1 กุมภาพันธ์ 2565
3 K

ผมอยากชวนให้ทุกคนลองหลับตา แล้วนึกว่าละแวกบ้านที่เราอยู่อาศัย มีพื้นที่ธรรมชาติที่เป็นพื้นที่ธรรมชาติจริง ๆ แบบที่คนไม่ได้เข้าไปจัดการซะทั้งหมดอยู่ตรงไหนบ้าง หากใครนึกออกแล้ว ลองคิดต่อเล่น ๆ ดูซิว่า ระหว่างเรากับพื้นที่ธรรมชาตินั้น มีความสัมพันธ์กันในแง่ไหนบ้าง หากเป็นไปได้ลองเขียนใส่กระดาษเท่าที่นึกและรู้สึกได้ แต่ถ้าใครนึกสถานที่นั้นไม่ออก หรือถ้านึกออกแล้วแต่ไม่รู้สึกว่าสัมพันธ์กับเราก็ไม่เป็นไร

บทความนี้อาจจะเป็นเพื่อนออกเดินสำรวจพื้นที่ธรรมชาติรอบเมืองครั้งแรกของคุณ

คนเมืองเชียงใหม่อย่างผม (น่าจะรวมถึงคนอื่น ๆ) ดอยสุเทพคงเป็นภาพแรก ๆ ที่นึกถึงสถานที่ธรรมชาติใกล้เมือง เมืองเชียงใหม่มีความพิเศษก็ตรงนี้ มีดอยสุเทพเป็นจุดหมายตาที่เห็นได้เกือบทุกมุมไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของเมือง แถมยังเป็นป่าศักดิ์สิทธิ์หลังบ้านของเรา เป็นต้นน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตต่าง ๆ ในเมือง วันไหนฟ้าเปิดจนเห็นดอยทั้งลูก และเห็นยอดพระธาตุดอยสุเทพได้เต็มตา เราจะหายใจลึกและยาวกว่าปกติ ราวกับว่าเรา ดอย และเมือง ต่างหายใจด้วยมวลอากาศเดียวกัน ไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นกันไหม

ช่วงไหนฟ้าปิดหม่นหมอกควัน ไม่เห็นดอย เราจะรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก แม้จะอยู่ในห้องแอร์ที่เปิดเครื่องฟอกอากาศตลอดเวลา ในแต่ละช่วงฤดูที่เปลี่ยนแปลง ดอยมีผลกับอารมณ์ความรู้สึกของเรามากกว่าที่เราคิด การเห็นฟ้าโปร่งสีเข้มตัดกับดอยที่เริ่มเปลี่ยนสีในฤดูหนาว ทำให้จิตใจของเราออกเดินทางเหมือนนกอพยพ หรือลูกไม้ที่ลอยปลิวจากต้นแม่ ส่วนดอยเหลืองและแล้งหน้าร้อนนั้น ให้ความรู้สึกสงบนิ่งและเฝ้ารอคอย ดอยเขียวฉ่ำฝนให้ความรู้สึกชุ่มชื่นเติบโตที่เวียนกลับมาอีกครั้ง

วิธีตามหาจิตวิญญาณที่หลงทางของคนเมือง เยียวยาโรคขาดธรรมชาติ และอาการตาบอดสถานที่
วิธีตามหาจิตวิญญาณที่หลงทางของคนเมือง เยียวยาโรคขาดธรรมชาติ และอาการตาบอดสถานที่

ความสัมพันธ์ของเรากับสถานที่เป็นเรื่องแปลกประหลาดแต่ทว่าลึกซึ้ง นับวันเราก็ยิ่งค้นพบว่า ความสัมพันธ์ของเรากับสถานที่ที่เรารู้สึกสัมพันธ์ด้วย มีผลต่อความผาสุกในชีวิต ตัวเอกในวรรณกรรมรางวัลโนเบลเรื่อง The Lost Soul ของ Olga Tokarczuk และ Joanna Concejo พบว่าวันหนึ่งเขาสูญเสียจิตวิญญาณของตัวเองไปกับการทำงานหนัก แม้เขาจะยังทำงาน ขับรถไปไหนต่อไหน หรือตีเทนนิสได้ แต่เขารู้สึกว่า ชีวิตไม่เหมือนเดิม มันรู้สึกหนักมาก ๆ 

จนวันหนึ่งเขาตื่นขึ้นมาและพบว่าตัวเองสูญเสียการรับรู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ไม่รู้แม้กระทั่งว่าตัวเองชื่ออะไร หมอบอกเขาว่า “ถ้าหากมีใครสักคนมองพวกเราลงมาจากฟ้า เขาจะพบว่าโลกนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่วิ่งอย่างกระหืดกระหอบ ชุ่มเหงื่อ เหน็ดเหนื่อย และอ่อนล้า พวกเขาต่างทำให้จิตวิญญาณของตัวเองสูญหาย และวิ่งตามหลังผู้เป็นเจ้าของไม่ทัน จิตวิญญาณนั้นรู้ว่าเขาหลงทางกับเจ้าของ แต่ตัวเจ้าของส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ากำลังสูญเสียจิตวิญญาณของตัวเอง” 

หมอยังแนะนำต่อไปว่า คุณต้องหาสถานที่ของคุณ นั่งอย่างสงบ เพื่อรอจิตวิญญาณกลับมาหาคุณ มันเป็นคำแนะนำที่มีค่ามาก ๆ สำหรับเขา ที่ทำให้เรื่องราวเดินต่อและคลี่คลาย รวมทั้งเราทุกคนในชีวิตนอกวรรณกรรมเรื่องนี้ 

ผมเชื่อว่าทุกคนต่างเคยมีประสบการณ์การหลงทาง และถ้าหากย้อนกลับไปมองประสบการณ์ที่เราคลำหาทางออกถูกนั้น มักเริ่มต้นตรงที่เราได้ช้าลงและหยุด ใช้ผัสสะของเราเชื่อมโยงกับองค์ประกอบต่าง ๆ ของสถานที่นั้น ๆ เพื่อรับรู้ว่าเราอยู่ตรงไหน จากจุดนี้เองเราจึงเดินทางต่อไปในทิศและทางที่ถูกต้อง 

อารมณ์ความรู้สึกของการหลงทางและค้นพบเป็นเช่นนี้ เป็นอุปมาอุปไมยทั้งในแง่ของสถานที่ทางกายภาพ และกับมิติการเยียวยาทางจิตวิญญาณ

วิธีตามหาจิตวิญญาณที่หลงทางของคนเมือง เยียวยาโรคขาดธรรมชาติ และอาการตาบอดสถานที่

ริชาร์ด ลุฟว์ (Richard Louv) นักเขียนคนสำคัญของยุคสมัย ผู้สร้างการตื่นตัวและตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างเรากับธรรมชาติ ชี้ให้เราเห็นอาการของโรคขาดธรรมชาติ (Nature Deficit Disorder) เขียนถึงอาการตาบอดสถานที่ (Place Blindness) ไว้อย่างน่าสนใจว่า ในสังคมสมัยใหม่ที่เราใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่แต่ในอาคาร หรือพื้นที่ปิดที่มีระบบปรับอากาศที่ตัดขาดเราจากสภาพแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา เราจะขาดความสามารถที่จะเห็นหรือรู้สึกถึงความแตกต่างของสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นสภาพภูมิศาสตร์ พืชพันธุ์หรือสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่อยู่ในสถานที่นั้น รวมถึงผิวสัมผัส อุณหภูมิ คุณภาพของแสง เสียง กลิ่น 

มันคล้ายอาการตาบอด แต่เป็นการตาบอดที่มีต่อสถานที่ (คนละแบบกับอาการ Topographic Agnosia) อาการแบบนี้ทำให้เราไม่เห็นความงาม และรู้สึกถึงความสัมพันธ์ของเรากับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า จึงเป็นสาเหตุหลักของความรู้สึกตัดขาด และเพราะการสูญเสียประสาทสัมผัสเชิงประสบการณ์ Sensory กับความเป็นสถานที่ ไม่น่าแปลกใจที่ในสมัยนี้เรามักดัดแปลงสถานที่ต่าง ๆ ตามใจปรารถนา ด้วยเครื่องมือและวิธีการสมัยใหม่ที่มีพลานุภาพและรวดเร็วกว่ายุคใด ประกอบกับ Mindset ที่ว่าสิ่งที่ดีกว่าและมีค่ากว่านั้นอยู่ไกลออกไป 

จิตใจของเราจึงไม่เคยพอใจและอยู่กับที่ที่เราอยู่จริง ๆ เราจึงถูกกระตุ้นและกระตุ้นตัวเองให้วิ่งวุ่นอยู่ตลอดเวลา โดยไม่รู้เลยว่าเรากำลังวิ่งไปไหน นี่ละมั้งที่เราต่างรู้สึกหลงทางในพื้นที่แคบ ๆ ที่เรารู้จักดี อยู่ในเมืองที่ดูเหมือนมั่นคงและปลอดภัย แต่ภายในรู้สึกขาดอะไรไปสักอย่างหนึ่งที่สำคัญ

ช่วงเวลาของการช้าลงและได้หยุดพักจึงเป็นของมีค่า เป็นของหรูหราที่ไม่ต้องแลกมาด้วยเงิน ที่เราทุกคนควรค่ากับการได้มอบให้ตัวเอง การพาตัวเองออกไปสำรวจพื้นที่ธรรมชาติที่ใกล้บ้าน อนุญาตให้ตัวเราได้หยุด แวะพัก และตั้งหลักเพื่อค้นพบจิตวิญญาณของตัวเองอีกครั้ง ผูกสัมพันธ์กับสถานที่ด้วยสายตาคู่ใหม่ในที่ทางของตัวเอง จึงเป็นคำเชิญชวนจากเพื่อนถึงเพื่อนที่ผมอยากมอบให้

ถ้าใครพร้อมหยิบหมวกสวมรองเท้าและตามมาได้เลย …

วิธีตามหาจิตวิญญาณที่หลงทางของคนเมือง เยียวยาโรคขาดธรรมชาติ และอาการตาบอดสถานที่

รัศมีของความสัมพันธ์

จากจุดที่เราอยู่อาศัย ลองลากเส้นรัศมีสัก 400 เมตร ออกไปให้เป็นวงกลมที่มีบ้านเราเป็นจุดศูนย์กลาง ลองค่อย ๆ ใช้จินตนาการเดินดูว่าในพื้นที่วงกลมรัศมี 400 เมตร เราสัมพันธ์กับสถานที่นั้นอย่างไรบ้าง มันอาจจะเป็นบ้านเพื่อน ตลาด ร้านค้า สวนเล็ก ๆ ในชุมชนที่เหม็นฉี่หมา หรือที่ที่เราพาลูกไปเดินเล่น ในรัศมีนั้นพอมีพื้นที่ธรรมชาติอยู่บ้างไหม หากลองสำรวจจนทั่วแล้วยังไม่มีอะไรที่น่าสนใจ ลองขยายรัศมีเพิ่มเป็น 800 เมตร แล้วลองสำรวจอีกครั้ง เราอาจจะเริ่มพบพื้นที่ธรรมชาติที่ว่านั้นก็เป็นได้ เพื่อออกไปสำรวจยังสถานที่จริง

ผมลองลากเส้นรัศมีสมมตินี้ แล้วพบว่าพื้นที่ธรรมชาติที่ใกล้บ้านที่สุดในรัศมีนี้ เป็นพื้นที่ก่อสร้างที่ร้างไปนาน ใกล้ ๆ กันเป็นหนองน้ำเก่า ซึ่งรอบพื้นที่ตอนนี้มีต้นจามจุรีขึ้นครึ้ม ผมค้นพบที่แห่งนี้ในช่วงฤดูหนาวเมื่อหลายปีก่อน ตอนเดินตามนกฝูงใหญ่ที่ร้องดังระงมช่วงหัวค่ำ มันร่อนลงที่หนองน้ำนี้ ผมเพิ่งรู้ว่ามันเป็นนกเป็ดน้ำที่มาอยู่ที่นี่เป็นประจำหลายปี และในช่วงฤดูหนาวฝูงมันจะใหญ่เป็นพิเศษ มีจำนวนหลายร้อยตัว เสียงของมันในตอนกลางคืนและเช้ามืดกลายเป็นเสียงเฉพาะของละแวกนี้ การได้ยินเสียงของมันกลายเป็นสัญลักษณ์ของฤดูหนาวในความรับรู้ของครอบครัวเรา 

เรื่องของความสัมพันธ์เล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ สร้างความพิเศษให้สถานที่ และเป็นประตูที่เชื่อมเราไปหาสิ่งต่าง ๆ อย่างน่าอัศจรรย์หลังจากประตูบานนี้ถูกเปิดออก ในพื้นที่ธรรมชาติไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ พืช สัตว์ และภูมิประเทศที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญ ทุกอย่างมีเหตุผลของการเกิด และหากเราเชื่อมโยงกับการเกิดขึ้นของสิ่งต่าง ๆ ได้ เราจะค่อย ๆ เห็นเงื่อนงำของเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ ยอมรับและชื่นชมสิ่งต่าง ๆ อย่างที่มันเป็น และหลายครั้งความรู้สึกเชื่อมโยงนี้ ก็ช่วยบอกทาง หรือตั้งหลักกิโลเมตรที่ศูนย์ของความสัมพันธ์และอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นของเราได้

วิธีตามหาจิตวิญญาณที่หลงทางของคนเมือง เยียวยาโรคขาดธรรมชาติ และอาการตาบอดสถานที่

นิเวศแม่

หากใครพบพื้นที่ธรรมชาติในรัศมีของความสัมพันธ์ที่เราเดินไปสำรวจในระยะใกล้ ๆ บ้านได้แล้ว ผมอยากชวนให้ลองค่อย ๆ ขยายขอบของรัศมีนั้นออกไปเรื่อย ๆ เพื่อตามหานิเวศแม่ พื้นที่ธรรมชาติที่เป็นต้นธารสำคัญขององค์ประกอบในชีวิตของเรา อย่างเช่น น้ำที่เราใช้ อากาศที่เราใช้หายใจ แร่ธาตุหรือมวลชีวภาพที่หล่อเลี้ยงผืนดิน หรือแหล่งรวบรวมพันธุกรรมของทั้งพืชและสัตว์ที่หลากหลาย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของสภาพสมดุลของระบบนิเวศในธรรมชาติ

นิเวศแม่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของเราคือสถานที่แบบไหนกันนะ บางคนเป็นภูเขา ป่า นาไร่ บ้างเป็นแม่น้ำ บึงใหญ่หรือลำคลอง สำหรับหลายคนอาจจะเป็นทะเล ป่าชายหาด หรือป่าชายเลน เรามีความสัมพันธ์กับสถานที่ที่เป็นนิเวศแม่ของเราอย่างไรบ้างในชีวิตแต่ละวัน เป็นคำถามที่อยากชวนถามต่อ 

สำหรับคนเมืองเชียงใหม่อย่างผม นิเวศแม่ของเราน่าจะหมายถึงดอยสุเทพและแม่น้ำปิง บรรพชนในอดีตจึงเลือกตั้งเมืองในหุบระหว่างนิเวศแม่ทั้งสอง และหาประโยชน์จากนิเวศนั้นในการสร้างบ้านแปงเมือง ด้วยความเข้าใจนี้ดอย-เมือง-แม่น้ำ ในโลกทัศน์ของผู้คนจึงไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่เชื่อมโยงกันด้วยป้อมประตูคูคันคลองและเหมืองฝาย ที่ผ่านการออกแบบอย่างเข้าใจ บ่อน้ำที่ใช้อาบกินกันในอดีตจึงเป็นลูก ๆ ของนิเวศแม่ 

เทศกาลงานเมืองต่าง ๆ ที่จัดขึ้นโดยชุมชนก็เพื่อรักษาความหมายของความสัมพันธ์นั้นไว้ แม้ในสมัยนี้ที่เรามีระบบน้ำประปา และไม่ต้องเลี้ยงผีขุนน้ำเพื่อจะเปิดน้ำรดต้นไม้หรือล้างรถ แต่น้ำที่เราใช้ก็ยังมาจากนิเวศแม่นั้นอยู่ดี เพียงแต่เส้นใยของความรู้สึกที่เชื่อมโยงกันนี้ไม่ถูกเห็น การกลับมาค้นพบนิเวศแม่และได้สำรวจความสัมพันธ์นี้อีกครั้ง นอกจากจะทำให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ มันยังมีความหมายกับการมีอยู่ และอยู่ได้อย่างดีของพื้นที่ธรรมชาติรอบบ้านและเมืองของเราในอนาคต

สัมผัสที่เชื่อมโยงและพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์

ผมมักรู้สึกทึ่งและเคารพในความละเอียดละเมียดละไมของผู้คนในอดีต ที่สัมผัสและเชื่อมโยงกับธรรมชาติและสถานที่ด้วยวิธีต่าง ๆ อย่าง ‘เดปอทู่’ หรือ ‘ป่าสะดือ’ ของพี่น้องปกาเกอะญอ ที่สายรกของทารกเกิดใหม่จะถูกใส่ไว้ในกระบอกไม้ไผ่ผูกไว้กับต้นไม้ในป่า เพื่อเชื่อมขวัญของคนกับโลกธรรมชาติ ความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณในธรรมชาติและการเชื่อมโยงเรากับโลกนี้มีอยู่ในทุกวัฒนธรรม 

ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสสำรวจบ้านไม้เก่าในเมืองเชียงใหม่ เห็นหิ้งพระของยายสะอาดเอี่ยม และมีดอกไม้ที่เก็บมาจากสวนสวยหน้าบ้านใส่พานถวายอยู่ ยายเล่าว่าบ้านคนเมืองเชียงใหม่จะหันหน้าพระไปทางตะวันออก เวลาไหว้พระในบ้านหรือกราบพระพุทธรูปในวัด จะได้ไหว้ทั้งพระพุทธรูป พระสถูปเจดีย์ที่อยู่หลังวิหาร และไหว้พระธาตุดอยสุเทพที่อยู่ทางตะวันตกไปพร้อม ๆ กัน วัตรปฏิบัติที่เล็กน้อยเหล่านี้สะท้อนโลกทัศน์ที่ประณีตบรรจง ในชุมชนเก่าของเมืองรวมทั้งบ้านของผมในอดีต เราจะมีการไหว้ผีหลายแบบมาก ๆ ตั้งแต่เก๊าผีหรือผีที่สืบสายตามเครือญาติ ผีที่เป็นจิตวิญญาณบรรพชนของเมือง รวมทั้งผีที่เป็นอารักษ์ดูแลพื้นที่ธรรมชาติอันศักดิ์สิทธิ์ของเมือง พิธีกรรมอันเก่าแก่เหล่านี้ช่วยผูกโยงจิตวิญญาณของปัจเจกบุคคล ให้เป็นส่วนหนึ่งของสถานที่ที่อยู่อาศัยในหลากหลายระดับ ทั้งในบทบาททางสังคม นิเวศวิทยา และมิติจิตวิญญาณที่เรากำลังพูดถึง

หลายปีก่อนตอนเรียนอยู่ที่อินเดีย ผมมีโอกาสไปร่วมและศึกษางานบูชาเจ้าแม่กาลี (Kali Puja) ในเขตเบงกอลตะวันตก หัวใจของพิธีกรรมที่เป็นปัญญาแฝงเร้นนี้คือ เครื่องบูชาเจ้าแม่ที่มาจากพืชพรรณที่หลากหลายจากพื้นที่นิเวศระดับย่อย 9 แห่ง การรักษาพื้นที่นิเวศย่อยที่มีพืชพรรณหลากหลายให้เก็บมาสรรเสริญบูชานี้ ก็เพื่อประกันความอุดมสมบูรณ์ของความเป็นทั้งหมดของสถานที่ เพื่อให้คนกับธรรมชาติยังอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล และการขาดหายไปของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คือสัญญาณเตือนของความขาดพร่องในระบบนิเวศของสถานที่ที่เราอยู่อาศัยร่วมกัน ใด ๆ เหล่านี้คือพิธีกรรมที่พาผู้คนให้เชื่อมโยงกับสถานที่ เพื่อตระหนักถึงการมีอยู่ของตนเองในฐานะส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเอง

กลับมามองที่ความหมายของพิธีกรรมในโลกสมัยใหม่ ซึ่งถูกแทนที่ด้วยรูปเคารพหรือสัญลักษณ์เชิงตัวแทนที่ไร้รากความสัมพันธ์ใด ๆ ไม่ได้พาเราออกไปไหน นอกเหนือจากการหมกหมุ่นกับความต้องการอันไม่มีที่สิ้นสุดของตัวเอง จึงไม่น่าแปลกใจที่คนในยุคสมัยของเราปฏิเสธพิธีกรรม นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญในยุคสมัยของเราที่รอการค้นพบและฟื้นฟูให้กลับขึ้นมาใหม่ 

ความศักดิ์สิทธิ์ที่ว่านี้อาจจะไม่ได้หมายถึงการได้รับสิ่งที่อ้อนวอนร้องขอ หากแต่บางครั้งเป็นความรู้สึกเชื่อมโยงสัมพันธ์ในความรู้สึกระดับลึกที่ก้าวพ้นภาษาของความคิด คำว่า ‘อธิษฐาน’ มีรากศัพท์เป็นภาษาสันสกฤต ซึ่งแปลว่า ‘การตั้งจิตมั่น’ เราจึงมีพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของเราเองได้ หากกระบวนการเหล่านั้นเชื่อมโยงเรากับมายังกิโลเมตรที่ศูนย์ ณ ตรงกลางของที่ว่างภายในใจของเรา ด้วยวิธีการของเราเองและสถานที่ที่เราเชื่อมโยงรู้สึก พร้อมด้วยพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของเราเอง จะช่วยทำให้เราช้าลงและเชื่อมโยงกับตัวเองได้มากขึ้น หรือผนวกรวมเราให้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มทางสังคมที่เห็นคุณค่าของสิ่งเดียวกัน 

เช่น การทำแนวกันไฟป่าก่อนช่วงแล้งที่สุดของปี การพายเรือเก็บขยะในแม่น้ำ การจัดทริปครอบครัวและชวนเด็ก ๆ ของเราไปชื่นชมและเรียนรู้ความงามของป่าใกล้เมืองในแต่ละฤดู ได้โอบกอดต้นไม้ใหญ่และให้ป่าทั้งป่าโอบกอดเรา พบเจอและเรียนรู้ว่านอกเหนือไปจากมนุษย์ ยังมีชีวิตอื่น ๆ ที่หายใจร่วมอยู่กับเราในสถานที่แห่งนี้ เหล่านี้ล้วนอาจจะกลายเป็นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ในยุคสมัยของเรา

หากธรรมชาติเติบโตด้วยการน้อมรับความเปลี่ยนแปลงในแต่ละฤดูกาล เราในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติควรจะมีช่วงเวลาเหล่านั้นด้วยเช่นกัน ช่วงเวลาที่ใช้ในสถานที่ที่จิตวิญญาณจะตามหาเราเจอ การได้เดินด้วยกันในวันที่รู้สึกเน่าเปื่อยและผุพัง ได้นั่งเงียบ ๆ ด้วยกันในวันที่รู้สึกสูญเสีย ได้ออกเดินทางเพื่อค้นพบในทุกวันธรรมดาที่สำคัญของชีวิต อนุญาตให้ตัวเองได้หลงทาง หยุดอ่านสัญญาณจากสิ่งต่าง ๆ เพื่อกลับมาค้นพบ ได้มีชีวิตอยู่เพื่อที่จะเฉลิมฉลองทุกการเปลี่ยนแปลงและเติบโตภายในของเรา เหล่านี้คือพิธีกรรมที่เรามอบให้ตัวเองได้โดยมีธรรมชาติเป็นศาสดา

ช่วงท้ายการเดินทางสำรวจพื้นที่ธรรมชาติรอบเมือง ผมอยากชวนทุกคนนั่งลงเงียบ ๆ ลองหลับตา หายใจปกติสบาย ๆ รับรู้และสัมผัสธรรมชาติที่เราค่อย ๆ รู้จัก และค่อย ๆ ซึมซับความทรงจำและความรู้สึกเหล่านี้ในร่างกาย ก่อนที่เราจะแยกย้ายเดินทางกลับออกไปจากสถานที่แห่งนี้ หากใครนึกสนุกและอยากแบ่งปันตะกอนของความรู้สึกนี้ อาจจะเขียนบทกวี ถ่ายภาพ หรือวาดรูปส่งมาแบ่งปันความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้นะครับ 

หวังว่าเราจะค่อย ๆ มีพื้นที่ธรรมชาติรอบตัวเพิ่มขึ้นในแผ่นที่ความทรงจำ และหากวันเดินเรารู้สึกเหนื่อยล้าและหลงทาง เราจะเปิดแผนที่ลับที่มีแต่เราที่รู้ออกเดินทาง อีกครั้งและอีกครั้ง

Writer & Photographer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

Rewilding 101

ออกเดินทางไปสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างเรากับโลกธรรมชาติรอบตัวผ่านเรื่องราวของการฟื้นคืนธรรมชาติ ...

สำหรับใครบางคน ฤดูฝนอาจเป็นฤดูกาลที่ไม่ค่อยสะดวกสบาย รถติด น้ำขัง เสื้อผ้าอับชื้นไม่หอมแดด แต่สำหรับผู้คนและชุมชนเกษตรกรรมที่พึ่งพิงและดื่มกินน้ำจากสายฝน ฤดูฝนคือฤดูกาลของชีวิต ผืนดินและป่าตื่นจากหลับ กลิ่นหอมดินจากฝนแรกให้สัญญาณชีวิตกับกบเขียดในทุ่ง ปลามุดโคลนเพื่อว่ายหาน้ำใหม่ เห็ดหน่อโผล่พ้นดินที่หอมชื้นจากความตายของใบไม้ที่ถมทับในฤดูร้อน ผู้คนต่างมุ่งหน้าสู่ป่า นา หนอง ไม่ใช่เพื่อแค่หาอาหาร แต่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมและฤดูกาลหนึ่งของชีวิต 

ชีวิตที่ความมีชีวิตหนึ่ง ๆ เชื่อมโยงกับชีวิตอื่น ๆ นับร้อยพัน ผ่านโยงใยของข้าวปลาอาหาร ความรื่นเริงสามัญของชีวิต และความเชื่อที่ไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบาย เพื่อเปลี่ยนความรู้สำคัญภายในให้กลายเป็นความคิดเชิงเหตุผลที่เรียบแบน

ฤดูฝนปีนี้ ผมอยากพาผู้อ่านเดินเลาะทุ่งนา ป่าหอ กระโดดข้ามลำเหมือง ขึ้นไปยังป่าขุนห้วย แวะพูดคุยกับผู้คน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ของตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเรียนรู้ให้รู้สึกถึงสายใยที่มองไม่เห็น ของสิ่งที่เรียกว่า ‘ผี’ ที่คนแม่ทาใช้ถักทอชุมชนตนเองเข้ากับผืนดินผืนป่า ป่าต้นธารที่น้ำหนึ่งหยดจากขุนห้วยแม่ทาจะกลายเป็นทะเลและมหาสมุทรที่ปลายน้ำ เมื่อเชื่อมโยงเข้ากับแม่น้ำสายอื่น ๆ

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ฤดูกาลของผี

สำหรับผู้คนภาคเหนือ เดือน 9 ตามปฏิทินล้านนา (ถ้านับแบบสากลน่าจะอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน ต้นฤดูฝน) เป็นเดือนที่เรามีพิธีกรรมเกี่ยวข้องกับผีในหลากหลายระดับ ตั้งแต่ระดับภูมิทัศน์ เมือง หมู่บ้าน จนถึงผีบรรพบุรุษในครอบครัวของเรา

อย่างผีอารักษ์เมืองเชียงใหม่ที่มีหอผีอยู่ที่แจ่งศรีภูมิ ผีที่ดูแลดงดอยและนำพาความเป็นอยู่ที่ดีมาให้ เจ้าปู่กำแพงดินซึ่งเป็นผีที่ชาวชุมชนริมคลองแม่ข่ากลางเมืองเชียงใหม่นับถือ รวมทั้งผีปู่ย่าที่ดูแลคนในสายตระกูล และผีขุนน้ำของคนแม่ทาที่เรากำลังจะพูดถึง

พิธีกรรมเลี้ยงผีเพื่อบูชาเซ่นไหว้จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนนี้ หากหลับตาย้อนกลับไปยังอดีต ก่อนที่ถิ่นฐานบ้านเมืองของเราจะพัฒนาและมาไกลขนาดนี้ ต้องนับว่าผีและจิตวิญญาณในธรรมชาติล้วนแล้วแต่มีอิทธิพลกำกับความคิด จิตใจ และความสัมพันธ์ของเราในการดูแลและจัดการสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ทั้งในเชิงกายภาพและมิติทางสังคม ภูมิทัศน์ในชนบทที่เราเห็นล้วนแล้วแต่เป็นผลงานของผู้คนและผี

หากลองหลับตาอีกครั้ง เพื่อเร่งเวลานับจากนี้ไปสู่อนาคตอีกสิบปี ร้อยปี สภาพธรรมชาติ แผ่นดินและนาผืนกระจกที่สะท้อนน้ำฟ้าให้เป็นน้ำในดิน รวมถึงที่อยู่อาศัยของเราจะเป็นอย่างไรบ้างนะ ผีจะยังมีบทบาทอยู่ไหมในการสร้างสมดุลระหว่างผืนดิน ฤดูกาลในธรรมชาติและความต้องการอันไม่สิ้นสุดของมนุษย์

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ปีนี้ก็เช่นกันกับปีก่อน ๆ ที่คนตำบลแม่ทาทั้ง 7 หมู่บ้าน ต่างก็เลี้ยงผีขุนน้ำในป่าขุนห้วยที่แต่ละหมู่บ้านใช้ร่วมกัน สำหรับบ้านป่านอต ที่กินน้ำร่วมกันจากห้วยปงกา ปีนี้อาจจะแตกต่างไปจากปีก่อน ๆ ที่สมาชิกส่วนใหญ่ซึ่งเข้ามามีบทบาทในการจัดงานเป็นคนรุ่นใหม่ หมูดำอ้วนพีถูกอุ้มใส่ในรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างเพื่อเป็นของเซ่นไหว้ พี่น้องหลายคนอยู่ในชุดทะมัดทะแมง ตัดหญ้า เตรียมสถานที่ ซ่อมศาลเก่าที่ใช้เมื่อปีก่อนให้มีสภาพแข็งแรงขึ้น

พ่อเฒ่า 2 – 3 คนช่วยกันเตรียมขันไหว้บอกเจ้าที่อย่างสงบ รอพระสงฆ์ในหมู่บ้านมาสวดเป็นประธานให้ ลุง ๆ ผู้มีประสบการณ์ช่วยกันล้มหมูดำตัวนั้นข้างอ่างเก็บน้ำ ในขณะที่พี่ผู้หญิงช่วยกันตั้งหม้อก่อไฟ ทำความสะอาดเครื่องในและเนื้อหมูดำตัวนั้น ให้เป็นแกงอ่อมและลาบเพื่อไหว้บูชาผีขุนน้ำ โดยมีสายตาของเด็ก ๆ ร่วมรับรู้ในพิธีกรรม เพื่อรอวันข้างหน้าที่เขาจะมีหน้าที่มากกว่าวันนี้

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'
เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ป่าต้นน้ำที่นี่สมบูรณ์ขึ้นทุกปีตั้งแต่หมดยุคสัมปทานไม้สัก น้ำเต็มอ่างเก็บน้ำจนไหลล้นลงทางน้ำล้น แล้วไหลไปตามลำเหมือง แบ่งเข้าแปลงนาที่อยู่ล่างป่าขุนน้ำผ่านลำเหมืองและฝาย นาที่ลดหลั่นเป็นขั้นบันไดในหุบที่เราเห็น ล้วนเชื่อมโยงกับป่าต้นน้ำที่ใดสักแห่ง

สำหรับคนที่นี่ การได้มาอยู่ร่วมกันและเป็นส่วนหนึ่งของพิธีเลี้ยงผีขุนน้ำ มีความสัมพันธ์หลากมิติที่ซ้อนกันอยู่ในช่วงเวลานี้ การเปลี่ยนแปลงบทบาทของคนจากรุ่นหนึ่งถ่ายทอดไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง การได้มาเห็นพื้นที่ต้นธารของชีวิตร่วมกัน รักษาแนวกันไฟด้วยกัน คุยกันสัพเพเหระแบบไม่ต้องมีวาระ แต่มีเรื่องสำคัญของทุกคนอยู่ในนั้น อย่างเรื่องการแบ่งน้ำเข้านาของแต่ละพื้นที่หรือลำดับก่อนหลัง หรือการได้ล้อมวงกินข้าวด้วยกันในวันอันศักดิ์สิทธิ์

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'
เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

มองจากสายตาคนนอกอย่างเรา ช่วยทำให้คำพูดของอ้ายสมพรที่เราเจอที่ป่าหอ บอกกับเราว่า 

“เฮากิ๋นน้ำห้วยเดียวกัน ก่อเป๋นคนบ้านเดี๋ยวกั๋น มีอะหยังก็ต้องอู้จ๋ากัน จ่วยกั๋น” (เราดื่มกินน้ำจากลำห้วยเส้นเดียวกัน เราจึงถือว่าเราเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน มีอะไรก็พูดคุยกัน ช่วยเหลือกัน) 

นั่นชัดเจนในความรู้สึกว่า สิ่งที่เรียกว่า ‘ผี’ ที่เป็นจิตวิญญาณในธรรมชาติ ไม่ได้ทำให้เราเพียงหวาดกลัว แต่ช่วยสร้างสำนึกบางอย่างที่ทำให้เราเป็นส่วนหนึ่งของชิ้นส่วนที่ใหญ่กว่าตัวเรา และชิ้นส่วนเล็ก ๆ นั้นจะมีความหมายร่วม เมื่อถูกนำมาประกอบกันด้วยความสัมพันธ์และสำนึกร่วมลักษณะนี้

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ผีที่มีในคนและคนที่เป็นส่วนหนึ่งของผี

พ่อหลวงเจ๋ง (ศิลป์ชัย นามจันทร์) ผู้ใหญ่บ้านหนุ่มรุ่นใหม่ เล่าให้เราฟังว่านอกจากการเลี้ยงผีขุนน้ำแล้ว ปีนี้ชาวบ้านบ้านป่านอต ยังเอากล้าไผ่ไปปลูกไว้ตรงแนวชายป่าระหว่างป่าชุมชนกับป่าอนุรักษ์ของตำบลอีกด้วย เพราะไผ่เป็นทั้งอาหารและแนวกันไฟที่ดี การที่คนในชุมชนได้ไปเห็นต้นสักอายุหลายปีที่ช่วยกันปลูกไว้เมื่อหลายปีก่อน และกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของป่าใหญ่เพื่อรักษาขุนห้วยที่ทุกบ้านดื่มกินร่วมกัน สิ่งนี้อาจจะเป็นการทำบุญที่ไม่ต้องรอชาติหน้า แต่เป็นการกระทำร่วมกันที่เห็นผลชาตินี้ เหมือนอย่างน้ำที่ไหลเข้าระบบประปาภูเขาของหมู่บ้านวันนี้ ก็เพราะคนรุ่นพ่อของเขารักษาป่าขุนห้วยมาตั้งแต่ปิดสัมปทานป่า

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ผมชอบตอนหนึ่งที่พ่อหลวงแลกเปลี่ยนความเชื่อเรื่องการเลี้ยงผีกับคนนอกอย่างเรา

“สำหรับผม ผมเชื่อว่ามีผีจริง ๆ อย่างการเลี้ยงผี เราอาจจะอธิบายว่ามันเป็นกุศโลบายในการสร้างการจัดการดูแลป่า เหมืองฝาย หรืออะไรก็ตาม ตามอย่างนักวิชาการอธิบาย แต่ถ้าถามคนที่นี่ คนรุ่นพ่อผม แม่ผม มันมีจริง ๆ นะ และตอนนี้ผมเชื่ออย่างนั้น ตอนเด็ก ๆ เราอาจจะไม่รู้สึกมาก แต่เมื่อถึงเวลาที่เราต้องเผชิญกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เราต้องการความรู้จากรุ่นพ่อเรา ปู่ย่าตายายเรา เราจะรู้ได้เอง”

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของ เดวิด อับราม (David Abram) ในหนังสือ The Spell of the Sensuous: Perception and Language in a More-Than-Human World ที่บอกว่าเราต่างมีสัมผัสในระดับจิตวิญญาณที่ใช้สื่อสารกับสิ่งต่าง ๆ ได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ สัตว์ หรือโลกทางวิญญาณที่ไม่ปรากฏ แต่วัฒนธรรมใหม่ที่เราใช้ภาษาเขียนในการสื่อสาร และสารที่ผลิตจากการเขียนและเรียบเรียงผ่านภาษา ทำให้การสื่อสารจากการสัมผัสโดยตรงบิดเบือนไป

คำพูดของพ่อหลวงเจ๋ง ยังคล้ายเรื่องเล่าของ โรเบิร์ต วูลฟฟ์ (Robert Wolff) ในหนังสือเรื่อง Original Wisdom : Stories of An Ancient Way of Knowing มาก ๆ เพราะประสบการณ์ของพ่อหลวงเจ๋งไม่ต่างอะไรเลยจากชาวพื้นเมืองรุ่นใหม่ทั่วโลก ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายในการส่งผ่านความรู้ภายใน Inner Wisdom จากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ไม่ได้เป็นการเรียนรู้ในห้องเรียนที่เปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็นข้อมูล และเชื่อว่าข้อมูลนั้นคือความรู้ที่ผลิตซ้ำและส่งต่อได้ผ่านการอ่านและเขียน อย่างความรู้เรื่องการหายาสมุนไพรในป่า การหาทิศผ่านดวงดาวและกระแสลมของชาวโพลินีเซียนเวลาออกทะเล

ในบันทึกที่ว่าด้วยการเข้าถึงความรู้ภายในของชาว Sng’oi ชนเผ่าพื้นเมืองในป่าของเมเลย์ ของ โรเบิร์ต วูลฟฟ์ ทำให้เราเห็นว่า โลกทัศน์ของสิ่งที่เรียกว่าการพัฒนาในแบบที่เป็นอยู่นั้น ทำให้เราสูญเสียความรู้สำคัญในการสื่อสารกับโลกไปมากแค่ไหน และทางเดียวที่จะกลับไปฟื้นคืนความรู้เหล่านั้นขึ้นมาได้ใหม่ คือการไปร่วมมีประสบการณ์จริง ๆ กับสิ่งนั้น โดยไม่แยกตัวตนของเรากับสิ่งที่เราร่วมเรียนรู้

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ทุ่งนา – ป่า – ฝน จิตวิญญาณที่ปรากฏรูป

หลังฝนตกห่าใหญ่ติดกันหลายวันหลังพิธีเลี้ยงผีขุนน้ำ ชาวบ้านไถนาเตรียมเอาน้ำเข้านาของตัวเอง นาแปลงที่ได้น้ำก่อนเริ่มหว่านกล้าข้าวขึ้นเป็นแปลงเขียว มีหุ่นไล่กาแกว่งแขนไหวไปมาตามสายลม บางแปลงเริ่มดำนาแล้ว ด้วยแรงกำลังของผู้คนที่ผลัดเปลี่ยนเอาแรงช่วยกัน บางแปลงเลือกที่จะหว่านหรือใช้เครื่องพ่นเมล็ดข้าวเพื่อประหยัดแรงงานในการดำนา เพราะขาดแรงงานจากคนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของปัจจุบัน สภาพของคันนาและความประณีตบรรจงของนาหลายแปลงที่นี่บอกอะไรได้มากมาย นาที่ยังมีปู มีปลา มีกบเขียดตัวเล็ก ๆ ทำให้เราเห็นถึงความวิริยะและกำลังกายของผู้เป็นเจ้าของนาผืนนั้น ต่างจากคันนาที่มีรอยไหม้จากการใช้ยาฆ่าหญ้า ทำให้นาไร้เสียงเขียด ทำให้ปูนานอนตายหงายกระดอง เพราะขาดแรงงานในการดูแลหญ้าในนาข้าว

กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน
กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน

นาของครอบครัว พรานต๋อง (สาคร สุทธนิล) พรานหนุ่มของแม่ทาที่ทำนาริมห้วยแม่ปงกา น่าจะเป็นตัวอย่างของนาในอุดมคติ นาอินทรีย์ที่มีวิถีใกล้เคียงกับสมัยบุพกาล แม้จะใช้เครื่องมือสมัยใหญ่อย่างเครื่องตัดหญ้าและรถไถนาขนาดเล็กมาทุ่นแรง แต่สายสัมพันธ์ระหว่างป่า นา ห้วย และชีวิตของผู้ลงแรงดูแลที่ดินผืนนี้ ล้วนสอดประสานกันเป็นหนึ่งเดียว

นาที่ดื่มกินน้ำและธาตุอาหารจากป่าขุนน้ำ น้ำที่ไหลผ่านเหมืองฝายที่ผู้คนกินน้ำจากห้วยเดียวกันช่วยกันดูแล ลำเหมืองดินแข็งแรงและสะอาดใส บอกถึงได้ความใส่ใจของผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าที่รักษาโครงสร้างนี้ไว้ โครงสร้างทางสังคมที่มีจิตวิญญาณช่วยโอบอุ้มผู้คนในการดูแลเหมืองฝาย โครงสร้างทางภูมิทัศน์ที่ออกแบบสลักเสลาด้วยน้ำและจอบไถ

เราเห็นแมงอีนิ่วหรือตัวอ่อนของแมลงปอในนาข้าวและลูกอ๊อด กำลังจะกลายมาเป็นอาหารเที่ยงซึ่งครอบครัวกินร่วมกันในห้างนา เราเห็นและรู้สึกถึงการเฉลิมฉลองที่เรียบง่ายของชีวิตในฤดูฝน แรงกายที่ได้จากข้าวปลาอาหารหล่อเลี้ยงชีวิต ที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในการกลับไปดูแลภูมิทัศน์ด้วยโลกทัศน์ ของเรื่องเล่าและตำนาน บนระบบโครงสร้างสังคมที่ยังคงงดงาม แต่ทว่าท้าทายจากแรงผลักของระบบเศรษฐกิจใหม่

กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน
กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน

ดอกเอื้องหมายนายังคงบานอยู่ข้างลำห้วย มองจากตรงนี้ไปยังดอยรอบหุบแม่ทานี้ ดอกตะแบกป่าบานสะพรั่งขึ้นแซมช่อดอกสักตรงเชิงเขา นับจากนี้อีก 3 – 4 เดือน ที่แห่งนี้ยังน่าจะมีฝน วัวที่ถูกต้อนขึ้นไปอยู่ในห้วยลึก จะกลับลงมาอีกครั้งหลังเกี่ยวข้าวเสร็จ เพื่อจะทำหน้าที่ของมันอีกรอบ และถ่ายทอดประสบการณ์ที่มันเรียนรู้ผ่านฤดูกาลให้กับลูกของมัน ไม่ต่างจากผู้คนที่นี่

บ้านที่ใหญ่และสว่างเกินไป

วันที่พวกเราเดินขึ้นเขาเข้าไปในห้วยแม่แทนบนอ่างเก็บน้ำแม่บอนด้วยกัน เพื่อหวังจะไปดูตาน้ำเล็ก ๆ ที่กลายเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เลี้ยงคนครึ่งตำบล ในวันฝนตกป่ายิ่งลึกนั้นยิ่งมืด รากไม้หงิกงอและหินผาในหุบห้วยดูราวภูตพรายที่มีชีวิต

การได้เดินเข้าไปในป่าฤดูฝน ทำให้เราเห็นและรู้สึกถึงอีกด้านหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า ‘ธรรมชาติ’ ธรรมชาติที่มีผี ธรรมชาติที่ไม่ได้ถูกลดทอนดัดแปลงให้มนุษย์พอใจในความงดงามและน่ารัก การได้เดินออกมาจากที่สว่าง ชัดเจน เข้าไปสู่ความมืดของราวป่าในช่วงเวลาสั้น แม้จะเทียบไม่ได้กับคนท้องถิ่นที่เข้าป่าไปเพื่อเลี้ยงชีพหาอยู่หากิน ก็ช่วยทำให้เรารู้สึกถึงเค้าร่างของปัญญาอีกด้านหนึ่งที่เมืองของเราได้สูญเสียมันไปแล้ว

อาจเป็นเพราะเราอยู่ในที่ที่สว่างเกินไป ชีวิตของเราจึงปราศจากความมืดและเชื่อมโยงกับความศักดิ์สิทธิ์ เราจึงมั่นใจในตัวเองเกินไป ว่าปัญญาที่เรามีควบคุมสิ่งต่าง ๆ ได้ ผ่านการคิดและการจัดการสมัยใหม่ เราแทบไม่รู้สึกสงสัยเลยว่าน้ำที่ใช้ดื่มกินนั้นมาจากไหน เราดื่มกินแม่น้ำร่วมกันกับใครบ้าง เพราะทุก ๆ วันน้ำก็ยังไหล ไฟก็ยังคงสว่าง และถ้ามีสักวันที่มันจะไม่ไหล ก็เป็นหน้าที่ของใครสักคนที่ไม่เกี่ยวกับเราที่มีหน้าที่ต้องดูแล

เราไม่จำเป็นต้องคุยกับใคร เพราะในเมืองที่เราอยู่ สิ่งต่าง ๆ แบ่งขาดออกจากกันอย่างชัดเจนด้วยสิทธิ หน้าที่ และกฎหมาย ไม่มีอะไรเป็นทรัพย์สินสาธารณะร่วมที่เราต้องช่วยกันดูแล แบ่งปันกันใช้ ชีวิตเราจึงเงียบสงบ แต่ทว่าอาจจะเรียบแบน เพราะไร้ซึ่งความสัมพันธ์ใด ๆ กับสิ่งที่มีชีวิตและไร้ชีวิต

กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน
กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน
กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน

อั๋น-อภิศักดิ์ กำเพ็ญ เกษตรกรหนุ่มสมาชิกกลุ่ม Maetha Organic เล่าให้ฟังระหว่างที่เดินลัดนาไปยังป่าหอ หย่อมป่าศักดิ์สิทธิ์กลางทุ่งนา ที่มีศาลสถิตจิตวิญญาณของเจ้าอาจยาบอน ผีผู้ดูแลขุนห้วยแม่บอนร่วมกับหอผีอื่น ๆ ว่า

กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน
กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน

“เป็นไปไม่ได้เลย ถ้าครอบครัวหนึ่งจะทำนาของตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพิงกับใคร เพราะน้ำที่ไหลเข้านานั้นเชื่อมโยงถึงกันหมด และเราต้องช่วยกันพูดคุยวางแผนการจัดการแบ่งสรรปันน้ำ รวมทั้งแรงงานที่จะช่วยกัน”

ในโลกธรรมชาติที่สำนึกเรื่องการพึ่งพิงอาศัยซึ่งกันและกันนั้นสำคัญต่อการมีอยู่ของความเป็นทั้งหมด โจทย์ใหญ่ที่สำคัญในยุคสมัยของเรา คือเราจะสร้างเรื่องเล่าใหม่ ๆ ทางวัฒนธรรมได้อย่างไร วัฒนธรรมที่จะถักทอปัจเจกที่แตกสลายให้กลายเป็นข่ายโครงของระบบนิเวศใหม่ มีแบบแผนสอดคล้องกับโลกธรรมชาติได้อย่างกลมกลืนแนบสนิทมากกว่าเดิม

ข้อมูลเพิ่มเติม

หากใครสนใจเข้าไปเรียนรู้วิถีเกษตรกรรมอินทรีย์และการจัดการป่าโดยชุมชนของตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ติดต่อได้ที่เพจ Maetha Organic หรือ คุณอั๋น-อภิศักดิ์ กำเพ็ญ 08 7191 5595

Writer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

Photographers

เจษฎา เปี้ยทา

ช่างภาพหนุ่มอารมณ์ดีชาวเชียงใหม่ พูดไม่ค่อยเก่ง รักเสียงดนตรีเเละการท่องเที่ยว แถมยังหลงรักโกลเด้นรีทรีฟเวอร์เป็นที่สุด

โสภิดา จิตรจำนอง

นกอพยพจากชายฝั่งทะเลใต้ ผู้ปักหลักเป็นอินทีเรียอยู่เชียงใหม่ หลงใหลงานทำมือ รักการเดินป่า และมีสมุนเป็นแมวไทย 2 ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load