วันแรกในแคนาดา

Cardston, Alberta Canada

เริ่มวันใหม่ที่คาร์ดสตัน (Cardston) เมืองเล็กๆ ใกล้ชายแดนฝั่งแคนาดา เช้านี้หมดสภาพทั้งคู่ค่ะ นอนเหยียดยาวลุกไม่ขึ้นจนเกือบเที่ยง ตอนแรกเรายังไม่มีแผนเดินทางไปไหนต่อ เพราะยังเหลือเวลาอีกอย่างน้อย 4 วัน ก่อนจะถึงวันนัดเจอเพื่อนร่วมทางขึ้นอะแลสกาอีก 2 คน จนกระทั่งช่วงบ่ายก็ได้ไอเดียว่า จะขี่รถไปกางเต็นท์นอนชมนกชมไม้ที่อุทยานแห่งชาติทะเลสาบวอเตอร์ตัน (Waterton Lakes National Park) กันสักคืนสองคืน

ตัวอุทยานอยู่ห่างจากเมืองที่เราอยู่แค่ประมาณ 40 กิโลเมตร เราสองคนก็เลยชวนกันไปซื้อวัตถุดิบสำหรับทำอาหาร รวมทั้งผลไม้สดและของกินเล่นจนเพลิน กว่าจะออกเดินทางก็เกือบ 4 โมงเย็นเข้าไปแล้ว

ถนน

หลังออกจากเขตเมืองมาสู่ทางหลวง ก็เจอทุ่งหญ้าโล่งกว้างที่สวยชวนมองแบบนี้ค่ะ แต่กลับเป็นความสวยที่มาพร้อมความลำบากตามเคย เพราะหลังจากออกมาได้ไม่ถึง 10 นาที ก็เริ่มมีลมตีเข้ามาด้านข้างอย่างรุนแรงจนล้อรถเกาะถนนแทบไม่ไหว ทำให้มอเตอร์ไซค์มีอาการเป๋ออกข้างตลอดเวลา ปกติทั้งรถและคนก็หนักมากอยู่แล้ว วันนี้มีน้ำหนักของกินสำหรับ 2 คน 3 วันเพิ่มเข้ามาอีก เรียกได้ว่าการเห็นแก่กินนำมาซึ่งความลำบากโดยแท้

ทุ่งหญ้า

เราสองคนขี่รถแบบทุลักทุเลไปตลอดทาง บางช่วงลมแรงมากจนต้องชิดเส้นขาวริมถนน และวิ่งด้วยความเร็วแค่ประมาณ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เวลามีรถยนต์มาต่อท้าย ก็ต้องคอยทำสัญญาณให้รถยนต์แซงขึ้นหน้าไป ถ้าเป็นรถบรรทุกขนาดใหญ่ก็ถึงกับต้องชะลอจอด เพราะไม่งั้นอาจโดนลมพัดตกถนนเอาง่ายๆ

ที่คิดกันเอาไว้ดิบดีก่อนออกมาว่าจะได้ขี่รถสบายๆ ครึ่งชั่วโมงแล้วไปกางเต็นท์นอนเล่น

ก็เป็นอันต้องล้มเลิกไป เหลือแค่นั่งภาวนาให้ทั้งคนทั้งรถถึงที่หมายอย่างปลอดภัยเป็นพอ

ภูเขา

อุทยานแห่งชาติทะเลสาบวอเตอร์ตัน

Waterton Lakes National Park, Canada

1 ชั่วโมงกว่าหลังจากนั้น เราก็เอาชีวิตรอดมาถึงทางเข้าจนได้ค่ะ อุทยานแห่งชาติทะเลสาบวอเตอร์ตัน (Waterton Lakes National Park) ของแคนาดาแห่งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานสันติภาพนานาชาติวอเตอร์ตัน เกลเชอร์ (Waterton Glacier International Peace Park) ที่เรียกว่าอุทยานนานาชาติ ก็เพราะในบริเวณเดียวกันนั้นมีอุทยานแห่งชาติเกลเชอร์ (Glacier National Park) ซึ่งเป็นอุทยานฝั่งอเมริการวมอยู่ด้วย

หลังจ่ายค่าธรรมเนียมการเข้าอุทยานและขี่รถเข้ามาด้านในแล้ว เราสังเกตเห็นป้ายเตือนนักท่องเที่ยวเป็นระยะ โดยเฉพาะป้ายจำกัดความเร็วของรถและป้ายห้ามทิ้งขยะเกลื่อนกลาด เนื่องจากในอุทยานมีสัตว์หลายชนิดอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ตั้งแต่นกสวยๆ ไปจนถึงหมีตัวใหญ่ ที่วันดีคืนดีอาจโผล่ออกมาให้เห็นข้างถนนหรือออกมาเดินหาอาหารในอุทยาน ป้ายเตือนเหล่านี้จึงมีไว้เพื่อความปลอดภัยของทั้งคนและสัตว์ในอุทยานค่ะ

 

อุทยานแห่งชาติ

ป้ายในเมืองท่องเที่ยวของแคนาดามักจะมี 2 ภาษา เพราะบางส่วนของแคนาดาใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาหลัก

ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว

ก่อนเข้าพักในอุทยาน ต้องติดต่อศูนย์บริการนักท่องเที่ยวค่ะ แน่นอนว่าการมากับคริสเตียนที่หายใจเข้าออกเป็นการผจญภัย ทำให้เราตัดความคิดที่จะไปนอนโรงแรมของอุทยานออกไปตั้งแต่แรกโดยไม่ต้องถาม

มาถึงนี่แล้วต้องใกล้ชิดธรรมชาติ ต้องนั่งผิงไฟนอนดูดาวท้าลมหนาวให้สมใจ” (ท่อนสุดท้ายนี่เราเติมเองแหละ) เพราะฉะนั้น จากตัวเลือกมากมายที่ทางอุทยานมีให้ ก็เหลือที่พักแค่ 2 จุดที่น่าจะตอบโจทย์คือ แคมป์กราวด์เบลลี ริเวอร์ (Belly River) ค่าธรรมเนียมคืนละประมาณ 400 บาท เป็นแคมป์กราวด์แบบไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ แม้แต่ห้องน้ำ เหมาะกับคนที่อยากตัดขาดกับโลกภายนอกแบบสิ้นเชิง จุดที่สองคือ เครนเดล เมาน์เทน (Crandell Mountain) ค่าธรรมเนียมคืนละประมาณ 570 บาท จุดนี้มีน้ำดื่ม ห้องน้ำ เตาสำหรับก่อไฟให้บริการ แต่ไม่มีห้องอาบน้ำและไฟฟ้า งานนี้เราสองคนก็เลยพบกันคนละครึ่งทางที่ตัวเลือกที่สอง

คริสเตียนได้นอนเต็นท์ชมดาวอย่างที่ฝัน ส่วนเราก็มีห้องน้ำใช้เป็นที่เป็นทางเพื่อความอุ่นใจ

แคมป์

จุดตั้งแคมป์

Crandell Mountain Campground

จุดตั้งแคมป์เครนเดล เมาน์เทน อยู่ในพื้นที่ของป่าดิบเขา (Montane forest) ซึ่งมีพืชพันธุ์ทยอยผลัดใบเขียวตลอดปี ภายในแคมป์มีจุดตั้งเต็นท์หรือจอดรถบ้านทั้งหมด 129 จุด แต่ละจุดแบ่งเป็นสัดส่วนด้วยพุ่มไม้เล็กๆ มีความเป็นส่วนตัวพอสมควร ทุกจุดมีโต๊ะยาว 1 ตัว เตาก่อไฟ และตู้สำหรับเก็บอาหารทุกประเภท

ตู้เก็บอาหารที่ว่า ไม่ใช่ตู้สี่เหลี่ยมธรรมดา แต่ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้หมีเปิดหรือทำลายได้ นอกจากใช้วัสดุที่แข็งแรงและสามารถเก็บกลิ่นอาหารได้แล้ว การเปิด-ปิดตู้ก็ต้องใช้วิธีหงายมือ แล้วเอานิ้วสอดเข้าไปในช่องแคบๆ และดึงเข้าหาตัวเพื่อเปิดล็อกฝาตู้

ตู้

ภาพ: Forest Service Northern Region [Public domain] จาก Wikimedia Commons

นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นตู้แบบนี้ค่ะ หลังจากนั้นมาก็สังเกตเห็นว่าถังขยะในอุทยานทั้งหมด รวมถึงถังขยะส่วนใหญ่ที่วางอยู่ข้างถนนบนทางหลวงจากแคนาดาไปจนถึงบางส่วนของรัฐอะแลสกา ก็มีหน้าตาและวิธีการเปิดปิดคล้ายๆ กัน ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันสัตว์ป่าที่อาจจะตามกลิ่นอาหารออกมาและคุ้ยเขี่ยเศษขยะในถัง

ผลที่ตามมาคือสัตว์จะเกิดความเคยชินกับกลิ่นคน ทำให้เวลาเดินมาเจอกันโดยบังเอิญในป่า แทนที่ทั้งคนทั้งหมีจะเดินหนีกันไปคนละทาง ก็กลายเป็นหมีเดินเข้ามาหาเราได้โดยไม่รู้สึกกลัว

การตั้งแคมป์ในอุทยานวอเตอร์ตัน มีกฎข้อปฏิบัติที่นักท่องเที่ยวจะต้องทำตามอย่างเคร่งครัด เช่น ห้ามวางอาหารไว้เกลื่อนกลาด ห้ามเก็บอาหารเอาไว้ในเต็นท์ เศษอาหารรวมถึงน้ำซุปที่ไม่กินแล้วต้องนำไปทิ้งในถังขยะเฉพาะที่ทางอุทยานเตรียมไว้ให้ ภาชนะใส่อาหารทั้งหมดต้องทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อนเก็บเข้าที่ ฯลฯ ถ้านักท่องเที่ยวไม่ปฏิบัติตามกฎเหล่านี้ และเป็นต้นเหตุให้สัตว์ออกมารื้อเต็นท์ ทำลายข้าวของ หรือทำร้ายคน ก็อาจจะต้องชำระค่าปรับและรับผิดชอบค่าเสียหายให้กับทางอุทยานอีกด้วย

 

อาหาร

หลังกางเต็นท์เสร็จเรียบร้อย เราสองคนลงมือทำอาหารง่ายๆ กินกัน แล้วแยกย้ายไปหามุมนั่งอ่านหนังสือ (ขอบคุณความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยนี้ ไม่อยากจะคิดเลยว่าทริปนี้จะผ่านไปได้ยังไง ถ้าเราต้องขนหนังสือที่อยากอ่านทุกเล่มติดตัวมาด้วย)

ตกค่ำก็พยายามจะออกมานั่งดูดาวกับเขาเหมือนกันค่ะ แต่ฟ้าฝนไม่เป็นใจกับเรา นั่งดูไปหนาวจนสั่นสะท้าน สุดท้ายก็เลยถอดใจและถอยทัพเข้าไปนอนอ่านหนังสือต่อในเต็นท์จนหลับไปแทน

กระโจม

ค้างคืนในกระโจมอินเดียนแดง

คืนแรกผ่านไปอย่างเชื่องช้าเพราะเรานอนแทบไม่หลับเลย เสียงลมลู่ต้นไม้ เสียงกระรอก เสียงกวางที่มาพร้อมเงาวอบแวบผ่านหน้าเต็นท์ เรานอนเงี่ยหูฟังและพยายามจินตนาการว่าเสียงหมีเดินควรจะเป็นยังไง ถ้าหมีแหวกเต็นท์เข้ามาเราจะวิ่งออกไปทางไหน แล้วต้องปลุกคริสเตียนหรือเปล่า ฯลฯ กว่าจะหลับได้ก็เกือบเช้า ส่วนคริสเตียนนี่หัวถึงหมอนปุ๊บหลับปั๊บ ก่อนนอนก็ไม่ลืมจะหันมาย้ำกับเราอีกว่า

“ถ้าหมีมา ยูฉีกเต็นท์วิ่งเลยนะ อย่ามัวหยิบของอยู่ล่ะ”

แหม เดี๋ยวก็ไม่ปลุกซะเลยนี่

พอฟ้าเริ่มสว่าง เราก็ล้มเลิกความคิดอยากจะนอนต่อ และลุกออกไปเดินเล่นรอบแคมป์แทน ภายในแคมป์เครนเดล นอกจากจะมีจุดกางเต็นท์แล้วยังมีบางส่วนเป็นกระโจมอินเดียนแดงให้เช่านอนได้ด้วยค่ะ คืนแรกที่เราไปถึง กระโจมพวกนี้มีคนเช่าเต็มหมดแล้ว แต่เช้าวันนี้ดูเหมือนนักท่องเที่ยวที่พักในกระโจมทยอยเก็บของกัน ช่วงสายๆ เราเลยเข้าไปติดต่อที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เพื่อขอเช่ากระโจมอินเดียนแดง 1 หลัง จำได้แม่นว่าค่าเช่ากระโจมคืนละ 55 เหรียญดอลลาร์แคนาดา หรือประมาณ 1,500 บาท ราคานี้เอาไปเปิดห้องเล็กๆ ในโรงแรมนอนก็น่าจะไหว แต่พอหันไปเห็นเด็กชายคริสเตียนที่ยืนมองภาพกระโจมด้วยตาเป็นประกาย ก็เป็นอันว่าหมดข้อสงสัยค่ะ

กระโจม

กระโจมอินเดียนแดงหรือทีพี (Teepee, Teepi, Tipi)

เดิมทีชาวพื้นเมืองใช้หนังสัตว์เย็บต่อกันเป็นแผ่นแล้วเอามาคลุมรอบโครงไม้ โดยเว้นส่วนยอดไว้ให้มีช่องเปิด-ปิดได้เวลาก่อไฟด้านใน ส่วนทีพีในอุทยานใช้วัสดุคล้ายผ้าใบที่มีน้ำหนักเยอะและกันน้ำได้มาทับกันสองชั้น ชั้นนอกเป็นผ้าใบผืนใหญ่ที่คลุมตั้งแต่ช่วงเกือบปลายยอดของโครงไม้ยาวลงมาจรดพื้น ชั้นในเป็นผ้าใบขนาดสั้นกว่าเพื่อคลุมเพียงแค่ครึ่งล่างของกระโจม และใช้วิธีพับส่วนที่เหลือเข้าด้านในเพื่อป้องกันลม ฝน และสัตว์เล็กๆ

ทางเข้าออกของกระโจมตัดไว้เป็นช่อง และใช้ผ้าใบด้านนอกมาคลุมปิด ส่วนของผ้าที่ทำหน้าที่คล้ายประตู มีท่อนไม้สอดอยู่ในตะเข็บผ้าด้านล่าง น้ำหนักของไม้จะช่วยถ่วงให้แผ่นผ้าเปิดปิดได้ตามที่เราต้องการ

จากที่มองด้วยสายตา เราคิดว่ากระโจมแบบนี้ไม่น่าจะมีพื้นที่เยอะ แต่พอได้เข้าไปยืนด้านในด้วยตัวเอง ก็พอจะเข้าใจว่า ทำไมชาวพื้นเมืองทั้งครอบครัวถึงใช้ชีวิตในกระโจมหนึ่งหลังได้ เพราะแม้แต่กระโจมจำลองของอุทยานที่เราเช่า ก็กว้างพอให้คน 5 – 6 คนเข้าไปนั่งเป็นวงกลมได้โดยไม่เบียดกัน

ตอนแรกเรากับคริสเตียนจะเก็บเต็นท์แล้วก็ย้ายถุงนอนเข้าไปในกระโจม แต่พอเห็นว่ายอดกระโจมเปิดโล่ง เลยเปลี่ยนใจยกเต็นท์เข้าไปกางในกระโจมแทน อย่างน้อยถ้าฝนตกตอนกลางคืน ก็มีเต็นท์ช่วยกันน้ำที่หยดลงตรงกลางได้

กระโจม

The Town of Waterton

ย้ายของเข้ากระโจมเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็ชวนกันออกไปเดินเล่นในเมืองวอเตอร์ตัน ซึ่งตั้งอยู่ในอุทยานเหมือนกันค่ะ ในเมืองมีทั้งโรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก หรือแม้แต่ซูเปอร์มาร์เก็ต

รถม้า

รถม้าเที่ยวชมรอบเมือง

กวาง กวาง

รอบอุทยานมีกวางยืนกินหญ้าตามมุมนู้นมุมนี้ของเมือง คริสเตียนเดินผ่านกวางไปเฉยๆ แบบไม่ได้สนใจอะไรมาก เพราะตอนเด็กๆ บ้านเขาอยู่ติดชายเขาแบบนี้ เลยมีกวางออกมากินหญ้าที่สนามหน้าบ้านบ่อย ส่วนเรานี่ตื่นเต้นมาก เดินได้ก้าวสองก้าวก็ต้องหยุดมอง ทั้งที่ตอนนั้นต้องประหยัดแบตกล้องเพราะไม่มีไฟฟ้าใช้ เราก็ยังควักกล้องถ่ายรูปออกมากดชัดเตอร์ซ้ำแล้วซ้ำอีก

ทะเลสาบ

จุดที่ประทับใจที่สุดของการเดินเล่นในเมืองวันนี้ คงจะเป็นตอนที่เราเดินมาเจอป้ายที่เขียนเกร็ดเล็กๆ เกี่ยวกับเมืองวอเตอร์ตันป้ายนี้ โดยเฉพาะข้อ 3 ที่บอกว่า วอเตอร์ตันเป็นจุดที่มีลมแรงที่สุดแห่งหนึ่งของอัลเบอร์ตา ความเร็วลม 100 กม./ชม. เป็นเรื่องปกติ’ โอ้โห ถึงบางอ้อกันเลยค่ะ ตอนหาข้อมูลเกี่ยวกับเมืองนี้ ไม่เห็นจะมีใครพูดถึงเรื่องลมเลย น่าจะเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ขับรถยนต์กันมา หรือถ้าขี่มอเตอร์ไซค์ ก็คงไม่ได้บ้าหอบฟางแบบเราแน่ๆ

ป้าย เก้าอี้

นกตัวนี้กางปีนได้หน่อยนึงก็โดนลมตีกลับ เจ้าหน้าที่แถวนั้นบอกว่าไม่ต้องห่วง เพราะเดี๋ยวลมเบาก็บินออกไปได้เอง

เดินเล่นจนเหนื่อยแล้ว เราสองคนก็กลับไปที่แคมป์ ช่วงค่ำมีกิจกรรมรอบกองไฟที่ทางอุทยานจัดให้ มีการเชิญวิทยากรซึ่งเป็นหลานชายของตระกูลหัวหน้าเผ่าอินเดียนแดงมานั่งเล่าประวัติชีวิตของคุณปู่คุณย่าให้ฟัง ไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะเกรงใจคนอื่นๆ ที่นั่งล้อมฟังอยู่ด้วยกัน ประมาณสี่ทุ่มกว่าทุกคนก็แยกย้ายกันไปนอนค่ะ คืนที่สองเราหลับแบบสบายใจกว่าคืนแรกเพราะแอบไปถามเจ้าหน้าที่เรื่องหมีมา เขาบอกว่ายังไม่เคยมีหมีพังกระโจมมาก่อน เคยแค่พังเต็นท์กับรถยนต์เท่านั้นเอง ได้ยินแบบนั้นเราก็เลยโล่งใจขึ้นมาหน่อย

ก่อนเข้านอนคืนนั้น เราสองคนเอาผลไม้สดและของกินเล่นบางส่วนไปแจกจ่ายเพื่อนๆ ที่พักในแคมป์ เพื่อลดน้ำหนักของกินที่อยู่ในกล่อง เพราะเช้าตรู่ของอีกวัน เราต้องออกเดินทางต่อเพื่อไปรวมตัวกับเพื่อนๆ อีก 2 คนในเมืองถัดไปค่ะ 🙂

มอเตอร์ไซค์

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

ซ้อนมอไซค์ไปขั้วโลก

บันทึกของหญิงสาวผู้ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จากยอดทวีปอเมริกาเหนือจบที่ปลายทวีปอเมริกาใต้

ก่อนหน้าจะมาออกทริปมอเตอร์ไซค์เราดื่มกาแฟไม่เป็นเลยค่ะ เพิ่งจะมาฝึกดื่มเป็นเรื่องเป็นราวก็หลังจากที่เกิดอาการ ‘หงายเงิบ’ เพราะเผลอหลับในระหว่างนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ที่กำลังวิ่งอยู่บนไฮเวย์

ครั้งแรกที่เผลอหลับใน ยังพอปลอบใจตัวเองได้ว่าวันนั้นง่วงมากจริงๆ ไม่เคยเป็นมาก่อนเลย แต่พอมีครั้งที่สองก็ต้องยอมหันไปพึ่งพาพลังของคาเฟอีน เพราะกลัวจะไม่แคล้วคลาดอย่างที่ผ่านมาอีก และด้วยความที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ 2 สัปดาห์แรกของทริปนี้ เมื่อการเดินทางยืดยาวออกไปเป็นปี มารู้ตัวอีกที เราก็กลายเป็นคนติดกาแฟอย่างถอนตัวไม่ขึ้นไปเสียแล้ว

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

แน่นอนว่าคนที่ถูกอกถูกใจกับเรื่องนี้มากที่สุดก็คือคริสเตียน เพื่อนร่วมทางของเราค่ะ เพราะเจ้าตัวดื่มกาแฟเหมือนเป็นอายุวัฒนะ เช้า 2 แก้ว บ่าย 2 แก้ว หลังมื้อค่ำอีก 1 แก้ว แม้แต่ที่มาออกทริปมอเตอร์ไซค์ด้วยกันคราวนี้ก็ยังเสียสละพื้นที่ 1 ส่วน 4 ของกระเป๋า ให้กับอุปกรณ์การทำกาแฟและเมล็ดกาแฟที่พกติดไปไหนๆ เพื่อความอุ่นใจอย่างน้อยหนึ่งถุง

ตอนที่เราสองคนเดินทางมาถึงประเทศกัวเตมาลา เป็นช่วงที่เราเริ่มสนุกกับการชิมกาแฟหลากหลายรสพอดี เมื่อคริสเตียนเอ่ยปากชวนไปทัวร์ไร่กาแฟ เราจึงตกปากรับคำแบบไม่ลังเลยค่ะ

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

-1-

แอนติกัว, ประเทศกัวเตมาลา (Antigua, Guatemala) 

จุดเริ่มต้นของการทัวร์ไร่กาแฟในวันนี้อยู่ที่เมืองซานมิเกล เอสโคบาร์ (San Miguel Escobar) ซึ่งห่างจากเมืองแอนติกัว (Antigua) ที่เราพักอยู่ประมาณ 15 นาทีค่ะ เรากับคริสเตียนเลยถือโอกาสทิ้งมอเตอร์ไซค์ไว้ที่โรงแรม และชวนกันไปเรียกหารถตุ๊กตุ๊กที่จอดเรียงรายอยู่แถวนั้น

“จะไปดูไร่กาแฟเหรอครับ” ยังไม่ทันบอกชื่อสถานที่ปลายทางจบ คุณพี่ตุ๊กตุ๊กก็พยักหน้าให้ขึ้นรถอย่างรวดเร็ว

“มาเลย เดี๋ยวลดราคาให้ อยู่แถวบ้านผมเอง” เสียงเพลงจากลำโพงวิทยุเครื่องเล็กที่ติดอยู่ใกล้ที่นั่งคนขับถูกเร่งให้ดังขึ้น พอเราสองคนขึ้นไปนั่งเรียบร้อยดีแล้ว รถสามล้อขนาดเล็กก็วิ่งฉิวไปบนถนนที่ปูพื้นด้วยก้อนหิน เรายกกล้องขึ้นจะเก็บภาพบรรยากาศรอบๆ แต่ก็หาจังหวะที่มือนิ่งพอแทบไม่ได้เลย

“ดีนะที่คุณใส่หมวก ใส่รองเท้าผ้าใบกันมา ไม่งั้นเดินขึ้นไปดูไร่ไม่ไหวหรอก” คุณพี่คนขับตะโกนคุยแข่งกับเสียงเพลงที่ดังจนแตกพร่า “นู่น อยู่บนเขาลูกนู้น” เจ้าตัวชี้ไปทางภูเขาลูกใหญ่ที่โดดเด่นเห็นชัดแต่ไกล 

เราไปถึงที่จุดนัดในเวลาไม่ถึง 10 นาที แม้จะหัวสั่นหัวคลอนกันตลอดทางแต่ก็ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ

“คุณยืนรอตรงหน้าโบสถ์นี่แหละ เดี๋ยวก็มีคนมารับ มองหาคนที่ใส่เสื้อ De La Gente ไว้นะ” คุณพี่ชี้มือไปที่โบสถ์ใกล้ๆ ฉีกยิ้มกว้างก่อนจะขับรถจากไปพร้อมผิวปากประสานเสียงเพลงจากวิทยุอย่างอารมณ์ดี

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

-2-

กุสตาโว กอนซาเลซ

“สวัสดีครับ ผมชื่อกุสตาโว กอนซาเลซ เป็นเจ้าของไร่กาแฟจากกลุ่มสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟแห่งซานมิเกล เอสโคบาร์ (San Miguel Escobar Cooperative) ครับ” กุสตาโวยื่นมือมาทักทายด้วยท่าทางคล่องแคล่ว วันนี้นอกจากเรากับคริสเตียนแล้ว ก็ยังมีล่ามภาษาอังกฤษของกุสตาโว กับเพื่อนใหม่จากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อีกสองคนที่จะมาเปิดโลกกาแฟด้วยกัน

“ไร่กาแฟของผมอยู่ตรงทางขึ้นภูเขาไฟอากัว (Agua) ใช้เวลาเดินประมาณสี่สิบนาที ถ้าไม่ชินกับระดับความสูงอาจจะเหนื่อยนิดหน่อย ค่อยๆ เดินไปคุยกันไปแบบสบายๆ แล้วกันนะครับ”

กุสตาโวเป็นลูกชายของหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่มสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟแห่งซานมิเกล เอสโคบาร์ เจ้าตัวบอกว่าเดิมทีไม่ได้ตั้งใจจะสานต่อกิจการครอบครัว และหันไปทำอาชีพเพนต์ลายรถประจำทางเป็นงานหลักอยู่ช่วงหนึ่ง จนกระทั่งแต่งงานและได้รับมรดกเป็นที่ดินขนาดหนึ่งไร่จากฝั่งภรรยา จึงตัดสินใจกลับมาปลูกกาแฟอีกครั้ง

“สมัยก่อนแถวนี้มีแต่ไร่กาแฟใหญ่ๆ เป็นของนายทุนไม่กี่เจ้า ชาวบ้านรวมทั้งพ่อผมทำงานเป็นคนงานในไร่ คอยดูแลต้นกาแฟและเก็บผลกาแฟสด พอทำไปนานๆ เลยกลับมาลองปลูกต้นกาแฟในที่ดินของตัวเองดูบ้าง ปรากฏว่าติดดอกออกผลดี แต่เราไม่มีความรู้ความชำนาญในเรื่องการแปรรูปกาแฟเลย ผมจำได้ว่าตอนเด็กๆ ต้องไปช่วยพ่อเก็บผลกาแฟสดใส่กระสอบไปขายให้พ่อค้ารับเหมา ถ้าเหลือก็เอาไปขายที่ตลาด ได้กิโลกรัมละสี่บาทบ้าง หกบาทบ้าง บางทีเก็บได้น้อยเขาก็ไม่รับซื้อ หรือถ้ามันเน่าก่อนจะขายได้ก็ต้องทิ้ง

“ตอนนั้นผมไม่อยากทำเพราะมันเป็นงานที่ทั้งหนักทั้งเหนื่อยแต่ค่าตอบแทนไม่คุ้มเลย”

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

เรา 6 คนเดินเท้าห่างออกมาจากจตุรัสเรื่อยๆ ผ่านย่านตลาดร้านค้า ย่านชุมชนที่อยู่อาศัย บ้านหลายหลังเกาะกลุ่มกันหนาแน่นและค่อยๆ บางตาลงจนเหลือแค่แนวต้นไม้สีเขียวสดทั้งเล็กใหญ่ตลอดริมข้างทาง

“ทางลัดไปไร่ผมอยู่ตรงนี้ครับ”

กุสตาโวชี้ให้ดูทางเดินเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในแนวต้นไม้ข้างทางก่อนจะเลี้ยวนำเข้าไป จากพื้นราบเปลี่ยนเป็นทางลาดชันที่ดูด้วยสายตาแล้วไม่น่าจะเดินลำบากสักเท่าไหร่ แต่ด้วยแสงแดดที่ร้อนแรงและอากาศที่เบาบางลงทำให้ขาเริ่มหนักขึ้นทุกที หันไปมองคนอื่นๆ ก็อยู่ในสภาพเดียวกัน กุสตาโวที่ยังเดิน ‘คุยสบายๆ’ เหมือนจะรู้ใจ เลยเลือกร่มไม้ให้ทุกคนได้หยุดพัก

“บริเวณที่เรายืนกันอยู่ตรงนี้มีภูเขาไฟล้อมรอบเราอยู่ถึงสามลูก ลูกที่เรากำลังเดินขึ้นไปคือภูเขาไฟอากัว (Agua) อีกสองลูกข้างๆ คือภูเขาไฟอาคาเตนังโก (Acatenango) กับภูเขาไฟฟูเอโก (Fuego) ซึ่งเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ปะทุบ่อยและรุนแรงที่สุดในกัวเตมาลา”

จากที่เหนื่อยๆ เรารู้สึกมีแรงเดินขึ้นมาทันที แต่ก็ยังอดถามต่อไม่ได้ว่าแล้วภูเขาไฟอากัวที่อยู่ใกล้เราที่สุดในตอนนั้น ปะทุครั้งล่าสุดเมื่อไหร่

กุสตาโวที่น่าจะยิ้มเป็นครั้งแรกของวันนี้ตอบเราทันทีว่า “ล่าสุดเมื่อเกือบห้าร้อยปีที่แล้วครับ ไม่ได้ปะทุแบบมีลาวา มีแต่โคลนถล่มลงมา ว่ากันว่าไหลเชี่ยวและแรงเหมือนน้ำจนบ้านเมืองเสียหาย คนตายเยอะ เลยได้ชื่อว่าภูเขาไฟ ‘อากัว’ (Agua) ที่แปลว่าน้ำครับ”

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

จากเส้นทางที่แทบจะต้องต่อเดินแถวเรียงหนึ่งมาสู่ทางที่กว้างขึ้น ร้อนขึ้น ส่วนระดับความชันยังคงที่ ระหว่างทางเราเจอชาวบ้านที่ขี่ม้าขึ้นและลงเขาเพื่อขนข้าวของจากไร่ กุสตาโวหยุดแวะทักทายกับหนึ่งในนั้นสักครู่ ก่อนจะเดินยิ้มแป้นกลับมาบอกพวกเราว่า

“เดี่ยวเราเดินไปดูไร่ของเพื่อนผมแทนก็ได้ อยู่ใกล้ๆ นี่เลย จะได้ไม่ต้องเดินขึ้นไปถึงข้างบนนู้น วันนี้แดดแรงมากจริงๆ”

เพื่อนชาวนิวซีแลนด์ที่ตอนนี้โดนแดดเผาจนหน้าแดงก่ำค่อยยิ้มออกบ้าง

 ต้นกาแฟของเพื่อนกุสตาโวในส่วนที่เราไปดูกัน มีอายุประมาณ 4 ปีกว่าแล้วค่ะ สูงพอสมควรเลย เรานึกว่าต้นกาแฟจะมีความสูงไม่มาก แต่กุสตาโวบอกว่ายังสูงได้อีกเยอะและปกติจะต้องคอยตัดยอดอยู่เรื่อยๆ ไม่งั้นจะสูงจนเก็บลูกไม่ได้

“พันธ์ุกาแฟที่เราปลูกในบริเวณนี้ทั้งหมดคือกาแฟอาราบิก้า ผลอ่อนของมันจะเป็นสีเขียว เมื่อสุกเต็มที่จะกลายเป็นสีแดง เราเรียกผลของกาแฟสดว่า เชอรี่กาแฟ (Coffee Cherry)”

เราหันมองรอบๆ ก็เจอแต่ลูกเชอรี่กาแฟอ่อนที่เป็นสีเขียว กุสตาโวเดินหายไปในพุ่มไม้ด้านหลังก่อนจะกลับมาพร้อมกับผลเชอรี่กาแฟสีแดงสดสองสามลูกในมือ

“ถ้ามันสุก เราจะใช้มือบีบให้เมล็ดออกมาได้ง่ายๆ แบบนี้”

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

เราลองรับมาบีบดูบ้าง เมล็ดกาแฟสีเหลืองอ่อนสองเมล็ดหลุดออกมาพร้อมกับเมือกเหนียวๆ กุสตาโวทำท่าให้ลองชิมเนื้อเชอรี่ ทุกคนก็ทำตามอย่างว่าง่าย ผลที่เราชิมเปลือกนอกติดขมนิดหน่อยแต่เนื้อข้างในหวานฉ่ำ

“ลูกเชอรี่ที่ให้กาแฟรสดีที่สุดคือลูกที่สุกเต็มที่ เพราะฉะนั้นเราจะใช้มือเก็บเฉพาะลูกสีแดงสด โดยเลือกเก็บต้นที่มีสีแดงมากกว่าครึ่ง ปล่อยลูกสีเขียวไว้ให้สุกก่อนแล้วค่อยๆ ทยอยกลับมาเก็บจนกว่าจะสุกครบทั้งต้น ใช้เวลาทั้งหมดประมาณสามสี่วัน ไร่ใหญ่หน่อยก็อาจจะถึงสิบวัน ถ้าคนในครอบครัวช่วยกันเก็บไม่ทัน ก็ได้เพื่อนๆ จากสหกรณ์มาช่วยเก็บด้วย ถึงเวลาไร่ของเขาพร้อมเก็บ เราก็กลับไปช่วยเขา ลูกเชอรี่กาแฟที่ได้จะต้องรีบเอากลับไปเริ่มกระบวนการแปรรูปภายในวันเดียวกัน ถ้าปล่อยไว้รสชาติจะไม่ดี”

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

การปลูกกาแฟมีหลายปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง ทั้งระดับความสูงจากน้ำทะเล ระดับอุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ แร่ธาตุจากดิน ปริมาณแสงแดดและน้ำฝนในระหว่างที่รอให้ผลเชอรี่สุก

“ไร่กาแฟกาแฟที่ปลูกอยู่แถบนี้สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณหนึ่งพันสี่ร้อยถึงหนึ่งพันเจ็ดร้อยเมตร อุณหภูมิคงที่ประมาณสิบเก้าถึงยี่สิบสององศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าอากาศค่อนข้างเย็น ผลเชอรี่จึงต้องใช้เวลานานกว่าจะสุก ทำให้มีเวลาที่จะดูดซับแร่ธาตุและสารอาหารจากดินภูเขาไฟได้มากกว่ากาแฟที่ปลูกในสภาพอากาศอบอุ่น รสชาติของกาแฟที่ได้จึงมีความเข้มข้นและซับซ้อนกว่ากาแฟของที่อื่น”

ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวประจำปีของที่นี่จะอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคมค่ะ แล้วแต่ระดับความสูงของแต่ละไร่ ในระหว่างที่รอกาแฟผลิดอกออกผล ชาวบ้านก็นิยมปลูกข้าวโพด พืชตระกูลถั่ว กล้วยและแครอทแทรกระหว่างแปลงไป ไม้ผลขนาดใหญ่หลายต้นบนนั้นก็ถูกปลูกขึ้นเพื่อทำหน้าที่บังแดดให้กับต้นกาแฟด้วยเช่นกัน

“ปัจจัยทางธรรมชาติที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ทำให้กาแฟจากภูมิภาคแอนติกัวมีรสและมีกลิ่นรสเฉพาะตัว จึงเป็นที่ชื่นชอบอันดับต้นๆ ของคนดื่มกาแฟทั่วโลก”

เราทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยกับกุสตาโวอย่างไม่มีข้อแม้

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

เราใช้เวลาอยู่บนไร่ของเพื่อนกุสตาโวประมาณ 2 ชั่วโมงค่ะ ในระหว่างที่คุยเรื่องกาแฟ ก็ยังได้ชิมผลไม้แปลกๆ จากในสวน และได้เห็นนกหลากหลายสายพันธ์ุที่อาศัยอยู่ในไร่ด้วย กุสตาโวน่าจะมีความชื่นชอบนกเป็นพิเศษ เพราะเล่าถึงนกตัวนู้นตัวนี้ได้อย่างละเอียดพอๆ กับเรื่องกาแฟ

หลังทำความรู้จักกับนกในไร่จนคิดว่าน่าจะครบหมดแล้ว เราก็พากันออกไปขอบคุณเจ้าของไร่ที่ใจดีให้ใช้สถานที่และมุ่งหน้าไปที่บ้านของกุสตาโว ซึ่งเราจะได้เห็นกระบวนการแปรรูปกาแฟหลังจากที่ได้ผลเชอรี่กาแฟสดๆ มาจากไร่ ขาเดินลงเขาคราวนี้ใช้เวลาไม่ถึง 20 นาทีค่ะ บ้านของกุสตาโวอยู่ในชุมชนที่เราเดินผ่านกันมาตั้งแต่ตอนแรกนั่นเอง

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

-3-

De la Gente

จากมือเราถึงมือคุณ

ยังจำที่พี่ตุ๊กตุ๊กบอกให้มองหาคนใส่เสื้อที่มีคำว่า De la Gente ได้ไหมคะ พอเรามาถึงบ้านขอกุสตาโวก็เห็นกระสอบที่มีข้อความเดียวกันนี้แขวนอยู่ที่หน้าบ้าน

กุสตาโวเล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปว่า ประมาณ 15 ปีก่อน คุณพ่อกับเพื่อนๆ เกษตรกรชาวไร่กาแฟในหมู่บ้าน รวมตัวกันตั้งกลุ่มสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟแห่งซานมิเกล เอสโคบาร์ (San Miguel Escobar Cooperative) ตอนนั้นทุกคนเอาผลเชอรี่กาแฟมารวมกัน ทำให้ขายได้ปริมาณมากขึ้นและไม่ถูกพ่อค้าคนกลางกดราคาต่ำกว่ามาตรฐานมากเกินไป แต่ก็ยังแปรรูปกาแฟเองไม่ได้ และในระหว่างที่พยายามหาช่องทางและตลาดใหม่ๆ ก็ได้เจอกับนักอาสาพัฒนาชุมชนชาวสหรัฐฯ คนหนึ่ง ที่เข้ามาทำงานในกัวเตมาลาช่วงนั้นพอดี

“เขามาให้ความรู้เรื่องการแปรรูปกาแฟ มาช่วยคิด ช่วยหาวิธี ว่าจะเอาเครื่องมือแบบไหนมาใช้ในแต่ละขั้นตอนด้วยต้นทุนที่ไม่สูงมาก ทุกบ้านที่ปลูกกาแฟจะได้แปรรูปเชอรี่กาแฟเองที่บ้าน ก่อนจะเอามารวมกันที่สหกรณ์”

กุสตาโวชี้ให้เราดูเครื่องมือต่างๆ ที่วางเรียงรายอยู่ในรั้วบ้าน เช่น เครื่องสีเปลือกกาแฟขนาดเล็ก ตะแกรงสำหรับแยกขนาดของเมล็ดกาแฟ ฯลฯ หลายอย่างเห็นชัดว่าเป็นของที่ประยุกต์เอาจากเครื่องใช้ภายในบ้าน

“ลองผิดลองถูกกันอยู่หลายปีจนเริ่มเข้าที่เข้าทาง พอเราแปรรูปกาแฟเองได้สำเร็จ ก็ขายเมล็ดกาแฟดิบ (กาแฟสาร, Green Coffee) ให้กับร้านกาแฟและลูกค้ารายย่อยได้โดยตรง ตอนแรกเรามีสมาชิกสหกรณ์ตั้งต้นแค่เจ็ดคน ถึงตอนนี้มีเพิ่มมารวมแล้วเกือบสามสิบคน ผมก็เป็นหนึ่งในคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ได้ไม่นานครับ” 

เมื่อสหกรณ์เริ่มอยู่ตัว องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร เด ลา เกนเต้ (De la Gente) ก็ถือกำเนิดขึ้นโดยกลุ่มสมาชิกก่อตั้งสหกรณ์ดั้งเดิม เพื่อให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนกลุ่มสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟในภูมิภาคอื่นๆ ของกัวเตมาลาในรูปแบบเดียวกัน กุสตาโวบอกว่าตอนนี้มีสหกรณ์ 5 กลุ่มจากภูมิภาคที่ขึ้นชื่อเรื่องกาแฟในกัวเตมาลาที่มาร่วมงานกับ เด ลา เกนเต้ และมีชาวเกษตรกรเป็นสมาชิกรวมทั้งหมดเกือบ 300 คนแล้ว

“เด ลา เกนเต้ คอยดูแลเรื่องมาตรฐานของกาแฟที่มาจากทุกบ้าน ดูแลเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ที่เท่าเทียมกันอย่างโปร่งใส ช่วยวางแผนด้านการตลาดและเป็นตัวกลางในการสื่อสารระหว่างลูกค้าที่อยู่ต่างประเทศกับสมาชิกในสหกรณ์ นอกจากนี้ก็ยังมีกองทุนสนับสนุนและกองทุนเงินกู้ให้ ถ้าหากมีครอบครัวไหนที่อยากปลูกกาแฟแต่ไม่มีที่ดิน ก็สามารถไปกู้เงินจาก เด ลา เกนเต้ และขอเรียนรู้วิธีการปลูกต้นกาแฟ การแปรรูปกาแฟจากกลุ่มสหกรณ์ได้ด้วยครับ” 

เราเองก็ติดต่อเรื่องการทัวร์ไร่กาแฟผ่าน เด ลา เกนเต้ เหมือนกันค่ะ ตอนแรกเรานึกว่าเป็นชื่อบริษัทนำเที่ยวทั่วไปและมีไกด์นำเที่ยวพาไปดูไร่กาแฟ แต่วันนั้นพอรู้ว่าการมาครั้งนี้ได้มีส่วนในการช่วยสนับสนุนเกษตรกรท้องถิ่นโดยตรงแม้จะเล็กน้อย แต่ก็ทำให้รู้สึกประทับใจและชื่นชมมากกว่าเดิมอีก

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

-4-

ไม่ใช่แค่กาแฟแต่เป็นวิถีชีวิต

บ้านของกุสตาโวมีคุณยาย ภรรยา และลูกชายหนึ่งคน ทุกคนออกมาให้การต้อนรับพวกเราทั้งหมดเป็นอย่างดี แม้แต่ตอนที่กุสตาโวเล่าเรื่องขั้นตอนการแปรรูปกาแฟให้ฟัง ทั้งครอบครัวก็ออกมานั่งฟังอย่างตั้งใจด้วย 

“ลูกเชอรี่ที่ได้มาจากสวน ต้องเอาไปล้าง แยกใบไม้ แยกขยะ เลือกเอาลูกที่ลอยน้ำออก แล้วใส่ลงเครื่องสีที่จะทำหน้าที่แยกเปลือกกับเมล็ดออกจากกัน”

‘เครื่องสี’ ที่ว่า ครึ่งหนึ่งหน้าตาไม่แปลกประหลาดเท่าไหร่ แต่อีกครึ่งที่มีส่วนของจักรยานดูน่าสนใจ กุสตาโวลองให้เราสลับกันขึ้นไปปั่น เจ้าหนูน้อยลูกชายที่นั่งมองอยู่มุมห้องแอบหัวเราะคิกคัก จะว่าไปท่าทางของเราแต่ละคนก็ดูเก้ๆ กังๆ จนน่าขำจริงๆ สมแล้วที่โดนเด็กหัวเราะใส่

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

“เมล็ดกาแฟที่ได้จากตรงนี้จะยังมีส่วนของเปลือกแข็งและเมือกติดอยู่ เราต้องเอาไปแช่น้ำประมาณยี่สิบสี่ถึงสามสิบหกชั่วโมงแล้วใช้มือช่วยทำความสะอาดเมือกออก ถ้าล้างเมือกพวกนี้ไม่หมด เมล็ดกาแฟจะมีกลิ่นเหม็น เมื่อล้างสะอาดดีแล้วก็เอาไปตากแห้งแดดอีกห้าถึงสิบสี่วัน และต้องคอยเกลี่ยกองกาแฟอยู่เรื่อยๆ เพราะความชื้นจะทำให้เริ่มกระบวนการหมัก ซึ่งจะทำลายกลิ่นและรสชาติของเมล็ดกาแฟได้”

กุสตาโวหันไปหยิบตะกร้าที่เต็มไปด้วยเมล็ดกาแฟที่มีเปลือกแข็งมายื่นให้เรา

“แบบนี้เรียกว่ากาแฟกะลา คือเมล็ดกาแฟที่ล้างเมือกออกจนสะอาดแล้ว ตากแห้งสนิทดีแล้ว แต่ยังมีเปลือกแข็งข้างนอกอยู่ เราจะเอากาแฟกะลาแบบนี้ไปสีกะลาออกด้วยเครื่องสีพลังงานแสงอาทิตย์ที่สหกรณ์ แล้วก็เอากลับมาเลือกเมล็ดที่มีตำหนิทิ้งไป เสร็จแล้วจะคัดแยกขนาดด้วยตะแกรง ก่อนจะบรรจุใส่ถุงหรือลงกระสอบส่งขาย หรือถ้าจะขายให้กับร้านกาแฟในเมืองหรือลูกค้าตามบ้าน ก็เอาไปคั่วกับเครื่องที่สหกรณ์ก็ได้”

กุสตาโวเอาเมล็ดกาแฟเมล็ดกาแฟดิบที่กะเทาะกะลาออกแล้วมาเทลงบนโต๊ะให้ดู ก่อนจะบอกให้เราลองใช้เวลาประมาณ 5 นาทีกับการนั่งเลือกเมล็ดกาแฟที่มีตำหนิออกจากกองบนโต๊ะ เป็น 5 นาทีที่ยาวนานมากจริงๆ ค่ะ ถ้านานกว่านั้นอีกหน่อยอาจจะต้องหาแว่นใส่

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

นั่งเลือกเมล็ดกาแฟกันไปพอหอมปากหอมคอ แอนโตเนียตา ภรรยาของกุสตาโวก็เดินออกมาจากครัวและชวนให้เราไปลองคั่วเมล็ดกาแฟดิบ ทันทีที่เมล็ดกาแฟสัมผัสกับความร้อน กลิ่นกาแฟก็ฟุ้งไปทั่วบ้าน เราไม่เคยได้กลิ่นกาแฟที่หอมขนาดนี้มาก่อนเลยค่ะ เรารับไม้พายมาเกลี่ยเมล็ดกาแฟอย่างที่แอนโตเนียตาสอน “กวนไปเรื่อยๆ นะคะ ถ้าหยุดมันจะไหม้”

เมื่อมีน้ำมันกาแฟออกมาได้ที่แล้ว แอนโตเนียตาก็ยกถาดลงมาวางใกล้ๆ กับแท่นหินภูเขาไฟในครัว และใช้ช้อนตักเมล็ดกาแฟสีดำที่คั่วแล้วมาวางบนแท่นหินแบนครั้งละหนึ่งช้อน ก่อนจะลงมือบดด้วยการหมุนก้อนหินด้านบนขึ้นลงซึ่งมีลักษณะเป็นแท่งกลมคล้ายสากหินแต่ขนาดใหญ่กว่ามาก

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

ตอนดูเขาทำก็ไม่น่าจะยากค่ะ แต่พอมือสมัครเล่นอย่างพวกเราทำ ก็ได้รู้ซึ้งว่าต้องใช้พลังแขนและหลังมากกว่าที่คิด ที่สำคัญถ้าบดไม่ระวังก็จะโดนหนีบนิ้วเอาได้ง่ายๆ เรา 4 คนวนเวียนกันอยู่ 2 – 3 รอบ เมล็ดกาแฟแตกกระจัดกระจาย หล่นพื้นบ้าง กระเด็นบาง กว่าจะได้ผงกาแฟแต่ละช้อนชาก็เหงื่อตกกันไปเบาๆ แอนโตเนียตาคงจะรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วถึงได้คั่วแบบเผื่อเหลือซะเยอะเลย

เจ้าหนูน้อยที่ยืนยิ้มกริ่มอยู่ข้างประตูรอจนเราทุกคนยอมแพ้ แล้วก็เดินเข้ามาหยิบสากไปบดเมล็ดกาแฟอย่างคล่องแคล่วไม่แพ้คุณแม่ ปริมาณเมล็ดกาแฟใกล้เคียงกันแต่ผงกาแฟที่ได้ต่างกันเกินครึ่ง ทุกคนปรบมือให้หนูน้อยด้วยความชื่นชม

แอนโตเนียตาหยิบแก้วกาแฟใบเล็กๆ มาแจกจ่าย เราตักผงกาแฟแบ่งกันคนละนิดคนละหน่อย ก่อนจะเทน้ำร้อนลงไปผสม หนูน้อยยื่นแก้วตัวเองเข้ามาด้วยอีกคน เราถามกุสตาโวด้วยความทึ่งว่าน้องดื่มกาแฟรสจัดขนาดนี้ไหวจริงๆ หรือ

“กินเก่งพอๆ กับกินนม แถมกินแล้วหลับสนิทด้วย”

เจ้าตัวแสบทำหน้าทะเล้นใส่เราแล้วก็เดินประคองแก้วกาแฟตัวเองไปนั่งอีกมุม

แอนโตเนียตา ยกถาดที่มีทั้งนม ทั้งน้ำผึ้งและน้ำตาลมาให้ แต่ไม่มีใครหยิบอะไรมาใส่เพิ่มเลย น่าจะเป็นเพราะทุกคนก็อยากจะดื่มด่ำกับกาแฟที่มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นจนจบ แม้จะเป็นการจับตรงนั้นนิด หยิบตรงนั้นหน่อย แต่ก็มากกว่าที่เคยคิดว่าจะได้ลองทำจริงๆ

เราจำไม่ได้เหมือนกันค่ะว่ามันขมซ่อนเปรี้ยว หอมช็อกโกแลต มีกลิ่นอัลมอนต์ หรือมีรสเข้มข้นขนาดไหน แต่ที่จำไม่ลืมคือความรู้สึกที่ว่ากาแฟแก้วนั้นเป็นกาแฟที่อร่อยที่สุดในชีวิตของเราเลยค่ะ 🙂

ตามกลิ่นกาแฟแอนติกัว กัวเตมาลา หาเบื้องหลังรสและกลิ่นเข้มข้นที่คอกาแฟทั่วโลกยอมรับ, antigua coffee

Writer & Photographer

Avatar

เอมิลิญา รัตนพันธ์

สาวนครศรีฯ เรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่เชียงใหม่ ก่อนจะเก็บกระเป๋ามาออกทริปมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่ปลายปี 2015 ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่เมืองเกวงกา ประเทศเอกวาดอร์ และยังคงเดินทางอยู่ :) Facebook ซ้อนท้ายมอไซค์ไปขั้วโลก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load