ตราดาวสามแฉกของ Mercedes-Benz คือสัญลักษณ์ของความหรูหรา ความสะดวกสบาย และยานพาหนะที่ปลอดภัย ในสายตาผู้ใช้และคนทั่วไป

แต่เบื้องหลังการผลิตรถยนต์หนึ่งคันของ Mercedes-Benz มีอะไรยิ่งกว่า

Mercedes-Benz เป็นแบรนด์สัญชาติเยอรมนีที่เกิดในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยมีเป้าหมายผลิตรถโดยสารหรูมาตั้งแต่แรกเริ่ม แนวคิดในการทำธุรกิจคือคำว่า ‘ดีที่สุด’ ทำให้ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์รักษาคุณภาพมาโดยตลอด แบรนด์ให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับลูกค้า และหลักการการออกแบบต้องสมดุลระหว่างเทคโนโลยีนำสมัยและความรู้สึกของผู้ใช้งาน

13 เบื้องหลังของ Mercedes-Benz แบรนด์ที่เชื่อว่า ‘ถ้าทำแล้วไม่ดีที่สุด ก็อย่าทำเลย’

หนึ่งในผู้ก่อตั้งคือคนที่ผลิตรถใช้เครื่องยนต์คันแรกของโลก 

และแม้จะมีอายุถึง 95 ปี Mercedes-Benz ยังครองตำแหน่งผู้นำด้านนวัตกรรมหลายอย่าง ตั้งแต่ริเริ่มนำเบาะหนังไปใช้กับยานพาหนะ คิดค้น Intelligence Drive ระบบความปลอดภัยอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน เป็นรถยี่ห้อแรกๆ ที่นำ Airbag มาใส่ในระบบความปลอดภัย หมั่นปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของผู้ใช้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่อย่างเทคโนโลยีรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือเรื่องเล็กๆ อย่างการเพิ่มเฉดสีไฟในรถ

The Cloud ชวนคุณมาไขความลับของ Mercedes-Benz ที่ครองใจผู้ใช้มาเกือบศตวรรษ กับบทบาท ‘รถในฝัน’ ของใครหลายๆ คน

13 เบื้องหลังของ Mercedes-Benz แบรนด์ที่เชื่อว่า ‘ถ้าทำแล้วไม่ดีที่สุด ก็อย่าทำเลย’

1. Mercedes-Benz คือผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์มาตั้งแต่จุดเริ่มต้นใน ค.ศ. 1926 เกิดขึ้นจากสองวิศวกรผู้ผลิตรถใช้เครื่องยนต์ของเยอรมนีและภาวะเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 

ขณะที่ผู้คนใช้รถม้าในการสัญจร คาร์ล เบนซ์ (Karl Benz) เริ่มพัฒนารถเป็นคนคิดค้นรถยนต์คันแรกของโลกได้สำเร็จ มีลักษณะเป็นรถยนต์สามล้อ และเป็น เบอร์ธา เบนซ์ (Bertha Benz) ภรรยาของเขาที่ทำให้สิ่งประดิษฐ์นี้ได้รับความสนใจจากทั่วโลก เธอใช้รถยนต์สามล้อเดินทางไกล 106 กิโลเมตร ในเวลา 12 ชั่วโมง นับเป็นการเดินทางไกลโดยรถที่ใช้เครื่องยนต์ครั้งแรก ซึ่งในทริปนั้นทำให้เธอเห็นโอกาสในการพัฒนารถยนต์ และได้คิดค้นนวัตกรรมผ้าเบรก 

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ก็อทลีพ ไดม์เลอร์ (Gottlieb Daimler) คู่แข่งของเขาก็ผลิตรถยนต์สี่ล้อ จนถึงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 หลายธุรกิจจำต้องปิดตัวเพราะพิษเศรษฐกิจและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงงานต่างๆ สองคนนี้กลับตัดสินใจควบรวมบริษัทจนเป็น Mercedes-Benz ตั้งแต่ ค.ศ. 1926 มาถึงปัจจุบัน โดยตั้งใจจะผลิตรถโดยสารหรูมาตั้งแต่ต้น

ส่วนคำว่า Mercedes เป็นชื่อของลูกสาวนักแข่งรถ เอมิล เจลลิเนก (Emil Jellinek) เป็นคนแรกที่นำรถยนต์จากโรงงานของแบรนด์ไปขายต่อและขายดีมากๆ จนได้รับสมญานามว่า ดีลเลอร์คนแรกของ Mercedes-Benz

2. ‘ถ้าทำแล้วไม่ดีที่สุด ก็อย่าทำเลย’ เป็นทั้งสโลแกนและแนวคิดในการทำธุรกิจของแบรนด์

สิ่งสำคัญในการทำธุรกิจของ Mercedes-Benz คือคำว่า The Best และสโลแกน The Best or Nothing เป็นคติประจำใจของพนักงานทุกคนที่ตั้งใจผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดีที่สุดในทุกๆ ด้าน ตั้งแต่นวัตกรรม สมรรถนะ ดีไซน์ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม 

เป็นเหตุผลให้เบนซ์ควบรวมธุรกิจกับแบรนด์ยานยนต์ระดับโลกเพื่อสร้างรถที่ตอบโจทย์การใช้งานทุกแบบ เช่น Mercedes-AMG สำหรับคนที่ชอบความเร็ว หรือ Mercedes-Maybach ที่หรูหรายิ่งขึ้น

สิ่งเหล่านี้นำเสนอผ่านสัญลักษณ์บนโลโก้ของแบรนด์ตั้งแต่ยุคก่อน ดาวสามแฉกหมายถึงการเป็นผู้นำและเป็นที่หนึ่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งสามแฉกบนแทนอากาศ แฉกซ้ายขวาแทนบกและน้ำ ช่อลอเรลเป็นตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์ ส่วนวงกลมด้านนอกคือโลกใบนี้ ซึ่งสัญลักษณ์ดั้งเดิมนี้จะเห็นบนชุดพนักงานที่โรงงานประกอบรถยนต์เท่านั้น

3. ริเริ่มนวัตกรรมมากมาย ทั้งการนำเบาะหนังมาใช้กับรถยนต์ ไปจนถึงระบบความปลอดภัยอย่าง Airbag

ในยุคที่ใครๆ ก็เข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่าย โจทย์ในการผลิตรถยนต์ที่ Mercedes-Benz ยึดถือมาตลอดมี 2 ข้อหลักๆ คือ หนึ่ง ความหรูหราและความสะดวกสบาย ซึ่งเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่สมัยที่คาร์ล เบนซ์ นำเบาะหนังลักษณะคล้ายโซฟาไปใส่ในรถยนต์สามล้อของตัวเอง และสอง ความปลอดภัย รถยนต์ของแบรนด์ไม่ว่าจะเป็นรุ่นใดก็ตามต้องมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยดีเยี่ยม และยังเป็นแบรนด์แรกๆ ที่นำเทคโลโยี Airbag มาใช้กับรถยนต์เมื่อ ค.ศ.1981 และยังเป็นแบรนด์ผู้นำที่ทำให้การผลิตรถหรูเข้ากระบวนการแบบ Mass Production

Mercedes-Benz ยังคิดค้นระบบ Intelligent Drive ที่ช่วยเหลือผู้ขับขี่เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุ ยกตัวอย่างเช่น ระบบควบคุมการทรงตัวอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะทำงานหากมีล้อใดล้อหนึ่งหมุนด้วยความเร็วที่ไม่เท่ากับล้ออื่นขณะขับขี่ ระบบจะตัดกำลังหรือเบรกที่ล้อๆ นั้น เพื่อให้รถกลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิม หรือระบบ Brake Assist เมื่อลูกค้าเหยียบแป้นเบรก ตัวรถจะเพิ่มแรงดันเบรกเข้าไป ทำให้ไม่ต้องเหยียบเบรกแรงเมื่อเจอสถานการณ์ฉุกเฉิน

13 เบื้องหลังของ Mercedes-Benz แบรนด์ที่เชื่อว่า ‘ถ้าทำแล้วไม่ดีที่สุด ก็อย่าทำเลย’
13 เบื้องหลังของ Mercedes-Benz แบรนด์ที่เชื่อว่า ‘ถ้าทำแล้วไม่ดีที่สุด ก็อย่าทำเลย’

4. ใช้หลักการออกแบบ 6 ข้อ เพื่อให้รถทุกรุ่นมีเอกลักษณ์เดียวกัน

โจทย์ใหญ่ของการออกแบบยานยนต์คือ การออกแบบอนาคตหรือสิ่งที่ยังไม่เคยมีใครเห็น ในขณะเดียวกันก็ต้องมั่นใจว่าดีไซน์นี้จะยังดูสวยไม่ตกยุคต่อไปอีกอย่างน้อยก็ 10 ปี ปรัชญาดีไซน์ของแบรนด์คือ Sensual Purity ต้องเรียบง่ายแต่ตระการตายิ่งขึ้น โดยดีไซเนอร์ทุกทีมให้ความสำคัญกับสองขั้วตรงข้าม ได้แก่ เทคโนโลยีและความรู้สึกของผู้ใช้ หรือ Hot and Cool 

Hot คือความสวยงาม น่าหลงใหล เปรียบเหมือน ก็อทลีพ ไดม์เลอร์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งที่สนใจรถคลาสสิกและรถแข่งในยุคแรกๆ ส่วน Cool คือ คาร์ล เบนซ์ ผู้ก่อตั้งอีกคนที่ให้ความสำคัญกับเทคนิคและนวัตกรรมใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน 

และแม้ดีไซน์ของรถแต่ละรุ่นจะแตกต่างกันไปตามคาแรกเตอร์และกลุ่มเป้าหมาย แต่มีหลักการทั้ง 6 ที่เหมือนกันทุกคันทุกรุ่น และเป็นเอกลักษณ์ที่แม้จะถอดโลโก้ออกก็ยังรู้ว่าเป็น Mercedes-Benz อันได้แก่ 

1. ประสบการณ์ที่ไม่คาดคิด

2. ดีเทลที่ต่างกันสองขั้ว

3. สัดส่วนไร้ที่ติ

4. รูปแบบอิสระและเรขาคณิต

5. การออกแบบที่มีนัยสำคัญ

6. เสน่ห์โดยธรรมชาติ

5. ปรัชญา One Man, One Engine

แบรนด์มองว่าการประกอบเครื่องยนต์เป็นงานศิลปะอย่างหนึ่ง และเพราะเชื่อในสิ่งที่ดีที่สุด รถยนต์ Mercedez-AMG ทุกรุ่นจึงใช้ระบบการผลิตตามปรัชญา One Man, One Engine ที่โรงงานในเมือง Affalterbach ประเทศเยอรมนี ซึ่งมีพนักงานประมาณ 1,400 คน

หนึ่งเครื่องยนต์จะประกอบด้วยมือของช่างฝีมือหนึ่งคน ซึ่งแต่ละคนก็มีความเชี่ยวชาญในการผลิตเครื่องยนต์รูปแบบที่ต่างกันออกไป เมื่อเสร็จสมบูรณ์ทุกขั้นตอนแล้ว ช่างจะติดป้ายชื่อที่เขียนว่า “Handcrafted by…” นั่นแปลว่า แม้จะเป็นรถยนต์รุ่นเดียวกัน คนที่ประกอบเครื่องยนต์ของรถแต่ละกันอาจเป็นคนละคนก็ได้

6. แบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับการสื่อสาร (Sales Talk) จนต้องมีตำแหน่ง Product Expert คอยให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะ

การผลิตรถยนต์หนึ่งคันไม่ได้เริ่มจากแค่ศาสตร์ทางวิศวกรรมเหมือนสมัยก่อน แต่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญหลายด้าน เช่น นักเคมีทำให้เครื่องยนต์เผาไหม้สะอาดขึ้น นักออกแบบทำให้เบาะสบายขึ้น และด้วยเทคโนโลยีที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นในทุกวัน

รถบางรุ่นแตกต่างกันที่รายละเอียดเล็กๆ สมรรถนะที่ไม่อาจเห็นได้ด้วยตา และนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีบางอย่างต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการบอกเล่า ทำให้การสื่อสารระหว่างพนักงานขายและลูกค้ารวมถึงการสื่อสารทางการตลาดเป็นเรื่องสำคัญที่สุด Mercedes-Benz จึงมีตำแหน่ง Product Expert ที่คอยสนับสนุนการทำงานของฝ่ายขาย คอยให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นั้นๆ ซึ่งตำแหน่งนี้ต้องผ่านการอบรมอย่างจริงจังเกี่ยวกับแบรนดิ้งและผลิตภัณฑ์ทุกครั้งที่มีรถรุ่นใหม่วางขาย

13 เบื้องหลังของ Mercedes-Benz แบรนด์ที่เชื่อว่า ‘ถ้าทำแล้วไม่ดีที่สุด ก็อย่าทำเลย’
13 เบื้องหลังของ Mercedes-Benz แบรนด์ที่เชื่อว่า ‘ถ้าทำแล้วไม่ดีที่สุด ก็อย่าทำเลย’

7. ออกแบบโชว์รูมที่รวมพื้นที่ฝ่ายขายและฝ่ายบริการหลังการขายไว้ด้วยกัน เพื่อตอบรับกับความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด

จากเดิมเป็นโชว์รูมรถยนต์ทั่วไปที่พื้นที่ฝ่ายขายแยกออกจากพื้นที่ฝั่งเซอร์วิสหรือฝ่ายบริการหลังการขาย โชว์รูมรูปแบบใหม่คือการใช้พื้นที่ร่วมกัน โดยมีตำแหน่ง Star Assistant คอยต้อนรับลูกค้าทุกคน เพื่อถามความต้องการในการเข้ารับบริการครั้งนั้น ลูกค้าที่นำรถเก่ามาตรวจเช็กก็ไม่จำเป็นต้องนั่งรอในห้องรับรองอย่างเดียว แต่สามารถเดินดูรถใหม่หรือคุยกับพนักงานฝ่ายขายได้เช่นกัน

Mercedes-Benz ยังคิดมากไปกว่านั้น จึงออกแบบให้มีร้านกาแฟขนาดย่อมและห้องอาหาร ไปจนถึงห้องเอนเตอร์เทนเมนต์สำหรับลูกๆ ที่มาซื้อรถกับพ่อ หรือแม้แต่จอมอนิเตอร์เล็กใหญ่ที่มีทั่วทุกมุมของโชว์รูม ก็เชื่อมกับไอแพดของพนักงานขาย ทำให้ควบคุมนำเสนอสินค้าต่างขึ้นหน้าจอได้เลย

กว่าจะเป็นบริการที่ราบรื่นไร้ที่ติ พนักงานทุกคนต้องจำลอง Customer Journey ตั้งแต่จอดรถจนถึงขับรถออกไป โดยมีที่ Primus Autohaus เป็นโชว์รูมแรกนำร่องในประเทศไทย

8. วันส่งมอบรถเป็นวันที่สำคัญที่สุดในการสร้างความประทับใจ 

ตัวแทนจำหน่าย Mercedes-Benz แต่ละสาขามีประเพณีการส่งมอบรถที่แตกต่างกัน ซึ่งความสำคัญของวันนี้คือ การสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าว่า หากต้องการความช่วยเหลือ จะมีคนคอยดูแลอย่างแน่นอน ลูกค้าจะได้เจอกับพนักงานที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการหลังการขายทุกฝ่าย ตั้งแต่ผู้จัดการศูนย์บริการ ผู้จัดการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ และผู้จัดการฝ่ายขาย 

ยกตัวอย่างประสบการณ์การส่งมอบรถที่ตัวแทนจำหน่าย Primus Autohaus พนักงานจะแอบทำการบ้านเกี่ยวกับลูกค้าก่อน ลูกค้าชอบอะไร สนใจอะไร เช่น ลูกค้าบางคนเป็นแฟนบอลทีมลิเวอร์พูล พนักงานจะเปลี่ยนโฉมโชว์รูมให้เป็นธีมสนามบอล พร้อมตกแต่งด้วยของที่ระลึกแบรนด์ลิเวอร์พูล หรือครั้งหนึ่งมีลูกค้าเป็นนักการทูต พนักงานสอบถามภรรยาของเขาล่วงหน้าเพื่อเตรียมไวน์ที่ชอบให้ดื่ม และเปิดเพลงที่ชอบสร้างบรรยากาศ เป็นต้น

9. ให้ความสำคัญกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อม พัฒนารถยนต์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ปัจจุบันซึ่งผ่านมาตรฐาน EURO5 

Mercedes-Benz เป็นผู้นำด้านรถไฟฟ้า ส่วนในประเทศไทยเริ่มปรับตัวโดยการจำหน่ายรถยนต์ Plug-in Hybrid ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินร่วมกับไฟฟ้าก่อน เนื่องจากยังมีสถานีชาร์จไม่ครอบคลุมในหลายๆ พื้นที่ สิ่งที่ได้จากรถยนต์ประเภทนี้คือสมรรถนะที่สูงขึ้น ในขณะที่ใช้น้ำมันน้อยลง รวมถึงค่ามลพิษที่เกิดจากการใช้งานน้อยลงไปด้วย ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลทุกรุ่นก็ผ่านมาตรฐาน EURO5 ที่ควบคุมการปล่อยมลพิษของรถยนต์ในประเทศกลุ่มสหภาพยุโรป โดยลดเขม่าและสารพิษที่ออกจากท่อไอเสีย ซึ่งทำให้เกิดแก๊สที่ทำลายเยื่อโพรงจมูก

10. ลบภาพจำเดิมๆ เจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ในตลาดเป็นรถรุ่น GLA 200 ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์วัยหนุ่มสาวและคนเมืองโดยเฉพาะ

เรามักมีภาพจำว่า Mercedez-Benz คือแบรนด์ของผู้ใหญ่ ดูภูมิฐาน มั่นคง แต่ด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย ทำให้แบรนด์ออกแบบรถรุ่น GLA 200 ซิตี้คาร์รุ่นล่าสุดของแบรนด์ ถ้าเปรียบเทียบคงเป็นเหมือนฝาแฝดของรถรุ่นคลาสสิกอย่าง A-Class ที่ให้ภาพลักษณ์ทะมัดทะแมงกว่า สปอร์ตกว่า มีพื้นที่จัดเก็บสิ่งของได้มากกว่า ด้วยเครื่องยนต์ขนาดเล็ก 1,300 ซีซีเหมือนอีโค่คาร์ทั่วไป แต่เพราะเทคโนโลยีเทอร์โบและวัสดุของเครื่องยนต์ ทำให้มีแรงม้าที่มากกว่าเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ 2,000 ซีซี นั่นหมายความว่า รถรุ่นนี้มีสมรรถนะเหมือนรถยนต์เครื่อง 2,000 ซีซี แต่ใช้น้ำมันเท่าเครื่องยนต์ 1,300 ซีซีเท่านั้น อันเป็นที่มาของรหัส 200 ด้านหลังชื่อรุ่น

ดีไซน์ภายในออกแบบแบบมินิมอล ลดปุ่มต่างๆ หรือซ้อนตำแหน่งปุ่มต่างๆ มีระบบ AI ที่ Mercedes-Benz พัฒนาขึ้นทำให้ผู้ขับขี่เลือกสั่งงานด้วยเสียงได้ โดยสามารถคุยได้ยืดหยุ่นมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องใช้แค่คีย์เวิร์ดอีกต่อไป

ที่สำคัญ รถรุ่นนี้ทำการประกอบทั้งหมดในประเทศไทย

13 เบื้องหลังของ Mercedes-Benz แบรนด์ที่เชื่อว่า ‘ถ้าทำแล้วไม่ดีที่สุด ก็อย่าทำเลย’

11. ไม่ได้พัฒนาแค่เทคโนโลยีและความสวยงามอย่างเดียว Mercedes-Benz ใส่ใจในฟังก์ชันเล็กๆ จาก Pain Point ของผู้ใช้

Mercedes-Benz ออกแบบรถทุกรุ่นโดยยึดจากการใช้งานของผู้ใช้ที่ดีที่สุดเป็นหลักเสมอ เช่น มีฟังก์ชันเปิดหน้าต่างเพื่อระบายความร้อนจากกุญแจรถ โดยไม่ต้องขึ้นรถและสตาร์ทรถก่อน กุญแจยังมีระบบ Independent Lock คือการปลดล็อกเฉพาะประตูฝั่งคนขับ ในกรณีที่ใช้รถคนเดียวเพื่อความปลอดภัย

13 เบื้องหลังของ Mercedes-Benz แบรนด์ที่เชื่อว่า ‘ถ้าทำแล้วไม่ดีที่สุด ก็อย่าทำเลย’

แม้จะพัฒนารูปลักษณ์มาเรื่อยๆ เพราะเป็นสิ่งแรกที่คนทั่วไปชื่นชมว่าสวยทันสมัยแค่ไหน แต่สุดท้ายคนขับต้องอยู่กับภายในมากกว่า ทีมออกแบบของ Mercedes-Benz เลยให้ความสำคัญกับภายในรถไม่แพ้กัน การออกแบบต้องมั่นใจว่าคนขับจะไม่เบื่อรถคันเดิมแม้เวลาผ่านไป

รถ Mercedes-Benz ทุกรุ่นจึงมีฟังก์ชันเปลี่ยนสีไฟบรรยากาศในรถได้ 5 – 12 สี ถ้าคิดว่านั่นเยอะแล้ว รถรุ่นใหม่อย่าง GLA 200 มีไฟให้เลือกถึง 64 สี เพราะแบรนด์มองว่าเฉดสีเป็นเรื่องสำคัญสำหรับกลุ่มลูกค้าผู้หญิง 

13 เบื้องหลังของ Mercedes-Benz แบรนด์ที่เชื่อว่า ‘ถ้าทำแล้วไม่ดีที่สุด ก็อย่าทำเลย’

12. อนุรักษ์รถรุ่นคลาสสิกให้คงอยู่โดยการสร้าง Mercedes-Benz Classic Center 

เพราะเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีอายุเกือบร้อยปี ทำให้มีรถปีเก่ารุ่นคลาสสิกอยู่ไม่น้อย Mercedez-Benz จึงก่อตั้งศูนย์บริการรับซ่อม เปลี่ยนอะไหล่ ชุบชีวิตรถรุ่นที่เลิกผลิตไปแล้วอย่างน้อย 15 ปีตั้งแต่ ค.ศ.1993 เพื่อให้บริการข้อมูล ความรู้ และคำแนะนำกับเจ้าของรถรุ่นคลาสสิก ทั้งยังมีหน้าที่ดูแลทำนุบำรุงรถยนต์ประวัติศาสตร์ที่จัดแสดงใน Mercedes-Benz Museum 160 คัน รวมถึงรถของบริษัทอีกกว่าหนึ่งพันคัน โดยผู้เชี่ยวชาญที่ส่งต่อองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่น

ปัจจุบันมี 2 ที่ด้วยกัน ได้แก่ เมือง Fellbach ประเทศเยอรมนีและ Irvine รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งสาขาแคลิฟอร์เนียมีบริหารให้เช่ารถรุ่นคลาสสิกสำหรับถ่ายโฆษณาหรือภาพยนตร์ด้วย

แนวคิดในการทำงานของ Mercedes-Benz Classic Center คือไม่มีงานไหนเล็กเกินไปหรือใหญ่เกินไป และการยกเครื่องรถทั้งคันให้เหมือนใหม่ทั้งหมดต้องใช้เวลา 2 ปีเต็ม แม้จะเร่งรัดให้เหลือแค่ปีกว่าๆ ได้ แต่ Mercedes-Benz ก็ไม่ทำ เพราะความสมบูรณ์แบบมาพร้อมเวลาที่เพิ่มขึ้น 

และคงเหมือนกับสโลแกนของแบรนด์ที่ว่า ‘The Best or Nothing’ อย่างไรอย่างนั้น

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

วันหนึ่งในโลกที่หมุนเข้าใกล้ยุคสังคมไร้กระดาษ ข้อมูลหลั่งไหลสู่รูปแบบออนไลน์ และ ‘สิ่งพิมพ์ตายแล้ว’ กลายเป็นประเด็นถกเถียงหนาหู ฉันได้นั่งลงข้างๆ ชายหนุ่มชาวญี่ปุ่นที่รอบตัวเต็มไปด้วยกระดาษนานาชนิด

ทสึโยชิ โองิทสึ (Tsuyoshi Ogitsu) คือกรรมการผู้จัดการสาขาประเทศไทยของ TAKEO บริษัทกระดาษญี่ปุ่นที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1899 กิจการอายุนับร้อยนับพันปีอาจไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับญี่ปุ่น แต่สิ่งที่ทำให้ทาเคโอะพิเศษ คือธุรกิจนี้ตั้งอยู่บนวัสดุที่กำลังทยอยสูญหายจากชีวิตผู้คน

ทสึโยชิ โองิทสึ (Tsuyoshi Ogitsu)

ที่สำคัญ ไม่ใช่แค่ยังอยู่รอด โองิทสึบอกฉันว่า ยอดขายของทาเคโอะไม่ตกลงเสียด้วย

ฉันพิจารณา Fine Paper หรือ ‘กระดาษชนิดพิเศษ’ หลากแบรนด์หลายลักษณะที่เป็นสินค้าหลักของทาเคโอะด้วยสายตาและปลายนิ้ว ก่อนเงยหน้าขึ้นถามถึงวิธีการแล่นเรือฝ่าคลื่นลมของบริษัทกระดาษเก่าแก่

ด้านล่างนี้คือคำตอบจากทาเคโอะผู้นิยามตนเองว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดาษ

ยืนหยัดเพราะไม่มีใครแทนที่ได้

หนึ่งในเหตุผลการอยู่รอดของทาเคโอะคือ ประเภทสินค้า

จริงอยู่ว่า กระดาษปกติซึ่งเอาไว้ขีดเขียนหรือพิมพ์เอกสารจำเป็นน้อยลงทุกที แต่ Fine Paper หรือกระดาษแบบพิเศษที่ทาเคโอะจำหน่ายคือกระดาษที่คนอาจไม่ค่อยรู้จักและหยิบใช้

แต่เพราะความพิเศษนั้นทำให้ตอบสนองความต้องการของตลาดเฉพาะและยืนหยัดได้อย่างมั่นคง

Fine Paper เกิดขึ้นเพื่อรองรับการสร้างสรรค์ผลงานพิเศษหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่หน้าปกหนังสือ ชุดเครื่องเขียนของโรงแรม จนถึงหีบห่อขวดสาเก ผู้ใช้กระดาษพิเศษเหล่านี้คือ นักสร้างสรรค์ที่ไม่ได้มองกระดาษในฐานะสิ่งบันทึกข้อมูล แต่มองมันเป็นวัสดุซึ่งช่วยให้ความคิดสร้างสรรค์เป็นรูปธรรม

Fine Paper จึงแทบไม่ได้รับผลกระทบจากการมาถึงของโลกออนไลน์ เพราะสีสัน ผิวสัมผัสอันเป็นเสน่ห์จับต้องได้ของกระดาษ ย่อมต้องมาจากของจริง

“เราเปลี่ยนความต้องการบริโภคสื่อของคนไม่ได้ แต่มันก็ถือเป็นโอกาสดี เพราะกระดาษเราไม่ใช่กระดาษทั่วไป ยังไงนักสร้างสรรค์ก็ยังมองหาวัสดุที่ดี” โองิทสึกล่าว

สิ่งที่น่าสนใจขึ้นไปอีกคือ ขณะที่โลกทุกวันนี้ใช้กระดาษธรรมดาน้อยลง หลายคนกลับหันมาหากระดาษชนิดพิเศษมากขึ้น เช่น สำนักพิมพ์ที่ยอดขายหนังสือเล่มตกลง ก็หันมาพิถีพิถันกับกระดาษหน้าปกเพื่อดึงดูดนักอ่าน ซึ่งคนรักหนังสือที่เติบโตทันยุคก่อนเว็บไซต์และ e-book ก็คงไม่กังขาถึงแรงดึงดูดของสิ่งพิมพ์กระดาษแสนประณีต

จะว่าไป ถ้ามองเทรนด์โดยรวม Fine Paper ก็ตอบโจทย์กระแสย้อนกลับที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ไม่น้อย คุณคงเห็นได้ว่าขณะเทคโนโลยีเดินไปข้างหน้าเร็วจี๋ สิ่งของจับต้องได้ที่ให้ความรู้สึกละเมียดละไมกลับกลายมีเสน่ห์จับใจ

ไม่น่าแปลกใจที่โองิทสึจะบอกว่าตลาดของทาเคโอะยังคงมีอยู่เสมอ

ในโลกที่การเปลี่ยนแปลงถาโถม การเป็นสิ่งที่ไม่อาจทดแทนและตอบโจทย์คือความได้เปรียบและเหตุผลในการอยู่รอดอย่างแท้จริง

กระดาษ กระดาษชนิดพิเศษ

กระดาษ TAKEO

เป็นเพื่อนที่รับฟัง

แม้มีสินค้าที่มาถูกทาง แต่กระดาษพิเศษก็มีด้วยกันหลายแบบหลายแบรนด์

ทาเคโอะพบตัวเลือกที่ใช่ได้อย่างไร?

ถึงตรงนี้ คงต้องพูดถึงจุดเด่นหนึ่งของบริษัทแห่งนี้ นั่นคือ ‘สายสัมพันธ์’

โองิทสึบอกเราว่า ทาเคโอะเป็นผู้จัดจำหน่ายที่ไม่ได้มีโรงงานผลิตกระดาษของตัวเอง แต่ขณะเดียวกัน พวกเขาก็มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับโรงงานผลิตกระดาษฝีมือเยี่ยมทั้งในและนอกประเทศ ทำงานกับแต่ละแห่งมายาวนาน และอีกฟากหนึ่ง ก็สนิทสนมลึกซึ้งกับเหล่านักสร้างสรรค์ผู้ใช้งานจริง

เมื่อมีสายสัมพันธ์อันดี สิ่งที่ทาเคโอะทำก็คือถามและฟังให้มาก

คุณต้องการกระดาษแบบไหน? ลองใช้กระดาษแบบนี้แล้วรู้สึกอย่างไร?

บริษัทรู้ข้อมูล ความถนัดเรื่องกระดาษจากโรงงาน จากนั้นก็หันมาถามคำถามเหล่านี้กับนักออกแบบ เมื่อพวกเขาบอกความต้องการ ทางบริษัทก็สรรหากระดาษมาให้ บางครั้งก็เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วจากโรงงาน บางครั้งก็ผลิตขึ้นใหม่

นี่ยังไม่นับการที่ทาเคโอะมีสายสัมพันธ์อันดีกับโรงพิมพ์ ซึ่งทำให้การเลือกและสร้างสรรค์กระดาษเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น บางทีก็เป็นเทคโนโลยีล้ำๆ เช่น กระดาษ Pachica ที่มีการใช้เทคนิคทำให้โปร่งแสง หรือหมึกพิมพ์นำไฟฟ้า

กระดาษที่ดีคืออะไร? ระหว่างการสนทนา ฉันถามคำถามนี้กับโองิทสึ

กระดาษที่ดีคือกระดาษที่ดีสำหรับลูกค้า-เขาตอบ

กระดาษ TAKEO กระดาษ

แตกกิ่งก้านอย่างชาญฉลาด

ความเป็นเอกลักษณ์ทำให้ Fine Paper มีตลาดเฉพาะ แต่ปัญหาคือ ขนาดตลาดก็เล็กตามไปด้วย

นี่คือโจทย์ที่ทาเคโอะขบคิดและทดลองแก้อยู่เสมอ

วิธีแรก บริษัทค้นหาความเป็นไปได้ใหม่ให้สินค้า

อย่างที่บอกว่าทาเคโอะมีมิตรภาพยาวนานกับนักสร้างสรรค์ ชนิดที่บางครั้งเจอกระดาษที่ไม่รู้จะนำไปใช้อย่างไร ก็หันไปถามพวกเขาได้ จากผู้ขายและผู้ซื้อ บริษัทจึงยื่นมือชวนลูกค้ามาร่วมสร้างสรรค์สิ่งใหม่ หนึ่งในตัวอย่างน่าทึ่งคือ การร่วมงานกับดีไซเนอร์ชื่อ Oki Sato และสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีการพิมพ์

จากกระดาษที่ใช้เพื่อตีพิมพ์ ถูกนำมาต่อยอดกลายเป็น ‘ไฟฉาย’ ด้วยหมึกพิมพ์นาโนชนิดพิเศษที่เรียกว่า Silver Nanoparticle Ink

ไม่ใช่แค่มองหาความเป็นไปได้ใหม่ให้กระดาษแผ่นเก่า ทาเคโอะยังรู้ว่าอีกเหตุผลที่ตลาด Fine Paper เล็ก เพราะคนทั่วไปไม่ค่อยรู้จัก เช่น เหล่านักศึกษาอาจต้องการใช้แต่ไม่เคยรู้ว่ามีกระดาษแบบนี้อยู่

การแนะนำตัวกระดาษแก่ลูกค้า จึงเป็นวิธีแก้โจทย์แบบที่ 2

ทาเคโอะเปิดโชว์รูมกระดาษขึ้นในพื้นที่ต่างๆ เพื่อจัดแสดงตัวอย่างกระดาษ นั่นคือ MIHONCHO HONTEN,  Aoyama MIHONCHO, TAKEO MIHONCHO Ginza at Itoya และ Osaka MIHONCHO นอกจากนั้น บริษัทยังตั้งโจทย์ท้าทายความเป็นไปได้ของกระดาษจนกลายเป็นนิทรรศการสนุก มีทั้งที่จัดขึ้นเองในธีมหมุนเวียน และการไปเป็นสปอนเซอร์ให้นิทรรศการเจ้าอื่น รวมถึงมีการเปิดคลาสเพื่อสอนวิธีใช้กระดาษแก่ผู้สนใจ

นี่ยังไม่รวมถึงการจัด TAKEO PAPER SHOW โชว์กระดาษหนึ่งเดียวของวงการกระดาษญี่ปุ่น ที่จัดขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1965 ทั้งในและนอกประเทศ เพื่อแสดงศักยภาพและอนาคตของสิ่งที่เรียกว่ากระดาษ เป็นงานที่คนมาเดินอัพเดตเทรนด์วัสดุชนิดนี้ได้สบายๆ

ฉะนั้น ถึงไม่ใช่นักสร้างสรรค์ แต่งานที่สอดรับความสนใจหลากหลายก็ย่อมทำให้ชื่อทาเคโอะคุ้นหูคนมากขึ้น และแม้แต่คนที่โตมากับโลกออนไลน์ก็อาจรักสิ่งจับต้องได้นี้ผ่านหีบห่อสนุกด้านบน

ทีนี้ก็มาถึงวิธีแก้โจทย์แบบสุดท้าย นั่นคือการบุกตลาดนอกประเทศ

ต้องย้อนเล่าก่อนว่า ทาเคโอะไม่ใช่ Fine Paper เจ้าเดียวในญี่ปุ่น หากที่บริษัทอยู่ได้และเติบโต แม้มีคู่แข่งซึ่งหลายเจ้าก็ทำงานกับนักออกแบบเหมือนกัน นั่นเพราะคู่แข่งในประเทศมีไม่เยอะและแม้มีสินค้าซ้ำกันบ้าง ต่างคนก็ต่างมีซิกเนเจอร์ โรงงานกระดาษบางที่ก็ผลิตกระดาษส่งให้ทาเคโอะเท่านั้น

แต่เมื่อก้าวออกไปสู่สนามใหญ่นอกบ้าน สถานการณ์ก็ต่างไป

TAKEO กระดาษพิเศษ TAKEO

โองิทสึเล่าว่า วัฒนธรรมกระดาษแต่ละประเทศเบ่งบานไม่เท่ากัน ถ้าไปประเทศที่รู้จักและใส่ใจกระดาษ การทำงานจะง่ายกว่าเพราะคนใช้กระดาษเป็น สนใจคุณภาพไม่ใช่ต้องการของถูกที่สุด แต่ปัญหาคือ ประเทศที่คุ้นเคยกับกระดาษชนิดพิเศษซึ่งมักเป็นแถบยุโรปมีโรงงานผลิตกระดาษเยอะ มีคนจัดจำหน่ายกระดาษพิเศษก็เยอะ หนำซ้ำบางโรงงานซึ่งถือเป็นซัพพลายเออร์ที่ดีของทาเคโอะยามอยู่ในญี่ปุ่น ก็กลายเป็นคู่แข่งที่ส่งกระดาษขายในพื้นที่อยู่แล้ว  

แต่ถ้ายังอยากออกไปข้างนอกล่ะ จะทำอย่างไร?

โองิทสึบอกว่า ทาเคโอะเลือกหันมาขยายตลาดแถบเอเชีย เช่น ฮ่องกง จีน มาเลเซีย และไทย ที่ถึงไม่ได้ใช้กระดาษพิเศษแพร่หลายเท่ายุโรป แต่ก็มีผู้ใช้ที่รู้จักสนใจ และกระดาษที่ขายให้ประเทศเหล่านี้จะต่างกันไปตามรสนิยมแต่ละพื้นที่ เหมือนเสื้อผ้าแบรนด์เดียวกันในห้างแต่ละสาขาที่คัดสรรมาให้ตอบโจทย์คนแถวนั้น

ส่วนตลาดยุโรป บริษัทก็ยังโดดเข้าไปเล่น แต่เลือกชูจุดเด่นที่ไม่เหมือนผู้เล่นในพื้นที่

“เรามีตัวเลือกกระดาษแบบญี่ปุ่นที่หลากหลาย มาจากโรงงานกระดาษญี่ปุ่นที่มีเทคนิคพิเศษคุณภาพสูง และกระดาษของเรามีเอกลักษณ์ เช่น เรื่องสีสัน ปกติตลาดยุโรป กระดาษสีแดงก็คือกระดาษสีแดง แต่สีแดงของกระดาษญี่ปุ่นเรานั้นมาจากสีแดงหลายชนิด หลายโทน บางเฉดมาจากดอกซากุระ เป็นสีของธรรมชาติ” ไดเรกเตอร์ของทาเคโอะสาขาเมืองไทยอธิบาย

ด้วยวิธีนำโจทย์มาแก้ในหลายระดับ ทาเคโอะจึงเป็นต้นไม้เล็กๆ ที่แตกกิ่งก้านเติบโตต่อได้ไม่หยุด

ทสึโยชิ โองิทสึ (Tsuyoshi Ogitsu)

กระดาษ TAKEO

มองไกลกว่าแค่ตัวเรา

ถ้าลองเสิร์ชเทรนด์ผู้บริโภค หนึ่งในเทรนด์ยุคนี้คือการที่คนซื้ออย่างพวกเราเลือกจ่ายเงินให้แบรนด์ที่ไม่ใช่แค่ขายสินค้า แต่ยังใส่ใจและรับผิดชอบต่อสังคมรอบตัว

หันมามองที่ทาเคโอะ โองิทสึหยิบตัวอย่างกระดาษชนิดหนึ่งของบริษัทมาให้ฉันดู

‘สิ่งแวดล้อม (Environment)’ คือชื่อของมัน

“การทำกระดาษสร้างผลกระทบให้สิ่งแวดล้อมไม่น้อย ซึ่งถ้าเราสร้างผลกระทบต่อป่ามากเกินไป ก็จะไม่ดีต่อมนุษย์ เราเลยต้องผลิตกระดาษที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” ไดเรกเตอร์หนุ่มอธิบายตรรกะเรียบง่าย

ในคอลเลกชันกระดาษพิเศษของทาเคโอะประเทศไทยจึงมีกระดาษรีไซเคิลหลากชนิด บ้างเป็นกระดาษรีไซเคิลแบบผสม บ้างเป็นรีไซเคิลร้อยเปอร์เซนต์อย่างเจ้ากระดาษสิ่งแวดล้อมในมือโองิทสึ อ้อ นอกจากรีไซเคิลเยื่อกระดาษมาใช้ใหม่ ทาเคโอะยังร่วมมือกับโรงงานผู้ผลิตกระดาษปลูกป่าทดแทนด้วย

ทั้งหมดนี้คือความรับผิดชอบที่แสดงตัวอยู่ในแผ่นกระดาษของทาเคโอะ

แน่นอน สิ่งนี้สร้างความประทับใจให้คนซื้อได้ไม่ยากเลย

กระดาษชนิดพิเศษ

กระดาษ TAKEO

ไม่หยุดนิ่งตลอด 100 ปีและจากนี้ไป  

พวกคุณทำยังไงให้บริษัทอยู่มาเป็นร้อยปี-ฉันถามโองิทสึเอาดื้อๆ ในท้ายบทสนทนา

เราพยายามตามความต้องการตลาดให้ทันและสร้างตลาดใหม่ คือคำตอบของเขา

เราจึงเห็นบริษัทเก่าแก่นี้ปรับตัวสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่ฟังว่าลูกค้าต้องการกระดาษแบบไหน แต่กระดาษที่ผู้ใช้ยุคนี้ไม่ต้องการแล้ว ก็ย่อมต้องจากไป ต่อให้เป็นกระดาษที่เคยขายดีก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น นอกจากนี้ ก็ยังมีการนำกระดาษเก่ามาปรับโฉมก่อนนำออกขายอีกครั้ง สำหรับในเมืองไทย ทาเคโอะเริ่มขายกระดาษรุ่น VENT NOUVEAU V และสร้างตลาดให้กับ Rough and Gloss ซึ่งเป็นกระดาษชนิดใหม่สำหรับประเทศไทย อีกทั้งยังมีกระดาษแบบปั๊มนูนชื่อ TS ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ถือเป็นความท้าทายในการสร้างค่านิยมใหม่ๆ

มากกว่า 100 ปีที่ผ่านมาจึงไม่ใช่การยืนนิ่งท้าคลื่นลม แต่คือการไปข้างหน้าพร้อมปรับตัวกับคลื่นแต่ละลูกที่ซัดสาดมา

แล้วต่อจากนี้มีเป้าหมายอย่างไร-ฉันถามต่อ

“เราวางแผนอยากจะขยายตลาดสู่ประเทศอื่นมากขึ้น และถ้าในทุกตลาด ทุกสถานที่บนโลก ผมเจอกระดาษของทาเคโอะได้ ผมจะรู้สึกดีมาก เพราะรู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของตลาด ของสังคม เป็นการยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ของเราช่วยสนับสนุนพวกเขาได้” ชายหนุ่มผู้มาร่วมงานกับทาเคโอะเพราะตกหลุมรักกระดาษของบริษัทนี้บอกฉัน

นี่คือเรื่องราวของบริษัทกระดาษจากแดนอาทิตย์อุทัยที่อยู่กับคนรักกระดาษมาเกินศตวรรษ

และจะอยู่ต่อไป ด้วยความไม่บังเอิญ

TAKEO

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load