ตราดาวสามแฉกของ Mercedes-Benz คือสัญลักษณ์ของความหรูหรา ความสะดวกสบาย และยานพาหนะที่ปลอดภัย ในสายตาผู้ใช้และคนทั่วไป

แต่เบื้องหลังการผลิตรถยนต์หนึ่งคันของ Mercedes-Benz มีอะไรยิ่งกว่า

Mercedes-Benz เป็นแบรนด์สัญชาติเยอรมนีที่เกิดในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยมีเป้าหมายผลิตรถโดยสารหรูมาตั้งแต่แรกเริ่ม แนวคิดในการทำธุรกิจคือคำว่า ‘ดีที่สุด’ ทำให้ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์รักษาคุณภาพมาโดยตลอด แบรนด์ให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับลูกค้า และหลักการการออกแบบต้องสมดุลระหว่างเทคโนโลยีนำสมัยและความรู้สึกของผู้ใช้งาน

13 เบื้องหลังของ Mercedes-Benz แบรนด์ที่เชื่อว่า ‘ถ้าทำแล้วไม่ดีที่สุด ก็อย่าทำเลย’

หนึ่งในผู้ก่อตั้งคือคนที่ผลิตรถใช้เครื่องยนต์คันแรกของโลก 

และแม้จะมีอายุถึง 95 ปี Mercedes-Benz ยังครองตำแหน่งผู้นำด้านนวัตกรรมหลายอย่าง ตั้งแต่ริเริ่มนำเบาะหนังไปใช้กับยานพาหนะ คิดค้น Intelligence Drive ระบบความปลอดภัยอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน เป็นรถยี่ห้อแรกๆ ที่นำ Airbag มาใส่ในระบบความปลอดภัย หมั่นปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของผู้ใช้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่อย่างเทคโนโลยีรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือเรื่องเล็กๆ อย่างการเพิ่มเฉดสีไฟในรถ

The Cloud ชวนคุณมาไขความลับของ Mercedes-Benz ที่ครองใจผู้ใช้มาเกือบศตวรรษ กับบทบาท ‘รถในฝัน’ ของใครหลายๆ คน

13 เบื้องหลังของ Mercedes-Benz แบรนด์ที่เชื่อว่า ‘ถ้าทำแล้วไม่ดีที่สุด ก็อย่าทำเลย’

1. Mercedes-Benz คือผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์มาตั้งแต่จุดเริ่มต้นใน ค.ศ. 1926 เกิดขึ้นจากสองวิศวกรผู้ผลิตรถใช้เครื่องยนต์ของเยอรมนีและภาวะเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 

ขณะที่ผู้คนใช้รถม้าในการสัญจร คาร์ล เบนซ์ (Karl Benz) เริ่มพัฒนารถเป็นคนคิดค้นรถยนต์คันแรกของโลกได้สำเร็จ มีลักษณะเป็นรถยนต์สามล้อ และเป็น เบอร์ธา เบนซ์ (Bertha Benz) ภรรยาของเขาที่ทำให้สิ่งประดิษฐ์นี้ได้รับความสนใจจากทั่วโลก เธอใช้รถยนต์สามล้อเดินทางไกล 106 กิโลเมตร ในเวลา 12 ชั่วโมง นับเป็นการเดินทางไกลโดยรถที่ใช้เครื่องยนต์ครั้งแรก ซึ่งในทริปนั้นทำให้เธอเห็นโอกาสในการพัฒนารถยนต์ และได้คิดค้นนวัตกรรมผ้าเบรก 

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ก็อทลีพ ไดม์เลอร์ (Gottlieb Daimler) คู่แข่งของเขาก็ผลิตรถยนต์สี่ล้อ จนถึงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 หลายธุรกิจจำต้องปิดตัวเพราะพิษเศรษฐกิจและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงงานต่างๆ สองคนนี้กลับตัดสินใจควบรวมบริษัทจนเป็น Mercedes-Benz ตั้งแต่ ค.ศ. 1926 มาถึงปัจจุบัน โดยตั้งใจจะผลิตรถโดยสารหรูมาตั้งแต่ต้น

ส่วนคำว่า Mercedes เป็นชื่อของลูกสาวนักแข่งรถ เอมิล เจลลิเนก (Emil Jellinek) เป็นคนแรกที่นำรถยนต์จากโรงงานของแบรนด์ไปขายต่อและขายดีมากๆ จนได้รับสมญานามว่า ดีลเลอร์คนแรกของ Mercedes-Benz

2. ‘ถ้าทำแล้วไม่ดีที่สุด ก็อย่าทำเลย’ เป็นทั้งสโลแกนและแนวคิดในการทำธุรกิจของแบรนด์

สิ่งสำคัญในการทำธุรกิจของ Mercedes-Benz คือคำว่า The Best และสโลแกน The Best or Nothing เป็นคติประจำใจของพนักงานทุกคนที่ตั้งใจผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดีที่สุดในทุกๆ ด้าน ตั้งแต่นวัตกรรม สมรรถนะ ดีไซน์ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม 

เป็นเหตุผลให้เบนซ์ควบรวมธุรกิจกับแบรนด์ยานยนต์ระดับโลกเพื่อสร้างรถที่ตอบโจทย์การใช้งานทุกแบบ เช่น Mercedes-AMG สำหรับคนที่ชอบความเร็ว หรือ Mercedes-Maybach ที่หรูหรายิ่งขึ้น

สิ่งเหล่านี้นำเสนอผ่านสัญลักษณ์บนโลโก้ของแบรนด์ตั้งแต่ยุคก่อน ดาวสามแฉกหมายถึงการเป็นผู้นำและเป็นที่หนึ่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งสามแฉกบนแทนอากาศ แฉกซ้ายขวาแทนบกและน้ำ ช่อลอเรลเป็นตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์ ส่วนวงกลมด้านนอกคือโลกใบนี้ ซึ่งสัญลักษณ์ดั้งเดิมนี้จะเห็นบนชุดพนักงานที่โรงงานประกอบรถยนต์เท่านั้น

3. ริเริ่มนวัตกรรมมากมาย ทั้งการนำเบาะหนังมาใช้กับรถยนต์ ไปจนถึงระบบความปลอดภัยอย่าง Airbag

ในยุคที่ใครๆ ก็เข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่าย โจทย์ในการผลิตรถยนต์ที่ Mercedes-Benz ยึดถือมาตลอดมี 2 ข้อหลักๆ คือ หนึ่ง ความหรูหราและความสะดวกสบาย ซึ่งเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่สมัยที่คาร์ล เบนซ์ นำเบาะหนังลักษณะคล้ายโซฟาไปใส่ในรถยนต์สามล้อของตัวเอง และสอง ความปลอดภัย รถยนต์ของแบรนด์ไม่ว่าจะเป็นรุ่นใดก็ตามต้องมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยดีเยี่ยม และยังเป็นแบรนด์แรกๆ ที่นำเทคโลโยี Airbag มาใช้กับรถยนต์เมื่อ ค.ศ.1981 และยังเป็นแบรนด์ผู้นำที่ทำให้การผลิตรถหรูเข้ากระบวนการแบบ Mass Production

Mercedes-Benz ยังคิดค้นระบบ Intelligent Drive ที่ช่วยเหลือผู้ขับขี่เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุ ยกตัวอย่างเช่น ระบบควบคุมการทรงตัวอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะทำงานหากมีล้อใดล้อหนึ่งหมุนด้วยความเร็วที่ไม่เท่ากับล้ออื่นขณะขับขี่ ระบบจะตัดกำลังหรือเบรกที่ล้อๆ นั้น เพื่อให้รถกลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิม หรือระบบ Brake Assist เมื่อลูกค้าเหยียบแป้นเบรก ตัวรถจะเพิ่มแรงดันเบรกเข้าไป ทำให้ไม่ต้องเหยียบเบรกแรงเมื่อเจอสถานการณ์ฉุกเฉิน

13 เบื้องหลังของ Mercedes-Benz แบรนด์ที่เชื่อว่า ‘ถ้าทำแล้วไม่ดีที่สุด ก็อย่าทำเลย’
13 เบื้องหลังของ Mercedes-Benz แบรนด์ที่เชื่อว่า ‘ถ้าทำแล้วไม่ดีที่สุด ก็อย่าทำเลย’

4. ใช้หลักการออกแบบ 6 ข้อ เพื่อให้รถทุกรุ่นมีเอกลักษณ์เดียวกัน

โจทย์ใหญ่ของการออกแบบยานยนต์คือ การออกแบบอนาคตหรือสิ่งที่ยังไม่เคยมีใครเห็น ในขณะเดียวกันก็ต้องมั่นใจว่าดีไซน์นี้จะยังดูสวยไม่ตกยุคต่อไปอีกอย่างน้อยก็ 10 ปี ปรัชญาดีไซน์ของแบรนด์คือ Sensual Purity ต้องเรียบง่ายแต่ตระการตายิ่งขึ้น โดยดีไซเนอร์ทุกทีมให้ความสำคัญกับสองขั้วตรงข้าม ได้แก่ เทคโนโลยีและความรู้สึกของผู้ใช้ หรือ Hot and Cool 

Hot คือความสวยงาม น่าหลงใหล เปรียบเหมือน ก็อทลีพ ไดม์เลอร์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งที่สนใจรถคลาสสิกและรถแข่งในยุคแรกๆ ส่วน Cool คือ คาร์ล เบนซ์ ผู้ก่อตั้งอีกคนที่ให้ความสำคัญกับเทคนิคและนวัตกรรมใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน 

และแม้ดีไซน์ของรถแต่ละรุ่นจะแตกต่างกันไปตามคาแรกเตอร์และกลุ่มเป้าหมาย แต่มีหลักการทั้ง 6 ที่เหมือนกันทุกคันทุกรุ่น และเป็นเอกลักษณ์ที่แม้จะถอดโลโก้ออกก็ยังรู้ว่าเป็น Mercedes-Benz อันได้แก่ 

1. ประสบการณ์ที่ไม่คาดคิด

2. ดีเทลที่ต่างกันสองขั้ว

3. สัดส่วนไร้ที่ติ

4. รูปแบบอิสระและเรขาคณิต

5. การออกแบบที่มีนัยสำคัญ

6. เสน่ห์โดยธรรมชาติ

5. ปรัชญา One Man, One Engine

แบรนด์มองว่าการประกอบเครื่องยนต์เป็นงานศิลปะอย่างหนึ่ง และเพราะเชื่อในสิ่งที่ดีที่สุด รถยนต์ Mercedez-AMG ทุกรุ่นจึงใช้ระบบการผลิตตามปรัชญา One Man, One Engine ที่โรงงานในเมือง Affalterbach ประเทศเยอรมนี ซึ่งมีพนักงานประมาณ 1,400 คน

หนึ่งเครื่องยนต์จะประกอบด้วยมือของช่างฝีมือหนึ่งคน ซึ่งแต่ละคนก็มีความเชี่ยวชาญในการผลิตเครื่องยนต์รูปแบบที่ต่างกันออกไป เมื่อเสร็จสมบูรณ์ทุกขั้นตอนแล้ว ช่างจะติดป้ายชื่อที่เขียนว่า “Handcrafted by…” นั่นแปลว่า แม้จะเป็นรถยนต์รุ่นเดียวกัน คนที่ประกอบเครื่องยนต์ของรถแต่ละกันอาจเป็นคนละคนก็ได้

6. แบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับการสื่อสาร (Sales Talk) จนต้องมีตำแหน่ง Product Expert คอยให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะ

การผลิตรถยนต์หนึ่งคันไม่ได้เริ่มจากแค่ศาสตร์ทางวิศวกรรมเหมือนสมัยก่อน แต่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญหลายด้าน เช่น นักเคมีทำให้เครื่องยนต์เผาไหม้สะอาดขึ้น นักออกแบบทำให้เบาะสบายขึ้น และด้วยเทคโนโลยีที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นในทุกวัน

รถบางรุ่นแตกต่างกันที่รายละเอียดเล็กๆ สมรรถนะที่ไม่อาจเห็นได้ด้วยตา และนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีบางอย่างต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการบอกเล่า ทำให้การสื่อสารระหว่างพนักงานขายและลูกค้ารวมถึงการสื่อสารทางการตลาดเป็นเรื่องสำคัญที่สุด Mercedes-Benz จึงมีตำแหน่ง Product Expert ที่คอยสนับสนุนการทำงานของฝ่ายขาย คอยให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นั้นๆ ซึ่งตำแหน่งนี้ต้องผ่านการอบรมอย่างจริงจังเกี่ยวกับแบรนดิ้งและผลิตภัณฑ์ทุกครั้งที่มีรถรุ่นใหม่วางขาย

13 เบื้องหลังของ Mercedes-Benz แบรนด์ที่เชื่อว่า ‘ถ้าทำแล้วไม่ดีที่สุด ก็อย่าทำเลย’
13 เบื้องหลังของ Mercedes-Benz แบรนด์ที่เชื่อว่า ‘ถ้าทำแล้วไม่ดีที่สุด ก็อย่าทำเลย’

7. ออกแบบโชว์รูมที่รวมพื้นที่ฝ่ายขายและฝ่ายบริการหลังการขายไว้ด้วยกัน เพื่อตอบรับกับความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด

จากเดิมเป็นโชว์รูมรถยนต์ทั่วไปที่พื้นที่ฝ่ายขายแยกออกจากพื้นที่ฝั่งเซอร์วิสหรือฝ่ายบริการหลังการขาย โชว์รูมรูปแบบใหม่คือการใช้พื้นที่ร่วมกัน โดยมีตำแหน่ง Star Assistant คอยต้อนรับลูกค้าทุกคน เพื่อถามความต้องการในการเข้ารับบริการครั้งนั้น ลูกค้าที่นำรถเก่ามาตรวจเช็กก็ไม่จำเป็นต้องนั่งรอในห้องรับรองอย่างเดียว แต่สามารถเดินดูรถใหม่หรือคุยกับพนักงานฝ่ายขายได้เช่นกัน

Mercedes-Benz ยังคิดมากไปกว่านั้น จึงออกแบบให้มีร้านกาแฟขนาดย่อมและห้องอาหาร ไปจนถึงห้องเอนเตอร์เทนเมนต์สำหรับลูกๆ ที่มาซื้อรถกับพ่อ หรือแม้แต่จอมอนิเตอร์เล็กใหญ่ที่มีทั่วทุกมุมของโชว์รูม ก็เชื่อมกับไอแพดของพนักงานขาย ทำให้ควบคุมนำเสนอสินค้าต่างขึ้นหน้าจอได้เลย

กว่าจะเป็นบริการที่ราบรื่นไร้ที่ติ พนักงานทุกคนต้องจำลอง Customer Journey ตั้งแต่จอดรถจนถึงขับรถออกไป โดยมีที่ Primus Autohaus เป็นโชว์รูมแรกนำร่องในประเทศไทย

8. วันส่งมอบรถเป็นวันที่สำคัญที่สุดในการสร้างความประทับใจ 

ตัวแทนจำหน่าย Mercedes-Benz แต่ละสาขามีประเพณีการส่งมอบรถที่แตกต่างกัน ซึ่งความสำคัญของวันนี้คือ การสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าว่า หากต้องการความช่วยเหลือ จะมีคนคอยดูแลอย่างแน่นอน ลูกค้าจะได้เจอกับพนักงานที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการหลังการขายทุกฝ่าย ตั้งแต่ผู้จัดการศูนย์บริการ ผู้จัดการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ และผู้จัดการฝ่ายขาย 

ยกตัวอย่างประสบการณ์การส่งมอบรถที่ตัวแทนจำหน่าย Primus Autohaus พนักงานจะแอบทำการบ้านเกี่ยวกับลูกค้าก่อน ลูกค้าชอบอะไร สนใจอะไร เช่น ลูกค้าบางคนเป็นแฟนบอลทีมลิเวอร์พูล พนักงานจะเปลี่ยนโฉมโชว์รูมให้เป็นธีมสนามบอล พร้อมตกแต่งด้วยของที่ระลึกแบรนด์ลิเวอร์พูล หรือครั้งหนึ่งมีลูกค้าเป็นนักการทูต พนักงานสอบถามภรรยาของเขาล่วงหน้าเพื่อเตรียมไวน์ที่ชอบให้ดื่ม และเปิดเพลงที่ชอบสร้างบรรยากาศ เป็นต้น

9. ให้ความสำคัญกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อม พัฒนารถยนต์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ปัจจุบันซึ่งผ่านมาตรฐาน EURO5 

Mercedes-Benz เป็นผู้นำด้านรถไฟฟ้า ส่วนในประเทศไทยเริ่มปรับตัวโดยการจำหน่ายรถยนต์ Plug-in Hybrid ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินร่วมกับไฟฟ้าก่อน เนื่องจากยังมีสถานีชาร์จไม่ครอบคลุมในหลายๆ พื้นที่ สิ่งที่ได้จากรถยนต์ประเภทนี้คือสมรรถนะที่สูงขึ้น ในขณะที่ใช้น้ำมันน้อยลง รวมถึงค่ามลพิษที่เกิดจากการใช้งานน้อยลงไปด้วย ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลทุกรุ่นก็ผ่านมาตรฐาน EURO5 ที่ควบคุมการปล่อยมลพิษของรถยนต์ในประเทศกลุ่มสหภาพยุโรป โดยลดเขม่าและสารพิษที่ออกจากท่อไอเสีย ซึ่งทำให้เกิดแก๊สที่ทำลายเยื่อโพรงจมูก

10. ลบภาพจำเดิมๆ เจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ในตลาดเป็นรถรุ่น GLA 200 ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์วัยหนุ่มสาวและคนเมืองโดยเฉพาะ

เรามักมีภาพจำว่า Mercedez-Benz คือแบรนด์ของผู้ใหญ่ ดูภูมิฐาน มั่นคง แต่ด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย ทำให้แบรนด์ออกแบบรถรุ่น GLA 200 ซิตี้คาร์รุ่นล่าสุดของแบรนด์ ถ้าเปรียบเทียบคงเป็นเหมือนฝาแฝดของรถรุ่นคลาสสิกอย่าง A-Class ที่ให้ภาพลักษณ์ทะมัดทะแมงกว่า สปอร์ตกว่า มีพื้นที่จัดเก็บสิ่งของได้มากกว่า ด้วยเครื่องยนต์ขนาดเล็ก 1,300 ซีซีเหมือนอีโค่คาร์ทั่วไป แต่เพราะเทคโนโลยีเทอร์โบและวัสดุของเครื่องยนต์ ทำให้มีแรงม้าที่มากกว่าเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ 2,000 ซีซี นั่นหมายความว่า รถรุ่นนี้มีสมรรถนะเหมือนรถยนต์เครื่อง 2,000 ซีซี แต่ใช้น้ำมันเท่าเครื่องยนต์ 1,300 ซีซีเท่านั้น อันเป็นที่มาของรหัส 200 ด้านหลังชื่อรุ่น

ดีไซน์ภายในออกแบบแบบมินิมอล ลดปุ่มต่างๆ หรือซ้อนตำแหน่งปุ่มต่างๆ มีระบบ AI ที่ Mercedes-Benz พัฒนาขึ้นทำให้ผู้ขับขี่เลือกสั่งงานด้วยเสียงได้ โดยสามารถคุยได้ยืดหยุ่นมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องใช้แค่คีย์เวิร์ดอีกต่อไป

ที่สำคัญ รถรุ่นนี้ทำการประกอบทั้งหมดในประเทศไทย

13 เบื้องหลังของ Mercedes-Benz แบรนด์ที่เชื่อว่า ‘ถ้าทำแล้วไม่ดีที่สุด ก็อย่าทำเลย’

11. ไม่ได้พัฒนาแค่เทคโนโลยีและความสวยงามอย่างเดียว Mercedes-Benz ใส่ใจในฟังก์ชันเล็กๆ จาก Pain Point ของผู้ใช้

Mercedes-Benz ออกแบบรถทุกรุ่นโดยยึดจากการใช้งานของผู้ใช้ที่ดีที่สุดเป็นหลักเสมอ เช่น มีฟังก์ชันเปิดหน้าต่างเพื่อระบายความร้อนจากกุญแจรถ โดยไม่ต้องขึ้นรถและสตาร์ทรถก่อน กุญแจยังมีระบบ Independent Lock คือการปลดล็อกเฉพาะประตูฝั่งคนขับ ในกรณีที่ใช้รถคนเดียวเพื่อความปลอดภัย

13 เบื้องหลังของ Mercedes-Benz แบรนด์ที่เชื่อว่า ‘ถ้าทำแล้วไม่ดีที่สุด ก็อย่าทำเลย’

แม้จะพัฒนารูปลักษณ์มาเรื่อยๆ เพราะเป็นสิ่งแรกที่คนทั่วไปชื่นชมว่าสวยทันสมัยแค่ไหน แต่สุดท้ายคนขับต้องอยู่กับภายในมากกว่า ทีมออกแบบของ Mercedes-Benz เลยให้ความสำคัญกับภายในรถไม่แพ้กัน การออกแบบต้องมั่นใจว่าคนขับจะไม่เบื่อรถคันเดิมแม้เวลาผ่านไป

รถ Mercedes-Benz ทุกรุ่นจึงมีฟังก์ชันเปลี่ยนสีไฟบรรยากาศในรถได้ 5 – 12 สี ถ้าคิดว่านั่นเยอะแล้ว รถรุ่นใหม่อย่าง GLA 200 มีไฟให้เลือกถึง 64 สี เพราะแบรนด์มองว่าเฉดสีเป็นเรื่องสำคัญสำหรับกลุ่มลูกค้าผู้หญิง 

13 เบื้องหลังของ Mercedes-Benz แบรนด์ที่เชื่อว่า ‘ถ้าทำแล้วไม่ดีที่สุด ก็อย่าทำเลย’

12. อนุรักษ์รถรุ่นคลาสสิกให้คงอยู่โดยการสร้าง Mercedes-Benz Classic Center 

เพราะเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีอายุเกือบร้อยปี ทำให้มีรถปีเก่ารุ่นคลาสสิกอยู่ไม่น้อย Mercedez-Benz จึงก่อตั้งศูนย์บริการรับซ่อม เปลี่ยนอะไหล่ ชุบชีวิตรถรุ่นที่เลิกผลิตไปแล้วอย่างน้อย 15 ปีตั้งแต่ ค.ศ.1993 เพื่อให้บริการข้อมูล ความรู้ และคำแนะนำกับเจ้าของรถรุ่นคลาสสิก ทั้งยังมีหน้าที่ดูแลทำนุบำรุงรถยนต์ประวัติศาสตร์ที่จัดแสดงใน Mercedes-Benz Museum 160 คัน รวมถึงรถของบริษัทอีกกว่าหนึ่งพันคัน โดยผู้เชี่ยวชาญที่ส่งต่อองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่น

ปัจจุบันมี 2 ที่ด้วยกัน ได้แก่ เมือง Fellbach ประเทศเยอรมนีและ Irvine รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งสาขาแคลิฟอร์เนียมีบริหารให้เช่ารถรุ่นคลาสสิกสำหรับถ่ายโฆษณาหรือภาพยนตร์ด้วย

แนวคิดในการทำงานของ Mercedes-Benz Classic Center คือไม่มีงานไหนเล็กเกินไปหรือใหญ่เกินไป และการยกเครื่องรถทั้งคันให้เหมือนใหม่ทั้งหมดต้องใช้เวลา 2 ปีเต็ม แม้จะเร่งรัดให้เหลือแค่ปีกว่าๆ ได้ แต่ Mercedes-Benz ก็ไม่ทำ เพราะความสมบูรณ์แบบมาพร้อมเวลาที่เพิ่มขึ้น 

และคงเหมือนกับสโลแกนของแบรนด์ที่ว่า ‘The Best or Nothing’ อย่างไรอย่างนั้น

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

ชื่อแบรนด์: BEAMS
สัญชาติ:  ญี่ปุ่น
ปีที่ก่อตั้ง: 1976

ถ้าเป็นเรื่องแฟชั่นจากญี่ปุ่นแล้ว โปรดไว้วางใจ…

BEAMS คือ แบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ครีเอเตอร์ชื่อดังจากญี่ปุ่น

BEAMS เป็นแบรนด์ที่สร้างความประหลาดใจให้แฟนๆ อย่างเราคาดไม่ถึงตลอดเวลา

เช่นเดียวกับวันนี้ที่ทีมงาน BEAMS (ประเทศไทย) นับสิบชีวิตมาเยี่ยมเยียนพวกเราชาว The Cloud ถึงที่ และพร้อมเพรียงกันในชุดคอลเลกชันใหม่ทั้งทีม และเมื่อรู้ว่าเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่คนของ BEAMS พร้อมใจกันจนเป็นเอกลักษณ์ เราก็ได้แต่หวังว่า บ.ก. ที่รักจะอ่านข้ามๆ ประโยคนี้ไป ประโยคที่บอกว่า ขณะนี้นัยน์ตาแวววาวมาก อยู่ๆ ก็เกิดอยากแปรพักตร์ขอย้ายไปเป็นพนักงาน BEAMS ให้ครบทุกรอบที่คอลเลกชันออกใหม่

ระหว่างชื่นชมเสื้อมีระบายหลายเลเยอร์ แต่ไม่ดูหวานมากไป กลับให้ลุคบอยๆ แบบที่ฮิตสุดๆ ในช่วงนี้ ทีม BEAMS (ประเทศไทย) ก็แนะนำให้รู้จักและพูดคุยกับคุณมิซากิ ไอฮาระ (Misaki Ihara) Supervisor Oversea Business Strategy and Management จาก BEAMS (ประเทศญี่ปุ่น) ให้เราได้รู้จัก BEAMS ในแบบพิเศษสุดๆ

มิซากิ ไอฮาระ (Misaki Ihara)

เบื้องหลังที่ทำให้ BEAMS ไปไกลกว่าแบรนด์ร้านแฟชั่นค้าปลีก สู่การเป็นผู้คัดเลือกและสร้างสรรค์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ทรงอิทธิพลแบรนด์หนึ่งของญี่ปุ่น อยู่เบื้องหลังเทรนด์ฮิตในวงการแฟชั่น ดนตรี ศิลปะ การใช้ชีวิต วัฒนธรรม วัยรุ่นของญี่ปุ่นมากว่า 40 ปี

แดดส่องฟ้าเป็นสัญญาณวันใหม่

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1976 ครอบครัวโยชิตาระ (Etsuzo Shitara) เริ่มต้นร้าน BEAMS ขึ้นจากพื้นที่เพียง 21 ตารางเมตรในย่านฮาราจุกุ มีชื่อร้านว่า “American Life Shop BEAMS”,ซึ่งตั้งขึ้นจากแรงบันดาลใจที่อยากนำเสนอสไตล์วัยรุ่นอเมริกันให้กับคนญี่ปุ่น 

โดยชื่อบริษัท BEAMS แฝงความหมายสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1. ลำแสง หรือการส่องแสงให้เห็นในสิ่งที่มองไม่เห็นและนำเสนอสิ่งนั้นแก่โลก 2. คาน มาจากตัวอักษรคันจิ หมายถึงการสนับสนุนซึ่งกันและกัน และ 3. รอยยิ้ม ที่มาจากทุกคนที่จะทำให้โลกนี้สดใส

ในยุคแรกนั้น ร้าน BEAMS เสนอความแปลกใหม่ด้วยเสื้อผ้าในสไตล์นักศึกษาในมหาวิทยาลัย จึงตกแต่งร้านคล้ายหอพักนักศึกษา UCLA โดยนอกจากเสื้อผ้าแล้วยังมีโรลเลอร์สเก็ตของ Nike และสิ่งละอันพันละน้อยที่เกี่ยวไลฟ์สไตล์ทั้งหมด อย่างล้อสเก็ตบอร์ด ไปจนถึงของเล็กๆ น้อยๆ อย่างกับดักหนู เราจึงไม่แปลกใจที่จะเจอตะกร้าหวาย รองเท้าใส่เล่นในบ้าน ที่รองจานบนโต๊ะอาหาร หรือฟองน้ำล้างจานในร้าน BEAMS ทั้ง 150 สาขาทั่วญี่ปุ่น และ 4 สาขาในเมืองใหญ่ทั่วโลก รวมถึงกรุงเทพฯ ของเรา

คุณมิซากิเล่าโจทย์แรกเริ่มของ BEAMS ให้ฟังว่า BEAMS พยายามที่จะเพิ่มโอกาสและทางเลือกที่มากขึ้นให้กับวัฒนธรรมของวัยรุ่นญี่ปุ่น และเปิดให้โตเกียวเห็นโลกที่กว้างใหญ่ โดย BEAMS เริ่มขายรองเท้าไนกี้ครั้งแรกในปี 1988 ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะทำเพราะในขณะนั้นไม่ค่อยมีใครรู้จัก หรือรู้จักแค่ในวงแคบๆ ของคนที่คลั่งไคล้รองเท้าผ้าใบเท่านั้น ซึ่งในขณะนั้นคนญี่ปุ่นยังไม่รู้วิธีออกเสียง Nike จึงออกเสียงว่า “Nii-Keh”

BEAMS BEAMS

คัดสรรดีมาก

แม้จะเริ่มต้นจากความหลงใหลในสไตล์อเมริกัน BEAMS พาตัวเองไปไกลกว่าการเป็นแค่ร้านขายเสื้อผ้าแฟชั่น

ในปี 1976 BEAMS วางแบบร้านแรกให้เป็นเหมือนหอพักของนักศึกษา UCLA หลังจากนั้นจึงค่อยขยายเป็นเป็นสไตล์ IVY League จากฝั่ง EAST COAST  และจึงพัฒนามาถึงแบรนด์ฝั่งยุโรปตั้งแต่ Italian suit มาจนถึงสไตล์ London street และมาถึงแบรนด์ญี่ปุ่นหน้าใหม่

BEAMS จึงเริ่มต้นค้นหาและเปิดรับสไตล์ใหม่ๆ มากขึ้น ด้วยการคัดเลือกสินค้าที่มีคุณภาพและงานออกแบบดีๆ จากทั่วโลกแล้วนำเสนอแก่คนญี่ปุ่น ถือเป็นการพัฒนาแนวทางของร้านให้ชัดเจน

นายแบบ BEAMS BEAMS รองเท้า BEAMS

“เรานำเสนอสินค้าที่ดึงดูดใจจากทั่วโลกเพื่อทำให้ลูกค้าเรามีความสุข เรามักมีสินค้าเหนือความคาดหมายมานำเสนออยู่เสมอ ไม่เพียงแค่สิ่งนั้นจะไม่เหมือนใคร แต่ยังน่าสนใจและน่าทึ่ง นอกจากนี้ยังนำเสนอกิจกรรมและอีเว้นท์มาตลอด 40 ปี” และนี้คือ BEAMS จากความคิดเห็นของคุณมิซากิ

ขณะที่ร้านแฟชั่นแบรนด์ทั่วไปทำสื่อสารการตลาดเฉพาะสินค้าคอลเลกชันใหม่ ไม่มีใครลุกขึ้นมาสร้างสรรค์วัฒนธรรมการแต่งตัว BEAMS ผู้สนุกกับการทดลองอะไรใหม่ๆ จึงเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความเป็นไปของเทรนด์เสมอมา คุณมิซากิเล่าว่า นี่เป็นวิธีที่แสดงความเคารพแฟชั่น ด้วยการแสดงวิวัฒนาการของวัฒนธรรมและความสนใจของแต่ละบุคคลซึ่งมีแฟชั่นเป็นตัวนำเรื่องราว ที่สำคัญ เป็นโอกาสให้แสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมา
BEAMS BEAMS

เป็นคนที่สำคัญ

แม้เรากำลังพูดคุยอยู่กับแบรนด์แฟชั่นชื่อดังจากญี่ปุ่น แต่ตลอดการสนทนาระหว่างเรา คุณมิซากิเน้นย้ำเรื่องความสุขของ BEAMS เยอะครั้งกว่าที่พูดถึงสินค้าและเทรนด์เสื้อผ้าของซีซั่นฤดูร้อนและฤดูใบไม้ผลิประจำปีเสียอีก

BEAMS มีวัฒนะรรมที่เรียกกันเองภายในว่า ‘Happy life solution company’ หลักการความสุขของลูกค้า คู่ค้า แฟนๆ ของแบรนด์ พันธมิตร และทีมงานทุกคน

“ความสุขของแต่ละคนคงจะแตกต่างกันไป แต่สำหรับฉัน การทำงานที่นี่ทำให้ฉันพบผู้คนแปลกๆ และความคิดที่แปลกแหวกแนวมากมายเต็มไปหมด งานของเราคือสร้างความหลงใหลให้แก่ผู้คน คุณจะได้พบเห็นสิ่งน่าสนใจ แรงบันดาลใจ และสิ่งที่น่าตื่นเต้นมากมายจากการทำงานที่ BEAMS” ความสุขของคุณมิซากิส่งผ่านจากตัวเธอมาสู่เรา

มิซากิ ไอฮาระ (Misaki Ihara)

รูปแบบความใกล้ชิดระหว่างทีมงานและผู้บริหารระดับสูงของ BEAMS ที่มีมาตั้งแต่ BEAMS ยังเป็นเพียงร้านเล็กๆ ก็ทำให้ทีมสามารถขายไอเดียใหม่และทำนัดหมายผู้บริหารง่ายมาก

คุณมิซากิเล่าว่า พนักงานเกือบทุกคนของ BEAMS จะเริ่มต้นทำงานในตำแหน่งพนักงานหน้าร้าน เพื่อเรียนรู้และสังเกตการณ์ลูกค้าและแฟนๆ ที่มาที่ BEAMS ว่ามีความต้องการอะไร จึงทำให้แบรนด์มีข้อมูลที่สดใหม่ตลอดเวลา และข้อมูลจากพนักงานหน้าร้านก็ได้ถูกถ่ายทอดมาเป็นไอเดียสำหรับการผลิตสินค้าอยู่เสมอ

นอกจากนี้ คนของ BEAMS ทุกคนล้วนมีความน่าสนใจในแบบฉบับของตัวเอง บางคนเก่งเรื่องวัฒนธรรม บางคนเชี่ยวชาญเรื่องของวินเทจ คาแรกเตอร์ที่หลากหลายทำให้ BEAMS มีข้อมูลมากมายพอที่จะนำไปต่อยอดสร้างสรรค์ เกิดไอเดียใหม่ๆ และไม่ใช่แค่คาแรกเตอร์จากเสื้อผ้าหน้าผมเท่านั้นที่ BEAMS มองหา แต่รวมถึงมุมมองต่อชีวิต ไลฟ์สไตล์ การฟังเพลง ดูหนัง การเลือกเสพสื่อ กิจกรรม กีฬา ที่สนใจด้วย ทั้งหมดนี้เลย คุณมิซากิบอกว่า ไม่ใช่การมองหาว่าใครมีพรสวรรค์ แค่มองหาว่าได้ทำในสิ่งใดแล้วมีความสุขหรือเปล่า

เราจึงชอบแอบมอง styling ของทีมงานของ BEAMS ทุกครั้งที่เข้าไปอัพเดตของใหม่ที่ร้าน BEAMS และเว็บไซต์ แต่อย่าเผลอเข้าไปส่องนานนะคะ เพราะมีหวังเสียเงินแน่ๆ

BEAMS

ดูเพิ่มเติม: www.beams.co.jp

Whatever Will BEAMS Will BEAMS

ครั้งแรกที่ได้ยินว่าภายใต้ BEAMS นั้นมี house brand ถึง 30 label เราสงสัยว่า BEAMS มีวิธีการสื่อสารและทำแบรนดิ้งอย่างไรให้ทุกแบรนด์ในเครือ BEAMS อยู่ปรองดองใต้ร่มคันเดียวกันได้

“ที่ BEAMS เราขายไลฟ์สไตล์แห่งความสุข เราโตมาจากไอเดียที่ว่า ทุกที่มีความต้องการอะไรสักอย่างซ่อนอยู่เสมอ เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องนำเสนอบริการที่ตอบสนองจุดๆ นั้น กล่าวสั้นๆ คือ หนึ่งในลักษณะเฉพาะของ BEAMS คือเราประกอบด้วยหลากหลายมุม” ตัวแทนจากญี่ปุ่นกล่าวด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้ม

แบรนด์ทั้ง 30 แบรนด์ภายใต้ BEAMS นั้นมีขึ้นเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์และความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า นั่นคือเหตุผลที่ BEAMS มีแบรนด์ให้เลือกมากมาย ทั้งเสื้อผ้าแฟชั่น รองเท้า เครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน ดนตรี ศิลปะ งานทำมือ และอีกมากมายทั้งสำหรับผู้หญิง ผู้ชายและเด็ก

สินค้า label หลักๆ ได้แก่ BEAMS: เสื้อผ้าผู้ชายของ BEAMS ซึ่งนำเสนอสไตล์ลำลองร่วมสมัยตั้งแต่สไตล์ sport, street, military จนถึง workwear BEAMS PLUS: เสื้อผ้าผู้ชายที่นำเสนอเสื้อผ้าสไตล์ดั้งเดิมซึ่งมีพื้นฐานมาจากสไตล์ American classic  VAPORIZE: เสื้อผ้าผู้ชายสไตล์ลำลองซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากดนตรี ภายใต้การดูแลของ Jams lha มือกีต้าวง Smashing Pumpkins  BEAMS BOY: แบรนด์เสื้อผ้าสำหรับผู้หญิงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเสื้อผ้าสไตล์ดั้งเดิมของผู้ชายมาทำให้เป็นสไตล์ลำลอง และสุดท้าย Ray BEAMS: เสื้อผ้าผู้หญิงที่นำเสนอสไตล์ตามเทรนด์ที่หลากหลาย โดยมีพื้นฐานมาจากคอนเซ็ป ‘The way of chic’

BEAMS

Speaking Words of Wisdom, Let It BEAMS

แม้การทำ collaboration จะไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลก แต่ต้องยอมรับว่าช่วงหลังมานี้ การร่วมกันทำโปรเจกต์พิเศษขององค์กร ห้างร้าน หรือแบรนด์ ที่ต่างกันกำลังเป็นที่น่าจับตา เพราะเป็นทางออกที่น่าสนใจในการสร้างแบรนด์ให้อยู่รอด ผ่านการสร้างการรับรู้ที่ไปไกลและกว้างกว่าวิธีการเดินเพียงลำพังแบบเดิมเสียอีก

เช่นเดียวกับที่คนไทยไม่น้อยเริ่มต้นรู้จัก BEAMS จากโปรเจกต์พิเศษที่ BEAMS ไปร่วม collaborate กับแบรนด์ชื่อดังมากมาย

BEAMS ทำได้อย่างไร

จริงอยู่ว่าใครๆ ก็ทำ collaboration แต่ส่วนมากก็แค่ทำสีพิเศษขึ้นมาใหม่

การพัฒนาความสัมพันธ์ของแบรนด์, ศิลปิน, ดีไซเนอร์, ผู้ทำงานฝีมือ, โรงงานผลิต เป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ BEAMS สามารถสร้างโลกของสิ่งนี้ได้อย่างสมบูรณ์ จะเห็นจากการปล่อยสินค้า collaboration ออกมาหลากหลายอย่าง ตั้งแต่ สินค้าจากแบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่นชั้นนำไปจนถึงสินค้า outdoor และ sport หรือข้ามวงการ ไปร่วมกับอย่าง Starbuck, ANA(Airline) และ Panasonic นี่เป็นแค่ตัวอย่าง

“ความสามารถในการสร้าง collaboration ให้ตรงความต้องการของบุคคลและของตลาดโดยไม่ต้องสูญเสียความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่ทำเป็นกุญแจสำคัญ เราพยายามที่จะทำทุกอย่างล้ำหน้าก่อนคนอื่น

“ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่เราทำโปรเจค collaboration มา เรารวบรวมไว้ในหนังสือ “BEAMS Beyond Tokyo” หนังสือที่กล่าวถึงประวัติศาสตร์ของเราและวิวัฒนาการของการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของการ collaboration ซึ่งจัดพิมพ์โดย Rizzoli เมื่อปีก่อน” ตัวแทนจากญี่ปุ่นกล่าว

สามารถเข้าไปดูได้ที่ www.beams.co.jp

รองเท้า Ura- VANS

BEAMS JAPAN, TEAM JAPAN

BEAMS JAPAN

BEAMS JAPAN เป็นโปรเจกต์ใหม่ที่ BEAMS เริ่มเพื่อฉลองครบรอบ 40 ปี โดยทีมญี่ปุ่น เป็นโปรเจกต์ที่สร้างสรรค์คอนเทนต์ที่หลากหลายโดยมีจุดร่วมคือ “Japan”

“ที่ผ่านมา เรานำของเข้าจากต่างประเทศมามากมาย โดยลืมของที่อยู่ใกล้ตัวมาตลอดทั้งๆ ที่เรามีสิ่งที่ดีในประเทศจำนวนไม่น้อย พวกเราคนญี่ปุ่น ถ้าไม่คิดว่าของญี่ปุ่นเองก็เจ๋ง เราก็จะไม่สามารถส่งออกของเราได้เลย เราจึงริเริ่มโปรเจกต์ BEAMS JAPAN ขึ้นมา” ตัวแทนจากญี่ปุ่นเล่า

ที่ BEAMS JAPAN คุณจะพบกับสิ่งของที่สวยงามมากมายที่ได้รับการคัดสรรจากสายตาที่แหลมคมของ BEAMS ซึ่งแต่ละชั้นก็มี theme ของตัวเองทั้ง 6 ชั้น ; อาหาร, ผลิตภัณฑ์ญี่ปุ่น, สินค้าแฟชั่น, การ collaboration,   วัฒนธรรมศิลปะและงานฝีมือ

ถือเป็นการนำเสนอความเจ๋งของญี่ปุ่นที่มีมากอยู่แล้วให้ชัดเจนขึ้นอีก

BEAMS BEAMS

BEAMS BEAMS

หากใครมีโอกาสไปญี่ปุ่น ก็ลองไปแวะหยิบจับของจาก BEAMS JAPAN รับรองว่าเพลินชนิดว่าอยู่ได้ทั้งวัน เพราะมีทั้งร้านกาแฟที่มีชื่อเสียงโด่งดังคัดสรรพิเศษและสินค้าของดีพื้นเมืองทั่วประเทศ ที่ชั้น 1 เสื้อผ้าแฟชั่นแบรนด์ญี่ปุ่นและเสื้อผ้าที่ผลิตจากดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่นที่ชั้น 2 ส่วนชั้น 3 เป็นโปรเจค collaboration ที่มีกลิ่นไอแบบของ BEAMS ชั้นที่ 4 มีการผสมผสานงานศิลปะ การออกแบบสินค้า และหนังสือเกี่ยวกับวัฒนธรรมป๊อป ชั้น 5 เป็นสินค้าที่เกี่ยวกับศิลปะและงานฝีมือ และสุดท้ายชั้นใต้ดินเป็นร้านอาหารตะวันตกสไตล์ญี่ปุ่นที่ใช้วัตุดิบชั้นดีจากญี่ปุ่น

BEAMS

ท่านผู้นำแฟชั่น

สินค้าจาก BEAMS ชิ้นแรกของผู้เขียนคือ รองเท้าแตะผู้ชาย สีดำ ไซส์เล็กที่สุด จากร้านที่ญี่ปุ่น

รองเท้าสีดำเรียบ ดูไม่มีพิษมีภัย ไม่เรียกร้องความสนใจใดๆ คู่นี้ ตรงกับภาพรองเท้าที่ตามหามานาน 3 เดือนหลังจากนั้น รองเท้าทรงนี้ก็กลายเป็นที่นิยมในบ้านเรา

ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาจะบอกว่าตัวนั้นเป็นแฟชั่นนิสต้า และคำว่าแฟชั่นนั้นวิ่งเร็วเกินไป ผิดจากงบประมาณที่มี และวิสัยที่ชอบมองหาสิ่งของที่ถูกใจจริงๆ เพื่อใช้ในระยะยาว

สไตล์ สำคัญที่การมองหา เปิดรับความหลากหลาย จนไม่ได้มีคาแรกเตอร์ใดๆ มากำหนดอย่างชัดเจนว่า BEAMS เป็นแบรนด์แบบไหน เป็นหนุ่มสาวที่ใช้ชีวิต มีความจริงจัง มีความลำลอง มีเสื้อผ้า เครื่องประดับ มีสิ่งสำคัญอื่นๆ เติมเต็มตัวตน

หลายคนรู้จัก BEAMS จากการร่วมมือกันทำเพราะสนใจเรื่องราวเบื้องหลัง เคารพตัวตนที่อาจจะแตกต่าง มองหาจุดที่จะลงตัวทั้งสองฝ่าย เพิ่มเติมความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ อย่างตั้งใจ

ขออภัยที่อาจจะไม่มีคำแนะนำให้คุณว่าควรเลือกทดลองกับสิ่งไหน หรือบอกให้คุณจับตาว่าอะไรจะกลายเป็นเทรนด์ต่อไป เพราะเรื่องราวของ BEAMS แบรนด์ผู้นำแฟชั่นและไลฟ์สไตล์นี้ ไม่ใช่ผู้นำทางจิตวิญญาณแฟชั่นที่เรียกร้องให้ใครทำตาม แต่เป็นผู้นำแฟชั่น ที่นำพาแฟชั่นมาหาเรา และหลังจากนั้น ขึ้นอยู่กับตัวเราว่าจะเลือกอะไรที่เหมาะสม ทำให้คุณเปล่งประกาย และ Let it BEAMS

www.beams.co.jp
Facebook | BEAMS Thailand Official

Writers

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Photographer

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load