24 ธันวาคม 2565
2 K

ท่ามกลางความยาวของเทือกเขาตะนาวศรีที่มนุษย์กำหนดให้ทำหน้าที่พรมแดนธรรมชาติ กั้นระหว่างไทยกับสหภาพเมียนมา เริ่มตั้งแต่จังหวัดกาญจนบุรี ทอดตัวลงใต้ผ่านจังหวัดราชบุรี จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และสิ้นสุดที่จังหวัดชุมพร มีหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ชายแดนตะวันตกของอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี นามว่า ‘บ้านมอญห้วยน้ำใส’ ดูจากชื่อก็เดาได้ว่าต้องเป็นหมู่บ้านที่เกี่ยวข้องกับชาวมอญและสายน้ำไม่มากก็น้อย ซึ่งฉันจะพาเพื่อน ๆ ออกไปร่วมสำรวจหมู่บ้านนี้กัน 

พร้อมแล้วปักหมุดไปที่ สำนักสงฆ์ห้วยน้ำใส แล้วออกเดินทางกันค่ะ

สัมผัสบรรยากาสเนิบช้า วิถีชีวิตไทย-มอญและชุมชนท่องเที่ยวที่ บ้านมอญห้วยน้ำใส ราชบุรี

“สวัสดีค่ะ พักที่ B&B Home ค่ะ” 

เป็นประโยคที่ทางเจ้าหน้าที่รีสอร์ตบอกให้ฉันแจ้งกับอาสาสมัครบ้านมอญห้วยน้ำใสเมื่อมาถึงหน้าสำนักสงฆ์ฯ เนื่องจากในวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ไม่อนุญาตให้นำรถของนักท่องเที่ยวเข้าไปในหมู่บ้าน เพราะในหมู่บ้านมีตลาด ยกเว้นรถนักท่องเที่ยวที่พักที่รีสอร์ตในหมู่บ้าน

เราจอดรถในรีสอร์ตและเลือกเดินยืดเส้นยืดสายกันก่อนเข้าห้องพัก เนื่องจากเรานั่งรถมาจากกรุงเทพฯ กว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง บรรยากาศภายในหมู่บ้านมีถนนคอนกรีตตัดกลางหมู่บ้าน มีร้านค้าเล็ก ๆ ตั้งอยู่หน้าบ้าน โดยมีพ่อค้าแม่ค้าแต่งกายด้วยชุดมอญคอยส่งเสียงทักทายนักท่องเที่ยว ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็เดินไปจนสุดหมู่บ้านทางด้านบน เราเดินมาในโซนริมลำธารที่จำหน่ายอาหารและมีที่ให้นั่งทาน แต่ไม่มีที่นั่งว่าง ฉันจึงตัดสินใจเดินกลับมาเพื่อทานอาหารกลางวันที่ร้าน Coffee Mat แทน

สัมผัสบรรยากาสเนิบช้า วิถีชีวิตไทย-มอญและชุมชนท่องเที่ยวที่ บ้านมอญห้วยน้ำใส ราชบุรี

“ร้านเราไม่มีอาหารจำหน่ายค่ะ แต่ลูกค้าซื้ออาหารในตลาดมานั่งทานที่ร้านได้นะคะ”

เสียงพนักงานตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม หลังจากที่ฉันถามถึงเมนูอาหารในร้าน Coffee Mat ซึ่งทำให้ฉันอบอุ่นใจที่ชาวบ้านมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันและกัน 

ฉันสั่งเครื่องดื่มจากร้านเสร็จก็เดินออกมาอุดหนุนพ่อค้าแม่ค้าที่ตลาด แล้วถืออาหารและขนมกลับเข้าไปนั่งทานในร้าน บรรยากาศภายในร้านมีนักท่องเที่ยวมานั่งจิบเครื่องดื่มและทานอาหารริมลำธารเกือบเต็มทุกที่นั่ง และบางช่วงเวลาที่นั่งก็เต็ม แต่ฉันกลับไม่รู้สึกถึงความพลุกพล่าน 

ตลอดเวลาที่เราใช้เวลาในร้าน Coffee Mat สิ่งที่ฉันได้ยินคือเสียงน้ำไหลของลำธารตรงหน้า และเสียงเด็กน้อยหัวเราะชอบใจเท่านั้น อาจเป็นเพราะทุกคนไม่ได้อยากให้เสียงของตนเองไปแทนที่เสียงน้ำไหลจากลำธาร ต่างคนจึงพูดคุยกันเบา ๆ ถ่ายรูปให้กันไปมาด้วยรอยยิ้มสดใส และพนักงานในร้านก็ไม่ได้ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกอึดอัดใจที่นำอาหารจากข้างนอกเข้ามาทาน 

สัมผัสบรรยากาสเนิบช้า วิถีชีวิตไทย-มอญและชุมชนท่องเที่ยวที่ บ้านมอญห้วยน้ำใส ราชบุรี

บรรยากาศช่างผ่อนคลาย ทำให้ฉันตระหนักได้ว่า ก่อนหน้านี้ฉันไม่ได้เดินเล่นในหมู่บ้าน แต่เหมือนเป็นการเดินทำเวลา เพื่อต้องการรู้ว่าสุดหมู่บ้านด้านบนนี้มีอะไรเท่านั้นเอง ซึ่งเป็นนิสัยที่เคยชินที่ฉันต้องเร่งรีบตลอดเวลาเมื่อใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ รวมถึงวิธีการทำงานที่ต้องรีบเร่งเพื่อให้ถึงเป้าหมาย

เมื่ออิ่มท้องแล้วเราเดินสำรวจหมู่บ้านใหม่อีกครั้ง โดยใช้จังหวะฝีเท้าที่ชะลอลง และพบว่าร้านค้าแต่ละร้านแทบขายของไม่ซ้ำกัน นักท่องเที่ยวจะพบกับขนมมากมาย อาทิ ขนมโดนัทมอญ ทำจากแป้งมีรูตรงกลาง วางเรียงกันในถาดที่รองด้วยใบตอง ทั้งน่ารักและชวนลิ้มลอง

สัมผัสบรรยากาสเนิบช้า วิถีชีวิตไทย-มอญและชุมชนท่องเที่ยวที่ บ้านมอญห้วยน้ำใส ราชบุรี

ขนมต้มใส่ไส้เสียบไม้ที่แม่ค้าบรรจงตกแต่งด้วยดอกอัญชัน และนำใบตองมาทำเป็นแพ็กเกจจิ้ง ขนมมอญกระบองจ่อ และขนมอื่น ๆ อีกมากมายที่เดินทานเล่นได้เรื่อย ๆ สร้างความบันเทิงเริงใจเป็นอย่างดี แถมพ่อค้าแม่ค้ายังใจดีให้นักท่องเที่ยวฝากทิ้งขยะได้ทุกร้าน นอกจากทำให้ทัศนียภาพในหมู่บ้านสะอาดตาที่ไม่มีถังขยะมาตั้งขวาง ยังอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

สัมผัสบรรยากาสเนิบช้า วิถีชีวิตไทย-มอญและชุมชนท่องเที่ยวที่ บ้านมอญห้วยน้ำใส ราชบุรี

ยังมีอาหารคาว ไม่ว่าจะเป็นยำผักกูด ทอดมัน ข้าวไข่เจียว และเมนูอื่น ๆ มีวัตถุดิบพื้นบ้านอย่าง หน่อไม้ดอง ผักสด ๆ กล้วยน้ำว้าที่ชาวบ้านปลูกไว้ทานเอง เมื่อมีจำนวนเกินที่จะทานก็นำออกมาขาย รวมถึงของใช้อย่างเครื่องจักสาน ชุดชาวมอญ ยาดม และสมุนไพรต่าง ๆ

สัมผัสบรรยากาสเนิบช้า วิถีชีวิตไทย-มอญและชุมชนท่องเที่ยวที่ บ้านมอญห้วยน้ำใส ราชบุรี
สัมผัสบรรยากาสเนิบช้า วิถีชีวิตไทย-มอญและชุมชนท่องเที่ยวที่ บ้านมอญห้วยน้ำใส ราชบุรี

เราเดินซื้อของทานเล่นมาเรื่อย ๆ ตามเส้นทางเดิม แต่ต่างกันตรงฝีเท้าที่ใช้จังหวะช้าลงจนมาถึงด้านบนของหมู่บ้านอีกครั้ง และต้องประหลาดใจที่ก่อนหน้านั้นฉันกลับมองไม่เห็นบางสิ่ง หรืออาจจะหลายสิ่ง นั่นคือ ด้านบนของหมู่บ้านมีสิ่งก่อสร้างที่ทำด้วยปูนเป็นรูปเรือ และบนเรือมีรูปปั้นพญานาค นามของท่านคือ ‘ปู่มหาสุข’ ด้วยความสงสัยว่าทำไมต้องสร้างพญานาคนั่งเรือ ในเมื่อท่านว่ายน้ำได้ ฉันจึงสอบถามเรื่องราวของท่านกับแม่ค้าที่จำหน่ายพานดอกไม้และบายศรีตรงตลาด ได้ความว่า 

สัมผัสบรรยากาสเนิบช้า วิถีชีวิตไทย-มอญและชุมชนท่องเที่ยวที่ บ้านมอญห้วยน้ำใส ราชบุรี

“เดิมทีตรงนั้นจะสร้างรีสอร์ตเลยสร้างเรือไว้ด้านหน้า แต่สุดท้ายก็ไม่ได้สร้าง เจ้าของที่เลยสร้างพญานาคไว้บนเรือ เพราะเป็นจุดสูงที่สุดของหมู่บ้าน ใกล้ลำธาร ให้ท่านคุ้มครองปกป้องหมู่บ้านแห่งนี้”

เราสนทนากันเพิ่มเติมถึงที่มาของการเปิดหมู่บ้านแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว คุณพี่แม่ค้าเล่าว่า ผู้ใหญ่บ้านประชุมกับลูกบ้านก่อน เพื่อถามความคิดเห็นว่าจะเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวดีหรือไม่ รวมถึงข้อปฏิบัติต่าง ๆ ที่ตกลงร่วมกัน วันธรรมดาชาวบ้านประกอบอาชีพปกติ ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ก็นำของออกมาขายหน้าบ้าน นับเป็นการสร้างรายได้เพิ่มให้กับชาวบ้าน

สัมผัสบรรยากาสเนิบช้า วิถีชีวิตไทย-มอญและชุมชนท่องเที่ยวที่ บ้านมอญห้วยน้ำใส ราชบุรี

จบบทสนทนา ฉันเดินกลับลงมายังรีสอร์ต ผ่านรั้วไม้ไผ่ที่ชาวบ้านร่วมกันสร้างไว้ตรงกลางหมู่บ้าน นับว่าเป็นสัญลักษณ์ของหมู่บ้านนี้เลยก็ว่าได้ เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายภาพ ตัวฉันเองก็ใช้เวลากับจุดนี้มากพอสมควร 

ฉันมองไปยังร้านรวงต่าง ๆ ที่ตั้งแผงไม้ขายสินค้าหน้าบ้าน เมื่อมองเลยไปหลังแผงขายสินค้าก็พบกับวิถีชีวิตปกติของชาวบ้าน ฉันเห็นคุณยายออกมานั่งเล่น มองดูผู้คนที่ระเบียงบ้านไม้ เห็นเด็กน้อยวิ่งเล่นตามปกติซึ่งเป็นไปตามวัยอันสมควร เรากลับมาถึงรีสอร์ตก็เดินเล่นริมลำธาร หมู่บ้านนี้มีลำธารขนาบข้างทั้งซ้ายและขวา จึงไม่แปลกใจเมื่อเราเดินภายในหมู่บ้านหลาย ๆ จุดก็ได้ยินเสียงน้ำไหลเบา ๆ อยู่ตลอดเวลา เดินเล่นสักพักใหญ่ ๆ ก็เช็กอินเข้าห้องพัก 

สัมผัสบรรยากาสเนิบช้า วิถีชีวิตไทย-มอญและชุมชนท่องเที่ยวที่ บ้านมอญห้วยน้ำใส ราชบุรี
สัมผัสบรรยากาสเนิบช้า วิถีชีวิตไทย-มอญและชุมชนท่องเที่ยวที่ บ้านมอญห้วยน้ำใส ราชบุรี

ตกเย็นเราออกมาเดินเล่นที่ด้านหน้าหมู่บ้าน ตอนมาถึงหมู่บ้านฉันนั่งรถมา จึงไม่ทันได้สังเกตว่าหน้าป้ายทางเข้าหมู่บ้านด้านขวามือมี ‘ศาลหลวงปู่เหมราช’ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองของบ้านห้วยน้ำใส ฉันเดินเข้าไปซื้อดอกไม้ธูปเทียนเพื่อจะไหว้ศาล ขณะกำลังจะหลับตาอธิษฐาน ก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกเหมือนมีสายตาจ้องมองจากด้านหลัง ฉันจึงตัดสินใจหันหลังไปดูแต่ก็ไม่พบอะไร 

ความขนลุกบังเกิดทันที แต่ ๆ ๆ พอค่อย ๆ ไล่สายตาไปโดยรอบจนพบกับเจ้าของสายตาคู่นั้น นั่นคือเด็กหญิงชาวมอญที่น่าจะอายุประมาณ 5 ขวบ (แต่เจ้าตัวยืนยันว่า 8 ขวบ) บนแก้มตกแต่งด้วยแป้งทานาคากำลังแอบมองฉัน โดยซ่อนตัวอยู่ข้างจุดจำหน่ายดอกไม้และโผล่ออกมาแต่ศีรษะ ฉันจึงเอ่ยปากออกไป “ออกมาไหว้ปู่ด้วยกันสิ” สาวน้อยก็ส่งยิ้มให้แล้วออกมายืนไหว้ศาลกับฉัน

สัมผัสบรรยากาสเนิบช้า วิถีชีวิตไทย-มอญและชุมชนท่องเที่ยวที่ บ้านมอญห้วยน้ำใส ราชบุรี

ไหว้ศาลฯ เสร็จก็มุ่งหน้าออกเดินเล่นต่อ โดยมีปลายทางคือสำนักสงฆ์ห้วยน้ำใส เดินมาเรื่อย ๆ อย่างช้า ๆ จนมาเจอภาพวิวที่เห็นแล้วสดชื่นมาก ๆ อยู่ทางซ้ายมือ ทุกท่านนึกภาพตามนะคะ 

ท่ามกลางอากาศเย็นสบาย ภาพตรงหน้าเป็นสะพานปูนโค้งที่มีความกว้างเพียงคนเดียวเดินผ่านได้ พาดผ่านลำธารเล็ก ๆ สายน้ำส่งเสียงดังเป็นจังหวะตามการกระทบของกระแสน้ำกับโขดหิน ไหลผ่านสะพานแล้วเลี้ยวโค้งหลบสายตา ภาพนั้นทำให้ฉันตัดสินใจเดินตามลำธารไปเรื่อย ๆ ด้วยความตื่นเต้นว่าสุดลำธารจะได้พบกับอะไร ฉันยืนนิ่ง ๆ เพื่อใช้สายตาบันทึกภาพน้ำตกเล็ก ๆ และลำธารที่ไหลมาบรรจบกันภายใน ‘บ้านฟ้าใส รีสอร์ท’ – ใช่ค่ะ เราเดินเข้ามาในรีสอร์ตที่เราไม่ได้พักโดยไม่รู้ตัว แต่กลับไม่ได้รู้สึกอึดอัด เพราะตรงสะพานที่ฉันพบกับวิวประทับใจนั้น มีป้ายเชิญชวนให้ทุกคนที่เห็นป้ายเข้ามาเดินเล่น นั่งจิบกาแฟ โดยโซนห้องพักจะอยู่อีกโซนหนึ่ง จึงไม่เป็นการรบกวนแขกผู้เข้าพักของที่นี่

สัมผัสที่เที่ยววิถีชีวิตไทย-มอญและชุมชนท่องเที่ยวที่ บ้านมอญห้วยน้ำใส ราชบุรี

ความรู้สึกของฉันตอนนี้ก็เหมือนกับตอนที่พนักงานในร้าน Coffee Mat บอกให้ซื้ออาหารจากข้างนอกเข้ามานั่งทานในร้านของเขา พวกเขาไม่ได้หวงวิวที่สวยงามไว้ให้เฉพาะนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการของตนเอง แต่กลับเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้ทุกคนที่มาเยี่ยมหมู่บ้านได้ชมโดยเท่าเทียมกัน 

ฉันขออุบภาพน้ำตกเล็ก ๆ ในบ้านฟ้าใสรีสอร์ทนะคะ (เพราะอยากให้เพื่อน ๆ ไปตามรอยจะได้สัมผัสถึงความรู้สึกที่ฉันได้รับค่ะ)

สัมผัสที่เที่ยววิถีชีวิตไทย-มอญและชุมชนท่องเที่ยวที่ บ้านมอญห้วยน้ำใส ราชบุรี

ตะวันคล้อยต่ำลงจนท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีดำเกือบสนิท เราตัดสินใจหันหลังแล้วเดินกลับเข้าไปในหมู่บ้านแทน พรุ่งนี้เช้าค่อยไปที่สำนักสงฆ์ห้วยน้ำใสก็แล้วกัน เราเดินมาที่ ร้านดีบุก หมูกระทะ ตั้งอยู่ด้านขวาของป้ายทางเข้าหมู่บ้าน ผู้คนจำนวนมากกำลังมีความสุขกับหมูกระทะท่ามกลางบรรยากาศเย็นสบาย และแน่นอนว่าฉันย่อมไม่พลาดความสุขนี้ สำหรับท่านใดที่ไม่ได้พักในหมู่บ้านห้วยน้ำใสก็เข้ามาอุดหนุนกันได้ ร้านเปิดในช่วงเย็นค่ะ 

ทานมื้อเย็นเสร็จ เราเลือกเดินเล่นในหมู่บ้านต่ออีกสักหน่อยเพื่อเป็นการย่อยอาหาร บรรยากาศภายในหมู่บ้านเวลานี้เงียบสนิท เราเดินขึ้นไปยังด้านบนของหมู่บ้าน ผ่านจุดที่มีไฟสลัว ๆ บ้าง ผ่านจุดที่มืดบ้าง ฉันเห็นภาพพ่อค้าแม่ค้าเมื่อกลางวันที่ใส่ชุดชาวมอญกำลังนั่งทานข้าวเย็นโดยพร้อมหน้ากับครอบครัวตรงระเบียงบ้านไม้ชั้นเดียว ตามวิถีชีวิตปกติของชาวบ้าน

ฉันดีใจนะ ที่การมาของนักท่องเที่ยวไม่ได้ทำลายวิถีชีวิตปกติของพวกเขา

ฉันเดินมาสักระยะก็แอบถอดใจนิดหน่อยเพราะเส้นทางมีช่วงมืด ฉันรู้สึกกลัว แต่มีพี่ชาวบ้านที่กำลังนั่งทานข้าวหน้าบ้านตะโกนบอกว่า “เดินขึ้นไปด้านบนเขาจะเปิดไฟ สวยมาก ๆ ต้องไปดูนะ” 

เราเลยตัดสินใจเดินต่อ พอผ่านช่วงมืดอีกครั้ง คนที่เดินอยู่ข้างกายก็สะกิดให้แหงนหน้ามองท้องฟ้า เพื่อให้มองดวงดาวที่ส่องแสงทักทายฉันผู้มัวแต่ก้มหน้าก้มตาเดิน วินาทีนั้นทำให้ฉันนึกถึงชีวิตปกติที่มักจะก้มหน้าก้มตาทำงานให้เสร็จเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อจะได้ทำงานชิ้นใหม่ โดยไม่ได้ให้คุณค่าของเวลาที่ต้องพักผ่อน มันเป็นความท้าทายที่สนุก แต่ฉันก็ยอมรับว่าบางครั้งก็รู้สึกถึงความหม่นหมองในใจ และมีคำถามว่า “เราต้องรีบขนาดนี้ทุกงานเลยหรือ”

ฉันเดินท่ามกลางบรรยากาศของโลกที่มืดมิด แต่บนท้องฟ้ากลับสุกสกาวด้วยดวงดาวน้อยใหญ่ด้วยใจที่สงบ แต่ก็แอบตื่นเต้นเล็ก ๆ ว่าจะได้พบกับอะไร เราเดินมาสักพักก็พบกับสิ่งที่ต้องร้องว้าววว (ว.แหวนล้านตัว) กับเซอร์ไพร์สเล็ก ๆ ของหมู่บ้านนี้ เพราะภาพตรงหน้าของฉัน คือรั้วไม้ไผ่ที่อยู่กลางหมู่บ้านตอนนี้เต็มไปด้วยแสงไฟ และบรรยากาศที่เงียบสงบทำให้ได้ยินเสียงน้ำไหลจากลำธารดังชัดเจน เปรียบเหมือนเสียงดนตรีที่ใช้บรรเลงเพื่อผ่อนคลาย โดยไม่ต้องเปิดฟังจาก Spotify

สัมผัสที่เที่ยววิถีชีวิตไทย-มอญและชุมชนท่องเที่ยวที่ บ้านมอญห้วยน้ำใส ราชบุรี

ฉันหลับสบายโดยมีเสียงน้ำไหลจากลำธารภายในรีสอร์ตขับกล่อม

ในห้องพักมีเพียงพัดลม 1 ตัว – ใช่ค่ะ อากาศเย็นจนไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศเลย 

เราอุดหนุนของตักบาตรกับรีสอร์ตที่เข้าพัก แม่ค้าบอกว่าตักบาตรหน้ารีสอร์ตได้เลยเพราะพระเดินผ่าน แต่ฉันอยากขึ้นไปตักบาตรบริเวณรั้วไม้ไผ่กลางหมู่บ้านมากกว่า จึงเดินถือของตักบาตรขึ้นไปด้านบนหมู่บ้าน บรรยากาศตอนเช้าเต็มไปด้วยชาวบ้านที่แต่งกายด้วยชุดมอญ นักท่องเที่ยวต่างถือของสำหรับเตรียมตักบาตร เป็นภาพที่น่ารักมาก ๆ เพราะของส่วนใหญ่ใส่ไว้ในตะกร้าตกแต่งด้วยดอกไม้จริงหรือดอกไม้ประดิษฐ์ แต่ละร้านตกแต่งตะกร้าไม่เหมือนกัน เมื่อนักท่องเที่ยวตักบาตรเสร็จก็วางตะกร้าไว้ตรงเสื่อได้เลย สะดวกทั้งเจ้าของตะกร้าในการเก็บและนักท่องเที่ยวที่ไม่ต้องหิ้วตะกร้าลงมาคืน ซึ่งมีนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้พักในรีสอร์ตภายในหมู่บ้านมาเข้าร่วมกิจกรรม ‘จู๊ดเปอป๊าด’ (ตักบาตร) ด้วย

สัมผัสที่เที่ยววิถีชีวิตไทย-มอญและชุมชนท่องเที่ยวที่ บ้านมอญห้วยน้ำใส ราชบุรี
สัมผัสที่เที่ยววิถีชีวิตไทย-มอญและชุมชนท่องเที่ยวที่ บ้านมอญห้วยน้ำใส ราชบุรี

เวลาประมาณ 08.00 น. เสียงระฆังดังขึ้นจากขบวนหน้าสุดที่มีชายชาวมอญแบกระฆังและตีส่งสัญญาณการเริ่มตักบาตร ตามด้วยพระสงฆ์จากสำนักสงฆ์ห้วยน้ำใสที่เดินเป็นแถวเพื่อรับของจากญาติโยม ปิดท้ายแถวด้วยหญิงชาวมอญเทินข้าวของเครื่องใช้ไว้บนศีรษะ

สัมผัสที่เที่ยววิถีชีวิตไทย-มอญและชุมชนท่องเที่ยวที่ บ้านมอญห้วยน้ำใส ราชบุรี
สัมผัสที่เที่ยววิถีชีวิตไทย-มอญและชุมชนท่องเที่ยวที่ บ้านมอญห้วยน้ำใส ราชบุรี

ตักบาตรเสร็จ เรานั่งรอที่เสื่ออีกสักพักเพื่อเก็บบรรยากาศ แล้วจึงลุกเดินไปหาอาหารเช้าทานที่ด้านบนของหมู่บ้าน ฉันตั้งใจจะไปอุดหนุนร้านข้าวไข่เจียวริมลำธาร แต่ไม่ได้จะไปซื้อข้าวไข่เจียวนะคะ เพราะขนมถ้วยที่ฉันตักบาตรนั้นน่าทานมาก ๆ และมีขายที่ร้านนี้ค่ะ (ตามรอยขนมถ้วยนั่นเอง)

สัมผัสที่เที่ยววิถีชีวิตไทย-มอญและชุมชนท่องเที่ยวที่ บ้านมอญห้วยน้ำใส ราชบุรี

ซื้อของสำหรับทานเป็นมื้อเช้าเรียบร้อย เราเดินกลับแต่พบกับความประหลาดใจ เพราะขบวนตักบาตรยังไปไม่ถึงหน้าหมู่บ้านเลย วันนี้มีญาติโยมมาตักบาตรกันเป็นจำนวนมาก แถวยาวเป็นกิโลเมตร และการตักบาตรก็ทำด้วยจังหวะพอดี ๆ ไม่เร่งรีบและไม่ช้าจนเกินไป

สัมผัสที่เที่ยววิถีชีวิตไทย-มอญและชุมชนท่องเที่ยวที่ บ้านมอญห้วยน้ำใส ราชบุรี

เราตัดสินใจเดินตามแทนที่จะแซงไปทางด้านขวาของขบวน เพราะอยากเก็บบรรยากาศแบบนี้นาน ๆ และสิ่งที่ฉันค้นพบคือ แววตาของญาติโยมที่มาตักบาตร ตอนฉันตักบาตรก็จะเห็นเพียงด้านหลังของคนที่อยู่หน้าฉัน มีเพียงพระสงฆ์และคนที่อยู่ในขบวนเท่านั้นที่ได้เห็นแววตาของผู้ตักบาตร ซึ่งดูสงบ ผสมความปีติยินดี อาจเป็นความสุขที่ได้มาทำบุญ หรืออาจเป็นความรู้สึกที่ต้องต่อสู้กับตนเองในการตื่นเช้ามาได้สำเร็จ ตัวฉันเองก็ได้ตักบาตรในรอบหลายปีที่หมู่บ้านนี้ค่ะ

ฉันแวะซื้อน้ำดื่มสมุนไพรที่แม่ค้าใช้กระบอกไม้ไผ่แทนแก้วพลาสติก แล้วเดินตามขบวนมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงหน้าหมู่บ้าน ฉันเดินเล่นต่ออีกสักพักเพื่อตั้งใจมาชมวิวลำธารที่เห็นเมื่อวานเย็นอีกครั้ง

สัมผัสที่เที่ยววิถีชีวิตไทย-มอญและชุมชนท่องเที่ยวที่ บ้านมอญห้วยน้ำใส ราชบุรี
สัมผัสที่เที่ยววิถีชีวิตไทย-มอญและชุมชนท่องเที่ยวที่ บ้านมอญห้วยน้ำใส ราชบุรี

ฉันนั่งดูดน้ำสมุนไพรจากกระบอกไม้ไผ่เพื่อดับกระหายตรงเก้าอี้ที่ตั้งอยู่บนสะพานปูน ซึ่งสร้างขึ้นมาเพื่อใช้สัญจรข้ามลำธาร มีฉากหลังเป็นลำธารและด้านหน้าเป็นลำธารสายเดียวกัน มีรถมอเตอร์ไซค์พ่วงของชาวบ้านที่คอยบริการรับ-ส่งนักท่องเที่ยว ชาวบ้านยังใช้วิถีชีวิตปกติ และนักท่องเที่ยวเดินผ่านไปมา ฉันพลางนึกถึงเนื้อหาส่วนหนึ่งในหนังสือเรื่อง Slow in Praise of Slowness ที่เขียนว่า 

“ขบวนการเนิบช้าไม่ได้คิดจะเปลี่ยนโลกทั้งโลกให้เป็นบ้านพักตากอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน พวกเราส่วนมากไม่ได้อยากแทนที่ลัทธิบูชาความเร็วด้วยลัทธิบูชาความเนิบช้า 

“ความเร็วก็อาจสนุก มีประสิทธิผล และทรงพลัง หากไม่มีความเร็ว เราอาจจะขาดแคลนกว่านี้ สิ่งที่โลกนี้จำเป็นต้องมีและสิ่งที่ขบวนการเนิบช้าเสนอให้คือ ทางสายกลาง เป็นสูตรผสมระหว่างชีวิตเจ้าสำราญกับความเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่งของยุคข้อมูลข่าวสาร แทนที่จะทำอะไรเร็วไปหมด ให้ทำทุกอย่างด้วยอัตราที่เหมาะสม บางครั้งเร็ว บางครั้งช้า บางทีก็อยู่ระหว่างกลาง

“การทำอะไรเนิบช้า หมายความว่า ไม่รีบร้อน ไม่พยายามประหยัดเวลาเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่าประหยัดเวลาเท่านั้น ให้สงบเยือกเย็นไม่ลนลาน แม้เมื่อสถานการณ์บีบให้เร่งความเร็ว” 

สัมผัสที่เที่ยววิถีชีวิตไทย-มอญและชุมชนท่องเที่ยวที่ บ้านมอญห้วยน้ำใส ราชบุรี

หมายเหตุ นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวหมู่บ้านมอญห้วยน้ำใสได้ทุกวัน แต่ตลาดในหมู่บ้านและกิจกรรมตักบาตรมีเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

Avatar

ณสิตา ราชาดี

งานหลักคือพนักงานเอกชน งานรื่นรมย์คือ (อยากเป็น) นักเขียน

Photographer

Avatar

ไพฑูรย์ ปฏิสนธิเจริญ

เป็นฟรีแลนซ์กราฟิกดีไซน์เนอร์ ชอบพกกล้องออกเดินทางแต่ไม่ค่อยได้ถ่ายภาพ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ติ๊ด ๆๆๆ เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น ปลุกผมให้ลืมตาตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่

“วันนี้ที่ ‘หมู่บ้านชิราคาวาโกะ’ จะมีหิมะตกมามั้ย” ประโยคคำถามเดิม ๆ ที่ผมอยากรู้ตลอดในช่วงหลายวันที่ผ่านมา กับการเดินทางมาท่องเที่ยวยังภูมิภาคชูบุ (Chubu) ประเทศญี่ปุ่น โดยมีความฝันอยากมาชมวิวที่นั่นท่ามกลางหิมะสีขาวให้เต็มสองตาสักครั้งในชีวิต

“หวังว่าวันนี้จะได้ยินข่าวดี” ผมแอบลุ้นในใจ (หลังจากกินแห้วไปแล้ว 2 วันก่อนหน้า) พร้อมกับรีบกดมือถือเข้าไปดูบรรยากาศผ่าน Shirakawa-go Live

ตึกตัก ๆ เสียงหัวใจของผมกำลังเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น เมื่อมองเห็นภาพที่ปรากฏผ่านหน้าจอมือถือสี่เหลี่ยมตรงหน้า กับภาพหิมะสีขาวที่กำลังตกลงมายังหมู่บ้านชิราคาวาโกะอย่างไม่ลืมหูลืมตา ผมยิ้มให้กับภาพตรงหน้าด้วยความดีใจ ก่อนลุกไปทำธุระส่วนตัว ลงไปทานอาหารเช้า พร้อมกับเช็กเอาต์ออกจากที่พัก

“นับว่ายังโชคดีที่พอจะมีแต้มบุญเหลืออยู่บ้าง” ผมกระซิบบอกกับตัวเองในใจ ก่อนรีบเดินต่อไปยังสถานีรถบัส

เริ่มต้นออกเดินทางตามความฝัน

ภาพเบื้องหน้าในตอนนี้เนืองแน่นไปด้วยกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มารอขึ้นรถบัสไปยังจุดมุ่งหมายเดียวกัน ผมรู้ได้เลยว่านักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ก็คงเฝ้ารอวันนี้เช่นกัน ไม่รอช้า ผมรีบเดินไปต่อท้ายแถว ก่อนหยิบเอาตั๋วใบสี่เหลี่ยมขึ้นมา และตรวจสอบเส้นทางการเดินทางให้แน่ใจอีกครั้ง

ภายหลังที่ยืนรอและมองเห็นคนตรงหน้าค่อย ๆ ทยอยเดินขึ้นรถบัสไปคันแล้วคันเล่า ในที่สุดผมก็ได้ยืนตำแหน่งหัวแถว พร้อมกับรีบยื่น SHORYUDO Bus Pass (ตั๋วแบบเหมาสำหรับท่องเที่ยวด้วยรถบัสแบบไม่จำกัดเที่ยว ในระยะเวลาและเส้นทางที่กำหนด) ที่กำลังจะหมดอายุวันนี้พอดี ให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบ ก่อนจัดเก็บสัมภาระและหาที่นั่ง โดยระยะทางจากเมืองทาคายาม่า (Takayama) ที่ผมอยู่ตอนนี้ไปยังหมู่บ้านชิราคาวาโกะใช้เวลาเดินทาง 50 นาที โดยประมาณ

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือในจังหวัดกิฟุ (Gifu) ประกอบไปด้วยบ้านเรือนรูปร่างแปลกตาที่มีอายุเก่าแก่กว่า 200 – 300 ปี กระจายไปในแนวเหนือ-ใต้ ตามที่ราบแคบ ๆ ขนานไปกับแม่น้ำโชกาวะ (Shokawa River) โดยมีบ้านลักษณะเฉพาะ เรียกว่า ‘บ้านแบบกัสโชสึคุริ’ (Gassho-Zukuri) ซึ่งเป็นบ้านแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม

ชื่อนี้ได้มาจากคำว่า ‘กัสโช’ ซึ่งแปลว่า พนมมือ ตามรูปแบบของบ้านที่หลังคาชันถึง 60 องศา มีลักษณะคล้ายสองมือที่พนมเข้าหากัน ทั้งนี้ เนื่องจากทำเลที่ตั้งอยู่ในหุบเขาที่มีภูเขาสูงล้อมรอบทุกด้าน ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ชาวบ้านแถบนี้จึงพัฒนาสังคมและวิถีชีวิตแตกต่างไปจากชุมชนอื่นในญี่ปุ่นมาช้านาน โดยในอดีตชุมชนแห่งนี้ยังชีพด้วยการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย

ในปี 1995 หมู่บ้านนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ที่นี่จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของภูมิภาค บ้านเรือนต่าง ๆ แปรสภาพกลายเป็นร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ และบ้านพักค้างคืนแบบโฮมสเตย์ เรียกว่า Minshuku เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์และสัมผัสความเป็นอยู่ของชาวบ้าน

เที่ยวชมรอบหมู่บ้าน

หลังจากตื่นตาตื่นใจไปกับภาพบรรยากาศสวย ๆ ระหว่างทาง ในที่สุดรถบัสก็พาผมมาถึงยังจุดหมาย ซึ่งภายหลังจากนำสัมภาระไปเก็บที่จุดบริการรับฝากสิ่งของแล้ว ก็ถึงเวลาเริ่มเดินทางสำรวจพื้นที่รอบ ๆ หมู่บ้าน

เมื่อได้เดินชมบ้านไม้โบราณที่อยู่ตรงหน้า ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคงเป็นความรู้สึกทึ่งในการออกแบบโครงสร้างของตัวบ้านซึ่งงดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะ ภายใต้หลังคาทรงสูงจากภายนอก เมื่อเข้าไปข้างในจะแบ่งเป็นชั้น ๆ ตั้งแต่ 2 – 4 ชั้น เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย ส่วนชั้นล่างเป็นที่อยู่อาศัย

ส่วนหลังคา ชาวบ้านใช้วัสดุท้องถิ่นที่หาได้ไม่ยากมาใช้มุงหลังคา ประกอบด้วยเศษไม้ ต้นไผ่ ดินเหนียว และหญ้า โดยอาจมีความหนาถึง 1 เมตร เพื่อรองรับน้ำหนักหิมะและป้องกันไม่ให้น้ำซึมทะลุเข้ามาในบ้าน และเนื่องจากหลังคาพวกนี้ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ในทุก 20 – 30 ปี ซึ่งการมุงหลังคาใหม่จะทำในช่วงฤดูใบไม้ผลิ หลังจากที่หิมะละลายหมดแล้ว โดยอาศัยแรงงานจากชาวบ้านช่วยกัน

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
หลังคาบ้านที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ ออกแบบเป็นทรงแหลมสูงลาดลงด้านข้าง เพื่อช่วยให้หิมะและน้ำฝนไหลลงมาตามหลังคา

ท่ามกลางอากาศหนาวและมีหิมะตกลงมาเป็นระยะ ๆ ทางเดินบนถนนในตอนนี้จึงเต็มไปหิมะสีขาวโพลนตลอดเส้นทาง หลังจากที่ผมเดินสัมผัสความนุ่มของเกล็ดหิมะฟู ๆ มาได้สักพัก ก็เดินมาพบกับสถานที่สำคัญของหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง นั่นคือ ‘ศาลเจ้าชิรากาวะ ฮาจิมัง’ (Shirakawa Hachiman Shrine) ซึ่งเป็นศาลเจ้าชินโต เมื่อได้เข้าไปแล้วก็รู้สึกว่าที่นี่เงียบสงบและร่มรื่นมาก

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
หิมะสีขาวโพลนที่เต็มไปด้วยรอยเท้าของนักท่องเที่ยว
เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
ศาลเจ้าชิรากาวะ ฮาจิมัง (Shirakawa Hachiman Shrine)

สำหรับไฮไลต์ของสถานที่ท่องเที่ยวในหมู่บ้านนี้ที่ไม่ควรพลาดอีกที่ นั่นคือบ้านโบราณ 3 หลังที่เรียงติดกัน เป็นจุดเช็กอินที่นักท่องเที่ยวพากันมาแวะเวียนไม่ขาดสาย ในช่วงที่ผมเดินไปถึงมีหิมะตกลงมาพอดี จึงได้ภาพบรรยากาศที่งดงามไปอีกแบบ นอกจากนี้ยังมี ‘บ้านโบราณวาดะ’ (Wada House) ซึ่งเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาและเรียนรู้การใช้ชีวิตของคนท้องถิ่นในอดีต

ทั้งนี้ แม้ว่าบ้านหลายหลังในหมู่บ้านชิราคาวาโกะจะเปิดให้เข้าชมเป็นสาธารณะ แต่อีกหลายหลังก็เป็นพื้นที่ส่วนบุคคล และดำรงวิถีชีวิตเหมือนดั่งในอดีต

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
ภาพบรรยากาศบ้านเรือนในระหว่างเดินชมหมู่บ้านที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บ้านโบราณ 3 หลัง (Shirakawa-go Three Houses)
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บ้านโบราณวาดะ (Wada House)

จุดชมวิว

ภายหลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบ ๆ หมู่บ้านจนอิ่มอกอิ่มใจแล้ว ผมเดินต่อไปยังจุดชมวิว ซึ่งต้องเดินขึ้นเนินชัน จึงต้องบังคับให้ตัวเองค่อย ๆ ก้าวเดินช้า ๆ เพื่อทรงตัวไม่ให้ลื่นล้มบนพื้นถนนที่เต็มไปด้วยหิมะ

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
กิ่งไม้และต้นไม้แต่งแต้มไปด้วยหิมะสีขาว

หลังจากใช้เวลาเดินขึ้นเนินมาได้สักพักใหญ่ ในที่สุดผมก็มาถึงจุดชมวิว ซึ่งที่นี่ในแต่ละฤดูจะมีความงดงามแตกต่างกันไป เช่น ช่วงฤดูใบไม้ผลิ จะมองเห็นต้นซากุระสีชมพูบานสะพรั่ง หรือในฤดูใบไม้ร่วง จะมองเห็นใบไม้เปลี่ยนสี ช่วยแต่งแต้มสีสันไปทั่วทั้งภูเขา 

และในช่วงฤดูหนาว จะมีการจัดงานประดับไฟที่หมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirkawa-go Light Up) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของการท่องเที่ยว จัดขึ้นเฉพาะวันอาทิตย์ ช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์เท่านั้น และต้องจองล่วงหน้าก่อนเข้าชม

สายลมพัดโชยเอาเกล็ดหิมะที่กำลังตกลงมาลอยละล่องในอากาศอีกครั้ง หมู่บ้านชิราคาวาโกะในตอนนี้เต็มไปด้วยหิมะสีขาวโพลน แม้ว่าตัวเลขอุณหภูมิจะลดต่ำลงไปเรื่อย ๆ จนร่างกายสัมผัสได้ถึงความเหน็บหนาว แต่ภายในใจของผมตอนนี้กลับอบอุ่น เมื่อได้ใช้เวลาดื่มด่ำไปกับภาพตรงหน้าที่กว้างไกลสุดสายตา ก่อนที่ผมจะเผลอยิ้มออกมาด้วยความสุขใจ

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
ภาพแห่งความทรงจำ
ข้อมูลอ้างอิง
  • องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น 
  • Shirakawa village office
  • Gifu Prefecture Tourism Federation 
  • สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ธนวันต์ วนาภรณ์

ธนวันต์ วนาภรณ์

เภสัชกรที่ชอบความเป็นธรรมชาติ ชอบเวลาได้เดินทาง เพราะจะได้เรียนรู้โลกกว้าง และชอบการเป็นครูอาสา จึงทำเพจของตัวเองที่มีชื่อว่า ครูอาสานอกห้องเรียน (The Journey Memory)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load