีที่ได้ลองปัตตาเลี่ยนเมื่อ 37 ปีก่อน ก่อนจะมีร้านเป็นของตัวเองชื่อ “ติ๋วบาร์เบอร์” ที่สยามสแควร์ในยุคที่สยามสแควร์มีร้านตัดผมชายเรียงรายอยู่ถึง 30 ร้าน

ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน อดีตแสนเท่ยังคงมีให้เราเห็นและหลงเหลืออยู่บ้างตามเสื้อผ้าหน้าผมของคนรุ่นใหม่ที่โหยหาอดีตอันโก้เก๋ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะมาเร็วไปเร็วเหมือนใจใครหรือเปล่า

ความตั้งใจเดิมเราแค่อยากชวนผู้รับช่วงต่อร้านติ๋วบาร์เบอร์ มาผู้คุยในฐานะลูกเขยเบอร์แรกของคอลัมน์ทายาทรุ่นสอง ผู้รับช่วงต่อและแปลงเปลี่ยนร้านของแม่ยายให้กลับมาเป็นที่นิยมและอยู่รอดได้ในยุคสมัย แต่เนื้อความด้านล่างนี้กลับไม่มีศัพท์แสงแสดงไลฟ์สไตล์ฮิปสเตอร์หนุ่มวินเทจสักนิด

ความกิ๊บเก๋และบรรยากาศเก่าๆ ของบาร์เบอร์ที่แท้จริงเมื่อ 23 ปีก่อนต่างหากที่ หนอน-ชุมพร สังข์วิเลิศ ผู้เป็นลูกเขย และ น้อยหน่า-จารุลักษณ์ กายะ ผู้เป็นลูกสาว ตั้งใจเก็บรักษาและถ่ายทอดมันออกมาผ่านทำเลเดิมอย่างร้านที่สยามสแควร์และสาขาเอกมัยอันเป็นที่นัดหมายของเราในวันนี้ นอกจากจะเปลี่ยนความคิดที่เคยมีกับร้านตัดผมชายไปตลอดกาลแล้ว เรายังสนุกกับการจินตนาการตามถึงบาร์เบอร์ที่มากกว่าการเป็นบาร์เบอร์

ในที่สุด เราก็ได้รู้จักชายหนุ่มผู้แต่งงานกับน้อยหน่าในหนังเรื่อง แฟนฉัน เสียที แถมหลายปีผ่านไป น้อยหน่าและสามียังคงสานต่อกิจการที่บ้านและทำให้บรรยากาศของบาร์เบอร์กลับมาอีกครั้ง

 
Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง
Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง
ธุรกิจ: Tew’s Barber Shop (พ.ศ. 2537)
ประเภทธุรกิจ: ร้านตัดผมชาย
อายุ: 23 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง: สุวรรณดา กายะ
ทายาทรุ่นที่สอง: หนอน-ชุมพร สังข์วิเลิศ (ลูกเขย)น้อยหน่า-จารุลักษณ์ กายะ (ลูกสาว)

ในความทรงจำสีจาง…จาง

คงจะเป็นการอยู่นอกเหนือประเด็นเกินไป หากผู้เขียนจะสอบถามเรื่องราวความรักและย้อนกลับไปสืบจุดเริ่มต้นของคนทั้งคู่ เราจึงทราบที่มาสั้นๆ ก่อนรับช่วงเปลี่ยนแปลงติ๋วบาร์เบอร์ว่า คุณน้อยหน่าเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง ขณะที่คุณหนอนเป็นอดีตช่างภาพจาก บางกอกโพสต์ และก่อนจะเข้าสู่สาระเป็นทางการ เราขอแอบเอามือจิกหมอนเขินความคู่ของคนคู่นี้สักหน่อย ชื่อหนอนกับน้อยหน่า ไม่เพียงเสียงที่พ้องกัน ความหมายถึงความอยู่เคียงคู่กันก็เหนียวแน่นไม่แพ้

“จำได้ว่าลูกค้าที่ร้านเป็นผู้ใหญ่หมดเลย เราเองยังเด็กมากๆ จึงไม่ค่อยมาอยู่หน้าร้าน เวลาลูกค้ามาถึงจะได้รับเชิญเข้าห้องและรับการบริการอยู่ในนั้นจนเสร็จ” น้อยหน่าเล่าถึงความทรงจำหลังจากเจี๊ยบตัดหนังยางน้อยหน่าในฉากจบของหนัง ไม่สิ น้อยหน่าคนนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับน้อยหน่า นักเรียนชั้นประถมสี่ หัวหน้าทีมนำเต้นเพลง รักคือฝันไป ในงานวันเด็กของโรงเรียน

สำหรับ ‘ห้อง’ ที่น้อยหน่าคนนี้พูดถึง เราขออธิบายด้วยการฉายภาพไดอะแกรมสามมิติล้ำๆ ผ่านตัวหนังสือให้คุณนึกภาพตามว่าเป็นห้องบริการตัดผมระดับ VIP ที่มอบความเป็นส่วนตัว บริการทุกอย่างทุกๆ ขั้นตอน ทุกระดับ ประทับใจโดยช่างเพียงคนเดียว ซึ่งมีรูปแบบมาจากห้องตัดผมในโรงแรมดุสิตธานี

“สมัยก่อนร้านบาร์เบอร์ทั้ง 30 ร้านในสยามสแควร์จะให้บริการตัดผมแบบห้อง VIP ทั้งหมด ไม่ได้เป็นโต๊ะเรียงแบบที่เห็นในร้านตัดผมชายปัจจุบัน โดยทุกร้านในสมัยนั้นจะเป็นรูปแบบเดียวกันคือมีโซฟา และช่างนั่งอยู่ตรงโซฟา พอลูกค้าเข้าร้านมาช่างก็จะเดินเข้าไปตัดผม ถ้าเป็นคนรุ่นเราที่อายุ 30 – 40 ก็จะไม่ค่อยทันแล้ว สมัยนี้มีร้านแบบนี้ตอนนี้ให้เห็นอยู่ร้านเดียวในสยาม” หนอนเล่าถึงบรรยากาศร้านตัดผมชายในยุคเฟื่องฟูให้เราฟังด้วยตาเป็นประกาย

เมื่อเราถามถึงบรรยากาศสมัยก่อนทั้งหมด ทั้งหนอนและน้อยหน่าบอกให้เราอดใจรอเพื่อถามจากแม่ติ๋ว ซึ่งเราก็ขอยืนยันอีกเสียงว่าสนุกจนน่านำไปทำหนังสารคดีส่งประกวดเมืองคานส์ แต่ถ้าคุณรอไม่ไหว เราอนุญาตให้ scroll down ลงไปอ่านบทสัมภาษณ์แม่ติ๋วด้านล่างก่อนได้ตามอัธยาศัย โดยที่ไม่ลืมเลื่อนกลับขึ้นมาที่จุดเดิมตรงนี้

หนึ่งในตัวอย่างบรรยากาศที่หนอนเล่าไปยิ้มไปก็คือ “สมัยก่อนจะมีลูกค้าประจำคนหนึ่ง บ้านอยู่ไกลมาก แต่มาที่ร้านสาขาสยามทุกวัน มาสระผมและหลับไป จะว่าไปเป็นไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นนั้นที่ต้องมาสยามเป็นกิจวัตร มาซื้อของ เข้าร้านทำผมเพื่อผ่อนคลาย แล้วจบด้วยมื้อเย็นที่ร้านสีฟ้า ที่น่ารักคือไม่เพียงใจดี หมั่นซื้อข้าวและน้ำดื่มมาฝากช่างที่ร้านอยู่เสมอ คนขับของลูกค้าท่านนี้ยังสนิทสนมกับคนที่ร้านราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร้าน ระดับบรรจุเข้าเป็นพนักงานเพราะจะมาที่ร้านเวลา 11 โมงก่อนจะกลับไปตอน 4 โมงเย็น”

Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง

หมั่นคอยดูแลและรักษาดวงใจ

จนกระทั้งในช่วง พ.ศ. 2547 – 2548 การเข้ามาของซาลอนที่ทำให้คนรุ่นใหม่ห่างจากบาร์เบอร์ออกไป ติ๋วบาร์เบอร์ในยุคของแม่จึงปรับกลยุทธ์ด้วยการเพิ่มช่างตัดผมสำหรับผู้หญิงเข้ามา แต่นั่นทำให้ลูกค้าเก่าๆ ซึ่งเป็นลูกค้าผู้ใหญ่ไม่กล้าเข้า เพราะรู้สึกไม่ได้รับความเป็นส่วนตัวอย่างที่เคย

ซาลอน คือร้านทำผมทั้งหญิงและชาย “เหมือนเราเป็นเพลงลูกทุ่ง แล้วซาลอนเป็นเพลงสตริง” พ่อกับแม่ที่นั่งฟังสัมภาษณ์อยู่ข้างๆ รีบเสริม

บาร์เบอร์จะถูกมองว่าเป็นสิ่งที่เชยไม่ทันสมัย

“เมื่อก่อนบาร์เบอร์ไม่ได้มีเครื่องไม้เครื่องมือมากนัก ขณะที่ซาลอนมีเครื่องมือจากญี่ปุ่น หม้ออบ เครื่องดัดลอน ยืดผม ทำสี ทำทรีตเมนต์ ประกอบการแต่งร้านที่ดูโฉบเฉี่ยว มีเก้าอี้เก๋ๆ มีเตียงสระผม ดูทันสมัย และยังมีสถานีช่างคนนี้รับผิดชอบการตัด คนนั้นรับผิดชอบการสระผม มีคนบริการมากมาย ดูสะดวกสบายไปหมดทุกสิ่ง มีสมาคมแบ่งปันความรู้การเกล้าผม ทำสี ทำไฮไลต์ แต่บาร์เบอร์มีอย่างมากก็แค่รองทรงสูง กลาง และต่ำ

Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง
Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง

“เมื่อถึงจุดหนึ่ง เรารู้สึกว่าถึงเวลาที่ร้านต้องปรับเปลี่ยนให้ทันยุคทันสมัยเพราะเด็กสมัยใหม่ไม่เคยชินเขาก็ไม่กล้าเข้าร้านบาร์เบอร์ ความตั้งใจเราอยากให้มีลูกค้าทุกวัย ตั้งแต่วัยรุ่นไปถึงวัยทำงาน” น้อยหน่าเล่าถึงจุดเปลี่ยนของการเริ่มปรับโฉมร้านติ๋วบาร์เบอร์ใหม่

“ตอนนั้นกระแสบาร์เบอร์ก็ยังไม่ค่อยมี เราก็คิดออกแบบว่าจะทำร้านอย่างไรให้บาร์เบอร์กลับมา”

“ก่อนหน้านี้ผมเองตัดผมกับที่ร้านมาตลอด เราสัมผัสถึงความพิเศษของการบริการที่เราอยากรักษาให้สิ่งนี้อยู่ต่อไปและอยากให้คนอื่นๆ ได้มาสัมผัส จึงบอกแม่ว่าขอเก็บบริการทั้งหมดที่เคยมีเอาไว้ จะปรับก็เพียงรูปร่างหน้าตาของร้าน โดยเพิ่มตัวตนความเป็นบาร์เบอร์ลงไปและสร้างแบรนด์เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ

“เรื่องการทำร้านใหม่ สิ่งที่แม่ขออันดับแรกๆ คือ ต้องมีห้องบริการแบบส่วนตัว ตอนแรกก็คิดว่าจะมีดีไหมเพราะค่อนข้างกินพื้นที่ร้าน แต่มาวันนี้เราพบว่าการมีอยู่ของห้องส่วนตัวทำให้ร้านเราแตกต่างจากที่อื่นๆ และเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงๆ ตั้งแต่ร้านของแม่ เราไม่ได้จัดขึ้นมาใหม่” หนอนผู้ทำหน้าที่ดูแลควบคุมการปรับโฉมเล่าไอเดียเริ่มต้น

ซึ่งช่วงแรกของการเปิดร้านหลังการรีโนเวต หนอนเล่าว่ามีทั้งลูกค้าเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างเพราะคนยังไม่คุ้นกับร้านตัดผมสไตล์บาร์เบอร์ “5 ปีก่อนคนไม่ได้ฮิตทรงวินเทจแบบตอนนี้ แล้วเราก็เชียร์ให้เขาตัดแบบนั้น ในขณะที่เทรนด์ผมยุคนั้นคือญี่ปุ่นๆ เกาหลีๆ ซอยผม ทำสีผม พอเราไปไถผมเขาด้วยปัตตาเลี่ยนก็จะมีคนที่เข้าใจและไม่เข้าใจ” โชคดีว่าผ่านไป 1 ปีเทรนด์ทรงผมวินเทจก็กลับมาฮิตในหมู่หนุ่มๆ พอดี

“เรื่องทรงผมมันเป็นเทรนด์มาและไป ร้านจึงต้องคุยกันอยู่เสมอ เป็นตัวเองบ้าง ปรับให้เข้ากับเทรนด์และความต้องการของลูกค้าบ้าง พยายามมีทรงผมหลากหลายมากขึ้นโดยคุยกับช่างให้เข้าใจ ช่างที่ตัดผมตั้งแต่สมัยแม่ทำร้านยังอยู่กับเรา 1 คน นอกนั้นเป็นช่างรุ่นใหม่จากหลากหลายเส้นทางมาก บางคนจบสถาปัตย์ฯ มา จบวิศวะฯ จบดุริยางค์ฯ ก็มี” และเนื่องจากทักษะและประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ช่างของทางร้านจึงต้องผ่านช่วงเวลาฝึก 2 – 3 เดือนเพื่อเข้าใจวัฒนธรรมและหัวใจสำคัญอย่างการบริการ

จากที่เคยคิดว่าร้านตัดผมผู้ชายให้บริการตัดผม โกนหนวด จัดเซ็ตให้เข้าทรงและจบไป ติ๋วบาร์เบอร์ทำให้เราเรียนรู้บริการบาร์เบอร์ดั้งเดิม ผ่านขั้นตอน 1 – 10 ของการบริการ ที่มีตั้งแต่เสิร์ฟน้ำดื่มดับกระหาย ถ้าลูกค้ามาร้อนๆ ช่างจะเช็ดและเป่าไดร์ให้ก่อนพูดคุยเรื่องทรงผมสักพัก และเตรียมตัวตัดผม กันทรงเก็บทรงให้เรียบร้อย พูดคุยกับลูกค้าอย่างเหมาะสม

Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง
Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง

ไม่เคยรักใครเท่าติ๋ว

ติ๋วบาร์เบอร์ พ.ศ. 2555

“ถ้าเทียบกับสเกลของร้านสมัยก่อน แม่มีช่างผม 30 คน ช่างเล็บ 5 – 6 คน ขณะที่ร้านเรามีช่าง 10 คนใน 2 สาขา เทียบกับลูกค้าของแม่จึงมีเยอะกว่า ช่างตัดผมแข่งกันวิ่งรอกลงเวลา แต่ปัจจุบันไม่เป็นแบบนั้นแล้ว ช่างตัดผมน้อยลง แต่ลูกค้าที่เข้ามาตัดผมยังมีเยอะเท่าเดิม ถึงแม้จะมีช่างไม่เยอะแต่เราก็คุมคุณภาพการบริการให้ดีงามเหมือนร้านสมัยแม่” น้อยหน่า ทายาทผู้ดูแลติ๋วบาร์เบอร์รุ่นที่สองและรุ่นที่สาม (ในท้อง) เทียบให้ฟังถึงความแตกต่างระหว่างร้าน 2 ยุค

“งานตัดผมเป็นงานฝีมือจริงๆ ช่างแต่ละคนก็จะมีวิธีการที่จะสร้างสรรค์แตกต่างกันออกไป ซึ่งบาร์เบอร์จะแตกต่างกับซาลอนตรงที่ช่างจะจบงานทั้งหมดคนเดียวตั้งแต่ สระ-ตัด-เซ็ต จึงต้องกำหนดเวลาการให้บริการต่อลูกค้า 1 ท่าน” หนอนเสริม และด้วยความไม่เคยชินของลูกค้าเรื่องระบบจองคิว ทำให้ติ๋วบาร์เบอร์ถูกเข้าใจว่าเป็นร้านตัดผมฮิปๆ หยิ่งๆ อยู่เสมอ

“แรกๆ ยังเป็นระบบ walk-in อยู่ ก่อนจะมีเปิดจองเพื่อจัดระบบคิว flow ในร้าน และความเป็นส่วนตัวของลูกค้า ในช่วงแรกคนก็อาจจะยังไม่ชินที่ต้องจองคิว ซึ่งจริงๆ ต่อให้ไม่ใช่ร้านติ๋วบาร์เบอร์ แต่เป็นร้านตามตลาดในต่างจังหวัดที่มีช่างตัดคนเดียว ลูกค้าก็โทรจองถามช่างว่าว่างอยู่ไหม ต้องนัดช่างเหมือนกัน”

เราถามถึงจุดเด่นของติ๋วบาร์เบอร์ที่มีมากกว่าการตัดผม แต่แทนที่จะได้รับคำตอบหรูหรา หนอนกลับเลือกจะเล่าจุดที่ตัวเองไม่เก่ง “เรารู้ว่าเราไม่ได้เก่งเรื่องเคมีมากอย่างเรื่องย้อมผมและดัดผม เราพอทำได้แต่เป็นในสไตล์ old-school จริงๆ เน้นเราตัดผมเป็นส่วนใหญ่”

Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง
Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง

ก่อนจะเล่าความดีงามของเก้าอี้ไฟฟ้าที่มีมาตั้งแต่ยุคของแม่ว่า “เก้าอี้ที่ร้านมีมาตั้งแต่รุ่นแม่ เป็นเก้าอี้ไฟฟ้า ปรับเอนนอนสระผมในห้องนั้นเลย ลูกค้าที่ไม่ชินพอตัดผมเสร็จเขาก็พยายามลุกออกจากเก้าอี้ เราก็ถาม ‘พี่จะไปไหนครับ สระผมตรงนี้เลย’ พอสระเสร็จช่างก็จะเอาผ้ามาปิดตา มีอโรม่านิดๆ ให้รู้สึกผ่อนคลาย”

สมัยก่อนติ๋วบาร์เบอร์มีบริการขัดรองเท้าหนัง ขัดเข็มขัด แต่เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยติ๋วบาร์เบอร์จึงเปลี่ยนบริการเสริมมาเป็นบริการล้างแว่นตาแทน

รวมไปเรื่องจัดแต่งทรงผม “ช่วงเริ่มต้นปรับรูปแบบ เราใส่ Pomade ให้ลูกค้า ลูกค้าบอก ‘ขอล้างออก’ (หัวเราะ) แต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว คนเข้าใจมากขึ้น ลูกค้าชาวต่างชาติก็มีมากขึ้น อย่างชาวสิงคโปร์จะจองตัดกับเราตลอด” จากนั้นหนอนจึงก็พัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเองในชื่อ bad taste ซึ่งมี 2 สูตร ได้แก่ สูตรออริจินัล ช่วยให้ผมอยู่ทรงสวยงาม และสูตรธรรมชาติ ทำให้ผมดูมี volume เซ็ตเหมือนไม่เซ็ต

หลังจากรับช่วงต่อติ๋วบาร์เบอร์อย่างเป็นทางการ ทั้งสองคนก็เจอหัวใจของแบรนด์ติ๋วบาร์เบอร์ที่ทำให้ทั้งคู่อยากเก็บรักษาสิ่งเหล่านี้เอาไว้

“หนึ่งคือ เรื่องการบริการ สองคือ เรื่องทำเลร้านที่สยามซึ่งเราอยากรักษาไว้ เดิมทีก่อนร้านเป็นของแม่ คนเช่าเดิมก็ทำร้านตัดผมมาก่อน สามคือ สไตล์และทรงผม ของเราจะออกแนวเรียบร้อยแต่ยังให้ความเป็นผู้ชายอยู่ ดูเป็นผู้ชายสะอาดสะอ้าน”

สิ่งที่พิสูจน์ผลของการรับช่วงต่อในสายตาของทั้งคู่ก็คือ การที่ลูกค้ายอมรับระบบจองและโทรมาจองอยู่เรื่อย รวมไปถึงสายสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าและคนในร้านที่กลายมาเป็นเพื่อน

“เราเห็นสิ่งที่แม่ทำมาตลอด เราผูกพัน เราอยากจะรักษาสิ่งนี้ไว้ให้คนรุ่นต่อไปสัมผัสและเข้าใจการบริการของบาร์เบอร์ว่าเป็นอย่างไร ก่อนหน้านี้แม่เป็นห่วงเรื่องการปรับรูปแบบร้าน กลัวว่าเราจะปรับจนไม่เหลืออะไรเลย (หัวเราะ) กลัวลูกค้าเดิมไม่เข้า รวมถึงเรื่องความเข้าใจเรื่องทฤษฎีและเทรนด์ทรงผมซึ่งช่างตัดผมเก่าๆ จะไม่เชื่อเพราะเห็นว่าเราตัดผมไม่เป็น” น้อยหน่าทิ้งท้ายความตั้งใจค่อยๆ รอการพิสูจน์

Tew’s Barber กับบรรยากาศสยามสแควร์ยุคเรืองรอง ในมือของทายาท (และลูกเขย) รุ่นที่สอง

ขณะที่หนอนเชื่อเรื่องการทำให้เห็นว่าจะพิสูจน์สิ่งที่คนรุ่นเราเชื่อและตั้งใจทำ ไปพร้อมๆ กับการใส่รายละเอียดเรื่องการบริการและไอเดียอื่นๆ เพื่อให้ทันกับยุคสมัยและความต้องการของคนยุคใหม่ แม้ต้องต่อสู้กับความไม่เข้าใจของช่างรุ่นเก่า

“แต่ถึงกระนั้นการทำธุรกิจกับที่บ้านสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน พ่อแม่ ลูกเขย สะใภ้ ก่อนมารับช่วงเราก็ต้องคุยกับแม่เยอะว่าแม่ทำอะไรมาบ้าง สิ่งที่เราควรจะทำคืออะไร แล้วประยุกต์ในทิศทางของเรา ระหวางนั้นจะเห็นว่าเกิดการพูดคุยกันอยู่เสมอ”

คุยกันจบเราก็นึกขึ้นได้ว่า เราไม่ได้พูดคุยเรื่องทรงผมของคุณผู้ชายจนเกิดความเข้าใจมากขึ้นเท่าไหร่ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะเราปล่อยให้เป็นหน้าที่ของช่าง ความตั้งใจบันทึกบรรยากาศให้คงอยู่และปรับเปลี่ยนคุณค่าที่มากกว่าตัวเงินนี้ให้อยู่รอดต่อไปต่างหากที่เรารัก

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าตั้งแต่ต้นจนจบบทสนทนา เราไม่แปลกใจสักนิดว่าทำไมเจี๊ยบถึงไม่ได้ครองรักกับน้อยหน่า แม้น้อยหน่าคนนี้จะคนละคนกับน้อยหน่าคนนั้นก็ตาม

ติ๋วบาร์เบอร์ (พ.ศ. 2537)

ออกตัวสักนิดว่าล้อมกรอบของทายาทรุ่นสองตอนนี้จะยาวกว่าที่เคย แม่เริ่มจากการเป็นช่างตัดผมผู้หญิง (พ.ศ. 2523) และอยากลองตัดผมผู้ชายดูบ้าง จึงไปเรียนวิชาบาร์เบอร์เพื่อเติม ก่อนจะติดใจความเรียบง่ายของการตัดผมผู้ชาย “ทั้งวิธีการตัดผมที่มีแค่ทรงสั้น กลาง และยาว และนิสัยสบายๆ ของลูกค้าผู้ชาย ถ้าเป็นทรงผมผู้หญิงลูกจะว่าเดี๋ยวสั้นไปยาวไปบ้างล่ะ เอียงบ้างล่ะ” แม่ติ๋วเล่าให้เราฟังถึงจุดเริ่มต้นความหลงใหลในปัตตาเลี่ยน

ราวกับแม่ติ๋วจะอ่านสีหน้าที่แสดงคำถามถึงเรื่องการอัพเดตเทรนด์ทรงผมใหม่ๆ ในสมัยก่อนของเราออก แม่ติ๋วรีบเล่าให้ฟังว่า “สมัยนั้นต้องหมั่นไปเรียนวิชาในโรงเรียนสอนทำผมและชมรมช่างตัดผมชายอยู่เรื่อยๆ มีแข่งขันตัดผมเหมือนมีเพื่อนคอยอัพเดตเทรนด์กัน”

บาร์เบอร์ในยุคนั้นถือเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของผู้ชาย เพราะทั้งมอบประสบการณ์ผ่อนคลาย และเป็นแหล่งรวมตัวและพบปะกลุ่มเพื่อนก่อนเดินเที่ยวกินข้าวกันที่สยามสแควร์ “สมัยก่อนลูกค้าผู้ใหญ่บางคนเขาจะมีเครื่องดื่มติดตัวมาเอง แล้วบอกขอนั่งดื่มรอเพื่อนในร้านของเรา บ้างก็ดื่มไปด้วยตัดผมไปด้วย อันที่จริงผู้ใหญ่เขาไม่เที่ยวผับบาร์กันเท่าไหร่” ถือว่าเป็นกิจกรรมผ่อนคลายอย่างที่สุด “เมื่อก่อนยังไม่มีระบบจอง ลูกค้ามาถ้าช่างว่างก็จะตัดเลย ถ้าช่างไม่ว่างก็มาใหม่วันหลัง ลูกค้าสมัยก่อนเขามาสยามทุกวัน มากินข้าว มาซื้อเสื้อผ้า แหล่งศูนย์รวมผู้คนเพราะยังไม่มีห้างสรรพสินค้า”

แล้วอะไรคือนิยามของความติ๋วบาร์เบอร์ เราถาม และสิ่งนั้นก็คือ การมอบความสบายใจและความเป็นกันเอง การบริการที่มากกว่าการบริการ และความเป็นส่วนตัวที่ติ๋วบาร์เบอร์ให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง “ลูกค้าบางคนมาถึงก็หลับเลย พักผ่อนของจริง” แม่ติ๋วหัวเราะก่อนจะทิ้งท้ายความรู้สึกที่มีต่อ ติ๋วบาร์เบอร์ ในยุค พ.ศ. 2560

“เราไม่ค่อยห่วงอะไรนะ เขาเห็นสิ่งที่เราทำมาตั้งแต่เด็ก”

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load