**บทความเปิดเผยเนื้อหาสำคัญบางส่วน และมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความรุนแรง เพศ และการฆาตกรรม

อะไรที่น่ากลัวกว่ากันระหว่างปีศาจกับสิ่งแวดล้อมมีส่วนหล่อหลอมและอนุญาตให้ปีศาจเป็นปีศาจได้ตามใจชอบ

Dahmer คือมินิซีรีส์ 10 เอพิโซดที่สร้างมาจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องนามว่า Jeffrey Dahmer ที่ก่อคดีสะเทือนขวัญอเมริกันชนในช่วงปี 1978 – 1991 และเป็นที่พูดถึงจนมาถึงทุกวันนี้ โดยนอกจากวางยาสลบเหยื่อและฆาตกรรมรวม 17 ศพแล้ว สิ่งที่ทำให้ Dahmer เป็นฝันร้ายที่ยากจะลืมเลือนคือสิ่งที่เขาทำกับศพ ตั้งแต่หั่น ทำลายด้วยสารเคมี สะสม ประกอบกิจกรรมทางเพศ เจาะกะโหลก พยายามทดลองเปลี่ยนเหยื่อให้เป็นซอมบี้ ไปจนถึงนำเนื้อของเหยื่อเหล่านั้นมาปรุงสุกและนั่งกินอย่างไม่รู้สึกรู้สา 

Monster: The Jeffrey Dahmer Story ซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคน

คดีของ Dahmer และตัวเขาได้รับการขนานนามว่า เป็นคดี ‘Milwaukee Cannibal’ หรือ ‘มนุษย์กินคนแห่งมิลวอกี้’ และสิ่งที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้เป็นซีรีส์ Netflix ที่อยากแนะนำให้ดู ก็เพราะว่านี่ไม่ใช่แค่การนำฆาตกรมาฉายวนซ้ำ หรือทำหน้าที่พาคนดูไปใกล้ชิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญราวกับย้อนเวลาเกาะติด แต่มันคือการตั้งคำถามแนวจิตวิเคราะห์อย่างน่าสนใจว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนคนหนึ่งทำอะไรป่าเถื่อนโหดร้ายและเลือดเย็นเช่นนี้ อะไรคือสาเหตุที่เขาลงมือทำเรื่อย ๆ และตอนทำสิ่งนั้นกับหลังทำ Dahmer มีท่าทีอย่างไร โดยเล่าตั้งแต่ตัวบุคคลหรือตัวฆาตกรรายนี้ ไปจนถึงสิ่งแวดล้อมที่หล่อหลอมให้เขาเป็นปีศาจ ระบบสังคมที่ไม่เท่าเทียม และกระบวนการ (อ) ยุติธรรมที่เอื้อให้เป็น 

Monster: The Jeffrey Dahmer Story ซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคน

หากนึกภาพไม่ออก Dahmer – Monster: The Jeffrey Dahmer Story เปรียบได้กับมุมกลับของซีรีส์เจ้าเดียวกันที่ชื่อ Mindhunter ซีรีส์เรื่องนั้นสร้างมาจากเรื่องจริงเช่นกัน ว่าด้วยการก่อตั้งหน่วย FBI และการพยายามเก็บข้อมูล ศึกษา และทำความเข้าใจฆาตกรต่อเนื่องหลายราย หรือกล่าวได้ว่าทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการบัญญัติศัพท์ใหม่อย่าง ‘ฆาตกรต่อเนื่อง’ (Serial Killer) เพื่อนิยามคนที่ฆ่าคนอย่างต่อเนื่องและมีรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่ในขณะที่ Mindhunter อยู่ภายใต้ธีมที่ตัวละครพยายามทำความเข้าใจความหมายนี้จากการพูดคุยกับฆาตกรชื่อดัง และสืบสวนคดีโดยดำเนินเรื่องผ่านตัวละครเจ้าหน้าที่ 2 คน ซีรีส์ Dahmer เป็นการบอกเล่าเรื่องราวเดียวกันในมุมกลับผ่านสายตาของ Jeffrey Dahmer ตั้งแต่เล็กจนโต และชวนตั้งคำถามว่า สุดท้าย “อะไรทำให้เด็กชายคนหนึ่งโตมาชั่วร้ายได้ถึงเพียงนี้” 

Monster: The Jeffrey Dahmer Story ซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคน

ก่อนจะพูดถึงความน่าดู แง่มุมน่าสนใจ และเนื้อหา ต้องบอกว่าซีรีส์เรื่องนี้เป็นดรีมทีมโปรเจกต์เลยทีเดียวครับ เมื่อได้ยินว่าผู้สร้างที่ติดตามผลงานแบบไม่เคยพลาดอย่าง Ryan Murphy จาก American Horror Story (กับ Stories แบบเติม s), American Crime Story, Scream Queens และ Pose จะมาจับมือกับนักแสดงคู่บุญที่ผมเองก็เป็นแฟนคลับผลงานการแสดงเช่นกันอย่าง Evan Peters ความอยากดูย่างก้าวเข้าไปขาหนึ่งแล้ว แต่เหตุผลอีกครึ่งที่ทำให้ก้าวเข้าไปยืนเต็มตัวในเขตที่ติดป้ายว่า ‘เขตคนรอชม’ ตั้งแต่ซีรีส์ยังไม่มา คือเนื้อหาที่ดัดแปลงมาจากเรื่องจริง ทำให้เต็มไปด้วยความสงสัยว่าชายที่ชื่อ Evan Peters จะถ่ายทอดการแสดงในบท Jeffrey Dahmer ออกมาได้น่าทึ่งขนาดไหน และมันจะเป็นอย่างไรเมื่อบอกเล่าในมือของผู้สร้างที่ขึ้นชื่อว่าฝีมือการปรุงรสจัดจ้านอย่าง Ryan Murphy 

สำหรับ Ryan Murphy ที่แจ้งเกิดด้วยซีรีส์มิวสิคัลใส ๆ อย่าง Glee ก่อนที่จะเปลี่ยนสายมาเป็นสยองขวัญยำรวมมิตรปั่นประสาทด้วยซีรีส์ American Horror Story แม้จะมีดราม่าซีเรียสและเต็มไปด้วยความครีเอทีฟชวนอึ้งเสมอ แต่ก็ยังทีเล่นทีจริงด้วยความกวนโอ๊ย และแทรกไปด้วยความขำขันในหลาย ๆ ส่วน ต่อมาเขาได้ยกระดับด้วยการสำรวจทางเลือกและทำสิ่งใหม่ ๆ ตั้งแต่ American Crime Story ที่หยิบเอาคดีสุดโด่งดังของ O.J. Simpson กับคดีฆาตกร Gianni Versace มาบอกเล่าแบบซีเรียสชนิดที่ชวนคิ้วขมวดฉีกแนวเดิม ๆ และในเวลาต่อมาก็ได้ทำซีรีส์ชีวประวัติตัวละครนางพยาบาล Ratched พร้อม ๆ กับซีรีส์ชีวประวัติ Halston และเล่าเรื่องจริงเกี่ยวกับการทะเลาะเบาะแว้งในซีรีส Feud ตอนนี้ Ryan Murphy จึงพร้อมแล้วครับที่จะทำซีรีส์ชีวประวัติดราม่าจริงจัง เรียกได้ว่าถ้าที่ผ่านมาจัดจ้าน Dahmer คงจะเป็นความเข้มข้น

และ Dahmer คือผลงานล่าสุดของเขากับ Evan Peters ที่เติบโตมาด้วยกันและแสดงแต่บทสุดโต่งตั้งแต่ American Horror Story ซีซั่นแรกจนถึงซีซั่น 8 โดยเฉพาะซีซั่น 7 หรือ Cult ที่ Evan รับบทเป็นตัวละคร 7 ตัว ตั้งแต่เจ้าลัทธิ Kai Anderson จนถึง Andy Warhol, Marshall Applewhite, David Koresh, Jim Jones และ Charles Manson กับพระเยซู จึงไม่แปลกใจเท่าไหร่นักที่เขาจะเป็นตัวเลือกนัมเบอร์วันและโอนลี่วันของ Ryan Murphy ในการมารับบทหนึ่งในฆาตกรที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา

Monster: The Jeffrey Dahmer Story ซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคน

ซีรีส์ถ่ายทอดให้ได้เห็นแง่มุมของฆาตกรคนนี้ผ่านการเจาะใจอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงผู้ใหญ่ แต่แทนที่จะเล่าตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่แบบเรียงลำดับเวลา (Chronological Order) Dahmer – Monster: The Jeffrey Dahmer Story กลับเลือกที่จะเล่าเหตุการณ์แบบตัดสลับไปสลับมาจนคนดูเกิดอาการ Lost in time (line) ตั้งแต่น้อยจนถึงมาก ราวกับกำลังดู Westworld ซีซั่น 2 ซึ่งพออ้างอิงซีรีส์เรื่องนั้น ก็ทำให้ฉุกคิดขึ้นได้ว่า อันที่จริงแล้ว ไม่ว่าผู้สร้างจะตั้งใจหรือไม่ การเล่าเรื่องแบบนี้ก็สะท้อนธีมเกี่ยวกับซีรีส์ฆาตกรที่มีตัวตนจริงได้เหมือนกันครับ นั่นคือเรื่องราวในชีวิตที่ทุกขณะมีส่วนหล่อหลอมและประกอบสร้างต่อชีวิตปัจจุบันของ Jeffrey Dahmer และเช่นเดียวกัน เขาไม่ได้เพียงแค่ก่อความสยดสยองในอดีตแล้วเรื่องจบ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือแผลและเรื่องเล่าที่ยังคงหลอกหลอนมาถึงปัจจุบัน ในฐานะส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์อเมริกาจนถึงปัจจุบันและต่อจากนี้

นอกจากการเล่าแบบตัดสลับอดีตปัจจุบันจะทำหน้าที่เพิ่มความน่าติดตามด้วยที่มาที่ไปก่อนจะลงเอยในฉากนั้นแล้ว อีกหนึ่งหน้าที่ของการเล่าด้วยวิธีนี้ คือการเผยให้เห็นมุมมองอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นจากฝั่งพ่อแม่ของ Jeffrey Dahmer เพื่อนบ้าน/ป้าข้างห้องที่ชื่อ Glenda Cleveland ที่ประสบพบเจอกับสิ่งที่ Jeffrey ทำอย่างใกล้ชิด ซีรีส์แสดงให้เห็นว่า เหยื่อของเขาไม่ใช่แค่คนที่ผ่านมาแล้วต้องจากไปโดยเงื้อมมือของฆาตกรกินเนื้อคนรายนี้ แต่พวกเขาเป็นคน มีความรู้สึก มีเพื่อน มีภาระ มีความฝัน และมีครอบครัวหรือคนที่รอให้พวกเขาเหล่านั้นรับสาย กลับมาบ้านมากินข้าว หรือนอนเตียงเดียวกัน รวมไปถึงครอบครัวของเหยื่อและท่าทีหลังจากสูญเสียคนที่รักไปเพราะชายคนนี้

แม้การเล่าเรื่องจะหน่วงช้าค่อยเป็นค่อยไปไปบ้าง และอาจทำให้รู้สึกว่าใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะรู้สึกว่าเครื่องติด แต่ดูเหมือนจุดเด่นของซีรีส์เรื่องนี้จะไม่ใช่การจบค้างให้อยากดูต่อ แต่เป็นการพาไปติดตามหวาดผวาเพื่อเข้าใจในเหตุผลมากกว่าติดตามเพื่อมองหาปลายทาง (ในเมื่อเรารู้ว่าเขาจะลงเอยด้วยการเป็น Dahmer คนที่ติดคุกและลงเอยด้วยการสังหารโหด 17 ศพ) เน้นการเก็บข้อมูล ปะติดปะต่อ ทำความเข้าใจอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนพอจิ๊กซอว์มาประกอบครบ ก็จะพบว่าเราทั้งเข้าใจ Jeffrey Dahmer ในขณะเดียวกันก็รู้สึกตรงกันข้ามว่า เราไม่มีทางเข้าใจเขาได้เลยเช่นเดียวกัน เหมือนที่ FBI หรือวิทยาศาสตร์และนักจิตวิทยาทำได้เพียงศึกษา ค้นคว้า สัมภาษณ์ และหาข้อสรุปเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่อง จนค้นพบว่าข้อสรุปที่ชัดเจนที่สุดคือ เราไม่อาจเข้าใจคนพวกนี้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ หรือระบุได้อย่างชัดเจนว่าคนไหนจะโตมาเป็น Serial Killer หรือไม่ หรือเลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้เป็น Serial Killer

Monster: The Jeffrey Dahmer Story ซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคน

สิ่งที่ค้นพบจากการดูซีรีส์เรื่องนี้คือประโยคสรุปสั้น ๆ ว่า “ปีศาจทุกตนล้วนเคยเป็นเด็ก” และเช่นเดียวกับ Jeffrey Dahmer ครับ เขาเองก็เคยเป็นเด็กที่ไม่รู้ประสีประสามาก่อน Jeffrey เป็นเด็กที่ดูจะพยายามทำความเข้าใจกับความหมายและวิธีการอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างราบรื่น เพียงแต่ความราบรื่นและการได้มาซึ่งความพึงพอใจที่ทำให้เขามีชีวิตต่อไป อยู่บนน้ำตาและหยดเลือดของผู้อื่น

คำว่า ‘ฆาตกรต่อเนื่อง’ (Serial Killer) เป็นคำศัพท์ที่บัญญัติขึ้นพร้อม ๆ กับการก่อตั้งหน่วย FBI เพื่อนิยามการฆาตกรรมผู้อื่นที่เกิดขึ้นจากคนคนเดียว สาเหตุอาจเกิดได้จากทั้งการแสดงหาความพึงพอใจและความตื่นเต้น การระบายโทสะ เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ และการเรียกร้องความสนใจ ซึ่งเหยื่อของฆาตกรต่อเนื่องพวกนี้จะมีจุดร่วมกันบางอย่าง อาจเป็นเรื่องของเพศ อายุ รูปร่าง หน้าตา ส่วนสูง อวัยวะบน/ในร่างกาย นิสัยใจคอ ไปจนถึงสีผิวและชาติพันธุ์ 

แม้สาเหตุของการเป็นฆาตกรต่อเนื่องจะไม่แน่ชัด แต่ข้อสรุปเท่าที่มีกับที่พบเห็นบ่อยคือ คนเหล่านี้มักมีอาการผิดปกติทางจิต ซึ่งหากไม่ใช่ความผิดปกติของสมอง ก็เกิดจากความทรงจำที่เลวร้ายและกระทบกระเทือนจิตใจในวัยเด็ก ไม่ว่าจะเป็นขาดความอบอุ่น เห็นพ่อแม่ทะเลาะกัน โตมากับการเห็นความรุนแรง ถูกทำร้ายร่างกาย และปมอื่น ๆ ที่ทั้งขาดทั้งเกิน นำไปสู่ความอยากได้อยากมีในครอบครอง ความต้องการรู้สึกบางอย่าง และความกลัวถูกปฏิเสธ แต่ก็มีบางเคสที่พบว่าฆาตกรต่อเนื่องเริ่มต้นหลังจากได้ลิ้มรสของการกระทำบางอย่างที่เกินขอบเขตที่พึงจะทำจนนำไปสู่การเสพติด และคนบางคนก็แค่เกิดมาเป็นปีศาจฆาตกรแต่กำเนิด (Natural Born Pure Evil)

ในกรณีของ Jeffrey Dahmer สิ่งที่ประกอบสร้างให้เขาเป็นเขามีองค์ประกอบหลายอย่างตามสาเหตุที่ได้กล่าวไป ในซีรีส์เรื่องนี้ เราจะได้เห็นทั้งวัยเด็กที่เขาโตมากับพ่อแม่ที่ทะเลาะกัน การขาดความอบอุ่น พ่อแม่ไม่สนใจเท่าที่ควร การถูกแม่ทิ้งในช่วงเวลาที่กำลังสับสน การได้ทดลองผ่าซากสัตว์กับพ่อจนรู้สึกติดใจ และเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขาได้ใกล้ชิดพ่อ จนวันหนึ่งใครจะรู้ว่ามันนำไปสู่การทดลองกับมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ 

และมีสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นคีย์เวิร์ดที่มักจะได้ยินขึ้นมาเสมอ คือ “จะไปแล้วหรอ?” “อยู่ต่อได้มั้ย?” “ทำไมทุกคนชอบทิ้งฉัน?” นั่นก็เพราะเขาขาดความอบอุ่นและต้องการคนอยู่ข้าง ๆ เสมอ แต่สิ่งที่เขาทำคือไม่ได้หาคนรัก แต่กลับเกินเลยจนเป็นการพรากชีวิตพวกเขา แล้วเก็บประดูกไว้เพื่อให้รู้สึกว่าคนคนนั้นยังอยู่ใกล้ ๆ ไม่ไปไหน บ้างก็ทดลองให้คนเป็นซอมบี้เพื่อที่จะอยู่กับตัวเองไปตลอด และหลายครั้งเขาก็กินเหยื่อเพื่อที่จะได้รู้สึกว่าคนคนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของตัวเขาแล้ว 

สิ่งเหล่านี้ดูจะบ่งชี้ว่า Jeffrey Dahmer ขาด 2 สิ่ง คือ 1) ชีวิตวัยเด็กที่สมบูรณ์พร้อม และ 2) ความสามารถในการยับยั้งชั่งใจ

เลยมาถึงประเด็นที่พาดหัวไว้บรรทัดแรก และเป็นประเด็นสำคัญที่สุดที่ซีรีส์เรื่องนี้เน้นย้ำ นั่นก็คือ “อะไรชั่วร้ายกว่ากัน ระหว่างปีศาจและสังคมที่เอื้อให้ปีศาจมีตัวตนอยู่ได้” 

เหยื่อที่ Jeffrey Dahmer เลือกมักเป็นเกย์และคนผิวดำ สาเหตุที่เลือกเกย์เพราะรสนิยมทางเพศของเขาที่มีแรงดึงดูดกับเพศเดียวกัน และทั้งหมดเกิดมาจากความพิศวาสกับแรงปรารถนา ไม่ก็คำหลอกลวงว่าจะถ่ายแบบด้วยกล้องโพลารอยด์เพื่อแลกกับเงินจำนวนหนึ่ง ก่อนที่จะลงเอยด้วยการฆาตกรรม ส่วนสาเหตุที่เหลือคนผิวดำ นั่นก็เพราะว่าเขาทำได้ เพราะช่วงเวลานั้นคือช่วงเวลาที่คนผิวดำเป็นพลเมืองชั้นสอง และการเป็นเกย์ยังไม่ได้รับการยอมรับในสังคมเหมือนทุกวันนี้ เรื่องเพศวิถีกับสีผิวจึงนำไปสู่การปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียม ซึ่งเอื้อให้ Jeffrey Dahmer ทำสิ่งที่เขาทำอยู่ได้และต่อเนื่อง 

Monster: The Jeffrey Dahmer Story ซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคน

ดูซีรีส์เรื่องนี้แล้วจึงทำให้เห็นความจริงอันน่าสยดสยองในยุคสมัยนั้นคือ “การเป็นเกย์และคนผิวดำในยุคนั้นว่าไม่ปลอดภัย และต้องต่อสู้กับทั้งสายตา คำดูถูก และได้รับโอกาสในชีวิตที่น้อยกว่าและยากกว่า จากบรรทัดฐานและสังคม ยังไม่พอ พวกเขายังรู้สึกปลอดภัยในชีวิตน้อยลงเพราะ Jeffrey Dahmer อีก”

การได้ดูซีรีส์เรื่องนี้ เราจะสังเกตเห็นได้ชัดว่า แม้ Jeffrey Dahmer ทำสิ่งนี้ และหวังจะทำมันไปเรื่อย ๆ ก็จริง แต่เป็นเรื่อง Ironic ไม่น้อยครับที่เขาทำตัวเหมือนไม่แคร์ว่าตัวเองจะโดนจับขนาดนั้น การโกหกและปกปิดหลักฐานก็ข้าง ๆ คู ๆ ไม่หนักแน่นและไม่เคยเนียน ทำบางอย่างโจ่งแจ้ง ไม่ฉลาด ไม่มีแผนซับซ้อน และคล้ายกับว่าลึก ๆ เขาก็ต้องการที่จะหยุดสิ่งนี้ หรือต้องการให้ใครสักคนมาหยุดเหมือนกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเมื่อมีคนดำโทรไปแจ้งตำรวจผิวขาว ผ่านไปเป็นเดือนตำรวจก็ยังไม่สนใจ ไม่ยอมมาดู หรือมาดูตอนที่สายไปแล้ว หรือหากมีหลักฐาน พาไปดู ก็ยังเอาผิดไม่ได้ เพียงเพราะคนก่อเหตุผิวขาวและคนแจ้งเป็นคนผิวดำ และมีเคสหนึ่งที่แย่ที่สุด คือเหยื่อหนีออกไปได้ แล้วตำรวจก็พาเหยื่อกลับมาส่งถึงที่ 

จึงกล่าวได้ว่า Jeffrey Dahmer ทำสิ่งที่ชั่วร้าย และตัวระบบสังคมอเมริกันที่เชิดชูคนผิวขาว กับเคยมีประวัติมองและปฏิบัติกับคนผิวดำในฐานะทาส อาจไม่ได้เห็นดีเห็นงาม แต่ปล่อยเลยตามเลย ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ไม่สนใจ จนหลายชีวิตต้องถูกสังเวย นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ Jeffrey เลือกอาศัยที่ Oxford Apartment ในย่านที่คนดำอาศัยอยู่ เพราะมันเป็นสถานที่ที่เอื้ออำนวย และเขาเกิดในเซิร์ฟเวอร์อเมริกาในช่วงเวลาที่เอื้อต่อการเป็นฆาตกรต่อเนื่อง ในประเทศที่ Jeffrey Dahmer ทำเรื่องนี้ได้โดยกินข้าวในร้านอาหาร ทักทายเพื่อนบ้าน เต้นในผับบาร์ และเดินถนนอย่างปกติท่ามกลางพวกเรา แบบที่ไม่มีใครแยกออกเลยว่าชายคนนี้กำลังทำเรื่องชั่วร้ายเกินจินตนาการ ซึ่งนำไปสู่อีกข้อสรุปที่ต่อเนื่องกันว่า หากสังคมมีระบบที่แข็งแรง ยุติธรรม และมีคุณภาพ เรื่องพวกนี้จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก ๆ จนถึงไม่เกิดเลยครับ

Monster: The Jeffrey Dahmer Story ซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคน

สิ่งที่อยากกล่าวชมคือซีรีส์ Dahmer เป็นซีรีส์ที่ค่อนข้างถ่ายทอดรายละเอียดผ่านการกำกับ การแคสต์ เซ็ตฉาก การแต่งหน้า ทำผม บทพูด และการแสดงออกมาได้น่าเชื่อถือ ชัดเจน และตรงกับความจริง ด้วยการรีเสิร์ชที่แน่นพอและนำเสนอเรื่องราวที่ผ่านการลำดับความคิดมาอย่างดี เพื่อให้เกิดอิมแพคต่ออารมณ์และการรับรู้ 

และแม้ซีรีส์ Dahmer – Monster: The Jeffrey Dahmer Story จะมาทีหลังภาพยนตร์ ซีรีส์ และสารคดีที่รวมกันได้ 10 – 20 เรื่องที่มีมาก่อนหน้า แต่การที่เรื่องนี้ทำออกมาได้เหมือนที่ผมเพิ่งบรรยายไปก็เป็นดาบสองคม และเกิดเป็นเสียงที่แตกในหมู่ผู้ชมเช่นกัน เพราะฝั่งครอบครัวเหยื่อมองว่าเรื่องนี้เป็นการฉายภาพความรุนแรงและโศกนาฏกรรมซ้ำ อีกทั้งตอกย้ำสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่จำเป็น ในขณะที่อีกฝั่งมองว่าซีรีส์ถ่ายทอดมันได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้เข้าใจสิ่งที่อยู่ในหัวและสิ่งที่หล่อหลอม Jeffrey Dahmer ได้ดีที่สุดในฐานะ Case Study ที่ไม่ได้เป็นสารคดี รวมถึงมองว่าซีรีส์เรื่องนี้ไม่ใช่การย้ำเตือน แต่เป็นการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับประเด็นครอบครัวและเด็ก และยังเป็นอนุสรณ์สถานเพื่อแสดงความอาลัยจากผู้จากไปด้วยเงื้อมมือฆาตกรรายนี้ได้อีกด้วย

เรื่องสุดท้ายที่อยากพูดถึงและกล่าวชม คือการแสดงของ Evan Peters ที่ต้องบอกว่าไม่ผิดหวังเลยครับ เขาดูจะเตรียมตัวในการรับบทนี้มาอย่างดี และถ่ายทอดการแสดงด้วยสีหน้า แววตา น้ำเสียงได้เหมือนอย่างน่ารังเกียจ น่าโกรธแค้น แต่ก็เข้าใจได้ว่าถูกสร้างมาจากอะไร และอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ Jeffrey Dahmer ลงเอยด้วยการเสียชีวิตในคุก หลังถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต 15 – 16 รอบเป็นเวลา 957 ปี (โดยประมาณ) เช่นกัน ดูจบแล้วเชื่อครับว่า งานประกาศรางวัลใดที่มีซีรีส์เรื่องนี้เข้าชิง จะต้องมี Even ที่เป็นคู่แข่งคนสำคัญ ไม่ก็เป็นผู้คว้ารางวัลนักแสดงนำชายในเวทีนั้นซะเอง

“ผมดูและฟังคลิปสัมภาษณ์ของ Jeffrey Dahmer จากนั้นก็ไล่อ่านข่าวกับชีวประวัติของเขา และผมยังค้นพบคลิปเสียงที่นักจิตวิทยาสัมภาษณ์เขา หรือนักสืบถามเค้นเพื่อสืบสวนด้วยครับ ชายคนนี้พูดจาอย่างจริงใจไม่ปิดบัง และเป็นปกติ เรียบเฉยมากๆ นั่นทำให้ผมอ้าปากค้างเลยครับถึงการมีอยู่ของชายคนนี้และสิ่งที่เขาทำลงไป มันจึงสำคัญที่การแสดงของผมจะต้องเคารพต่อเหยื่อ ครอบครัวเหยื่อ และผมจะต้องบอกเล่าเรื่องราวนี้ออกมาให้สมจริงที่สุดเท่าที่เราจะทำได้” Evan Peters พูดถึงการเตรียมตัวมารับบทนี้ 

Dahmer – Monster: The Jeffrey Dahmer Story คือซีรีส์เจาะในฆาตกรที่ไม่อยากให้พลาด มีให้ชมแล้วครับวันนี้ 10 อีพี ทาง Netflix 

Monster: The Jeffrey Dahmer Story ซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงของฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคน

ข้อมูลอ้างอิง 

stylecaster.com/how-jeffrey-dahmer-caught/?fbclid=IwAR1oNh6Dx8PTWdkqOad0k4Xp4JKh-lGdKGatX4FuMVV_C-kTQR9AGjAnplc

www.psychologytoday.com/us/blog/wicked-deeds/201909/understanding-what-drives-serial-killers

www.indiewire.com/2022/09/jeffrey-dahmer-victims-families-slam-netflix-series-1234766373/

www.nme.com/news/tv/evan-peters-watched-this-jeffrey-dahmer-interview-before-playing-him-3317931

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

**บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญบางส่วนของของซีรีส์ Wednesday**

หากจะมีเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อมาก ๆ เกี่ยวกับหนัง The Addams Family (1991) ก็คงจะเป็นเรื่องที่แฟรนไชส์นี้ไม่ได้กำกับโดย Tim Burton ผู้กำกับที่ขึ้นชื่อเรื่องเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการนำเสนอความตลกร้าย ภายใต้บรรยากาศอันแปลกประหลาดหรือโทนที่ดำมืด แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก ตั้งแต่ Edward Scissorhands, Beetle Juice, Sweeney Todd, Charlie and the Chocolate Factory และ Alice in Wonderland 

สาเหตุที่ Tim Burton ไม่ได้กำกับหนังในตอนนั้น แม้เขาเป็นหนึ่งในสองผู้ที่ได้รับข้อเสนอให้มากำกับแต่ปฏิเสธไป (อีกคนคือ Terry Gilliam ที่ปฏิเสธเช่นกัน) เพราะชนกับตารางถ่ายทำ Batman Returns อย่างน่าเสียดาย แต่ถึงอย่างนั้น Tim Burton ก็ยังเคยพยายามเข็นโปรเจกต์สต็อปโมชัน แต่ก็ถูกยกเลิกในภายหลังเช่นกัน ทำให้วันหนึ่งหลังจากมีโปรเจกต์น่าสนใจให้ได้กำกับเรื่อย ๆ เขาก็หมดความสนใจในแฟรนไชส์นี้ไปซะแล้ว

แต่ทันทีที่ Alfred Gough กับ Miles Millar ผู้สร้างซีรีส์ Smallville รับหน้าที่พัฒนาและสร้างซีรีส์ภาคแยกของ Addams Family บอกเล่าเรื่องราวของ Wednesday ลูกสาวคนโตของบ้าน คนที่ทั้งคู่มองว่าขาดไม่ได้คือชายชื่อ Tim Burton จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ควรจะอยู่ในภาพถ่ายครอบครัว Addams มาตั้งนานแล้ว และบัดนี้เขาได้มาเติมเต็ม ‘ความ Tim Burton’ เข้าไปด้วยการกำกับ 4 อีพีแรกและร่วมงานในฐานะโปรดิวเซอร์หลัก ผสมกับการตีความใหม่ให้ร่วมสมัยของทั้งผู้สร้างและนักแสดงนำมากฝีมืออย่าง Jenna Ortega จนออกมาเป็นซีรีส์ที่ขึ้นอันดับ 1 Netflix ในหลายประเทศทั่วโลก

Wednesday การตีความใหม่ของลูกสาวคนโตแห่ง The Addams Family ที่เฮี้ยนเป็นกระแสทั่วโลก

จุดเริ่มต้นของ Addams Family

The Addams Family มีมาแล้วหลากหลายเวอร์ชัน (รวมเวอร์ชันนี้ด้วย) ทั้งหมดเริ่มมาจากผลงานการ์ตูน 1 ช่องของ Charles Addams ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ The New Yorker ตั้งแต่ปี 1938 โน่นเลย 

ที่ผ่านมาได้มีการดัดแปลง Addams Family ในหลายแพลตฟอร์ม ทั้งฉบับคนแสดง หนัง ทีวีซีรีส์ การ์ตูน แอนิเมชัน 3 มิติ คอมิก วิดีโอเกม ละครเวที หนังสือ และทีวีโชว์ลงสตรีมมิ่งในฉบับล่าสุด ทำให้ถึงตอนนี้ Addams Family มีอายุได้ 84 ปีแล้ว 

การ์ตูนต้นฉบับเป็นการ์ตูนตลกร้ายเสียดสีที่เล่าผ่านครอบครัวซึ่งได้นามสกุลมาจากผู้แต่ง ว่าด้วยเรื่องราวของครอบครัวคนรวยแต่ทำตัวประหลาดแห่งต้นศตวรษที่ 20 อันประกอบไปด้วย Gomez คนพ่อ, Morticia คนแม่, Wednesday ลูกสาวคนโต, Pugsley น้องชาย กับปลาหมึก Aristotle, ลุง Fester, Lurch คนรับใช้, คุณย่า Grandmama  และมือ (ใช่แล้วครับ มือที่ทุกคนหลงรักนั่นแหละ) ที่ชื่อ Thing แม้ครอบครัวนี้จะดูน่ากลัว ไม่น่าคบ และพัวพันหมกมุ่นอยู่กับเรื่องศพและความตาย แต่ก็จิตใจดีและไม่มีพิษมีภัย รวย แต่ไม่ทุนนิยม และไม่เอาเปรียบใคร

พูดถึง Addams Family เวอร์ชันเด่น ๆ และถือเป็นหมุดหมายสำคัญนอกจากการ์ตูนก็มีปี 1964 การสร้างฉบับทีวีซีรีส์เลือกนำเสนอความชั่วร้ายและแปลกประหลาดแบบซอฟต์ลง เน้นไปที่ความคอเมดี้และสนุกสนานเป็นหลักครับ โทนเลยดูสว่างกว่าการ์ตูนต้นฉบับพอสมควร จากนั้นข้ามไปเป็นฉบับปี 90 ที่ประกอบไปด้วยหนัง 2 ภาคคือ The Addams Family ปี 1991 และ Addam Family Values ในปี 1993 เป็นหนังที่หลายคนโดยเฉพาะคน Gen Y ผูกพันในฐานะหนังโปรดวัยเด็ก และยังเป็นหนังที่มีบทบาทสำคัญในการต่ออายุให้ Addams Family มีชีวิตมาถึงหูตาของคนรุ่นใหม่ 2 เวอร์ชันนี้เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จที่สุดของแฟรนไชส์ Addams Family เลยก็ว่าได้ครับ

Wednesday การตีความใหม่ของลูกสาวคนโตแห่ง The Addams Family ที่เฮี้ยนเป็นกระแสทั่วโลก

สู่ Wednesday และการตีความใหม่

มาถึง Wednesday ฉบับนี้เป็นการตีความใหม่ที่เปลี่ยนแปลง 2 อย่างใหญ่ ๆ ด้วยกัน อย่างแรกคือโทนทั้งหมด อย่างที่สองคือเชื้อชาติตัวละคร Wednesday Addams ให้เป็นละติน เพื่อสอดรับกับเนื้อเรื่องและโลกแห่งความเป็นจริงเช่นเดียวกัน

สำหรับ Addams Family ฉบับ Wednesday ผู้สร้างไม่อยากให้มองเป็นภาครีบูตหรือรีเมก แต่เป็นฉบับที่สานต่อเรื่องราวและต่อยอดเนื้อหาแบบกลาย ๆ ด้วยการปรับโฟกัสไปที่คนลูกสาวแทน ซึ่งฉบับนี้มีความพิลึกพิลั่นแบบทิมเบอร์ตันทุกหนแห่งก็จริงอยู่ แต่ดูเหมือนการตีโจทย์ของ 2 ผู้สร้างทำให้ร่วมสมัยและเข้าถึงคนรุ่นใหม่ เรียกได้ว่าเป็นการตีโจทย์แตกและเข้ากับสไตล์ Netflix พอสมควร ด้วยการใส่องค์ประกอบยุคปัจจุบันลงไปในไดอะล็อกหรือตัวบท ความไฮสคูลเจาะกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ เนื้อเรื่องที่มีทั้งมิตรภาพและความโรแมนซ์แบบรักสามเส้า ทำให้สดใสมากขึ้น สนุกสนานมากขึ้น ขณะที่ตลกร้ายไม่น้อยไปกว่าเดิม

แต่สิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือการเปลี่ยนแนวจากคอเมดี้ครอบครัวเป็นแนว ‘Supernatural (เหนือธรรมชาติ)’ แบบเต็มตัว หลังจากที่ฉบับภาพยนตร์มีให้เห็น Uncle Fester ช็อตไฟฟ้าได้ และมีตัวละครหลุดโลกอย่างเจ้ามือ Thing ฉบับซีรีส์เลือกที่จะเดินหน้าเต็มพิกัดด้านความแฟนตาซีแบบเต็มพิกัด ให้ตัวละคร Wednesday มีพลังจิต และยังเต็มไปด้วยทั้งมนุษย์หมาป่า มนุษย์ไร้หน้า แวมไพร์ กอร์กอน ไซเรน พลังจิต และอีกมากมาย ทั้งหมดนี้เกิดมาจากไอเดียของผู้สร้างที่ต้องการเปลี่ยนแนวจากที่เคยมี และต่อยอดความคิดตั้งต้นที่ว่า “จะเป็นอย่างไรหากแยก Wednesday ออกจากครอบครัวเดิม ให้ย้ายไปเจอครอบครัวใหม่ โดยที่ทั้งหมดยังมีความ Addams Family อยู่”

ซึ่งแน่นอนครับว่าพอ Addams Family = ความประหลาด ก็เลยเลือกถ่ายทำที่โรมาเนียและถ่างขยายความประหลาดนั้นให้ครอบโลกของ Wednesday ซะเลย ด้วยการทำให้โลกใบนี้เต็มไปด้วยคนประหลาดและพลังเหนือธรรมชาติ (ที่เป็นตัวแทนความเซอร์เรียลของครอบครัวนี้) คนดูที่ทั้งเคยดูมาก่อนและไม่เคยดูจึงเห็นพ้องต้องกันได้ว่า “นี่แหละ Addams Family” ซึ่งมันคือความชัดเจนและกล้าที่จะฟันธงและออกมาเวิร์ก เช่นเดียวกับเรื่องความเป็นละตินที่กำลังจะพูดถึงต่อ ๆ ไปในบทความนี้

Wednesday การตีความใหม่ของลูกสาวคนโตแห่ง The Addams Family ที่เฮี้ยนเป็นกระแสทั่วโลก

Coming of Age และการสืบสวนสอบสวน

อีกสิ่งที่ชวนสังเกตคือ Wednesday มี ‘ความ Harry Potter’ ครอบอยู่ทุกหนทุกแห่งเลยครับ ดูเหมือนผู้สร้างจับเอาองค์ประกอบสนุก ๆ ของโลกพ่อมดน้อย กับตัวละครมีเสน่ห์ ดูแล้วอยากติดตามตัวละครไปตลอดรอดฝั่ง มาปรับใช้กับซีรีส์วัยรุ่นเรื่องนี้อย่างได้ผล 

ไม่ว่าจะเป็นตัวละครเอกที่เพิ่งเข้าโรงเรียนมาใหม่ Nevermore Academy โรงเรียนสำหรับฝึกสอนผู้ใช้พลังสำหรับคน Outcast (ที่ให้บรรยากาศ Hogwarts หน่อย ๆ), การแบ่งเป็นบ้านต่าง ๆ และการแข่งขันกีฬา, ห้องลับและความเหนือธรรมชาติที่น่าตื่นตาตื่นใจเสมอเมื่อได้ดู ผสมเข้ากันกับแนวลึกลับปริศนา นำทางให้ตัวละครเอกใช้ทักษะนักสืบค้นหาความจริง ไปสู่การค้นพบคำตอบเกี่ยวกับโรงเรียน ครอบครัว มิตรภาพ คดีค้างคา และปีศาจ กับทางออกที่เชื่อมโยงกับคำปรามาสว่า เธอคือคนไม่ดีที่จะมาทำลายโรงเรียนนี้

สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงเครื่องมือในการใช้บอกเล่าแก่นในความเป็น Coming of Age เพราะซีรีส์ Wednesday ไม่ได้ต้องการขายความเหนียมอายของเด็กหญิง Misfits (คนที่แปลกแยกและเข้ากับผู้อื่นไม่ได้) ที่มีความ Introvert ไม่มั่นใจในตัวเอง ก่อนที่จะเปลี่ยนเธอไปเป็น Extrovert หรือคนที่ยอมรับตัวเองและสดใสร่าเริงอะไรแบบนั้น 

ตรงกันข้าม ผู้สร้างเลือกที่จะให้ Wednesday เป็น Misfits ในหมู่ Misfits ตั้งแต่นิสัยใจคอ รสนิยม จนถึงการใส่ชุด All Black และให้เธอเป็นตัวของตัวเอง เคารพตัวเอง และสุดโต่งทุก ๆ ด้านตั้งแต่แรก และยังคงสุดโต่งยันจบซีซั่นเลยครับ สิ่งที่แตกต่างออกไปคือตัวละครเรียนรู้อะไร ซึ่งคำตอบนี้มีอยู่ในตอนจบซีซั่นและระหว่างทางแล้ว

พอผนวกกับความเป็นซีรีส์วัยรุ่นเล่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอก-เพื่อน ๆ และตัวเอก-ครอบครัว ที่คนแม่เป็นอดีตศิษย์เก่าที่สวยและโดดเด่นที่สุดในโรงเรียนด้วยแล้ว ทำให้ Wednesday เป็นซีรีส์ Coming of Age ที่นอกจากจะน่าจดจำและประสบความสำเร็จที่สุดเรื่องหนึ่งในยุคนี้ก็ว่าได้ 

เรื่องนี้ดูได้ทุกเพศทุกวัย เพราะทุกคนต่างมีจุดที่ต้องข้ามผ่าน มีจุดยืนของตัวเองที่ต้องค้นหาจากการลองผิดลองถูก ลองเป็น ลองเจ็บ และเราจะเติบโตทางความสัมพันธ์ไม่ได้ ถ้าไม่รู้จักเพื่อนและไม่ผ่านอะไรมาด้วยกันมากพอ หรือยังไม่รู้จักครอบครัวดีพอ ซีรีส์เรื่องนี้เลยนำเสนอในรูปแบบจิ๊กซอว์ที่พอเติมเต็มแล้วจะเป็นภาพของ Wednesday Addams ที่เติบโตขึ้นทางจิตวิญญาณแล้ว เป็นมนุษย์เต็มตัวที่ไม่ได้อยู่ในเงาของแม่อีกต่อไป

Wednesday การตีความใหม่ของลูกสาวคนโตแห่ง The Addams Family ที่เฮี้ยนเป็นกระแสทั่วโลก

ความสำคัญของการเป็นละติน

อีกการตีความที่สำคัญคือการเปลี่ยนให้ตัวละคร Wednesday Addams เป็นตัวละครละตินที่รับบทโดย Jenna Ortega นักแสดงน่าจับตามองที่มีเชื้อสายทั้งอเมริกัน เม็กซิกัน และเปอร์โตริโก แต่จะว่าไปแล้วนี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ซะทีเดียวครับ เพราะที่จริง Addams Family เป็นตระกูลที่มีความละตินอยู่แล้ว แต่เพิ่งมาภาพชัดที่สุดคือในฉบับนี้

ตั้งแต่แรก Addams Family ถูกวาดภาพไว้ให้เป็นตระกูลชาวอเมริกัน โดยที่ตั้งชื่อตัวละครให้สยองเข้าไว้ เช่น Fester ที่แปลว่าแผลเปื่อยเน่าเป็นหนอง Morticia ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากคำว่า Mortician (สัปเหร่อ) หรือ Wednesday ที่อาจดูธรรมดา แต่ก็ตั้งมาจากกล่อมเด็กที่พูดถึงนิสัยเด็กที่เกิดในทุกวันที่มีท่อนร้องว่า “Wednesday’s child is full of woe (เด็กที่เกิดวันพุธนั้นทุกข์เหลือใจ)” ในขณะที่คนพ่อนั้น ในการ์ตูนต้นฉบับไม่ได้มีชื่อ จึงมีการเลือกชื่อระหว่าง ‘Repelli’ และ ‘Gomez’ ซึ่ง John Astin นักแสดงผู้รับบทพ่อในขณะนั้น ได้เลือกชื่อ Gomez แม้ว่าเขาจะเป็นอเมริกันก็ตาม เพื่อให้มีความหลากหลายเกิดขึ้น ทำให้ตัวละคร Gomez และ Grandmama เป็นตัวละครที่มีภาพลักษณ์ของความเป็นละตินอเมริกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทำให้ครอบครัว Addams เป็นครอบครัวละตินอเมริกันไปด้วย 

ซีรีส์ Wednesday จึงไม่ได้ตีความใหม่หรือเปลี่ยนแปลงอะไรไปซะทีเดียวครับ อันที่จริงต้องใช้คำว่าซีรีส์นำเสนอภาพให้ตรงกับรากของตัวละครมากกว่า ด้วยการแคสต์ให้เด็ก ๆ ลูกของสองสามีภรรยาผู้รักกับปานจะกลืนกิน มีความเป็นละตินอย่างชัดเจน 

ความสำคัญของความเป็นละตินในซีรีส์ Wednesday คือการสะท้อนถึงความแบ่งแยกของเด็ก ๆ โรงเรียน Nevermore Academy กับชาวเมือง Jericho และย้อนกลับไปนานกว่านั้นในยุคอาณานิคม คือการแบ่งแยกขั้นรุนแรงที่นำโดย Joseph Crackstone ในการล่าแม่มดและปลูกฝังความแค้นไม่จบไม่สิ้นจนมาถึงรุ่นปัจจุบัน ตรงนี้สะท้อนได้ถึงโลกความจริงที่ผู้คนแบ่งแยกกัน เหยียดผิว สองมาตรฐาน และชาวละตินอเมริกันอย่างชาวเม็กซิโกเคยพบเจอปัญหาและยังคงมีปัญหาอยู่ในการใช้ชีวิตในประเทศสหรัฐอเมริกาในฐานะคนต่างด้าว เราจึงเห็นองค์ประกอบหลายอย่างในเรื่องนี้นำเสนอความละตินอย่างแข็งแรง ในจังหวะที่บังเอิญมาไล่เลี่ยกับตัวละคร Namor ใน Black Panther: Wakanda Forever พอดิบพอดี 

เช่น องค์ประกอบที่แสดงถึงวัฒนธรรมของชาวเม็กซิกันและละตินอย่างเพลงพื้นบ้าน La Llorona ที่ตัวละครเปิดฟัง หรือสร้อยออบซิเดียนที่ Morticia ให้กับ Wednesday เป็นเครื่องประดับซึ่งชาว Aztec และเมโสอเมริกัน บรรพบุรุษของชาวละตินใช้เข้าถึงภาพนิมิตและเชื่อมโยงจิตวิญญาณตั้งแต่โบราณนานมา รวมไปถึงต้นตระกูลที่เป็นแม่มดละตินอย่าง Goody Addams ด้วยเช่นเดียวกัน

จาก The Addams Family สู่ Wednesday เรื่องราวของลูกสาวคนโตแห่งตระกูลคนเฮี้ยน และการตีความใหม่ที่ฮิตเป็นกระแสทั่วโลก

Jenna Ortega ว่าที่ราชินีหนังสยองขวัญคนใหม่

พาร์ตนี้ของบทความ ถึงคราอุทิศให้ Jenna Ortega นักแสดงมากความสามารถวัย 20 ปีที่ตอนนี้ยอดคนตาม IG ปาเข้าไป 14 ล้านแล้ว Jenna คลุกคลีอยู่กับวงการหนังสยองขวัญมาได้พักใหญ่ ๆ เธอโด่งดังมาจาก 2 เรื่องคือ Jane  the Virgin ของ CW ด้วยการรับบทเป็น Jane วัยเด็ก กับบทบาท Harley Diaz ใน Stuck in the Middle ที่บทบาทหลังทำให้เธอ Stuck จริง ๆ จากการถูกประทับตรากลาย ๆ ว่าเป็น ‘เด็กดิสนีย์’ และรับเอาภาพลักษณ์นั้นมาหลอมรวมอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทำให้เธอรู้สึกต้องการพิสูจน์ตัวเองด้วยเส้นทางที่ไม่สด ๆ ใส ๆ อีกต่อไป และถ้าเลือกได้ก็เลี่ยงแสดงซีรีส์

จากนั้น Jenna ก็เดินทางสายดาร์ก ด้วยการแสดงในซีรีส์ You, หนังเกี่ยวกับการกราดยิงของ HBO ที่ชื่อ The Fallout, แสดงหนัง X (อันนี้ชื่อหนังนะครับ) ที่เกี่ยวกับเด็กวัยรุ่นหนีฆาตกรป้าแก่สุดโหด และแสดงหนังที่คนแสดงได้ตำแหน่ง Scream Queen อย่าง Scream จนตอนนี้ไม่ผิดนักถ้าจะเรียกว่า Jenna เป็นรุ่นน้องที่น่าจับตามองของ Elizabeth Moss และ Anya Taylor-Joy 

Jenna Ortega เคยพูดถึงการรับบทในหนังสยองขวัญไว้ว่า “สิ่งที่ฉันชอบในตระกูลหนังสยองขวัญคือการที่มันทำให้โรงหนังยังมีชีวิตอยู่ หนังตระกูลนี้กระตุ้นอะดรีนาลีน เป็นเหมือนโรลเลอร์โคสเตอร์ และผู้คนได้มีช่วงเวลาที่ดีในโรงหนัง หนังสยองขวัญมีทุกตระกูลอยู่ในนั้น และการถ่ายทำหนังพวกนั้นเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ ในฐานะนักแสดงคนหนึ่ง”

แต่ถึงเธอจะพยายามเลี่ยงไม่กลับไปแสดงซีรีส์อีก และลังเลอยู่นานว่าจะออดิชั่นดีมั้ย สิ่งที่ Jenna Orgeta สนใจคือตัวละคร Wednesday ในฉบับละติน และสิ่งที่เธอจะทำให้ตัวละครนี้ได้ ทั้งการแสดง การตีความในแบบของตัวเอง ไหนจะโอกาสที่เธอจะได้แสดงภายใต้การกำกับและโปรดิวซ์ของตำนานอย่าง Tim Burton นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เธอตัดสินใจลุยและได้รับคัดเลือกจน Christina Ricci นักแสดงผู้รับบทนี้มาก่อนในฉบับปี 90 (ที่หลายคนมองว่าเพอร์เฟกต์แล้ว และมารับบทเป็นอาจารย์ในเรื่องด้วย) เอ่ยปากชมว่านี่คืออีกเวอร์ชันของ Wednesday ที่ยอดเยี่ยมมาก และ Tim Burton ถึงกับพูดว่า “นึกภาพ Wednesday ที่ดีกว่านี้ไม่ออกแล้วจริง ๆ”

“มันสำคัญกับฉันมาก ๆ ที่จะทำอะไรที่แตกต่าง แม้ว่าเธอจะเคยถูกถ่ายทอดบนจออย่างไร้ที่ติมาก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม ในทางเทคนิคแล้ว Wednesday เป็นตัวละครละตินที่ไม่เคยถูกนำเสนอตรงตามความจริงมาโดยตลอด ฉะนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่มีโอกาส Represent ชุมชนของฉัน ฉันก็ต้องการให้ผู้คนได้เห็น” Jenna กล่าว 

จาก The Addams Family สู่ Wednesday เรื่องราวของลูกสาวคนโตแห่งตระกูลคนเฮี้ยน และการตีความใหม่ที่ฮิตเป็นกระแสทั่วโลก

เบื้องหลังและเกร็ดที่น่าสนใจ

พูดถึงเกร็ดน่าสนใจแล้วคงต้องเริ่มที่ Opening Credits ซีรีส์ Wednesday เลือกไม่ใช้เพลงธีมของ The Addams Family แต่เลือกสร้างสรรค์เพลงใหม่ไปเลย ด้วยแนวคิดที่ว่านี่คือเรื่องราวของ Wednesday และเธอควรมี theme song เป็นของตัวเอง 

Tim Burton จึงได้ร่วมมือกับ Danny Elfman ผู้ประพันธ์เพลง/ดนตรีประกอบร่วมกับเขามาตั้งแต่ผลงานสำคัญเรื่องก่อน ๆ ในการเนรมิต Opening Credits ที่เต็มไปด้วยความโกธิก Easter Egg และกลิ่นอายที่คุ้นเคยแต่ก็สดใหม่ไปในตัว โดย Easter Egg หนึ่งที่น่าสนใจคือพอไม่มีเพลงประกอบเดิมแล้ว เสียงดีดนิ้ว 2 ครั้งเลยไปอยู่ในเนื้อเรื่องแทน ในฐานะโค้ดลับในการเข้าสู่ห้องแห่งสมาคมลับ Nightshade Society

ซึ่งไม่เพียงแค่องค์ประกอบพวกนี้ นักแสดงเอง Tim Burton ก็เป็นคนเลือกด้วยตัวเองเกือบจะทั้งหมดอีกด้วย 

ต่อมาเป็นเรื่องของ Tim Burton ที่เคยปลงกับโปรเจกต์นี้ไปแล้ว แต่สาเหตุที่เขาตัดสินใจกลับมากำกับและโปรดิวซ์ก็เพราะตัวละคร Wednesday กับบทซีรีส์เรื่องนี้เลยครับ โดยให้เหตุผลไว้ว่า 

“ตอนที่ผมอ่านบท เหมือนมันพูดกับผมว่า ผมรู้สึกอย่างไรกับโรงเรียนและพ่อแม่เมื่อตอนวัยเด็กในฐานะคนคนหนึ่ง Addams Family จึงเหมือนรายการเรียลริตี้ในแง่หนึ่ง ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือน Wednesday เสมอมา เธอย้ายไปเรียนที่โรงเรียนของพวกนอกคอกและถูกคนพวกนั้นปฏิเสธอีกที ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ผมรู้สึกมาตลอดชีวิต ต่อโรงเรียน ต่อพ่อแม่ ต่อคนอื่น ๆ นี่คือโปรเจกต์ที่ตอบสนองต่อตัวผมที่เหมือน Carrie (ตัวละครในนิยาย Steven King) สาวโชกเลือดที่ไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของงานพรอม Wednesday กับผมจึงมีมุมมองโลกที่เหมือนกัน และแน่นอน ผมทั้งอ่านและทั้งดูซีรีส์ The Addams Family

โดย Tim Burton ถือว่ามีบทบาทนอกจากกำกับซีรีส์เยอะเลยครับ ในส่วนของโปรดิวเซอร์ เขาเป็นคนออกแบบสัตว์ประหลาด Hyde เอง ด้วยการวาดบนกระดาษไม่กี่แผ่น หลังจากที่ผู้สร้างปวดหัวกับการเลือก 50 – 60 แบบแล้วยังไม่โดนใจสักที นอกจากนี้ยังมีส่วนในการคอยจัดท่าทาง การยืน การนั่ง และการแสดงออกของตัวละคร Wednesday อีกด้วย โดยเฉพาะหนึ่งในเอกลักษณ์ที่สะท้อนความเป็นตัวละครได้ดีอย่างการไม่กะพริบตานี่ก็เกิดจากการให้ Jenna ลองหน้ากล้อง พอพบว่าเวิร์ก เขาก็บอกเธอว่าไม่กะพริบตาหรือกะพริบตาให้น้อยที่สุดตลอดทั้งเรื่องเช่นกัน ซึ่งทั้งผู้สร้าง นักแสดง ทีมงาน ต่างก็แฮปปี้กับการทำงานกับผู้กำกับรุ่นเก๋าคนนี้ 

จาก The Addams Family สู่ Wednesday เรื่องราวของลูกสาวคนโตแห่งตระกูลคนเฮี้ยน และการตีความใหม่ที่ฮิตเป็นกระแสทั่วโลก

ในการมารับบท Wednesday ในซีรีส์เรื่องนี้ น่าประหลาดใจที่ Jenna ไม่ได้คุยปรึกษาหารือกับ Christina Ricci เลยครับ Jenna ยกย่องฉบับของ Christina ก็เลยพยายามตีความตัวละครออกมาในแบบของตัวเอง และการตีความของเธอนอกจากใส่ความเป็นตัวเอง (ที่เป็นสายดาร์ก นิยามตัวเองว่าคนพิลึก ชอบดูหนังสยองขวัญโหด ๆ สนุกกับการผ่าซากสัตว์ตายแล้ว และเพื่อน ๆ กับคนรอบตัวเธอชอบบอกว่าเธอเหมือน Wednesday Addams อยู่แล้ว) ไปแล้ว ยังได้มีนักร้องสาว Billie Eilish เป็นต้นแบบอีกด้วย 

นอกจากนี้ที่สิ่งที่ Jenna ต้องเรียนรู้ใหม่ในการรับบทนี้คือเรียนฟันดาบ เข้าคลาสเล่นเชลโล่อาทิตย์ละ 2 วัน เรียนยิงธนู และเรียนภาษาเยอรมันครับ

ผู้สร้างที่เคยทำ Smallville มาก่อนเปรียบเทียบว่า Wednesday มีความคล้ายคลึงกับ Clark Kent ในซีรีส์เรื่องนั้นพอสมควร ถึงแม้ว่าซีรีส์ Wednesday มีความสนุกตลกกว่า แต่ทั้งสองเรื่องเป็นการค้นหาอารมณ์และตัวตนภายในใจตัวเอง จึงทำการตั้งคำถามว่ามิดิตัวละครและความซับซ้อนของตัวละครไร้อารมณ์และโนสนโนแคร์แบบ Wednesday จะถ่ายทอดออกมาได้อย่างไร

Jenna แย้งผู้กำกับเรื่องรักสามเส้าว่า เธอไม่อินความสัมพันธ์ตัวละครแบบนี้เท่าไหร่นัก และไม่เชื่อว่า Wednesday จะเป็นตัวละครที่บ้าผู้ชาย (แต่พอได้อ่านบทถึงได้อ๋อ) 

เรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้คืนท่าเต้นในตำนานที่เกิดขึ้น ณ งานพรอม ท่าเต้นนี้ไม่มีนักออกแบบ ฉะนั้น ใช่แล้วครับ Jenna Ortega เป็นคนคิดเอง ออกแบบเอง โดยเธอได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Siouxsie Sioux, Rich Man’s Frug ของ Bob Fosse’s, Lisa Loring, Lene Lovich, Denis Lavant, และฟุตเทจท่าเต้นสไตล์โกธิกในคลับปี 80 เช่นกัน 

ส่วน Nevermore Academy ในเรื่องจะอยู่ที่ New England ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่สถานที่ถ่ายทำของจริงอยู่ที่ปราสาท Cantacuzino ในประเทศโรมาเนียที่มีอายุ 111 ปีแล้ว เพราะโลเคชันที่นั่นมีมนต์ขลัง โดยที่เมือง Jericho ในเรื่องที่เราเห็นส่วนใหญ่สร้างมาจากพื้นที่โล่ง ๆ เปล่า ๆ ทั้งสิ้น ในขณะที่มือผู้ทำตัวสารพัดประโยชน์อย่าง Thing นั้นไม่ใช่ซีจีทั้งหมด ส่วนใหญ่แล้วเป็นมือจริงที่มีนักมายากลชื่อ Victor Dorobantu เป็นคนเล่นเองโดยใส่ชุดสีฟ้า และเดินตามคลานตาม Jenna ไปทุกที่

จาก The Addams Family สู่ Wednesday เรื่องราวของลูกสาวคนโตแห่งตระกูลคนเฮี้ยน และการตีความใหม่ที่ฮิตเป็นกระแสทั่วโลก

Wednesday ซีซั่น 2 และซีซั่นต่อ ๆ ไป

ผู้สร้างเผยว่าที่เราได้ดูกันไปเป็นเพียงการแตะพื้นผิวเท่านั้นครับ ยังมีอะไรให้สำรวจอีกมาก ตั้งแต่ความสัมพันธ์ในครอบครัว เนื้อเรื่องของตัวละครอื่นอย่างลุง Fester และตัวละที่ยังไม่ปรากฏทั้งที่เคยปรากฏตัวในฉบับอื่นมาแล้ว หรือตัวละครใหม่ที่สร้างมาเฉพาะกิจ ไหนจะเส้นทางที่ Wednesday จะเป็นตัวของเธอเองนอกครอบครัวอีกด้วย

“ในตอนที่เราพัฒนาซีรีส์เรื่องนี้ เราเล็งไว้ว่าจะสร้างหลายซีซั่นครับ ในทางอุดมคติน่ะนะ ไม่ใช่ความคาดหวัง แต่เป็นความคาดหมายด้วยความหวังอย่างยิ่งว่า Wednesday จะประสบความสำเร็จ เราเลยวางเลย์เอาต์เรื่องราวไว้ 3 – 4 ซีซั่นไว้แล้ว จากนั้นก็รอดูครับว่าตัวละครพวกนั้นได้ทำอะไรไปบ้าง และมีพัฒนาการให้ต่อยอดอย่างไร”

แม้ยังไม่ได้มีการประกาศสร้างซีซั่น 2 โดยทันทีหรือล่วงหน้าเหมือนบางเรื่อง แต่จากกระแสการพูดถึงและการขึ้นอันดับ 1 ทั่วโลก น่าจะการันตีได้แล้วว่าคนรักน้องวันพุธ และการกลับมาในแบบร่วมสมัยของ The Addams Family ฉบับนี้แค่ไหน และนั่นหมายถึงโอกาสที่จะได้ดูซีซั่น 2 กับซีซั่นต่อ ๆ ไปก็จะมีมากขึ้นตามไปด้วยครับ

Wednesday ซีซั่น 1 มีทั้งหมด 8 อีพี ดูได้แล้ววันนี้ที่ Netflix 

ที่มา 

https://www.empireonline.com

https://www.nytimes.com

https://www.cbr.com

https://www.hola.com

https://variety.com

https://www.yahoo.com

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load