1 กุมภาพันธ์ 2565
4 K

ผมอยากชวนให้ทุกคนลองหลับตา แล้วนึกว่าละแวกบ้านที่เราอยู่อาศัย มีพื้นที่ธรรมชาติที่เป็นพื้นที่ธรรมชาติจริง ๆ แบบที่คนไม่ได้เข้าไปจัดการซะทั้งหมดอยู่ตรงไหนบ้าง หากใครนึกออกแล้ว ลองคิดต่อเล่น ๆ ดูซิว่า ระหว่างเรากับพื้นที่ธรรมชาตินั้น มีความสัมพันธ์กันในแง่ไหนบ้าง หากเป็นไปได้ลองเขียนใส่กระดาษเท่าที่นึกและรู้สึกได้ แต่ถ้าใครนึกสถานที่นั้นไม่ออก หรือถ้านึกออกแล้วแต่ไม่รู้สึกว่าสัมพันธ์กับเราก็ไม่เป็นไร

บทความนี้อาจจะเป็นเพื่อนออกเดินสำรวจพื้นที่ธรรมชาติรอบเมืองครั้งแรกของคุณ

คนเมืองเชียงใหม่อย่างผม (น่าจะรวมถึงคนอื่น ๆ) ดอยสุเทพคงเป็นภาพแรก ๆ ที่นึกถึงสถานที่ธรรมชาติใกล้เมือง เมืองเชียงใหม่มีความพิเศษก็ตรงนี้ มีดอยสุเทพเป็นจุดหมายตาที่เห็นได้เกือบทุกมุมไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของเมือง แถมยังเป็นป่าศักดิ์สิทธิ์หลังบ้านของเรา เป็นต้นน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตต่าง ๆ ในเมือง วันไหนฟ้าเปิดจนเห็นดอยทั้งลูก และเห็นยอดพระธาตุดอยสุเทพได้เต็มตา เราจะหายใจลึกและยาวกว่าปกติ ราวกับว่าเรา ดอย และเมือง ต่างหายใจด้วยมวลอากาศเดียวกัน ไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นกันไหม

ช่วงไหนฟ้าปิดหม่นหมอกควัน ไม่เห็นดอย เราจะรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก แม้จะอยู่ในห้องแอร์ที่เปิดเครื่องฟอกอากาศตลอดเวลา ในแต่ละช่วงฤดูที่เปลี่ยนแปลง ดอยมีผลกับอารมณ์ความรู้สึกของเรามากกว่าที่เราคิด การเห็นฟ้าโปร่งสีเข้มตัดกับดอยที่เริ่มเปลี่ยนสีในฤดูหนาว ทำให้จิตใจของเราออกเดินทางเหมือนนกอพยพ หรือลูกไม้ที่ลอยปลิวจากต้นแม่ ส่วนดอยเหลืองและแล้งหน้าร้อนนั้น ให้ความรู้สึกสงบนิ่งและเฝ้ารอคอย ดอยเขียวฉ่ำฝนให้ความรู้สึกชุ่มชื่นเติบโตที่เวียนกลับมาอีกครั้ง

วิธีตามหาจิตวิญญาณที่หลงทางของคนเมือง เยียวยาโรคขาดธรรมชาติ และอาการตาบอดสถานที่
วิธีตามหาจิตวิญญาณที่หลงทางของคนเมือง เยียวยาโรคขาดธรรมชาติ และอาการตาบอดสถานที่

ความสัมพันธ์ของเรากับสถานที่เป็นเรื่องแปลกประหลาดแต่ทว่าลึกซึ้ง นับวันเราก็ยิ่งค้นพบว่า ความสัมพันธ์ของเรากับสถานที่ที่เรารู้สึกสัมพันธ์ด้วย มีผลต่อความผาสุกในชีวิต ตัวเอกในวรรณกรรมรางวัลโนเบลเรื่อง The Lost Soul ของ Olga Tokarczuk และ Joanna Concejo พบว่าวันหนึ่งเขาสูญเสียจิตวิญญาณของตัวเองไปกับการทำงานหนัก แม้เขาจะยังทำงาน ขับรถไปไหนต่อไหน หรือตีเทนนิสได้ แต่เขารู้สึกว่า ชีวิตไม่เหมือนเดิม มันรู้สึกหนักมาก ๆ 

จนวันหนึ่งเขาตื่นขึ้นมาและพบว่าตัวเองสูญเสียการรับรู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ไม่รู้แม้กระทั่งว่าตัวเองชื่ออะไร หมอบอกเขาว่า “ถ้าหากมีใครสักคนมองพวกเราลงมาจากฟ้า เขาจะพบว่าโลกนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่วิ่งอย่างกระหืดกระหอบ ชุ่มเหงื่อ เหน็ดเหนื่อย และอ่อนล้า พวกเขาต่างทำให้จิตวิญญาณของตัวเองสูญหาย และวิ่งตามหลังผู้เป็นเจ้าของไม่ทัน จิตวิญญาณนั้นรู้ว่าเขาหลงทางกับเจ้าของ แต่ตัวเจ้าของส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ากำลังสูญเสียจิตวิญญาณของตัวเอง” 

หมอยังแนะนำต่อไปว่า คุณต้องหาสถานที่ของคุณ นั่งอย่างสงบ เพื่อรอจิตวิญญาณกลับมาหาคุณ มันเป็นคำแนะนำที่มีค่ามาก ๆ สำหรับเขา ที่ทำให้เรื่องราวเดินต่อและคลี่คลาย รวมทั้งเราทุกคนในชีวิตนอกวรรณกรรมเรื่องนี้ 

ผมเชื่อว่าทุกคนต่างเคยมีประสบการณ์การหลงทาง และถ้าหากย้อนกลับไปมองประสบการณ์ที่เราคลำหาทางออกถูกนั้น มักเริ่มต้นตรงที่เราได้ช้าลงและหยุด ใช้ผัสสะของเราเชื่อมโยงกับองค์ประกอบต่าง ๆ ของสถานที่นั้น ๆ เพื่อรับรู้ว่าเราอยู่ตรงไหน จากจุดนี้เองเราจึงเดินทางต่อไปในทิศและทางที่ถูกต้อง 

อารมณ์ความรู้สึกของการหลงทางและค้นพบเป็นเช่นนี้ เป็นอุปมาอุปไมยทั้งในแง่ของสถานที่ทางกายภาพ และกับมิติการเยียวยาทางจิตวิญญาณ

วิธีตามหาจิตวิญญาณที่หลงทางของคนเมือง เยียวยาโรคขาดธรรมชาติ และอาการตาบอดสถานที่

ริชาร์ด ลุฟว์ (Richard Louv) นักเขียนคนสำคัญของยุคสมัย ผู้สร้างการตื่นตัวและตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างเรากับธรรมชาติ ชี้ให้เราเห็นอาการของโรคขาดธรรมชาติ (Nature Deficit Disorder) เขียนถึงอาการตาบอดสถานที่ (Place Blindness) ไว้อย่างน่าสนใจว่า ในสังคมสมัยใหม่ที่เราใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่แต่ในอาคาร หรือพื้นที่ปิดที่มีระบบปรับอากาศที่ตัดขาดเราจากสภาพแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา เราจะขาดความสามารถที่จะเห็นหรือรู้สึกถึงความแตกต่างของสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นสภาพภูมิศาสตร์ พืชพันธุ์หรือสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่อยู่ในสถานที่นั้น รวมถึงผิวสัมผัส อุณหภูมิ คุณภาพของแสง เสียง กลิ่น 

มันคล้ายอาการตาบอด แต่เป็นการตาบอดที่มีต่อสถานที่ (คนละแบบกับอาการ Topographic Agnosia) อาการแบบนี้ทำให้เราไม่เห็นความงาม และรู้สึกถึงความสัมพันธ์ของเรากับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า จึงเป็นสาเหตุหลักของความรู้สึกตัดขาด และเพราะการสูญเสียประสาทสัมผัสเชิงประสบการณ์ Sensory กับความเป็นสถานที่ ไม่น่าแปลกใจที่ในสมัยนี้เรามักดัดแปลงสถานที่ต่าง ๆ ตามใจปรารถนา ด้วยเครื่องมือและวิธีการสมัยใหม่ที่มีพลานุภาพและรวดเร็วกว่ายุคใด ประกอบกับ Mindset ที่ว่าสิ่งที่ดีกว่าและมีค่ากว่านั้นอยู่ไกลออกไป 

จิตใจของเราจึงไม่เคยพอใจและอยู่กับที่ที่เราอยู่จริง ๆ เราจึงถูกกระตุ้นและกระตุ้นตัวเองให้วิ่งวุ่นอยู่ตลอดเวลา โดยไม่รู้เลยว่าเรากำลังวิ่งไปไหน นี่ละมั้งที่เราต่างรู้สึกหลงทางในพื้นที่แคบ ๆ ที่เรารู้จักดี อยู่ในเมืองที่ดูเหมือนมั่นคงและปลอดภัย แต่ภายในรู้สึกขาดอะไรไปสักอย่างหนึ่งที่สำคัญ

ช่วงเวลาของการช้าลงและได้หยุดพักจึงเป็นของมีค่า เป็นของหรูหราที่ไม่ต้องแลกมาด้วยเงิน ที่เราทุกคนควรค่ากับการได้มอบให้ตัวเอง การพาตัวเองออกไปสำรวจพื้นที่ธรรมชาติที่ใกล้บ้าน อนุญาตให้ตัวเราได้หยุด แวะพัก และตั้งหลักเพื่อค้นพบจิตวิญญาณของตัวเองอีกครั้ง ผูกสัมพันธ์กับสถานที่ด้วยสายตาคู่ใหม่ในที่ทางของตัวเอง จึงเป็นคำเชิญชวนจากเพื่อนถึงเพื่อนที่ผมอยากมอบให้

ถ้าใครพร้อมหยิบหมวกสวมรองเท้าและตามมาได้เลย …

วิธีตามหาจิตวิญญาณที่หลงทางของคนเมือง เยียวยาโรคขาดธรรมชาติ และอาการตาบอดสถานที่

รัศมีของความสัมพันธ์

จากจุดที่เราอยู่อาศัย ลองลากเส้นรัศมีสัก 400 เมตร ออกไปให้เป็นวงกลมที่มีบ้านเราเป็นจุดศูนย์กลาง ลองค่อย ๆ ใช้จินตนาการเดินดูว่าในพื้นที่วงกลมรัศมี 400 เมตร เราสัมพันธ์กับสถานที่นั้นอย่างไรบ้าง มันอาจจะเป็นบ้านเพื่อน ตลาด ร้านค้า สวนเล็ก ๆ ในชุมชนที่เหม็นฉี่หมา หรือที่ที่เราพาลูกไปเดินเล่น ในรัศมีนั้นพอมีพื้นที่ธรรมชาติอยู่บ้างไหม หากลองสำรวจจนทั่วแล้วยังไม่มีอะไรที่น่าสนใจ ลองขยายรัศมีเพิ่มเป็น 800 เมตร แล้วลองสำรวจอีกครั้ง เราอาจจะเริ่มพบพื้นที่ธรรมชาติที่ว่านั้นก็เป็นได้ เพื่อออกไปสำรวจยังสถานที่จริง

ผมลองลากเส้นรัศมีสมมตินี้ แล้วพบว่าพื้นที่ธรรมชาติที่ใกล้บ้านที่สุดในรัศมีนี้ เป็นพื้นที่ก่อสร้างที่ร้างไปนาน ใกล้ ๆ กันเป็นหนองน้ำเก่า ซึ่งรอบพื้นที่ตอนนี้มีต้นจามจุรีขึ้นครึ้ม ผมค้นพบที่แห่งนี้ในช่วงฤดูหนาวเมื่อหลายปีก่อน ตอนเดินตามนกฝูงใหญ่ที่ร้องดังระงมช่วงหัวค่ำ มันร่อนลงที่หนองน้ำนี้ ผมเพิ่งรู้ว่ามันเป็นนกเป็ดน้ำที่มาอยู่ที่นี่เป็นประจำหลายปี และในช่วงฤดูหนาวฝูงมันจะใหญ่เป็นพิเศษ มีจำนวนหลายร้อยตัว เสียงของมันในตอนกลางคืนและเช้ามืดกลายเป็นเสียงเฉพาะของละแวกนี้ การได้ยินเสียงของมันกลายเป็นสัญลักษณ์ของฤดูหนาวในความรับรู้ของครอบครัวเรา 

เรื่องของความสัมพันธ์เล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ สร้างความพิเศษให้สถานที่ และเป็นประตูที่เชื่อมเราไปหาสิ่งต่าง ๆ อย่างน่าอัศจรรย์หลังจากประตูบานนี้ถูกเปิดออก ในพื้นที่ธรรมชาติไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ พืช สัตว์ และภูมิประเทศที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญ ทุกอย่างมีเหตุผลของการเกิด และหากเราเชื่อมโยงกับการเกิดขึ้นของสิ่งต่าง ๆ ได้ เราจะค่อย ๆ เห็นเงื่อนงำของเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ ยอมรับและชื่นชมสิ่งต่าง ๆ อย่างที่มันเป็น และหลายครั้งความรู้สึกเชื่อมโยงนี้ ก็ช่วยบอกทาง หรือตั้งหลักกิโลเมตรที่ศูนย์ของความสัมพันธ์และอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นของเราได้

วิธีตามหาจิตวิญญาณที่หลงทางของคนเมือง เยียวยาโรคขาดธรรมชาติ และอาการตาบอดสถานที่

นิเวศแม่

หากใครพบพื้นที่ธรรมชาติในรัศมีของความสัมพันธ์ที่เราเดินไปสำรวจในระยะใกล้ ๆ บ้านได้แล้ว ผมอยากชวนให้ลองค่อย ๆ ขยายขอบของรัศมีนั้นออกไปเรื่อย ๆ เพื่อตามหานิเวศแม่ พื้นที่ธรรมชาติที่เป็นต้นธารสำคัญขององค์ประกอบในชีวิตของเรา อย่างเช่น น้ำที่เราใช้ อากาศที่เราใช้หายใจ แร่ธาตุหรือมวลชีวภาพที่หล่อเลี้ยงผืนดิน หรือแหล่งรวบรวมพันธุกรรมของทั้งพืชและสัตว์ที่หลากหลาย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของสภาพสมดุลของระบบนิเวศในธรรมชาติ

นิเวศแม่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของเราคือสถานที่แบบไหนกันนะ บางคนเป็นภูเขา ป่า นาไร่ บ้างเป็นแม่น้ำ บึงใหญ่หรือลำคลอง สำหรับหลายคนอาจจะเป็นทะเล ป่าชายหาด หรือป่าชายเลน เรามีความสัมพันธ์กับสถานที่ที่เป็นนิเวศแม่ของเราอย่างไรบ้างในชีวิตแต่ละวัน เป็นคำถามที่อยากชวนถามต่อ 

สำหรับคนเมืองเชียงใหม่อย่างผม นิเวศแม่ของเราน่าจะหมายถึงดอยสุเทพและแม่น้ำปิง บรรพชนในอดีตจึงเลือกตั้งเมืองในหุบระหว่างนิเวศแม่ทั้งสอง และหาประโยชน์จากนิเวศนั้นในการสร้างบ้านแปงเมือง ด้วยความเข้าใจนี้ดอย-เมือง-แม่น้ำ ในโลกทัศน์ของผู้คนจึงไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่เชื่อมโยงกันด้วยป้อมประตูคูคันคลองและเหมืองฝาย ที่ผ่านการออกแบบอย่างเข้าใจ บ่อน้ำที่ใช้อาบกินกันในอดีตจึงเป็นลูก ๆ ของนิเวศแม่ 

เทศกาลงานเมืองต่าง ๆ ที่จัดขึ้นโดยชุมชนก็เพื่อรักษาความหมายของความสัมพันธ์นั้นไว้ แม้ในสมัยนี้ที่เรามีระบบน้ำประปา และไม่ต้องเลี้ยงผีขุนน้ำเพื่อจะเปิดน้ำรดต้นไม้หรือล้างรถ แต่น้ำที่เราใช้ก็ยังมาจากนิเวศแม่นั้นอยู่ดี เพียงแต่เส้นใยของความรู้สึกที่เชื่อมโยงกันนี้ไม่ถูกเห็น การกลับมาค้นพบนิเวศแม่และได้สำรวจความสัมพันธ์นี้อีกครั้ง นอกจากจะทำให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ มันยังมีความหมายกับการมีอยู่ และอยู่ได้อย่างดีของพื้นที่ธรรมชาติรอบบ้านและเมืองของเราในอนาคต

สัมผัสที่เชื่อมโยงและพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์

ผมมักรู้สึกทึ่งและเคารพในความละเอียดละเมียดละไมของผู้คนในอดีต ที่สัมผัสและเชื่อมโยงกับธรรมชาติและสถานที่ด้วยวิธีต่าง ๆ อย่าง ‘เดปอทู่’ หรือ ‘ป่าสะดือ’ ของพี่น้องปกาเกอะญอ ที่สายรกของทารกเกิดใหม่จะถูกใส่ไว้ในกระบอกไม้ไผ่ผูกไว้กับต้นไม้ในป่า เพื่อเชื่อมขวัญของคนกับโลกธรรมชาติ ความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณในธรรมชาติและการเชื่อมโยงเรากับโลกนี้มีอยู่ในทุกวัฒนธรรม 

ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสสำรวจบ้านไม้เก่าในเมืองเชียงใหม่ เห็นหิ้งพระของยายสะอาดเอี่ยม และมีดอกไม้ที่เก็บมาจากสวนสวยหน้าบ้านใส่พานถวายอยู่ ยายเล่าว่าบ้านคนเมืองเชียงใหม่จะหันหน้าพระไปทางตะวันออก เวลาไหว้พระในบ้านหรือกราบพระพุทธรูปในวัด จะได้ไหว้ทั้งพระพุทธรูป พระสถูปเจดีย์ที่อยู่หลังวิหาร และไหว้พระธาตุดอยสุเทพที่อยู่ทางตะวันตกไปพร้อม ๆ กัน วัตรปฏิบัติที่เล็กน้อยเหล่านี้สะท้อนโลกทัศน์ที่ประณีตบรรจง ในชุมชนเก่าของเมืองรวมทั้งบ้านของผมในอดีต เราจะมีการไหว้ผีหลายแบบมาก ๆ ตั้งแต่เก๊าผีหรือผีที่สืบสายตามเครือญาติ ผีที่เป็นจิตวิญญาณบรรพชนของเมือง รวมทั้งผีที่เป็นอารักษ์ดูแลพื้นที่ธรรมชาติอันศักดิ์สิทธิ์ของเมือง พิธีกรรมอันเก่าแก่เหล่านี้ช่วยผูกโยงจิตวิญญาณของปัจเจกบุคคล ให้เป็นส่วนหนึ่งของสถานที่ที่อยู่อาศัยในหลากหลายระดับ ทั้งในบทบาททางสังคม นิเวศวิทยา และมิติจิตวิญญาณที่เรากำลังพูดถึง

หลายปีก่อนตอนเรียนอยู่ที่อินเดีย ผมมีโอกาสไปร่วมและศึกษางานบูชาเจ้าแม่กาลี (Kali Puja) ในเขตเบงกอลตะวันตก หัวใจของพิธีกรรมที่เป็นปัญญาแฝงเร้นนี้คือ เครื่องบูชาเจ้าแม่ที่มาจากพืชพรรณที่หลากหลายจากพื้นที่นิเวศระดับย่อย 9 แห่ง การรักษาพื้นที่นิเวศย่อยที่มีพืชพรรณหลากหลายให้เก็บมาสรรเสริญบูชานี้ ก็เพื่อประกันความอุดมสมบูรณ์ของความเป็นทั้งหมดของสถานที่ เพื่อให้คนกับธรรมชาติยังอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล และการขาดหายไปของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คือสัญญาณเตือนของความขาดพร่องในระบบนิเวศของสถานที่ที่เราอยู่อาศัยร่วมกัน ใด ๆ เหล่านี้คือพิธีกรรมที่พาผู้คนให้เชื่อมโยงกับสถานที่ เพื่อตระหนักถึงการมีอยู่ของตนเองในฐานะส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเอง

กลับมามองที่ความหมายของพิธีกรรมในโลกสมัยใหม่ ซึ่งถูกแทนที่ด้วยรูปเคารพหรือสัญลักษณ์เชิงตัวแทนที่ไร้รากความสัมพันธ์ใด ๆ ไม่ได้พาเราออกไปไหน นอกเหนือจากการหมกหมุ่นกับความต้องการอันไม่มีที่สิ้นสุดของตัวเอง จึงไม่น่าแปลกใจที่คนในยุคสมัยของเราปฏิเสธพิธีกรรม นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญในยุคสมัยของเราที่รอการค้นพบและฟื้นฟูให้กลับขึ้นมาใหม่ 

ความศักดิ์สิทธิ์ที่ว่านี้อาจจะไม่ได้หมายถึงการได้รับสิ่งที่อ้อนวอนร้องขอ หากแต่บางครั้งเป็นความรู้สึกเชื่อมโยงสัมพันธ์ในความรู้สึกระดับลึกที่ก้าวพ้นภาษาของความคิด คำว่า ‘อธิษฐาน’ มีรากศัพท์เป็นภาษาสันสกฤต ซึ่งแปลว่า ‘การตั้งจิตมั่น’ เราจึงมีพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของเราเองได้ หากกระบวนการเหล่านั้นเชื่อมโยงเรากับมายังกิโลเมตรที่ศูนย์ ณ ตรงกลางของที่ว่างภายในใจของเรา ด้วยวิธีการของเราเองและสถานที่ที่เราเชื่อมโยงรู้สึก พร้อมด้วยพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของเราเอง จะช่วยทำให้เราช้าลงและเชื่อมโยงกับตัวเองได้มากขึ้น หรือผนวกรวมเราให้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มทางสังคมที่เห็นคุณค่าของสิ่งเดียวกัน 

เช่น การทำแนวกันไฟป่าก่อนช่วงแล้งที่สุดของปี การพายเรือเก็บขยะในแม่น้ำ การจัดทริปครอบครัวและชวนเด็ก ๆ ของเราไปชื่นชมและเรียนรู้ความงามของป่าใกล้เมืองในแต่ละฤดู ได้โอบกอดต้นไม้ใหญ่และให้ป่าทั้งป่าโอบกอดเรา พบเจอและเรียนรู้ว่านอกเหนือไปจากมนุษย์ ยังมีชีวิตอื่น ๆ ที่หายใจร่วมอยู่กับเราในสถานที่แห่งนี้ เหล่านี้ล้วนอาจจะกลายเป็นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ในยุคสมัยของเรา

หากธรรมชาติเติบโตด้วยการน้อมรับความเปลี่ยนแปลงในแต่ละฤดูกาล เราในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติควรจะมีช่วงเวลาเหล่านั้นด้วยเช่นกัน ช่วงเวลาที่ใช้ในสถานที่ที่จิตวิญญาณจะตามหาเราเจอ การได้เดินด้วยกันในวันที่รู้สึกเน่าเปื่อยและผุพัง ได้นั่งเงียบ ๆ ด้วยกันในวันที่รู้สึกสูญเสีย ได้ออกเดินทางเพื่อค้นพบในทุกวันธรรมดาที่สำคัญของชีวิต อนุญาตให้ตัวเองได้หลงทาง หยุดอ่านสัญญาณจากสิ่งต่าง ๆ เพื่อกลับมาค้นพบ ได้มีชีวิตอยู่เพื่อที่จะเฉลิมฉลองทุกการเปลี่ยนแปลงและเติบโตภายในของเรา เหล่านี้คือพิธีกรรมที่เรามอบให้ตัวเองได้โดยมีธรรมชาติเป็นศาสดา

ช่วงท้ายการเดินทางสำรวจพื้นที่ธรรมชาติรอบเมือง ผมอยากชวนทุกคนนั่งลงเงียบ ๆ ลองหลับตา หายใจปกติสบาย ๆ รับรู้และสัมผัสธรรมชาติที่เราค่อย ๆ รู้จัก และค่อย ๆ ซึมซับความทรงจำและความรู้สึกเหล่านี้ในร่างกาย ก่อนที่เราจะแยกย้ายเดินทางกลับออกไปจากสถานที่แห่งนี้ หากใครนึกสนุกและอยากแบ่งปันตะกอนของความรู้สึกนี้ อาจจะเขียนบทกวี ถ่ายภาพ หรือวาดรูปส่งมาแบ่งปันความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้นะครับ 

หวังว่าเราจะค่อย ๆ มีพื้นที่ธรรมชาติรอบตัวเพิ่มขึ้นในแผ่นที่ความทรงจำ และหากวันเดินเรารู้สึกเหนื่อยล้าและหลงทาง เราจะเปิดแผนที่ลับที่มีแต่เราที่รู้ออกเดินทาง อีกครั้งและอีกครั้ง

Writer & Photographer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

Rewilding 101

ออกเดินทางไปสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างเรากับโลกธรรมชาติรอบตัวผ่านเรื่องราวของการฟื้นคืนธรรมชาติ ...

เคยสงสัยไหมว่า เวลาเรารู้สึกผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเองในสถานที่ที่เป็นธรรมชาติ ไม่ว่าริมชายหาด ในลำธารใส บนลานดินสะอาดหรือสนามหญ้าโล่งกว้าง เรามักอยากจะถอดรองเท้า ทำใจหลวม ๆ เพื่อเดินเท้าเปล่าไปเรื่อย ๆ แบบไม่ต้องคิดอะไร 

นี่น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่เรามักเห็นเพื่อน ๆ เวลาที่ได้หลบไปพักร้อน ชอบเช็กอินเท้าเปล่าเปลือยของตัวเองกับสถานที่ธรรมชาติ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของวันพักผ่อนที่ได้สัมผัสและเชื่อมโยงกับธรรมชาติ

คอลัมน์นี้เราเลยอยากชวนกันมาสำรวจว่า ทำไมการที่ฝ่าเท้าและร่างกายได้สัมผัสเชื่อมต่อพื้นโลก ที่เรียกว่า ‘Grounding’ หรือ ‘Earthing’ จึงทำให้เรารู้สึกดี ผ่อนคลาย และมีความสุข ทั้งในเชิงสุขภาพและจิตวิญญาณภายใน กับอยากชักชวนกันเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัว เพื่อทำให้สถานที่ที่ใช้ชีวิตเป็นสถานที่ที่ทำให้เราเชื่อมโยงกับโลก และช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายโดยไม่ต้องหนีไปไกลถึงทะเลหรือเดินไปยอดสุดภูเขา

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

ในแง่หนึ่ง ร่างกายของเราอาจจะคล้าย ๆ บ้าน บ้านที่ดีและปลอดภัยต้องมีระบบสายดิน (Grounding System) เพื่อป้องกันกระแสไฟฟ้าที่อาจรั่วจากเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่ให้ไหลผ่านตัวเรา แต่ไหลผ่านลงดิน เพื่อทำให้ประจุไฟฟ้านั้นเป็นกลาง พื้นดินจึงเป็นเหมือนแบตเตอรี่ก้อนใหญ่ ทำให้ประจุไฟฟ้าในระบบต่าง ๆ เกิดความสมดุล รวมทั้งประจุไฟฟ้าในร่างกายของเราด้วย 

การที่ร่างกายของเราได้แลกเปลี่ยนหรือนำเข้าประจุไฟฟ้าที่เป็นลบ ซึ่งมีอยู่อย่างไม่จำกัดบนพื้นผิวโลกหรือในธรรมชาติ อย่างเช่นทะเล น้ำตก ในป่า ก็มีส่วนช่วยทำให้ประจุไฟฟ้าในร่างกายกลับมามีสภาพเป็นกลาง และมีความคลื่นความถี่เดียวกับธรรมชาติ ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่เราจะรู้สึกสงบและไร้ความกังวลใด ๆ 

แต่ในวิถีชีวิตสมัยใหม่ที่เวลาส่วนใหญ่ของวันอยู่แต่ภายในอาคาร แวดล้อมไปด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้า และแหล่งปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหลากยี่ห้อที่คอยเพิ่มประจุบวกให้กับร่างกาย โดยที่เราไม่ได้ถ่ายเทประจุบวกเหล่านั้นออกไป หรือรับประจุลบจากธรรมชาติเข้ามา จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราอ่อนล้า เครียด และรู้สึกสับสนโดยไม่ทราบสาเหตุ

การแพทย์สมัยใหม่เริ่มค้นพบว่า สภาพแวดล้อมธรรมชาติเป็นยาชนิดหนึ่ง (Environmental Medicine) ซึ่งช่วยรักษาโรคที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ และเรียกการเดินเท้าเปล่าเพื่อให้ฝ่าเท้าสัมผัสพื้นดินเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 นาทีด้วยชื่อเล่นว่า การรับ Vitamin G ซึ่ง ‘G’ นั้นย่อมาจาก Grounding เพราะจากการทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง พบว่าผลการทดลองให้ผลบวกในการฟื้นฟูร่างกายอย่างมีนัยยะสำคัญ เช่น ทำให้หลับสบาย ความเครียดลดลง ลดอาการเจ็บปวดเรื้อรัง และการทำงานของระบบประสาทสั่งการอัตโนมัติดีขึ้น รวมทั้งยังช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุขอีกด้วย

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

สมัยเด็ก ๆ เรามักถูกสอนว่าอย่าเดินเท้าเปล่า เพราะเชื้อโรคจะเข้าเท้าและทำให้ไม่สบาย หรือสัตว์มีพิษอาจจะกัด หรือเศษแก้วจะบาดเท้า การเดินเท้าเปล่าในสมัยนั้นจึงเป็นเรื่องต้องห้าม ซึ่งในบางแง่มุมก็เป็นจริงตามนั้น แต่โลกทัศน์และคำตอบที่มีแบบเดียวและตัดตัวแปรอื่น ๆ ไป ก็ทำให้เราเสียโอกาสในการสัมผัสดินไปอย่างน่าเสียดาย ในยุคที่รองเท้ากลายเป็นสัญลักษณ์ของความมีอารยะ และพัฒนาจนกลายเป็นสินค้าที่บอกความชื่นชอบและไลฟ์สไตล์ ทำให้เราเดินได้สะดวกขึ้น สบาย และมั่นใจขึ้น การเดินเท้าเปล่าในที่สาธารณะจึงอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องไม่ปกติ ยิ่งถ้าเป็นการเดินเท้าเปล่าในวิถีชีวิตจริง ๆ ที่ไม่ใช่กิจกรรมการบำบัดในสถานที่เฉพาะ คนเดินเท้าเปล่าคนนั้นก็อาจถูกเข้าใจผิด คิดว่าเป็นฮิปปี้หรือไม่ก็นักแสวงบุญ

สภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัยหรือพื้นที่ไว้ใช้เหยียบย่าง ไม่ว่าจะถนน ทางเดินทั้งภายในและภายนอกอาคาร จึงออกแบบแบบเหมารวมจากฐานคิดการใช้งานแบบล้อและพื้นยางพาราแทนฝ่าเท้าที่มีความรู้สึก การกลับมาเดินเท้าเปล่าของเราในบางโอกาส เพื่อให้ร่างกายได้ Grounding และได้รับการฟื้นฟูจากยาของโลกนั้น จึงต้องอาศัยความเข้าใจของเรา รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรและปลอดภัยกับการเดินด้วยเท้าที่เปล่าเปลือย

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

องค์ประกอบเล็ก ๆ น้อย ๆ ในบ้านที่ชวนให้เรา Grounding

บ้านเรือนของผู้คนในอดีตโดยเฉพาะในเขตร้อน มักออกแบบให้มีลานดินรอบ ๆ บ้านเสมอ ลานที่เอาไว้ตากผลผลิตและทำกิจกรรมอเนกประสงค์ ลานที่ทำให้อากาศเย็นไหลผ่าน ให้บ้านได้หายใจไปพร้อมกับโลก และลานนี้บางครั้งก็จะไหลเลื้อยเข้าไปในพื้นที่สีเทา ๆ ของเงาจากชายคา เพื่อเชื่อมโยงความรู้สึกภายในอาคารกับสภาพแวดล้อมภายนอก บ้านในลักษณะนี้จึงมักมีบรรยากาศชวนให้เราอยากถอดรองเท้าเวลาเดินรอบบ้าน เพราะรู้สึกว่าพื้นที่รอบบ้านนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่เชื่อมต่อออกมาจากภายใน ยิ่งถ้าลานดินหรือลานทรายนั้นถูกกวาดให้สะอาดเนี้ยบ เราก็แทบอยากจะนั่งลงไปบนพื้นได้เลยโดยไม่ต้องกลัวเปื้อน

ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสไปเยี่ยมหมู่บ้านพื้นถิ่นบนเกาะสมุย ลานรอบบ้านไม้ยกใต้ถุนเป็นทรายละเอียดขาว ได้เห็นยายนั่งบนก้อมไม้เล็ก ๆ กลางลาน เก็บหินหรือกรวดก้อนใหญ่ ๆ ลงถังสังกะสี เพื่อให้ลานแดดที่มีเงาทางมะพร้าวที่ปลิวไหวเดินสบายเท้า ลานทรายรอบบ้านจึงกลายเป็นพื้นที่ที่รื่นรมย์ พาผู้คนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้าน 

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

บ้านเรือนในหลายภูมิภาคที่ผมได้มีโอกาสไปเห็นก็มีโลกทัศน์ในลักษณะคล้าย ๆ กัน บ้านพื้นถิ่นของชาวอินเดียตั้งแต่ติ่งปลายสุดของแหลมกัลยากุมารี (Kanyakumari) ในมหาสมุทรอินเดียไปจรดเชิงเขาหิมาลัย ลานดินในบ้านมักฉาบไล้ด้วยขี้วัว เพื่อให้เมือกในกระเพาะวัวเคลือบพื้นคอร์ตกลางบ้านให้สะอาดและไม่มีฝุ่นติดเท้า และทุกเช้าผู้หญิงในบ้านจะเอาแป้งข้าวมาวาดลานดินหน้าประตูบ้าน ให้เป็นลวดลายเรขาคณิตที่ดูซับซ้อนแต่ทว่าเรียบง่ายสวยงาม เรียกว่า รังโกลี (Rangoli) หรือ โกลัม (Kolam) เพื่อเชื้อเชิญสิ่งดีงามเข้ามาในบ้าน และแป้งข้าวเหล่านี้ก็จะกลายเป็นอาหารให้มด แมลง หรือกระรอก ที่อยู่บริเวณนั้น 

พิธีกรรมในชีวิตเหล่านี้ไม่ต่างจากชาวบาหลี ที่เก็บดอกไม้หลากสีใส่ถาดใบตองมาวางไว้ตรงทางเข้าคอร์ตกลางบ้าน เพื่อทำให้พื้นที่ภายในลานบ้านที่ต้องเดินเท้าเปล่าสะอาดและศักดิ์สิทธิ์ สิ่งเหล่านี้ยังมีให้เห็นในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่โลกทัศน์ของคนยังเป็นไม่ได้ถูกตัดขาดจากธรรมชาติและสิ่งสูงสุด ความละเอียดประณีตแบบนี้ที่ทำให้คนเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ผ่านวัตรปฏิบัติอันเรียบง่ายโดยไม่ต้องมีราคาค่างวดใด ๆ และไม่ใช่กิจกรรมพิเศษที่แยกขาดจากทุกวันของชีวิต

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

ผู้คนในสมัยก่อนมักถอดรองเท้าเสมอ เวลาเข้าไปในสถานที่ที่ตนเองรู้สึกว่าศักดิ์สิทธิ์ สถานที่ที่ทำให้จิตใจสงบรำงับ หรือถูกยกระดับให้สูงขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเอง ในแง่ของการรับรู้ทางจิตใจ การได้เดินถอดรองเท้าทำให้เราเดินช้าลง มีสติกลับมาอยู่กับตัวเองมากขึ้น และสัมผัสสิ่งต่าง ๆ ได้ละเอียดมากขึ้น สิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่ในพื้นที่ปกติเราไม่เคยสังเกตเห็น ความรู้สึกร้อนเย็น พื้นผิวของสิ่งที่เราเหยียบย่ำและสัมผัสนั้นล้วนแตกต่างกัน ไม่เหมือนกับเวลาใส่รองเท้าที่มีวัสดุสังเคราะห์คั่นกลางระหว่างเรากับโลก ทุกสัมผัสของก้าวย่างนั้นให้รู้สึกแทบไม่ต่างกัน รองเท้าทำให้เราเดินและวิ่งได้เร็วด้วยความมั่นใจ โดยแทบไม่รู้สึกว่าการมุ่งไปข้างหน้าของเรามีอะไรโอบอุ้มชีวิตอยู่ 

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

การได้กลับมาเดินเท้าเปล่าบนผืนโลกที่เราอยู่บ้าง ทำให้เกิดความรู้สึกว่าโลกธรรมชาติรอบตัวนั้นเป็นที่ที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์และมีชีวิต และหากโลกรอบ ๆ ตัวเราไม่สวยงามอลังการ เช่น โบสถ์เก่าแก่หรือวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ ก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะช่วยกันเปลี่ยนแปลงพื้นที่เหล่านั้นให้งดงาม สะอาด และสวยงามขึ้น เพื่อให้เราได้รู้สึกกลับมาเชื่อมโยงกับโลกตรงนั้น โลกที่มีความรู้สึกและปัญญารับรู้ไม่ต่างจากเรา

น่าจะดีไม่น้อยเลยนะ ถ้าเราจะค่อย ๆ ปรับสภาพแวดล้อมรอบบ้านของเรา ที่ทำงาน หรือรวมทั้งเมืองของเรา ให้เอื้อกับการเดินเท้าเปล่าเพื่อต่อสายดินกับผืนโลก เราอาจจะเว้นที่ว่างรอบบ้านให้เป็นลานดินที่ไม่ต้องปูทับด้วยคอนกรีตทั้งหมด มีแปลงดอกไม้หรือพืชผักเพื่อให้มือของเราได้จับดินผ่านการทำสวน มีลานทรายลานดินให้ลูก ๆ ได้เล่น เพื่อให้เขาเติบโตมาแบบไม่คิดว่าดินเป็นสิ่งสกปรกและน่ารังเกียจ มีสนามหญ้านุ่ม ๆ เอาไว้ให้ครอบครัวได้ออกมานอนปูเสื่อนออกบ้าน เพื่อเพิ่มเวลาคุณภาพในการอยู่ด้วยกัน แทนเวลาที่เราใช้กับหน้าจอที่แผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เราอาจจะมีก๊อกน้ำหรือโอ่งน้ำเล็ก ๆ ใกล้ทางเข้าบ้านเพื่อล้างเท้าและมือให้สะอาดก่อนเข้าบ้าน 

ในเชิงการออกแบบสถาปัตยกรรม พื้นที่ระหว่างภายในและภายนอกบ้านนั้นสำคัญมาก ถ้าบ้านของเรามีพื้นที่แบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นระเบียง คอร์ตกลางบ้าน หรือชานแดด คุณภาพของที่ว่างในพื้นที่แบบนี้ จะเอื้อให้เราได้หยุดและช้าลง เพื่อที่เราจะค่อย ๆ พาตัวเองให้เชื่อมโยงกับพื้นที่ภายนอก มากกว่าการอยู่แต่ภายในบ้านโดยไม่เชื่อมโยงกับสิ่งใด

ครั้งสุดท้ายที่เราได้เดินเท้าเปล่าเปลือยบนพื้นดิน นองกลิ้งบนพื้นหญ้า หนุนรากไม้มองดูท้องฟ้าปล่อยความคิดไปเรื่อยเปื่อยแบบไม่ต้องมีแผนการ นี่มันเมื่อไหร่กันนะ

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

Writer & Photographer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load