ถัดจากตัวเมืองกว่า 30 กิโลเมตร มีสวนเล็ก ๆ ซ่อนตัวปะปนอยู่กับคันนาบ้านโคกกลาง ต.จระเข้ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น มองดูแล้วเหมือนพื้นที่ธรรมดา มีสีเขียว มีทุ่งหญ้า มีบ้านพักหลังเล็ก เหมือนสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไปที่หลับตาจิ้มยังได้ในสมัยนี้ 

แต่ถ้าบอกว่าที่นี่เริ่มต้นตั้งแต่ 7 ปีก่อน ในตอนที่กระแสคาเฟ่กลางคันนายังไม่น่าพิสมัย ในตอนที่ผู้คนยังนึกไม่ออกว่าขอนแก่นมีดีอะไร สวนแห่งนี้บุกเบิกกิจกรรมมากมายที่ทำให้แขกเมืองทั้งไทย-เทศมองเห็นคุณค่าของวิถีชนบท

จากผืนดินแห้งแล้งที่ซื้อมาเพราะความไม่รู้ สองพี่น้องเจ้าของสวน ผู้เรียกตัวเองว่าคนขอนแก่นชายขอบ ใช้ประสบการณ์จากการเติบโตในเมืองหลวง ผสมผสานกับความทรงจำของบ้านเกิดในวัยเยาว์ ปลุกปั้นที่ดินว่างเปล่าให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอาหารของจังหวัดได้สำเร็จ 

มาที่นี่ คุณจะไม่ได้แค่นั่งดื่มกาแฟอุ่นจากบาริสต้าเปื้อนยิ้ม กินกับข้าวดี ๆ จากสวนเกษตรปลูกเอง หรือหย่อนกายพักผ่อนในโฮมสเตย์อบอุ่น เพราะเอกลักษณ์ของมีกินฟาร์ม คือ กิจกรรมสร้างสรรค์ที่ทำให้ผู้คนได้สัมผัสวิถีชีวิตในชุมชน ทั้งชวนคุณออกไปสำรวจสวนป่า ลุยโคลนดำนา ทานอาหารจากวัตถุดิบพื้นถิ่น แม้กระทั่งการจัดทริปทัวร์ทั่วจังหวัดแบบถึงแก่น

สองสาวเปิดบ้านรอเล่าให้ฟัง ว่าอะไรคือเบื้องหลังความมหัศจรรย์ของพวกเธอ 

มีกินฟาร์ม สวนในฝันของสองพี่น้องกลับบ้าน ที่อยากทำให้ขอนแก่นเป็นเมืองท่องเที่ยว
มีกินฟาร์ม สวนในฝันของสองพี่น้องกลับบ้าน ที่อยากทำให้ขอนแก่นเป็นเมืองท่องเที่ยว

ฝันดี ฝันเด่น

“มีกินฟาร์มเกิดจากภาพความทรงจำวัยเด็กตอนอยู่กับตากับยาย​ สมัยนั้นเรายังได้เห็นว่าในน้ำมีปลา ​ในนามีข้าว​ มีกระท่อมปลายนา มีการปลูกผักสวนครัว​ บวกกับมีเพื่อนในแบบเรียน​อย่าง​ มานีมานะ ภาพจำเหล่านั้นกล่อมเกลาเราให้อยากมีบ้านสวนของตัวเองในสักวัน” เสียงของ ปู-จงรัก จารุพันธุ์งาม พี่สาวผู้ก่อตั้งมีกินฟาร์ม เล่าให้เราฟังเมื่อถามว่าอะไรคือจุดเริ่มต้นของสวนแห่งนี้

เธอชวนย้อนไปถึงวันวาน ที่เด็กหญิงปูยังคงติดสอยห้อยตามคุณตาคุณยายผู้มีอาชีพเกษตรกร ไปปลูกผัก เก็บของป่า ขึ้นภูเขาทำไร่เลื่อนลอย เด็กน้อยในวันนั้นชอบพักจักรยานไว้ใต้โคนต้นไม้ใหญ่ พอนึกย้อนกลับไป ปูคิดว่าเธอชอบเล่นคนเดียว ชอบอยู่กับธรรมชาติมาตั้งแต่จำความได้

พ่อแม่ของเธอทำงานก่อสร้าง ถัดจากทุ่งนากว้างของตายายคือการย้ายที่อยู่อาศัยตามงานของครอบครัวไปเรื่อย ๆ กว่าจะได้มีบ้านเป็นหลักแหล่งที่ขอนแก่นก็ตอนมัธยมต้น พ่วงมาด้วยการดูแลน้องอีก 2 คน ที่คนสุดท้องอายุห่างจากเธอเกือบ 12 ปี 

หลังผ่านการเรียนมัธยมโดยไม่มีคู่หู ปราศจากเพื่อนสนิทตัวติดกัน ปูเข้ามาศึกษาคณะรัฐศาสตร์และการปกครอง ม.ธรรมศาสตร์ ด้วยนิสัยทำงานกับใครก็ได้ ทั้งเด็กบ้านนอก ทั้งเด็กเมืองจากอีกชนชั้นของสังคม ปูกลายเป็นนักกิจกรรมที่มีเพื่อนเยอะ เธอจบมาลุยงานสายวิชาการอย่างจริงจัง กระทั่งตัดสินใจเก็บกระเป๋าไปใช้ชีวิตที่อังกฤษถึง 6 ปี เพื่อพบว่าแท้จริงแล้วเธออยากกลับบ้านมาสานฝัน

ร่วม 20 ปีที่ปูจากขอนแก่นมา แน่ล่ะเธอกลับมาพร้อมกับความเป็นอื่นในบ้านตัวเอง เว้นเสียแต่ความหลงใหลในการเกษตรที่มันอยู่ในเนื้อ ในตัว ในแก่น ต่อให้ใช้ชีวิตเป็นชนชั้นกลางในเมืองหลวงหรือประเทศอังกฤษก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เธอเชี่ยวชาญคือปูแผ้วถางสวนได้อย่างว่องไว

ตัดภาพมาที่น้องสาวคนเล็ก ยิ้ม-ปราณีต จารุพันธุ์งาม ผู้เล่าว่าความทรงจำในวัยเด็กของปูไม่มีเธออยู่เลย

“เราเป็นพี่น้องที่โตไม่ทันกัน เราอนุบาล พี่ปูไปเรียน ม.ปลาย ในเมืองแล้ว ตอนเราประถมพี่ปูเรียนธรรมศาสตร์ เราอยู่ ป.6 พี่เรียนจบ พอเราเข้าไปเรียน ม.ปลาย ในเมือง พี่เราไปเรียนเมืองนอก พอเราเข้ามหาลัย เขาก็ยังอยู่อังกฤษ ถึงเราตามไปก็ตามไม่เห็นฝุ่น”

กระนั้น ยิ้มก็ได้เข้าไปศึกษาที่กรุงเทพฯ ตามรอยพี่ ด้วยการเรียนสาขาภาพยนตร์ มหาลัยศิลปากร เพียงแต่หลังทำงานเขียนบทหนังได้ 3 ปี เธอยังคงรู้สึกเหมือนเด็กจบใหม่ที่ต้องเขียนเรื่องสมมติเป็นคนอื่น อ่อนประสบการณ์ และกลายเป็นคนอกหักจากวงการเขียนบทหนังไทยเพราะแพ้ภัยตัวเอง 

“เราเพิ่งมาเป็นโฮมซิกตอนอยู่กรุงเทพได้ 7 – 8 ปี มานั่งคิดดูคงเพราะตอนเรียนเรามีพี่ยุ้ย (พี่คนกลาง) อยู่กรุงเทพฯ แล้วเราก็อยู่ในคอนโดที่พี่ปูซื้อไว้ บรรยากาศมันคือบ้านของเรา เหมือนเรามีบ้านหลายหลัง

“พออกหักจากวงการ เรากลายเป็นคนว่างเปล่าเลย แต่สิ่งหนึ่งที่เรามี คือยังมีคนรอเราอยู่ที่บ้าน”

เส้นทางของพี่กับน้องมาบรรจบก็ตรงนี้ หากมานีมานะกล่อมเกลาให้พี่ปูอยากมีบ้านสวน นักเรียนฟิล์มอย่างพี่ยิ้มก็คงถูกสื่ออย่างรายการ พื้นที่ชีวิต หรือ เป็นอยู่คือ เชิญชวนให้อยากกลับบ้าน 

บ้านสวนหลังเล็กยังคงลอยล่องอยู่บนวิมาน ในฐานะมือเขียนบทที่ตอนเรียนมักรับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ สิ่งที่ยิ้มทำคือการวางแผนให้ไปถึงจุดนั้นอย่างรัดกุม

มีกินฟาร์ม สวนในฝันของสองพี่น้องกลับบ้าน ที่อยากทำให้ขอนแก่นเป็นเมืองท่องเที่ยว

กำปั้นทุบดิน

“เรากลับบ้านมาพร้อมกับความคิดที่จะเป็นแบบ Little Forest เลย ไปเรียนทำเค้กมาด้วย คิดเลยว่าอยากมาปลูกอะไร ๆ กี่แปลง วางแผนดีมาก ลงทุนด้วยเงินก้อนเล็กจากการเขียนบท สรุป แค่แปลงเรายังขุดไม่ลง พ่อมาขุดให้”

สองสาวหัวเราะร่วนเมื่อภาพในจินตนาการสวนทางกับความเป็นจริง หน้าที่ของคนลงมือปลูกจึงเป็นปูที่คุ้นเคยกับดินมาตั้งแต่เด็ก ยิ้มบอกว่าเรื่องราวหลังจากนี้จะคล้ายกับการผจญภัยของพวกเธอในเมืองดอกคูน 

“ใช้คำว่าเราเป็นคนขอนแก่นชายขอบ อยู่ห่างจากตัวเมือง 30 กิโล พ่อแม่ก็เป็นชาวบ้านธรรมดา การที่เรามีโอกาสเข้าไปศึกษาในเมือง เรากลับมาพร้อมกับวิธีคิดที่แตกต่างจากคนที่นี่

“เราเริ่มจากติดลบ ไม่มีพาวเวอร์ ไม่มีทุน ไม่มีความรู้ ไม่มีคอนเนกชัน แถมมีภาระทางการเงินจากธุรกิจก่อนหน้า

“ที่ตรงนี้คือที่ดินเปล่าซึ่งแห้งแล้งมาก ไม่มีต้นไม้เลย ถ้าเมื่อ 7 ปีที่แล้วเรามีความรู้เรื่องทำเลธุรกิจคงไม่ซื้อแปลงนี้ บวกกับธุรกิจเก่าก็อยู่ไม่ไกล ภาษาอีสานเรียกย่างลัดท่งได้ คือเดินลัดทุ่งนามาอีกนิดเดียวก็ถึงแปลงนี้แล้ว เราคิดว่าการทำสวนจะเป็นแค่งานอดิเรก เลยตั้งชื่อว่า ‘สวนเกษตรมีกิน’ ตั้งใจแค่ให้เป็นตู้กับข้าวของครอบครัว”

หลังปักชำกิ่งก้านลงในดิน เพื่อนกลุ่มแรกในขอนแก่นที่โชคชะตาพานให้พบคือกลุ่มคนทำ Community Space แห่งหนึ่ง เป็นร้านอาหารที่มีหนังสือขาย มีโซนสำหรับจัดกิจกรรมและแสดงงานศิลป์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สองพี่น้องอยากทำ 

“ด้วยคาแรกเตอร์ของเราที่เข้ากับใครก็ได้ บวกกับความสนใจส่วนตัว ก็พาเราไปรู้จักกับคนที่ทำกิจกรรมเพื่อสังคมในขอนแก่น แม้จะยังรู้สึกเป็นอื่นในบ้านตัวเอง อย่างน้อยเราก็ถูกกอดจากคนกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มนี้ แต่เราเองก็มีภาระ ทำงานเพื่อสังคมไม่ไหว สารภาพกับเพื่อนย้อนหลังเลยว่า เราให้ใครไม่ได้นะ ถ้าเราเองยังไม่แข็งแรง”

มิตรภาพที่เกิดขึ้น ทำให้ยิ้มมีโอกาสได้เป็นผู้จัดการร้านนั้น ส่วนปูก็ได้นำผลผลิตจากสวนเกษตรเริ่มสร้างมาทำเมนูเพื่อสุขภาพขายในร้าน ด้วยฝีมือทำอาหารที่แม่พร่ำสอน เป้าหมายที่เธอหวังไว้ไม่มากมาย เพียงต้องการให้ลูกค้ารู้จักเธอผ่านอาหาร เผื่อจะมีวันใดแวะเวียนมาที่สวนบ้างก็เท่านั้น

ปลาย พ.ศ. 2559 พื้นที่แห่งมิตรก็ปิดลงด้วยเหตุปัจจัย สองพี่น้องหันกลับมามองตู้กับข้าวของครอบครัวที่นับวันจะงอกเงยผลผลิตเต็มตะกร้า และคำว่า Mice City จากมิตรอีกคนหนึ่งก็ชี้ทางสว่างให้กับพวกเธอ

“นักท่องเที่ยวทั่วไปจะไปเที่ยวร้านกาแฟ ถ่ายรูปเล่น แต่กลุ่ม Mice คือผู้บริหาร เขาชอบไปเที่ยวชุมชน พี่ปูเลยได้ไอเดียว่าจะทำบ้านนอกขายให้คนกลุ่มนี้ นี่คือความคิดของคนไม่เคยทำธุรกิจ

“กระแสการท่องเที่ยว พ.ศ. 2560 ตอนนั้นใครจะมาทำเพิงขายกาแฟกลางทุ่ง ไม่มีหรอก โดยเฉพาะในขอนแก่น แต่เราไม่มีทุน หนึ่งแสนก็ไม่มี เปิดคาเฟ่ไม่ได้อยู่แล้ว เราอาศัยประสบการณ์ที่อยู่อังกฤษ ทำกับข้าวเป็น เริ่มจัดกิจกรรมในสวน”

มีกินฟาร์ม สวนในฝันของสองพี่น้องกลับบ้าน ที่อยากทำให้ขอนแก่นเป็นเมืองท่องเที่ยว
มีกินฟาร์ม สวนในฝันของสองพี่น้องกลับบ้าน ที่อยากทำให้ขอนแก่นเป็นเมืองท่องเที่ยว

จ้างร้อย เล่นล้าน

‘ลงทุ่งดำนาปิ้งปลาข้างคันแท’ คือกิจกรรมแรกของพวกเธอ ปูหยิบเอาความทรงจำจากอังกฤษมาปรับใช้กับคนไทย แบ่งพื้นที่นาคนละ 16 ตารางเมตร ให้ผู้ร่วมกิจกรรม 20 คนได้เป็นเจ้าของแปลงข้าว เธอคิดว่าถ้าเขาได้ลงมือดำนาเอง ในระยะเวลา 4 เดือนกว่าข้าวจะเติบโต คงต้องมีใครวนกลับมาดูบ้าง 

ไม่พ้นลงเอยเหมือนเคย คือไม่มีใครกลับมาเลยสักคน

แม้ผลลัพธ์จะไม่ได้ดังใจหวัง แต่สิ่งที่ตามมาคือการมีภาพออกไปว่าสวนเล็ก ๆ แห่งนี้มีกิจกรรมดำนา นั่งกินข้าวปิ้งปลาบนผืนเสื่อ นับเป็นครั้งแรกในจังหวัดขอนแก่นก็ว่าได้

เข้าตาอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ปูรู้จักโดยบังเอิญ คราวนี้จำนวนผู้เข้าร่วมไม่ใช่แค่หลักสิบ แต่เป็นนักศึกษานับร้อย ปูขยายกิจกรรมมากกว่าการดำนา แต่เธอดึงเอาหมอลำพื้นบ้านมาสร้างสีสัน ทำบายสีสู่ขวัญกันอย่างยิ่งใหญ่ ภาพที่ออกไปก็ยิ่งสวยงามกว่าครั้งก่อน

“แต่ความน่าสงสารของเราคือโถงนาก็ยังไม่มี ต้นไม้ในสวนก็ยังไม่โตมาก เราต้องไปเช่าเต็นท์คนในหมู่บ้าน ยืมเสื่อ ยืมลำโพงจากวัด จากที่ไม่มีอะไรเลยก็รับแขกเป็นร้อยคนได้ เพราะความเกื้อกูลกันตามแบบคนบ้านนอก”

เธอเริ่มรู้ว่าสวนมีกินมีศักยภาพมากพอจะรับแขกได้ อาจเพราะตัวตนของสองสาวบ้านนอกที่เล่าเรียนในเมืองหลวงนั้นสะท้อนออกมาทางรสนิยม บริษัทมีชื่อเสียงมากมายก็เริ่มติดต่อเข้ามาเป็นลูกค้า รวมถึงการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ภายหลังมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากในการเติบโตของพวกเธอ ต่อให้สายตาของเด็กเรียนหนังอย่างยิ้มจะมองดูเบรกดาวน์แล้วต้องแตกแน่นอนก็ตาม

“มีการติดต่อมาว่าอยากจัดการประชุมผู้อำนวยการ ททท. ภาคอีสานทั้งหมดประมาณ 30 คน ไม่ต้องมีอาหารกลางวัน แต่ให้จัด Heavy Break มีเวลาทำ 14 วัน เรารับเลย”

“ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่กล้ารับหรอก เพราะต้องสร้างอาคารในฤดูฝน ไม่รู้จะเสร็จทันไหม หญ้ามุงหลังคาก็ไม่ได้มีพร้อม เราคิดแค่ว่าโอกาสมาอยู่ข้างหน้า ถ้าไม่คว้า มันไปที่อื่นแน่นอน ซึ่งสุดท้ายงานนั้น หลังคามุงเสร็จครึ่งเดียว (หัวเราะ)”

ภายใต้โถงใหญ่ที่มุงด้วยหญ้าคากับผ้าใบ พวกเธอตีโจทย์ Heavy Break ออกมาได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ได้มีแค่ขนมนมเนย แต่กาแฟพร้อมเสิร์ฟตลอดเวลา มีข้าวเหนียวหมูทอดเป็นอาหารว่าง มีขนมหมกเตาถ่านที่ร้อนตลอดวัน พิเศษกว่านั้นคือพวกเธอมีสาโทหมักโดยคุณแม่เป็น Goodbye Drink 

ความสร้างสรรค์กลางทุ่งนาในครานั้น ส่งผลให้ ททท. เลือกสวนเกษตรมีกินให้เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Creative & Gastronomy Tourism) ในปีที่ภาคอีสานถูกจับตามอง ผืนดินนี้จึงถูกเหยียบย่ำไม่ขาดสายทั้งฝีเท้าของคนไทยและต่างชาติ 

พวกเธอผ่านการรับมือกับอุปสรรคมาเกือบทุกกระบวนท่า ออกไอเดียพลิกแพลง แก้ปัญหาเฉพาะหน้ามาแล้วก็หลายครั้ง แต่กลับกลายเป็นว่า คนนอกบ้านรู้จักสวนในฝันของเธอก่อนคนในขอนแก่นเองด้วยซ้ำไป

เป็นเหตุให้ทั้งคู่ตัดสินใจเปิดร้านอาหารและคาเฟ่เล็ก ๆ ที่ไม่เกินความสามารถ จาก ‘สวนเกษตรมีกิน’ ก็ถูกเปลี่ยนให้เป็น ‘มีกินฟาร์ม (MEKIN FARM)’ ใน พ.ศ. 2562 โดยมีแขกคนแรกชวนปาดเหงื่อคือผู้ว่าฯ ททท.

มีกินฟาร์ม สวนในฝันของสองพี่น้องกลับบ้าน ที่อยากทำให้ขอนแก่นเป็นเมืองท่องเที่ยว
คุยกับสองพี่น้องกลับบ้าน ผู้เนรมิตสวนจากฝันในวัยเยาว์ให้กลายเป็นแหล่งท่องท่องเที่ยวเชิงอาหารแถวหน้าของ จ.ขอนแก่น

เที่ยวถึงแก่น

ทำมาได้สักพัก สองพี่น้องก็ตระหนักได้ว่า มีกินฟาร์มที่เดียวคงไม่มีความน่าสนใจพอจะให้คนจองตั๋วเครื่องบิน ตีตั๋วรถทัวร์มาถึงขอนแก่น นักท่องเที่ยวควรมีตัวเลือกที่หลากหลาย มีรูทการเดินทางที่มาแล้วไม่เสียใจ ทั้งคู่ริเริ่มเชื่อมโยงชุมชนเข้ากับการท่องเที่ยว เพื่อตอบสนองทั้งกลุ่มคนทั่วไปและ Mice City 

บวกกับตอนนั้นปูเองก็สร้างสรรค์กิจกรรมแปลกแหวกแนวอย่าง Fine Dining ขึ้นมากลางทุ่ง ในโมงยามที่แทบไม่มีใครรู้จัก โดยให้เชฟชาวสิงคโปร์เพื่อนของเธอ เลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่น เช่น หอยทราย ดักแด้ มาปรุงรสเป็นอาหารจานเลิศ ได้รับเสียงตอบรับที่ดี นำไปสู่การคิดเส้นทางท่องเที่ยว Food Journey และขอนแก่น 2 วิถี จนมีผู้แนะนำให้พวกเธอไปจดทะเบียนเป็นธุรกิจนำเที่ยว

“มีกินฟาร์มในฐานะแหล่งท่องเที่ยวควรมีพันธมิตรที่เติบโตไปด้วยกัน ถ้าเราจะเติบโตก็ควรไปพร้อมกันทั้งชุมชน ร้านเค้ก คนทำงานคราฟต์ แม่ ๆ พ่อ ๆ ในชุมชน เราคนเดียวไม่พอสำหรับนักท่องเที่ยวหรอก”

หลังจากนั้นเพจ ‘เที่ยวถึงแก่น’ จึงเกิดขึ้น เพื่อเป็นอีกช่องทางในการนำเสนอโปรแกรมท่องเที่ยวขอนแก่น 2 วิถี คือ วิถีเมือง พาเที่ยวตามจุดเช็กอิน ร้านกาแฟ เหมาะกับสาย Cafe Hopping และวิถีชนบท พาขึ้นภูเขา เข้าป่า เดินตลาดนัด คัดสรรมาเป็นอย่างดีโดยคนแก่นนครที่อยากนำเสนอแง่มุมใหม่ซึ่งน้อยคนจะเคยเห็น 

“เราไม่ได้เติบโตในฐานะธุรกิจการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่มันมีส่วนช่วยพัฒนาเมืองในฐานะคนขอนแก่นชายขอบ โมเดลขอนแก่น Smart City มีอะไรออกมาชุมชนภายนอกบ้าง นี่คือสิ่งที่เราอยากให้เขาได้ประโยชน์ 

เป็นแพสชันส่วนตัวที่เราอยากทำเพื่อบ้านเกิด ไม่ใช่แค่หาเงินเข้ากระเป๋าแล้วใช้ชีวิตรอวันตาย แต่มันเป็นการให้อะไรกลับคืนสู่บ้าน สู่คนในชุมชนผ่านการจ้างงาน ซื้อวัตถุดิบของชาวบ้านที่อยู่รอบ ๆ คนในชุมชนมาทำงานกับเราแล้วมีรายได้ประจำ หลายคนชอบมองงานพวกนี้ว่าเป็นจิตอาสา แต่เรามองว่าท้องมันต้องอิ่ม เรื่องเงินต้องชัดเจน ซึ่งเหนื่อยนะกับการเอาพลังกายพลังใจไปทำงานที่ไม่ได้ตอบแทนเป็นเงินเสมอไป แถมต้องควักเนื้อ”

เป็นอีกครั้งที่พวกเธอเปิดตัวยิ่งใหญ่โดยไม่ตั้งใจ งานแรกของเที่ยวถึงแก่นคืออีเวนต์เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ของ Disaya Vacationist แบรนด์เสื้อผ้าชื่อดัง ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ Leica Camera Thailand มีเวลาเสกเพียง 10 วันเพื่อรองรับผู้เข้าร่วมจำนวน 60 คน จากสองสาวที่ชอบเล่นคนเดียว ไม่มีเพื่อนคู่คิด อาศัยความอัธยาสัยดีรวบรวมมิตรสหายมาตลอดชีวิต กลายเป็นคนที่มีเพื่อนทั่วจังหวัด จนดึงผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขาอาชีพมารวมตัวกันเพื่อสร้างงานนี้ให้เกิดขึ้นได้ พวกเธอบอกว่าเป็นเวทีแจ้งเกิดให้กับเพื่อนหลายคน ได้ให้คุณค่ากับงานดี ๆ ของทุก ๆ คนที่รู้จัก เพราะทั้งคู่เองเคยรับโอกาสดี ๆ เช่นนั้น และเชื่อว่าคนมีดีทุกคนควรอยู่ให้ถูกที่ กิจกรรมนี้จึงลุล่วงไปด้วยดีและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

คุยกับสองพี่น้องกลับบ้าน ผู้เนรมิตสวนจากฝันในวัยเยาว์ให้กลายเป็นแหล่งท่องท่องเที่ยวเชิงอาหารแถวหน้าของ จ.ขอนแก่น
คุยกับสองพี่น้องกลับบ้าน ผู้เนรมิตสวนจากฝันในวัยเยาว์ให้กลายเป็นแหล่งท่องท่องเที่ยวเชิงอาหารแถวหน้าของ จ.ขอนแก่น

บ้านหลังสุดท้าย

เวลาผ่านไปหลายสิบปี ในที่สุดเด็กหญิงปูก็ได้มีบ้านสวนสมใจ มีโฮมสเตย์หลังเดียวท่ามกลางสีเขียวขจีของแมกไม้ ที่บรรจงปลูกอย่างตั้งใจเพื่อไม่ให้เด็กหญิงปูในวัยเยาว์ต้องผิดหวัง และมันเปิดประตูรอรับแขกเสมอ

สองสาวอยากให้คนมาพักที่นี่ด้วยความรู้สึกเหมือนกลับบ้าน หรืออย่างน้อยก็เหมือนได้มาเยี่ยมบ้านเพื่อนสนิท เธอจัดแจงบรรยากาศให้ดูอบอุ่น มีหนังสือให้เลือกอ่าน มีชาให้ต้มดื่มเอง มีเจ้าของบ้านที่เทคแคร์เอาใจใส่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Living with ME Like My KIN คือดูแลทุกคนประดุจญาติ ไม่ว่าจะร้านอาหาร โฮมสเตย์ ทัวร์ท่องเที่ยว หรืออื่นใด เราจะเห็นรอยยิ้มกว้างของสองพี่น้องและเสียงหัวเราะกลั้วบทสนทนา

มองผิวเผิน เรื่องราวการผจญภัยก็ควรจะจบลงที่ตรงนี้ เป็นคนกลับบ้านที่กลับมาสานฝันตัวเองให้เป็นจริงจนน่าเอาเยี่ยงอย่าง แต่ผิดถนัด

“บางคนถามว่าทำไมเราไม่ขายคอร์สคนกลับบ้าน เราไม่กล้าบอกคนอื่นว่าเราอยู่ได้แล้วด้วยธุรกิจนี้ ไม่กล้าการันตี ไม่ขายฝัน เพราะเราก็เจ็บปวดกับความฝันมาเยอะ

“ถ้าคุณมีพื้นที่บ้านนอกของตัวเอง แล้วอยากกลับมาปลูกต้นไม้ ทำสวน เราสนับสนุนเต็มที่ แต่ถ้าบอกว่าจะออกจากงานมาทำธุรกิจแบบนี้ เราจะเป็นปางห้ามญาติทันที (หัวเราะ) 

“คุณมีทุนเยอะแค่ไหน มีเงินสำรองแค่ไหน มีแผนสองไหมถ้างานนี้ไม่เลี้ยงชีพ ต้นไม้มันรอเราได้นะ แต่ปากท้องมันไม่รอ ถ้าจะทำธุรกิจต้องคิดแบบธุรกิจ อย่าคิดแบบฝัน เรามีบ้านสวนในฝันได้ แต่ธุรกิจในฝันต้องค่อย ๆ คิด”

พวกเธอเองก็ใช้เวลานานพอสมควร กว่าจะปั้นสรรให้ที่ดินเคยแห้งแล้งเป็นสวนเกษตร ตอบโจทย์ความต้องการและหาเลี้ยงตัวเองได้ สิ่งที่ยากคือเธอไม่ได้มีเบาะรองหลังเมื่อล้มลง ไม่ได้ประกอบอาชีพอื่นเป็นรายได้เสริม พวกเธอคือมีกินฟาร์ม

แรกเริ่ม เงิน 2,000 – 3,000 บาทคือเงินหมุนรายวันสำหรับปู พี่สาวคนโตของครอบครัวที่เคยหาเงินต่อเดือนได้เยอะมาก ส่วนยิ้มเองก็ยอมรับว่าสำหรับคนอายุ 32 ถ้าไปจับงานวงการโฆษณาคงได้เงินมากกว่านี้ แต่เธอแลกมาด้วยการได้อยู่บ้าน ได้กินอาหารดี ๆ เป็นความสุขอีกรูปแบบหนึ่งที่ต้องวางแผนอย่างดีเพื่อให้เกิด ซึ่งกับสองพี่น้องคู่นี้ต้องเพิ่มความไว้เนื้อเชื่อใจเข้าไปอีก และผสมด้วยความผูกพัน

“เราพูดกันตลอดว่า ธุรกิจนี้ถ้าฉันเป็นลูกคนเดียวของพ่อแม่ มันคงไม่เกิดขึ้น หรือถ้ายิ้มไม่ยอมให้พี่เขาเป็นคนนำ มีกินฟาร์มมันจะไม่ใช่ฟาร์มในทุกวันนี้ ยิ้มต้องใช้ความพี่ปู ความมุทะลุ ความมุมานะของเขาว่าจะเป็นแบบนี้ให้ได้ พอเขามั่นใจ เราก็จะเป็นคนคิดว่าถ้าจะเป็นอย่างนั้น ต้องทำอะไรบ้าง

“การเติบโตของมีกินฟาร์มมันก็เป็นการเติบโตของยิ้มด้วย เราในวัย First Jobber ก็เป็นยิ้มศิลปากรที่ตั้งตัวเราไว้ใหญ่มาก พอกลับมาบ้านเราตัวลีบเล็ก แล้วก็ค่อย ๆ โตขึ้นผ่านการทำงาน ซึ่งเราแฮปปี้กับจุดนี้ของตัวเองมาก เราจะเป็นคนกลับบ้านที่ไม่กลับกรุงเทพฯ แน่นอน”

ฝั่งพี่สาว อธิบายเสริมให้เข้าใจว่าทำไมพวกเธอจึงเป็นส่วนเติมเต็มกันและกัน

“พี่ปูโชคดีที่ครอบครัวเชื่อมั่นในตัวเรา โดยเฉพาะยิ้ม เราห่างกับเขาเยอะ มันมีทั้งความเหมือนและไม่เหมือน เราเป็นคนมองกว้าง ยิ้มเขาจะมีความกลัวบางอย่าง เช่น งานใหญ่ ๆ ที่เราอยากเสี่ยง เขาก็จะคอยฉุดเรา พอเราทำธุรกิจมาสักพักก็จะรู้ว่าต้องรอบคอบมากขึ้น เหมือนพี่น้องที่เป็น Business Partner ที่เคารพความคิดเห็นกัน”

ทั้งคู่มองเห็นร่วมกันว่าทิศทางของมีกินฟาร์มก็คงจะดำเนินเช่นนี้ต่อไป ไม่ถึงกับโด่งดังเปรี้ยงปร้าง แต่มีลูกค้าแวะมาเยี่ยมเยือนไม่ขาดสาย เป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจให้ผู้คนกลับไปเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ จากสิ่งละอันพันละน้อยที่สอดแทรกอยู่ในทุกซอกมุมของสวนแห่งนี้ ปูกระซิบบอกว่านี่แหละคือความยั่งยืนของธุรกิจ เพราะการทำพื้นที่ให้ดี จะดึงดูดแต่คนดี ๆ เข้ามาหา

ไม่ต่างอะไรกับยิ้ม ผู้เคยตั้งอัตตาตัวเองไว้ใหญ่โต ยามมองไปยังพี่สาวท่ามกลางสวนหย่อมหญ้า เธอรู้สึกเหมือนดินผืนนี้เป็นขุมพลังวิเศษบางอย่างที่ทำให้พี่ปูมีความสุขเกินกว่าใคร

หลายคนอาจมีภาพความสุขคล้าย ๆ กัน ว่าอะไรจะดีมากไปกว่าการได้อยู่ในบ้านอบอุ่น รายล้อมด้วยธรรมชาติ แบบเดียวกับที่เคยฝันอยากมี แต่ยิ้มเชื่อว่ามีคนอีกจำนวนมากมองความสุขเป็นคนละภาพกับพี่ปู รวมถึงตัวเธอด้วย

“เราเคยมีภาพว่าถ้าอยู่ในบ้านสวนแบบนั้นเราต้องมีความสุขมากแน่เลย แต่ถ้ามันไม่ใช่ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร เรามีความสุขกับการได้ลองทำสิ่งใหม่ ๆ ได้เป็นแม่ครัว บาริสต้า ครูสอนทำขนม คนนำเที่ยว ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ที่เอื้อให้เราได้ทำอะไรหลาย ๆ อย่าง นั่นแหละเป็นความสุขของเรา”

พวกเธอหวังว่าคุณจะได้รับสิ่งเดียวกันนั้นเมื่อขับรถออกไป

คุยกับสองพี่น้องกลับบ้าน ผู้เนรมิตสวนจากฝันในวัยเยาว์ให้กลายเป็นแหล่งท่องท่องเที่ยวเชิงอาหารแถวหน้าของ จ.ขอนแก่น

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

24 มิถุนายน 2565
4.48 K

The Cloud x องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.)

ณ จังหวัดชื่อสั้นสุดในแดนอีสาน เสียงลือเสียงเล่าอ้างจากที่นี่ดังไกลไปถึงเมืองหลวงว่า เมืองเลยมีแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่แจ้งเกิดจากความอุตสาหะของผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง

ในอ้อมกอดของภูใหญ่ 2 ลูกอันเป็นที่มาของชื่อ ‘ตำบลภูหอ’ และ ‘อำเภอภูหลวง’ ทุ่งนาเขียวขจีและกอกล้วยดกครึ้ม เป็นเหมือนเพื่อนร่วมทางซึ่งติดตามเราไปทุกที่ หรือไม่ก็เจ้าถิ่นใจดีที่ช่วยนำทางเราไปสู่จุดหมายที่ซ่อนกายอยู่ท่ามกลางดอยดงหล่งลึกของตำบลนี้ หลังป้ายทำมือเขียนว่า ‘Banana Landคือที่ดินผืนใหญ่ที่ถูกแบ่งสรรเป็นที่ทอผ้า บ่อปลา แปลงนา ผลิตงานฝีมือ และฟางกองใหญ่ที่สุมกันในรูปปราสาทจำลอง เสียงหัวเราะและรอยยิ้มของชาวบ้านหนองบัว ตำบลภูหอ ที่มาร่วมแรงทำงานตามความถนัดของตนเองที่นี่ ล้วนเป็นมาตรวัดความสุขที่พวกเขาได้รับยามมาเยือนสถานที่เที่ยวเปิดใหม่

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง

บั้ม-ลักขณา แสนบุ่งค้อ ปรากฏตัวในชุดม่อฮ่อมย้อมคราม นุ่งผ้าขาวม้าทอเอง รวบผมสั้นมัดจุกง่าย ๆ ลุคเดียวกับที่เราเคยเห็นในทีวีเมื่อ 4 – 5 ปีก่อน ตอนเธอนำผลิตภัณฑ์กล้วยแปรรูปของอำเภอภูหลวง แปะฉลาก ‘Banana family’ ไปขายไอเดียถึงสตูดิโอรายการ Win Win WAR Thailand สุดยอดนักธุรกิจแบ่งปัน ซีซันแรก

วันนั้น Banana Land ของเธอเพิ่งตั้งไข่ในฐานะโมเดลพัฒนาด้านการท่องเที่ยวเพื่อชุมชน

วันนี้ โมเดลที่เคยคิดเพื่อตอบโจทย์ของรายการได้รับการสานต่อให้เป็นจริง ด้วยแรงใจและไฟฝันอันโชติช่วงของสาวเลย ผู้เรียกตัวเองว่า ‘คนบ้าพลัง’ และในวันที่ Banana Land ของบั้มก่อกำเนิดเป็นรูปเป็นร่าง เราอยากชวนเจ้าตัวมาเล่าย้อนถึงหลักกิโลเมตรแรกที่เธออุทิศตนเองเพื่อรอยยิ้มและรายได้ของคนในชุมชน เผื่อว่าผู้อ่านที่รักทุกท่านจะได้รับพลังบวก ๆ ไปจากผู้หญิงบ้าพลังคนนี้

จากภูหลวง

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana Land แห่ง อ.ภูหลวง

“ที่นี่คืออำเภอภูหลวง ภูยาว ๆ ที่เป็นสันเขาฝั่งกระโน้นคือชื่ออำเภอนี้ เป็นภูยาวที่กินพื้นที่ 3 อำเภอ ส่วนด้านหลังโน่นคือภูหอ ส่วนมากคนรู้จักชื่อ 2 ภูนี้ ภูหนึ่งคือชื่อตำบล อีกภูคือชื่ออำเภอ” บั้มวาดแผนที่กลางอากาศให้คนต่างถิ่นอย่างเราเข้าใจภูมิศาสตร์ของบ้านเกิดเธอในไม่กี่ประโยค

“บ้านบั้มอยู่ที่นี่ เป็นที่ดินของบรรพบุรุษ ตาทวดให้ยาย ยายยกให้แม่ แล้วส่งต่อมาถึงรุ่นบั้ม” เจ้าบ้านตีวงให้แคบลงมาถึงแค่ผืนดินเขียวขจีที่พวกเรายืนอยู่

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana Land แห่ง อ.ภูหลวง

ทุกถ้อยกระทงความที่บั้มกล่าวถึงอำเภอภูหลวงที่ตระกูลเธอหยั่งรากอาศัยมาหลายชั่วอายุคน เปี่ยมด้วยความรักใคร่อย่างที่ใครฟังก็รู้สึกได้ แต่เพื่อความก้าวหน้าของการงานอาชีพ หญิงสาวชาวภูหลวงคนนี้จึงจำจากบ้านเกิดในชนบทไปยังเมืองฟ้าอมร เพื่อโอกาสทางการศึกษาที่เปิดกว้างกว่า

บั้มเรียนจบปริญญาตรีคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ทั้งที่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ก่อนจะได้รับทุน IFP Thailand ไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่ AIT (Asian Institute of Technology) โดยสาขาที่เลือกเรียนในตอนนั้นคือ วิชาความเสมอภาคระหว่างหญิงและชาย หากแต่วิชาที่กำหนดเส้นทางอนาคตของเธอกลับไม่ใช่วิชาที่เลือกโดยจำเพาะ แต่เป็นวิชาบังคับสำหรับนักศึกษาที่ได้รับทุนทุกคน

คืนภูหลวง

“พ.ศ. 2557 บั้มไปเรียน SE (ธุรกิจเพื่อสังคม) ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ทีมอาจารย์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ยกชุดไปสอนพวกเรา เพราะเด็กทุนทุกคนต้องเรียนเรื่องนี้ ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่า SE คืออะไร รู้แต่ว่าต่างประเทศเขาเน้นเรื่องธุรกิจเพื่อสังคมกันมานานมาก แต่ประเทศไทยไม่มีเลย มีแต่ทำบริษัทใหญ่โต รวยแล้วค่อยแบ่งไปทำ CSR (ความรับผิดชอบต่อสังคม) ซึ่งมันต่างจาก SE มาก”

อาจกล่าวได้ว่า นี่คือวิชาที่ปลุกวิญญาณนักพัฒนาในตัวบั้มอีกขั้นหนึ่ง ก่อนหน้านี้เธออาจเคยเป็นมือข้างหนึ่งที่ร่วมด้วยช่วยกันในกิจกรรมยกระดับความเป็นอยู่ของคนในบ้านเกิดมาแล้ว แต่เรื่องธุรกิจการค้ายังไม่เคยปรากฏในหัวคิดเช่นครั้งนี้

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana Land แห่ง อ.ภูหลวง
ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana Land แห่ง อ.ภูหลวง

“เราได้โจทย์มาว่า ถ้ากลับมาที่ชุมชนของเรา เราจะทำธุรกิจเพื่อสังคมอะไรได้บ้าง” สาวเลยร่างเล็กเอ่ยด้วยดวงตาฉายแววครุ่นคิด “ก่อนหน้านี้พวกเราไม่เคยขายของ เคยแต่ทำงานอาสา ทำกลุ่มเยาวชนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2550 ชื่อ ‘ชวนน้องออมถวายพ่อหลวง’ ชวนกันออมเงิน ออมบ้าน ออมเด็ก ออมเวลา อันสุดท้ายนี้หมายถึงใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เลยชักชวนกันมาทำ SE”

Banana family

โจทย์ที่ได้จากห้องเรียนธุรกิจเพื่อสังคมทำให้บั้มครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพบทางสว่างเมื่อเธอสำรวจพื้นที่บ้านเกิดจนทั่ว แล้วพบว่าของดีประจำถิ่นคือ ‘ต้นกล้วย’ เธอชักชวนชาวบ้านละแวกใกล้เคียงมาแปรรูปกล้วยที่ปลูกในชุมชนเป็นขนมกล้วย ได้แก่ Banana Stick และ Banana Snack

เริ่มจากกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เคยร่วมงานกันในฐานะสมาชิกกลุ่มชวนน้องออมถวายพ่อหลวง รูปที่ใช้ออกแบบโลโก้บนหีบห่อ ก็ได้แบบจากใบหน้ารุ่นน้องที่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าฝ่ายผลิต

“ตอนแรกเราจะทำรูปภูหอ แต่ตอนนั้นภูหอยังไม่ดัง ไปเสนออาจารย์แล้ว อาจารย์ก็แย้งว่าเห็นรูปภูหอแล้วใครจะรู้ว่าขายกล้วย ตอนนั้นก็เหมือนจะเรียนเรื่องทำแผนธุรกิจอยู่ค่ะ แก้ไขกันมานานพอสมควรกว่าจะได้โลโก้นี้ เราคิดกันว่าสัญลักษณ์ประจำตัวเด็กอีสานอย่างเรา ๆ มันคืออะไรนะ

“โหนกแก้มใหญ่ กรามเยอะ ตาน้อย ๆ ใช่ไหม ก็เลยออกมาเป็นรูปการ์ตูนประมาณนี้”

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana Land แห่ง อ.ภูหลวง

บั้มและผองเพื่อนเยาวชนตั้งชื่อแบรนด์ให้ขนมกล้วย ๆ ทั้งหมดของพวกตนว่า Banana family มีเมนูชูโรงคือ ‘กล้วยเส้น’ ที่สร้างรายได้แก่ชุมชนอย่างเห็นผลจริง จึงเป็นแรงผลักดันให้เธอเพิ่มรสและกลิ่นใหม่ ๆ อย่างปาปริก้า สาหร่าย และบาร์บีคิว ก่อนที่ตรา Banana family จะขยายผลไปสู่ผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบอื่น ๆ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องผลิตเองและปลอดสารพิษ

“SE สอนให้เราเลือกคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ผลกำไรต้องแบ่งปันได้ตั้งแต่ต้นน้ำ ผู้ผลิตวัตถุดิบต้องได้กำไรด้วยตั้งแต่แรก ซื้อของโดยไม่กดราคา คัดคุณภาพเพื่อการผลิตที่ดี กลางน้ำคือการผลิตที่ดี มีการผลิตที่ดีมั้ย ไม่ใช่ตะบี้ตะบันทำงาน แล้วของจะมีคุณภาพได้ยังไงถ้าคนที่ทำยังไม่ดี สุดท้ายปลายน้ำก็คือผู้บริโภค ถ้าเราเริ่มต้นมาดีทั้ง 2 อย่าง การส่งมอบของต่าง ๆ ก็จะดีไปด้วย นี่คือสิ่งที่ SE บ่มเพาะเรา เลยทำให้สินค้ามีคุณภาพดี มีมาตรฐานส่งออก GMP Codex ทุกอย่าง”

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง

ถ้าถามว่าสินค้าตรา Banana family มีคุณภาพดีสมคำร่ำลือหรือไม่ เราขอตอบด้วยผลงานว่าเพียง 1 ปีที่ขนมขบเคี้ยวจากกล้วยของบั้มเริ่มวางจำหน่าย องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ก็เลือก Banana family เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการท่องเที่ยวในอำเภอภูหลวง และทุกคราวที่บั้มเปิดไลฟ์ขายของ ลูกค้าจากทั่วสารทิศก็พร้อมใจเข้ามาชมและสั่งสินค้ากันใหญ่

Banana Land

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง

Banana family ออกจำหน่ายอยู่ 4 ปี บั้มก็รู้สึกว่าสายป่านที่ใช้หล่อเลี้ยงธุรกิจกล้วยเส้นของเธอเริ่มจะสั้นเกินไปเสียแล้ว เพื่อหาเงินทุนมาต่อยอดทำบรรจุภัณฑ์และเครื่องจักรบางอย่าง เธอจึงตัดสินใจนำแบรนด์ Banana family ไปท้าประลองในรายการ Win Win WAR Thailand สุดยอดนักธุรกิจแบ่งปัน ด้วยความมุ่งหวังที่พกพาจากเมืองเลยว่า จะนำเงินรางวัลกลับไปเพื่อการนั้น

“เรามีความคิดว่าอยากทำ Banana Land อยู่แล้ว แต่กะว่าจะขยาย Banana family ก่อน ค่อยเอาเงินมาทำบ้านตัวเองเป็น Banana Land ต่อ เราลงแข่งรายการนี้เพราะมันเกี่ยวกับธุรกิจเพื่อสังคมโดยตรง ไปเจอ โค้ชเจ-เจรมัย พิทักษ์วงศ์ แกเป็นโค้ชส่วนตัวของเรา แกก็โยนคำถามมาคำถามหนึ่งว่า ‘บั้มอยากให้หมู่บ้านของบั้มกลายเป็นหมู่บ้านอุตสาหกรรมเหรอ’ ไม่เคยมีใครถามเราแบบนี้”

ครั้งนั้น โค้ชเจเสนอแนะกับบั้มว่า แทนที่จะมองหาเครื่องจักรชุดใหม่และอะไรอีกหลายขั้น คงจะสบายกับเธอมากกว่า หากเธอสร้าง Banana Land ทันทีโดยไม่ต้องหมายน้ำบ่อหน้า

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง
ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง

ด้วยคำแนะนำของกุนซือผู้มองการณ์ไกล บั้มได้เสนอแนวคิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศเพื่อชุมชน Banana Land ต่อรายการ Win Win WAR Thailand สุดยอดนักธุรกิจแบ่งปัน เรียกเสียงปรบมือและคะแนนความนิยมกึกก้อง แม้ไม่อาจคว้ารางวัลชนะเลิศกลับมาได้ แต่การติดอันดับ 1 ใน 5 สุดยอดธุรกิจ ก็ไม่ทำให้การเข้ากรุงต้องเสียเปล่า เนื่องจากเงินรางวัลที่เธอได้รับจากการเข้ารอบสุดท้าย มากเพียงพอสำหรับการพลิกฟื้นที่ดิน 8 ไร่อันตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะของคนบ้านใกล้เรือนเคียง

เครือกล้วยใน Banana Land ยังเป็นสายพานสำคัญที่ป้อนผลผลิตสู่โรงงาน Banana family แต่ ‘ดินแดนกล้วย ๆ’ แห่งนี้หาได้มีแค่กล้วยเหมือนในชื่อ เพราะที่นี่คือแหล่งท่องเที่ยวชุมชนผสมเครือข่ายชาวบ้าน เปิดโอกาสให้คนในและคนนอกมาพบปะและเรียนรู้ซึ่งกันและกันผ่านกิจกรรม พร้อมแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ อาทิ สปาเท้า เตียงแคร่ งานแฮนด์เมด อีโคพรินต์ ทอผ้า อาหารพื้นบ้าน เลี้ยงกุ้งหอยปูปลา ร้านกาแฟ นาข้าว รวมถึงปราสาทฟางหลังใหญ่ที่กำลังจะเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของตำบลภูหอและอำเภอภูหลวงในไม่ช้านี้ ทั้งหมดทั้งมวลนี้วางอยู่บนแนวคิด ‘อนุรักษ์ เชื่อมความสัมพันธ์ และแบ่งปัน’

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น บานาน่าแลนด์ แห่ง อ.ภูหลวง

อนุรักษ์

“การอนุรักษ์ เราทำเรื่องสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่พวกเราทำเรื่อง 4 ออม หลังจากนั้นเราเห็นชุมชนเราเผาฟาง เราก็มาคุยกับเด็ก ๆ ว่าเราจะทำยังไงไม่ให้ชุมชนเผาฟาง เด็ก ๆ อยากได้สวนสนุก ก็เลยสร้างปราสาทฟางขึ้นมา เราไม่ได้บอกเขาว่า ห้ามเผานะ แต่เราจะดึงเขามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาด้วยกัน”

ผู้ใหญ่บางคนอาจติว่าความคิดดังกล่าวฟังดูเหมือนคบเด็กสร้างบ้าน แต่ถึงไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าปราสาทฟางของบั้มช่วยลดการเผาฟางข้าวหลังฤดูเก็บเกี่ยวได้มากราว 60 – 100 ตัน หรือคิดเป็นประมาณ 1,000 ไร่ ทั้งยังเป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้านรุ่นเยาว์ทุกผู้ทุกนาม

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana family แห่ง อ.ภูหลวง

เชื่อมความสัมพันธ์

ปัญหาอีกประการหนึ่งที่ทุกชุมชนต้องประสบเหมือน ๆ กันคือเรื่องช่องว่างระหว่างวัย ที่คนวัยไม้ใกล้ฝั่งกับลูกหลานวัยเด็กมักคิดเห็นขัดแย้ง แม้กายอยู่ใกล้ แต่ใจกลับอยู่ห่างราวกับต่างมีโลกของตัวเอง

เรื่องนี้บั้มมีวิธีคลายปัญหาด้วยการเชื่อมความสัมพันธ์แบบกล้วย ๆ ว่า “จะเด็ก วัยรุ่น หรือผู้สูงอายุ เราทำงานร่วมกันได้ด้วยการท่องเที่ยว ก่อนหน้านี้วัยรุ่นกับผู้เฒ่าไม่คุยกัน พอเราให้พวกเขามาคุยกัน เฮ้ย ก็เข้ากันได้นะ วัยรุ่นก็ถามเขาหน่อยว่าผู้เฒ่าผู้สูงอายุคิดยังไง ผู้สูงอายุก็ถามวัยรุ่นหน่อยว่าเด็ก ๆ คิดยังไง เสร็จแล้วก็กลับมาคุยกันเอง เล่าสู่กันฟังว่าสิ่งที่เราเรียนรู้คืออะไร แล้วให้มาเจอกันครึ่งทาง”

การพัฒนาบ้านเกิดด้วยแนวคิด ‘อนุรักษ์ เชื่อมความสัมพันธ์ และแบ่งปัน’ สู่ Banana family และ Banana Land จังหวัดเลย

ตัวอย่างการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนหลากวัยที่เห็นชัดที่สุด คือ ภาพวาดที่บั้มภูมิใจนำเสนอแขกผู้มาเยือนที่ปราสาทฟาง บางรูปวาดโดยเด็ก บางรูปวาดโดยคนชรา และมีบางรูปที่เธอให้คน 2 กลุ่มวาดบนผืนกระดาษแผ่นเดียวกันจากมุมมองที่แตกต่างกัน ผลที่ได้รับคือจิตรกรรมอันงดงามตามคติที่ว่า ‘ศิลปะไม่มีถูกไม่มีผิด’

แบ่งปัน

แบ่งปันในความหมายของบั้ม คือ การมอบให้คนนอกที่แวะมาเยี่ยมเยือน Banana Land ของเธอได้ตักตวงความสุขและประสบการณ์ดี ๆ ไปจากคนพื้นถิ่นอำเภอภูหลวง

“คำว่าแบ่งปัน ก็คือให้นักท่องเที่ยวมารับอากาศดี ๆ ทานอาหารพื้นบ้านที่เราปลูก ที่เราทำ ได้มาใช้ผ้าห่ม ซื้อของที่ทำในชุมชน ที่นี่ไม่ได้ทำการท่องเที่ยวแบบเชิงธุรกิจจ๋า เพราะเราไม่ได้เปิดทั้งปี เราอยากแบ่งปันหน้าฝน ฉันก็จะบอกว่าฉันเปิดแค่หน้าฝน หน้าแล้งพวกคุณอย่ามา ถ้ามาจะไม่เห็นอะไรเลย สมมติว่าช่วงนี้มาแล้วไม่เห็นอะไร ก็เพราะฉันไม่ได้ทำอะไร คุณมาผิดช่วง

“เหมือนกับข้างนอกเขามาเติมเต็มเรา เราก็เติมเต็มข้างนอก ส่วนมากที่ข้างนอกเขามาเติมเต็มเรา คือการให้ไอเดียเรา เขาชอบนะ เขาเหมือนเห็นเราเป็นคนในครอบครัว อย่างบางคนที่ซื้อสินค้าเรา ปีที่แล้วซื้อแล้ว ปีนี้ก็ซื้อซ้ำอีก เหมือนเขาเอ็นดูเรา อยากมาแชร์กับเรา”

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana family แห่ง อ.ภูหลวง

คงป่วยการเปล่าหากเราจะถามบั้มว่ารู้สึกอย่างไรในสิ่งที่เธอทำอยู่ทุกวันนี้ ในเมื่อยิ้มชื่นบานตามติดใบหน้าคล้ำแดดของเธอไปตลอดทางที่นำเราเที่ยว

“เป็นคนบ้าพลัง มีงานทุกวัน ไม่เคยมีวันหยุด” อะไรจะยืนยันคำอวดอ้างนี้ได้ดีเท่ากระดานข้างฝาบ้าน ที่บั้มและทีมงานผู้ช่วยของเธอพากันลงหมึกปากกาจดคิวงานจนแน่นไปทั้งแถบ

“เรารู้สึกว่ารอยยิ้มที่เราได้จากชุมชนที่ยิ้มกลับมาให้เรา หลายคนบอกว่า “บั้ม ทำไมเราไม่เจอกันให้นานกว่านี้ หรือ ทำไมบั้มไม่เกิดตั้งนานแล้ว” เหมือนเราพาเขามาทำงานกลุ่มแล้วเขาประสบความสำเร็จ มีรายได้ที่มั่นคง ทำให้เรารู้สึกว่ารอยยิ้มของคนในชุมชนที่พวกเขายิ้มได้จากการมีรายได้ จากการที่ไม่ต้องออกไปนอกเมือง มันคือรอยยิ้มของเราด้วยเหมือนกัน”

ถึงยามอำลาจากภูหลวง ภูหอ รวมทั้งเจ้าของแบรนด์สินค้ากับแหล่งท่องเที่ยวที่ชื่อ ‘บั้ม’

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พลังอันเหลือล้นของเธอจะถ่ายทอดไปยังหัวใจดวงน้อย ๆ ของเยาวชนทุกคน เพื่อให้มวลธาตุแห่งความคิดบวกคงอยู่คู่บ้านเกิดของเธอไปอีกนานเท่านาน

ลักขณา แสนบุ่งค้อ สาวเลยผู้พัฒนาบ้านเกิดด้วยกล้วยในชุมชน เป็น Banana family แห่ง อ.ภูหลวง

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load