ถัดจากตัวเมืองกว่า 30 กิโลเมตร มีสวนเล็ก ๆ ซ่อนตัวปะปนอยู่กับคันนาบ้านโคกกลาง ต.จระเข้ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น มองดูแล้วเหมือนพื้นที่ธรรมดา มีสีเขียว มีทุ่งหญ้า มีบ้านพักหลังเล็ก เหมือนสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไปที่หลับตาจิ้มยังได้ในสมัยนี้ 

แต่ถ้าบอกว่าที่นี่เริ่มต้นตั้งแต่ 7 ปีก่อน ในตอนที่กระแสคาเฟ่กลางคันนายังไม่น่าพิสมัย ในตอนที่ผู้คนยังนึกไม่ออกว่าขอนแก่นมีดีอะไร สวนแห่งนี้บุกเบิกกิจกรรมมากมายที่ทำให้แขกเมืองทั้งไทย-เทศมองเห็นคุณค่าของวิถีชนบท

จากผืนดินแห้งแล้งที่ซื้อมาเพราะความไม่รู้ สองพี่น้องเจ้าของสวน ผู้เรียกตัวเองว่าคนขอนแก่นชายขอบ ใช้ประสบการณ์จากการเติบโตในเมืองหลวง ผสมผสานกับความทรงจำของบ้านเกิดในวัยเยาว์ ปลุกปั้นที่ดินว่างเปล่าให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอาหารของจังหวัดได้สำเร็จ 

มาที่นี่ คุณจะไม่ได้แค่นั่งดื่มกาแฟอุ่นจากบาริสต้าเปื้อนยิ้ม กินกับข้าวดี ๆ จากสวนเกษตรปลูกเอง หรือหย่อนกายพักผ่อนในโฮมสเตย์อบอุ่น เพราะเอกลักษณ์ของมีกินฟาร์ม คือ กิจกรรมสร้างสรรค์ที่ทำให้ผู้คนได้สัมผัสวิถีชีวิตในชุมชน ทั้งชวนคุณออกไปสำรวจสวนป่า ลุยโคลนดำนา ทานอาหารจากวัตถุดิบพื้นถิ่น แม้กระทั่งการจัดทริปทัวร์ทั่วจังหวัดแบบถึงแก่น

สองสาวเปิดบ้านรอเล่าให้ฟัง ว่าอะไรคือเบื้องหลังความมหัศจรรย์ของพวกเธอ 

มีกินฟาร์ม สวนในฝันของสองพี่น้องกลับบ้าน ที่อยากทำให้ขอนแก่นเป็นเมืองท่องเที่ยว
มีกินฟาร์ม สวนในฝันของสองพี่น้องกลับบ้าน ที่อยากทำให้ขอนแก่นเป็นเมืองท่องเที่ยว

ฝันดี ฝันเด่น

“มีกินฟาร์มเกิดจากภาพความทรงจำวัยเด็กตอนอยู่กับตากับยาย​ สมัยนั้นเรายังได้เห็นว่าในน้ำมีปลา ​ในนามีข้าว​ มีกระท่อมปลายนา มีการปลูกผักสวนครัว​ บวกกับมีเพื่อนในแบบเรียน​อย่าง​ มานีมานะ ภาพจำเหล่านั้นกล่อมเกลาเราให้อยากมีบ้านสวนของตัวเองในสักวัน” เสียงของ ปู-จงรัก จารุพันธุ์งาม พี่สาวผู้ก่อตั้งมีกินฟาร์ม เล่าให้เราฟังเมื่อถามว่าอะไรคือจุดเริ่มต้นของสวนแห่งนี้

เธอชวนย้อนไปถึงวันวาน ที่เด็กหญิงปูยังคงติดสอยห้อยตามคุณตาคุณยายผู้มีอาชีพเกษตรกร ไปปลูกผัก เก็บของป่า ขึ้นภูเขาทำไร่เลื่อนลอย เด็กน้อยในวันนั้นชอบพักจักรยานไว้ใต้โคนต้นไม้ใหญ่ พอนึกย้อนกลับไป ปูคิดว่าเธอชอบเล่นคนเดียว ชอบอยู่กับธรรมชาติมาตั้งแต่จำความได้

พ่อแม่ของเธอทำงานก่อสร้าง ถัดจากทุ่งนากว้างของตายายคือการย้ายที่อยู่อาศัยตามงานของครอบครัวไปเรื่อย ๆ กว่าจะได้มีบ้านเป็นหลักแหล่งที่ขอนแก่นก็ตอนมัธยมต้น พ่วงมาด้วยการดูแลน้องอีก 2 คน ที่คนสุดท้องอายุห่างจากเธอเกือบ 12 ปี 

หลังผ่านการเรียนมัธยมโดยไม่มีคู่หู ปราศจากเพื่อนสนิทตัวติดกัน ปูเข้ามาศึกษาคณะรัฐศาสตร์และการปกครอง ม.ธรรมศาสตร์ ด้วยนิสัยทำงานกับใครก็ได้ ทั้งเด็กบ้านนอก ทั้งเด็กเมืองจากอีกชนชั้นของสังคม ปูกลายเป็นนักกิจกรรมที่มีเพื่อนเยอะ เธอจบมาลุยงานสายวิชาการอย่างจริงจัง กระทั่งตัดสินใจเก็บกระเป๋าไปใช้ชีวิตที่อังกฤษถึง 6 ปี เพื่อพบว่าแท้จริงแล้วเธออยากกลับบ้านมาสานฝัน

ร่วม 20 ปีที่ปูจากขอนแก่นมา แน่ล่ะเธอกลับมาพร้อมกับความเป็นอื่นในบ้านตัวเอง เว้นเสียแต่ความหลงใหลในการเกษตรที่มันอยู่ในเนื้อ ในตัว ในแก่น ต่อให้ใช้ชีวิตเป็นชนชั้นกลางในเมืองหลวงหรือประเทศอังกฤษก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เธอเชี่ยวชาญคือปูแผ้วถางสวนได้อย่างว่องไว

ตัดภาพมาที่น้องสาวคนเล็ก ยิ้ม-ปราณีต จารุพันธุ์งาม ผู้เล่าว่าความทรงจำในวัยเด็กของปูไม่มีเธออยู่เลย

“เราเป็นพี่น้องที่โตไม่ทันกัน เราอนุบาล พี่ปูไปเรียน ม.ปลาย ในเมืองแล้ว ตอนเราประถมพี่ปูเรียนธรรมศาสตร์ เราอยู่ ป.6 พี่เรียนจบ พอเราเข้าไปเรียน ม.ปลาย ในเมือง พี่เราไปเรียนเมืองนอก พอเราเข้ามหาลัย เขาก็ยังอยู่อังกฤษ ถึงเราตามไปก็ตามไม่เห็นฝุ่น”

กระนั้น ยิ้มก็ได้เข้าไปศึกษาที่กรุงเทพฯ ตามรอยพี่ ด้วยการเรียนสาขาภาพยนตร์ มหาลัยศิลปากร เพียงแต่หลังทำงานเขียนบทหนังได้ 3 ปี เธอยังคงรู้สึกเหมือนเด็กจบใหม่ที่ต้องเขียนเรื่องสมมติเป็นคนอื่น อ่อนประสบการณ์ และกลายเป็นคนอกหักจากวงการเขียนบทหนังไทยเพราะแพ้ภัยตัวเอง 

“เราเพิ่งมาเป็นโฮมซิกตอนอยู่กรุงเทพได้ 7 – 8 ปี มานั่งคิดดูคงเพราะตอนเรียนเรามีพี่ยุ้ย (พี่คนกลาง) อยู่กรุงเทพฯ แล้วเราก็อยู่ในคอนโดที่พี่ปูซื้อไว้ บรรยากาศมันคือบ้านของเรา เหมือนเรามีบ้านหลายหลัง

“พออกหักจากวงการ เรากลายเป็นคนว่างเปล่าเลย แต่สิ่งหนึ่งที่เรามี คือยังมีคนรอเราอยู่ที่บ้าน”

เส้นทางของพี่กับน้องมาบรรจบก็ตรงนี้ หากมานีมานะกล่อมเกลาให้พี่ปูอยากมีบ้านสวน นักเรียนฟิล์มอย่างพี่ยิ้มก็คงถูกสื่ออย่างรายการ พื้นที่ชีวิต หรือ เป็นอยู่คือ เชิญชวนให้อยากกลับบ้าน 

บ้านสวนหลังเล็กยังคงลอยล่องอยู่บนวิมาน ในฐานะมือเขียนบทที่ตอนเรียนมักรับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ สิ่งที่ยิ้มทำคือการวางแผนให้ไปถึงจุดนั้นอย่างรัดกุม

มีกินฟาร์ม สวนในฝันของสองพี่น้องกลับบ้าน ที่อยากทำให้ขอนแก่นเป็นเมืองท่องเที่ยว

กำปั้นทุบดิน

“เรากลับบ้านมาพร้อมกับความคิดที่จะเป็นแบบ Little Forest เลย ไปเรียนทำเค้กมาด้วย คิดเลยว่าอยากมาปลูกอะไร ๆ กี่แปลง วางแผนดีมาก ลงทุนด้วยเงินก้อนเล็กจากการเขียนบท สรุป แค่แปลงเรายังขุดไม่ลง พ่อมาขุดให้”

สองสาวหัวเราะร่วนเมื่อภาพในจินตนาการสวนทางกับความเป็นจริง หน้าที่ของคนลงมือปลูกจึงเป็นปูที่คุ้นเคยกับดินมาตั้งแต่เด็ก ยิ้มบอกว่าเรื่องราวหลังจากนี้จะคล้ายกับการผจญภัยของพวกเธอในเมืองดอกคูน 

“ใช้คำว่าเราเป็นคนขอนแก่นชายขอบ อยู่ห่างจากตัวเมือง 30 กิโล พ่อแม่ก็เป็นชาวบ้านธรรมดา การที่เรามีโอกาสเข้าไปศึกษาในเมือง เรากลับมาพร้อมกับวิธีคิดที่แตกต่างจากคนที่นี่

“เราเริ่มจากติดลบ ไม่มีพาวเวอร์ ไม่มีทุน ไม่มีความรู้ ไม่มีคอนเนกชัน แถมมีภาระทางการเงินจากธุรกิจก่อนหน้า

“ที่ตรงนี้คือที่ดินเปล่าซึ่งแห้งแล้งมาก ไม่มีต้นไม้เลย ถ้าเมื่อ 7 ปีที่แล้วเรามีความรู้เรื่องทำเลธุรกิจคงไม่ซื้อแปลงนี้ บวกกับธุรกิจเก่าก็อยู่ไม่ไกล ภาษาอีสานเรียกย่างลัดท่งได้ คือเดินลัดทุ่งนามาอีกนิดเดียวก็ถึงแปลงนี้แล้ว เราคิดว่าการทำสวนจะเป็นแค่งานอดิเรก เลยตั้งชื่อว่า ‘สวนเกษตรมีกิน’ ตั้งใจแค่ให้เป็นตู้กับข้าวของครอบครัว”

หลังปักชำกิ่งก้านลงในดิน เพื่อนกลุ่มแรกในขอนแก่นที่โชคชะตาพานให้พบคือกลุ่มคนทำ Community Space แห่งหนึ่ง เป็นร้านอาหารที่มีหนังสือขาย มีโซนสำหรับจัดกิจกรรมและแสดงงานศิลป์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สองพี่น้องอยากทำ 

“ด้วยคาแรกเตอร์ของเราที่เข้ากับใครก็ได้ บวกกับความสนใจส่วนตัว ก็พาเราไปรู้จักกับคนที่ทำกิจกรรมเพื่อสังคมในขอนแก่น แม้จะยังรู้สึกเป็นอื่นในบ้านตัวเอง อย่างน้อยเราก็ถูกกอดจากคนกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มนี้ แต่เราเองก็มีภาระ ทำงานเพื่อสังคมไม่ไหว สารภาพกับเพื่อนย้อนหลังเลยว่า เราให้ใครไม่ได้นะ ถ้าเราเองยังไม่แข็งแรง”

มิตรภาพที่เกิดขึ้น ทำให้ยิ้มมีโอกาสได้เป็นผู้จัดการร้านนั้น ส่วนปูก็ได้นำผลผลิตจากสวนเกษตรเริ่มสร้างมาทำเมนูเพื่อสุขภาพขายในร้าน ด้วยฝีมือทำอาหารที่แม่พร่ำสอน เป้าหมายที่เธอหวังไว้ไม่มากมาย เพียงต้องการให้ลูกค้ารู้จักเธอผ่านอาหาร เผื่อจะมีวันใดแวะเวียนมาที่สวนบ้างก็เท่านั้น

ปลาย พ.ศ. 2559 พื้นที่แห่งมิตรก็ปิดลงด้วยเหตุปัจจัย สองพี่น้องหันกลับมามองตู้กับข้าวของครอบครัวที่นับวันจะงอกเงยผลผลิตเต็มตะกร้า และคำว่า Mice City จากมิตรอีกคนหนึ่งก็ชี้ทางสว่างให้กับพวกเธอ

“นักท่องเที่ยวทั่วไปจะไปเที่ยวร้านกาแฟ ถ่ายรูปเล่น แต่กลุ่ม Mice คือผู้บริหาร เขาชอบไปเที่ยวชุมชน พี่ปูเลยได้ไอเดียว่าจะทำบ้านนอกขายให้คนกลุ่มนี้ นี่คือความคิดของคนไม่เคยทำธุรกิจ

“กระแสการท่องเที่ยว พ.ศ. 2560 ตอนนั้นใครจะมาทำเพิงขายกาแฟกลางทุ่ง ไม่มีหรอก โดยเฉพาะในขอนแก่น แต่เราไม่มีทุน หนึ่งแสนก็ไม่มี เปิดคาเฟ่ไม่ได้อยู่แล้ว เราอาศัยประสบการณ์ที่อยู่อังกฤษ ทำกับข้าวเป็น เริ่มจัดกิจกรรมในสวน”

มีกินฟาร์ม สวนในฝันของสองพี่น้องกลับบ้าน ที่อยากทำให้ขอนแก่นเป็นเมืองท่องเที่ยว
มีกินฟาร์ม สวนในฝันของสองพี่น้องกลับบ้าน ที่อยากทำให้ขอนแก่นเป็นเมืองท่องเที่ยว

จ้างร้อย เล่นล้าน

‘ลงทุ่งดำนาปิ้งปลาข้างคันแท’ คือกิจกรรมแรกของพวกเธอ ปูหยิบเอาความทรงจำจากอังกฤษมาปรับใช้กับคนไทย แบ่งพื้นที่นาคนละ 16 ตารางเมตร ให้ผู้ร่วมกิจกรรม 20 คนได้เป็นเจ้าของแปลงข้าว เธอคิดว่าถ้าเขาได้ลงมือดำนาเอง ในระยะเวลา 4 เดือนกว่าข้าวจะเติบโต คงต้องมีใครวนกลับมาดูบ้าง 

ไม่พ้นลงเอยเหมือนเคย คือไม่มีใครกลับมาเลยสักคน

แม้ผลลัพธ์จะไม่ได้ดังใจหวัง แต่สิ่งที่ตามมาคือการมีภาพออกไปว่าสวนเล็ก ๆ แห่งนี้มีกิจกรรมดำนา นั่งกินข้าวปิ้งปลาบนผืนเสื่อ นับเป็นครั้งแรกในจังหวัดขอนแก่นก็ว่าได้

เข้าตาอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ปูรู้จักโดยบังเอิญ คราวนี้จำนวนผู้เข้าร่วมไม่ใช่แค่หลักสิบ แต่เป็นนักศึกษานับร้อย ปูขยายกิจกรรมมากกว่าการดำนา แต่เธอดึงเอาหมอลำพื้นบ้านมาสร้างสีสัน ทำบายสีสู่ขวัญกันอย่างยิ่งใหญ่ ภาพที่ออกไปก็ยิ่งสวยงามกว่าครั้งก่อน

“แต่ความน่าสงสารของเราคือโถงนาก็ยังไม่มี ต้นไม้ในสวนก็ยังไม่โตมาก เราต้องไปเช่าเต็นท์คนในหมู่บ้าน ยืมเสื่อ ยืมลำโพงจากวัด จากที่ไม่มีอะไรเลยก็รับแขกเป็นร้อยคนได้ เพราะความเกื้อกูลกันตามแบบคนบ้านนอก”

เธอเริ่มรู้ว่าสวนมีกินมีศักยภาพมากพอจะรับแขกได้ อาจเพราะตัวตนของสองสาวบ้านนอกที่เล่าเรียนในเมืองหลวงนั้นสะท้อนออกมาทางรสนิยม บริษัทมีชื่อเสียงมากมายก็เริ่มติดต่อเข้ามาเป็นลูกค้า รวมถึงการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ภายหลังมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากในการเติบโตของพวกเธอ ต่อให้สายตาของเด็กเรียนหนังอย่างยิ้มจะมองดูเบรกดาวน์แล้วต้องแตกแน่นอนก็ตาม

“มีการติดต่อมาว่าอยากจัดการประชุมผู้อำนวยการ ททท. ภาคอีสานทั้งหมดประมาณ 30 คน ไม่ต้องมีอาหารกลางวัน แต่ให้จัด Heavy Break มีเวลาทำ 14 วัน เรารับเลย”

“ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่กล้ารับหรอก เพราะต้องสร้างอาคารในฤดูฝน ไม่รู้จะเสร็จทันไหม หญ้ามุงหลังคาก็ไม่ได้มีพร้อม เราคิดแค่ว่าโอกาสมาอยู่ข้างหน้า ถ้าไม่คว้า มันไปที่อื่นแน่นอน ซึ่งสุดท้ายงานนั้น หลังคามุงเสร็จครึ่งเดียว (หัวเราะ)”

ภายใต้โถงใหญ่ที่มุงด้วยหญ้าคากับผ้าใบ พวกเธอตีโจทย์ Heavy Break ออกมาได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ได้มีแค่ขนมนมเนย แต่กาแฟพร้อมเสิร์ฟตลอดเวลา มีข้าวเหนียวหมูทอดเป็นอาหารว่าง มีขนมหมกเตาถ่านที่ร้อนตลอดวัน พิเศษกว่านั้นคือพวกเธอมีสาโทหมักโดยคุณแม่เป็น Goodbye Drink 

ความสร้างสรรค์กลางทุ่งนาในครานั้น ส่งผลให้ ททท. เลือกสวนเกษตรมีกินให้เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Creative & Gastronomy Tourism) ในปีที่ภาคอีสานถูกจับตามอง ผืนดินนี้จึงถูกเหยียบย่ำไม่ขาดสายทั้งฝีเท้าของคนไทยและต่างชาติ 

พวกเธอผ่านการรับมือกับอุปสรรคมาเกือบทุกกระบวนท่า ออกไอเดียพลิกแพลง แก้ปัญหาเฉพาะหน้ามาแล้วก็หลายครั้ง แต่กลับกลายเป็นว่า คนนอกบ้านรู้จักสวนในฝันของเธอก่อนคนในขอนแก่นเองด้วยซ้ำไป

เป็นเหตุให้ทั้งคู่ตัดสินใจเปิดร้านอาหารและคาเฟ่เล็ก ๆ ที่ไม่เกินความสามารถ จาก ‘สวนเกษตรมีกิน’ ก็ถูกเปลี่ยนให้เป็น ‘มีกินฟาร์ม (MEKIN FARM)’ ใน พ.ศ. 2562 โดยมีแขกคนแรกชวนปาดเหงื่อคือผู้ว่าฯ ททท.

มีกินฟาร์ม สวนในฝันของสองพี่น้องกลับบ้าน ที่อยากทำให้ขอนแก่นเป็นเมืองท่องเที่ยว
คุยกับสองพี่น้องกลับบ้าน ผู้เนรมิตสวนจากฝันในวัยเยาว์ให้กลายเป็นแหล่งท่องท่องเที่ยวเชิงอาหารแถวหน้าของ จ.ขอนแก่น

เที่ยวถึงแก่น

ทำมาได้สักพัก สองพี่น้องก็ตระหนักได้ว่า มีกินฟาร์มที่เดียวคงไม่มีความน่าสนใจพอจะให้คนจองตั๋วเครื่องบิน ตีตั๋วรถทัวร์มาถึงขอนแก่น นักท่องเที่ยวควรมีตัวเลือกที่หลากหลาย มีรูทการเดินทางที่มาแล้วไม่เสียใจ ทั้งคู่ริเริ่มเชื่อมโยงชุมชนเข้ากับการท่องเที่ยว เพื่อตอบสนองทั้งกลุ่มคนทั่วไปและ Mice City 

บวกกับตอนนั้นปูเองก็สร้างสรรค์กิจกรรมแปลกแหวกแนวอย่าง Fine Dining ขึ้นมากลางทุ่ง ในโมงยามที่แทบไม่มีใครรู้จัก โดยให้เชฟชาวสิงคโปร์เพื่อนของเธอ เลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่น เช่น หอยทราย ดักแด้ มาปรุงรสเป็นอาหารจานเลิศ ได้รับเสียงตอบรับที่ดี นำไปสู่การคิดเส้นทางท่องเที่ยว Food Journey และขอนแก่น 2 วิถี จนมีผู้แนะนำให้พวกเธอไปจดทะเบียนเป็นธุรกิจนำเที่ยว

“มีกินฟาร์มในฐานะแหล่งท่องเที่ยวควรมีพันธมิตรที่เติบโตไปด้วยกัน ถ้าเราจะเติบโตก็ควรไปพร้อมกันทั้งชุมชน ร้านเค้ก คนทำงานคราฟต์ แม่ ๆ พ่อ ๆ ในชุมชน เราคนเดียวไม่พอสำหรับนักท่องเที่ยวหรอก”

หลังจากนั้นเพจ ‘เที่ยวถึงแก่น’ จึงเกิดขึ้น เพื่อเป็นอีกช่องทางในการนำเสนอโปรแกรมท่องเที่ยวขอนแก่น 2 วิถี คือ วิถีเมือง พาเที่ยวตามจุดเช็กอิน ร้านกาแฟ เหมาะกับสาย Cafe Hopping และวิถีชนบท พาขึ้นภูเขา เข้าป่า เดินตลาดนัด คัดสรรมาเป็นอย่างดีโดยคนแก่นนครที่อยากนำเสนอแง่มุมใหม่ซึ่งน้อยคนจะเคยเห็น 

“เราไม่ได้เติบโตในฐานะธุรกิจการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่มันมีส่วนช่วยพัฒนาเมืองในฐานะคนขอนแก่นชายขอบ โมเดลขอนแก่น Smart City มีอะไรออกมาชุมชนภายนอกบ้าง นี่คือสิ่งที่เราอยากให้เขาได้ประโยชน์ 

เป็นแพสชันส่วนตัวที่เราอยากทำเพื่อบ้านเกิด ไม่ใช่แค่หาเงินเข้ากระเป๋าแล้วใช้ชีวิตรอวันตาย แต่มันเป็นการให้อะไรกลับคืนสู่บ้าน สู่คนในชุมชนผ่านการจ้างงาน ซื้อวัตถุดิบของชาวบ้านที่อยู่รอบ ๆ คนในชุมชนมาทำงานกับเราแล้วมีรายได้ประจำ หลายคนชอบมองงานพวกนี้ว่าเป็นจิตอาสา แต่เรามองว่าท้องมันต้องอิ่ม เรื่องเงินต้องชัดเจน ซึ่งเหนื่อยนะกับการเอาพลังกายพลังใจไปทำงานที่ไม่ได้ตอบแทนเป็นเงินเสมอไป แถมต้องควักเนื้อ”

เป็นอีกครั้งที่พวกเธอเปิดตัวยิ่งใหญ่โดยไม่ตั้งใจ งานแรกของเที่ยวถึงแก่นคืออีเวนต์เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ของ Disaya Vacationist แบรนด์เสื้อผ้าชื่อดัง ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ Leica Camera Thailand มีเวลาเสกเพียง 10 วันเพื่อรองรับผู้เข้าร่วมจำนวน 60 คน จากสองสาวที่ชอบเล่นคนเดียว ไม่มีเพื่อนคู่คิด อาศัยความอัธยาสัยดีรวบรวมมิตรสหายมาตลอดชีวิต กลายเป็นคนที่มีเพื่อนทั่วจังหวัด จนดึงผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขาอาชีพมารวมตัวกันเพื่อสร้างงานนี้ให้เกิดขึ้นได้ พวกเธอบอกว่าเป็นเวทีแจ้งเกิดให้กับเพื่อนหลายคน ได้ให้คุณค่ากับงานดี ๆ ของทุก ๆ คนที่รู้จัก เพราะทั้งคู่เองเคยรับโอกาสดี ๆ เช่นนั้น และเชื่อว่าคนมีดีทุกคนควรอยู่ให้ถูกที่ กิจกรรมนี้จึงลุล่วงไปด้วยดีและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

คุยกับสองพี่น้องกลับบ้าน ผู้เนรมิตสวนจากฝันในวัยเยาว์ให้กลายเป็นแหล่งท่องท่องเที่ยวเชิงอาหารแถวหน้าของ จ.ขอนแก่น
คุยกับสองพี่น้องกลับบ้าน ผู้เนรมิตสวนจากฝันในวัยเยาว์ให้กลายเป็นแหล่งท่องท่องเที่ยวเชิงอาหารแถวหน้าของ จ.ขอนแก่น

บ้านหลังสุดท้าย

เวลาผ่านไปหลายสิบปี ในที่สุดเด็กหญิงปูก็ได้มีบ้านสวนสมใจ มีโฮมสเตย์หลังเดียวท่ามกลางสีเขียวขจีของแมกไม้ ที่บรรจงปลูกอย่างตั้งใจเพื่อไม่ให้เด็กหญิงปูในวัยเยาว์ต้องผิดหวัง และมันเปิดประตูรอรับแขกเสมอ

สองสาวอยากให้คนมาพักที่นี่ด้วยความรู้สึกเหมือนกลับบ้าน หรืออย่างน้อยก็เหมือนได้มาเยี่ยมบ้านเพื่อนสนิท เธอจัดแจงบรรยากาศให้ดูอบอุ่น มีหนังสือให้เลือกอ่าน มีชาให้ต้มดื่มเอง มีเจ้าของบ้านที่เทคแคร์เอาใจใส่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Living with ME Like My KIN คือดูแลทุกคนประดุจญาติ ไม่ว่าจะร้านอาหาร โฮมสเตย์ ทัวร์ท่องเที่ยว หรืออื่นใด เราจะเห็นรอยยิ้มกว้างของสองพี่น้องและเสียงหัวเราะกลั้วบทสนทนา

มองผิวเผิน เรื่องราวการผจญภัยก็ควรจะจบลงที่ตรงนี้ เป็นคนกลับบ้านที่กลับมาสานฝันตัวเองให้เป็นจริงจนน่าเอาเยี่ยงอย่าง แต่ผิดถนัด

“บางคนถามว่าทำไมเราไม่ขายคอร์สคนกลับบ้าน เราไม่กล้าบอกคนอื่นว่าเราอยู่ได้แล้วด้วยธุรกิจนี้ ไม่กล้าการันตี ไม่ขายฝัน เพราะเราก็เจ็บปวดกับความฝันมาเยอะ

“ถ้าคุณมีพื้นที่บ้านนอกของตัวเอง แล้วอยากกลับมาปลูกต้นไม้ ทำสวน เราสนับสนุนเต็มที่ แต่ถ้าบอกว่าจะออกจากงานมาทำธุรกิจแบบนี้ เราจะเป็นปางห้ามญาติทันที (หัวเราะ) 

“คุณมีทุนเยอะแค่ไหน มีเงินสำรองแค่ไหน มีแผนสองไหมถ้างานนี้ไม่เลี้ยงชีพ ต้นไม้มันรอเราได้นะ แต่ปากท้องมันไม่รอ ถ้าจะทำธุรกิจต้องคิดแบบธุรกิจ อย่าคิดแบบฝัน เรามีบ้านสวนในฝันได้ แต่ธุรกิจในฝันต้องค่อย ๆ คิด”

พวกเธอเองก็ใช้เวลานานพอสมควร กว่าจะปั้นสรรให้ที่ดินเคยแห้งแล้งเป็นสวนเกษตร ตอบโจทย์ความต้องการและหาเลี้ยงตัวเองได้ สิ่งที่ยากคือเธอไม่ได้มีเบาะรองหลังเมื่อล้มลง ไม่ได้ประกอบอาชีพอื่นเป็นรายได้เสริม พวกเธอคือมีกินฟาร์ม

แรกเริ่ม เงิน 2,000 – 3,000 บาทคือเงินหมุนรายวันสำหรับปู พี่สาวคนโตของครอบครัวที่เคยหาเงินต่อเดือนได้เยอะมาก ส่วนยิ้มเองก็ยอมรับว่าสำหรับคนอายุ 32 ถ้าไปจับงานวงการโฆษณาคงได้เงินมากกว่านี้ แต่เธอแลกมาด้วยการได้อยู่บ้าน ได้กินอาหารดี ๆ เป็นความสุขอีกรูปแบบหนึ่งที่ต้องวางแผนอย่างดีเพื่อให้เกิด ซึ่งกับสองพี่น้องคู่นี้ต้องเพิ่มความไว้เนื้อเชื่อใจเข้าไปอีก และผสมด้วยความผูกพัน

“เราพูดกันตลอดว่า ธุรกิจนี้ถ้าฉันเป็นลูกคนเดียวของพ่อแม่ มันคงไม่เกิดขึ้น หรือถ้ายิ้มไม่ยอมให้พี่เขาเป็นคนนำ มีกินฟาร์มมันจะไม่ใช่ฟาร์มในทุกวันนี้ ยิ้มต้องใช้ความพี่ปู ความมุทะลุ ความมุมานะของเขาว่าจะเป็นแบบนี้ให้ได้ พอเขามั่นใจ เราก็จะเป็นคนคิดว่าถ้าจะเป็นอย่างนั้น ต้องทำอะไรบ้าง

“การเติบโตของมีกินฟาร์มมันก็เป็นการเติบโตของยิ้มด้วย เราในวัย First Jobber ก็เป็นยิ้มศิลปากรที่ตั้งตัวเราไว้ใหญ่มาก พอกลับมาบ้านเราตัวลีบเล็ก แล้วก็ค่อย ๆ โตขึ้นผ่านการทำงาน ซึ่งเราแฮปปี้กับจุดนี้ของตัวเองมาก เราจะเป็นคนกลับบ้านที่ไม่กลับกรุงเทพฯ แน่นอน”

ฝั่งพี่สาว อธิบายเสริมให้เข้าใจว่าทำไมพวกเธอจึงเป็นส่วนเติมเต็มกันและกัน

“พี่ปูโชคดีที่ครอบครัวเชื่อมั่นในตัวเรา โดยเฉพาะยิ้ม เราห่างกับเขาเยอะ มันมีทั้งความเหมือนและไม่เหมือน เราเป็นคนมองกว้าง ยิ้มเขาจะมีความกลัวบางอย่าง เช่น งานใหญ่ ๆ ที่เราอยากเสี่ยง เขาก็จะคอยฉุดเรา พอเราทำธุรกิจมาสักพักก็จะรู้ว่าต้องรอบคอบมากขึ้น เหมือนพี่น้องที่เป็น Business Partner ที่เคารพความคิดเห็นกัน”

ทั้งคู่มองเห็นร่วมกันว่าทิศทางของมีกินฟาร์มก็คงจะดำเนินเช่นนี้ต่อไป ไม่ถึงกับโด่งดังเปรี้ยงปร้าง แต่มีลูกค้าแวะมาเยี่ยมเยือนไม่ขาดสาย เป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจให้ผู้คนกลับไปเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ จากสิ่งละอันพันละน้อยที่สอดแทรกอยู่ในทุกซอกมุมของสวนแห่งนี้ ปูกระซิบบอกว่านี่แหละคือความยั่งยืนของธุรกิจ เพราะการทำพื้นที่ให้ดี จะดึงดูดแต่คนดี ๆ เข้ามาหา

ไม่ต่างอะไรกับยิ้ม ผู้เคยตั้งอัตตาตัวเองไว้ใหญ่โต ยามมองไปยังพี่สาวท่ามกลางสวนหย่อมหญ้า เธอรู้สึกเหมือนดินผืนนี้เป็นขุมพลังวิเศษบางอย่างที่ทำให้พี่ปูมีความสุขเกินกว่าใคร

หลายคนอาจมีภาพความสุขคล้าย ๆ กัน ว่าอะไรจะดีมากไปกว่าการได้อยู่ในบ้านอบอุ่น รายล้อมด้วยธรรมชาติ แบบเดียวกับที่เคยฝันอยากมี แต่ยิ้มเชื่อว่ามีคนอีกจำนวนมากมองความสุขเป็นคนละภาพกับพี่ปู รวมถึงตัวเธอด้วย

“เราเคยมีภาพว่าถ้าอยู่ในบ้านสวนแบบนั้นเราต้องมีความสุขมากแน่เลย แต่ถ้ามันไม่ใช่ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร เรามีความสุขกับการได้ลองทำสิ่งใหม่ ๆ ได้เป็นแม่ครัว บาริสต้า ครูสอนทำขนม คนนำเที่ยว ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ที่เอื้อให้เราได้ทำอะไรหลาย ๆ อย่าง นั่นแหละเป็นความสุขของเรา”

พวกเธอหวังว่าคุณจะได้รับสิ่งเดียวกันนั้นเมื่อขับรถออกไป

คุยกับสองพี่น้องกลับบ้าน ผู้เนรมิตสวนจากฝันในวัยเยาว์ให้กลายเป็นแหล่งท่องท่องเที่ยวเชิงอาหารแถวหน้าของ จ.ขอนแก่น

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

จะมีพื้นที่สักกี่แห่งบนโลกนี้ ที่ผู้คนในวัยที่อายุขึ้นต้นด้วยเลข 2 เลข 3 หรือแม้แต่เลข 4 มีโอกาสได้เล่นแปะแข็ง โดดยาง บอลลูนด่าน ซ่อนแอบ เหมือนในสมัยเด็ก ๆ อีกครั้ง

จะมีพื้นที่สักกี่แห่งบนโลกนี้ ที่เราจะเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย คนแปลกหน้าจะได้มาเป็นเพื่อนกันอย่างเรียบง่ายและจริงใจ เป็นพื้นที่ที่เราพูดคุยเรื่องราวความรู้สึกลึก ๆ ในจิตใจแบบตรงไปตรงมา พื้นที่มีเสียงหัวเราะ เสียงดนตรี ศิลปะ ไปจนถึงบอร์ดเกมและเพลย์สเตชันให้ผู้มาเยือนได้เล่น

อีกทั้งพื้นที่นี้ยังเป็นพื้นที่ซึ่งโอบล้อมด้วยธรรมชาติ ต้นไม้ใหญ่ มีวิวทุ่งนาและภูเขา มีฝูงค้างคาวยามเย็นที่บินออกจากถ้ำมาให้ชมนับพันตัว มีบ้านดินที่เหล่าทีมงานและอาสาสร้างขึ้นมากับมือ มีการใช้ชีวิตที่ใส่ใจและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม มีการแยกขยะอย่างละเอียด ใช้ใยบวบล้างจานแทนสก็อตไบรต์ ทำน้ำยาล้างจานเอง หรือแม้กระทั่งบ้านดินที่พวกเขาสร้างก็สอดไส้ด้วย Eco-Brick หรือขวดพลาสติกที่อัดแน่นไปด้วยขยะที่รีไซเคิลไม่ได้กว่า 2,000 ขวด ช่วยลดขยะที่จะต้องไปบ่อขยะได้มหาศาล

Friends & forest พื้นที่อีโค 28 ไร่ ให้เราเล่นเป็นเด็ก ฮีลชีวิต กลางสวนป่าราชบุรี

“ก่อนมาที่นี่ ผมมีช่วงที่มองมนุษย์ค่อนข้างแย่ แต่การมาอยู่ที่นี่ทำให้ผมได้เจอด้านดีของมนุษย์ รู้สึกขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจมาที่นี่” – อาร์ท

“ต้องขอยกสถานที่แห่งนี้ให้เป็นสถานที่ฮีลทุกคนจริง ๆ” – เตย

“ฟีลคือตามชื่อจริง ๆ ไปที่นี่เพื่ออยู่กับเพื่อน ๆ และธรรมชาติ เป็นพื้นที่ที่ผู้คนดูจะเป็นตัวเองในแบบที่อยู่กับเพื่อนในหลากหลายสภาวะได้ จะเป็นจังหวะเล่น เกรียน ฮา จังหวะเปราะบาง ฮีล ดูแลใจ แลกเปลี่ยน จังหวะชมนกชมไม้ จังหวะปล่อยของ หรือพากันทำพากันลอง ใช้แรงกายแรงใจแรงสมองด้วยกัน” – กิ๊ฟ

นี่คือบางส่วนจากหลากหลายความรู้สึกของเหล่าอาสาสมัครและผู้มาเยือนที่มีต่อพื้นที่ที่ชื่อว่า ‘Friends & forest

ที่นี่คือพื้นที่ 28 ไร่ กลางสวนไม้ล้อมเก่า ณ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ที่ ป๊อบ-กิตติพงษ์ หาญเจริญ มาลงทุนซื้อไว้ เพื่อให้เป็นพื้นที่แห่งการสร้างฝันร่วมกันของคนหลายคน หากใครคุ้นชื่อของป๊อบ ใช่แล้ว เขาคือคนเดียวกับผู้ก่อตั้ง ‘มหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติ’ และ ‘Gap Year Program’ อีกทั้งเป็นคนทำหนังสือ ‘Home Made Seed Saving คู่มือเก็บเมล็ดพันธุ์ประจำบ้าน’

หากให้นิยาม Friends & forest แบบสั้น ๆ ป๊อบบอกว่า อยากให้ที่นี่เป็นเหมือน ‘บ้านเพื่อน’ ที่ผู้มาเยือนรู้สึกสนุก สบายใจ ให้ประสบการณ์เหมือนเวลาเราไปเที่ยวบ้านเพื่อนในสมัยเด็ก ๆ ที่เรามักจะชวนกันทำนั่นทำนี่มากมาย

ถ้าอธิบายให้เห็นภาพกว่านั้น ก็ให้นึกถึงฟาร์มสเตย์บ้านดินที่ไม่ได้มีแค่ที่พัก แต่ยังมีกิจกรรมหลากหลาย แต่ละคนเลือกก่อนมาได้ว่าอยากได้รับประสบการณ์แนวไหนในบ้านเพื่อนแห่งนี้ รวมทั้งเป็นพื้นที่จัดค่าย จัดเวิร์กชอป ทั้งแนวเข้าใจตัวเอง สังคม สิ่งแวดล้อม พืชผัก ไปจนถึงจิตใจ

บางคนที่มาที่นี่ก็กลับมาเจอกันใหม่ จนพูดเล่นกันว่า… โพธารามก็แค่หน้าปากซอย

Friends & forest พื้นที่อีโค 28 ไร่ ให้เราเล่นเป็นเด็ก ฮีลชีวิต กลางสวนป่าราชบุรี

Play – Learn – เพลิน – ฮีล

จุดเด่นอย่างหนึ่งของที่นี่คือมีกิจกรรมให้เลือกทำหลากหลาย

คำว่า ‘หลากหลาย’ ในที่นี้ หมายถึงหลากหลายแบบสุด ๆ โดยแบ่งออกเป็น 4 หมวดหมู่ คือ Play – Learn – เพลิน – ฮีล

สำหรับหมวดหมู่แรกคือ ‘การเล่น’ ที่นี่มีทั้งบอร์ดเกม ยิงธนู ไปจนถึงเพลย์สเตชัน 4 แต่ที่เราประทับใจที่สุดก็คือสิ่งที่เรียกว่า ‘การเล่น Retro’ หรือการเล่นย้อนวัย ไม่ว่าจะเป็นการโดดยาง แปะแข็ง บอลลูนด่าน ซ่อนแอบ ซึ่งทีมงานพร้อมมากที่จะเป็นเพื่อนเล่นให้ หรือถ้าอยากได้เกมอื่น ๆ ใด ๆ ก็ขอแค่บอกมา ถ้าไม่เกินสังขารจะรับไหว ทีมงานก็พร้อมจัดให้

“สมัยเด็ก ๆ เราชอบเล่นกับเพื่อนแถวบ้าน ช่วงปิดเทอมใหญ่จะเล่นแบบนี้กันทุกบ่ายตลอด 12 เดือน เล่นกันสนุกมาก แต่พอรู้ตัวอีกที เฮ้ย! สิ่งเหล่านี้กำลังจะหายไปแล้ว เด็กรุ่นนี้เล่นมือถือกันอย่างเดียวแล้ว จนอยู่มาวันหนึ่งก็มีเพื่อนพูดเรื่องนี้ขึ้นมา บอก ป๊อบ เราจัดเล่นพวกนี้ไหม เอาจริงจังเลย ทัวร์นาเมนต์ดีดลูกแก้ว บอลลูนด่าน ใครว่าแน่มาแข่งกัน ตั้งถ้วยเองเลย หาแชมป์ประเทศไทย เพื่อนก็ยุ”

Friends & forest พื้นที่อีโค 28 ไร่ ให้เราเล่นเป็นเด็ก ฮีลชีวิต กลางสวนป่าราชบุรี

แม้ป๊อบจะไม่ได้คิดไกลขนาดจัดทัวร์นาเมนต์ทั่วประเทศตามที่เพื่อนเสนอ แต่เขาก็มองว่ากิจกรรมเหล่านี้น่าสนใจมาก และเมื่อมีเพื่อนกลุ่มหนึ่งแวะมาที่บ้าน เขาก็เลยลองชวนมาเล่นซ่อนแอบกัน ซึ่งก็พบว่าสนุกมาก จนทำให้ ‘การเล่น Retro’ ถูกเลือกให้เป็นหนึ่งในกิจกรรมวันเปิดบ้าน และกิจกรรมในรายการที่ผู้มาเยือนเลือกทำได้

“ในวันเปิดบ้าน แต่ละคนที่มามีภูมิหลังต่างกันมาก แต่พอเริ่มเล่น ก็ไม่มีใครสนใจว่าคนไหนเจ๋งมาจากไหน ทุกคนเข้าโหมดเดียวกันคือวิ่งหนียังไงไม่ให้โดนแปะ แม้มันจะเหนื่อยและเล่นได้ไม่นานเท่าตอนเด็ก ๆ แต่ความสนุกมันไม่ต่างกันเลย เราว่าสังคมทุกวันนี้ที่มันผันผวน ยุ่งเหยิง และการแข่งขันสูง ถ้าเราไม่เก่ง ไม่มีทักษะชีวิต เราก็อาจไม่รอด ผลจากความจริงข้อนี้ทำให้เราแทบไม่มีโอกาสได้เล่นแปะแข็งกันแล้ว สิ่งที่ช่วยเยียวยาจิตใจของเราในยุคนี้ บางทีก็อาจเป็นการเล่นสมัยก่อนก็ได้ จริง ๆ เราอาจแค่มองหาแค่อะไรอย่างนี้โดยที่ไม่รู้ตัว คือไม่ต้องคิดอะไร ไม่มีเด็กหรือผู้ใหญ่ ทุกคนแค่เป็นส่วนหนึ่งของเกม แล้วเล่นให้สุด วิ่งให้เต็มที่”

หากใครได้เห็นรอยยิ้มของผู้คนที่มาเล่นกิจกรรมนี้ในวันเปิดบ้าน ก็คงรู้สึกได้ว่ามันเป็นจริงอย่างที่ป๊อบพูด

Friends & forest พื้นที่อีโค 28 ไร่ ให้เราเล่นเป็นเด็ก ฮีลชีวิต กลางสวนป่าราชบุรี

ต่อจากหมวดหมู่การเล่นก็คือ ‘การเรียนรู้’ ซึ่งที่นี่ก็มีให้เลือกสรรหลากหลายตามความสนใจ ตั้งแต่การสำรวจต้นไม้ ปลูกผัก ทำสวน ทำอาหาร ทำขนม ทำโยเกิร์ต ทำของหมักดอง ทำศิลปะจากธรรมชาติ ทำผ้ามัดย้อมจากสีดิน และอีกสารพัด

ส่วนกิจกรรมแนว ‘เพลิน’ ก็มีตั้งแต่ปั่นจักรยาน วิ่ง เดินชมนกชมไม้ เดินไปปากซอยยามเย็นเพื่อรอชมฝูงค้างคาวออกจากถ้ำ เย็บปักถักร้อย ร้องรำทำเพลง ที่นี่มีทั้งเปียโนไฟฟ้าที่ตั้งอยู่กลางห้อง มีกีตาร์ เมาท์ออร์แกน เมโลเดียน และเครื่องตีเล็ก ๆ ส่วนอีกมุมหนึ่งของห้องก็มีชั้นหนังสือและอุปกรณ์ศิลปะหลากหลาย ทั้งสีไม้ สีน้ำ สีชอล์ก สีซอฟต์พาสเทล ซึ่งหยิบยืมไปสร้างผลงานศิลปะตามชอบใจ

Friends & forest พื้นที่อีโค 28 ไร่ ให้เราเล่นเป็นเด็ก ฮีลชีวิต กลางสวนป่าราชบุรี

และสุดท้ายที่อาจถือเป็นจุดเด่นและเอกลักษณ์ของที่นี่ ก็คือกิจกรรม ‘ฮีลกายฮีลใจ’ ที่มีตั้งแต่การนวดกดจุด กัวซา ฤาษีดัดตน โยคะ รวมถึงมีพื้นที่พูดคุยและรับฟัง ซึ่งผู้เข้าร่วมก็เลือกได้ว่าอยากพูดคุยแบบต้องการคำปรึกษาหรือแค่อยากบ่น ระบาย แบบไม่ต้องการคำแนะนำใด ๆ รวมทั้งยังเลือกได้ว่าอยากพูดให้คนเดียวฟังและเก็บเป็นความลับ หรือล้อมวงคุยแบบ Deep Talk หรือถ้าใครไม่อยากคุย แต่อยากให้ไพ่ทาโรต์ทำนายกันก็ย่อมได้

“ที่นี่เราให้คุณค่ากับความจริงใจตรงไปตรงมา มิตรภาพที่ไม่มาติดเรื่อง เพศ วัย หรือสถานภาพทางสังคม เรื่องจิตใจ และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถ้ากิจกรรมไหนที่เข้าธีมเหล่านี้ก็ได้หมดเลย ล่าสุดก็มีเพื่อนอยากจัดงานแต่งที่อีโค แบบนี้เราโอเคนะ ถ้าให้จัดงานแต่งแบบที่เกิดขยะเยอะ ๆ เราก็ไม่อยากจัด แต่ครั้งนี้จะเป็นงานแต่งที่เล็ก ๆ น่ารัก อบอุ่นเป็นกันเอง เป็นงานแต่งที่ไม่ได้มีขยะเศษอาหารเหลือมาก และอาจเป็นงานแต่งที่คนจะได้มาเรียนรู้เรื่องการแยกขยะในงานก็ได้ แล้วน้องเขายังชวนว่า ถ้าตอนบ่ายพี่ป๊อบอยากจัดกระบวนการก็ได้นะ เราก็เลยกะว่าจะจัดเรื่อง 5 ภาษารัก เป็นงานแต่งที่มีเวิร์กชอปด้วย”

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

ส่วนอีกคุณค่าหนึ่งที่ Friends & forest ให้ความสำคัญ ก็คือความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้ราคาค่าที่พัก ค่าจัดกิจกรรมหรือการใช้พื้นที่ต่าง ๆ แบ่งเป็น 2 หมวดหมู่คือ ราคาปกติ กับราคาสำหรับองค์กรหรือกลุ่มคนที่ทำงานเพื่อสังคมหรือคนที่มีรายได้น้อย

ส่วนเวิร์กชอป ที่นี่ออกแบบกิจกรรมให้ได้ตามโจทย์เลย แต่ถ้าหากสถาบัน ชมรม หรือองค์กรไหนอยากจัดกิจกรรมการเรียนรู้แต่ยังนึกไม่ออกว่าจะเป็นหัวข้ออะไรดี ที่นี่ก็มีนำเสนอ 5 เวิร์กชอปนั่นคือ ‘Who Am I ?’ ที่ชวนมารู้จักตัวเองว่าเราเป็นคนแบบไหน มีจุดแข็งจุดอ่อนอะไร ต้องการอะไรกันแน่ในชีวิต และของขวัญที่เราอยากมอบให้โลกนี้คืออะไร

‘Love & Relation: เพราะความรักเป็นมากกว่าเรื่องของคนรัก’ ชวนมาสำรวจมุมมอง ธรรมชาติ และจิตวิทยาของความรัก เรียนรู้ได้ทั้งวัยรุ่นและผู้ใหญ่ 

‘We as a team’ ชวนมาเรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์และการอยู่กับผู้คนที่แตกต่างหลากหลาย การทำงานกับความขัดแย้งและทีมเวิร์ก 

‘From Farm to Table’ ชวนมารู้จักเส้นทางอาหารจากแปลงผักสู่จาน แถมทดลองทำอาหารให้เป็นซิกเนเจอร์ของแต่ละคน 

หรือ ‘We are World’ ชวนมาเรียนรู้ธรรมชาติ การดูแลสิ่งแวดล้อม การแยกขยะ การทำบ้านดิน และอื่น ๆ อีกมากมาย

หนึ่งในตัวอย่างกิจกรรมที่เกิดขึ้นในเดือนตุลาคมนี้ ก็คือกิจกรรม ‘Hello! คนโสด’ ที่ร่วมกับเพจ Datesuka ชวนหนุ่มสาวที่ยังไม่มีคู่มารู้จักคนใหม่ ๆ แบบช้า ๆ ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ พร้อมเวิร์กชอปที่จะช่วยให้เข้าใจว่า เราต้องการอะไรจากความรักกันแน่

”ถ้าแค่กิจกรรม Dating เพื่อหาแฟนอย่างเดียวคงไม่จัด แต่ถ้าเป็นกิจกรรมที่ทำให้เขาได้เรียนรู้ความต้องการของตัวเอง รวมถึงความต้องการของอีกฝ่าย เออ แบบนี้อยากจัด หรือในอนาคตเราก็อยากเห็นเทศกาลดนตรีที่นี่สักครั้งเหมือนกันนะ อาจจะเป็นเทศกาลศิลปะ หรืออาจจะเป็นการรวมตัวของคนทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรืออาจเป็นฮีลลิงเฟสติวัลก็ยังได้” เขาเล่าถึงความเป็นไปได้อันหลากหลายของพื้นที่แห่งนี้

“เราอยากให้คนที่มาได้รับมิตรภาพที่ดีในระยะยาว และได้เห็นถึงความสำคัญของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เหมือนในชื่อ Friends & forest มากกว่านั้นก็คงอยากให้เกิดการเรียนรู้อะไรบางอย่างที่ซึมเข้าไปในเนื้อในตัวเขา”

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

มิตรภาพ บาดแผล และการเยียวยา

หากเปรียบ Friends & forest เป็นองค์กร ขั้นตอนการวางแผนงานของที่นี่ก็เรียกได้ว่ากลับด้านกับองค์กรทั่วไป

หากอิงตำราธุรกิจ การก่อตั้งบริษัทหรือองค์กรอะไรสักอย่างก็ต้องเริ่มจากการวางวิสัยทัศน์ พันธกิจ Business Model แล้วค่อยก่อตั้งองค์กร จากนั้นจึงค่อยหาคนที่เหมาะสมกับงาน แต่สำหรับที่นี่ ป๊อบเลือกซื้อที่ดิน บุกเบิกพื้นที่ ปลูกต้นไม้ และสร้างบ้านดินก่อน จากนั้นจึงค่อยหาคนที่จะมาสร้างความฝันด้วยกัน แล้วการวาง Business Model ค่อยมาเป็นลำดับสุดท้าย

“หนึ่งในเหตุผลที่มาทำตรงนี้ คือเราไม่ได้อยากทำโปรเจกต์ที่ตอบสนองความฝันของตัวเองคนเดียวอีกต่อไปแล้ว เพราะในช่วงท้าย ๆ ของการบุกเบิกมหาลัยแห่งความรักและธรรมชาติที่ปากช่อง เราชวนทีมมาคุยกัน ถามว่าเขามาทำที่นี่เพราะอะไร หลายคนบอกว่า เห็นว่าสิ่งที่เราทำมันดีและอยากมาช่วยทำให้สำเร็จ แต่ใจเราอยากให้โปรเจกต์ยั่งยืนกว่านั้น เพราะถ้ามันถูกปักธงว่าเป็นโจทย์ของเรา ถ้าวันหนึ่งเราไม่อยู่ มันก็อาจไปต่อยาก เราก็เลยอยากให้โปรเจกต์นี้เกิดจากความฝันร่วมกันของหลาย ๆ คน ที่ไม่ใช่เขามาทำเพื่อช่วยเรา แต่มาทำเพื่อตอบสนองความฝันของตัวเองด้วย”

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

นั่นก็เลยทำให้ที่นี่เริ่มจากการหาคนที่มีใจก่อน แล้วค่อยชวนล้อมวงคุยว่า เราจะหารายได้จากสิ่งนี้ได้อย่างไร สิ่งไหนคือความฝันที่แต่ละคนอยากทำและรู้สึกว่าทำได้ทุกวันโดยไม่รู้สึกว่าเป็นงาน

“ตอนเริ่มบุกเบิกพื้นที่ เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่นี่จะมีโครงการอะไรบ้าง แต่เราสร้างสาธารณูปโภคก่อน ให้มันเปิด ๆ เอาไว้ เผื่อจะทำโครงการอะไรจะได้ทำได้ เริ่มจากห้องน้ำ 8 ห้องก่อนเลย ถ้ามีงานที่คนมาเยอะก็น่าจะใช้พอ ที่นอนต้องมี ครัวต้องมี แล้วก็ต้องมีพื้นที่กลางทำกิจกรรม แล้วเราก็อยากให้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ร่มรื่น ก็ปลูกต้นไม้ เมื่อทุกอย่างเสร็จ ซึ่งก็แค่เดือนที่แล้วเองนะ ที่มาคุยกันว่าใครจะอยู่ต่อและทำด้วยกันบ้าง อยากทำอะไรกันบ้างที่จะตอบสนองความฝันของเขาที่จะทำให้รู้สึกว่า เป็นโครงการของเขา ไม่ใช่แค่มาช่วยเรา”

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งที่ป๊อบตัดสินใจซื้อที่ก็คือภาวะโลกร้อนที่ทำให้อนาคตกรุงเทพฯ น้ำจะท่วม อาจไม่ใช่น้ำมาครั้งเดียวมิดหลังคา แต่อาจเป็นการที่น้ำท่วมบ่อยจนใช้ชีวิตอยู่ได้ยาก

“ถึงตอนนั้นมันจะวุ่นวาย การหาที่ดินจะลำบาก แล้วตอนนั้นเราก็อาจอายุเยอะและไม่มีแรงมาบุกเบิกทำบ้านดินแบบนี้แล้ว วันนี้มีแรงก็อยากทำเลย แล้วเมื่อถึงวันนั้น เราก็อยากให้ที่นี่เป็นโอเอซิสสำหรับเพื่อน ๆ และคนที่เรารัก คนที่เราไม่อยากให้เขาแย่ ที่เขาจะมาอยู่ด้วยกันได้”

ส่วนเหตุผลสุดท้าย ก็คือเขาอยากต่อยอดให้เกิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่กว้างขึ้นกว่าแค่การเป็นมหาลัย แต่เป็นพื้นที่ของคนทุกเพศทุกวัย

อย่างไรก็ตาม กว่าที่จะมาเป็น Friends & forest ที่สวยงามในวันนี้ เส้นทางของเขาไม่เคยง่าย

จากไร่ข้าวโพดเก่าที่ถูกทิ้งร้าง บ่อบาดาลที่ผุพัง ป๊อบและเพื่อน ๆ หลายชีวิตได้เข้ามาเริ่มบุกเบิกพื้นที่ กลางคืนนอนวัด กลางวันเข้าไปสร้างบ้านดิน จน 1 ปีกว่า ๆ ผ่านไป ทั้งทีมงานและอาสาช่วยกันสร้างอาคารดินใหญ่และบ้าน 2 หลังจนเสร็จ ปลูกต้นไม้ไปแล้วนับร้อย ๆ ต้น เจาะบ่อบาดาลใหม่ ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ จนทุกอย่างแทบจะพร้อมแล้ว ยกเว้นความเห็นที่เริ่มไม่ตรงกับเจ้าของที่ดินมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้สุดท้ายพวกเขาเลือกไม่ไปต่อกับที่ดินผืนนี้ สิ่งที่ลงแรงสร้างไว้ทั้งหมดจะกลายเป็นเพียงความหลัง

แม้เขาจะปรับรูปแบบเป็น Gap Year Program ที่เป็นคล้าย ๆ มหาลัยเคลื่อนที่ พาผู้ใหญ่และวัยรุ่น เรียนรู้นอกห้องเรียนตามศูนย์เรียนรู้ต่าง ๆ จากเหนือจรดใต้ จากวิถีชาวนาสู่วิถีชาวประมง และโครงการก็ดำเนินต่อไปได้จนจบ แต่ก็มีหลายอย่างที่ยังไม่ง่ายและไม่ลงตัว

ความผิดหวังที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นความเจ็บปวดไม่น้อย เราจินตนาการว่า ถ้าตกอยู่ในสถานการณ์แบบเขา เราก็คงไม่รู้จะเอาพลังและเรี่ยวแรงใจจากไหนมาเริ่มต้นก่ออิฐก้อนใหม่กับโปรเจกต์ Friends & forest ในแบบที่เขาทำ

“มีเพื่อนคนหนึ่งแวะมาแล้วบอกว่า เออ คุณสมบัติอย่างหนึ่งที่เป็นของมึงแบบสุด ๆ คือ อึดว่ะ มึงลุกขึ้นมาใหม่ได้เรื่อย ๆ แต่อะไรที่ทำให้อึดเหรอ…” เขานิ่งคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะตอบว่า

“เราว่าส่วนหนึ่งต้องให้เครดิตเพื่อน ตอนที่เราล้มแต่ละครั้ง เรามีเพื่อนดี ๆ ช่วยเยียวยาเรา ไม่ว่าจะเป็นเพราะเขาเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำหรือเขาแค่รักเรา แต่สิ่งนี้ก็ค่อย ๆ เยียวยาเรากลับมา ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็เป็นเพราะสิ่งนี้มันยังไม่ค่อยมีในสังคม และถ้าเราไม่ทำ ก็อาจไม่มีใครทำในแนวนี้เลยก็ได้ คือถ้ามีคนทำแบบนี้แล้ว เราก็คงไปช่วยเขาทำแหละ เพราะการริเริ่มอะไรสักอย่างมันยาก และอีกอย่างคือเราไม่หลอกตัวเอง ไม่ตีเนียนว่าสักวันอะไร ๆ จะดีขึ้น ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น หรือหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าสักวันจะมีคนทำ ก็ในเมื่อมันยังไม่มีคนทำ เราก็เลยต้องทำ” ป๊อบเล่าเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขามีแรงลุกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

หากใครที่รู้จักป๊อบ จะรู้ว่าเขาเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับความรักและมิตรภาพมาก และเป็นมนุษย์ที่มีพลังบวกอยู่เสมอ ซึ่งนั่นก็ทำให้เราสงสัยว่า กว่าที่ชีวิตจะดำเนินมาถึงจุดนี้ เขาก็น่าจะต้องเจอคนที่ทำให้ผิดหวังและเสียใจมาไม่น้อย แต่อะไรที่ทำให้เขายังคงมีศรัทธาในเพื่อนมนุษย์และยังมีแรงพลังในการทำสิ่งดี ๆ เพื่อคนอื่น

“มีช่วงเขว ๆ เหมือนกันนะ มีช่วงหนึ่งที่แตะไปถึงโซนแบบ โลกนี้มันก็อย่างนี้แหละ หรือความรู้สึกแบบ เราไม่ต้องมีชีวิตอยู่ต่อแล้วก็ได้ เช่น เรื่องโลกร้อนที่จะต้องไม่ให้เพิ่มถึง 2 องศา เราก็คิดว่าต่อให้เราอยู่ก็ไม่ได้ช่วยยับยั้งอะไรได้ ทุกคนมีมุมเห็นแก่ตัว เราก็มี เราไม่ได้โทษว่าใครผิดด้วย ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตคือดิ้นรนเพื่ออยู่รอด ทำให้ต้องเบียดเบียดกัน แล้วก็เกิดโศกนาฏกรรมและเรื่องน่าเศร้ามากมาย คือมันทะลุการรู้สึกไม่ดีกับตัวบุคคลไปแล้ว แต่มันไปถึงการรู้สึกไม่ดีกับแก่นธรรมชาติบางอย่างของจักรวาล และรู้สึกว่าการมีอยู่ของเราอาจไม่สร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรก็ได้”

ส่วนสาเหตุของความรู้สึกนั้น เขาบอกว่ามาจากหลายอย่างประกอบกัน และนั่นก็เป็นอีกครั้งที่เขาได้รับการเยียวยาทางจิตใจจากเพื่อน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือจิตแพทย์ที่สนิทกันตั้งแต่สมัยมัธยม

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

“เพื่อนบอกว่า สิ่งที่แกพูดมันจริงหมดเลย ไม่มีอะไรที่เราปฏิเสธได้เลย แต่เราแค่อยากให้แกมีพื้นที่ในจิตใจที่เปิดให้กับความ Doom”

คำว่า Doom ในที่นี้ ป๊อบอธิบายว่า มันไม่ใช่ Death แบบความตาย แต่คือสถานการณ์ที่ตอนนี้ยังไม่ตาย แต่จะตายแน่ ๆ ในอนาคต หรือพูดง่าย ๆ ว่าไม่มีความหวังอะไรแล้ว ซึ่งนั่นก็คือสิ่งที่เขามองว่าเกิดขึ้นกับโลก

“เพื่อนก็บอกว่า ตอนนี้แกเห็นความ Doom ของมนุษยชาติ ที่ผ่านมาแกพยายามเต็มที่เพื่อป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้น แต่พอมาถึงจุดที่รู้สึกว่าทำไม่สำเร็จ แกก็เลยรู้สึกว่าไม่รู้จะอยู่ไปทำไม แต่เราอยากชวนให้แกมองอีกมุมหนึ่ง คือไม่ต้องบิดเบือนอะไรเลยนะ คือยอมรับไปเลยว่ามันจะ Doom นั่นแหละ พอแกมีพื้นที่ยอมรับความวิบัตินี้ในใจแกแล้ว แกก็อาจจะไม่ต้องรีบจากไปก็ได้ เพราะถ้าแกจากไป ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม ก็ยอมรับไปเลยว่าสุดท้ายจะเป็นแบบนี้ แล้วในระหว่างนี้อะไรดี ๆ ที่แกทำได้ก็ถือว่าเป็นกำไร ซึ่งพอเราคุยกับเพื่อนคนนี้จบ เราก็รู้สึกดีขึ้นเลยนะ”

เขาบอกว่าตอนนี้เขามองตัวเองเหมือนคนที่ยังสร้างอะไรที่มีความงามในฉากที่โลกกำลังเข้าสู่ความหายนะ ซึ่งนั่นก็ทำให้เรานึกถึงคนที่เล่นดนตรีในฉากที่เรือไททานิคกำลังล่ม

“บทบาทของเราก็อาจเป็นคนวาดรูป ที่ทำให้ภาพวันหายนะโกลาหลที่มันโหดร้าย พอมองไปแล้วมันสะดุดตาสักนิดว่า มันมีมุมเล็ก ๆ ของภาพที่มันสวยมาก ๆ เลยนะ เรารู้สึกว่าเราอาจมีหน้าที่แค่นี้ก็ได้ แล้วนั่นมันก็อาจดีพอแล้ว ก็เลยทำที่นี่ต่อด้วยความรู้สึกนี้ เป็นความรู้สึกที่อยากชวนให้เห็นว่า ในโลกที่โหดร้ายก็ยังมีมุมหนึ่งที่มีอะไรดีอยู่”

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

Friends & forest ไม่ใช่แค่สถานที่ แต่คือผู้คน

ตลอดระยะเวลาปีกว่า ๆ แห่งการก่อร่างสร้างบ้านดินของ Friends & forest สิ่งหนึ่งที่เราได้เห็นอยู่เสมอจากเฟซบุ๊กของป๊อบ ก็คือภาพบรรยากาศความสนุกสนานในช่วงเวลาหลังเลิกงาน ที่แต่ละคืนก็มีกิจกรรมต่างกันไป บางคืนมีล้อมวงเล่นดนตรี บางคืนมีปาร์ตี้ปิ้งย่าง บางคืนล้อมวงเล่นบอร์ดเกม ส่วนบางคืนก็เป็นการล้อมวงพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้สึกแบบ Deep Talk บางคืนก็ฉายสารคดีดูกัน หรือคืนที่พิเศษคืนหนึ่งเป็น Music Night ที่มาแชร์ความรู้สึกของตนเองผ่านบทเพลง และอีกหลายกิจกรรมที่ทำให้ช่วงเวลาสั้น ๆ ของเหล่าอาสาที่นี่เปลี่ยนจากคนแปลกหน้ากลายมาเป็นเพื่อนกัน – เราถามป๊อบว่า เขามีเทคนิคอย่างไร

“อย่างหนึ่งเลยที่เราว่ามันช่วย ซึ่งเป็นสิ่งที่พี่โจนฟันธง แล้วมันจริงอย่างไม่น่าเชื่อ แกบอกว่าสิ่งเดียวที่ทำให้คนหลาย ๆ พื้นเพมาอยู่ร่วมกันได้ง่ายที่สุด คือการทำงานใช้แรง เพราะถ้านั่งประชุมพูดคุย คนที่พื้นเพบ้าน ๆ กับนักวิชาการ มันยากมากที่จะรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน ต่อให้มีความปรารถนาดีต่อกันมากแค่ไหนก็ตาม ยิ่งคุยก็จะยิ่งเห็นช่องว่างห่างกันเรื่อย ๆ แต่ถ้ามาทำบ้านดินด้วยกัน มาเข้าโหมดถึกด้วยกัน มันจะเหมือนออกค่าย ที่มีจุดยึดโยงบางอย่างที่ทำให้เห็นอกเห็นใจกัน ถึงจะรู้ว่าเราก็ต่างกันจริง ๆ นั่นแหละ แต่อย่างน้อยเราก็แบกของหนัก ๆ เหมือนกัน เราว่าสิ่งนี้มันหลอมคนเข้าด้วยกันจริงอย่างที่พี่โจนว่า”

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

ส่วนอีกอย่างที่ป๊อบบอกว่าเพิ่งมารู้ภายหลังว่าสำคัญ ก็คือการมีกฎของกลุ่มที่ทุกคนช่วยกันร่างขึ้นมา เพราะช่วงแรก ๆ ที่ไม่มีกฎ ทำให้ป๊อบต้องคอยไปบอกคนนั้นคนนี้ว่าสิ่งนั้นไม่ควรทำ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขารู้สึกลำบากใจ

“แต่ละคนถูกปลูกฝังต่างกัน ให้ความสำคัญกับสิ่งต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน คำว่า Common Sense จึงไม่มีอยู่จริง เราว่าข้อดีของกฎไม่ใช่การบังคับ แต่คือความชัดเจน เป็นบรรทัดฐานที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน เช่น การเก็บแก้ว ก็ให้ล้างแล้วเก็บทันที ไม่เอาแบบวางไว้ก่อน เพราะมดจะขึ้น เราว่าถ้าเป็นกฎที่ไม่ได้ออกมาเพื่อผลประโยชน์ของใครคนหนึ่ง แต่เพื่อประโยชน์ของทุกคน เราพบว่ามันดี มันทำให้อะไร ๆ ชัดเจนและไม่ปวดหัว”

ว่ากันว่าความสวยงามของการเดินขึ้นภูเขาไม่ได้อยู่แค่ที่จุดหมายปลายทาง แต่ยังอยู่ที่สองข้างทางระหว่างเดินขึ้นด้วย ซึ่งการสร้างบ้านดิน ณ Friends & forest ก็ไม่ต่างกัน

“เหตุการณ์ประทับใจมีหลายอย่างมาก สำหรับเราจะเป็นอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น จังหวะเลิกงาน เรานั่งเก็บงานแล้วมองลงไปจากระเบียง เห็นเขาเอาถังมาล้างด้วยกัน เอาน้ำมาฉีด ๆ แกล้งกัน อะไรแบบนี้ทำให้เรารู้สึกว่า แม้จะลงทุนและมีอุปสรรคมากมาย เราก็รู้สึกว่ามันคุ้มนะที่ตัดสินใจทำสิ่งนี้ อย่างน้อยมันก็เกิดโมเมนต์แบบนี้ตรงหน้า หรือเมื่อก่อนที่เราต้องเป็นคนไปบอกว่าทำเสร็จแล้วให้ล้างถังและคว่ำไว้นะ แต่น้องอาสาบางชุดจริงจังกับเรื่องนี้มาก จนเราเองที่ต้องบอกว่า อันนี้แช่น้ำไว้ก็ได้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ใช้ต่อ แต่น้องเขาบอกว่า ไม่ได้ค่ะ อยากให้มันเรียบร้อยค่ะพี่ เราก็โอ้ โอเค” ป๊อบเล่าพร้อมหัวเราะ

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

“หรือเวลาที่เลื่อนอ่านเฟซบุ๊กแล้วเห็นคนที่มาเจอกันที่นี่คอมเมนต์โต้ตอบกัน เราก็ดีใจ รู้สึกเหมือนภารกิจที่วางไว้สำเร็จ หรืออย่างในงานเปิดบ้าน มีคืนหนึ่งที่น้องสองคนที่จบโฮมสคูลมาเล่นดนตรีด้วยกัน แล้วมีอยู่บางเพลงที่เขาร้องแล้วเราน้ำตาไหล มันเป็นความรู้สึกที่ว่า ในที่สุดพื้นที่นี้ก็ได้มีโมเมนต์ที่ตราตรึงขนาดนี้ให้กับคนได้ ก็ทำให้รู้สึกว่ามันมีความหมายที่ได้สร้างพื้นที่นี้ขึ้นมา หรือว่าทุกครั้งที่ได้ฟังคนแชร์ว่าเขาได้เรียนรู้หรือประทับใจอะไรจากที่นี่ เราก็ดีใจที่ได้รู้ว่าเรื่องนี้มีความหมายกับเขาขนาดนั้น การมาที่นี่ของเขามันเปลี่ยนเขาในมุมนี้ขนาดนั้นเลยนะ”

เราขอให้เขายกตัวอย่างบางความคิดเห็นที่โดนใจเขาเป็นพิเศษ เขานิ่งคิดอยู่พักหนึ่งแล้วเล่าว่า

“มีน้องคนหนึ่งที่ตอนมาเราก็เถียง ๆ แหย่กัน กวนตีนกันไปมา แต่เราก็มีประเด็นจริงจังบางอย่างที่อยากบอกกับเขา แล้วเราก็ไม่รู้จะถึงไม่ถึง ได้ไม่ได้ แต่สุดท้ายเขาบอกว่า เราเป็นไม่กี่คนในชีวิตที่เขาสัมผัสได้ว่าปรารถนาดีกับเขาจริง ๆ และเขาเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราพยายามจะบอก และเขาเองก็เวิร์กเรื่องนี้อยู่จริง ๆ นะ และถือว่าเราเป็นพี่ชายคนหนึ่ง ซึ่งเราก็รู้สึกว่า โอ้ มึงอินกว่าที่กูคิด โอเค กูก็นึกว่ามึงอินบ้างไม่อินบ้าง กูก็ดีใจที่การมีอยู่ของกูมันมีประโยชน์กับมึงขนาดนี้ กูก็กลัวมึงไม่อินเหมือนกัน”

ทีมงาน

แม้ทีมงาน Friends & forest อาจมีการเปลี่ยนไปตามกาลเวลา และกิจกรรมก็อาจเปลี่ยนไปตามตัวบุคคล แต่หัวใจสำคัญของที่นี่ – ความจริงใจ มิตรภาพ การรับฟัง ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และความเป็นธรรม ก็ยังจะเป็นหัวใจหลักของที่นี่เสมอ โดยในวันนี้ ทีมงานของที่นี่มีทั้งหมด 9 ชีวิต หลายคนก็เริ่มจากการเป็นอาสาทำบ้านดินและอยู่ยาวต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

“ช่วงแรก ๆ ที่มาคือพูดกับพี่ป๊อบเลยว่า มาอยู่ที่นี่ 2 วัน หัวเราะมากกว่าอยู่ที่บ้านทั้งอาทิตย์อีก เราชอบตรงที่ได้อยู่กับธรรมชาติ ได้เจอผู้คน ได้คุยกับคนที่มีความคิดหลายแบบ ได้เห็นว่าในสิ่งเดียวกันแต่ละคนก็คิดไม่เหมือนกัน เคยบอกพี่ป๊อบว่า คนที่มาที่นี่เป็นคนบ้าทุกคน ใครไม่บ้าไม่มาหรอก ที่นี่มีคนแปลกเยอะ แต่เป็นความแปลกที่อยู่ด้วยกันได้ มีความหลากหลายเยอะมาก แต่ไม่ตัดสินกัน มันเจ๋งดีนะถ้ามีพื้นที่แบบนี้เยอะ ๆ ไม่ใช่แค่พื้นที่ของเรา” โซฟา-ปัญฑารีย์ ขันชะลีย์ดำรงกุล หญิงสาวที่มาสมัครงานเพราะเบื่อเมืองและคิดถึงการอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ บอกเล่าความประทับใจตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ได้มาอยู่ที่นี่

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

“ชอบไลฟ์สไตล์รักษ์โลก เช่น การแยกขยะที่ทำละเอียดและเต็มที่มาก ซึ่งผลักดันให้เราอยากทำมากขึ้นกว่าที่เคยทำมา แล้วก็ชอบมิติของผู้คนที่ทำให้เราอยากพัฒนาตัวเอง ชอบการตั้งวงพูดคุยที่แชร์ความรู้สึกลึก ๆ ข้างในอย่างตรงไปตรงมา” มิ้น-ณัฐธินี อัมพุช หญิงสาวที่สนใจชีวิตแบบพึ่งพาตนเอง บอกเล่าความรู้สึกกับงานแรกหลังเรียนจบของเธอ

“ก่อนหน้านี้เราสนใจแต่เงิน แต่งาน แต่การมาอยู่ที่นี่ทำให้ได้เห็นว่า เงินไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกอย่าง แต่ความสัมพันธ์ ความรู้ใหม่ ๆ และหลายสิ่งในโลกนี้ที่มันสวยงามให้อะไรเราได้มากกว่าเงิน และเราก็ประทับใจในอุดมการณ์ของที่นี่” แอล-อัลลิค ครอมตัน หนึ่งในพ่อครัวหัวป่าก์ของ Friends & forest เล่าความรู้สึกที่ไม่คาดฝันว่าจะได้รับหลังจากมาที่นี่เพราะมิ้นชวนมา

“ชอบความเป็นธรรมชาติ เราเบื่อชีวิตในเมือง เบื่อรถติด เบื่อความอึดอัด แต่อยู่ที่นี่มันโปร่งสบายกว่า และชอบที่มีเพื่อนคุยแบบจริงใจ เช่น เวลาให้คำแนะนำกัน ทุกคนจะพูดแบบตรงไปตรงมาโดยไม่ต้องกลัวผิดใจกัน ซึ่งเราก็จะรู้ว่าเขาแนะนำเพื่อต่อยอด ไม่ใช่เพื่อตำหนิ” มด-นิติภูมิ สินธุสนธิชาติ เล่าถึงประสบการณ์การใช้ชีวิตที่นี่

“ผมว่าจุดเด่นอย่างหนึ่งของผู้คนที่นี่คือความเปิดกว้าง ไม่แบ่งแยก อย่างตัวเราเองก็อาจมีบางสิ่งที่ต่างจากกระแสหลัก ซึ่งหากไปอยู่ที่อื่นบางที่อาจรู้สึกแปลกแยก แต่ไม่ใช่กับที่นี่ เพราะที่นี่ความแตกต่างไม่ได้ถูกกีดกันออกไป” อาร์ม-ศิวา จันทรักษา หนึ่งในผู้ที่อยู่เบื้องหลังความเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงามของพื้นที่แห่งนี้ ยืนยันถึงจุดเด่นของที่นี่

“ที่นี่เป็นสถานที่ให้ผู้คนหลากหลายมาใช้เวลาร่วมกันโดยมีจุดร่วมบางอย่าง แม้จะมีความแตกต่างทางความคิด แต่ทุกคนก็ปรับตัวเข้าหากันได้ ทำให้เราได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการสื่อสารความคิดตัวเอง” ปลื้ม-ธรรมสรณ์ ศรีสวัสดิ์ หนุ่มนักศึกษาบอกเล่าเหตุผลที่ทำให้จากตอนแรกที่วางแผนจะอยู่แค่เดือนเดียว กลับอยู่ยาวจนกลายเป็นทีมงาน

“ผมอายุมากที่สุด ตอนแรกก็หนักใจว่าจะอยู่ได้ไหม แต่ก็มีกิจกรรมหลายอย่างที่ทำให้ผมได้เห็นถึงความคิดของคนรุ่นใหม่ ได้เห็นความตั้งใจของพวกเขาที่จะทำอะไรดี ๆ ก็ประทับใจสิ่งเหล่านี้” ณุ-พิษณุ สีอุดมธีรกุล เล่าถึงความรู้สึกของการมาที่นี่หลังจากหยุดธุรกิจส่วนตัวไปพักหนึ่งเพราะสถานการณ์โควิด-19

“เราชอบตรงที่มีต้นไม้เยอะและหลากหลายมาก แล้วก็ประทับใจผู้คน ทั้งอาสาที่มาและทีมงาน เราไม่ได้เรียนรู้แค่การทำบ้านดิน แต่ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันด้วย การมาอยู่ที่นี่ทำให้รู้สึกว่าเราใจเย็นลง และเปิดรับความคิดที่หลากหลายของคนมากขึ้น” ส้มโอ-วันทนีย์ จันทรมี หญิงสาวที่อยู่ที่นี่มาตั้งแต่เดือนมกราคมเล่าถึงความประทับใจและสิ่งที่ได้เรียนรู้

แม้ว่าเราจะนิยามตัวเองว่าเป็นมนุษย์ Introvert ที่มีโลกส่วนตัวสูงและสนิทกับคนยาก แต่ระยะเวลาเพียง 2 วัน 1 คืนที่เราได้มาเยือนที่นี่ เรากลับรู้สึกอบอุ่นและสนิทใจกับผู้คนที่นี่อย่างประหลาด มันเป็นความสบายใจเหมือนสายน้ำที่ไหลไปตามธรรมชาติ และมันก็เป็นจริงอย่างที่ป๊อบว่าไว้ – มุมเล็ก ๆ ที่สวยงามท่ามกลางโลกที่โหดร้ายยังมีอยู่จริง

ป๊อบ กิตติพงษ์  เปิด Friends & forest พื้นที่แห่งมิตรภาพ พักใจ เรียนรู้ และรักโลก ให้เราได้หลบภัยในโลกอันโหดร้าย

ภาพ : Friends & forest และ Jay Takachote

 

Writer & Photographer

เมธิรา เกษมสันต์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจ ‘Nature Toon การ์ตูนสื่อความหมายธรรมชาติ’ สนใจเรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ สรรพสัตว์ โลกใต้ทะเล และการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีผลงานหนังสือแล้ว 2 ชุด คือ ‘สายใยที่มองไม่เห็น’ และ ‘สายใยใต้สมุทร’

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load