แม่น้ำโขงมีความสำคัญในทางภูมิรัฐศาสตร์ ด้วยสายน้ำขนาดมโหฬารที่ไหลผ่านถึง 6 ประเทศ เริ่มต้นจากเทือกเขาหิมาลัยในทิเบต ผ่านแผ่นดินจีนอันไพศาล ร้อยเรียง 5 ประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอย่างเมียนมา สปป. ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ก่อนจะไหลออกสู่ทะเลจีนใต้ สิริระยะทางทั้งสิ้นประมาณ 5,000 กิโลเมตร

ประชากรมากกว่า 60 ล้านชีวิต พึ่งพาแม่น้ำโขงในฐานะแหล่งอาหาร พื้นที่ทำกิน และพื้นที่เกษตรกรรม สายน้ำแห่งนี้ยังเป็นแหล่งพันธุกรรมปลาที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุด อุดมไปด้วยสัตว์น้ำกว่า 1,300 สายพันธุ์ การประมง ตลอดลำน้ำโขง มอบปริมาณปลามากที่สุดเทียบกับลุ่มน้ำอื่น ๆ ทั่วโลก 

กรอบความร่วมมือของไทยกับนานาชาติ ที่จะนำลุ่มน้ำโขงไปสู่โลกใบใหม่หลังโควิด-1

อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าด้วยกัน นับเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์เชื่อมต่อสำคัญ ไม่เพียงต่อประเทศในอนุภูมิภาคฯ แต่รวมถึงประเทศอื่น ๆ ที่ต้องพึ่งพาโครงข่ายถนน ราง เรือ เพื่อเดินทางและขนส่งสินค้า หลายสิบปีที่ผ่านมา ทรัพยากรมหาศาลรอบลำโขง ดึงดูดประเทศต่าง ๆ ให้เข้ามาร่วมลงทุนและพัฒนาพื้นที่นี้ ซึ่งไม่ใช่แค่การพัฒนาทางกายภาพอย่างเดียว แต่รวมไปถึงมิติด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และความเป็นอยู่ของประชาชนตามลุ่มน้ำ

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และกระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้มิติการพัฒนาลุ่มน้ำโขงยิ่งซับซ้อนและท้าทาย ท่ามกลางการหลั่งไหลเข้ามาของหลายชาติมหาอำนาจ ประเทศไทยในฐานะข้อต่อและประเทศสมาชิกที่สำคัญของอนุภูมิภาคฯ วางแผนจะเดินหน้าความร่วมมือไปทางไหน และจะมีบทบาทอย่างไรต่อการพัฒนากรอบความร่วมมือมิติต่าง ๆ ในอนุภูมิภาคฯ ในอนาคต 

กรอบความร่วมมือของไทยกับนานาชาติ ที่จะนำลุ่มน้ำโขงไปสู่โลกใบใหม่หลังโควิด-1

The Cloudได้รับเกียรติพูดคุยกับ ท่านทูตอรุณรุ่ง โพธิ์ทอง ฮัมฟรีย์ส เอกอัครราชทูตประจำกระทรวงการต่างประเทศ ผู้ดูแลกลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขง กลุ่มงานใหม่ล่าสุดแห่งกระทรวงการต่างประเทศ ที่ตั้งขึ้นเพื่อดำเนินนโยบายการต่างประเทศเชิงรุก มีเป้าหมายสูงสุดในการดูแลผลประโยชน์ของไทย ไปพร้อมกับการสร้างการเติบโตให้อนุภูมิภาคฯ ของเรา เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนไปด้วยกัน

กรอบความร่วมมือของไทยกับนานาชาติ ที่จะนำลุ่มน้ำโขงไปสู่โลกใบใหม่หลังโควิด-1

กรอบความร่วมมือที่ขับเคลื่อนการพัฒนา

ย้อนกลับไป 30 ปีก่อน เกิดกรอบความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงขึ้นครั้งแรก ในชื่อ Greater Mekong Subregion หรือ GMS โดยการขับเคลื่อนของประเทศญี่ปุ่น มีธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank หรือ ADB) เป็นผู้สนับสนุนการพัฒนาที่มีจุดมุ่งหมายทางเศรษฐกิจเป็นหลัก 

“ความร่วมมือในครั้งนั้นส่งผลให้เกิดระเบียงเศรษฐกิจที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น North – South Economic Corridor ที่เชื่อมโยงจีน สปป. ลาว ไทย ลงไปถึงมาเลเซียและสิงคโปร์ หรือ East – West Economic Corridor ที่เชื่อมเมียนมา ไทย สปป. ลาว กัมพูชา และเวียดนาม พูดง่าย ๆ คือ เชื่อมตั้งแต่มหาสมุทรอินเดียไปจนจรดมหาสมุทรแปซิฟิก 

“ผลที่ได้จากระเบียงเศรษฐกิจคือ ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเข้าด้วยกัน แต่ก่อนการคมนาคมไม่ได้สะดวกสบายเท่านี้ การเกิดขึ้นของ GMS ทำให้เกิดการพัฒนาสะพานข้ามแม่น้ำ ถนนทางหลวง ไปจนถึงสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินเรือในแม่น้ำ”

กรอบความร่วมมือของไทยกับนานาชาติ ที่จะนำลุ่มน้ำโขงไปสู่โลกใบใหม่หลังโควิด-1

หลังจากนั้น กรอบความร่วมมือมากมายในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงก็ทยอยเกิดขึ้น ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ เข้ามาลงทุนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงด้วยเม็ดเงินมหาศาล ไม่ใช่เพื่อแบ่งปันเทคโนโลยีเป็นหลัก แต่เพื่อสร้างผลประโยชน์แก่ชาติของเขาเองด้วย โครงการต่าง ๆ ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่มีทรัพยากรแรงงานคุณภาพและค่าจ้างต่ำ รวมถึงเป็นฐานการส่งออกแก่ประเทศเหล่านั้นที่เข้ามาลงทุนนั่นเอง 

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ปัจจุบัน กรอบความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงทั้ง 6 กรอบ ในการดูแลของท่านทูตอรุณรุ่งฯ และกลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขง ซึ่งกำลังเร่งผลักดันอย่างแข็งขัน ประกอบไปด้วย

  • ความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-คงคา (Mekong – Ganga Cooperation หรือ MGC) มีอินเดียเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก
  • หุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง-สหรัฐฯ (Mekong – U.S. Partnership หรือ MUSP) มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก 
  • ความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (Mekong – Lancang Cooperation หรือ MLC) มีจีนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก
  • ความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-สาธารณรัฐเกาหลี (Mekong – Republic of Korea Cooperation หรือ Mekong – ROK) มีสาธารณรัฐเกาหลีเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก 
  • ความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น (Mekong – Japan Cooperation หรือ MJ) มีญี่ปุ่นเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก 
  • ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady – Chao Phraya – Mekong Economic Cooperation Strategy หรือ ACMECS) กรอบความร่วมมือที่จัดตั้งขึ้นตามข้อริเริ่มของไทย

“กรอบความร่วมมือทั้งหกมีความสำคัญในแบบตัวเอง แม้จะมุ่งเน้นไปที่ภาพกว้างในการสร้างความเชื่อมโยง (Connectivity) เหมือนกัน แต่ประเทศผู้ขับเคลื่อนต่างก็มีศักยภาพในมิติที่แตกต่างกัน หน้าที่ของเราคือ วิเคราะห์ว่าจะใช้ประโยชน์สูงสุดจากกรอบความร่วมมือนั้น ๆ อย่างไร ให้ไทยและประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต่างสมประโยชน์ร่วมกัน”

กรอบความร่วมมือ ACMECS หัวใจของอนุภูมิภาค

ACMECS คือ กรอบความร่วมมือที่สำคัญที่สุด เพราะไม่เพียงประกอบไปด้วยสมาชิกทั้ง 5 ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่สำคัญทางยุทธศาสตร์หนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ยังเป็นกรอบความร่วมมือที่ไทยเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก ในช่วงที่ชาติมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐอเมริกาเดินหน้าเข้ามามีบทบาทในอนุภูมิภาคฯ เราเป็นผู้ผลักดันความร่วมมือนี้ให้แข็งแกร่งขึ้น พร้อมทั้งผลักดันแผนแม่บท ACMECS เพื่อผลประโยชน์ร่วมในทุกมิติของทั้ง 5 ประเทศสมาชิก 

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

แผนแม่บท ACMECS มุ่งเน้นไปที่ 3 เป้าหมายหลัก คือ การเสริมสร้างความเชื่อมโยงแบบไร้รอยต่อในอนุภูมิภาคฯ (Seamless Connectivity) การสอดประสานด้านกฎระเบียบ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านเศรษฐกิจและการเคลื่อนย้ายของประชาชน (Synchronized ACMECS Economies) และการพัฒนาภูมิภาคอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรม (Smart and Sustainable ACMECS)

“จุดประสงค์ของความร่วมมือในอนุภูมิภาคฯ คือ ผลกระโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มีการแบ่งสรรปันส่วนเท่าเทียมกันและการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นการลดช่วงว่างของประเทศสมาชิกทั้ง 5 เพราะแต่ละประเทศมีระดับการพัฒนาที่แตกต่างกัน ไทยให้ความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาประเทศเพื่อนบ้านด้วย เพราะเมื่อเพื่อนบ้านพึ่งพาตัวเองได้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ ประเทศเราก็จะได้รับผลประโยชน์ด้วย เพราะมีพรมแดนติดกัน ทุกอย่างจึงเชื่อมต่อถึงกันทั้งหมด แท้จริงแล้ว อนุภูมิภาคฯ นี้ ถือเป็นพื้นที่ที่สำคัญทางยุทธศาสตร์หนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ท่านทูตอรุณรุ่งฯ อธิบายถึงโจทย์ใหญ่ที่สุดของความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในปัจจุบันคือ โลกหลังโควิด-19 ที่เราต้องเร่งทำการฟื้นฟูประเทศและอนุภูมิภาคฯ ในหลาย ๆ ด้าน (Post-COVID Recovery) โดยการฟื้นฟูนั้นจะต้องทำร่วมกันเป็นองคาพยพ โดยเฉพาะในมิติของประเทศเพื่อนบ้าน ที่เชื่อมต่อกันทั้งในแง่พรมแดน วัฒนธรรมประเพณี และผู้คน 

“ในสถานการณ์โควิด-19 หากยังมีประเทศใดไม่ได้รับวัคซีน การฟื้นฟูของโลกจากการแพร่ระบาดก็ยากที่จะยั่งยืน ทุก ๆ ประเทศในโลกต้องได้รับวัคซีนร่วมกัน เช่นเดียวกับการพัฒนาในอนุภูมิภาคนี้ เราไม่สามารถรอดหรือเฟื่องฟูไปคนเดียวได้ รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย ดังนั้น จุดมุ่งหมายของการสร้างความร่วมมือคือ เราต้องมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนไปด้วยกัน”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

โฉมหน้าของอนุภูมิภาคหลังโควิด-19

การผลักดันความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูอนุภูมิภาคฯ หลังโควิด-19 แบ่งเป็น 2 มิติใหญ่ ๆ คือ การฟื้นฟูด้านสาธารณสุข เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับโรคอุบัติใหม่ในอนาคต และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

“โควิด-19 สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เพื่อฟื้นฟูสภาพระบบเศรษฐกิจและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ประเทศไทยได้นำ BCG Model หรือการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวมมาเป็นตัวขับเคลื่อนนโยบายและกรอบความร่วมมือต่าง ๆ” 

BCG Model มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจทั้ง 3 มิติไปพร้อมกัน คือ ระบบเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) ที่เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มและการพัฒนาทรัพยากรชีวภาพเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่เน้นการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ที่เน้นการพัฒนาสังคมและการรักษาสิ่งแวดล้อม 

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

เพื่อให้ต่อจากนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยและอนุภูมิภาคฯ สามารถดำเนินควบคู่ไปกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล เยียวยาโลกของเรา ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของประเทศและภูมิภาคอื่น ๆ ในโลก

“อีกประเด็นที่สำคัญคือ การพาณิชย์ดิจิทัล ซึ่งช่วงโควิด-19 ภาคเอกชนและประชาชนจำนวนมาก เริ่มเปลี่ยนมาค้าขายทางดิจิทัลมากขึ้น ช่วงเวลาหลังการแพร่ระบาดจึงเป็นช่วงที่ควรเร่งรัด ผลักดันระบบที่ส่งเสริมการค้าดิจิทัล รวมถึงสร้างทักษะความเข้าใจการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) ให้ประชาชนไทยและภูมิภาค”

“นอกจากนี้ยังมีเรื่องของทรัพยากรบุคคล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่ดึงดูดการเข้ามาพัฒนาและลงทุนของหลายชาติจากทั่วโลก เราจึงต้องส่งเสริมและพัฒนาทักษะแรงงาน (Reskill และ Upskill) ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ให้มีขอบเขตทักษะที่กว้างไกลขึ้น เพื่อในอนาคต อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงจะสามารถขยายจากการเป็นฐานผลิตส่วนประกอบรถยนต์เป็นหลัก ไปสู่การผลิตชิ้นส่วนสำคัญทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ อย่างเช่น เซมิคอนดักเตอร์ชิป (Semiconductor Chips) ได้ด้วย และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของโลก”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ปัจจุบัน ประเทศสมาชิกทั้ง 5 คือ เมียนมา สปป. ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ต่างมีความมุ่งมั่นร่วมกันในการฟื้นฟูและพัฒนาอนุภูมิภาคฯ ในมิติต่าง ๆ หลังโควิด-19 เพื่อให้เรากลับมาเป็นที่จับตาต้องใจการลงทุนจากประเทศนอกอนุภูมิภาคฯ โดยประเทศไทย ในเชิงของภูมิรัฐศาสตร์และการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ผ่านมา ถือเป็นข้อต่อสำคัญที่ขาดไม่ได้ในทุก ๆ เรื่อง หากขาดไทยไป อนุภูมิภาคฯ ก็จะไม่สามารถเจริญเติบโตได้เช่นแต่ก่อนเช่นกัน

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ขับเคลื่อนไปด้วยกัน เพื่อผลประโยชน์ทวีคูณ

อย่างที่ท่านทูตอรุณรุ่งฯ เล่าไปข้างต้น แต่ละกรอบความร่วมมือล้วนมีศักยภาพที่จะนำไปสู่การพัฒนา เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้ประชาชนตลอดลุ่มน้ำโขง ตามนโยบายของแต่ละประเทศผู้ขับเคลื่อนกรอบความร่วมมือ ว่าจะโฟกัสหรือให้น้ำหนักไปที่ประเด็นใด

“อย่างประเทศญี่ปุ่น ให้ความสำคัญกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) ของสหประชาชาติ และการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการผลักดันเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน ภายใต้กรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น จึงเน้นไปที่วิสัยทัศน์การพัฒนาอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ 

“ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นถอดบทเรียนให้ความรู้ประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในการรีไซเคิลรถยนต์ทั้งคัน และในอนาคต ญี่ปุ่นน่าจะเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยเราส่งเสริมและพัฒนาทักษะแรงงานให้มีประสิทธิภาพเพื่อรับกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต” 

ขณะที่ความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-คงคา ที่อินเดียเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก จะเน้นไปทางมิติวัฒนธรรม เพราะประเทศต่าง ๆ ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต่างได้รับอิทธิพลทางศิลปวัฒนธรรมมาจากฮินดู พราหมณ์ รวมถึงพุทธศาสนาที่มีต้นกำเนิดจากอินเดีย และที่สำคัญ มิติทางวัฒนธรรมยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของนโยบายต่างประเทศ Act East ของอินเดียอีกด้วย

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“หุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง-สหรัฐฯ มีการยกระดับความร่วมมือในหลายด้าน ตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำและทรัพยากรธรรมชาติข้ามพรมแดน อาชญากรรมข้ามชาติ ความมั่นคงทางไซเบอร์ ไปจนถึงการปราบปรามการค้ามนุษย์ ยาเสพติด และสัตว์ป่า แต่มิติที่กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงของเรามองว่าน่าสนใจมาก และกรอบความร่วมมืออื่น ๆ ยังไม่เคยพูดถึง คือการที่สหรัฐอเมริกาหยิบยกประเด็นการส่งเสริมศักยภาพของสตรี ซึ่งในปัจจุบัน เน้นไปที่กลุ่มสตรีที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ให้สามารถเป็นกำลังเข้มแข็งของครอบครัวในการสร้างรายได้จุนเจือ และเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับฐานรากหลังโควิด-19”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ท่านทูตอรุณรุ่งฯ เอ่ยอย่างกระตือรือร้นว่า “แม้ปัจจุบันอนุภูมิภาคฯ ของเราจะได้รับความช่วยเหลือจากหลายประเทศมหาอำนาจในเรื่องการบริจาควัคซีนต้านโควิด-19 แต่จะเป็นไปได้ไหม ที่เราจะสร้างฐานการผลิตวัคซีนที่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในอนาคต

“จากวิสัยทัศน์ของสาธารณรัฐเกาหลี ที่ต้องการเป็นประเทศผู้ผลิตวัคซีนของโลก เรามองว่า ในเมื่อเขาเชี่ยวชาญแนวทางออกแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) อนุภูมิภาคฯ ของเราที่พร้อมด้วยทรัพยากร สามารถจับมือกับสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อเป็นแหล่งผลิตวัคซีนที่พึ่งพาตัวเองได้ เพราะตอนนี้มีแนวโน้มว่าโรคโควิด-19 อาจกลายเป็นโรคประจำถิ่นที่คงอยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเรา และต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นทุกปีต่อเนื่อง เพราะฉะนั้น ถ้าเราสามารถผลิตวัคซีนเองได้ ก็จะเป็นการดีในการพึ่งพาอนุภูมิภาคตัวเอง

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“นี่คือหน้าที่ของกลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขง และกระทรวงการต่างประเทศ ในการวิเคราะห์และชี้เป้าว่าแต่ละกรอบความร่วมมือที่เราดูแล มีช่องทางหรือมิติใดที่จะเสริมสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้ไทย ประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงประเทศผู้ขับเคลื่อนนอกอนุภูมิภาคฯ ได้บ้าง ให้ทุกคนได้ผลประโยชน์เท่าทวีคูณ”

กรอบความร่วมมือ MLC เด็กอัจฉริยะ

กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง หรือ MLC ที่มีจีนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก แม้จะเพิ่งก่อตั้งขึ้นเพียง 5 ปี แต่มีความก้าวหน้ามาก ท่านทูตอรุณรุ่งฯ จึงให้ฉายากรอบความร่วมมือนี้ว่าเป็น ‘เด็กอัจฉริยะ’ เพราะได้สนับสนุนเงินจากกองทุนพิเศษในการวิจัยโครงการต่าง ๆ ไปแล้วหลายร้อยโครงการ

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19
กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“หนึ่งในโครงการที่น่าจับตามอง โดยกระทรวงพาณิชย์ ประเทศไทย ซึ่งจีนอนุมัติให้เงินทุนช่วยเหลือไปเมื่อสองปีที่แล้ว คือ โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษข้ามพรมแดนที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เพื่อเป็นประตูการค้าชายแดน เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจเข้ากับบ่อเต็นของ สปป. ลาว และบ่อหานของจีน นับเป็นโครงการที่ดีที่จะส่งเสริมเรื่องการค้า การลงทุนข้ามพรมแดน และการสร้างงานมหาศาล

“ซึ่งในที่สุด จะต้องมีการนำระบบดิจิทัลและนวัตกรรม เข้ามาส่งเสริมการค้าและการลงทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กระทรวงการต่างประเทศจึงไปหารือกับสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ สอวช. เกิดการจัดตั้งระเบียงนวัตกรรม (Innovation Corridor) เพื่อวิจัยและพัฒนาสินค้าและบริการที่ทันสมัยในเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยเราจะนำทรัพยากรชีวภาพมาแปรรูป เพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ และส่งออก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยด้วย BCG Model”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

นอกจากประเทศจีนแล้ว สาธารณรัฐเกาหลีก็ให้การสนับสนุนเงินในลักษณะกองทุน เพื่อดำเนินโครงการเพื่อการพัฒนาในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเช่นกัน อย่างโครงการถอดบทเรียนการบริหารจัดการโรคโควิด-19 กับแรงงานต่างด้าว โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโครงการส่งเสริมความเข้าใจการบริหารจัดการน้ำของชุมชนที่ยั่งยืน โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากสาธารณรัฐเกาหลี

“โครงการเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการขนาดเล็กหรือใหญ่ ปลายทางคือ ผลประโยชน์สู่ประชาชน แต่หลายคนอาจไม่รู้ เพราะเป็นโครงการที่เสนอผ่านหน่วยงาน กว่าจะออกดอกผล ก็เป็นตอนที่หน่วยงานต่าง ๆ เอาผลลัพธ์ที่ได้จากโครงการไปปฏิบัติแล้ว ไม่ได้เห็นผลรวดเร็วทันใจ เพราะต้องใช้เวลาในการศึกษาดำเนินการ”

อย่างไรก็ตาม อีกประเด็นที่ถูกจับตา คือเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นความร่วมมือหลักของหลายกรอบความร่วมมือ รวมถึง MLC เช่นกัน โดยบางฝ่ายเห็นว่า สืบเนื่องจากมีการสร้างเขื่อนจำนวนมากบนแม่น้ำล้านช้าง ต้นน้ำของแม่น้ำโขง ทำให้ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำและระบบนิเวศของทั้งลุ่มน้ำโขงตอนปลายซึ่งไหลผ่าน 5 ประเทศ ในอนุภูมิภาคฯ ซึ่งบางฝ่ายก็เห็นว่ามีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำโขงและระบบนิเวศ เช่น ปัญหาโลกร้อน

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“เราผลักดันให้เกิดการทำงานร่วมกันของกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง และคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission หรือ MRC) ต่อยอดจากที่จีนให้ข้อมูลระดับน้ำบริเวณท้ายเขื่อนจิ่งหงตลอดทั้งปี เพื่อส่งเสริมการจัดการและพัฒนาลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืนและไม่หยุดนิ่ง”

“ฝ่ายจีนก็มีฐานข้อมูลด้านอุทกศาสตร์ของตัวเอง ที่บางครั้งอาจไม่สอดคล้องกับข้อมูลที่ไทยหรือ MRC มี ในปัจจุบัน จีน, MLC และ MRC จึงมีความร่วมมือใกล้ชิดกันมากขึ้น มีการหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลอุทกศาสตร์ รวมถึงความเป็นไปได้ในทำการศึกษาการบริหารจัดการตะกอนของแม่น้ำโขง เมื่อทุกส่วนทำงานโดยอ้างอิงข้อมูลชุดเดียวกัน ต่อไปเมื่อพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระดับน้ำหรือระบบนิเวศ ทุกฝ่ายจะได้เข้าใจตรงกันและหาหนทางแก้ไขปัญหาหรือบรรเทาปัญหาที่สร้างสรรค์และตอบโจทย์ประชาชน นับเป็นพัฒนาการความร่วมมือที่ดี

“การที่แต่ละประเทศมีข้อมูลชุดเดียวกัน ความเข้าใจตรงกัน ในที่สุดก็จะถ่ายทอดไปสู่ความร่วมมือที่มันตรงเป้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเตือนน้ำท่วม น้ำแล้ง เมื่อไหร่ อย่างไร ผู้ได้รับผลประโยชน์ก็คือ ประชาชนทั้งสองฝั่งโขงนั่นเอง”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

เติบโตอย่างยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

สมัยก่อนกรอบความร่วมมืออาจถูกผลักดันโดยการทูตเชิงเศรษฐกิจ (Economic Diplomacy) แต่ปัจจุบันมีศาสตร์ทางการทูตมากมายเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทูตวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) การทูตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Diplomacy) ไปจนถึงการทูตว่าด้วยเรื่องน้ำ (Water Diplomacy) 

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือ การทูตเพื่อประชาชน (People Diplomacy) ประชาชนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงหล่อหลอมผูกพันกับสายน้ำ ทั้งทางกายภาพและจิตวิญญาณ ดังนั้น การขับเคลื่อนด้วยประชาชนคือ รูปแบบที่งอกงามที่สุดและยั่งยืน ซึ่งการพัฒนาและการเจริญเติบโตของอนุภูมิภาคฯ ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ต้องอาศัยศาสตร์ของการทูตที่หลากหลายมาหลอมรวมกันเป็นองคาพยพ

“ปลายทางของทุกกรอบความร่วมมือคือผลประโยชน์ร่วมกัน ‘จับมือให้อุ่น’ คือสโลแกนในการดำเนินงานของกลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงและกระทรวงการต่างประเทศ แต่ละประเทศมีจุดแข็งของเขา นำจุดแข็งมารวมกัน ยิ่งส่งเสริมผลลัพธ์เชิงบวกเป็นเท่าทวี

“ประเทศไทยดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกที่ต้องการให้ทุกประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน และตอบโจทย์นโยบายต่างประเทศไทย 5S หรือ 5 มี คือ มีความมั่นคง (Security), มีความมั่งคั่งและยั่งยืน (Sustainability), มีมาตรฐานสากล (Standard), มีสถานะและเกียรติภูมิ (Status) และมีพลัง (Synergy)” ท่านทูตอรุณรุ่งฯ กล่าวทิ้งท้าย

ภาพ : กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขง กระทรวงการต่างประเทศ

Writer

Avatar

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

นับตั้งแต่ ‘ภาวะโลกร้อน’ เริ่มเป็นที่กล่าวขวัญโดยนักสิ่งแวดล้อม ‘ความยั่งยืน’ ก็เป็นอีกหนึ่งคำที่ดังคู่กันมาในฐานะหนทางที่จะช่วยให้รอดจากวิกฤตคำแรก

ยิ่งเมื่อโลกใบเดิมถูกซ้ำเติมด้วยมหันตภัยไวรัสโคโรนา แนวคิดเรื่องความยั่งยืนจึงฝังรากลงในความตระหนักรู้ของคนทั่วไป กลายเป็นวาระระดับสากลที่ทุก ๆ วงการยึดถือเป็นหลักใหญ่ในการขับดันไปสู่อนาคตที่ดีกว่า ภาคธุรกิจจึงตกผลึกแนวคิดการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และธรรมาภิบาลที่ดี (Governance) หรือ ‘ESG’ ซึ่งกำลังผงาดขึ้นมาเป็นมาตรฐานสากลในการดำเนินกิจการของนานาอารยประเทศ

เพราะความยั่งยืนเป็นเรื่องของทุกคน ไม่เฉพาะผู้ขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม และการทำธุรกิจยุคนี้ก็ไม่ใช่แค่วัดผลกำไรหรือขาดทุน การรักษาทรัพยากรคน สังคม และสิ่งแวดล้อมไปสู่คนรุ่นหลังก็เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ทำการค้าควรพิจารณาถึง เพื่อความยั่งยืนทางธุรกิจของตนในวันหน้า

เมื่อความยั่งยืนทางสังคมและธุรกิจโคจรมาบรรจบกัน จึงเป็นที่มาของเวทีสัมมนา ‘ทายาทรุ่นสอง : ESG’ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ ESG มากหน้าหลายตา มาร่วมให้ความรู้เรื่องความยั่งยืน แนวโน้มธุรกิจยุคใหม่ ตลอดจนเคล็ดวิธีการปรับตัวของนักธุรกิจรุ่นลูกหลานที่จะขึ้นมารั้งบังเหียนต่อไปในวันที่โลกเปลี่ยนแปลง

เห็นได้จากประโยคเด็ดแฝงแง่คิดทั้ง 10 ประโยคที่ The Cloud คัดเอามาเล่าสู่กันฟังในบทความนี้

12 บทเรียนด้านความยั่งยืนจากงานสัมมนา ‘ทายาทรุ่นสอง : ESG’ ที่คนทำธุรกิจยุคนี้ควรรู้

บทเรียนข้อที่ 1
“เราไม่ได้อยู่ในยุค Climate Change แต่อยู่ในยุค Climate Crisis”

คุณอนันตชัย ยูรประถม

12 บทเรียนด้านความยั่งยืนจากงานสัมมนา ‘ทายาทรุ่นสอง : ESG’ ที่คนทำธุรกิจยุคนี้ควรรู้

คำพูดที่ฟังน่าหวั่นใจของผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน (SBDi) มาพร้อมกับสถิติต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า โลกกำลังเผชิญความท้าทายด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนาไม่สมดุล เมื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงมาก ทุกอย่างก็ส่งผลต่อธุรกิจ ในยามปกติการบริหารงานเป็นเรื่องเฉพาะของบริษัท แต่ในยามวิกฤตเช่นนี้ ธุรกิจอื่นก็ให้ความสนใจต่อคู่ค้าว่าจะฝ่าฟันปัญหาวิกฤตการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศไปได้อย่างไร ผู้ทำการค้ายุคนี้จึงควรใส่ใจเรื่องเหล่านี้ นอกเหนือจากผลการค้าด้วย

บทเรียนข้อที่ 2
“แค่เปลี่ยนหลอดไฟแล้วไม่ระวังเรื่องความปลอดภัย ก็ไม่ผ่านหลักสิทธิมนุษยชน”

คุณอนันตชัย ยูรประถม

“คนทุกคนควรมีโอกาสเข้าถึงสิ่งที่สำคัญและจำเป็นต่อการดำรงชีวิต และควรมีสิทธิที่จะหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและจิตใจ แค่บริษัทให้ลูกจ้างใช้เก้าอี้ขาพิการต่อขึ้นไปเปลี่ยนหลอดไฟ ก็ละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนแล้ว”

หัวใจของ ESG โดยเฉพาะ S และ G นั้นผูกพันกับหลักสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติอย่างแยกกันไม่ออก ผู้อำนวยการอนันตชัยได้ยกตัวอย่างนโยบายและการทำ CSR ที่ขัดต่อหลักการนี้หลายกรณี พร้อมทั้งชี้ให้เห็นกันชัด ๆ ว่าเหตุใดจึงประสบความล้มเหลวและได้รับกระแสตอบรับด้านลบเอามาก

บทเรียนข้อที่ 3
“ถ้าเรามองด้วยแว่นของความรอบคอบบวกกับวิสัยทัศน์ ทุกอย่างเป็นโอกาสได้หมด”

คุณสฤณี อาชวานันทกุล

12 บทเรียนด้านความยั่งยืนจากงานสัมมนา ‘ทายาทรุ่นสอง : ESG’ ที่คนทำธุรกิจยุคนี้ควรรู้

ท่ามกลางความกังวลต่อการเทรนด์ธุรกิจโลกที่ ESG กำลังมาแรง นักวิชาการอิสระและผู้ก่อตั้งบริษัท ป่าสาละ จำกัด ได้แนะนำวิธีการปรับตัวในยุคนี้ว่าเจ้าของธุรกิจต้องประเมินปัจจัยเสี่ยง ESG อย่างรอบด้าน มองให้ชัดว่ากิจการสร้างผลกระทบต่อสังคมอย่างไร และมีปัจจัยภายนอกใดที่กระทบต่อบริษัทของเราบ้าง การฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน ลูกค้า หรือชุมชน ก็เป็นประโยชน์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน หากเจ้าของกิจการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนมาประกอบกัน ก็จะมองเห็นโอกาสในทางธุรกิจได้อย่างแน่นอน

บทเรียนข้อที่ 4
“E-S-G ต้องมีเป้าหมาย ถ้ามีเป้าหมาย จะทำได้ชัดเจนมากขึ้น”

คุณอนัฆ นวราช

12 บทเรียนด้านความยั่งยืนจากงานสัมมนา ‘ทายาทรุ่นสอง : ESG’ ที่คนทำธุรกิจยุคนี้ควรรู้

ทายาทรุ่นสามของโรงแรมและสถานที่พักผ่อนเก่าแก่ในจังหวัดนครปฐมอย่าง สวนสามพราน เป็นคนรุ่นแรกของครอบครัวที่ได้นำวิธีการแบบ ESG มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจดั้งเดิมของคุณตาคุณยายได้อย่างเห็นผล คุณอนัฆเล่าจากประสบการณ์ตรงของตนว่าการแยกแยะเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลออกจากกันจะช่วยให้เห็นผลชัดยิ่งขึ้น พลางเทียบให้เห็นว่าอะไรคือ E, S และ G ที่เขาได้ปลูกฝังให้กับสามพรานโมเดลของตนเอง เช่น การทำเกษตรอินทรีย์ให้ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคมีสุขภาพที่ดี และการทำให้ลูกค้าได้ทราบข้อเท็จจริงของสินค้า เพื่อให้แบรนด์เขามีความโปร่งใส จับต้องได้

บทเรียนข้อที่ 5
“ผมมองเป็นเรื่องต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ”

คุณอนัฆ นวราช

นอกจากสวนสามพรานที่คุณอนัฆกลับมาสานต่อกิจการที่ครอบครัวได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อกว่า 60 ปีก่อนแล้ว ทายาทสวนสามพรานรุ่นหลานคนนี้ยังแตกหน่อธุรกิจของตระกูลออกเป็นแบรนด์ Patom Organic Living เมื่อปี 2558 ซึ่งมีทั้งฟาร์ม โรงงาน ตลาดขายผลิตภัณฑ์ และคาเฟ่ที่วางอยู่บนฐานความยั่งยืนด้วย

“ถ้ามองเป็นเรื่องต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ทุกอย่างจะง่ายขึ้น” ผู้ให้กำเนิดชื่อยี่ห้อ Patom ขยายว่าต้นน้ำของเขาคือการเพาะปลูกที่ดี สามารถทำให้ผู้บริโภครู้จักและไว้ใจผู้ปลูกได้ กลางน้ำนั้นคือโรงงานที่ผลิตได้มาตรฐานสากล ส่วนปลายน้ำคือผู้บริโภคที่จะซื้อสินค้าได้ในราคาเป็นธรรม ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่ตัวเขาได้หมักบ่มจากการลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน

บทเรียนข้อที่ 6
“Small Step Makes Big Differences”

คุณพิมภัทรา ทันด่วน

ข้อคิดบางส่วนจากเหล่าวิทยากรงานทายาทรุ่นสอง 2022 ที่บ่งบอกว่าการดำเนินธุรกิจรุ่นใหม่ต้องควบคู่ไปกับความยั่งยืน

Practika โรงงานออกแบบและผลิตเฟอร์นิเจอร์ชื่อดัง ถือกำเนิดขึ้นและดำเนินกิจการมาหลายสิบปีด้วยแนวคิดที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลตั้งแต่ยุคที่ยังไม่มีใครรณรงค์เรื่อง ESG ในฐานะผู้มาก่อนกาล คุณพิมภัทรา เจ้าของโรงงานรุ่นที่สองได้แนะนำเคล็ดลับการทำ ESG ในองค์กรด้วยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อน อย่างเช่นการรียูสกระดาษ ก่อนขยับขยายสู่ขั้นตอนที่ยากกว่า เช่นหาผู้เป็นแบบอย่างในบริษัท ลำพังคำพูดแค่คนเดียวอาจไม่มีผลต่อส่วนรวมมากนัก แต่ถ้าทุกคนได้เริ่มลงมือทำ และมีการสื่อสารที่ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม ความแตกต่างก็จะเกิดขึ้น สมดังคติ “Small step makes big differences”

บทเรียนข้อที่ 7
“ทุกอย่างที่เราทำ เราต้องกลับคืนสู่พนักงาน”

คุณพิมภัทรา ทันด่วน

ไม่ว่าฝุ่น เหล็ก ไม้ กระดาษ หรือใด ๆ ก็ตามที่ขึ้นชื่อว่าเป็นขยะของเหลือทิ้ง Practika จะนำไปแปรรูปหรือขายต่อให้ได้เม็ดเงินกลับมาเสมอ ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นคุณประโยชน์ต่อพนักงานนับร้อย ๆ คน สิ่งนี้คุณพิมภัทราได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่ยุคคุณพ่อที่ได้ซื้อไซโลดูดฝุ่นขนาดใหญ่มาตั้งแต่ 33 ปีก่อน เพราะไม่ต้องการให้พนักงานซึ่งเป็นเสมือนคนในครอบครัวต้องทนสูดดมมลภาวะ เมื่อมาถึงรุ่นลูก เงินที่ได้รับจากการรีไซเคิลขยะก็ถูกนำกลับมาทำกิจกรรมสร้างความสุขแก่คนในองค์กร อาทิ การทำปุ๋ยอินทรีย์ให้ต้นไม้รอบโรงงาน เป็นผักผลไม้ที่สามารถเก็บกินได้ทุกชนิด

คงเพราะหลักธรรมาภิบาลเช่นนี้ พนักงานในรั้ว Practika หลายคนจึงสมัครใจทำงานอยู่กับโรงงานเฟอร์นิเจอร์แห่งนี้ตั้งแต่สมัยเจ้าของเก่า จวบจนวันนี้ที่หลายคนมีอายุเป็นปู่เป็นตา

บทเรียนข้อที่ 8
“การช่วยเหลือสังคมเป็นสิ่งยากมาก ถ้าเราเห็นแต่ตัวเราเพียงอย่างเดียว”

คุณปิติ ภิรมย์ภักดี

กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เริ่มประเด็นได้น่าสนใจตั้งแต่ประโยคแรก เนื่องจากการลงทุนทุกอย่างมีค่าใช้จ่ายและค่าเสียโอกาสไม่น้อย ผู้บริหารหลายคนคงมีความคิดว่ากำไรของบริษัทควรนำไปปันผลเป็นเงินโบนัสให้พนักงานหรือลงทุนในธุรกิจอื่น ๆ จะเป็นประโยชน์กว่า แต่คุณปิติเชื่อว่าหากความคิดอย่างนี้ยังคงมีอยู่ ESG ก็คงไม่เกิดขึ้น ผู้ทำธุรกิจจึงควรมองถึงผู้ได้รับผลประโยชน์ตัวจริง มิใช่ยึดความต้องการของผู้กระทำเป็นที่ตั้ง อย่างโจทย์ใหญ่ของบุญรอดฯ คือ จะเป็นองค์กรที่อยู่ร่วมกับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ได้อย่างมีความสุขแบบยั่งยืน

บทเรียนข้อที่ 9
“ESG เริ่มต้นจากความจริงใจ”

คุณปิติ ภิรมย์ภักดี

ในอดีต กิจกรรมการทำ CSR อาจถูกมองเป็นเครื่องมือทำการตลาด หรือสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ผู้ทำ แต่ ณ วันนี้ สภาพแวดล้อมและสังคมผันแปรไปด้วยผลกระทบจากหลาย ๆ ส่วน การจะทำ ESG หรือ CSR จำเป็นต้องมีความจริงใจก่อนเป็นอันดับแรก ตามด้วยความสม่ำเสมอที่จะช่วยให้แผนการดังกล่าวบรรลุเป้าประสงค์ คุณปิติ ผู้ก่อตั้งโครงการ‘สิงห์อาสา’ โดยมูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ที่ดำเนินงานมาร่วม 11 ปี ย้ำว่าการช่วยเหลือสังคมบางด้านอาจไม่มีคนเห็น แต่ถ้าคิดว่าดีก็ต้องเดินหน้าทำต่อไป ต้องมองให้เห็นถึงต้นตอของปัญหาว่าคืออะไร และช่วยเหลือให้ครบทุกมิติ ที่สำคัญที่สุดคือต้องทำอย่างต่อเนื่อง จึงจะเรียกว่ามีความจริงใจ และสังคมได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

บทเรียนข้อที่ 10
“รุ่นลูกจงมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่รุ่นพ่อทำ”

คุณปิติ ภิรมย์ภักดี

ปิดท้ายด้วยคำถามที่มีหลายคนสงสัย ว่าทายาทรุ่นที่สี่ของผู้ผลิตเบียร์สิงห์เคยพบปัญหาระหว่างวัยกับคนรุ่นพ่อแม่บ้างหรือไม่? คุณปิติตอบชัดว่าสำหรับตัวเขา สถานะไม่ใช่ปัญหา แต่คือมุมมองที่ต่างกันด้วยวัยและประสบการณ์ชีวิต

คนรุ่นลูกต้องขอบคุณสิ่งที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่สร้างมาให้จนถึงวันที่ส่งไม้ต่อ การทำงานกับคนรุ่นก่อน มีทั้งบทบาทของสมาชิกครอบครัว และบทบาทของเพื่อนร่วมงาน ต้องแยกแยะ 2 บทบาทนี้ให้ชัดเจน อยู่ที่ทำงานก็สื่อสารกันแบบเพื่อนร่วมงาน อยู่ที่บ้านก็คุยแบบคนในครอบครัว ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การทำธุรกิจต้องการความคิดเห็นหรือมุมมองที่แตกต่างกัน สิ่งเหล่านี้จะสามารถนำมาประสานต่อยอดเพื่อเดินไปสู่เป้าหมายร่วมกันได้ 

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographers

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load