ทันทีที่เจ้าหุ่นยนต์แมวสีฟ้าข้ามเวลาจากโลกอนาคตมาสู่หน้าจอโทรทัศน์ไทย เมื่อเกือบ 40 ปีก่อน เด็กๆ จำนวนไม่น้อยต่างรอคอยวันเสาร์-อาทิตย์ด้วยใจจดใจจ่อ อยากรู้ว่าวันนี้โดเรมอนจะมีของวิเศษอะไรออกจากกระเป๋าหน้าท้องอีกบ้าง

เรื่องราวของเจ้าแมวพูดได้ ไม่ใช่สิ่งเดียวที่เด็กๆ รอคอย ‘ช่อง 9 การ์ตูน’ ยังมีการ์ตูนสนุกๆ อีกเพียบ ทั้ง หน้ากากเสือ, ดราก้อนบอล, ดร.สลัมป์ กับหนูน้อยอาราเล่, รันม่า ½, เซเลอร์มูน, กัปตันซึบาสะ, สแลมดังก์, หมัดเทพเจ้าดาวเหนือ หรือ ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน ที่พาเหรดกันเข้ามาสร้างความบันเทิงให้เด็กไทยจนได้รับความนิยมล้นหลาม บางช่วงมีจดหมายจากเด็กๆ เข้ามาที่ช่องสัปดาห์ละหลายพันฉบับ แถมยังทำให้ของเล่นของสะสมเกี่ยวกับตัวการ์ตูนขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

ปรากฏการณ์การ์ตูนญี่ปุ่นฟีเวอร์นี้คงเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดคนเบื้องหลังที่คอยสร้างสีสัน เสียงหัวเราะ เติมความสนุกให้เรื่องชวนติดตามมากยิ่งขึ้น หนึ่งในนั้นคือ ชายเจ้าของเสียงพากย์ผู้เปรียบเสมือนโลโก้ของการ์ตูนญี่ปุ่นอย่าง นิรันดร์ บุณยรัตพันธุ์ หรือ น้าต๋อย เซมเบ้

น้าต๋อย เซมเบ้

หลังจากหยุดพากย์ไปพักหนึ่งด้วยปัญหาสุขภาพ วันนี้น้าต๋อยกลับมาลงเสียงอีกครั้งให้กับ ซาเอบะ เรียว พระเอกในภาพยนตร์เรื่อง City Hunter สายลับคาสโนเวอร์ ยอดมนุษย์..คนธรรมดาเลยถือโอกาสชวนนักพากย์การ์ตูนเบอร์ 1 ของเมืองไทยนั่งไทม์แมชชีนกลับไปสู่ยุคเริ่มต้น โดเรมอน และรายการช่อง 9 การ์ตูน ซึ่งมีบทบาทสำคัญที่ช่วยส่งต่อแรงบันดาลใจและจินตนาการแก่คุณหนูๆ ในวันนั้น ให้เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่อย่างทุกวันนี้

น้าต๋อย เซมเบ้

1

ปรากฏการณ์ โดราเอมอน

หลายคนอาจไม่ทราบว่า โดเรมอน เกือบไม่ได้ออกอากาศทางช่อง 9 แล้ว

ถอยกลับไปเมื่อปี 2525 ฮิโรชิ คอนโด ประธานบริษัทแอนนิเมชัน อินเตอร์เนชันแนล ฮ่องกง ตัวแทนลิขสิทธิ์การ์ตูนของ TV ASAHI ได้นำการ์ตูนแมวหุ่นยนต์ซึ่งกำลังเป็นกระแสในหมู่นักอ่านการ์ตูนไทย มียอดพิมพ์กว่า 70,000 เล่มต่อฉบับ มาเสนอต่อ ประวิทย์ มาลีนนท์ แต่นายใหญ่แห่งช่อง 3 ยุคนั้นกลับปฏิเสธ และแนะนำให้ไปเสนอที่ช่อง 9 แทน

“ตอนนั้นเขาเอาไปเสนอคุณประวิทย์ก่อน เพราะช่อง 3 ซื้อ อิคคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา ซื้อ นินจาฮาโตริ จากเขา แต่คุณประวิทย์ทราบว่าช่อง 9 กำลังทำการ์ตูน ขณะที่ตัวเองกำลังทำหนังจีนแข่งกับช่อง 7 อาจจะด้วยน้ำใจ ก็เลยบอกให้คอนโดซังไปคุยกับช่อง 9 เพื่อให้ช่อง 9 เกิดดีกว่า” น้าต๋อยรำลึกความหลัง

หลังเจรจากับช่อง 3 ไม่สำเร็จ คอนโดซังจึงหันไปคุยกับผู้ใหญ่ของช่อง 9 ทันทีที่เสนอเรื่องเข้ามาก็ได้รับอนุมัติ เพราะทุกคนต่างมองว่า โดเรมอน เป็นการ์ตูนครอบครัวที่เต็มไปด้วยจินตนาการ ไม่มีพิษภัย และเข้าถึงกลุ่มผู้ชมทุกเพศ ทุกวัยมากกว่าการ์ตูนต่อสู้ ที่สำคัญคือ บุตรหลานของผู้บริหารหลายคนต่างก็เป็นแฟนประจำของแมวหุ่นยนต์ตัวนี้

ก่อนหน้าที่จะปรากฏตัวที่ช่อง 9 โดเรมอน เคยโลดแล่นบนจอทีวีไทยมาแล้วครั้งหนึ่งทางช่อง 5 เมื่อหลายปีก่อน แต่ไม่ได้รับความนิยมมากนัก เพราะเป็นเวอร์ชันเก่า ยุคออกอากาศครั้งแรกที่ NIPPON TELEVISION เมื่อปี 2516 มาฉาย ซึ่งถูกวิจารณ์อย่างหนัก ทั้งเรื่องเสียงพากย์ไม่ค่อยดี เพลงประกอบก็ไม่ค่อยโดน จึงถูกตัดจบในระยะเวลาอันสั้น กระทั่ง 6 ปีต่อมา TV ASAHI จึงนำมาปรับปรุงคุณภาพเสียงและเพลงใหม่ ปรากฏคราวนี้ฮิตติดตลาด และโด่งดังไปทั่วประเทศ ซึ่งเวอร์ชันที่ช่อง 9 หยิบมาฉายก็คือฉบับปรับปรุงนั่นเอง

หากแต่ความสำเร็จของเจ้าแมวสีฟ้าไม่ใช่เพียงเพราะหยิบการ์ตูนที่ดังอยู่แล้วมาฉายเท่านั้น แต่เกิดจากความพยายามของทุกฝ่ายในช่อง 9 ที่ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด

เริ่มตั้งแต่การตั้งชื่อเรื่อง ซึ่งช่อง 9 ใช้ชื่อว่า ‘โดเรมอน’ แทนที่จะเป็น ‘โดราเอมอน’ ตามชื่อภาษาญี่ปุ่น

จากข้อเขียนของ ดร.นิพนธ์ นาคสมภพ อดีตหัวหน้างานวิจัยและส่งเสริมการตลาด อสมท เล่าว่า ยุคนั้นหนังสือการ์ตูนของวิบูลย์กิจ ซึ่งขายดีสุด ใช้ชื่อว่า โดเรมอน แถมชื่อนี้ยังจำง่าย คล้ายๆ กับเสียงตัวโน้ตโดเรมี ทำให้ฝ่ายการตลาดตัดสินใจเลือกใช้ชื่อยอดนิยมแทนชื่อที่ถูกต้อง

การประชาสัมพันธ์ก็เช่นกัน ช่อง 9 พยายามป่าวประกาศสร้างความน่าเชื่อถือให้พ่อแม่ผู้ปกครองเห็นว่า โดเรมอน เป็นการ์ตูนดี มีประโยชน์ ด้วยการใช้สื่อหนังสือพิมพ์เข้ามาช่วยตั้งแต่ยังไม่ฉาย โดยเดินสายนำหนังสือการ์ตูนไปแจกตามหนังสือพิมพ์ต่างๆ จนหลายฉบับช่วยเขียนแนะนำว่า นี่เป็นหนังสือดีที่เด็กควรอ่าน

แต่สื่อที่ช่วยจุดกระแสได้อย่างแท้จริง คงต้องยกให้หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ซึ่งมียอดขายสูงสุดของประเทศ โดยเริ่มจากมังกรห้าเล็บ คอลัมนิสต์เบอร์ต้นๆ เขียนเชียร์ผ่านคอลัมน์ ‘ลั่นกลองรบ’ แถม ชัย ราชวัตร’ ก็นำ โดเรมอน ไปเขียนแทรกในการ์ตูนการเมือง และที่เด็ดสุดคือการนำการ์ตูนไปตีพิมพ์ในหน้าข่าวเยาวชน ตั้งแต่ฉบับวันที่ 29 กรกฎาคม 2525 จนเกิดกระแสเรียกร้องจากผู้ชม และโฆษณาต่างๆ ให้ช่อง 9 รีบนำ โดเรมอน มาฉาย ทีมงานจึงตัดสินใจเลื่อนเวลาออกอากาศ จากเดิมที่วางแผนไว้ในวันที่ 2 ตุลาคม 2525 มาเป็นวันที่ 4 กันยายน 2525

แต่ปัจจัยที่สำคัญสุดคือ บทโทรทัศน์และการพากย์เสียงภาษาไทย เพราะแม้เรื่องจะสนุก แต่ถ้าหากพากย์ไม่ดีก็มีสิทธิ์แป้กได้ ทางสถานีมอบหมายให้น้าต๋อย เซมเบ้ ที่มีลีลาการพากย์โดดเด่นและมีความสนใจเรื่องการ์ตูนเป็นพิเศษ มารับหน้าที่ดูแลเรื่องทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางคน จัดการบท รวมถึงวางแนวทางการลงเสียง พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกคนแสดงฝีมืออย่างเต็มที่ เมื่อทีมพากย์ได้ทำงานอย่างสบายใจ ก็ยิ่งเสริมให้งานออกมาดีขึ้น

สำหรับทีมพากย์ช่วงแรกมีสมาชิกเพียง 4 คนเท่านั้น คือตัวน้าต๋อยเองรับบทไจแอนท์กับซูเนะโอะ ส่วนบทโดเรมอนตกเป็นของ ฉันทนา ธาราจันทร์ แล้วก็ ศันสนีย์ สมานวรวงศ์ พากย์เป็นโนบิตะกับชิซูกะ สุดท้ายคือ เรวัติ ศิริสรรพ พากย์เป็นพ่อและครูใหญ่ กระทั่งภายหลังจึงมีการเสริมคนเข้ามา เช่น อรุณี นันมิวาส พากย์เป็นซูเนโอะกับโดเรมี ศรีอาภา เรือนนาค พากย์เป็นชิซูกะ และ สุลัคษณา เทพหัสดิน ณ อยุธยา พากย์เป็นแม่ของโนบิตะกับเดคิสุงิ จนกลายเป็นทีมที่สมบูรณ์

แม้ไม่ใช่การ์ตูนที่ให้เสียงยาก แต่นักพากย์ทุกคนก็สวมจิตวิญญาณลงไปในตัวละครเต็มที่ แต่ละคนจะพากย์โดยตีความอิงกับตัวละครนั้น อย่างโดเรมอนก็ต้องให้ความรู้สึกว่าเป็นแมวที่มีจิตใจดี ชอบช่วยเหลือคนอื่น โนบิตะจะงอแง ออดอ้อนให้โดเรมอนช่วย ขณะที่ไจแอนท์จะเป็นคนร่าเริง ข่มเพื่อนนิดๆ แต่ก็มีความเมตตาอยู่ในตัว

“ผมพากย์เป็นไจแอนท์ คิดว่าเด็กจะเกลียด แต่ทำไปเรื่อยๆ เด็กกลับชอบไจแอนท์เยอะมาก โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงที่เขียนจดหมายมาว่า ไจแอนท์ไม่ใช่คนไม่ดีนะคะ ไจแอนท์เป็นคนรักเพื่อนแต่เขากร่างไปงั้นเอง” น้าต๋อยเคยให้สัมภาษณ์ถึงความรู้สึกที่ผู้ชมวัยเยาว์มีต่อตัวละครในช่วงนั้น

ความเข้าขาไหลลื่นของทีมงานและการสร้างคาแรกเตอร์จนเป็นที่จดจำของเด็กๆ กลายเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ช่องอื่นไม่ซื้อการ์ตูนเรื่องนี้ไปออกอากาศ เพราะผู้ชมต่างติดเสียงพากย์ชุดนี้เรียบร้อยแล้ว

ขณะเดียวกัน ทางสถานียังลงทุนปรับปรุงอุปกรณ์และเปลี่ยนกระบวนการพากย์เป็นแบบใหม่ที่ดีขึ้น จากเดิมที่นักพากย์ 3 – 4 คนจะมารุมกันอยู่ที่ไมโครโฟนตัวเดียว ก็มีการจัดโต๊ะแยกออกมาสำหรับแต่ละคน ทำให้ใส่อารมณ์ และลีลาตามสไตล์ตัวเองได้เต็มที่ รวมทั้งยังแยกไลน์เสียงบรรยากาศกับเสียงพูดของตัวละครออกจากกัน เวลาพากย์จึงไม่ต้องหรี่เสียงบรรยากาศลง ทำให้ผู้ชมติดตามการ์ตูนอย่างเต็มอิ่มโดยไม่เสียอรรถรส ส่วนภาพก็นำต้นฉบับระบบ PAL มาออกอากาศเพื่อให้คงความชัดเจนมากที่สุด

ด้วยองค์ประกอบที่กล่าวมา จึงทำให้ โดเรมอน โด่งดังสุดขีด ขึ้นแท่นเป็นการ์ตูนเบอร์ 1 ของช่อง 9 นานหลายปี ยิ่งมาบวกกับความโด่งดังของการ์ตูนเรื่องถัดๆ มา ทำให้แต่ละสัปดาห์มีจดหมายเข้ามาถึงสถานีรวดเดียวเป็นหมื่นฉบับ ต่อมาก็เพิ่มเป็น 20,000 ฉบับ จนฝ่ายประชาสัมพันธ์ซึ่งมีอยู่เพียง 3 คน เขียนตอบกันไม่ไหว จึงแก้ปัญหาโดยให้น้าต๋อยมาอยู่หน้ากล้อง เลือกจดหมายของเด็กๆ มาตอบ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้น้าต๋อย เซมเบ้ เป็นที่รู้จักของทั้งเด็กและผู้ใหญ่

“พอออกทีวีก็มีเด็กโทรศัพท์มาคุยตลอด ครั้งหนึ่งมีเด็กโทรมาถามว่าการ์ตูนเรื่องนี้ต่อไปเป็นยังไง ผมก็บอก ‘พี่ไม่รู้นะ ไม่ตอบละกันนะ’ พอจะวางเขาก็ถามผมชื่ออะไร ‘พี่ชื่อนิรันดร์ ชื่อเล่นว่าต๋อย’ เด็กตอบทันทีว่า ‘ผมตั้งชื่อให้เป็นน้าต๋อย เซมเบ้ ล่ะกัน หน้าเหมือนดอกเตอร์เซมเบ้’ เพราะตอนนั้นดอกเตอร์สลัมป์เข้ามาแล้ว เด็กตั้งให้ทางโทรศัพท์ ตอนแรกให้เรียกพี่ เขาก็บอกไม่เอา หน้าแก่ เป็นน้าละกัน ตอนนั้นอายุยังไม่ถึง 30 เลย”

แต่ท่ามกลางกระแสชื่นชม ก็มีผู้ปกครองหรือคุณครูบางคนที่ท้วงติงว่า การ์ตูนเรื่องนี้อาจทำให้เด็กๆ ขี้เกียจทำการบ้านแบบโนบิตะ จนทีมงานต้องอธิบายว่า ถ้าลองดูจนจบจะพบว่าทุกครั้งที่โนบิตะขี้เกียจหรือไม่อยากไปโรงเรียนแล้วไปขอให้โดเรมอนช่วย สุดท้ายแล้วก็จะถูกแม่ดุ ถูกครูลงโทษ หรือสอบได้ศูนย์คะแนนเสมอ เพราะการ์ตูนต้องการสอนให้รู้ว่าของวิเศษโดเรมอนไม่สามารถช่วยให้เขาเก่งได้ เด็กๆ ต้องช่วยเหลือตัวเอง

ตอนหลังผู้ปกครองจึงมีความรู้สึกดีกับทีมงาน อย่างบางคนโทรศัพท์มาบอกว่าลูกไม่กินผัก ไม่แปรงฟัน ขอให้ช่วยหน่อย ทีมพากย์จึงจะบอกเด็กๆ ว่าจบการ์ตูนเรื่องนี้แล้วอย่าลืมไปอาบน้ำแปรงฟัน แล้วผักก็ต้องกินด้วยนะ

อาจกล่าวได้ว่า โดเรมอน ช่วยจุดกระแสความนิยมของการ์ตูนญี่ปุ่นให้โด่งดัง จากผู้ชมวงแคบไปสู่วงกว้าง รวมทั้งทำให้เกิดโฆษณาสำหรับเด็กขึ้นมาโดยเฉพาะ ท่ามกลางยุคที่เอเจนซี่ส่วนใหญ่ต่างมองว่าเด็กไม่มีกำลังซื้อ ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่โด่งดังและขายดีมากคือขนมปักกิ่งของยูโรเปี้ยนฟู้ดและเซี่ยงไฮของยูไนเต็ดฟูดส์ แฟนช่อง 9 การ์ตูนทุกคนคงจำได้ดี

นอกจากนี้ โดเรมอน ยังเป็นผู้เปิดตลาดให้การ์ตูนดีๆ ถูกสั่งเข้ามาฉายในเมืองไทยอีกหลายเรื่อง ทั้ง ดร.สลัมป์ กับหนูน้อยอาราเล่ มูเตคิง ดราก้อนบอล จนรายการช่อง 9 การ์ตูนยืนหยัดอยู่บนจอต่อเนื่องมากว่า 30 ปี ซึ่งถือว่าน้อยมากที่จะมีรายการที่โด่งดังข้ามกาลเวลาเช่นนี้

“ผมว่ามันเป็นการ์ตูนประวัติศาสตร์ของช่อง 9 อสมท ไปแล้ว โดเรมอน ทำให้เกิดเงินแพร่สะพัดในเมืองไทยไม่ต่ำกว่า 3,000 – 4,000 ล้านบาท เหตุผลที่ช่อง 9 ยังอยู่ได้จนถึงปัจจุบันนี้ ต้องยอมรับว่ารายการอย่างข่าวนั้นเปลี่ยนแปลงตลอดตามผู้บริหารที่เข้ามาใหม่ แต่การ์ตูนไม่เคยเปลี่ยนแปลง มีแต่สนุกมากหรือสนุกน้อยเท่านั้นเอง”

น้าต๋อย เซมเบ้ น้าต๋อย เซมเบ้

2

กว่าจะเป็น ‘ช่อง 9 การ์ตูน’

แม้ โดเรมอน จะเป็นจุดพลิกสำคัญที่ทำให้ช่อง 9 หยัดยืนในสมรภูมิจอแก้ว ในยุคที่กำลังค้นหาจุดแข็งของตัวเอง แต่ถ้าเล่าถึงจุดเริ่มต้นของช่อง 9 การ์ตูนจริงๆ แล้ว คงต้องย้อนกลับไปในปี 2523 เมื่อ ประมุท สูตะบุตร ผู้อำนวยการองค์การสื่อมวลชนแห่งประเทศไทยคนแรก ดึง ร.ต.อ.อำพล ภูมิวสนะ จากข้าราชการตำรวจมาเป็นหัวหน้าแผนกธุรกิจ ของ อสมท โดยมอบหมายภารกิจให้หาวิธีดึงเรตติ้งของสถานีหลังจากอยู่รั้งท้ายมาตลอด

ช่วงแรกผู้กองอำพลใช้กลยุทธ์นำหนังจีนประเภทรักอมตะ รักนิรันดร์กาล มาฉายเพื่อดึงคน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร กระทั่งเมื่อสังเกตพฤติกรรมของบุตรชาย 4 คนที่วันๆ สนใจแต่การ์ตูนอย่างเดียว ก็เลยเกิดความคิดว่าบางทีนี่อาจเป็นทางรอดของช่อง 9 ก็เป็นได้

ตอนนั้นผู้กองอยากได้การ์ตูนแนวยอดมนุษย์มาต่อสู้กับหนังจีนกำลังภายในซึ่งกำลังฮิต โดยเล็งไปที่การ์ตูนญี่ปุ่นซึ่งมีราคาย่อมเยากว่าการ์ตูนฝรั่ง ส่วนเวลาออกอากาศวางไว้ที่ 8 – 10 โมงเช้าทุกอาทิตย์ ก่อนเพิ่มเวลาวันเสาร์เข้าไป ซึ่งข้อดีคือคู่แข่งน้อย อีกอย่างคือช่วยสร้างพฤติกรรมใหม่แก่เด็กๆ ให้รีบตื่นแต่เช้าเพื่อรอชมการ์ตูน

ความจริงช่วงนั้นช่อง 9 ฉายการ์ตูนอยู่ก่อนเรื่องหนึ่งแล้วคือ ไดมอส ยอดขุนพล โดยมีบริษัทเอกชนมาเช่าเวลา และขอใช้บุคลากรของช่องเป็นทีมพากย์ ต่อมาเมื่อเกิดการเปลี่ยนนโยบาย สถานีจึงดึงเวลากลับมาทำเอง โดยนำการ์ตูนเรื่อง หน้ากากเสือ ซึ่งเคยฉายฉบับขาว-ดำสมัยเป็นช่อง 4 บางขุนพรหม เมื่อปี 2511 มาออกอากาศซ้ำ

ความยากของการฉายการ์ตูนในยุคนั้นคือ ญี่ปุ่นจะส่งฟิล์มและบทภาษาญี่ปุ่นมาในเวลากระชั้นชิดมาก เช่นออกอากาศวันอาทิตย์ ฟิล์มมาถึงวันพฤหัสบดี หน้าที่หลักอย่างหนึ่งของน้าต๋อยคือการหาคนแปลบท ซึ่งยุคนั้นคนที่รู้ภาษาญี่ปุ่นมีน้อยมาก เขาเลยขอร้องให้ รศ.คงศักดิ์ สันติพฤกษวงศ์ จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วยแปลให้ในช่วงแรกๆ

“บทที่ได้มามักเป็นสคริปต์ถ่ายหนัง บางทีก็ขีดฆ่าซะมั่วเลย อาจารย์ที่แปลให้ท่านเป็นนักเรียนเก่าญี่ปุ่น อายุมากกว่าผมไม่กี่ปี ถือเป็นรุ่นพี่ พอผมส่งบทให้ แกก็ถามผมเลย คุณนิรันดร์จะให้ผมแปลยังไง มันขีดฆ่าแบบนี้ ผมก็บอกว่า ผมเชื่อมืออาจารย์ เผอิญลูกศิษย์ยืนกันเต็มเลย แกก็ยิ้ม แล้วก็นั่งปั่น 2 วันเสร็จ ผมก็พากย์สดเลยวันอาทิตย์”

แต่ปัญหาไม่จบเพียงแค่นี้ เพราะหลายครั้งบทที่ส่งมาจากญี่ปุ่นก็ไม่สมบูรณ์ บางทีการ์ตูนยังไม่จบ แต่ไม่เหลือบทให้พากย์แล้ว ทีมงานจึงต้องอาศัยความสามารถเฉพาะตัวในการเอาตัวรอดแต่ละครั้ง แต่ไม่มีครั้งใดที่ยากเท่ากับช่วงต้องพากย์ หน้ากากเสือ หลังพบว่าบทหายไปเป็นหลายหน้า ทั้งที่ยังเหลือเวลาอีก 15 นาที

“ผมก็มองหน้าคนพากย์ ตัวใครตัวมันแล้วกันนะ พอจบโฆษณามันฉายล็อตใหม่ขึ้นมา ก็เป็นฉากที่หน้ากากเสือกำลังนั่งกินข้าว แล้วมีนักปล้ำหัวม้าลายไม่ใส่เสื้อเดินเข้ามา หน้ากากเสือหันไปมอง นางเอกชื่อมิโดริก็ถามเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า นั่นใครคะ.. หน้ากากเสือตอบเสียงเข้มว่า ‘อะบูไน’ แปลว่า อันตราย ผมแปลไม่ออก ก็เลยตอบรับแบบนิ่มๆ ว่า เพื่อนผมครับ เสร็จปั๊บไอ้หน้ากากหัวม้าลายกระโดดถีบ เอาโต๊ะตีจนหน้ากากเสือล้มลงไปนอนตัวงอ นางเอกก็กระโดดมาพูดภาษาญี่ปุ่นซึ่งไม่รู้แปลว่าอะไร คุณศันสนีย์ก็เลยพูดว่า อ้าว! ไหนบอกว่าเป็นเพื่อนคุณไง ผมก็เลยตอบไปว่า เดี๋ยวนี้ผมเลิกคบมันละ คือมั่วทั้งเรื่อง” เขาเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

พอการ์ตูนจบปุ๊บ สิ่งที่เขาไม่อยากให้เกิดก็เกิดขึ้น มีโทรศัพท์ดังมาจากอีกห้องหนึ่ง ขอสายคนที่พากย์เป็นหน้ากากเสือหน่อย น้าต๋อยจำได้ว่าตอนนั้นมือไม้สั่นไปหมด คิดว่าต้องโดนด่าแน่ พอรับมาปรากฏว่าปลายสายเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง

“น้องเขาบอกว่า ผมนั่งดูอยู่กับยาย ดูไม่รู้เรื่องเลย ผมก็ตอบไปว่า บทมันไม่ดี พี่ก็เลยว่าไปอย่างนั้น เขาบอกไม่เป็นไรหรอก  ดูไม่รู้เรื่อง แต่มันตลกดี ผมก็เลยมาจับจุดได้ว่าเด็กชอบอะไรตลก”

ตั้งแต่นั้นมา เขาก็เน้นพากย์ให้สนุก ตลก และเข้าใจง่าย คำภาษาญี่ปุ่นที่ยากๆ เช่นเขตอิเคะบุคุโร ก็เปลี่ยนเป็นหนองแขม สนามบินฮะเนดะก็เปลี่ยนเป็นดอนเมือง ชื่อคนก็เหมือนกัน เปลี่ยนสมชาย สมหญิง ทำทุกอย่างให้ตลก เด็กก็เลยยิ่งติด และนับว่าเป็นจุดเปลี่ยนวิธีพากย์การ์ตูนของช่อง 9 อย่างแท้จริง

แม้ หน้ากากเสือ จะฉายไม่จบเพราะถูกติติงเรื่องความรุนแรง แต่ช่อง 9 ก็ยังคงสั่งการ์ตูนมาฉายอย่างต่อเนื่อง ทั้ง เจ้าหญิงอัศวิน เจ้าหนูจอมพลัง อาเธอร์จอมกษัตริย์อัศวิน แต่ปัญหาเดิมที่ไม่เคยหายไปก็คือบท บางทีต้องเติมบทเองบ้าง ดำน้ำบ้าง และหลายครั้งก็เกือบเอาตัวไม่รอด อย่างเช่นตอนหนึ่งในเรื่อง เคนจิ ยอดนักสู้

ตอนนั้นเป็นฉากที่สถานีรถไฟแต่บทหายไปเป็นหน้า ทีมพากย์เข้าใจว่าคงเป็นฉากพ่อจะมาส่งเคนจิขึ้นรถไฟ เพราะก่อนหน้านี้มีเพื่อนของพ่อมาตามจะให้เคนจิไปเรียนหนังสือที่โตเกียวแล้วไปอยู่ค่ายมวยของเขา ทำให้พากย์ร่ำลากันเสียดิบดี  แต่พอรถไฟออกตัวพ้นไปเท่านั้น ปรากฏว่าเคนจิยังยืนอยู่กับพ่อที่เดิม คนที่ไปกับรถไฟมีแต่ลุงเพื่อนพ่อเท่านั้น คนพากย์ตกใจหันไปมองหน้ากัน น้าต๋อยคิดได้ก่อนจึงพากย์ถามว่า “อ้าว..ทำไมลูกไม่ไปกับรถไฟล่ะ” ศันสนีย์ก็รับมุกต่อทันทีว่า “ผมเปลี่ยนใจแล้วล่ะ ไปปีหน้าแล้วกัน กลับไปหาอะไรกินกันไหม” จนการ์ตูนจบตอนด้วยดี

“หลายคนนึกว่าเราพากย์กันเก่ง แต่ความจริงไม่ใช่ เป็นเพราะมั่วต่างหาก” น้าต๋อยกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

ด้วยลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ บวกกับช่วงหลังที่ โดเรมอน, ดร.สลัมป์ กับหนูน้อยอาราเล่ และ ดราก้อนบอล ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทำให้จำนวนผู้ชมช่อง 9 การ์ตูนพุ่งสูงขึ้น จนเมื่อพูดถึงการ์ตูน ทุกคนจะนึกถึงช่อง 9 ทันที ว่ากันว่าช่วงพีกสุดเคยมีการ์ตูนฉายทุกวัน วันธรรมดาเฉลี่ยวันละ 4 เรื่อง และวันเสาร์-อาทิตย์มีอีก 5 เรื่อง สูงกว่าช่องอื่นเกินเท่าตัว

แต่เมื่อกระแสการ์ตูนญี่ปุ่นฟีเวอร์ ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายคนก็เริ่มออกมาติติง ตั้งคำถามว่าการ์ตูนอาจทำให้เด็กๆ เสพติดและเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่ดี เช่นการทะเลาะวิวาท ชกต่อย หรือแต่งตัววับๆ แวมๆ หรือเปล่า ซึ่งทีมพากย์และสถานีก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เวลามีฉากที่ไม่เหมาะสม จะมีทีมเซนเซอร์คอยดูแล อย่างเรื่อง ซิตี้ ฮันเตอร์ ที่พระเอกชอบเปิดกระโปรงนางเอก ก็อาจตัดเอาฉากอื่นมาใส่แทน หรือพากย์ให้ตลกไปเลย อย่าง เซเลอร์มูน เวอร์ชันหลังๆ ที่มีฉากจูบ น้าต๋อยก็จะพูดแทรกขึ้นมาว่า “นักเรียนจูบกัน” จนฉากล่อแหลมกลายเป็นเรื่องตลกทันที

ซิตี้ ฮันเตอร์ พระเอกมันทะลึ่งมาก ตอนนั้นโดนผู้ใหญ่ในวงการตำหนิว่า เรื่องนี้ทะลึ่ง มันโป๊ เห็นกางเกงใน ผมก็บอกว่าจะเปลี่ยนให้เป็นมุก อย่างฉากเห็นกางเกงในนางเอกเป็นรูปหมีแพนด้า ผมพากย์ให้ดูเป็นเรื่องน่ารัก แบบหึ้ยยยย..หมีแพนด้า!! พอทำเสียงแบบนี้ไป เด็กก็ไม่สนใจเรื่องโป๊เลย”

นอกจากนี้ เวลามีตัวละครที่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงมากๆ น้าต๋อยก็จะสร้างคาแรกเตอร์ขึ้นใหม่ ยกตัวอย่างฟรีซเซอร์ ตัวร้ายใน ดราก้อนบอล ซึ่งเวอร์ชันญี่ปุ่นค่อนข้างก้าวร้าวมาก เขาก็เลยพากย์ให้บุคลิกเป็นอีกแบบไปเลย เช่น “โมกุลมาซิ! วันนี้ฉันทาเล็บมาด้วยสีด๊ำดำ เห็นปะ นี่เอาดัชนีนางไปกินหน่อย” ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลง ที่สำคัญ ทีมพากย์จะไม่ใช้คำหยาบเด็ดขาด เพราะทุกคนต่างตระหนักดีว่ารายการนี้มีอิทธิพลต่อเด็กและครอบครัวช่วงนั้นมากเพียงใด

ในฐานะโลโก้การ์ตูนญี่ปุ่น ตอนนั้นเขาถูกเชิญให้ไปพูดถึงเรื่องนี้หลายครั้ง และเขามักจะอธิบายว่าการ์ตูนต้องมีอรรถรสในการต่อสู้บ้างถึงจะสนุก แต่ว่าเด็กต้องได้รับการปลูกฝังสิ่งที่ดีด้วย อย่าเพิ่งรีบตัดสินว่าเด็กๆ ที่ชอบดูการ์ตูนจะโตขึ้นเป็นอย่างไร เพราะต้องใช้เวลาพิสูจน์หลายสิบปี แต่ส่วนตัวเขาเชื่อว่าเด็กๆ จะโตขึ้นไปเป็นคนดีแน่นอน

ในทางกลับกันเมื่อมีคนถามว่า การ์ตูนให้อะไรบ้าง น้าต๋อยบอกว่า ความสนุกและความอบอุ่นในครอบครัว เพราะยุคนั้นแต่ละบ้านส่วนใหญ่มีโทรทัศน์เพียงเครื่องเดียว เด็กจึงมักดูการ์ตูนพร้อมกับพ่อแม่ สงสัยอะไรก็ถาม พูดคุยกัน พ่อแม่ก็ใช้โอกาสนี้สอนลูกๆ ยิ่งทำให้ครอบครัวเหนียวแน่นและผูกพันกันมากขึ้น

น้าต๋อย เซมเบ้ น้าต๋อย เซมเบ้

3

เส้นทางนักพากย์การ์ตูนเบอร์หนึ่งเมืองไทย

“ผมอยากพากย์การ์ตูนตั้งแต่อยู่ ป.4 แล้ว”

ปู่และพ่อของน้าต๋อยเป็นพนักงานรุ่นบุกเบิกของช่อง 4 บางขุนพรหม สมัยเด็กๆ เขาจึงติดสอยห้อยตามพ่อมาช่วยงานตัดต่อและฉายหนังที่แผนกภาพยนตร์อยู่เสมอ บางครั้งก็ถือโอกาสเยี่ยมชมการทำงานของฝ่ายต่างๆ ในสถานี แต่สิ่งที่โดนใจเขาที่สุดคือการพากย์การ์ตูน ซึ่งช่อง 4 นำเข้ามาหลายเรื่อง ทั้งจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น

ตัวละครที่เด็กชายนิรันดร์ติดใจและชื่นชอบที่สุดคือ ‘นาโอโตะ ดาเตะ’ จาก หน้ากากเสือ ฝีมือการพากย์ของนักบรรยายกีฬาชื่อดัง ประชา เทพาหุดี ซึ่งเต็มไปด้วยเทคนิค ลีลาเร้าใจ จนเขาฝันว่า หากโตขึ้นวันหนึ่งก็อยากเป็นนักพากย์หน้ากากเสือแบบนี้บ้าง

พอขึ้นปี 2 ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีพณิชยการราชดำเนิน จึงเริ่มมีโอกาสได้ฝึกใช้เสียงจริงจัง โดยได้ครูดีอย่าง ฉลอง สิมะเสถียร เจ้าของบทชายกลางแห่ง บ้านทรายทอง เมื่อปี 2501 และ 2513 มาช่วยฝึกเพื่อให้เป็นผู้ประกาศข่าว แต่ดูเหมือนเส้นทางนี้จะไม่เหมาะกับเขาเท่าใดจึงถูกจับโยกมาอ่านสารคดี ก่อนจะมีโอกาสได้ชิมลางการพากย์หนัง

ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ลงเสียงเป็นหนังฝรั่งชื่อ Little House in Paris จากนั้นก็มาพากย์หนังจีนเรื่อง ขบวนการเปาเปียว แล้วก็ข้ามฟากมาพากย์ให้ช่อง 3 เรื่อง เปาบุ้นจิ้น ส่วนใหญ่มักเป็นบทรองๆ มีประโยคพูดแค่ไม่กี่บรรทัด

น้าต๋อยเล่าว่า การพากย์ยุคนั้นไม่ง่ายเลย หนึ่งคือ ยังจับสไตล์ตัวเองไม่ถูก สองคือ มีไอเดียเยอะ แต่ใส่ลงไปไม่ค่อยได้ เนื่องจากทุกคนต่างถือคติว่าต้องพากย์ให้ตรงบท ไม่ควรสอดแทรกมุกเข้าไป แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ถือเป็นเรื่องดีที่เขาจะได้เรียนรู้เรื่องการพากย์อย่างเต็มที่ จนปี 2517 จึงได้พากย์เต็มตัวในเรื่อง พ่อลูกสาม ในบทของลูกชายคนโต

น้าต๋อยพากย์หนังอยู่หลายเรื่อง พร้อมเริ่มทำงานประจำเป็นมือตัดต่อของช่อง 9 ไปด้วย กระทั่งอายุ 25 ปีจึงได้รับโอกาสให้ฟอร์มทีมพากย์การ์ตูนเรื่อง ไดมอส ยอดขุนพล เนื่องจากช่วงนั้นทีมพากย์รุ่นใหญ่ๆ ไม่ค่อยอยากพากย์ บางคนบอกว่า ‘มันกินเสียง’ เนื่องจากต้องใช้พลังและอารมณ์สูงมาก

ช่วงนั้นเขารวบรวมทีมพากย์ได้ 4 คน โดยตัวเองรับบทเป็น กาซูย่า ตัวเอกของเรื่อง พากย์อยู่ปีหนึ่งเต็มๆ จนการ์ตูนจบชุด จึงได้รับความไว้วางใจให้ลงเสียงเรื่องที่ 2 ต่อ ในบทของนาโอโตะ ดาเตะ เรื่อง หน้ากากเสือ ซึ่งทันทีที่ทราบ ความทรงจำเก่าๆ ก็หวนกลับมาทันที

“มันเป็นเหมือนปาฏิหาริย์ ผ่านมา 10 ปีแล้วจากวันที่ผมไปยืนดูคุณประชาพากย์ มาวันนี้ ผมได้พากย์เป็นหน้ากากเสือ ขนลุกเลย และทำให้รู้สึกว่าตัวเองต้องเป็นนักพากย์แน่นอน ความจริงอาชีพหลักของผมไม่ใช่งานพากย์ แต่เป็น Copywriter Editor และต่อไปก็อยากเป็น Director แต่วันนั้นตัดทิ้งหมดเลย อยากเป็นนักพากย์อย่างเดียว”

แต่โลกความฝันกับความจริงนั้นต่างกัน เพราะช่วงแรกๆ ไม่ประสบความสำเร็จ เขายังใช้สไตล์แบบหนังฝรั่ง ทำให้เด็กไม่ติด ถึงขั้นเด็กๆ แถวบ้านบอกว่า สู้ ไอ้มดแดง ที่ฉายทางช่อง 5 ไม่ได้เลย แต่เขาก็ไม่เคยท้อถอย พยายามต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพบสูตรสำเร็จเรื่องการใส่มุกตลกลงไป จากการดำน้ำในเรื่อง หน้ากากเสือ

หากถามว่าความตลกเหล่านี้มาจากไหน น้าต๋อยบอกว่า ไม่ได้มาจากตัวเอง เพราะนอกเวลางานเขาค่อนข้างนิ่ง ชอบฟังเพลงและอยู่กับตัวเองมากกว่า แต่ระหว่างนั้นก็จะคอยสังเกต เก็บข้อมูล สิ่งที่เกิดรอบตัวไว้ในหัว และเมื่อไปนั่งอยู่หน้าไมโครโฟน ทุกอย่างก็จะไหลออกมาเอง

“ผมไม่ได้เตรียมมุกตลก มันออกจากตัวละคร เขาเป็นคนสร้างเข้ามาในหัวผม ถ้าตลกมากๆ มันจะเปลี่ยนเป็นคำพูด น้ำเสียง พร้อมกับพยางค์ที่ยาวขึ้นกว่าเดิม ออกมาเองตามการแสดงของเขา.. เสียงผมมันเป็นแบบนี้ ซึ่งญี่ปุ่นตั้งให้เป็น Funny Man เสียงไม่ใช่คนเสียงหล่อ แต่เป็นเสียงที่ฟังแล้วมันร่าเริง สนุกสนาน แล้วเผอิญมันตรงกับคาแรกเตอร์ของตัวละครหลายๆ ตัว อย่างซาเอบะ เรียว หรือไจแอนท์ พอดี”

นอกจากนี้ เขายังพยายามเรียนรู้จากรุ่นพี่ๆ โดยเฉพาะหนังยอดมนุษย์อย่าง ไอ้มดแดง อุลตร้าแมน ซึ่งฉายทางช่อง 5 ทุกเย็นวันอังคาร-พฤหัสบดี เพื่อนำมาปรับให้การพากย์ของตัวเองให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

หลังทำงานประจำอยู่ที่ อสมท นานหลายปี ก็เริ่มอยากออกไปหาความท้าทายใหม่ๆ จึงตัดสินใจลาออก และหันมาตั้งบริษัทของตัวเอง ชื่อ Toontown Entertainment รับงานนำการ์ตูนเข้ามาฉาย แปลบทภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาไทย แต่งเนื้อเพลงประกอบ นำเข้าโชว์จากญี่ปุ่น ที่โด่งดังมากๆ ก็อย่างอุลตร้าแมนโชว์ และเจ็ทแมน รวมถึงสานฝันที่คั่งค้างมานาน ด้วยการสร้างซูเปอร์ฮีโร่เมืองไทยอย่าง Crystal Knights

การไม่อยู่ในสังกัดช่องใดช่องหนึ่งทำให้สามารถพากย์ได้อย่างอิสระ โดยนอกจากช่อง 9 การ์ตูน เขายังมีผลงานอีกเพียบ ว่ากันว่าตลอด 40 กว่าปี น้าต๋อยพากย์หนังพากย์การ์ตูนรวมกันเกือบ 10,000 เรื่อง โดยเฉพาะในยุคที่ Home Video บูมในบ้านเรา รับรองว่าทุกคนต้องเคยฟังเสียงน้าต๋อย

นักแสดงที่ลงเสียงให้ส่วนใหญ่มักมีบุคลิกสนุกสนาน เฮฮา ดูกวนๆ กุ๊กกิ๊ก น่ารัก อย่าง โจว ซิงฉือ, จิม แครี หรือ เอ็ดดี้ เมอร์ฟี บทพระเอกเท่ๆ ก็มีบ้างเหมือนกันอย่าง ทอม แฮงก์ หรือ ทอม ครูซ หากแต่ความจริงแล้ว น้าต๋อยเคยให้สัมภาษณ์ว่า ตัวเองไม่ค่อยชอบบทพระเอกเท่าใด ชอบบทพระรองกับผู้ร้ายมากกว่า เพราะผู้ร้ายในหนังฝรั่งมักจะเป็นคนธรรมดาแต่ซ่อนความรู้สึกในสีหน้า บางทีท้าทายกว่าบทพระเอกเสียอีก

“ส่วนมากผมจะเลือกบท เพราะเป็นคนแบ่งบทเอง ผู้ร้ายกวนๆ นี่ชอบมาก ผมคิดว่านักพากย์ไม่จำเป็นจะต้องพากย์เป็นตัวเอกเสมอไป จริงๆ ตัวไหนก็ได้ที่ให้เสียงเราตรงกับความรู้สึกของตัวแสดง มันก็จะประสบความสำเร็จเอง”

น้าต๋อย เซมเบ้

4

น้าต๋อย..หัวใจไม่ยอมแพ้

เสียงของน้าต๋อยมักมาพร้อมกับความสนุก ความสุข จนบางทีนึกไม่ออกว่ามุมอื่นๆ ในชีวิตของเขาเป็นอย่างไร

“ผมรู้สึกว่าไม่น่าเกิดขึ้นกับตัวผมอีกแล้ว มันเหมือนหมดยุคของผมแล้ว”  

ความรู้สึก ‘หมดไฟ’ เกิดขึ้นกับน้าต๋อยมาพักใหญ่ หนึ่งเพราะอิ่มตัวกับงานพากย์การ์ตูน ยิ่งช่วงหลังเริ่มรู้สึกว่า การ์ตูนยุคใหม่มุ่งขายแต่สินค้า ไม่ได้ใส่ใจเรื่องคุณภาพเมื่อตอนที่พากย์แรกๆ สองมาจากตัวเองเริ่มมีปัญหาสุขภาพ ทำให้ไม่สามารถทนอากาศหนาวๆ ได้นาน เขาจึงตัดสินใจถอนตัวจากรายการช่อง 9 การ์ตูน เมื่อปี 2554 เหลือเพียงแต่งานให้เสียงหนังจีนกับหนังเกาหลี ทางช่อง 7 สี ซึ่งสามารถปรับอุณหภูมิห้องให้สูงขึ้นได้

มาช่วงหลังอาการป่วยยิ่งหนักขึ้น มีโรคแทรกซ้อนหลายอย่าง ต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยครั้ง จึงพากย์น้อยลงเรื่อยๆ จนบางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่าอนาคตบนสายอาชีพนี้กำลังหมดลงแล้ว

แต่ด้วยความผูกพันของเด็กๆ ที่โตขึ้นมาพร้อมกับเสียงของน้าต๋อย กลายเป็นกำลังใจที่หล่อเลี้ยงให้เขายังคงยืนหยัดต่อสู้ อย่างในช่วงที่ผ่านมาเปิดร้านกาแฟ Time Machine Cafe by Natoi Sembe อยู่ปีหนึ่งเต็มๆ มีแฟนคลับบางคนบินตรงมาจากเชียงใหม่เพื่อมาเยี่ยมและพูดคุยกับน้าต๋อย พอคุยเสร็จบินกลับเลย

ที่สำคัญ ยังมีค่ายหนังหลายแห่งชวนให้กลับมาพากย์อีกครั้ง ทั้งเรื่อง Stand by Me Doraemon, Dragon Ball Super: Broly รวมทั้ง เซเลอร์มูน ที่พากย์ให้ช่อง 9 การ์ตูนอยู่สิบกว่าตอน และล่าสุดคือ City Hunter ซึ่งน้าต๋อยบอกว่าเคยมีคนติดต่อมาให้พากย์เวอร์ชันญี่ปุ่นครั้งหนึ่ง แต่ดูแล้วรู้สึกไม่ประทับใจเท่าที่ควรจึงปฏิเสธไป ทีมงานจึงให้ลองชมตัวอย่างเวอร์ชันใหม่ที่เป็นของฝรั่งเศสทาง YouTube ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ

“ผมเคยพากย์การ์ตูนเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2527 พอเข้าไปดูแล้วตกใจเลย เพราะทุกอย่างเหมือนการ์ตูนเลย และมันเล่นทะลึ่งได้เหมือนมากทีเดียว เพราะเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของ ซาเอบะ เรียว หรือ นิกกี้ ลาร์สัน ใน City Hunter คือ มันทะลึ่ง ก็เลยมีความรู้สึกว่ามันน่าพากย์ ก็เลยตอบตกลง

“แต่มีเงื่อนไขว่า ขอพากย์คนเดียวนะ คือไม่ใช่เก่งกาจอะไรหรอก แต่ถ้าพากย์ร่วมกัน ผมจะเทคบ่อยและอีกอย่างคือต้องปรับอุณหภูมิห้องให้สูงขึ้นด้วย แล้วอย่างเรื่องมุกก็ไม่ต้องมาคิดให้ผมนะ ผมขออิมโพรไวส์เองทุกอย่าง เพราะถ้ามาคิดให้ ผมพากย์ไม่ได้ ทุกอย่างต้องออกจากหัว เขาก็ยอมให้ผมเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสถานการณ์ ทำให้พากย์ได้สนุกขึ้น”

สไตล์การพากย์ที่เป็นเอกลักษณ์จึงอยู่ครบ ทั้งการปรับเปลี่ยนเรื่องราวให้ใกล้กับคนดูมากขึ้น อย่างในหนังตัวอย่างจะมีฉากนางเอกเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วเจอหนังสือโป๊ที่พระเอกสะสมไว้หล่นลงมากระจายเต็มพื้น น้าต๋อยก็แก้มุกให้สนุกยิ่งขึ้น

“ตามบทพระเอกต้องแก้ต่างว่า ไม่รู้ใครลืมวางไว้ ผมก็เปลี่ยนเลย เออ..เผอิญไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติมา มันก็เข้ามุกดีกว่า หรือตอนที่นางเอกเอาค้อนไล่ตีพระเอกไปโดนแจกันแตก แล้วเห็นบราเซีย กางเกงในผู้หญิงที่พระเอกซ่อนไว้ในแจกัน นางเอกก็ถามว่า นี่ของใคร ตามบทบอกว่า ไปถามคนจัดดอกไม้สิ แต่ผมบอกว่า ของคุณไง จำไม่ได้เหรอ ซึ่งพอยิ่งพากย์ก็ยิ่งมีความสุข เหมือนเป็นของขวัญปีใหม่เลย”

แม้วันนี้สุขภาพจะยังไม่สมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่น้าต๋อยก็ไม่เคยหยุดความฝัน ยิ่งเวลาได้พากย์เป็นตัวละครที่สนใจ แรงบันดาลใจและไอเดียจะกลับมาขึ้นมาทันที สิ่งเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกอยากต่อสู้ อยากมีชีวิตต่อไป

อย่างที่เขามักพูดเสมอ — หากซุนโงกุนใน ดราก้อนบอล สู้จนแขนขาดแล้วก็ยังคงลุกขึ้นสู้ได้ แล้วคนพากย์จะยอมแพ้ได้อย่างไร

น้าต๋อย เซมเบ้

เรียบเรียงจาก

  • บทสัมภาษณ์คุณนิรันดร์ บุณยรัตพันธุ์ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562
  • นิตยสารภาพยนตร์รีวิวทีวี ปีที่ 4 ฉบับที่ 54 สิงหาคม 2528
  • หนังสือพิมพ์สยามโพสต์ ฉบับวันศุกร์ที่ 18 เมษายน 2540
  • หนังสือประวัติศาสตร์ อสมท 59 ปี สื่อไทย 2495-2554
  • รายการชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร ตอน ชีวิตจริงยิ่งกว่าการ์ตูน สถานีโทรทัศน์ Thai PBS วันที่ 16 มิถุนายน 2558
  • นิตยสาร a day ปีที่ 2 ฉบับที่ 18 กันยายน 2545
  • นิตยสาร a day Bulletin ปีที่ 9 ฉบับที่ 457 วันที่ 13 มกราคม 2560
  • นิตยสาร ผู้จัดการรายเดือน ปีที่ 12 ฉบับที่ 138 มีนาคม 2538
  • เว็บไซต์ ผู้จัดการ Live วันที่ 6 ตุลาคม 2560
  • บทความชุด Doraemon: Design Thinking จาก Facebook Talk with Dr.Niphon Naksompop
  • วิทยานิพนธ์เรื่อง พัฒนาการของภาพยนตร์การ์ตูนนำเข้าจากต่างประเทศที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 อ.ส.ม.ท. โดย จรรยา เหลียวตระกูล

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2541 หลายคนอาจเคยสะดุดตากับความน่ารักและความสดใสของเด็กสาวคนหนึ่งในชุดซานตาคลอส บนหน้าปกนิตยสาร Katch ฉบับที่ 2

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

ในเล่มให้ข้อมูลสั้น ๆ ว่าเธอคือ นาเดีย-ฤทัย สุทธิกุลพานิช อายุ 18 ปี เป็นน้องใหม่ของคณะเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงนี้กำลังวุ่นอยู่กับการฝึกซ้อมเป็นเชียร์ลีดเดอร์ ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ และมีโครงการจะร้องเพลงในอีกไม่นานนี้..

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

เวลาผ่านไป 1 ปีเต็ม โครงการดังกล่าวก็กลายเป็นจริง เมื่อเสียงของนาเดียมาปรากฏในเพลง สงสัย ผลงานเปิดตัวของ mr.z RETURN to RETRO อัลบั้มชุดที่ 5 ของ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ 

จากนั้นอีก 11 เดือนถัดมา เธอก็กลายเป็นศิลปินเดี่ยวของ Bakery Music ที่มีเพลงฮิตโดนใจอย่าง คนไม่พิเศษ,  Happy Anniversary, โลกใบใหญ่, รัก…ฉันรักเธอ, หวานฉ่ำ, โล่งอก, บีบ, Galaxy Of Love ฯลฯ

แม้ไม่ได้มีผลงานมากนัก เมื่อเทียบกับสมาชิกอื่นในค่ายขนมปังดนตรี แต่ด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ ฟังแล้วรู้สึกเหมือนโลกสดใส ก็ทำให้ใครหลายคนหลงใหลและจดจำเพลงของเธอได้ ต่อให้เวลาจะผ่านไปนานสักเพียงใดก็ตาม

ในวันที่นาเดียหวนกลับมาร้องเพลงอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบภาพยนตร์ ‘FAST & FEEL LOVE – เร็วโหด..เหมือนโกรธเธอ’ ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงถือโอกาสดีชักชวนเธอมาร่วมย้อนความทรงจำอันงดงาม ตลอดจนความสุขในชีวิตหลังวางไมค์ไปกว่า 15 ปี

01
สงสัย

ก้าวแรกบนถนนสายดนตรีของนาเดียจะเรียกว่า ความบังเอิญก็คงไม่ผิด เพราะเธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ตัวเองร้องเพลงได้หรือเปล่า รู้แต่เพียงว่าเป็นคนรักเสียงเพลงมาตลอดก็เท่านั้น

สมัยเด็ก ๆ นาเดียชอบฟังเพลงดิสนีย์มาก ส่วนคุณพ่อคุณแม่ชอบฟังเพลงเก่ายุค 50 – 60 โดยเฉพาะ Elvis Presley หรือ The Carpenters พอขึ้นรถเมื่อไหร่ก็ต้องเปิดฟังอยู่เสมอ ดนตรีจึงค่อย ๆ ซึมซับเข้าไปในจิตใจโดยไม่รู้ตัว

“ฟังมาแล้วทุกฟอร์แมตเลย เทป แผ่นเสียง มินิดิสก์ ซีดี เอ็มพีทรี แล้วเวลาให้ของขวัญกัน ตามสไตล์ ทุกคนก็จะอัดเพลงให้กัน เพราะรู้สึกว่ามีคุณค่ามากกว่าให้ของเป็นชิ้น ๆ เวลาเรากลับมาฟัง ทำให้นึกภาพช่วงเวลาต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ก็คล้าย ๆ กับกลิ่นที่ทำให้เราจดจำโมเมนต์บางอย่างได้ ก็เลยรู้สึกชอบ และอยู่กับมันนานแล้ว”

ต่อมาเมื่อขึ้นชั้นมัธยมปลาย เธอก็ได้เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา 1 ปี และตั้งใจจะเรียนต่อที่นั่นเลย แต่โดนคุณแม่เบรกไว้และให้กลับมาเมืองไทย เพราะไม่อยากให้ลูกสาวอยู่ที่นั่นเพียงลำพัง หากจะไปเรียนเมืองนอกอนุญาตให้ไปเฉพาะอังกฤษ เนื่องจากพี่ชายเรียนอยู่ที่นั่น

แต่ถึงอย่างนั้น ชีวิตที่แดนมะกันก็เปิดโลกการฟังให้เธอไม่น้อยเลย โดยเฉพาะบรรดาเพลงแนว Lounge Music ซึ่งยุคนั้นโดดเด่นหลายเพลง อย่างเพลงหนึ่งที่โดนใจมากเป็นพิเศษ คือ Zoot Suit Riot ของ Cherry Poppin’ Daddies

“หากเราไปตามคนพวกนี้ เขาอาจไม่ได้ทำเยอะ จะเรียกว่า One-hit wonder ก็ได้มั้ง แต่ว่าเพลงที่ออกมาในตอนนั้นมันมีเอกลักษณ์ เพราะสมัยนั้นเพลงที่นิยมจะเป็นอีกแนวหนึ่งหมด ส่วนเพลงพวกนี้จะย้อนอดีตหน่อย ซึ่งพอเขามาทำออกในช่วงที่ยุคของมัน ก็เลยโดดเด่นขึ้นมาในความรู้สึกของเรา”

เมื่อกลับมาอยู่ที่เมืองไทย นาเดียก็มีโอกาสได้รู้จักกับ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ หนึ่งในผู้บริหารของ Bakery Music ผ่านการแนะนำของญาติผู้พี่อีกที ซึ่งพอสมเกียรติทราบว่า เธอเพิ่งเดินทางมาจากสหรัฐอเมริกา จึงชวนคุยถึงเรื่องราวต่าง ๆ กระทั่งรู้ว่า สาวน้อยคนนี้ก็สนใจดนตรีไม่แพ้กัน

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“พี่สาลี่ (สมเกียรติ) ถามว่า ตอนนี้อเมริกาเขาฟังเพลงอะไรกันบ้าง ซึ่งคิดว่าเขาน่าจะถามแบบนี้กับหลายคนมาก ตอนนี้ฟังอะไรกันบ้าง ชอบเพลงแบบไหน เพราะเขาเป็นคนที่เก็บรายละเอียดเก่งมาก แล้วหาแรงบันดาลใจอยู่ตลอด ซึ่งเราชอบมาก เพราะเวลาคุยกับเขา จะได้ความรู้เพิ่มขึ้นด้วย แล้วจริง ๆ เขาเป็นเจ้าพ่อเพลง แต่มาถามเรา ก็เลยยิ่งรู้สึกประทับใจว่า คนคนนี้เปิดกว้างมากเลย รู้สึกภูมิใจนิดหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นก็มีการแชร์เพลงกันเรื่อยมา”

หากแต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ สมเกียรติกำลังมีแผนจะทำอัลบั้มใหม่ หนึ่งในนั้นคือการจับมือกับวง Pizzicato Five จากญี่ปุ่น เปลี่ยนเพลง Sweet Soul Revue ให้เป็นภาษาไทย เขาเลยนึกถึงนาเดียขึ้นมา เพราะอยากได้คนที่สนใจเพลงแบบเดียวกันมาร่วมงานด้วย

แม้ไม่เคยทำงานสายนี้มาก่อน แต่นาเดียก็ดีใจที่ผู้ใหญ่ให้โอกาส จึงตอบตกลงทันที

แต่ด้วยความที่ไม่มีทักษะการร้องเพลงใด ๆ เลย สมเกียรติกับ บอย-ชีวิน โกสิยพงษ์ ผู้บริหารอีกคนของค่ายจึงส่งนาเดียไปเรียนกับ โจ้-อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์ นักร้องนำของวง Pause ซึ่งเวลานั้นเป็นเทรนเนอร์ให้ศิลปินรุ่นใหม่ ๆ ของค่ายที่เตรียมจะมีผลงานในอนาคต

“วิธีสอนของพี่โจ้จะสบาย ๆ เขาจะไม่สอนว่า ต้องออกเสียงอย่างนี้ ต้องร้องแบบนั้นนะ แต่จะสอนให้เราหายใจ สอนว่าทำอย่างไรถึงจะไม่ทำลายกล่องเสียงตัวเอง เป็นเทคนิคของการรักษาเสียงมากกว่าให้ฝึกร้องมาก ๆ เพื่อเวลาร้องเพลงในห้องอัด ลมหายใจจะได้ไม่ขาดช่วง ซึ่งนี่เป็นบทเรียนที่จำมาถึงทุกวันนี้ แล้วก็ดีใจมากที่มีโอกาสได้เรียนกับพี่โจ้”

เวลาผ่านไปนานหลายเดือน ในที่สุดนาเดียก็พร้อมแล้วกับผลงานเพลงแรกในชีวิต

‘สงสัย’ เริ่มต้นบันทึกเสียงในช่วง พ.ศ. 2542 เธอยังจำได้ดีว่า เพลงนี้ไปอัดเสียงกันที่บ้านของบอยในซอยทองหล่อ ซึ่งพอไปถึงบอยก็บอกว่า “พี่ยังเขียนไม่เสร็จนะ แต่อัดไปก่อน แล้วพอร้องเสร็จแล้ว เดี๋ยวพี่มาเขียนต่อให้”

ตอนนั้นนาเดียอดประหลาดใจไม่ได้ว่า แล้วแบบนี้เนื้อเพลงจะเสร็จทันเหรอ แต่ปรากฏว่า เธอประเมินนักแต่งเพลงมืออาชีพอย่างบอยต่ำเกินไป เช่นเดียวกับประเมินฝีมือนักร้องมือใหม่อย่างตัวเองสูงเกินไป

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“แม้เขาจะบอกว่าให้ร้องสไตล์ตัวเองเลยนะ แต่สงสัยถือเป็นเพลงที่ยากสุดเท่าที่จำได้ แล้วก็อัดนานมาก อัดประมาณ 3 – 4 ทุ่ม แล้วประมาณตี 1 ถึงเสร็จเท่าที่มีแล้ว จากนั้นเขาก็ไปปลุกพี่บอยขึ้นมาเขียนต่อ คือเพลงนี้มันค่อนข้างยาว พี่บอยก็มาเขียน Verse 2 ‘Vinyl ดี Cotton ดี สีที่สวยกับฉันเป็นแบบไหน’ 

“จำได้ว่า ตอนแรกคุณพ่อไปนั่งรอด้วย สักพักก็บอกว่า ‘ปะป๊ากลับก่อนแล้วกันนะ แล้วเดี๋ยวมารับ’ เพราะบ้านอยู่ใกล้กัน ซึ่งตอนที่ปะป๊ามารับ เกือบตี 5 แล้วมั้ง เปิดบ้านพี่บอยออกมา เห็นพระเดินบิณฑบาตแล้ว”

เพลง สงสัย เผยแพร่สู่สาธารณะในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม พ.ศ. 2543 เปิดตัวอัลบั้ม mr.z RETURN to RETRO ผลงานรับสหัสวรรษใหม่ของค่าย Bakery Music

แม้ไม่ได้มาร่วมเปิดตัวอัลบั้มด้วยกัน เนื่องจากเวลานั้นเธอไม่ได้อยู่เมืองไทยแล้ว แต่เพลงสงสัยก็ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม โดยก่อนจะวางแผนอัลบั้มเต็มราวหนึ่งสัปดาห์ สมเกียรติได้ตัดเพลง ‘สงสัย’ ออกมาเป็นซีดีแผ่นพิเศษ จำหน่าย 500 แผ่น ปรากฏว่า เพียงสัปดาห์เดียวก็ขายหมดเกลี้ยง และนั่นเองที่ทำให้สาวน้อยนามว่า นาเดีย กลายเป็นที่รู้จักในฐานะสมาชิกคนใหม่ของค่ายขนมปังดนตรี

02
โลกใบใหญ่

หลังการบันทึกเสียงเพลงสงสัยผ่านพ้นไป บอยกับสมเกียรติพอใจกับผลงานที่ออกมามาก จึงทาบทามลีดธรรมศาสตร์คนนี้ให้มาทำงานเพลงเต็มตัว

นาเดียยอมรับตามตรงว่า ไม่ทราบเลยว่า พวกพี่ ๆ คิดอะไรกันอยู่ แต่เมื่อมีโอกาสเข้ามาก็ไม่ลังเลที่จะตอบรับ

“อาจเป็นเพราะตอนนั้น Bakery มีนักร้องผู้หญิงน้อยด้วยมั้ง จำได้ว่าเข้าหลัง พี่โหน่ง พิมพ์ลักษณ์ แป๊บหนึ่ง เข้าใจว่า ตอนนั้นเขาคงอยากลองค้นหาสไตล์นักร้องใหม่ด้วย คือพี่สาลี่ก็ไม่เคยพูดตรง ๆ นะ เขาเคยพูดแค่ว่าเสียงเราค่อนข้างยูนีก ไม่เหมือนใคร ดูเหมือนไม่เคยฝึกมาก่อน ซึ่งก็ไม่เคยฝึกจริง ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเขามั่นใจในตัวเรา แล้วทำไมเราถึงจะไม่ลองให้โอกาสตัวเองดูบ้าง

“แล้วเหมือนว่าช่วงนั้นเขาก็เริ่มทำ DOJO CITY กันแล้ว เป็นช่วงเชื่อมต่อกันพอดี เราก็เลยได้ไปถ่ายแบบให้ Katch ด้วย หลายคนก็เลยคิดว่าเราอยู่ DOJO แต่เข้าใจว่า Image กับ Position ของเราอาจจะไม่ลงตัวกับ DOJO แบบเป๊ะ ๆ เราอาจจะ Funky ไม่พอ ก็เลยได้มาอยู่กับ Bakery Music”

เพื่อเสริมทักษะการร้องเพลงให้แน่นขึ้น บอยจึงส่งนาเดียไปเรียนร้องเพลงเพิ่มเติมกับ ครูโรจน์-รุ่งโรจน์ ดุลลาพันธ์ ครูสอนร้องเพลงแถวหน้าของเมืองไทย ซึ่งสิ่งที่ครูโรจน์สอนก็เป็นเสมือนการต่อยอดกับสิ่งที่โจ้เคยแนะนำ โดยเฉพาะเทคนิคการร้องสดอย่างไรให้มีพลัง

“สิ่งหนึ่งที่ครูโรจน์บอกคือ ทั้งหมดมันขึ้นกับการฝึกฝน Practice makes perfect ต้องฝึกร้องบ่อย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไม พี่ป๊อด (ธนชัย อุชชิน) ถึงฝึกโยคะ ทำไมถึงออกกำลังกาย เพราะมันเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เพราะการฝึกวิธีหายใจขั้นเทพ ทำให้เขารันโชว์ได้นานหลายชั่วโมง”

แต่ขณะที่ทุกอย่างกำลังเดินหน้า ก็เกิดจุดพลิกสำคัญ เพราะก่อนหน้านั้น นาเดียตั้งใจอยากจะไปเรียนต่อเมืองนอก จึงไปสมัครเรียนด้าน Marketing and Advertising ที่ London College of Arts ประเทศอังกฤษ ซึ่งหลังจากเซ็นสัญญาได้ไม่กี่สัปดาห์ ทางสถาบันก็แจ้งข่าวกลับมาว่า ตอบรับใบสมัครแล้ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำอัลบั้มโดยตรง

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“ตอนนั้นเกรงใจมากเลย แต่ก็เข้าไปบอกตรง ๆ ว่า พี่คะ ได้โรงเรียนที่อังกฤษแล้ว ถ้าจะไม่ทำงานต่อก็เข้าใจนะ แต่ปรากฏว่าพี่ ๆ เขาดีมากเลย เขาบอกว่าไม่เป็นไร ไปเรียนได้เลย โดยเฉพาะพี่สาลี่บอกว่า อังกฤษนี่ดีมาก ไปแล้วก็เก็บพวก Trend พวก Culture ต่างๆ กลับมาเยอะ ๆ ด้วย มันช่วยเราทำเพลงต่อได้นะ ซึ่งตรงนี้ประทับใจมาก ตอนนั้นก็เลยได้ไปเรียนหนังสือ แล้วก็ยังได้ออกอัลบั้มด้วย”

ด้วยเหตุนี้ การทำอัลบั้มทั้งสองชุดของนาเดีย คือ Welcome – Sweet Morning และ Resources To Keep My Life Vital จึงมีกรอบระยะเวลาการทำงานที่ชัดเจน คือช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน นาเดียจะกลับมาบันทึกเสียง และช่วงปลายปี เธอจะกลับมาโปรโมต ถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ เล่นคอนเสิร์ต เดินสายเยี่ยมแผงเทป รวมถึงให้สัมภาษณ์กับสื่อต่าง ๆ

แม้จะเป็นการทำอัลบั้มแบบทางไกล แต่สำหรับนาเดียแล้ว นี่ไม่ใช่อุปสรรคเลย

“ถ้าพูดตามตรง ความยากน่าจะอยู่ที่ทีมงานมากกว่า เพราะเรากลับมาเพื่ออัดเสียงจริง ๆ โดยเพลงส่วนใหญ่จะได้ไม่เกินอาทิตย์หนึ่ง คือถ้าได้เกิน 5 วันนี่ถือว่ามากแล้ว แล้วก่อนกลับก็จะมีการนั่งประชุมกัน แจกงาน เพลงนี้ให้ พี่บอยตรัย (ตรัย ภูมิรัตน) เขียนนะ เดี๋ยวเพลงนี้พี่บอยเขียนให้เอง”

แต่ถึงอย่างนั้น ก่อนเดินทาง บอยกับสมเกียรติก็มอบหมายการบ้านชิ้นหนึ่งให้นาเดียทำระหว่างอยู่ที่อังกฤษ คือเขียนไดอารี่บันทึกเรื่องราว ประสบการณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ ในชีวิตถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือ โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นเรื่องความรักเท่านั้น แล้วพอกลับมาเมืองไทยอีกทีก็ค่อยมาคัดเลือกส่งให้พี่ ๆ อ่าน เพื่อเป็นวัตถุดิบในการเขียนเพลง จึงอาจจะกล่าวได้ว่า บทเพลงทั้ง 14 เพลงจาก 2 อัลบั้ม ล้วนสะท้อนตัวตนของเธออย่างชัดเจน

อย่างในชุดแรกนั้น เพลง โลกใบใหญ่ เพลงเปิดตัวของนาเดีย บอยตรัยเคยให้สัมภาษณ์ว่า บอยได้วางโจทย์ง่าย  ๆ ว่า นาเดียเป็นเด็กผู้หญิงที่กำลังเรียนรู้ชีวิต กำลังเปิดประตูบานใหม่ไปสู่โลกใบใหญ่ เขาเลยเขียนเพลงนี้ออกมา

เช่นเดียวกับ Happy Anniversary บอยได้ถามนาเดียว่า รู้จักคนที่พูดภาษาฝรั่งเศสบ้างไหม เพราะเขาอยากจะเขียนเพลงที่มีภาษาฝรั่งเศสสักเพลง เนื่องจากเห็นเธอสนใจเพลงแนว French Lounge มากเป็นพิเศษ

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“ตอนนั้นก็ถามพี่บอยว่า French Lounge ต้องร้องฝรั่งเศสด้วยเหรอ แกก็บอกว่า พี่ว่ามันต้องมีสักเพลง เราก็เลยบอกโอเคค่ะ เผอิญมีพี่สาวเป็นญาติกันชื่อพี่เอ๋ เพิ่งกลับมาจากเบลเยียมพอดี พูดฝรั่งเศสได้ ก็เลยชวนมา ซึ่งโจทย์ที่พี่บอยให้คือ เขียนคำมาให้เยอะ ๆ เลย เกี่ยวกับอาหาร เสื้อผ้า หรืออะไรก็ได้ แต่ไม่ต้องเรียงมาเป็นประโยค เดียกับพี่เอ๋ก็ไปเลย นึกอะไรออกก็เขียน แล้วเอาไปให้พี่บอย ซึ่งมันมหัศจรรย์มากเพราะพี่บอยร้อยออกมาเป็นเพลงเลย”

ส่วนชุดที่ 2 นั้นเพลงก็จะโตขึ้นไปตามวัย เนื่องจากเป็นช่วงชีวิตที่ต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น คิดเองตัดสินใจเอง ไม่ได้มีผู้ใหญ่มาคอยแนะนำตลอดเวลา ทำให้เพลงช่วงนี้อาจจะมีความหม่น และค่อนข้างจริงจังมากกว่าชุดแรก

อย่างเพลง ฉันจะโชคดีเหมือนแม่ฉันนี้บ้างไหม? เพลงแรกของอัลบั้ม นาเดียเคยให้สัมภาษณ์ช่วงที่วางแผงใหม่ ๆ ว่า ประทับใจเวลาเห็นพ่อแม่ที่สามารถประคับประคองชีวิตได้เรื่อยมา  แม้จะมีขลุกขลักบ้าง แต่ก็สู้มาด้วยกันแล้วรอมชอม มีความสุขด้วยกัน และต่อให้มีความทุกข์ก็ยังอยู่ด้วยกัน

หากแต่เพลงที่ประทับใจมาถึงทุกวันนี้คงต้องยกให้ Don’t Blame It On Chocolate ซึ่งหากถอดความเป็นภาษาไทยก็หมายถึง อย่าโทษว่าเป็นความผิดของช็อกโกแลต เนื่องจากช่วงนั้นเวลากลับมาเมืองไทย หลายคนก็มักทักทายตลอดว่า อ้วนขึ้นหรือเปล่านะ

“เกลียดมากเลย จนตอนหลังต้องชิงบอกว่า อ้าว อ้วนขึ้นเหมือนกันเลย ไม่งั้นฉันจะเป็นฝ่ายรับฝ่ายเดียว แล้วก็เขียนเล่าให้พี่บอยอ่านว่า ช่วงแรกเราก็พยายามไปพูดนู่นพูดนี่เหมือนแบบ Blame It On Chocolate เพราะกินไอติม กินช็อกโกแลต แต่ความจริงทำไมเราต้องโยนความผิดให้นั่นนี่ด้วย มันเกิดจากตัวเองนั่นแหละที่คอนโทรลไม่ได้ ยูรับความจริงไม่ได้ ก็ไปหาที่พึ่งทางใจอย่างอื่น จากนั้นพี่บอยก็เอาเรื่องนี้ไปต่อยอด”

นอกจากเพลงที่บอกเล่าความเป็นนาเดียแล้ว สไตล์การร้องก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นาเดียโดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์ จนแฟนเพลงหลายคนรู้สึกว่าเป็นเสน่ห์ที่อยากจะเลียนแบบ โดยเฉพาะการใช้เสียงลม ๆ ซึ่งเธอค้นเจอระหว่างบันทึกเสียง

“ปกติแล้วที่ Bakery จะมีเนื้อมาให้ แล้วคนที่ร้องไกด์ส่วนใหญ่คือ พี่บอย ซึ่งเป็นเสียงผู้ชาย เพราะฉะนั้นเราก็ต้องหาสไตล์ของตัวเอง ซึ่งพออัลบั้มแรกออกไป ทุกคนจะบอกว่า เรามีเสียงลม มีเสียงหลบ เนื่องจากเวลาเข้าห้องอัด เราจะหาสิ่งที่สบายที่สุด เป็นเสียงของเราจริง ๆ ที่ไม่ต้องไปดัดแปลง ซึ่งการร้องแบบนี้ส่วนหนึ่งอาจเพราะเป็นคนแรงน้อยด้วย แต่พอร้องไปร้องมา การใช้เสียงลมนี่เหนื่อยมากเลย เพราะต้องเอาออกจากพุงเยอะเหมือนกัน”

หากสิ่งที่กวนใจนาเดียมากที่สุดคือ การพูดไม่ชัด เพราะสมัยก่อนเวลานักร้องร้องเพลงไม่ชัดเจนก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่บุคคลที่ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย และสนุกกับการทำงานในห้องอัดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน คืออดีตนักร้องนำวงแกรนด์เอ็กซ์ ไก่-สุธี แสงเสรีชน Voice Producer คู่ใจนั่นเอง

“พี่ไก่ใจดี ใจเย็นสุด ๆ เพราะพอเห็นคนชอบพูดว่า ทำไมคนนี้ร้องไม่ชัดแล้วรู้สึกกลัว เลยอยากทำให้มั่นใจว่าร้องชัดเจน ซึ่งพี่ไก่ก็ช่วยแนะนำให้ แต่จะมีบางคำที่พี่ไก่บอกว่าไม่เป็นไร พี่ว่าเพราะแล้ว ซึ่งมันช่วยสร้างความมั่นใจให้เราได้ว่า ไม่จำเป็นต้องเป๊ะทุกอย่าง อย่างเพลง รัก…ฉันรักเธอ เป็นเพลงที่เสียงสูงมาก จำได้ว่าพูดคำว่า ‘รัก’ ไป 40 – 50 รอบ แล้วมีคำหนึ่งคือ ‘แอบ’ นั้นร้องลม พี่ไก่บอกว่า ‘เฮ้ย…พี่ชอบ เหมาะกับคำนี้มาก’ เราก็เอาจุดนี้ไปประยุกต์ใช้กับเพลงอื่นได้ คือเราต้องคิดถึงอารมณ์ คิดถึงความหมายด้วยเวลาเปล่งเสียงออกมาด้วย

“มีอยู่เพลงหนึ่งตลกมากคือ Happy Anniversary อัดเร็วมาก 2 ชั่วโมงเสร็จ เพราะต้องรีบไปขึ้นเครื่อง แล้วพี่ไก่ซึ่งปกติจะเป็นคนที่ระวังกับการออกเสียงมาก แต่ด้วยความที่ครึ่งหนึ่งเป็นฝรั่งเศสไปแล้ว เลยไม่มีใครรู้ว่าชัดหรือเปล่า กระทั่งตอนหลังไปให้เพื่อนคนเบลเยียมฟัง เขาก็บอก What’s this ฉันฟังเธอไม่รู้เรื่องเลย” นาเดียเล่าอย่างอารมณ์ดี

หลังกระบวนการบันทึกเสียงเสร็จเรียบร้อย ก็มาถึงอีกโจทย์ที่ยากไม่แพ้กัน นั่นคือการโปรโมต ครั้งนั้นนาเดียต้องฝึกเต้น ต้องถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ และเตรียมตัวแสดงสด

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

สำหรับการฝึกเต้นนั้นได้ คริส หอวัง มาช่วยออกแบบท่าทางให้ สำหรับใช้เต้นในมิวสิกวิดีโอเพลง โลกใบใหญ่ ซึ่งถ่ายทำกันที่บ้าน Blue Elephant ตรงสาทร โดยสไตล์การเต้นก็จะเป็นกึ่ง ๆ ละครบรอดเวย์นิด ๆ ซึ่งนาเดียยอมรับว่า ไม่ง่ายเลย แต่โชคดีที่ตอนเด็ก ๆ เคยเรียนเต้นมาบ้าง พอถ่ายจริงก็เลยไม่ได้กังวลมาก

ส่วนผู้กำกับก็เป็น คณิณญาน จันทรสมา ผู้กำกับโฆษณามือดีแห่งฟีโนมีนา และมือกลองวง Pru โดยตอนนั้นเขารับหน้าที่ดูแลการผลิต ทั้งเพลง โลกใบใหญ่ และ Happy Anniversary

“จำได้ว่าตอนแรกที่รู้ว่า พี่คณิณมาถ่ายให้ดีใจมาก คือไม่ทราบเลยว่าเขาทำอะไร จนตอนหลังเขาก็มาบอกว่า โลกใบใหญ่ คือ มิวสิกวิดีโอแรกที่เขากำกับก็เลยยิ่งประทับใจมาก พอมาถึง Happy Anniversary แกก็ขึ้นเครื่องตามมาเลย ไปคนเดียว พร้อมกับกล้องอีกหนึ่งตัว แล้วก็มีเพื่อน ๆ รุ่นพี่จากอังกฤษมาช่วย ทำสไตลิสต์ แต่งหน้า ทำผม แล้วก็มีพี่อีกคนมาช่วยขับรถพาไปตามที่ต่าง ๆ

“ตอนที่ถ่ายก็เขินมาก เราไปเดินที่ Portobello Road Market แล้วก็ร้องเพลงไปมา นึกภาพว่าต้องร้องให้ซิงก์ตามเพลง แล้วเขาต้องมาตัดแล้วเอาเพลงใส่ให้ปากเราตรงอีกที เพราะฉะนั้นก็ต้องมีคนถือวิทยุ ใส่ซีดีแล้วเดินตาม เพื่อให้เราร้องถูกว่า ถึงตรงนี้แล้ว ส่วนเราก็ต้องดึ๊งดึ่งดึงไป ขณะที่พี่คณิณก็ถ่ายไป 

“สิ่งที่ประทับใจมากคือ เราได้เข้าไปในโรงหนังอันหนึ่งซึ่งเก่ามาก แล้วภาพที่ออกมานั้นสวยมาก ถ้าไปดูในมิวสิกวิดีโอจะเป็นภาพแดง ๆ ไม่รู้ตอนนี้ยังอยู่ไหม แล้วพอเดินไปอีกก็จะเจอฝรั่งคนหนึ่งดูซิกซ์ตี้หน่อย คนที่เราไปเต้นอยู่กับเขา เขาเป็นคนขายของมือสอง คุยกันไปคุยกันมา เขาก็บอกว่ายูมาบ้านไอ บ้านไอซิกซ์ตี้ทั้งแฟลตเลย แล้วตอนเย็นเราก็ไปบ้านเขา จำได้ว่าเป็นการถ่ายทำที่สนุกมาก”

อย่างไรก็ตาม คงไม่มีเรื่องไหนสร้างความหนักใจให้นาเดียเท่ากับการที่เธอต้องออกไปแสดงหน้าผู้ชมอีกแล้ว อย่างครั้งแรก ตอนเปิดอัลบั้มที่ ดิ เอ็มโพเรียม เธอตื่นเต้นถึงขั้นปวดท้องเลย เพราะไม่คิดว่าจะมีผู้ชมมารอมากขนาดนี้ จนสมเกียรติต้องบอกให้ใจเย็น ไม่ต้องกลัว 

“ปกติเป็นคนจำเนื้อไม่ค่อยได้ พี่สาลี่ก็เลยบอกว่า เดียไม่ต้องห่วง เอาเนื้อขึ้นไปเลยก็ได้ เราก็ ‘อะไรนะคะพี่’ แกก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก เอาขึ้นไปอ่านเลย เราก็เลยบอกว่า ‘บ้าเหรอ ไม่ได้หรอก มันน่าเกลียด’ แล้วมีอยู่งานหนึ่ง จำได้เลยว่าร้อง คนไม่พิเศษ แล้วส่วนตัวเป็นคนชอบมองคนดู ต้องโฟกัสไปที่คนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง จะได้ตื่นเต้นน้อยลง แล้วน้องคนหนึ่งน่ารักมาก ร้องเพลงได้ แล้วปรากฏว่าเขาร้องผิด ซึ่งเราก็ร้องตามเขา ก็ผิดด้วย เราก็ตายแล้ว ทำยังไง แล้วเหมือนเขารู้ตัว ก็หัวเราะกันใหญ่ ตลกดี เราก็เลยเลิกมองเขาไปเลย เดี๋ยวไปไกลกว่าเดิม”

แม้อัลบั้มของนาเดียอาจจะไม่ได้โด่งดังแบบถล่มทลาย แต่แฟนเพลงต่างก็ยังจดจำเสียงร้องใส ๆ ของเธอได้ไม่เปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับหลายบทเพลง ทั้ง สงสัย, คนไม่พิเศษ, Happy Anniversary, Galaxy Of Love, โล่งอก หรือ โลกใบใหญ่ ก็ข้ามเวลาถูกร้องถูกเล่นมาต่อเนื่องกว่า 20 ปี 

“อาจเป็นเพราะสไตล์เพลงด้วยที่ค่อนข้างยูนีก จะว่า Pop มันก็ไม่ Pop จะ Logue ซะทีเดียวก็ไม่เชิง มันเป็นเหมือนการผสมของหลาย ๆ แนวเพลงอยู่ในนั้น อาจจะเสียดายนิดหนึ่งคือ อัลบั้มที่สองน่าจะไปไกลกว่านี้ หากมีเวลาโปรโมตมากขึ้นสักหน่อย เพราะส่วนตัวคิดว่าเพลงค่อนข้างดี มาฟังตอนนี้ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเก่า เนื้อร้องทำนองก็ค่อนข้างโมเดิร์น แต่อันนี้ก็ต้องถามคนฟังนะว่าคิดว่าอย่างไรบ้าง” นาเดียกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ระยะเวลาเพียง 2 ปีเศษในฐานะศิลปิน ได้ส่งผลให้เด็กสาวคนหนึ่งเติบโตขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก ทั้งความรับผิดชอบและการรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต

“การร้องเพลงถือเป็นงานแรกจริง ๆ จำได้ว่าตอนทำโปรโมต เราก็ต้องไปออกสื่อ ไปพบคนนั้นคนนี้ ช่วงแรก ๆ ก็ไม่เข้าใจหรอกว่า ทำไมต้องไปด้วย จนทำไปสักพักถึงเข้าใจว่า ต้องทำนะ อย่างสมัยก่อนจะไปเยี่ยมแผงเทป เช่น ร้านน้องท่าพระจันทร์ หรือดีเจสยาม ซึ่งทุกคนต้อนรับดีมาก แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งเราต้องไปร้านของคุณป้าคนหนึ่ง ซึ่งเขาก็ถามว่ามาทำไม จะทำอะไรก็รีบทำ ตอนนั้นก็ช็อก คืออะไร เขาไม่อยากให้เรามาเหรอ กระทั่งตอนหลังย้อนกลับไปถึงคิดได้ว่า ทุกคนก็มีงานของเขา เราก็ต้องมองว่าเขาคือลูกค้าของเรา คือคนที่ต้องไปสวัสดี ไปขอบคุณเหมือนกัน 

“อีกเรื่องคือความตรงต่อเวลา ซึ่งมันสำคัญมากในงานแบบนี้ พูดตามตรงตั้งแต่ทำงานจนเลิกร้องเพลง จนมาทำงานบริษัทต่าง ๆ การตรงต่อเวลาเป็นสิ่งที่คนพึงจะต้องมี เพราะการที่เราจัดการตัวเองได้ ก็ทำให้คนอื่น ส่วนอื่น มันไปต่อได้เช่นกัน เพราะเราเคยเห็นว่าตอนที่ร้องเพลง หากเราช้าหรือใครช้า มันก็ต้องรอกันทั้งกอง งานก็เคลื่อนไปไม่ได้ เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด และนี่คือบทเรียนของเราที่ยังสำคัญมาจนถึงทุกวันนี้”

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

03
Galaxy Of Love

หลังจากอัลบั้มชุดที่ 2 วางแผงไปได้ปีเศษ ๆ นาเดียซึ่งเรียนจบปริญญาโท ด้าน Development Economics จาก University College London เช่นกัน และเริ่มหางานประจำทำ จนมาได้ที่ Sasin Management Consulting จึงค่อย ๆ ปล่อยมือจากงานเพลง เหลือแต่เพียงแค่ร่วมแจมในอัลบั้มของคนอื่น เช่น เพลง พอ ในอัลบั้ม Million Ways to Love Part 1 ของ บอย โกสิยพงษ์ เมื่อ พ.ศ. 2546 และเพลง Honeymoon ของ Flure เมื่อ พ.ศ. 2548

“เหมือนช่วงชีวิตของเรากับ Bakery มันตรงกัน พอเรียนจบปุ๊บ เขาก็มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพอดี แล้วอีกอย่างคือเราไม่ได้ถูกเทรนมาให้เป็นนักร้องอาชีพขนาดนั้น พูดตรง ๆ เราไม่ได้เก่ง แต่เราได้โอกาส ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่พิเศษจริง ๆ แล้วเราก็มีความสนใจมุมอื่นด้วย พอจบออกมาก็อยากลองทำงาน ซึ่งตอนนั้นลูกค้าคือ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปทำเรื่องนโยบายสาธารณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายเรามาก”

จากนั้นเธอก็โยกย้ายหน้าที่การงานมาตามลำดับ เปลี่ยนรูปแบบจากงานที่ปรึกษามาเป็นฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ของ Lowe Asia-Pacific มาทำเรื่องพัฒนาแบรนด์ที่ Unilever Thailand แล้วก็ย้ายไปทำงานที่สิงคโปร์ ก่อนที่จะมาทำงานเรื่องนวัตกรรมเต็มตัวที่ Fuchsia Innovation Center ของเมืองไทยประกันชีวิต ตั้งแต่ พ.ศ. 2559

“ช่วงที่อยู่ Unilever นอกจากการทำ Finance Business Plan แล้ว เรายังต้องคิดค้นนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ ให้เป็นชิ้นงานที่จับต้องได้ด้วย ถ้าเป็นสมัยนี้เขาเรียกว่า Design Thinking เราทำแบบนี้แทบทุกวันอยู่ 7 ปี แล้วพอมีโอกาสได้ข้ามมาอยู่ในอีกอุตสาหกรรมหนึ่ง ก็เลยรู้สึกว่าท้าทายมาก เพราะต้องนำกระบวนการกับระเบียบวิธีการวิจัยต่าง ๆ มาปรับใช้ เพื่อหาสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการให้เจอ เช่น ต้องทำอย่างไรถึงจะออกผลิตภัณฑ์ได้เร็วมากขึ้น หรือถูกขึ้นโดยที่ไม่ลดคุณภาพของผลิตภัณฑ์ แล้วกระบวนการตรงนี้ยังนำปรับใช้กับทุกอย่าง ตั้งแต่ประกันจนถึงน้ำยาซักผ้า

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

“ยิ่งตอนหลังที่ได้มาทำงานเรื่องการลงทุนกับสตาร์ทอัพหลาย ๆ เจ้า ก็ยิ่งเห็นเลยว่า คนที่มีทรัพยากรจำกัด มีเงินจำกัด มีคนจำกัด มีเวลาจำกัด มีทุกอย่างจำกัด มันต้องใช้ความสร้างสรรค์ของมนุษย์ เพื่อจะหาทางออก เป็นซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์ม หรือไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ เราใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้ เพราะนี่เป็นทรัพยากรที่มีไม่จำกัด”

ทว่าท่ามกลางชีวิตที่เพลิดเพลินกับการทำงาน อีกกิจกรรมที่ทำต่อเนื่องมานับสิบปีแล้วก็คือ การปั้นเซรามิก

สำหรับเธอแล้ว หากเพลงสอนเรื่องระเบียบวินัยและการเคารพผู้อื่น การปั้นเซรามิกก็สอนให้รู้จักการปล่อยวาง

นาเดียอยากเรียนปั้นมานานแล้ว แต่ไม่รู้จะไปเรียนที่ไหนดี กระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2550 ระหว่างขับรถผ่าน The Racquet Club ซอยสุขุมวิท 49 ก็เหลือบไปเห็นป้ายเล็ก ๆ ยื่นออกมาจากห้องแถวด้านหน้าเขียนว่า บัทม์ เซรามิก สตูดิโอ แล้วมีรูปถ้วยวางอยู่ด้วย นาเดียจึงเลี้ยวรถเข้าไปในอาคารทันที พร้อมกับตรงไปยังสตูดิโอแห่งนั้น แล้วก็ได้พบกับ บัทม์ แก้วงอก ศิลปินปั้นเซรามิกเบอร์ต้น ๆ ของเมืองไทย ก็เลยตัดสินใจสมัครเรียนทันที

“อาจารย์บัทม์เรียนจบจากญี่ปุ่นแล้วก็เพิ่งกลับมาสอน ก็เลยเป็นเหมือนลูกศิษย์รุ่นแรกของแก ข้อดีของการเรียนปั้นเซรามิก ทำให้เรานิ่งขึ้น ปล่อยวางมากขึ้น เพราะงานเซรามิกทุกอย่างอยู่ที่มือเราคนเดียว คุณสร้างมันขึ้นมา ถ้าจะพังทลายก็อยู่ที่ตัวคุณ แล้วส่วนตัวเป็นคนนั่งสมาธิไม่เป็น ทุกคนจะชวนไปปฏิบัติธรรม แต่เราทำไม่ได้ การทำเซรามิกก็เป็นเหมือนการทำสมาธิ เพราะต้องมีอะไรอยู่กับมือตลอดเวลา เราชอบความรู้สึกชั่วขณะนั้น แล้วสมมติตอนปั้นมีคนเรียกแล้วหันไปคุยนิดเดียว มันสามารถพังมาทั้งอันได้เลย”

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE
ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

นอกจากสมาธิและความอดทน อีกสิ่งที่นาเดียได้เรียนรู้จากงานเซรามิก คือความเข้าใจชีวิต เพราะงานเซรามิกนั้นเชื่อมโยงกับปรัชญาของญี่ปุ่นที่เรียกว่า Wabi Sabi คือความสวยงามที่แท้จริงนั้นมาจากความไม่สมบูรณ์แบบ ผลงานแต่ละชิ้นที่ออกมานั้นไม่เหมือนกันเลย บางชิ้นใหญ่ บางชิ้นเล็ก หากแต่เบื้องหลังต้องเกิดขึ้นจากการเรียนรู้ ความพิถีพิถัน และความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ส่วนผสม อุณหภูมิการเผา จนถึงการลงน้ำหนักมือ การปรับรูปร่างให้ได้ขนาดหรือเป็นเอกลักษณ์

“ทุกคนมักจะพูดว่า เซรามิกเป็นเรื่องศิลปะ แต่อาจารย์บัทม์บอกว่า มันเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะศิลปะนั้นออกมาจากมือเรา ผสมดินยังไง ใช้ความร้อนแค่ไหน ถ้าเผาไฟต่ำก็จะออกมาแบบหนึ่ง ถ้าเผาไฟสูงก็ออกมาอีกแบบ หรือถ้าคุณเอาดินไฟสูงมาเผาต่ำมันก็จะระเบิด ถ้าเอาดินไฟต่ำมาเผาไฟสูงก็ระเบิดเหมือนกัน แล้วหลายคนมักถามว่า ทำไมงานปั้นถูกต้องออกมาบูดเบี้ยว แต่ความจริงภายใต้ความบูดเบี้ยวนั้นมีความสมดุลอยู่ เพราะเราจะไม่สามารถทำให้บูดเบี้ยวได้เลย ถ้าฐานรากไม่สมดุล ถ้าสมดุลแล้ว เราจะไปผลักหรือบีบตอนหลัง เพื่อให้เกิดความเป็น Wabi Sabi”

หลังจากร่ำเรียนมานานถึง 15 ปี ปีนี้ถือเป็นปีแรกที่อาจารย์อนุญาตให้นาเดียทำผลงานขาย ที่ผ่านมามีเพื่อนที่คุ้นเคยกันสั่งซื้อเข้ามาอยู่เสมอ บางคนถึงขั้นโทรศัพท์มาถามว่า ช่วยสอนลูกปั้นหน่อย ซึ่งหากมีโอกาสเธอก็อยากสอนเช่นกัน เพราะสำหรับนาเดียแล้ว คุณค่าที่ได้รับจากการปั้นเซรามิกยิ่งกว่าอื่นใด คือ โอกาสในการสำรวจจิตใจและอารมณ์ของตัวเอง ซึ่งจะนำมาสู่ความสุขที่ยั่งยืนต่อไป

ย้อนเส้นทางของ นาเดีย สุทธิกุลพานิช และการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

04
บ้านของหัวใจ

หากนับเวลาที่นาเดียบันทึกเสียงเพลงล่าสุดของตัวเอง ก็คงต้องย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2550 เมื่อเธอไปช่วยรุ่นพี่คนหนึ่งร้องเพลง ของฝากจากทะเล ซึ่งเป็นผลงานเก่าของ ศุ บุญเลี้ยง ลงในอัลบั้มที่ชื่อว่า อาบแดด แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เคยมีเพลงใหม่อีกเลย ส่วนใหญ่เท่าที่มีก็แค่ไปร่วมแสดงคอนเสิร์ตบ้างประปราย

นาเดียไม่เคยคิดเลยว่า จะมีโอกาสได้กลับมาร้องเพลงอีกครั้ง กระทั่งวันหนึ่งก็มีสายโทรศัพท์จาก อ้อย-นภัทร ปรีชากรกิตติ อดีตพนักงานของ Bakery Music ติดต่อเข้ามา

“ตอนนั้นนั่ง Work from Home อยู่บ้าน แล้วพี่อ้อยซึ่งเป็นพีอาร์ของ Bakery ตั้งแต่ยุคแรก ๆ โทรเข้ามาแล้วถามว่า นาเดียยังร้องเพลงอยู่ไหม เราก็ถามว่า ทำไมเหรอพี่ พี่อ้อยก็ตอบว่า พอดีมีค่ายหนังอยากให้นาเดียไปร้องเพลงซาวนด์แทร็กหนัง เราก็ ‘อะไรนะคะพี่’ แล้วเราก็ถามต่อว่าค่ายอะไร พี่อ้อยก็บอกว่า GDH ค่ายวัยรุ่น เราก็อะไรนะไปประมาณ 3 รอบ แล้วเขาก็บอกว่าเดี๋ยวจะส่งรายละเอียดมาให้ ตอนแรกก็คิดว่า เขาคงถามเราเล่น ๆ ไม่ได้จริงจัง พอสักพักเขาก็ส่งเทรลเลอร์หนังมา ก็เลยโทรกลับไปถามพี่อ้อยว่า เขาซีเรียสจริง ๆ เหรอ พี่อ้อยก็บอกว่า ซีเรียส ผู้กำกับชอบ”

ความจริงแล้ว เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับภาพยนตร์ FAST & FEEL LOVE – เร็วโหด..เหมือนโกรธเธอ เป็นแฟนเพลงของนาเดียมายาวนาน แล้วก็ตั้งใจอยากจะพาเสียงของเธอกลับมาพบกับน้อง ๆ รุ่นใหม่ แต่พอไปวางเพลงประกอบหนังแล้วไม่ค่อยลงตัว ได้เพียงแค่ใช้เพลง ฉันจะโชคดีเหมือนแม่ฉันนี้บ้างไหม? วางเป็นแบ็กกราวนด์เบา ๆ เท่านั้น  กระทั่งฝ่ายโปรโมตบอกว่าอยากให้ทำเพลง ‘Feel ความรัก’ สักเพลงเพื่อใช้โปรโมต เต๋อจึงนึกถึงนาเดียขึ้นมาทันที

หลังทราบความตั้งใจของผู้กำกับภาพยนตร์ นาเดียรู้สึกขอบคุณบวกกับความเชื่อที่ว่า หากมีคนเชื่อมั่นในตัวเรา ก็ไม่ควรปฏิเสธโอกาสนั้น จึงตอบตกลงรับข้อเสนอร้องเพลง บ้านของหัวใจ ซึ่งเป็นเพลงเก่าของวง Superbaker

แต่แน่นอนการกลับมาครั้งนี้ บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนาเดียร้างราวงการมานานแล้ว แต่เธอก็พยายามเต็มที่ และก็นับเป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง เนื่องจากโปรดิวเซอร์ที่มาช่วยดูแลการผลิตคือ แทน-ธารณ ลิปตพัลลภ จากวง Lipta ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของน้องชายนั่นเอง

“พอรู้ว่าเป็นแทนก็ดีใจมาก โล่งไป 36 ตลบ เพราะอย่างน้อยเราก็อาจจะ Voice Concerns ได้เยอะขึ้น เช่น ขอลองคีย์นั้นคีย์นี้นะ ซึ่งแทนก็จะบอกว่าคีย์นี้ดีกว่านะ หรือเดี๋ยวเราลอง 2 เวอร์ชันเลย เผื่อพี่จะได้รู้ว่า ตรงไหนสบายใจกว่า ซึ่งความจริงแล้วกระบวนการนี้ก็คงต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโปรดิวเซอร์ที่รู้จักหรือเปล่า แต่ตอนนั้นระยะเวลามันกระชั้นมาก พอเป็นแทนเราก็ไม่ต้องเคอะเขิน พูดได้เต็มที่”

ครั้งนั้นนาเดียต้องกลับไปฝึกเรียนร้องเพลงอีกครั้งกับ ครูแนน-สาธิดา พรหมพิริยะ รื้อฟื้นเทคนิคการหายใจ เปิดเสียง ซึ่งช่วยได้เยอะมาก แถมครูแนนยังแนะนำเทคนิคการช่วยร้อง อย่างเช่น ต้องหาที่ที่สบาย เวลาร้องจะได้รู้สึกสบายใจมากขึ้น ไม่ต้องเค้นอะไรมาก จากนั้นเมื่อเข้าสู่กระบวนการห้องอัด ทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยมี ตุ๊กตา-จมาพร แสงทอง มาช่วยทำหน้าที่ควบคุมการร้อง 

“เป็นการทำงานที่สนุกมาก เพราะเราชอบกระบวนการห้องอัดอยู่แล้ว มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก คือเราได้เห็นกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่มีแค่ดนตรีจนเสร็จสมบูรณ์ ยิ่งครั้งนี้มีแทนอยู่ด้วย แล้วก็ได้เจอตุ๊กเป็นครั้งแรก ตุ๊กก็ช่วยเต็มที่ ตรงนี้พี่ร้องเร็วไปนะ เข้าเร็วไปนิด ช้าลงอีกนิดหนึ่ง คล้าย ๆ การทำงานกับพี่ไก่ สุธี ซึ่งทุกคนน่ารักมาก”

สำหรับนาเดียแล้ว เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นศิลปินเลย แค่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ได้รู้ว่ายังมีคนคิดถึงอยู่ก็ดีใจมากแล้ว เหมือนทุกครั้งที่ได้ยินว่า เพลงของเธอได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของใครหลายคน เช่น บางคนเปิดเพลงคลอระหว่างการเดินทาง หรือใช้เพลงอย่าง คนไม่พิเศษ, Happy Anniversary หรือ Honeymoon ในงานแต่งงานของตัวเอง 

“เราอาจจะไม่มีโอกาสทำบ่อย ๆ แต่เรามีความสุขที่ได้ทำ มันเหมือนเราได้กลับมาติดต่อกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นคนที่เรารู้จักชื่นชอบ แต่อาจจะไม่ได้ใกล้ชิดกันบ่อย ๆ เนื่องจากสายงานหรือกิจกรรมที่ทำไม่ตรงกัน แต่พอได้มาร้องเพลง บ้านของหัวใจ ก็ได้เจอคนกลุ่มนี้อีกครั้ง ก็เหมือนเราได้ดึงเอาความรู้สึกบางอย่างกลับคืนมา เหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว”

และทั้งหมดนี้คือชีวิตและเรื่องราวของนาเดีย หญิงสาวผู้สร้างรอยยิ้มและความสุขด้วยเสียงเพลงและแรงบันดาลใจมาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี

ขอบคุณภาพประกอบจากคุณนาเดีย สุทธิกุลพานิช และนิตยสาร Katch

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load