ทุกวันนี้ธุรกิจค้าปลีกก้าวเลยจุดที่คิดแยกส่วนออนไลน์หรือออฟไลน์ไปแล้ว แต่เป็นการผสมผสานเพื่อสร้างประสบการณ์ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า นี่คือหน้าที่สำคัญของ Chief Commercial Officer ของ Central Retail ในยุคนี้

75 ปีของเซ็นทรัล คือเส้นทางอันยาวนานของต้นแบบธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย วิถีชีวิตของคนไทยใกล้ชิดกับห้างสรรพสินค้าแทบทุกมิติ ผ่านยุคสมัยของรูปแบบการบริโภคที่หลากหลาย ไปพร้อมกับการเติบโตของสังคมเมือง ชุมชน และความเจริญทางเศรษฐกิจ 

ตลาดออนไลน์เติบโตขนาดนี้ แล้วห้างสรรพสินค้ายังจำเป็นอยู่หรือไม่

The Cloud นั่งคุยกับ ณัฐธีรา บุญศรี Chief Commercial Officer ของ Central Retail ที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้บริหารขององค์กรแห่งนี้ แต่ยังเป็นสมาชิกครอบครัวของตระกูลผู้บุกเบิกห้างสรรพสินค้าแห่งแรกของไทยด้วย เมื่อจังหวะสนทนาเดินหน้าต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ประสบการณ์และความภาคภูมิใจของเธอที่เติบโตมาใต้ร่มเงาของเซ็นทรัลก็เปล่งประกายมากขึ้น  

จากเรื่องราวของห้างแรกที่เริ่มใช้บาร์โค้ด มาถึงบริบทใหม่ของถุงพลาสติก ถูกเล่าอย่างไร้รอยต่อผ่านบทความนี้

ณัฐธีรา บุญศรี กับการทำให้ Central Retail อยู่ได้ในยุคที่การซื้อของออนไลน์รุ่งเรือง

รับผิดชอบงานด้านใดใน Central Retail บ้าง

หน้าที่หลักอันแรกคือดูแลเรื่องการเติบโตของธุรกิจทั้งด้านยอดขายและผลกำไร โดยรับผิดชอบเรื่อง Store Transformation เช่น การปรับปรุงห้างที่เซ็นทรัลลาดพร้าว เซ็นทรัลเวิลด์ หรือเซ็นทรัลพระราม 2 ซึ่งเป็นโครงการที่เราทำ Renovation ปรับลุค ปรับสินค้า ปรับไลฟ์สไตล์ให้เข้ากับลูกค้า รวมถึงการทำ Brand and Category Management ด้วยค่ะ 

ส่วนที่สองคือเรื่องการตลาดค้าปลีกแบบผสมผสาน Omni Channel เราต้องการเป็น Omni Channel Retailer ซึ่งขายของทั้งหน้าร้าน ช่องทางออนไลน์รวมถึงช่องทางการขายอื่น ๆ ไปด้วยกัน ทุกอย่างที่ทำเพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ Seamless ไม่ว่าจะมาที่ห้าง ซื้อของออนไลน์ หรือเป็น Social Commerce อย่างในไลน์ Chat&Shop หรือทาง Facebook ก็ตาม เราต้องการให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุกช่องทาง ซึ่งต้องทำอย่างต่อเนื่อง

เรื่องที่สามคือ Group Synergy เป็นการผนึกกำลังกันใน Central Retail ซึ่งเรามีทั้งแฟชั่น อาหาร ฮาร์ดไลน์ และพร็อพเพอร์ตี้ และกลุ่มเซ็นทรัล เราทำเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) และการสร้างคุณค่าทางสังคมร่วมกัน (CSV) เราให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคม อันนี้จะเป็นหน้าที่โดยรวมค่ะ

ภารกิจเยอะมากเลย ไม่เหนื่อยหรือ

โอ๊ดถือว่าเป็นความท้าทายมากกว่าค่ะ มีอะไรให้ทำเรื่อย ๆ ก็สนุกไปกับมัน และเซ็นทรัล รีเทล มีทีมที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว  นอกจากนี้สิ่งที่ทำไม่เพียงช่วยพัฒนาธุรกิจของเรา แต่ช่วยพัฒนาเมือง ชุมชน และประเทศของเราด้วย 

ณัฐธีรา บุญศรี กับการทำให้ Central Retail อยู่ได้ในยุคที่การซื้อของออนไลน์รุ่งเรือง
ณัฐธีรา บุญศรี กับการทำให้ Central Retail อยู่ได้ในยุคที่การซื้อของออนไลน์รุ่งเรือง

พูดถึง Store Transformation เราก็เห็นร้านค้าหลายรูปแบบแล้ว จะยังทำอะไรเพิ่มได้อีกบ้าง

การพัฒนาร้านทำได้ตลอด ธุรกิจค้าปลีกทั่วโลกรวมทั้งเซ็นทรัลของเราก็พัฒนาตลอดเวลานะคะ ย้อนไปตั้งแต่การเป็นห้างแรกที่ขายสินค้าโดยกำหนดราคาแน่นอนเพื่อเป็นมาตรฐาน ไม่ต้องมาต่อรองกัน รวมถึงการใช้บาร์โค้ดก็เริ่มต้นที่เซ็นทรัล ตอนนี้ที่เราทำจะเน้นเรื่องไลฟ์สไตล์มากขึ้น เมื่อก่อนเราเน้นเรื่องขายของเป็นหลัก แต่ตอนนี้เซ็นทรัลเน้นการมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า เพื่อให้เป็นที่ที่ลูกค้ามาแฮงก์เอาต์ โดยมีทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ ป๊อปอัพ หรืออีเวนต์สเปซที่นำเสนอเทรนด์ใหม่ ๆ ในห้างของเรา เราร่วมมือกับพันธมิตร แบรนด์ รวมทั้งศิลปินอยู่เสมอ เพื่อให้ลูกค้าเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและอยากมาที่ห้างของเรา

อย่างที่เซ็นทรัลลาดพร้าวเราก็ปรับปรุงแผนกอาหารและแผนกของเด็ก หรือเซ็นทรัลเวิลด์เราก็เอาร้านอาหารมาผสมกับแผนกของใช้ในบ้าน แล้วก็จะมีกิจกรรมไลฟ์สไตล์ตามจุดต่าง ๆ ในอนาคตก็น่าจะมีรูปแบบใหม่ ๆ มาอีก ซึ่งต้องพัฒนากันต่อไป

พัฒนาธุรกิจร่วมกับแบรนด์ต่าง ๆ อย่างไรบ้าง และสนับสนุนแบรนด์ไทยอย่างไร

เรามองว่าแบรนด์ต่าง ๆ รวมทั้งพันธมิตรสำคัญมาก เราเหมือนบ้านหลังใหญ่ที่รวบรวมหลากหลายแบรนด์ที่ลูกค้าต้องการ ดังนั้นจึงต้องจับมือเติบโตไปด้วยกัน นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทุกคนทำงานด้วยกันได้ดีและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในทุกช่องทางที่เรามี ทั้งในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด หรือช่องทางออนไลน์ เราวางแผนธุรกิจร่วมกันกับแบรนด์ต่าง ๆ เพื่อกำหนดเป้าหมายและสร้างความสำเร็จร่วมกันอย่างชัดเจน 

เซ็นทรัลให้ความสำคัญกับแบรนด์ไทยมากนะคะ เช่น เรามีส่วนที่เป็นแบรนด์ไทยดีไซเนอร์  ซึ่งจะทำให้คนไทยและชาวต่างชาติเห็นถึงศักยภาพของแบรนด์ไทย และเราอยากให้แบรนด์ไทยขยายไปที่เวียดนามด้วย เราอยากช่วยคนไทยให้พัฒนาไปด้วยกัน

มุมมองของ ณัฐธีรา บุญศรี แห่ง Central Retail ธุรกิจค้าปลีกที่อยู่ได้ในยุคที่การซื้อของออนไลน์รุ่งเรือง

คิดว่าลูกค้ายุคใหม่เอาใจยากขึ้นหรือไม่

โอ๊ดมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ลูกค้าต้องการความสะดวกสบายสูงสุดค่ะ ซึ่งเราต้องตอบสนองส่วนนี้ให้กับลูกค้า และยังมีเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกสบายมากขึ้นให้กับลูกค้าในหลากหลายช่องทาง โอ๊ดมองลูกค้าเป็นที่ตั้ง ไม่ว่าช่องทางไหนก็ต้องดูแลลูกค้าให้ดีที่สุด เซ็นทรัลมีจุดแข็งเรื่องการขายของหน้าร้านมา 75 ปีแล้ว ตอนนี้ก็รุกช่องทางออนไลน์ให้หนักขึ้น เพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า

ทำไมยังเชื่อเรื่องหน้าร้าน

เชื่อมากค่ะ ลูกค้าจำนวนมากยังชอบมาเดินห้าง มาสัมผัสกับสินค้าด้วยตัวเอง มาลองเสื้อผ้า หรือใครอยากมานัดเจอเพื่อนที่ห้างและเดินช้อปปิ้งต่อ เราก็ตอบโจทย์ ลูกค้าอาจตรวจสอบข้อมูลจากช่องทางออนไลน์ก่อนแล้วมาซื้อของที่หน้าร้าน ซึ่งจะใช้เวลาตัดสินใจได้เร็วขึ้น เราจึงเชื่อว่าหน้าร้านยังสำคัญมากและจะยังคงอยู่ต่อไป เพราะลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ที่ต่างจากการช้อปปิ้งออนไลน์ โดยโจทย์สำคัญคือต้องทำให้ลูกค้าสนุกที่จะได้มา

เติบโตมากับภาคค้าปลีก เห็นวิถีของธุรกิจนี้อย่างไร

เซ็นทรัลเน้นเรื่องนวัตกรรมและการพัฒนา เพื่อเข้าใจไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปตลอด จึงต้องคิดสิ่งใหม่เสมอ เราเป็นห้างแรกที่ห้ามสูบบุหรี่ในห้าง ก่อนที่กฎหมายในยุคนั้นจะประกาศเสียอีก หรือการขยายสาขาในต่างจังหวัดเราก็ทำก่อน เช่นเดียวกับความตั้งใจลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งด้วย ที่ทำตลอดคือการปรับปรุงห้างต่าง ๆ ให้น่าสนใจ ทันสมัย อย่างเซ็นทรัลลาดพร้าว เซ็นทรัลเวิลด์ เราก็ปรับปรุงบ่อย หรืออย่างเซ็นทรัลชิดลม ก็อยู่ระหว่างการปรับปรุงให้ยิ่งใหญ่ขึ้นค่ะ

เซ็นทรัลชิดลมเป็นสัญลักษณ์สำคัญของธุรกิจ จะปรับปรุงอย่างไร

เราอยากทำให้เซ็นทรัลชิดลมเป็นห้างหรูระดับโลกเหมือนห้างในยุโรปที่เราไปลงทุนมา อย่าง Rinascente ที่ประเทศอิตาลี ห้าง Kadewe ที่ประเทศเยอรมนี หรือ Selfridges ที่ประเทศอังกฤษซึ่งเป็นห้างอันดับหนึ่งของโลกที่เราเพิ่งเข้าไปลงทุน เราต้องการยกระดับเซ็นทรัลชิดลมไปให้ถึงระดับนั้น ทั้งแบรนด์ไปจนถึงไลฟ์สไตล์ต้องไปในทิศทางเดียวกัน และแน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ได้จากการปรับปรุง จะทำให้แฟน ๆ ของเซ็นทรัลชิดลมมีความสุขค่ะ

มุมมองของ ณัฐธีรา บุญศรี แห่ง Central Retail ธุรกิจค้าปลีกที่อยู่ได้ในยุคที่การซื้อของออนไลน์รุ่งเรือง
มุมมองของ ณัฐธีรา บุญศรี แห่ง Central Retail ธุรกิจค้าปลีกที่อยู่ได้ในยุคที่การซื้อของออนไลน์รุ่งเรือง

การผลักดันทีมทำงานร่วมกันขององค์กรในเครือเซ็นทรัลยากหรือไม่

ไม่ยาก เพราะทุกคนมีเป้าหมายในการเติบโตร่วมกัน เป้าหมายของเราคือการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ต้องร่วมมือกันทำงานผ่านโครงการต่าง ๆ อย่างเรามีกลุ่มธุรกิจอาหารและแฟชั่น ก็มาคุยกันว่าแต่ละส่วนจะร่วมกันพัฒนาอย่างไรให้ห้างของเราดีขึ้นตามโจทย์ที่ต้องการ อย่างตอนทำ Say No to Plastic Bag ทุกหน่วยงานร่วมมือกันโดยมีเป้าหมายว่า ต้องการเป็นผู้นำของค้าปลีกในการปลุกจิตสำนึกและมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมร่วมกันเพื่อโลกยุค
ใหม่

เซ็นทรัลให้ความสำคัญเรื่องการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนอย่างไร

เซ็นทรัลทำเรื่องนี้ค่อนข้างเยอะ เพราะเราตั้งใจจะเป็น Green & Sustainable Retail องค์กรค้าปลีกต้นแบบด้านความยั่งยืนรายแรกของไทย เรามีโครงการที่ทำไปแล้วมากมาย เช่น จริงใจ Farmers’ Market ซึ่งร่วมกับภาคการเกษตร ให้เกษตรกรนำสินค้าปลอดสารพิษมาขายในห้างของเราโดยไม่ผ่านคนกลาง ช่วยสร้างรายได้ไปถึงมือพวกเขาโดยตรง ปีที่ผ่านมาทำยอดขายได้มากกว่า 220 ล้านบาท เม็ดเงินกระจายไปถึงเกษตรกร 2.4 หมื่นราย ซึ่งเราจะทำเรื่องนี้ต่อเนื่องไปในอนาคตแน่นอน 

นอกจากเรื่องชุมชนแล้ว เรายังให้ความสำคัญกับเรื่องสังคม อย่างล่าสุดที่เราเพิ่งเปิดตัวโครงการ Gift to Gifted ส่งเสริมเด็กไทยที่มีความสามารถ และสนับสนุนความเท่าเทียมด้านการศึกษา 

รวมถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม นอกจากถุงพลาสติกแล้ว ยังมีโครงการรวบรวมฝาขวดน้ำ เพื่อเอาไปสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเป็นชั้นวางหรือตู้ แล้วเอาไปบริจาคให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลน เราเน้นเรื่องชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อการเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

งานเยอะขนาดนี้ คุณแบ่งบทบาทของการเป็นแม่และผู้บริหารอย่างไร

เป็นคำถามที่ยังหาคำตอบที่ดีที่สุดอยู่เลยค่ะ (หัวเราะ) คิดเรื่องนี้ตลอด คือเป็นทั้งสองบทบาทมาพักหนึ่งแล้ว เราทำงานค้าปลีก ก็ต้องไปเยี่ยมสาขาบ่อย ๆ รวมถึงช้อปปิ้งออนไลน์ผ่าน Central Application ซึ่งโอ๊ดพยายามปลูกฝังลูก ๆ ในสิ่งที่เราทำ อย่างช่วงที่ปรับปรุงเซ็นทรัลลาดพร้าวหรือเซ็นทรัลพระราม 2 ก็พาลูกไปเดินดูด้วย เป็นการผสมผสานเวลาทำงานกับเวลาที่ใช้กับลูกไปในตัว

หรืออย่างให้ลูกลองเล่น Central Application แล้วฟังความเห็นจากเขาว่าชอบหรือไม่ชอบตรงไหน ขนาดเขาเพิ่ง 9 ขวบแต่ให้ไอเดียได้ ทั้งหมดก็ตอบโจทย์ว่า แม้เราจะมีเวลาไม่มาก แต่ก็ตั้งใจทำทุกอย่างให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด 

บางครั้งโอ๊ดก็เอาสิ่งที่สอนลูกมาปรับใช้กับการทำงานด้วย เวลาเลี้ยงลูก เราอยากให้เขาเติบโตได้อย่างดีด้วยตัวเอง ให้เขารู้จักวิธีคิดที่ดี มองโลกที่ดี อดทน ขยัน มีความพยายาม และทำสำเร็จตามเป้าหมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้นำมาถ่ายทอดให้กับทีมได้เหมือนกัน 

โอ๊ดมีหน้าที่ทั้งกำหนดทิศทางและเสริมแรงให้ทีมได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ให้คำแนะนำและกำลังใจเพื่อให้พวกเขาได้ลอง

ตอนนี้โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก ในบางครั้งเราต้องเลิกทำแบบเดิม ๆ และคิดสิ่งใหม่ ๆ  เช่นเดียวกันกับลูกและทีม พวกเขามีโอกาสผิดพลาด ที่สำคัญคือต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้นและพัฒนาต่อไป 

หลักสำคัญในการทำงานคืออะไร

การทำงานต้องสร้างทีมที่ดี โอ๊ดได้เรียนรู้ว่า ไปคนเดียวไปได้ไม่ไกลหรอก มันต้อง We before Me เรื่องนี้สำคัญมาก  รวมถึงเมื่อก่อนโอ๊ดชอบทำงานมากจนลืมใส่ใจเรื่องสำคัญ แต่ตอนนี้ได้ให้เวลากับครอบครัวมากขึ้น ใช้เวลากับพวกเขา พยายามกลับให้ถึงบ้านตอนทุ่มครึ่ง จะได้มีเวลาคุยกับลูก ส่วนวันหยุดก็จะให้กับลูกเต็ม ๆ เลย

ณัฐธีรา บุญศรี กับการทำให้ Central Retail อยู่ได้ในยุคที่การซื้อของออนไลน์รุ่งเรือง

Writer

Avatar

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ถ้าจะบอกว่า ‘เมกาบางนา (Megabangna)’ เป็นความภาคภูมิใจของชาวบางนาเนี่ยนก็ไม่น่าจะเกินจริงไปนัก เพราะแม้คุณจะไม่ใช่คนแถวนี้ เราเชื่อว่าคุณก็ต้องเคยได้ยินชาวบางนาพูดถึงที่นี่มาบ้างแน่ ๆ 

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องร้านเก๋ ๆ แบรนด์ดัง ๆ หรือพื้นที่สนุก ๆ ที่ชาวบางนามักพูดถึงว่า “ที่เมกาบางนาก็มี”

การทำศูนย์การค้าในยุคนี้ไม่ง่าย เพราะนอกจากจะมีห้างน้อยใหญ่ผุดขึ้นมาแข่งกันเป็นดอกเห็ดแล้ว ผู้บริโภคยังมีตัวเลือกกิจกรรมอื่น ๆ มากมายให้ทำในวันว่าง แถมข้าวของต่าง ๆ ก็มาถึงมือได้เพียงแค่ปลายนิ้วจิ้มหน้าจอโทรศัพท์

แต่ศูนย์การค้าแห่งนี้ก็ยืนหยัดและเติบโตมาได้อย่างดี 

บนพื้นที่ 400 ไร่ เมกาบางนามีร้านค้าน้อยใหญ่กว่า 900 ร้าน มีพื้นที่สาธารณะกว้างขวาง ต้อนรับลูกค้ามาแล้ว มากกว่า 500 ล้านคน แถมพื้นที่ร้านค้ายังถูกจองเต็มแทบจะตลอดเวลา และแม้จะเป็นห้างที่มีโลเคชันเดียว แถมตั้งอยู่ชานเมือง แต่ก็มีผลงานโดดเด่นจนเป็นที่จับตาและถูกยกให้เป็นกรณีศึกษาอยู่เสมอ

วันนี้ The Cloud ไม่เพียงแต่ได้มาเดินเที่ยวห้างในเวลางาน แต่ยังได้มาคุยกับผู้บริหารที่เป็นเบื้องหลังเสน่ห์ของศูนย์การค้าแห่งนี้ด้วย

คุณดิว-พลินี คงชาญศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เป็น CEO ที่เป็นลูกหม้อของเมกาบางนา เธอบอกว่ารู้จักที่นี่จากการขับรถผ่านไปมาทุกวันตั้งแต่ลงเสาเข็ม จนห้างเสร็จเป็นรูปเป็นร่างก็มายื่นใบสมัครงาน ทั้งที่ตำแหน่งที่เธอมีประสบการณ์ยังไม่เปิดรับ แต่สุดท้ายก็ได้มาทำงานสมใจในปีที่ 2 ของการก่อตั้ง

พลินี คงชาญศิริ แฟนตัวยง ลูกค้าประจำ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Mega Bangna

 จากผู้อำนวยการฝ่ายบริหารพื้นที่เช่า มีหน้าที่วางกลยุทธ์พื้นที่และผู้เช่าจนกลายเป็นที่รักของผู้เช่าและทีมงาน ทุกคนจึงไม่แปลกใจที่คุณดิวจะได้รับเลือกมาดำรงตำแหน่ง CEO ต่อจากผู้บริหารคนเก่าที่หมดวาระไป

เป็น CEO มาเกือบ 2 ปี คุณดิวบอกว่าการบริหารเมกาบางนาคือเรื่องสนุก คือความสุขที่เธอไม่คิดอยากแยกมันออกจากชีวิตส่วนตัว

ความพิเศษของเมกาบางนา อาจจะมาจากความตั้งใจนี้ก็ได้

ว่าแล้วก็มารู้จัก CEO ที่เป็นทั้งผู้บริหาร แฟนตัวยง และลูกค้าประจำของเมกาบางนาคนนี้กัน

คนบ้านเดียวกัน 

คุณดิวเป็นบางนาเนี่ยน เธอและครอบครัวจึงเป็นลูกค้าของที่นี่มาตั้งแต่วันแรก ๆ เหมือนชาวบ้านใกล้คนอื่น ๆ 

แล้วเธอก็อดไม่ได้ที่จะเฝ้าดูศูนย์การค้าแห่งนี้ ผ่านทั้งสายตาผู้บริหารพื้นที่ศูนย์การค้ามืออาชีพ และผู้บริโภคที่ต้องการแหล่งแฮงก์เอาต์ดี ๆ ในวันหยุด

จากประสบการณ์การบริหารพื้นที่ในศูนย์การค้ากลางเมืองมา 8 ปี เธอตั้งข้อสังเกตว่า เมกาบางนามีแบรนด์อินเตอร์อย่าง IKEA มาเปิด เป็นแหล่งดึงดูดคนจากใจกลางเมืองให้มาช้อป แต่ร้านอื่น ๆ ในศูนย์กลับไม่ค่อยดึงดูดใจคนเมือง

และในฐานะชาวบางนา เธอตั้งข้อสังเกตว่า ครอบครัวของเธอและเพื่อนบ้านในย่านนี้ต้องขับรถเข้าเมืองเพื่อทำกิจกรรม จับจ่ายสินค้า หรือกินข้าวในร้านดัง เพราะไม่มีศูนย์การค้าที่ตอบโจทย์อยู่ใกล้บ้าน

พอได้โอกาสเข้ามาทำงานที่เมกาบางนา คุณดิวจึงเอาอินไซต์ที่สะสมไว้มาสร้างจุดแข็งให้ศูนย์การค้าใกล้บ้าน

“ไม่ว่าใครจะมา ก็จะรู้สึกว่าที่นี่เป็นที่ของตัวเอง” คุณดิวสรุปความตั้งใจตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ไว้ในหนึ่งประโยค

 10 ปีผ่านมา เราจึงได้เห็นเมกาบางนา โดดเด่นกว่าห้างชานเมืองอื่น ๆ ในหลายเรื่อง 

ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งโซนและออกแบบส่วนผสมของร้านค้าให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย เช่น ฝั่ง Big C มีตลาดนัด มีธนาคาร คนที่มาเดินแล้วใส่ขาสั้นลากแตะสบาย ๆ มาแล้วไม่รู้สึกอึดอัด มีที่จอดรถอยู่ใกล้ ๆ มาซื้อของ ทำธุระแบบใช้เวลาน้อย ๆ ได้ 

การมีช็อปของแบรนด์หรูต่าง ๆ ที่ห้างในกรุงเทพฯ บางห้างยังไม่มี

และแม้ว่าจะอยู่ชานเมือง แต่ที่นี่ก็เต็มไปด้วยร้านดังเหมือนกับที่มีในใจกลางเมือง ไม่ว่าจะเป็นทองสมิทธ์, Coffee Academic, Nice To Meet You, Saemaeul, Sushiro, Carnival, Marimekko, ชงเจริญ, Terra เป็นต้น

“แล้วยอดขายในสาขาเมกาบางนาของร้านดังเหล่านี้ก็ติด 1 ใน 5 ของร้านที่ขายดีเสมอ” คุณดิวเล่าอย่างภาคภูมิใจ

แม้จะเป็นวันที่ไม่ต้องการซื้ออะไร หรือไม่ต้องการกินอะไร เมกาบางนาก็มีโซนเอาไว้ให้นั่งเล่น เดินเล่น พร้อมกันทั้งครอบครัวและสัตว์เลี้ยงได้อีก

“เราทำห้างสำหรับชาวบางนาทุกคน คนแถวนี้ต้องชอบที่นี่ ถ้าอยู่บางนาแล้วไม่ได้เดินที่นี่ก็ไม่ใช่คนบางนาแล้ว” คุณดิวยืนยันด้วยเกียรติความเป็นคนบางนา

พลินี คงชาญศิริ แฟนตัวยง ลูกค้าประจำ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Mega Bangna

กรีดเลือดมาเป็นเมกาบางนา

คุณดิวยอมรับว่าที่เธอย้ายมาทำงานที่นี่เพราะใกล้บ้าน แล้วก็ใช้ความเป็นตัวเอง ความเห็นจากลูก เพื่อนลูก และเพื่อนร่วมงาน มาเป็นข้อมูลเสริมจากการสำรวจความต้องการของลูกค้า ในการเลือกร้านต่าง ๆ เข้ามาอยู่ในศูนย์การค้าแบบไม่เกี่ยงว่าต้องแยกเรื่องงานออกจากเรื่องส่วนตัว

ผู้บริหารหญิงที่มีลูกสาว 2 คนและดูอารมณ์ดีตลอดเวลาคนนี้บอกเราแบบแทบไม่หยุดคิดว่า “ไม่เคยมีแนวคิด Work-life Balance มีแต่แนวคิดให้งานกับชีวิตมันเดินไปพร้อม ๆ กัน”

‘เมกาบางนายังขาดอะไรอีกไหม บอกได้นะ’ ‘ไปร้านนี้หรือยัง เปิดแล้วนะ ’ เป็นบทสนทนาที่คุณดิวมักใช้ชวนพ่อแม่ ผู้ปกครองคนอื่นคุยเวลาไปรอลูกทำกิจกรรมต่าง ๆ 

“คนอื่นเขาคงคิดว่ากรีดเลือดมาเป็นเมกาบางนาแน่ ๆ ”คุณดิวบอกพร้อมหัวเราะร่วน

ความมีเมกาบางนาเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจ คุณดิวจึงบริหารที่นี่ทั้งในฐานะแฟนตัวยง ลูกค้าประจำ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

คุณดิวเล่าว่า “ลูกสาว 2 คนเติบโตที่นี่ หลังเลิกเรียนมาทำการบ้านที่นี่ แล้วก็กลับบ้านด้วยกัน วันเสาร์อาทิตย์ก็พาลูกมาเล่นที่นี่ เราก็ได้ดูว่ามีอะไรที่ขาดตกบกพร่องอีก”

Mega Harbor Land น้ำพุกลางแจ้ง สวนสาธารณะที่พาสัตว์เลี้ยงมาเดินได้ ร้านหนังสือที่กำลังจะเปิด และร้านอาหารอีกหลายร้านก็เกิดจากความเห็นของถิงถิง และ ผิงอัน สองสาวพี่น้องที่มีเมกาบางนาเป็นห้างที่ดีที่สุดในโลก

การบริหาร ‘ศูนย์การค้าเมกาบางนา’ ให้เป็นความภูมิใจของชาวบางนา โดย พลินี คงชาญศิริ CEO ที่เป็นทั้งแฟนตัวยงและลูกค้าประจำ

บริษัทดี เราก็ดี

แต่ความรักแบบหมดจิตหมดใจของผู้นำก็ไม่อาจทำให้องค์กรขับเคลื่อนได้ การบริหารทีมงานให้มีทัศนคติความเป็นเจ้าของร่วมกันจึงเป็นเรื่องที่ต้องทุ่มเทสร้าง

ตลอดเวลาที่คุณดิวและทีมงานพาทีม The Cloud เดินชมศูนย์การค้า เราได้เห็นทีมงานซึ่งเป็นฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ถ่ายรูปจุดที่น้ำสาด(ตอนนั้นฝนตก) ชวนกันเดินไปดูจุดที่เคยมีน้ำสาด

พอถามถึงเรื่องนี้ คุณดิวบอกว่า “เราพูดกันเสมอว่าให้คิดเสียว่าที่นี่เป็นบ้าน เดินไปที่ไหนเจอขยะก็หยิบทิ้ง เจออะไรไม่เรียบร้อยก็แจ้งให้คนมาดู เรียกแม่บ้าน ถ่ายรูปส่งในไลน์ ช่วยกันทำงาน ช่วยกันดู มันไม่ใช่แผนกใดแผนกหนึ่ง ให้คิดเหมือนว่าคุณเป็นเจ้าของที่นี่”

การจะทำให้ทุกคนรู้สึกอย่างนี้ ผู้บริหารต้องจริงจังในการสร้างการมีส่วนร่วม และสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานกล้าที่จะรู้สึกเป็นเจ้าของ

เมกาบางนามีวิธีการน่ารัก ๆ โดยให้ทุกคน ทุกแผนก มาประชุมร่วมกัน แล้วให้แต่ละฝ่ายเล่าว่าในเดือนที่ผ่านมาทำอะไรไปบ้าง 

ทุกคนในบริษัทจะได้รู้รายละเอียดถึงขนาดว่า เดือนนี้ช่างเปลี่ยนหลอดไฟไปกี่หลอด เปลี่ยนท่อไปกี่อัน มีร้านไหนเข้าใหม่ ร้านไหนออกไปบ้าง เพราะมีเป้าหมายที่ทั้งบริษัทตกลงร่วมกันตั้งแต่ต้นปีว่าจะช่วยกันขับเคลื่อน และประชุมนี้ก็เป็นวาระที่จะมาติดตามผลร่วมกัน

“เป็นประชุมที่สนุกมาก เวลาใครทำอะไรดี ได้ยอดดี หรือแก้ปัญหาอะไรได้ เราก็จะปรบมือ ส่งเสียงเชียร์กัน เหมือนดูคอนเสิร์ต ถ้าเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องไปใช้เวลาประชุมเยอะ มันเครียด” คุณดิวเล่า

ทีมงานที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ก็บอกด้วยว่าชอบประชุมนี้มากเช่นกัน “รู้สึกว่าผู้บริหารรับรู้สิ่งที่เราทำ เพราะ CEO มานั่งฟังและสนุกกับเราทุกเดือน”

คุณดิวเล่าอีกว่าในการประชุมประจำเดือน เธอจะเปิดทุกอย่างให้พนักงานทั้งบริษัทดู แม้กระทั่งกำไร ขาดทุน เดือนไหนดี เดือนไหนติดลบ เพื่อให้ทุกคนรับรู้สถานการณ์ไปพร้อม ๆ กัน ให้สมกับเหมือนเป็นกิจการของตัวเอง

เธอบอกว่า “วันที่ลำบากก็ให้เขาเห็นว่าลำบากไปด้วยกัน เจ็บก็เจ็บไปด้วยกัน ดีก็ดีไปด้วยกัน”

บริหารแบบวิน-วิน

เราเชื่อว่าอินไซต์ที่แม่นยำและการบริหารผ่านความรู้สึกเป็นเจ้าของนี้ เป็นปัจจัยต้น ๆ ซึ่งทำให้ที่นี่มีอัตราการเช่าอยู่ที่ 99% เสมอ 

คุณดิวเล่าว่า “การทำห้างที่มีพื้นที่น้อยมาก่อนทำให้เป็นคนเลือกมาก และต้องเน้นเลือกร้านที่ทั้งเราและเขาจะประสบความสำเร็จไปพร้อม ๆ กันได้”

คุณดิวยกตัวอย่างกรณีร้านชานมไข่มุกว่า เมื่อตอนชานมไข่มุกเป็นกระแส เธอให้ทีมไปเชื้อเชิญร้านต่าง ๆ ให้มาเปิดร้าน จัดเขาให้อยู่ในพื้นที่ที่คนผ่านเยอะ และมีสัญญาสั้น ๆ ประมาณ 1 ปี เพื่อไม่ให้เป็นภาระผูกพันกันทั้งศูนย์การค้าและผู้เช่า

คนที่มาเดินห้างได้ซื้อชานมไข่มุกเจ้าดังแบบไม่ต้องเข้าเมือง ส่วนร้านชานมไข่มุกก็ได้ยอดขายในช่วงที่เป็นกระแสแบบไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเช่าที่มากนัก

“เมื่อเขาขายดี เราก็ดีไปด้วย” คุณดิวบอกพร้อมรอยยิ้ม

เมกาบางนาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเมกาซิตี้ ซึ่งมี SF Development Company Limited เป็นเจ้าของโครงการ 

ปัจจุบัน เมกาบางนามีผู้ร่วมทุนอยู่ 2 บริษัท คือ บริษัท อิคาโน่ รีเทล เอเชีย จำกัด และ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)

แม้เซ็นทรัลพัฒนาจะเป็นเจ้าแห่งการทำศูนย์การค้าอันดับต้น ๆ ในประเทศไทย ส่วนอิคาโน่ก็เป็นเจ้าของ IKEA ที่มีสาขาอยู่ทั่วโลก แต่คุณดิวก็ได้รับอิสระในการบริหารเมกาบางนาอย่างเต็มที่

“ปัจจัยหลักน่าจะเป็นเพราะมันเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว เรามีคนมาเดินเยอะ มีร้านมาเช่าตลอดเวลา ร้านค้าขายของได้ดี ทำให้บอร์ดบริหารไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงมาก

“ต้องขอบคุณทุกฝ่ายที่ไว้ใจด้วย เพราะมันทำให้เราทำที่นี่ให้เป็นที่ของทุกคนได้อย่างที่ตั้งใจ แล้วก็หวังว่าจะทำให้พนักงานทุกคนมีความสุข” คุณดิวย้ำความตั้งใจ

การบริหาร ‘ศูนย์การค้าเมกาบางนา’ ให้เป็นความภูมิใจของชาวบางนา โดย พลินี คงชาญศิริ CEO ที่เป็นทั้งแฟนตัวยงและลูกค้าประจำ

CEO แบบ DIY

พื้นที่ขนาด 400 ไร่นี้บริหารด้วยพนักงานเพียง 120 คน ไม่มีห้องทำงานส่วนตัว ไม่มีคอกกั้น พนักงานทุกคนรวมทั้งผู้บริหารจึงใกล้ชิดกันมาก

คุณดิวผู้เคยเป็นพนักงานมาก่อน จึงเป็นผู้บริหารที่มีความกันเองสูงมาก มีกิจกรรมร่วมกันเยอะ และหมั่นสร้างตำนานร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ 

“ไม่มีอะไรหรอก ก็เป็นพี่ ๆ น้อง ๆ กัน” คุณดิวขอตัดบทเอาไว้ตรงนี้ 

แล้วบอกต่อว่า “เราเป็นกันเองเพราะรู้สึกว่าพวกเขาไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงาน เรียกว่าเป็นเพื่อนก็ยังน้อยไปนะ เราว่าพวกเขาเป็นครอบครัวด้วยซ้ำ”

การบริหารองค์กรขนาดใหญ่ด้วยทัศนคติเป็นกันเองแบบนี้ สะท้อนออกมาจากบุคลิกความเป็นผู้บริหารหญิงที่เห็นคุณค่าของทุกคนรอบตัว

แม้คุณดิวจะบอกว่าใช้ชีวิตและทำงานไปพร้อม ๆ กัน แต่เธอก็ยอมรับว่าการมีระบบสนับสนุนที่ดีจากเพื่อนและครอบครัว เป็นปัจจัยสำคัญมากที่ช่วยให้ทุกอย่างผ่านไปได้อย่างราบรื่น

เราถามว่าเธอรักษาสมดุลของมิตรภาพกับการงานเอาไว้ได้ยังไง 

คุณดิวบอกว่า “การรักษาคนดี ๆ เหล่านี้ไว้รอบตัว คือการเห็นคุณค่าในสิ่งที่เขาทำให้เรา แล้ววันหนึ่งที่เขาต้องการความช่วยเหลือ เราก็ต้องมีน้ำใจกับเขาเหมือนที่เขามีน้ำใจกับเรา” 

 และอีกปัจจัยคือความใจดีกับตัวเอง 

“วันที่ต้องขึ้นมาเป็น CEO รู้สึกกังวล แต่ก็ตั้งใจว่าได้รับมอบหมายอะไรมา เราจะทำให้มันให้โคตรดีที่สุด แล้วระหว่างทำก็ตบบ่าตัวเองตลอดเวลา

“คำชมของคนอื่นไม่สำคัญเท่าที่เรามองตัวเองนะ ถามตัวเองว่าวันนี้เราทำหน้าที่นี้อย่างดีที่สุดหรือยัง เราทำดีกว่าเมื่อวานไหม ดีกว่าปีที่แล้วหรือเปล่า เปรียบเทียบตัวเราเอง มองตัวเองแล้วก็บอกตัวเองว่า เก่งว่ะ ชมตัวเองก็ได้” คุณดิวบอกพร้อมเสียงหัวเราะ

มีอะไรที่อยากฝากไว้ทิ้งท้ายไหม

“จงทำงานอย่างมีความสุขเถอะ สุขและสนุกนำ แล้วมันจะดี” 

การบริหาร ‘ศูนย์การค้าเมกาบางนา’ ให้เป็นความภูมิใจของชาวบางนา โดย พลินี คงชาญศิริ CEO ที่เป็นทั้งแฟนตัวยงและลูกค้าประจำ

Questions answered

by Chief Executive Officer of Megabangna

1. เพลงประจำตัวเวลาไปปาร์ตี้

เจ้าตาก ของคาราบาว (ร้องพร้อมชูมือรูปเขาควาย) “ยุทธศาสตร์ยิ่งใหญ่ ความตั้งใจเด็ดเดี่ยว” 

2. เชื่อเรื่องดวงไหม

ไม่เชื่อ เพราะเคยเชื่อแล้วไม่แม่น

3. เรื่องที่ลูกน้องมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรา

คิดว่าเป็นคนเครียด แล้วก็เป็นทางการ 

4. เรื่องที่ลูกสาวมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรา

ชอบคิดว่าแม่บ่น จริง ๆ แค่เล่าให้ฟัง พูดเฉย ๆ ไม่ได้บ่น

5. โซนที่ชอบที่สุดเวลาไปห้าง

ร้านหนังสือ

6. หลุมหลบภัยในออฟฟิศ

ห้องประชุมเล็ก ๆ ที่ทุกคนจะรู้ว่าถ้าอยู่ในนี้ห้ามเรียก 

7. อาหารจานเด็ดที่ทำเอง

แพนเค้ก

8. คำถามที่ใช้ถามพนักงานใหม่

วันหยุดทำอะไร ถ้าเจอคนที่ไม่ชอบเดินห้างก็จบกัน

9. วันหยุดจะเจอคุณได้ที่ไหน

บ้านแม่

10. อยากชวนใครมาเดินที่เมกาบางนามากที่สุด

พ่อ อยากให้เขาได้อยู่เห็นว่าวันนี้เราได้ทำงานที่รัก ได้เห็นเราออกทีวี เขาน่าจะชอบอะไรแบบนี้มาก

Writer

Avatar

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

Photographer

Avatar

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load