ขณะที่หลายคนมองหาสิ่งใหม่ มีสิ่งเก่ากำลังจากหายไป

แต่เราเชื่อในการอยู่ร่วมกันของสองสิ่งนี้ แนวคิดแบบเก่ากับแนวคิดแบบใหม่ ประสบการณ์แบบเก่ากับประสบการณ์แบบใหม่ การอยู่ร่วมกันขององค์ความรู้ทั้งเก่าและใหม่แบบนี้น่าสนใจ

อะไรที่เลือกรักษาไว้และอะไรที่ต้องเปลี่ยนแปลงใหม่ เราคงตอบเองไม่ได้ แต่คนที่มีประสบการณ์ทำธุรกิจต่อจากที่บ้าน หรือที่เราให้ชื่อเล่นไว้ว่า ทายาทรุ่นสอง จะตอบคุณได้

สิ่งที่ใกล้เคียงกับการรับหน้าที่ต่อจากพ่อแม่ได้ดีที่สุดของผู้เขียนก็คงเป็น การเป็นตัวแทนแม่ไปประชุมผู้ปกครองของน้องชาย แม้ดูเทียบกันไม่ได้ แต่เชื่อเถอะว่าความรู้สึกของการมีตราประทับพ่อแม่ติดอยู่กับตัวเราไม่ว่าเราจะทำอะไรนั้นไม่แตกต่างกัน

ทายาทรุ่นสองตอนแรกของเราคือ สำนักพิมพ์แสงแดด

ทายาททั้งสี่ของสำนักพิมพ์แสงแดดไม่เพียงรับช่วงเปลี่ยนโฉมกิจการที่บ้านให้สดใสทันสมัย แต่นำเอาส่วนผสมที่ทุกคนชอบและถนัดมาร่วมกันทำอย่างลงตัว เปลี่ยนสำนักพิมพ์ตำราอาหารให้มี โรงเรียนสอนทำอาหาร รายการทำอาหาร โปรดักชันเฮาส์ หน่วยผลิตสื่อภาพเคลื่อนไหวที่มีวิธีการเล่าเรื่องที่เป็นเอกลักษณ์ ผู้อยู่เบื้องหลังวิดีโอโปรโมตหนังสือใหม่ของสำนักพิมพ์ และเปลี่ยนโฉมนิตยสารของสำนักพิมพ์ให้มีหน้าตาเก๋ไก๋

ยิ่งได้พูดคุยกับทุกคนถึงเรื่องราวและบรรยากาศสมัยก่อตั้งบริษัท แรงบันดาลใจจากที่เห็นพ่อและแม่ทำงานสำนักพิมพ์ผลิตตำราอาหาร องค์ความรู้และจิตวิญญาณที่รุ่นแรกสร้างและรุ่นสองตั้งใจสานต่อ เราก็ยิ่งมั่นใจว่าต่อให้วันพรุ่งนี้ เดือนหน้า และต่อๆ ไป สำนักพิมพ์แสงแดดจะเป็นอย่างไร แสงแดดจากพระอาทิตย์ดวงเดิมก็ยังคงให้ความอบอุ่นขนาดพอดีๆ กับเราอยู่ ต่อให้เรายืนอยู่ในดินแดนส่วนไหนของโลกก็ตาม

เหมือนที่เพลง Here comes the sun ของ The Beatles บอกไว้ว่า “นั่นไง! พระอาทิตย์มาแล้ว และทุกอย่างจะราบรื่นดี”

ธุรกิจ
สำนักพิมพ์แสงแดด
ประเภทธุรกิจ
สื่อสิ่งพิมพ์
อายุ
32 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง
นิดดา หงษ์วิวัฒน์, ทวีทอง หงษ์วิวัฒน์
ทายาทรุ่นที่สอง 
ตุลย์-ตุลย์ หงษ์วิวัฒน์
ต้อง-น่าน หงษ์วิวัฒน์
วรรณ-วรรณแวว หงษ์วิวัฒน์
แวว-แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์

เด็กฝึกงานในสำนักพิมพ์แสงแดด

‘ห้องสต็อกหนังสือเป็นที่เล่นซ่อนหา’ วรรณ ฝาแฝดคนที่ผมสั้นกว่าบอกเราในทันที เมื่อถามถึงความทรงจำที่มีต่อสำนักพิมพ์แสงแดดในยุคการทำงานของคุณแม่นิดดา หงษ์วิวัฒน์

ถ้าเปรียบให้เห็นภาพแบบเร็วๆ จากการเล่าของน่าน พี่ชายคนรองผู้จดจำบรรยากาศช่วงนั้นได้ดีที่สุด

สำนักพิมพ์แสงแดดของแม่นิดดาเหมือน startup สมัยโบราณที่ทำระบบหลังบ้านทุกอย่างด้วยตัวเอง ในตึกแถวขนาด 4 ชั้นย่านสี่แยกลาดพร้าวที่มีพื้นที่ชั้นสามเป็นห้องเก็บหนังสือทั้งหมดของสำนักพิมพ์วางเรียงตั้งสูงจนถึงเพดาน

“ตอนเด็กๆ สงสัยเหมือนกันว่าที่ออฟฟิศแม่มีหนังสือมากมายขนาดนี้แล้วทำไมตึกไม่ถล่ม (หัวเราะ)” อดีตเด็กฝึกงานฝ่ายสต็อกเล่าความทรงจำให้เราฟัง หน้าที่ของน่านในวัย 9 ขวบคือช่วยฝ่ายสต็อกใช้เชือกฟางมัดหนังสือแล้วขนลงมาชั้นล่าง ก่อนจะนั่งไปกับรถจัดส่งหนังสือ “นอกจากสำนักพิมพ์แล้ว ตอนนั้นแม่ยังเป็นสายส่งเองด้วย”

ในขณะที่พื้นที่ชั้นสี่เป็นของฝ่ายงานศิลปกรรม ซึ่งเด็กฝึกงานฝ่ายนี้อย่างตุลย์ พี่ชายคนโต (ปัจจุบันบวชเป็นพระ) ต้องคอยใช้ก้อนกาวลบกาวที่ติดอยู่บนเพลตพิมพ์หนังสือ และศึกษาวิธีการตัดแปะเรียงพิมพ์อย่างใกล้ชิด

“เรียกได้ว่าผมและพี่ตุลย์โตมากับสำนักพิมพ์นี้ ขณะที่วรรณและแววโตมาในยุคที่กิจการเริ่มเฟื่องฟูแล้ว” แม้จะฟังดูโอดครวญที่เด็กชายวัยประถมต้องช่วยงานที่บ้านแทนการวิ่งเล่นกับกลุ่มเพื่อน เขาก็ยังรู้สึกภูมิใจที่ได้ทำในสิ่งที่เด็กคนอื่นไม่มีโอกาส

สำนักพิมพ์แสงแดด

ก่อนจะเป็นสำนักพิมพ์ที่ขายตำราอาหารมีชื่อ หนังสือช่วงแรกของสำนักพิมพ์เป็นหนังสือแปลและงานทั่วไป โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับจิตวิทยาเด็กและเรื่องเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน ซึ่งหากใครทันดูรายการ รักลูกให้ถูกทาง ก็จะจำคุณแม่นิดดาในฐานะวิทยากรประจำรายการได้

“สิ่งที่จำได้เกี่ยวการทำงานของแม่คือ เวลาไปเที่ยวครอบครัวไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม พวกเราไม่เคยไปเที่ยวอย่างเดียวแต่จะมีการเก็บข้อมูลหรือทำอะไรสักอย่างอยู่ตลอดเวลา ของกินท้องถิ่นหรือตลาดเช้าประจำเมือง ทุกครั้งที่ไปเที่ยวพ่อกับแม่จะได้งานกลับบ้านตลอด” แวว ฝาแฝดคนที่ผมยาวกว่าบอกอีกว่า ไม่มีสักครั้งที่ไปเที่ยวแบบปราศจากงาน เพราะจนถึงวันนี้แม้พ่อและแม่จะไม่ได้ออกเดินทางด้วย ท่านก็ยังใช้วิธีมอบหมายให้ลูกๆ เก็บข้อมูลและถ่ายรูปกลับมา

“ส่วนของวรรณจำได้ว่าฝึกงานกองบรรณาธิการ จริงๆ ก็ไม่ได้ไปทำงานหรอก ไปเล่นกับพี่ที่ทำงานมากกว่า แต่จำได้ว่าต้องนั่งพิมพ์สูตรอาหารตามลายมือเขียน” วรรณ อดีตเด็กฝึกงานกองบรรณาธิการที่ปัจจุบันดูแลงานบรรณาธิการนิตยสาร ครัว ของสำนักพิมพ์แสงแดด รีบบอก

“เอาลายมือเขียนมาพิมพ์หรอ ทำไมจำกันได้ด้วย” แววร้องถาม

“จำได้ๆ จำได้ว่าต้องเคาะ ต้องเว้นวรรค” วรรณยืนยัน

และเพื่อไม่ให้คุณผู้อ่านทางบ้านสลับสับสนเหมือนผู้เขียน ที่ต้องพบกับบทสนทนาตัดสลับไปมาของคนทั้งสองที่เหมือนกันทั้งหน้าตาและน้ำเสียง เราขอแนะนำให้จำการแยกฝาแฝดคู่นี้ว่า แววผมสั้น วรรณผมยาว ไม่สิ คนที่ผมสั้นคือวรรณ และคนที่ผมยาวคือแวว โชคดีที่บทสนทนานี้อยู่บนหน้ากระดาษ คุณผู้อ่านจึงไม่ต้องเป็นห่วงว่าวรรณกับแววใครกล่าวก่อนกัน

เพราะสิ่งที่ฉันทำลงไปใจสั่งมา

ในวันที่เห็นและจดจำกระบวนการทำงานในสำนักพิมพ์ของที่บ้านตั้งแต่ต้นทางของเก็บข้อมูลไปจนถึงมือผู้อ่านผ่านร้านหนังสือและงานสัปดาห์หนังสือ เราสนใจว่าสิ่งเหล่านี้สร้างแรงบันดาลใจในการเลือกทางเดินชีวิตของแต่ละคนอย่างไร ก่อนจะกลับเข้าสู่สำนักพิมพ์ของที่บ้านอย่างเต็มตัว เพราะทั้งสี่พี่น้องยืนยันว่าไม่มีใครเลือกเรียนเพราะคิดว่าจะมารับช่วงต่อ ทุกคนเรียนในสิ่งที่ตัวเองสนใจ

“พี่ชายคนโตเรียนจบสายโฆษณา จากนั้นเริ่มงานบริษัทก่อนจะร่วมกับเพื่อนเปิดบริษัทกราฟิกของตัวเอง จนย้ายออฟฟิศมาที่เดียวกันซึ่งทำให้ต้องช่วยงานของที่บ้านเยอะขึ้น สุดท้ายพ่อก็ชวนมาเป็น Art Director เต็มตัวให้สำนักพิมพ์ แต่ถ้าลำดับการทำงานกับที่บ้านแล้ว ผมเป็นคนแรกที่มาช่วยงานที่บ้าน ก่อนหน้านี้เป็นวิศวกรบริษัทหนึ่ง แล้วพบว่าจริงๆ แล้วสนใจงานการตลาด แต่ยังไม่เคยลองทำและเป็นจังหวะเดียวกับที่บ้านกำลังหาคนมาช่วยงานส่วนนี้ เราจึงเริ่มต้นทำงานที่บ้านเต็มตัว” น่านเล่าเรียงเรื่องราวตามลำดับอาวุโส

“เราตั้งใจเข้านิเทศศาสตร์ เพราะแอบคิดเล็กๆ ว่าสาขาวารสารศาสตร์น่าจะใช้กับงานที่บ้านได้ ปรากฏว่าวารสารที่เข้าใจว่าเรียนเรื่องนิตยสารจริงๆ แล้วเป็นเรื่องหนังสือพิมพ์ พอเจอว่าเป็นข่าวเราก็ขอย้ายไปเรียนภาพยนตร์แทน (หัวเราะ) แต่เราก็ยังวนเวียนอยู่กับงานเขียน ปิดเทอมไปฝึกงานเป็น a team junior 2 พอเรียนจบก็ไปทำงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับโฆษณา แต่รู้สึกว่าชอบทำงานหนังสือมากกว่าเลยไปทำงานเป็นกองบรรณาธิการนิตยสาร ฟิ้ว ในเครือ BIOSCOPE ตอนนั้นแอบคิดว่าสักวันหนึ่งจะกลับมาช่วยที่บ้านแต่ยังไม่ไปกำหนดอะไรมากเพราะยังมาไม่ถึง

“และพอแววจะไปเรียนต่อก็ขอไปด้วย ตอนนั้นเริ่มชัดเจนกับตัวเองแล้วว่าจะทำงานสายภาพยนตร์ ได้ทำงานโปรดิวเซอร์และงานเขียนบท” วรรณเล่าถึงเส้นทางของตัวเองที่ฟังแล้วเฉียดใกล้กับเส้นทางของกิจการที่บ้านที่สุด

สำนักพิมพ์แสงแดด

“ส่วนเราเรียนเศรษฐศาสตร์ แล้วไปทำงานการตลาดสักพักก็รู้สึกชอบงานวิดีโอมากกว่า เพราะช่วงเรียนมหาวิทยาลัยมีโอกาสไปช่วยวรรณบ่อยๆ จึงตัดสินใจไปเรียนต่อเรื่องภาพยนตร์ก่อนจะกลับมาทำงานสื่อสักพักและเริ่มบริษัท production house ของตัวเอง” แววเล่าถึงช่วงเวลาที่ค้นพบความมีแววของตัวเอง

จนวันหนึ่งที่พี่น้องฝาแฝดคุยกันว่าอยากทำวิดีโอถ่ายอาหารสวยๆ โดยใช้สูตรของตำราอาหารที่บ้านทำตามรายสะดวก ก่อนจะชวนพี่ชายคนรองทำรายการทำอาหารบนยูทูบด้วยกัน จากทีมงานเล็กๆ จึงกลายเป็น Spoonful Production ซึ่งมีสถานะเป็นหน่วยหนึ่งที่จะทำสื่อเคลื่อนไหวให้สำนักพิมพ์แสงแดด เป็นจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนสำนักพิมพ์แสงแดดผู้ผลิตตำราอาหารมาอย่างยาวนาน ปลุกกระแสการถ่ายอาหารด้วยมุมภาพและเทคนิคการเล่าเรื่องแบบใหม่ที่น่าสนใจ สร้างความมีชีวิตชีวาแก่สำนักพิมพ์จนเริ่มเป็นที่รู้จักในกลุ่มคนรุ่นใหม่

“ก่อนหน้านี้พ่อพวกเราเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยด้านสังคมศาสตร์ ช่วงที่พ่อลาพักมาเขียนวิทยานิพนธ์ที่บ้านเป็นช่วงเดียวกับที่แม่เริ่มต้นนิตยสาร ครัว พอดี ไปๆ มาๆ พ่อสนุกกับการวิเคราะห์และจับประเด็นและเรื่องอาหารจนไม่เขียนงานวิจัยของตัวเอง สุดท้ายท่านก็ early retire มาทำสำนักพิมพ์กับแม่ เราคิดว่าพ่อรู้สึกสนุกเพราะพ่อมีอินเนอร์แบบนักวิจัย โดยพ่อจะดูงานบรรณาธิการเป็นหลัก ออกแบบเนื้อหาว่าตำราอาหารและนิตยสารแต่ละเล่มต้องไม่ใช่มีเรื่องสูตรอาหาร แต่ควรจะมีข้อมูลเชิงลึกว่าผู้อ่านต้องรู้เรื่องอะไรก่อนเล่มลงมือทำ” วรรณเป็นตัวแทนเล่าถึงพ่อ ผู้เป็นอีกคนหนึ่งที่เปลี่ยนสายงานมาร่วมสร้างความแข็งแรงให้สำนักพิมพ์แสงแดดด้วยกัน

“ด้วยความที่เราอยู่กับอาหารมาตลอดกับเรื่องนี้พวกเราเลยไม่ฝืนใจที่จะทำ ช่วงไหนที่นิตยสารครัวกำลังสนใจเรื่องปลาแม่น้ำ ก็จะมีปลาแม่น้ำเต็มโต๊ะที่บ้าน เพราะพ่อจะ experimental ไปด้วย ดังนั้นต่อให้สิ่งที่ทำไม่ใช่ที่สุดของความฝัน มันก็ไม่ได้คนละขั้วจนเกินไปก็ยังมีความสนุกอยู่” แวว เสริมหลังจากที่พี่น้องทั้ง 4 เริ่มประจำการทำงานในสำนักพิมพ์แสงแดด

เธอก็เสือ ฉันก็สิงห์ อันที่จริงไม่มีอะไร

“เราคุยงานการตลอดเวลาแม้บนโต๊ะอาหาร” แววเล่า และไม่ต้องนึกภาพไปไหนไกลที่ไหน เพราะระหว่างที่พูดคุยกันอยู่นี้ แววเองขีด-ปรับ-แก้ไขบางอย่างอยู่บนกระดาษใกล้ๆ เรานี่เอง

ใครที่คิดว่าทำงานที่บ้านเป็นเรื่องสนุก เราขอให้ลองนึกภาพการประชุมงานที่โต๊ะอาหาร 3 มื้อต่อวัน ยังไม่รวมช่วงเวลาเข้างานและเลิกงานที่ไม่มีสิทธิ์ตอกบัตรด้วย

“เรื่องการเตรียมส่งไม้ต่อจากพ่อแม่สู่พวกเราเต็มตัว จริงๆ เราก็เห็นด้วย แต่ในเชิงปฏิบัติมันคงวางแผนไม่ง่ายขนาดนั้น ช่วงที่วรรณรับโจทย์การเปลี่ยนโฉม ครัว จากพ่อ พ่อปัดไอเดียที่เสนอไปตกหมดเลย จากนั้นเราก็ค่อยๆ ปรับจูนท่าที ต้องค่อยๆ อาศัยการทำงานด้วยกันจริงๆ แล้วค่อยๆ เปลี่ยนไปสู่สิ่งที่เราอยากให้เป็น อีกอย่างเรารู้สึกว่าทุกครอบครัวมันก็จะมีความไม้เบื่อไม้เมากันเป็นธรรมดา และของเราพอมีกิจการครอบครัวมาเกี่ยวเรื่องการงานจึงเป็นหัวข้อหลักที่ทำให้คิดเห็นไม่ตรงกัน”

“ผมบอกเสมอว่าถ้าใครคิดจะทำงานกับที่บ้านคุณต้องยอมรับข้อนี้ให้ได้ คุณต้องมีความอดทน ใจเย็น และพยายามพิสูจน์ตัวเอง” น่าน พี่ชายคนรองผู้รับมือกับการตกลงกับแม่ได้น้อยที่สุดแนะนำทางออกที่ win-win ทุกฝ่าย

“พอทำงานกับที่บ้านแล้วมีข้อขัดแย้ง มันไม่ใช่แค่เจ้านายกับลูกน้อง แต่มันมีความเป็นพ่อแม่ด้วย ดังนั้นสิ่งที่พูด น้ำเสียงที่พูด ทั้งหมดส่งผลต่ออารมณ์ของผู้ฟัง (หัวเราะ) หรือท่าที ซึ่งจะซับซ้อนกว่าการอยู่ในองค์กรและเราเป็นเพียงพนักงานคนหนึ่ง ส่วนข้อดีก็คือไม่ว่าจะทำอะไรก็เป็นของเราเอง เราไม่ได้รู้สึกว่าเราทำเพื่อบริษัทหรือใครคนอื่น ดังนั้นจะเห็นว่ามีข้อดีข้อเสียต่างกัน” วรรณ ผู้เชี่ยวชาญการปรองดองในครอบครัวแนะนำข้อดีข้อเสียของการทำงานรับช่วงต่อกิจการที่บ้าน

อยู่ต่อเลยได้ไหม อย่าเพิ่งปล่อยให้ตัวฉันไป

และเมื่อบริบทของสังคมและทุกอย่างเปลี่ยนไปจากเดิม โดยเฉพาะจุดเปลี่ยนในช่วง 5 – 6 ปีที่ผ่านมา ประเด็นของการเข้ามาของ smartphone ที่กระทบธุรกิจหนังสือและนิตยสารซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอาจจะเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้กัน ที่น่าสนใจคือ บริษัทผู้ผลิตตำราอาหารที่เคยเฟื่องฟูมากในยุคหนึ่งจะมีท่าทีอย่างไรในยุคที่ทุกคนสามารถหาสูตรอาหารฟรีได้จากอินเทอร์เน็ต

“จริงๆ ถ้าเราไม่ได้รับช่วงกิจการ เราก็แอบคิดว่าหากไปเริ่มทำสิ่งใหม่ที่เข้ากับบริบทปัจจุบัน มันคงจะง่ายกว่าที่ต้องมารับช่วงและปรับเปลี่ยนบริษัทให้อยู่รอด” ก่อนที่วรรณจะเล่าถึงการแบกรับความคาดหวังจากบริษัท และการปรับตัวเข้าสู่โลกออนไลน์มากขึ้น “เราอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี สิ่งที่เคยทำแล้วว่าดีในยุคพ่อแม่มันไม่เวิร์กแล้วในตอนนี้ จริงๆ ก็เหมือนต้องเริ่มใหม่ ซึ่งขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงแบรนด์เก่าด้วย

“จริงๆ ยอดขายนิตยสาร ครัว เท่าเดิมนะ และการปรับโฉมจุดกระแสคนรุ่นใหม่และโลกออนไลน์มากขึ้น แต่ในแง่ธุรกิจ ด้วยโมเดลยุคหนึ่งที่ ครัว ทำหน้าที่เป็นแม่ทัพมีส่วนสำคัญในด้านเนื้อหาทำให้เกิดหนังสือเล่มอื่นๆ ของสำนักพิมพ์ไม่เป็นผลแบบแต่ก่อนแล้ว เราก็ต้องมาคิดต่อว่าจะทำอย่างไรดี ซึ่งคนตัดสินใจก็คือพ่อแม่ สำหรับคนทำงานอย่างเรา เราไม่รู้หรอกว่าการเปลี่ยนโฉม ครัว ถูกใจกลุ่มเป้าหมายอย่างไร เพราะมีทั้งเสียงติจากแฟน ครัว รุ่นเก่าที่ไม่ชอบใจการเปลี่ยนขนาดตัวหนังสือและรูปแบบการจัดหน้าแบบใหม่ ขณะที่มีเสียงชื่นชมจากกลุ่มแฟนครัวรุ่นใหม่ แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกก็คือ ทีมที่ทำงานด้วยกันมีพลังเปลี่ยนไป เพราะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลาจากโจทย์ที่เปลี่ยนไปทุกเดือน เรายังสนุกกันมากๆ จริงๆ” วรรณเล่าในฐานะผู้รับช่วงเปลี่ยนโฉมนิตยสาร ครัว ที่มีอายุ 24 ปีให้กลายเป็นสาววัยรุ่นผู้กระฉับกระเฉงและสดใส

สำนักพิมพ์แสงแดด

Here comes the sun

ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ แววแจ้งข่าวสถานการณ์ของนิตยสาร ครัว กับเรา ด้วยห่วงว่าเรื่องราวที่พูดคุยนั้นจะตรงกับความตั้งใจของคอลัมน์เราหรือเปล่า

จากสถานการณ์ แม้ฟังดูอาจจะไม่ใช่เรื่องน่ายินดี แต่เราก็เผลอปากออกบอกยินดีมากและรอที่จะได้พูดคุยกันเรื่องนี้กลับไป นั่นเป็นเพราะเราติดตามผลงานของพี่น้องบ้านแสงแดดอยู่เสมอ ทั้งเชื่อมั่นว่าในทุกการตัดสินใจพวกเขาและเธอจะผ่านมันไปได้ด้วยดีอย่างแน่นอน ไม่ใช่เพราะเรามีตาทิพย์หรือจิตสัมผัส แต่สิ่งที่พวกเขาทำในช่วงเวลาที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นและบอกเราอย่างนั้น

สำนักพิมพ์แสงแดด

“หลังจาก ครัว ฉบับสุดท้าย เราตั้งใจที่จะทำเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอาหาร ซึ่งระหว่างนี้เราก็ประมวณความคิดและทบทวนบทเรียนที่ผ่านมาจากการพูดคุยกับพ่อและแม่ จนได้เจอกับจิตวิญญาณของ ครัว และเราอยากรักษาสิ่งนี้ต่อไปแม้จะอยู่ใน platform ใหม่ โดยพูดถึงหัวใจของครัว 3 เรื่อง ได้แก่ หนึ่ง สานต่อเจตนารมณ์ของครัวที่สนับสนุนของท้องถิ่นของไทย ที่ผ่านมา ครัว พูดเรื่องชาวบ้าน ปลาแม่น้ำ การเก็บไข่มดแดง หรืออาหารท้องถิ่นตามที่ต่างๆ ที่เราไม่อาจเสิร์ชเจอบนอินเทอร์เน็ต เป็นของที่ชาวบ้านมากๆ และเขาไม่ได้สนใจอยากโปรโมตตัวเอง เรารู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เคยไปถึงคนรุ่นใหม่ เราอยากลองดูกับเว็บไซต์นี้ สอง สนับสนุนให้คนลุกขึ้นมาทำอาหารกินเอง และสาม อยากให้คนหันมาสนใจและมีความรู้กับสิ่งที่กิน ว่าสิ่งนั้นมาจากไหน หน้าตาที่แท้จริงเป็นอย่างไร” วรรณกล่าว

เมื่อถามถึงความมั่นใจของคนที่ทำเนื้อหาเรื่องอาหารและวัฒนธรรมอย่างเข้มข้น ถึงการเปลี่ยนสู่ออนไลน์ที่อาจจะเน้นความกระชับ น่านก็บอกกับเราว่า “ก็มีบ้างที่เรากังวลว่าเราจะทำได้ไหม คนจะรู้เรื่องและตามทันหรือเปล่า พวกเราจึงพูดคุยกันใหม่ว่าเราทำในสิ่งที่เราอยากทำกันดีกว่าไหม เรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่นะ และเราต้องการคนที่ถ่ายทอดมันอย่างตรงไปตรงมา แบบที่ควรจะเป็น แบบที่ดีกับทุกคนโดยไม่ได้มีข้อความแฝงใดๆ พอมาคิดแบบนี้เราก็รู้สึกเป็นตัวเองขึ้นมา และเริ่มมีพลังพร้อมส่งต่อจิตวิญญาณที่มีในสมัยรุ่นพ่อแม่ แล้วถ้าเราทำและเชื่อมั่นอย่างแท้จริงรายได้ก็คงมาเอง จะบอกว่าเป็นทั้งวิกฤตและโอกาสในคราวเดียวกันก็ได้

“โลกออนไลน์ก็มีข้อดีคือการเข้าถึงง่ายและการสื่อสารที่เป็นกันเอง ในขณะที่สิ่งพิมพ์มีรายละเอียดต้องผ่านการพิสูจน์อักษรหลายรอบเป็นคนละธรรมชาติ” วรรณสรุปให้เราฟังว่าในส่วนของนิตยสาร ครัว จะทำออนไลน์เป็นหลักแต่ก็ยังอยากมีสิ่งพิมพ์อยู่ ซึ่งอาจจะทำในรูปแบบ bookazine ราย 3 – 4 เดือน

“อนาคตจะเป็นอย่างไรไม่รู้ รู้แต่ว่าต้องทำให้เต็มที่ มันถึงยุคที่เราต้องก่อร่างสร้างเองแล้ว เส้นทางที่พ่อแม่สร้างมาให้มันขีดมาจนถึงปลายเส้นแล้ว ด้วยอายุของพ่อแม่ ด้วยเรื่องเศรษฐกิจ ทำให้เราต้องปรับและเปลี่ยนไปจากเดิมสู่ยุคใหม่ มันไม่เหมือนการเปลี่ยนผ่านยุคก่อนๆ ที่ยังเก็บรักษาคุณค่าเดิมไว้ แต่ครั้งนี้แทบทุกอย่างเราต้องคิดใหม่หมด ท้าทายพอสมควร” แววทิ้งท้ายไว้ ซึ่งเป็นนาทีสุดท้ายของการสนทนาที่เราเริ่มแยกแววและวรรณออกด้วยน้ำในแววตาของแวว

“ในขณะที่เครียดเราก็อยากเห็นมันออกมาดีมากๆ อันดับแรกคือเราไม่ฝืนที่จะทำ อันดับสองคือเราอยากเห็นมันออกมาดี แม้ว่าสิ่งนี้จะไม่ใช่ความฝันสูงสุด” คำตอบสรุปของวรรณยิ่งทำให้เราเอาใจช่วยและรอคอยโฉมใหม่ของ ครัว นี้เข้าไปอีก ก่อนที่น่านจะรับหน้าที่เป็นคนสรุปสิ่งที่ทายาทรุ่นที่สองของสำนักพิมพ์แสงแดดกำลังจะไป

“สิ่งที่พ่อแม่สร้างมากำลังจะดำเนินต่อไปในอีกร่างหนึ่ง ด้วยรากฐานเดิมแต่เพิ่มเติมที่ส่วนประกอบใหม่จากพวกเราที่ถนัดกันคนละอย่าง เราทำเนื้อหา เราดูแลความสวยงาม เราเป็นคนจัดการ และเราเป็นคนทำอาหาร”

สำนักพิมพ์แสงแดด พ.ศ. 2528

 

ก่อนจะเริ่มสำนักพิมพ์แสงแดดอย่างเต็มตัว คุณแม่นิดดาเล่าให้ฟังว่า เธอเป็นผู้จัดการวารสาร เมืองโบราณ อยู่ถึง 6 ปี “เราเป็นคนทำงานแล้วทุ่มเพราะตื่นเต้นไปหมดที่จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ เราเรียนจบครุศาสตร์ฟิสิกส์จากจุฬาฯ แล้วมาทำงานในสายที่ไม่ตรงกับสิ่งที่เรียน แม่รู้สึกว่าห้องเรียนที่แท้จริงคือการทำงาน แม่จึงไม่เคยดูถูกใครที่เรียนจบอะไรมา แม่จะให้โอกาสทุกคนไม่ว่าคนนั้นจะมีพื้นฐานการเรียนอะไรมา”

 

ช่วงแรกสำนักพิมพ์แสงแดดทำหนังสือทุกแนว และด้วยความที่คุณแม่เป็นนักวิทยาศาสตร์ เธอจึงทำสถิติข้อมูลการขาย แล้วพบว่าตำราอาหารเป็นหมวดที่ขายดีที่สุดของสำนักพิมพ์ “จากนั้นเราตัดสินหยุดทำหนังสือประเภทอื่นๆ และพัฒนาตำราอาหารอย่างเดียว ช่วงนั้นมีคนดูถูกเรานะว่าทำตำราอาหารขายและขายอย่างเดียวด้วยจะไปได้สักเท่าไหร่ เราเองยังบอกเขาเลยว่าไม่เป็นไร ในเมื่อทำแล้วขายได้ก็ขอทำไปก่อนถึงวันที่จบก็ต้องจบ ปรากฏไม่ใช่เลย ตลาดตำราอาหารเป็นตลาดที่ใหญ่มาก ไม่เช่นนั้นเราคงไม่สามารถมาถึงวันนี้ได้ด้วยตำราอาหารโดยที่แม่เป็นคนไม่ทำอาหาร เรื่องนี้นอกจากครอบครัว ไม่มีใครรู้เลยนะ (หัวเราะ)”

 

แต่ถึงอย่างนั้นคุณแม่ก็มีความรู้เรื่องอาหารอยู่พอตัว ซึ่งแม้แต่กับตำราอาหาร เธอก็ยังทำสถิติว่าอาหารชนิดไหนขายดี และพบว่าอาหารไทยขายดีและเป็นที่ต้องการในตลาด “มีเล่มหนึ่งที่แม่ทำชื่อว่าคานาเป้ ทำออกมาแล้วขายไม่ดี จึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นอาหารว่างและคานาเป้ เท่านั้นแหละ ขายดีมากๆ สมัยนั้นยังพิมพ์ขาวดำอยู่เลยนะ”

 

“สิ่งที่แม่รู้สึกเมื่อเห็นสำนักพิมพ์แสงแดดในยุคทายาทรุ่นสองคือ เขาเห็นในสิ่งที่แม่ไม่เห็น เช่น การนำเสนอตัวเอง การเขียนหนังสือเขาก็แหวกจากแม่ไปเลย แม่ยังคิดเลยว่า ถ้าแม่จะเขียนหนังสืออย่างพวกเขาจะทำได้ไหม ทำให้รู้สึกว่าคนเรามีสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างในและสิ่งนี้จะปรากฎต่อเมื่อเขาได้ทำมันออกมาแม่รู้สึกภูมิใจในตัวพวกเขานะ เพียงแต่ไม่ได้รู้สึกว่าที่พวกเขาเป็นแบบนี้ก็เพราะแม่ เขาเก่งแบบนี้เพราะตัวของเขาเอง”

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : แบรนด์ HARV (บริษัท แกรนด์ดิส จำกัด)

ประเภทธุรกิจ : เฟอร์นิเจอร์

ปีที่ก่อตั้ง : ค.ศ.​ 1983 (แบรนด์ HARV เริ่ม ค.ศ. 2020)

ผู้ก่อตั้ง : ปึงจือฮวด, ไพสิทธิ์ ปิติทรงสวัสดิ์

ทายาทรุ่นสอง : ชาตรี และ พรรณมาศ วระพงษ์สิทธิกุล

ทายาทรุ่นสาม : ชนน วระพงษ์สิทธิกุล

ใครว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์ เป็นได้แค่โชว์รูม

แต่ไม่ใช่สำหรับ HARV Brand แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ในแบบ Circular Economy ที่เน้นความยั่งยืนทั้งการผลิต การใช้งาน การตลาด จากการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด

HARV มาจากคำว่า Harvest ที่แปลได้ทั้งเก็บเกี่ยวและผลผลิต เกิดจากความตั้งใจเก็บเกี่ยวสิ่งที่มีอยู่แล้วมาต่อยอด และพัฒนาจนเกิดเป็นแบรนด์ของตัวเองของ เชียร์-ชนน วระพงษ์สิทธิกุล ทายาทรุ่นสามจาก Inhome Furniture แบรนด์เฟอร์นิเจอร์จากไม้ปาร์ติเกิลบอร์ด ซึ่งทำจากเศษไม้ที่เหลือจากการผลิตไม้

HARV แบรนด์แนวคิด Circular Economy ของทายาทรุ่นสาม ที่อยากเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์

ไม้ปาร์ติเกิลเป็นหนึ่งในวัสดุที่ดี ราคาสบายกระเป๋า น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายได้ง่าย เหมาะกับสายแต่งห้อง ตกแต่งคาเฟ่ ออฟฟิศ และเชียร์ยังเน้นใช้เศษไม้เหลือจากโรงงานของครอบครัว เขาเลือกแปรรูปเศษไม้ให้กลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหม่ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้และลดปริมาณขยะ ผลิตสินค้าที่เน้นความคุ้มค่า ภายใต้การดำเนินธุรกิจทั้งรูปแบบโรงงาน Inhome และแบบ OEM (Original Equipment Manufacturer : OEM) มาอย่างยาวนาน 39 ปี

ทุกดีไซน์ที่แบรนด์นี้ออกแบบ คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของผู้ผลิต และผู้ใช้งานเป็นสำคัญ

พื้นที่นี้จึงอยากเปิดให้เป็นคอมมูนิตี้เล็ก ๆ เป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์ เป็นที่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ และอยากพัฒนาคุณภาพชีวิตคนให้ดีขึ้นไปพร้อม ๆ กับสิ่งแวดล้อม

Inhome

ย้อนกลับไปเมื่อ 39 ปีที่แล้ว ตั้งแต่ปี 1983 ครอบครัวนี้ไม่ได้ใช้วิธีบริหารงานแบบกงสีเสมือนหลายตระกูลใหญ่ แต่อากงเลือกมอบแต่ละโรงงานให้ลูก ๆ ไปดูแลกันเอง เพราะอยากให้ลูกหลานได้แสดงศักยภาพเต็มที่ และมีธุรกิจหาเลี้ยงครอบครัวได้ไปจนถึงอนาคต หนึ่งในผู้สืบทอดเลือกโรงงานไม้ซึ่งต่อยอดมาเป็นแบรนด์ Flo Furniture ส่วน คุณแม่พรรณมาศ วระพงษ์สิทธิกุล คุณแม่ของเชียร์เลือกรับช่วงต่อ Inhome Furniture จากอากงและคุณลุงมาจนถึงปัจจุบัน

ตัวอักษรพิมพ์เล็กสีขาวตัดกับโลโก้แบรนด์สีแดง แสดงถึงความจริงใจและความซื่อสัตย์ที่มีให้ลูกค้า เพราะเฟอร์นิเจอร์ในแบบของ Inhome ทำจากไม้แผ่นใหญ่ ใช้วัสดุที่แข็งแรงคงทน ออกแบบเพื่อการใช้งานอย่างยาวนานและคุ้มค่า เน้นผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ตามบ้านและออฟฟิศ มีสินค้าขายดีเป็นที่รู้จักอย่างตู้ทีวี ตู้รองเท้าที่จุได้เยอะและระบายอากาศได้ดี มีทั้งทำส่งออก งาน OEM และงานของแบรนด์เอง ซึ่งออกแบบภายใต้แนวคิดของโรงงานที่สั่งสมมารุ่นสู่รุ่นว่า ทุกครั้งต้องตัดไม้แผ่นหนึ่งให้เหลือเศษน้อยที่สุด และนำเศษที่เหลือนั้นไปต่อยอดเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหม่ เช่น เอาเศษไม้เหลือจากหน้าบานมาทำลิ้นชัก

แต่แพตเทิร์นที่ลงตัวแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทุกครั้ง บางทีการผลิต 3 ชิ้นอาจจะประหยัดพื้นที่ไม้มากกว่าการทำชิ้นเดียว แบรนด์ก็พร้อมจะเลือกอย่างหลัง เพื่อพยายามใช้ไม้ให้ได้ 85 เปอร์เซ็นต์ ให้เหลือเศษน้อยที่สุด 

ลูกชายผู้เป็นทายาทรุ่นสามเกริ่นว่า “บางทีเฟอร์นิเจอร์อาจสวยน้อยหน่อย แต่แข็งแรงใช้ได้นาน บางทีเขาก็จะเพิ่มขาตรงนั้น เพิ่มคานตรงนี้ให้ไม่แอ่น ซึ่งเป็นแนวคิดรุ่นคุณพ่อคุณแม่ที่ทำมาตลอด” 

ชนิดที่ว่าเรื่องดีไซน์เป็นรอง ฟังก์ชันและความคุ้มค่าต้องมาก่อน

HARV แบรนด์แนวคิด Circular Economy ของทายาทรุ่นสาม ที่อยากเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์
HARV แบรนด์แนวคิด Circular Economy ของทายาทรุ่นสาม ที่อยากเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์

HARV

หลังจากเชียร์เรียนจบและทำงานประจำได้ประมาณ 3 ปี ก็ค้นพบว่าไม่ใช่ทางของตัวเอง จึงตัดสินใจออกมาพัฒนาแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ของที่บ้าน พร้อมทั้งต่อยอดเป็นแบรนด์ตัวเองขึ้นมา และในจังหวะเวลาที่เหมาะสม เขาได้เจอกับเพื่อนมัธยมที่เคยรู้จัก แต่ไม่ได้เจอกันนานอย่าง ตาล-ณัฐฏิยา รัชตราเชนชัย ซึ่งกลับมาเจอกันอีกครั้งในงานแต่งงานของเพื่อน เชียร์ผู้มีคอนเซ็ปต์และสิ่งที่อยากทำอย่างชัดเจนแล้ว จึงชวนตาลซึ่งกำลังมีแพลนออกจากงานประจำ มารับหน้าที่ดีไซเนอร์ ทั้งคู่จึงตกลงใจร่วมสร้างแบรนด์นี้มาด้วยกัน

เตียง ตู้ และโต๊ะ ผลิตจากไม้ปาร์ติเกิลบอร์ด ซึ่งทำจากเศษไม้เล็ก ๆ ที่เหลือจากอุตสาหกรรมการผลิตไม้ นำมาผสมกาวขึ้นรูปเป็นแผ่น กาวที่ใช้ก็มีหลายเกรด HARV เลือกใช้เกรด กาว E1 ซึ่งมีสารฟอร์มัลดีไฮด์ต่ำ เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน และไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาว ทั้งยังไม่มีกลิ่นฉุนแสบจมูกและไม่ระคายเคืองตา 

คอนเซ็ปต์หลักของแบรนด์คือ มองการใช้ชีวิตและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องเดียวกัน ต้องพัฒนาและเสริมทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน

เริ่มจากการมองหาความสัมพันธ์ใหม่ ๆ ระหว่างเฟอร์นิเจอร์กับผู้ใช้งาน เช่น ตู้ Pantry สำหรับคนดริปกาแฟที่บ้าน ตู้วางเครื่องเล่นแผ่นเสียง หรือ สเตชั่นแยกขยะสำหรับใช้ในครัวเรือน เพื่อตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ของคนในปัจจุบัน 

นอกจากนี้ เฟอร์นิเจอร์ยังสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานบางส่วนตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ให้เฟอร์นิเจอร์ได้เติบโตไปกับผู้ใช้งาน เพื่อยืดอายุการใช้งานของเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงการคำนึงถึงการใช้วัสดุอย่างยั่งยืน ไม้หนึ่งแผ่นจึงถูกคิดตั้งแต่เริ่มเลยว่า ตัดส่วนไหนอย่างไร ซึ่งตาลมองว่าสิ่งนี้เป็นโจทย์ตั้งต้นในการออกแบบได้ดี

เมื่อไม้แผ่นใหญ่ถูกนำไปตัดแต่งเป็นเฟอร์นิเจอร์สักชิ้นแล้ว สิ่งที่เหลือต่อจากนั้นคือ เศษไม้

HARV แบรนด์แนวคิด Circular Economy ของทายาทรุ่นสาม ที่อยากเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์

HARV จึงเลือกใช้เศษไม้เหล่านั้นมาแปลงโฉมให้กลายเป็น โต๊ะ เก้าอี้ ที่เน้นดีไซน์เรียบง่าย สบาย ๆ และฟังก์ชัน ไปพร้อม ๆ กับเรื่องสิ่งแวดล้อม เกิดเป็นสินค้ามากมายที่เน้นขายดีไซน์และไอเดีย ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งที่ฉีกออกจากแบรนด์เดิมอย่างสิ้นเชิง เช่น ‘PETAL STOOL’ ขาของเก้าอี้สตูลทั้ง 4 แผ่น ถูกออกแบบให้มีแพตเทิร์นการตัดและการเจาะเหมือนกัน เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการกับเศษไม้ที่มีในโรงงาน หุ้มบุด้วยผ้ารีไซเคิลจากขวด PET 

มีเก้าอี้แล้วก็ต้องมีโต๊ะ Particle Board Scraps โต๊ะข้างจากเศษไม้ปาร์ติเกิลบอร์ด โดยโต๊ะข้างประกอบด้วยชิ้นส่วนง่าย ๆ 4 ส่วน ที่ปรับเปลี่ยนรูปทรงและลวดลายของแต่ละชิ้นได้อย่างอิสระไม่มีที่สิ้นสุด

สตูลชิ้นนี้พิเศษตรงแพ็กเกจจิ้งที่เป็นได้ทั้งกระเป๋าและเบาะ Paree Stool (มาจากคำว่า Pare แปลว่า ปอกเปลือก) จึงสื่อถึงลูกเล่นของที่นั่งเบาะ นอกจากจะใช้รองนั่งเพื่อความสบายแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นเปลือกหุ้ม หรือแกะออกมาเป็นถุงผ้าไว้หุ้ม Flat Pack Stool ตัวนี้ เพื่อลดการใช้วัสดุอื่น ๆ ในการบรรจุเพื่อขนส่ง พร้อมทั้งสกรีนวิธีประกอบลงบนผ้า รับประกันว่าหมดปัญหาคู่มือหายอย่างแน่นอน และลวดลายบนเบาะยังเพิ่มความน่ารักให้มุมบ้านได้ด้วย

และโปรเจกต์สุดพิเศษ ‘RECO cabinet’ by HARV x LAMUNLAMAI ตู้เก็บของที่เป็นมากกว่าที่เก็บของ เพราะสร้างไลฟ์สไตล์ให้เจ้าบ้านได้ด้วย ผสมทั้งศาสตร์และศิลป์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ระหว่างศาสตร์ของการออกแบบเฟอร์นิเจอร์และเซรามิกสไตล์ซิกเนเจอร์ของ LAMUNLAMAI กลายมาเป็นตู้ที่จะมอบศิลปะในการใช้ชีวิตและฟังเพลงให้กับผู้ใช้งาน

วัสดุที่แบรนด์มีอย่างเดียวคือไม้ การคอลแลบเลยเป็นทางที่ถูกเลือก ซึ่งเป็นการช่วยกันโปรโมต ได้เรียนรู้ Know-how หลากหลาย ได้คอนเนกชัน และได้แลกเปลี่ยนวิธีคิดซึ่งกันและกัน

“เราตั้งใจออกแบบเพื่อที่จะใช้ทรัพยากรที่มีอย่างคุ้มค่าที่สุด ไปพร้อม ๆ กับคงคุณภาพการใช้งานที่ดี”

ความคุ้มค่าไม่ได้จบลงในส่วนการผลิต แต่ยังครอบคลุมไปถึงการตลาดที่คุ้มค่าด้วย เชียร์ศึกษาการลงทุน การโฆษณาอย่างละเอียดทุกครั้ง และเลือกทำ SEO เพื่อผลลัพธ์ในระยะยาว

HARV แบรนด์แนวคิด Circular Economy ของทายาทรุ่นสาม ที่อยากเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์

จาก Inhome สู่ HARV Brand

“ตอนแรกเขาคิดว่ามันยากเหมือนกัน” เชียร์เล่า

คุณพ่อคุณแม่เข้าใจคอนเซ็ปต์ที่ลูกชายต้องการจะสื่อ แต่อดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะเนื้อไม้คนละเกรด ไม่สามารถแยกออกด้วยการมองเห็นหรือสัมผัสพื้นผิว การสื่อสารจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ละเลยไม่ได้ เพราะเป็นสื่อหลักที่จะทำให้ลูกค้าเข้าใจตรงกันกับแบรนด์

นอกจากเรื่องการเข้าใจคุณภาพไม้ ยังมีอีกเรื่องที่พ่อแม่เป็นห่วง คือเรื่องการแข่งขันด้วยราคาที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมทั้งต้นทุนที่สูงขึ้น ตั้งแต่ที่จีนเปิดประเทศก็มีการนำเข้าสินค้าต่าง ๆ ในราคาถูก ขายในราคาเทียบเท่าต้นทุนของแบรนด์ การแข่งราคา และการกดราคา จึงเป็นเหมือนปัญหาสากลที่หลากหลายแบรนด์ประสบ เพื่อความต้องการเป็นที่ยอมรับของตลาด 

“แต่เราไม่อยากเข้าสู่สนามนั้น เราเลยสร้างแบรนด์เราเอง ตอนนี้ก็เหลือพิสูจน์ให้เขาเห็นอีกหน่อยว่า มันเป็นไปได้และหวังว่าคนที่เริ่มมาสนใจสิ่งแวดล้อม จะมาสนใจของของเรามากขึ้น” 

เชียร์เล่าต่อว่าในช่วงเริ่มต้นยังมีรายได้ไม่มาก แต่เขาเชื่อมั่นที่จะค่อย ๆ เติบโตไปเรื่อย ๆ เมื่อพ่อแม่เริ่มเห็นว่าเป็นชิ้นเป็นอัน ตัวเขาทำจริงจัง ก็เริ่มซัพพอร์ตมากขึ้น โดยมอบพื้นที่ส่วนหน้าโรงงานที่ว่างอยู่ ให้ขยายจากออนไลน์สู่หน้าร้าน จึงกลายมาเป็นโชว์รูมและร้านกาแฟอย่างที่เราเห็น

สิ่งที่ทำให้พ่อแม่มั่นใจไม่ใช่เพียงแนวคิดหนักแน่นของเขา แต่เป็นการกระทำที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริง

แบรนด์ของทายาทรุ่นสามโรงงานเฟอร์นิเจอร์กับแนวคิด Sustainable Design ที่ตั้งใจเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์
แบรนด์ของทายาทรุ่นสามโรงงานเฟอร์นิเจอร์กับแนวคิด Sustainable Design ที่ตั้งใจเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์

HARVKIND

“เราอยากสร้างคอมมูนิตี้สำหรับคนที่สนใจสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสัตว์เลี้ยง”

HARVKIND ตั้งใจเป็นพื้นที่สำหรับทุกคน ไม่แม้แต่คนที่สนใจสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสัตว์เลี้ยง แต่รวมถึงคนในพื้นที่ที่เพียงแค่อยากหาร้านคาเฟ่ เพื่อนั่งผ่อนคลายจิบกาแฟ พบปะพูดคุยกับใครสักคน คนที่ต้องการพื้นที่สงบในการทำงาน หรือคุณแม่นั่งรอเวลาไปรับลูกที่โรงเรียน ทั้งหมดนี้เป็นเพียงไลฟ์สไตล์ส่วนหนึ่ง แต่เป็นส่วนที่หล่อหลอมให้คอมมูนิตี้แห่งนี้เกิดขึ้น

เชียร์มองว่าร้านกาแฟในแบบ Pet Friendly จะเป็นสิ่งที่ดึงดูดคนได้ ทำให้คนเข้าถึงง่ายมากขึ้น และเขาตั้งใจอยากให้ HARVKIND เป็นพื้นที่รองรับไลฟ์สไตล์ของชาว HARV ที่เอาใจใส่สิ่งที่อุปโภคบริโภค โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ผู้คน และสิ่งมีชีวิตรอบตัว

 เมื่อเปิดประตูเข้ามา จะเจอกับโซนแรก เป็นส่วนของคาเฟ่ มีเคาน์เตอร์ชงกาแฟ มีมุมที่นั่งไม่มากไม่น้อยให้ทุกคนได้เลือกตามมุมโปรด โต๊ะ เก้าอี้ รวมไปถึงถังขยะแยกประเภท เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นเป็นของที่แบรนด์มีขาย เหมือนให้ลูกค้าได้มาลองสัมผัสก่อนซื้อจริง

“สมัยเรียนอยู่ที่รุ่งอรุณ มีการปลูกฝังให้แยกขยะ พอโตขึ้นมาเราเห็นผลกระทบเยอะตั้งแต่เด็กจนโต ทั้งโลกร้อน อากาศร้อน เลยพยายามที่จะทำเพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ไปไหนมาไหนเราก็พกแก้ว พยายามไม่ใช้ถุง คือพยายามทำเท่าที่เราทำได้โดยไม่ได้ยุ่งยากชีวิตเกินไป”

ความสนใจในการแยกขยะก่อเกิดเป็นไอเดียถังขยะแบบแยกประเภทในดีไซน์โมเดิร์นมินิมอล เข้ากับทุกมุมในบ้าน ถ้าหากว่าสนใจก็สอบถามรายละเอียดและจับจองกลับบ้านได้ ส่วนทางด้านขวาของโซนที่นั่งก็จะมีอาหารเพื่อสุขภาพจากน้องชาย โซนคอมบูฉะ มีรีฟิลสเตชันจากแบรนด์ Hug Organic และมีอาหารสำหรับน้องหมาจำหน่ายด้วย

ถัดเข้าไปด้านในเป็นโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์ มีโต๊ะ ตู้เตียง เก้าอี้ของ HARV วางเรียงรายให้ลูกค้าได้ชมและสัมผัส 

นอกจากนี้ยังมีสตูดิโอขนาดย่อมสำหรับให้เช่าทำกิจกรรม และมีเวิร์กชอปอเนกประสงค์ เช่น จัดสัมมนาให้ความรู้เรื่องเฟอร์นิเจอร์บ้าง กาแฟบ้าง และมีอีเวนต์เกิดขึ้นอยู่เสมอบนพื้นที่ส่วนนี้ด้วย 

แบรนด์ของทายาทรุ่นสามโรงงานเฟอร์นิเจอร์กับแนวคิด Sustainable Design ที่ตั้งใจเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์
แบรนด์ของทายาทรุ่นสามโรงงานเฟอร์นิเจอร์กับแนวคิด Sustainable Design ที่ตั้งใจเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์

จาก HARV วันนี้ ถึง HARV ในอีก 3 ปีข้างหน้า

ปกติแล้ว แบรนด์จะรับประกันเฟอร์นิเจอร์ภายใน 10 ปี โดยจะมีบริการรับซ่อมสินค้าหากมีปัญหา แต่ในอนาคตอันไม่ใกล้ไม่ไกล HARV ตั้งใจรับคืนเฟอร์นิเจอร์ที่มีอายุการใช้งานนานเกิน 5 ปี กลับมา เพื่อนำไปบริจาคหรือส่งต่อมือสอง เพื่อให้คนนำไปต่อยอดมูลค่า

ส่วนเศษไม้ปาร์ติเกิลที่นำมาแปรรูปต่อเป็นเฟอร์นิเจอร์ หากวันหนึ่งไม่เพียงพอก็มีแผนจะจัดซื้อจากโรงงานอื่น แทนที่จะใช้ทรัพยากรใหม่

ทายาทรุ่นสามคนนี้อยากให้ HARV เป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ดำเนินธุรกิจแบบ Circular Business อย่างสมบูรณ์ตามหลัก 3Rs ได้แก่ Reduce, Reuse, Recycle และเป็นแบรนด์สำหรับคนที่อยากแต่งบ้าน แต่งร้าน แต่งออฟฟิศ หรือคนที่อยากมีเฟอร์นิเจอร์สวย ใช้งานได้ดี ตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้ใช้งานที่หลากหลาย ทั้งยังใช้งานได้อย่างยั่งยืนที่สุดจนค่อย ๆ เติบโตไปพร้อม ๆ กับผู้ใช้งาน

“เราอยากทำเป็นตัวอย่าง ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ทำงานอะไร ทุกคนก็ใส่ใจสิ่งแวดล้อมได้ เราอยากทำให้เห็นว่าธุรกิจเล็ก ๆ ของเราก็ทำเรื่องแบบนี้ได้ เราอยากให้คนทำเยอะขึ้นนะ แม้จะเป็นอุตสาหกรรมเราเอง เหมือนทุกคนจะได้ช่วยกันพัฒนา ทั้งวัสดุและวิธีการทำ สุดท้ายมันต้องมี Supply Chain และถ้าคนใช้มากขึ้น พอผลิตเยอะขึ้น ราคามันก็จะถูกลง” 

เชียร์และตาลหวังเสมอว่า อยากให้คนที่ไม่เคยสนใจสิ่งแวดล้อมเลยได้ลองฉุกคิดสักนิด และอยากให้ HARV เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผู้คนใช้ชีวิตอย่างมีความหมายมากขึ้น 

“อย่างการทำธุรกิจของเรา เราไม่ได้ทำแค่เอากำไรนะ แต่เราให้คืนกับคนและสิ่งแวดล้อมด้วย”

แบรนด์ของทายาทรุ่นสามโรงงานเฟอร์นิเจอร์กับแนวคิด Sustainable Design ที่ตั้งใจเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load