15 กุมภาพันธ์ 2565
4 K

ภาพจำของสิงคโปร์ที่คนส่วนใหญ่รับรู้อาจจะเป็นเมืองหรูหรา เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องที่มีแสงสีสว่างไสวไปทั่วในยามค่ำคืน ซึ่งไม่แปลกที่เป็นแบบนั้น เพราะเมื่อเรานึกสิงคโปร์ ภาพของสถาปัตยกรรมใหม่อย่าง Marina Bay Sands หรือ Gardens By the Bay จะต้องผุดขึ้นมาเป็นที่แรก ๆ (ขนาดในหนังดังอย่าง Crazy Rich Asians ก็ยังถ่ายซ้ำไปซ้ำมาตั้งหลายครั้ง!) แต่รู้หรือไม่คะว่า สิงคโปร์เป็นหนึ่งในเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวมากที่สุดในโลกเลยนะ และความมุ่งหมายที่อยากจะให้สิงคโปร์เป็นเมืองที่อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาตินั้นมีมานานแล้วค่ะ

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน

ขอเล่าย้อนไปในปี 1967 ลี กวนยู นายกรัฐมนตรีคนแรกของสาธารณรัฐสิงคโปร์ได้ประกาศแผนว่า จะทำให้สิงคโปร์เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้นานาพันธุ์ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนประเทศเล็ก ๆ ที่เคยเต็มไปด้วยขยะและมลภาวะไปสู่พื้นที่สีเขียวและมีโมเดลการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่านมาแล้ว 55 ปี สิงคโปร์ยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างเมืองให้เป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติ ก่อนหน้านี้ใครที่บินมาสิงคโปร์โดยสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ส อาจจะเคยได้ยินพนักงานประกาศต้อนรับนักท่องเที่ยวว่า “Welcome to the Garden City” และไม่นานมานี้เอง สิงคโปร์ก็ได้ปรับมิชชั่นใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิม ด้วยการมุ่งหน้านำไปสู่เป้าหมายการเป็นเมืองท่ามกลางธรรมชาติ หรือ City in Nature ค่ะ

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ระหว่างที่เกิดวิกฤตการณ์โรคระบาดครั้งใหญ่ หลายคนถามเราว่าอยู่สิงคโปร์ไม่เบื่อเหรอ ประเทศเล็กนิดเดียว แต่จริง ๆ แล้วช่วงที่เราออกไปนอกประเทศไม่ได้นี่แหละ เป็นการเปิดโอกาสให้เราได้ออกไปเปิดหูเปิดตา หาอะไรทำในเกาะน้อยแห่งนี้มากขึ้น หนึ่งอย่างที่ทำให้เราไม่เบื่อและตั้งหน้าตั้งตาหาที่ใหม่ ๆ ในการไปเกือบทุกอาทิตย์ คือการนัดกับเพื่อนเพื่อออกไปเดินหรือปั่นจักรยานในสวน ซึ่งถ้าไม่ลองค้นหาดู เราอาจจะไม่รู้เลยว่าสิงคโปร์มีสวนที่เต็มไปด้วยต้นไม้และแหล่งธรรมชาติขนาดใหญ่เยอะมาก ๆ แถมแต่ละสวนก็ยังมีเส้นทางเดินที่เชื่อมต่อกันทุกสวนทั่วเกาะ มีความยาวกว่า 300 กิโลเมตร เรียกว่า Park Connector Network (PCN) เราเริ่มเดินจากสวนแรกไปยังอีกหลาย ๆ สวน เดินไปเดินมาเหมือนเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งว่าเราจะต้องเก็บแต้มให้ครบทุกสวน 

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน

นอกจากสวนแล้ว บนเส้นทาง PCN ก็ยังเชื่อมต่อให้เราเดินทางไปถึง Mandai Wildlife Reserve ซึ่งกำลังถูกพัฒนาให้เป็นเมืองใหม่ที่รวมเขตอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ป่าขนาดใหญ่ 5 แห่ง คือ Singapore Zoo, River Wonders (เมื่อก่อนชื่อว่า River Safari), Night Safari, Bird Paradise (เดิมชื่อ Jurong Bird Park ที่จะย้ายมาจากเขต Jurong มาอยู่ที่นี่ โดยวางแผนเปิดให้บริการปี 2022) และ Rainforest Wild Park (วางแผนเปิดให้บริการปี 2024)

รวมถึงเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ อ่างเก็บน้ำ และที่พักแนวอนุรักษ์ที่กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่มาไว้ที่นี่ด้วย โครงการนี้นับได้ว่าเป็นโครงการที่จะนำทางไปให้เราศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติและสัตว์ป่าได้ครบจบในที่เดียวเลย

เมื่อมองไปยังอนาคตอันใกล้แล้ว เขต Mandai นี้ จะกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญและมีเอกลักษณ์มากสำหรับคนที่ต้องการสัมผัสชีวิตสัตว์ป่าหายาก นี่ก็เป็นหนึ่งในภารกิจหลักของหน่วยงานที่ริเริ่มโครงการนี้ นั่นคือการอนุรักษ์และปกป้องสายพันธุ์สัตว์ที่หลากหลาย และทุ่มเทให้กับการอนุรักษ์โลกไปพร้อมกัน โดยมุ่งหวังนำความมหัศจรรย์ของธรรมชาติกลับมาเพื่อคนรุ่นเราและคนรุ่นหลัง ให้ได้สัมผัสและมีส่วนร่วมไปกับธรรมชาติได้ง่ายดายขึ้น 

ซึ่งโครงการที่ว่าก็มุ่งหวังจะทำให้ย่านนี้ไปถึงจุดหมาย โดยมีโครงการฟื้นฟู Mandai (The Mandai Rejuvenation Project) ขึ้นมา เป็นโครงการที่เริ่มพัฒนาบนที่ดินที่เคยเป็นหมู่บ้าน ฟาร์ม อดีตสวนกล้วยไม้ Mandai ตลอดจนสวนสัตว์ที่มีอยู่เดิม และการวางแผนพัฒนานี้ก็ไม่ได้ทำไปอย่างงั้น แต่ว่าจริงจังมาก ๆ และคิดวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อส่งผลกระทบต่อพืชพันธุ์และสัตว์ต่าง ๆ ที่มีอยู่เดิมในพื้นที่ให้น้อยที่สุด เช่น สร้างสะพานเชื่อมต่อแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ในพื้นที่ และให้การเดินทางนั้นปลอดภัยต่อตัวเราเองและธรรมชาติ

รวมถึงการติดป้ายที่ต้นไม้ในบริเวณนี้ เพื่อบอกรายละเอียดสายพันธุ์ สุขภาพ ขนาด และสถานะของการอนุรักษ์ เพื่อสร้างที่อยู่อาศัยสีเขียวที่เอื้อต่อสัตว์ป่าในท้องถิ่น ต้นไม้ และพืชพื้นเมืองที่ได้รับการดูแลอย่างดี จะถูกปลูกไว้เป็นส่วนหนึ่งของบริเวณนี้ ในขณะที่ชนิดพันธุ์และวัชพืชรุกรานจะถูกกำจัดออก

ถึงแม้ว่าสวนหลาย ๆ แห่งจะยังสร้างหรือย้ายมาไม่เสร็จ แต่ตอนนี้เราเข้าไปเดินสัมผัสบรรยากาศพื้นที่สีเขียวและแหล่งรวมสัตว์ป่านานาชนิดได้ ที่ Mandai Wildlife Reserve เราใช้เวลาทั้งหมด 1 วันเต็ม (เช้ายันเย็น) กับการเดินเที่ยวใน 3 สวนสัตว์หลักที่เปิดให้บริการ

ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์และความประทับใจที่เราอยากเล่าให้ทุก ๆ คนฟังค่ะ

Singapore Zoo 
แหล่งรวมสัตว์ป่าจากทั่วโลกที่มาอยู่ร่วมกันในสวนสวย

เราเริ่มต้นวันด้วยการไปเที่ยวชมสวนสัตว์สิงคโปร์ (Singapore Zoo) เป็นสวนสัตว์ขนาดใหญ่ที่รวมสัตว์ป่าหายากไว้กว่า 300 สายพันธุ์ ความประทับใจแรกที่ได้จากการเดินไปถึงที่สวนสัตว์แห่งนี้คือ ที่นี่เป็นสวนสัตว์ที่ใหญ่มาก ๆ ถ้าเดินช้า ๆ ดูทั้งวันก็ไม่จบ บริเวณสวนสัตว์ก็เต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ทั่วทั้งสวน ให้ความรู้สึกร่มรื่น ใครที่เคยมาสิงคโปร์คงพอจะรู้กันว่าอากาศที่นี่ร้อนมาก ๆ แต่ด้วยร่มเงาของต้นไม้ใหญ่กลับทำให้เรารู้สึกว่าอากาศไม่ได้ร้อนในระดับที่บ่อนทำลายผิวกายเราได้ (แต่ความเหนียวเหนอะหนะเนื่องจากความร้อนชื้นนี่คงแก้ไม่ได้จริง ๆ) 

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน

เรามาเดินที่นี่เหมือนได้ไปเดินอยู่ในป่าขนาดย่อม ๆ ส่วนของการแสดงสัตว์ เรารู้สึกว่าเขาออกแบบกิจกรรมและสร้างสรรค์มาให้เราได้ใกล้ชิดกับสรรพสัตว์มาก ๆ สัตว์แต่ละประเภทจะมีโซนการละเล่นของตัวเอง ที่ทางสวนสัตว์จัดให้เหมาะกับธรรมชาติของสัตว์ชนิดนั้น ๆ และเราแทบไม่เห็นสัตว์ที่อยู่ในกรงเลย การมาดูสัตว์ที่นี่บางทีอาจจะต้องใช้ดวงและจังหวะสักหน่อย เพราะสัตว์แต่ละตัวก็ฟรีสไตล์มาก บางทีก็เห็น บางทีก็อาจจะไม่เห็น

จริง ๆ ถ้ามีเวลา เราแนะนำให้เดินให้ทั่วทั้งสวน เพราะแต่ละจุดต่างมีจุดเด่นที่น่าสนใจคนละแบบ สำหรับคนที่ไม่มีเวลา เราขอแนะนำไฮไลต์ที่ห้ามพลาด (ถ้าไปแล้วน้องไม่โผล่ออกมาให้เห็นก็ต้องนั่งรอเลยแหละ)

  • Orangutan Exhibit จุดจัดแสดงโชว์ลิงอุรังอุตังที่มีอยู่ 2 จุดใกล้ ๆ กัน จุดแรกจะเป็นโซนปีนป่ายของลิงรุ่นเล็ก ทางสวนสัตว์จัดของเล่นและเครื่องอำนวยความสะดวกให้น้องปีนได้อย่างเต็มที่ จุดที่สองจะเป็นโซนตู้กระจก จุดนี้ไม่อยากให้พลาด เพราะในตู้จะมีลิงอุรังอุตังรุ่นลุงตัวใหญ่ (ใหญ่มากกกก) ที่เดินเข้ามาใกล้ชิดกับเราแบบประชิดเพียงแค่กระจกกั้น ตรงจุดนี้เรานั่งมองสบสายตากันได้เลย 
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
  • Elephants of Asia จุดจัดแสดงช้างเอเชีย แม้ที่นี่จะมีแต่ช้างตัวเมียเท่านั้น แต่เราก็ยังเพลิดเพลินกับการนั่งชมความน่ารักของน้องช้าง จุดนี้มีที่นั่งเป็นสัดส่วน ใครเดินเมื่อย ๆ มานั่งพักชมอิริยาบถของน้อง ๆ ได้เลยยาว ๆ
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
  • Wild Africa เป็นจุดรวมสัตว์ต่าง ๆ จากทวีปแอฟริกาที่วิ่งเล่น (และบางตัวก็ยืนกินใบไม้) ให้เราเห็นในบริเวณที่กว้างขวาง ทั้งสิงโต (วันที่เราไปเหมือนน้องจะหลับเลยไม่เห็น) ยีราฟ ม้าลาย แรด หมูป่า เมียร์แคท (น่ารักมากกกก) ฯลฯ บริเวณจุดนี้เราจองให้อาหารยีราฟกับแรดได้ด้วยนะ
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
  • Fragile Forest อันนี้เด็ดที่สุด! ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ส่วนจัดแสดงนี้นอกจากเราจะเข้าไปหลบร้อน (เพราะเปิดแอร์) ได้แล้ว ยังเป็นจุดที่เราได้ใกล้ชิดกับสัตว์ต่าง ๆ แบบประชิดตัวมาก เมื่อเดินเข้าไปถึงห้องแรก ห้องนี้เป็นห้องรวมผีเสื้อที่เขาทำได้เก่งมาก ผีเสื้อเยอะและบางตัวบินมาเกาะเราได้ ถัดไปอีกห้องก็เจอกับน้องสล็อตที่ปีนต้นไม่อย่างเชื่องช้า นกพิราบหงอนที่ออกมาเดินตัดหน้าเราแบบไม่กลัว จิ้งจอกบินที่หน้าตาละม้ายคล้ายค้างคาว นกแก้วที่ส่งเสียงกวนเพื่อนตลอดเวลา ฯลฯ โซนนี้คือโซนที่เราชอบที่สุด

ที่สวนสัตว์สิงคโปร์แห่งนี้เป็นสวนที่เป็นสวนจริง ๆ มีทั้งต้นไม้ขนาดใหญ่ปกคลุมทั่วอาณาเขต สัตว์ต่าง ๆ ก็มีพื้นที่กว้าง ๆ ให้เดินได้ ไม่ถูกกั้นอยู่ในที่แคบ ๆ ระหว่างที่เราเดินเล่น ก็จะเห็นเจ้าหน้าที่ที่คอยดูแลน้องเดินอยู่ตลอด เป็นที่ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเขาให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิตหลากหลายอย่างแท้จริง

River Wonders
ท่องเที่ยวชมแพนด้ายักษ์และสัตว์น้ำจากแม่น้ำสายสำคัญทั่วโลก

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน

หลังจากเดินทัวร์สวนสัตว์จบแล้ว สวนข้าง ๆ กันที่เราเดินกันต่อคือ River Wonders (ชื่อเดิมคือ River Safari) ซึ่งเป็นที่ที่เราเข้าไปทำความรู้จักกับสัตว์น้ำและสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ จากแม่น้ำสายสำคัญทั่วโลกได้ ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำแยงซี แม่น้ำคงคา หรือแม้แต่แม่น้ำโขงจากบ้านเราก็มี (เราเห็นปลาบึกตัวใหญ่มากมาว่ายน้ำให้ชม) 

ไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้ของ River Wonders จนเราอยากแนะนำ คือ

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
  • Giant Panda Forest เป็นห้องจัดแสดงแพนด้ายักษ์ ชื่อ Jia Jia และ Kai Kai ตอนนี้เพิ่งให้กำเนิดลูกน้อยอายุไม่กี่เดือนชื่อน้อง Le Le มาเป็นขวัญใจตัวใหม่ของสวนนี้ ตอนนี้น้อง Le Le ยังอายุน้อย เลยออกมาแสดงความน่ารักแค่วันละ 20 – 30 นาทีเท่านั้น แต่ละวันแถวยาวมาก ถ้าใครไปไม่ทันก็ไปดูคุณพ่อหรือคุณแม่แพนด้าแทะต้นไผ่ให้เราชมแทนได้ค่ะ ตรงจุดนี้แอบกระซิบว่าแอร์เย็นมาก เหมาะกับการไปยืนแช่มากค่ะ และโซนนี้ยังมีการจัดแสดงแพนด้าแดงที่ปีนกิ่งไม้ไปมา ขอบอกว่าใกล้เรามาก ๆ จนอยากยื่นมือเข้าไปอุ้มเลย
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
  • Amazon River Quest เป็นเหมือนกับการนั่งเครื่องเล่นล่องแก่งในสวนสนุก แต่นี่คือการจำลองการนั่งเรืออยู่บนแม่น้ำแอมะซอน บริเวณรอบข้างมีสัตว์ป่านานาชนิดอาศัยอยู่ในผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ ที่นี่เราจะได้เห็นสัตว์ป่าหายากมากมาย เช่น เสือดาว คาปิบาร่า นกฟลามิงโก้ ฯลฯ
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
  • Amazon Flooded Forest โซนนี้เราตื่นตาตื่นใจมากกับอุโมงค์ที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้ไปเดินอยู่ใต้น้ำ นอกจากสัตว์น้ำในตู้เล็ก ๆ แล้ว ตู้ใหญ่คือสิ่งที่ไม่ควรพลาดเลย เพราะที่นี่มีปลาพะยูนขนาดใหญ่และเล็กจำนวนมากที่ตีลังกาว่ายน้ำไปกับสัตว์น้ำอื่น ๆ การนั่งชมอยู่นิ่ง ๆ ก็ทำให้เรารู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก

ถ้าหากสวนสัตว์สิงคโปร์ทำให้เรานึกถึงผืนป่าที่มีต้นไม้ปกคลุมอยู่ทั่ว ที่ River Wonders อาจจะเป็นแหล่งน้ำที่เป็นต้นกำเนิดและที่อยู่อาศัยของสรรพสิ่ง ในช่วงตกเย็นที่นี่มีบรรยากาศพระอาทิตย์ตกสวยงามมาก เราออกจากสวนที่เต็มไปด้วยแหล่งน้ำนี้ในช่วงเวลาที่สงบสุขที่สุดของวัน

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน

Night Safari 
นั่งรถชมวิถีชีวิตสัตว์ป่าในยามค่ำคืน

เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าก็ถึงเวลาที่สรรพสัตว์ต่าง ๆ ใน Singapore Zoo และ River Wonders จะไปพักผ่อน ซึ่งขาของเราที่เดินมาทั้งวันก็เช่นกัน และพอดีกันกับที่ Night Safari มีบริการรถแทรม อันเป็นจุดเริ่มต้นให้นักท่องเที่ยวและนักเดินเที่ยวอย่างเราเข้าไปนั่งรถและทัวร์ชมสัตว์ยามค่ำคืน พร้อมฟังบรรยายต่าง ๆ จากเจ้าหน้าที่

บอกเลยว่าเราตื่นเต้นกับการเข้ามาเยือนที่ไนท์ ซาฟารี แห่งนี้มาก เพราะที่นี่เป็นสวนสัตว์กลางคืนแห่งแรกของโลก การมาที่นี่ให้ความรู้สึกแตกต่างกับสองสวนสัตว์รอบเช้าตรงที่ หนึ่ง เรานั่งแทรมได้ยาว ๆ เลย และ สอง อากาศไม่ร้อน แถมบรรยากาศยามค่ำคืนอันแสนเงียบสงบ ทำให้เราได้ยินเสียงสัตว์และแมลงต่าง ๆ ชัดเจนขึ้นด้วย

การเข้าชม Night Safari แห่งนี้ เราขอแนะนำเป็น 2 เส้นทาง รับรองว่าไปทีเดียวครบ

ฟื้นฟูย่าน Mandai เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่า กับ ‘City in Nature’ โครงการให้คนสิงคโปร์ใกล้ชิดธรรมชาติ
  • Tram Ride เป็นเส้นทางบังคับ (และควรจะไปนะ มันนั่งสบาย) เดินเข้าสวนมาปุ๊บ ต่อแถวขึ้นรถได้ปั๊บ โดยระหว่างการนั่งรถประมาณ 10 กว่านาทีเราจะเห็นสัตว์มากมาย ไฮไลต์คือสิงโตที่มาเป็นคู่ (คนขับรถบรรยายว่าคู่นี่เป็นแฟนกันนะ) แถมเกร็ดความรู้อีก 1 ข้อที่คนขับให้มาคือ รู้หรือไม่ว่าสิงโต นอนได้วันละถึง 20 ชั่วโมงเลยทีเดียว มิน่าล่ะ ตอนไปสวนสัตว์เราไม่เห็น เพราะน้องคงหลับอยู่ ข้อควรระวังคือถึงแม้ว่าคนขับจะขับช้า ๆ แต่ถ้าต้องการถ่ายรูป เราแนะนำให้พกกล้องถ่ายรูปแบบ ISO สูง ๆ ไปเลย หรือไม่ก็นั่งชมเฉย ๆ เลยค่ะ เพราะเราพยายามถ่ายแล้ว มันไม่ได้จริง ๆ 
  • Walking Trails หลังจากจบการนั่งรถแล้ว เราแนะนำให้เดินต่อตามเส้นทางเดินที่มีอยู่ 4 เส้นทาง โดยทุกเส้นทางจะเชื่อมต่อกันหมด เราจะเห็นสัตว์ที่แตกต่างจากที่เรานั่งรถมา เริ่มจาก Fishing Cat Trail ที่อยู่ตรงทางขึ้น/ลงรถแทรม ไฮไลต์ของเส้นทางเทรลนี้คือการเดินไปให้ถึงจุดแสดงเสือ ซึ่งเราโชคดีมาก ตอนไปมีเจ้าหน้าที่พี่เลี้ยงมาพอดี น้องเสือ 3 ตัวเลยออกมาเดินเล่นให้เราเห็นอย่างไม่เขินอาย นอกจากเสือแล้ว อย่าลืมเดินตามหาสัตว์ชนิดอื่น ๆ นะคะ และแน่นอนที่นี่มีพื้นที่กว้างขวางให้น้อง ๆ ได้เดินและวิ่งกันอย่างเต็มที่
ฟื้นฟูย่าน Mandai เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่า กับ ‘City in Nature’ โครงการให้คนสิงคโปร์ใกล้ชิดธรรมชาติ
ฟื้นฟูย่าน Mandai เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่า กับ ‘City in Nature’ โครงการให้คนสิงคโปร์ใกล้ชิดธรรมชาติ

จบภารกิจหนึ่งวันที่เต็มอิ่มไปกับการเที่ยวชมธรรมชาติและสัตว์น้อยใหญ่ สิริแล้ววันนี้เราเดินไปเกือบ 20,000 ก้าว คงจินตนาการไม่ออกเลยใช่ไหมคะว่าถ้าอีก 2 สวนที่เหลือเปิดแล้ว เราจะเที่ยวยังไงให้หมดในวันเดียว

แต่ไม่ต้องเป็นห่วงไป เพราะที่นี่เขาวางแผนกันแล้วว่าจะทำให้ Mandai Wildlife Reserve เป็นเมืองหนึ่งเมืองที่เราเข้าไปพักผ่อนสัมผัสกับธรรมชาติตามธีม City in Nature ได้อย่างเต็มที่ โดยปี 2023 นี้ สิงคโปร์จะเปิดตัว Mandai Eco-Resort รีสอร์ตเชิงอนุรักษ์ที่จะมีบ้านบนต้นไม้ สะพานลอยฟ้า และเส้นทางเดินป่า ให้คนที่รู้สึกว่ายังรับพลังจากธรรมชาติไม่พอให้เข้าไปพักกันด้วย ใครที่ชมสวนต่าง ๆ วันเดียวไม่จบ ก็ไปเข้าพักผ่อนแล้วลุยกันต่อวันถัดไป

จากการเดินเที่ยวจนเต็มอิ่มกับธรรมชาติมาตลอดวัน เรารู้สึกว่าสิงคโปร์มาไกลแล้วจริง ๆ จากประเทศน้องใหม่ล่าสุดที่มีอายุเพียง 50 กว่าปี เขาพัฒนาประเทศจนเป็นประเทศที่ทันสมัยที่สุดในภูมิภาค เป็นศูนย์กลางการค้า และการลงทุนต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่เรารับรู้จากการที่อยู่และทำงานที่นี่มาเป็นเวลานาน วันนี้เราสัมผัสอีกแง่มุมหนึ่งของสิงคโปร์ ที่ต้องการเดินหน้าสู่การนำธรรมชาติและผืนป่ากลับเข้ามาใกล้เมืองและใกล้คนทุก ๆ คนมากขึ้น 

ขอบอกเลยว่าเขาไม่ได้ทำเล่น ๆ นะ เพราะมีการติดตามประเมินถึงผลกระทบที่มีต่อธรรมชาติเป็นประจำ (เราดาวน์โหลดมาอ่านได้ด้วยนะ ถ้าสนใจ) จากความสำเร็จต่าง ๆ ของสิงคโปร์ที่เราเห็นผ่านสื่อรวมถึงที่เราสัมผัสเองหลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เราเชื่อมั่นมาก ๆ ว่า จุดมุ่งหมายภาพใหญ่ที่สิงคโปร์ต้องการเป็น City in Nature เขาทำได้แน่ ๆ 

เอาล่ะ! เราขอตอบคำถามทุกคนที่เคยถามว่าอยู่สิงคโปร์ไม่เบื่อเหรอ โดยเฉพาะช่วงที่เดินทางไปไหนไม่ได้ เราตอบได้ไม่เต็มปากว่า ‘ไม่เบื่อ’ แต่การที่เราได้ใช้เวลาค้นหาอะไรใหม่ ๆ ลองศึกษา รวมถึงสัมผัสโครงการต่าง ๆ ที่สิงคโปร์ทำแบบไม่หยุด ทำให้เรารู้สึกเชื่อมต่อกับธรรมชาติได้จริง ๆ 

เรามีข้อแนะนำเล็ก ๆ สำหรับคนที่วางแผนจะมาเที่ยวสิงคโปร์เร็ว ๆ นี้ เราอยากให้ลองมาสัมผัสอีกมุมหนึ่งประเทศนี้ผ่านเส้นทางธรรมชาติและการอนุรักษ์ เหมือนกับที่เราลองเปิดใจและลองเปิดตาไปเห็นถึงที่ มันประทับใจจนอยากชวนและเชียร์ให้ทุกคนไป

นี่ถ้า Mandai Eco Resort สร้างเสร็จเมื่อไหร่ คงจะต้องขอไป Staycation บ้างสักที

และอีกอย่างที่เรารู้สึกคือ คนที่นี่โชคดีมากที่มีโอกาสเข้าถึงธรรมชาติอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องเดินทางไปไหนไกล, เบื่อหรือเปล่า ไม่รู้ แต่การไม่ต้องเดินทางไกลออกไปแสวงหาสิ่งที่ควรจะอยู่ใกล้ตัว ก็รู้สึกดีต่อใจเหมือนกันนะ

ฟื้นฟูย่าน Mandai เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่า กับ ‘City in Nature’ โครงการให้คนสิงคโปร์ใกล้ชิดธรรมชาติ

ข้อมูลอ้างอิง 

www.nparks.gov.sg/about-us/city-in-nature

tomorrow.city/a/singapore-transformation-garden-city

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ขจีภรณ์ เตชะทวีกิจกุล

นักสร้างและผู้จัดการชุมชนออนไลน์ / เกิดที่ไทย / ไปเรียนไกลถึงญี่ปุ่น / ทำงานคลุกฝุ่นอยู่ที่สิงคโปร์ / เดินได้วันละหลายสิบกิโล / ชอบเล่น Pole & Aerial / แนะเที่ยวและอยู่สิงคโปร์ยังไงให้ไม่เบื่อที่เพจ Boring Singapore

Photographers

สพล วงศ์อิศเรศ

อินทีเรียชาวไทย เสื่อผืนหมอนใบมาทำงานที่สิงค์โปร์ จนตอนนี้เหลือแต่เสื่อ หมอนหายไปแล้ว, ฟูลไทม์ดีไซเนอร์ พาร์ตไทม์ตากล้อง นักดนตรี เชฟ บาริสต้า คนเก็บแผ่นเสียง และไทยปาร์ตี้สิงคโปร์ ออแกไนเซอร์

ปรีดิกร เกรียงสิทธิเดช

สถาปนิกที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่สิงคโปร์ มีความฝันอยากเจอเป้าหมายเพื่อสร้างสรรค์ผลงานดี ๆ หวังว่าจะทำได้สักวันนะ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 สิงหาคม 2565
1 K

ออกตัวไม่แรง แต่เราคือคนหนึ่งที่คิดว่า ชีวิตนี้อย่างไรก็อยากไปเยือนคำชะโนดให้คลายสงสัยสักครั้ง

คำถามก่อนออกเดินทางช่วงประมาณตี 4 นั้นมีมากมาย

‘เมื่อก้าวผ่านสะพานเชื่อมสองโลกที่ต่ออย่างไรก็ไม่ติด เราจะสัมผัสถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปไหม’

‘ชาวบ้านในพื้นที่เข้าไปกราบไหว้พญานาคเช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวหรือเปล่า’

และ ‘สถานที่ที่หลอมรวมผู้คนทั้งท้องถิ่นและต่างถิ่น แต่มาด้วยศรัทธาเดียวกัน จะแตกต่างจากที่อื่นอย่างไร’

เราเดินทาง 590 กิโลเมตร จากกรุงเทพมหานคร สู่บ้านหนองแข้ใต้ จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อพักผ่อน 1 คืน ก่อนขับรถต่อไปอีกเกือบ 300 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 5 ชั่วโมง มุ่งสู่ตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ปลายทางที่ถูกจารึกด้วยหลากหลายนาม ทั้งวังนาคินทร์ วังคำชะโนด ป่าคำชะโนด เมืองบังบด เมืองบาดาล ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และพรหมประกายโลก แต่อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ผู้คนรู้จักและจดจำดินแดนลี้ลับแห่งนี้ได้คงหนีไม่พ้นเรื่องจากปากของชาวคณะแจ่มจันทร์ ภาพยนตร์ที่พวกเขาถูก ‘ผีจ้างหนัง’ เมื่อ พ.ศ. 2532

01 
ผีจ้างหนัง

จงเก็บของออกไปก่อนฟ้าสาง

บันทึกชีวิตและวิถีแห่งศรัทธา 'คำชะโนด' วังพญานาค อุดรธานี พรหมประกายโลกที่เดียวในไทย
บันทึกชีวิตและวิถีแห่งศรัทธา 'คำชะโนด' วังพญานาค อุดรธานี พรหมประกายโลกที่เดียวในไทย

เรื่องราวของผีจ้างหนังและวังคำชะโนดของพญาศรีสุทโธนาคราช เกิดขึ้นบนพื้นที่บริเวณเดียวกันซึ่งเรียกว่า ‘พรหมประกายโลก’

ตามความเชื่อที่เล่าต่อกันมา พรหมประกายโลกคือสถานที่ที่พรหม-เทวดา ลงมากินง้วนดินจนติดใจและไม่อาจกลับขึ้นสวรรค์ได้อีก ในอัคคัญญสูตร พระไตรปิฎกของพุทธศาสนาเล่าว่า ง้วนดินมีรสชาติหวานฉ่ำ แต่เมื่อลิ้มลองแล้วจะทำให้รัศมีของเหล่าพรหมหายไปจนไม่อาจเป็นแสงให้โลกใบนี้ได้อีก 

ผลลัพธ์ของการกินง้วนดินยังทำให้พรหมบางพวกมีผิวพรรณผุดผ่อง ขณะที่บางพวกผิวพรรณเลวลง เกิดเป็นการทะเลาะกันครั้งแรก ทำให้พรหมขยับห่างจากความชอบธรรม หันกายเข้าชิดกิเลสมากขึ้น จนในที่สุดก็กลายเป็นมนุษย์เดินดินธรรมดา

สำหรับผู้ศรัทธาพญานาค โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ริมน้ำโขง และผู้ที่ผูกพันกับตำนานพญานาคมาแต่โบราณอย่างชาวอีสาน ทางขึ้น-ลงระหว่าง 2 โลก คือโลกมนุษย์และโลกบาดาล มีทั้งหมด 3 แห่งบนโลก 

หนึ่ง คือ พระธาตุหลวงแห่งเวียงจันทน์ 

สอง คือ หนองคันแท พระธาตุดำ ซึ่งตั้งอยู่ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเช่นกัน 

สาม คือ พรหมประกายโลก มีพญาศรีสุทโธนาคราชมาตั้งบ้านเมืองจนกลายเป็นเมืองพญานาค

ก่อนจะเดินผ่านซุ้มประตูขนาดใหญ่ประดับด้วยงานประติมากรรมพญานาค 7 เศียร 2 ตน เราเดินสำรวจบรรยากาศร้านค้าที่มาเปิดร้านขายเครื่องสักการะบูชาอยู่รอบนอก นอกจากงานมือฝีมือชั้นยอดอย่างบายศรีใบตองหลากหลายขนาดและราคา ตั้งแต่หลักสิบจนถึงหลักพัน พญานาคเศียรเดียวจนถึง 9 เศียร ยังมีหมากพลู พวงมาลัย ควบคู่กับสลากกินแบ่งรัฐบาลสำหรับผู้แสวงหาโชคลาภพร้อมสรรพ

“หนูลองเดินไปด้านขวานะ น่าจะมีคนมาทำพิธีบวงสรวง นางรำกำลังไปรำถวายที่ศาลเก่า รู้จักไหม ผีจ้างหนัง” แม่ค้าคนหนึ่งกระตุกต่อมความอยากรู้ของคนต่างถิ่น 

เราเดินเลาะตามทางดินเปียกแฉะลงไปยังสะพานไม้ ออกสู่บึงอุบลกลางน้ำ

บันทึกชีวิตและวิถีแห่งศรัทธา 'คำชะโนด' วังพญานาค อุดรธานี พรหมประกายโลกที่เดียวในไทย

เบื้องหน้าคือวิวป่าคำชะโนดความคมชัด 4K ความลึกลับ 100 เปอร์เซ็นต์ ต้นชะโนดอันมีลักษณะเหมือนต้นมะพร้าว ต้นหมาก และต้นตาลรวมกันสูงเด่นเป็นสง่าราว 20 – 30 เมตร เมื่อเดินตามทางไปเรื่อยพบกับศาลไม้เก่าที่มีรูปปั้นตายายคู่หนึ่งตั้งอยู่ด้านในพร้อมป้ายเขียนว่า ‘ศาลพ่อปู่ศรีสุทโธ แม่ย่าศรีปทุมมา’ ส่วนรูปปั้นด้านล่างและเครื่องบูชาที่อยู่รายล้อม คือสัญลักษณ์แห่งศรัทธาที่ผู้คนนำมามอบให้

“ขอโทษนะคะ ตรงนี้หรือเปล่าที่เกิดเหตุการณ์ผีจ้างหนัง” เราสุ่มถามเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง

“ตรงนี้เป็นศาลเก่าครับ ชาวบ้านแต่เดิมมีความเชื่อเรื่องพญานาคมาก่อน จึงตั้งศาลบูชาพ่อปู่และแม่ย่าขึ้น แล้วค่อยย้ายเข้าไปด้านใน ส่วนผีจ้างหนังก็เกิดในนั้น” เขาชี้ไปยังพงไพรสีเขียวเข้มทะมึนที่อยู่ห่างออกไป

บันทึกชีวิตและวิถีแห่งศรัทธา 'คำชะโนด' วังพญานาค อุดรธานี พรหมประกายโลกที่เดียวในไทย

วันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2532 นายธงชัย แสงชัย เจ้าของแจ่มจันทร์ภาพยนตร์ ได้รับการว่าจ้างจาก นายจำปา คำแก้ว ให้ไปฉายภาพยนตร์ในราคา 4,000 บาท โดยมัดจำเอาไว้ก่อน 500 บาท เมื่อลูกน้องเดินทางไปถึงมีคนมารอรับเพื่อนำทางต่อไปอีก แต่จุดหมายที่ไปถึงกลับมีแต่ความเงียบงัน ไร้ซึ่งความครื้นเครงตามสไตล์หนังกลางแปลง

หนังเรื่องแรกเริ่มฉายเวลา 21.00 น. ระหว่างนั้นพนักงาน 7 คนสังเกตว่า บริเวณที่นั่งคนดูมีกลุ่มผู้ชายใส่เสื้อสีดำคอจีน และกลุ่มหญิงสาวนุ่งขาวห่มขาวนั่งชมภาพยนตร์อยู่คนละฝั่งอย่างเป็นระเบียบ 

วันนั้นมีฉายหนังทั้งหมด 4 เรื่อง คือ บ้านผีปอบ, ศาลปืน, ทองภาค 3 และ หนังฝรั่งอีก 1 เรื่อง หนังทั้งหมดผู้ว่าจ้างเป็นผู้เลือกเอง แต่น่าแปลกใจที่เมื่อหนังตลกอย่าง บ้านผีปอบ เริ่มฉาย กลับไม่มีเสียงหัวเราะเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย ทุกคนนั่งดูด้วยความสงบโดยไม่ลุกไปไหน

เวลาผ่านไปจนถึงตี 4 ชายคนหนึ่งเดินมาเคาะประตูข้างรถเพื่อจ่ายเงินที่เหลืออีก 3,500 บาท โดยเงินที่จ่ายเป็นเงินจริงทุกบาททุกสตางค์ เมื่อรับเงินมา อีกฝั่งได้บอกกับพนักงานว่า 

“ให้รีบออกไปจากที่นี่ก่อนฟ้าสว่าง มิเช่นนั้นจะออกยาก” 

คณะแจ่มจันทร์ภาพยนตร์หยุดฉายหนังและเปิดไฟ แต่เบื้องหน้าที่เคยมีผู้คนมากมายกลับเหลือเพียงความว่างเปล่า

บันทึกชีวิตและวิถีแห่งศรัทธา 'คำชะโนด' วังพญานาค อุดรธานี พรหมประกายโลกที่เดียวในไทย

จากคำชะโนดขับรถออกมาถึงบ้านวังทอง ชาวบ้านต่างประหลาดใจที่เห็นคณะเดินทางมาแต่เช้าตรู่ เมื่อทราบความจริงว่า พวกเขาเข้าไปฉายหนังในป่า ชาวบ้านต่างก็อุทานว่า 

“เข้าไปตรงนั้นได้อย่างไร นั่นมันดงผี ดงชะโนด!”

สิ่งที่เกิดขึ้นกับแจ่มจันทร์ภาพยนตร์กล่าวตามความเชื่อได้ว่า ‘ถูกผีบังบด’ ชาวบ้านหลายคนตามหาที่มาของเสียงภาพยนตร์ในคืนนั้น เพราะอยากไปนั่งชมด้วย แต่ก็ไม่อาจหาเจอ เนื่องจากพญานาคมีอิทธิฤทธิ์ดลบันดาลและเนรมิตสรรพสิ่งได้ดั่งใจ พวกเขาจึงบังบดชาวคณะเอาไว้

นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าวันที่ 29 มกราคม ถือเป็นวันปีใหม่ของเมืองบาดาล ชาวคำชะโนดจึงยืมร่างของนายจำปา คำแก้ว ไปว่าจ้างแจ่มจันทร์ภาพยนตร์มาฉายหนังเพื่อเฉลิมฉลอง เช่นเดียวกับที่ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า เหล่าพญานาคแปลงกายเป็นมนุษย์เพื่อมาร่วมงานบุญผะเหวด หรือ บุญมหาชาติ ของชาวอีสาน

เรายืนชมพิธีบวงสรวงพ่อปู่ศรีสุทโธและแม่ย่าศรีปทุมมาอยู่สักพัก ก่อนจะเก็บภาพด้วยกล้องฟิล์มตัวโปรด Pentax Zoom 280-P กับฟิล์ม Tudorcolor XLX 200 ที่หมดอายุไปแล้ว

สองขาเริ่มก้าวออกจากศาลเก่า สองมือวุ่นวายกับการหาบัตรประชาชนเพื่อแลกบัตรเข้าคำชะโนด แต่หูเจ้ากรรมก็ถูกสกัดไว้ด้วยประโยคภาษาอีสานที่ฟังไม่ถนัดนัก

“ได้เลขโตได๋น้อ ท่าเบิ่งนำอยู่เด้” เราหันไปหาต้นเสียง เขาถามว่า ได้เลขตัวไหน รอตามด้วยอยู่นะ เราได้แต่หัวเราะ เพราะในใจก็อยากมีโชคมีลาภเช่นกัน แต่มันไม่มีนี่สิ

บันทึกชีวิตและวิถีแห่งศรัทธา 'คำชะโนด' วังพญานาค อุดรธานี พรหมประกายโลกที่เดียวในไทย

ศาลพ่อปู่ศรีสุทโธ แม่ย่าศรีปทุมมา (ดั้งเดิม)

เปิดให้สักการะและบวงสรวงทุกวัน เวลา 08.00 – 16.30 น.

พิกัด : goo.gl/maps/TYYaQB3FPW9L1sq29 

02
วังนาคินทร์คำชะโนด

สะพานเชื่อมสองโลก

“ป้าเข้าไปไหว้ทุกเช้าเลย ชาวบ้านเขาก็เข้าไปไหว้กันเป็นปกติ แต่ส่วนใหญ่จะเข้าไปก่อนที่นักท่องเที่ยวจะมา” แม่ค้าผู้แสวงหานักเสี่ยงโชคคุยกับเราหลังจากที่เดินกลับมา

เธอเองเป็นชาวอุดรโดยกำเนิด ไม่ต่างจากเจ้าของร้านถัด ๆ ไปที่เป็นคนในชุมชน ความเจริญที่นำพามาโดยความศักดิ์สิทธิ์ของพ่อปู่แม่ย่า ทำให้เธอเลี้ยงดูปากท้องของตนเองและครอบครัวได้จนถึงวัยเกือบ 60 เช่นเดียวกับชาวต่างถิ่นหลายคนที่ตั้งใจย้ายฐานที่มั่นมาเปิดร้านในสถานที่เดียวกัน เพราะพ่อปู่แม่ย่ามอบความสำเร็จให้สมดั่งใจ

บันทึกชีวิตและวิถีแห่งศรัทธา 'คำชะโนด' วังพญานาค อุดรธานี พรหมประกายโลกที่เดียวในไทย

“ที่นี่มีคนจากหลายถิ่น คนกรุงเทพฯ ทิ้งชีวิตในเมืองมาทำมาค้าขายก็มี คนต่างจังหวัด จากเหนือ จากใต้ กลาง อีสาน มากันหมด อยู่ที่ว่าใครขอแล้วได้ เขาก็มากัน”

หลังจากบอกลาคุณป้า เราเดินผ่านลานจอดรถที่เต็มไปด้วยป้ายทะเบียนหลากจังหวัด แม้กระทั่งหลากภาษา บางคันข้ามฝั่งโขงที่ไม่ใกล้ไม่ไกลมา บางคันมาจากใต้สุดหรือเหนือสุดของขวานทอง แม้จะต่างเชื้อชาติ ต่างอายุ ต่างถิ่นอาศัย ต่างศาสนา แต่คำชะโนดหลอมรวมพวกเขาเป็นหนึ่งเดียวด้วยศรัทธาในพญานาค

เมื่อตรวจวัดอุณหภูมิเสร็จก็เดินไปตามทาง ยื่นบัตรประชาชนพร้อมรับบัตรคิว สำหรับเด็กที่ไม่พกบัตรประชาชนมาก็เข้าได้ แต่หากพกไปด้วยจะดีกว่า

ด้วยความที่เราออกเดินทางตั้งแต่ตี 4 ขับผ่านแม่น้ำชีตอนตี 5 ไปถึงคำชะโนดประมาณ 9 โมง จึงไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมากนัก สิ่งที่มาก่อนเราคือฝน เนื่องจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ด้านในห้ามสวมรองเท้า ทุกคนจึงต้องจอดรองเท้าไว้ด้านนอกให้เป็นระเบียบ ถุงเท้าเราเริ่มเปียกเพราะพื้นหญ้าเทียมที่อิ่มน้ำฝน

บริเวณหน้าทางเข้าวังนาคินทร์คำชะโนดเป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอินที่ผู้ศรัทธาจะมายืนถ่ายภาพ พร้อมเครื่องสักการะที่จับจองไว้ตั้งแต่ด้านนอกหรือเพิ่งมาซื้อด้านใน

ด้วยการแต่งกายและดวงตาที่มองทุกอย่างด้วยความสนใจ คงทำให้เจ้าหน้าที่ทราบว่าเราเป็นนักท่องเที่ยวที่เพิ่งมาเยือนเป็นครั้งแรก

“เดินตรงข้ามสะพานไปเลย อย่าลืมก้มดูทางเชื่อมที่เชื่อมยังไงก็ไม่ติดด้วยนะ” เจ้าหน้าที่ยิ้มให้

หากเป็นช่วงก่อนโควิด-19 แพร่ระบาด ผู้มาเยือนจะใช้มือลูบตัวพญานาคเพื่อสิริมงคลระหว่างเดินเข้า ส่วนเราก็แอบแตะเบา ๆ เพราะอดใจให้สัมผัสไม่ได้

“หากเดินข้ามตรงนี้ไป เราจะออกจากเมืองพญานาคกลับสู่โลกมนุษย์” ชายที่เดินสวนเรามาอีกฝั่งพูดให้ลูกหลานของเขาได้ยิน พื้นสะพานที่เดินมาตลอดทางเป็นพื้นทรายล้าง-กรวดล้างสีน้ำตาล ทางที่ทอดยาวต่อไปก็เป็นเช่นนั้น แต่สิ่งที่ขั้นอยู่ตรงหน้าคือแผ่นไม้และรอยร้าวที่ลำตัวพญานาคสองฝั่ง

แบกกล้องเที่ยวตามศรัทธา สู่ 'ป่าคำชะโนด' เมืองสองโลกที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมาด้วยศรัทธาเดียวกันคือ 'พญานาค'

“ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็เชื่อมสะพานไม่ติด แม้กระทั่งลำตัวพญานาคก็มีรอยปูนแตก สร้างอะไรก็มีแต่รอยร้าว ถ้าข้ามรอยต่อตรงนี้ไปจะเป็นพรหมประกายโลก ตอนนี้เรายังอยู่แดนมนุษย์” ชาวบ้านคนหนึ่งที่เดินนำอยู่ด้านหน้าเล่าให้เราฟัง

หลังก้าวขาข้ามมา เราไม่ได้รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงอะไรเป็นพิเศษ แต่เมื่อเดินลึกเข้าไป อุณหภูมิทุกอย่างเริ่มเย็นลงจนรู้สึกสบาย แดดร้อนถูกบดบังโดยต้นชะโนดสูงชะลูด ประกอบกับบึงน้ำที่อยู่โดยรอบทำให้อุณหภูมิภายในเย็นตลอดปี

จากป้ายข้อมูลป่าบรรพกาล ต้นชะโนดบนเกาะแห่งนี้มีจำนวน 1,869 ต้น สลับด้วยนานาพันธุ์ไม้ทั้งต้นหว้า มะเดื่อใหญ่ ประดงแดง แสมแดง ตับเต่า สมอพิเภก พญาสัตบรรณ แสงน้ำ ยางใหญ่ ไทรหิน พร้อมไม้ล้มลุก ไม้เถาอีกกว่าร้อยชนิด รวมแล้วมากกว่า 4,000 ต้น

ในทางวิทยาศาสตร์ พื้นดินที่เราเหยียบอยู่เกิดจากการสะสมของซากพืช ต้นไม้ที่ขึ้น ณ ที่แห่งนี้มีรากแผ่กระจายไปรอบข้างเพื่อพยุงลำต้น โดยทำให้ความดันของต้นไม้และภายนอกเกิดความสมดุล เมื่อต้นไม้ใต้พื้นสานทอต่อกันจึงกลายเป็นพื้นดินที่ยกตัวขึ้นลงได้ตามระดับน้ำ นั่นอาจเป็นที่มาของสะพานที่เชื่อมไม่ติด

“เขาว่าต้นชะโนดมีอายุเป็นพันปี สังเกตดี ๆ เหมือนมีเกล็ดที่ต้น ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นบริวารของพ่อปู่ศรีสุทโธ น้องลองเอาผ้าปิดปากลงสักครู่สิ” 

เราถอดหน้ากากอนามัยลงเพื่อสูดลมหายใจให้เต็มปอด แต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้กลิ่นฉุนบางอย่าง

“กลิ่นฉี่งู บริวารของพญานาค” เขาว่าก่อนจะเดินถือบายศรีพญานาค 5 เศียร นำไปยังจุดไฮไลต์สำคัญของวังนาคินทร์

แบกกล้องเที่ยวตามศรัทธา สู่ 'ป่าคำชะโนด' เมืองสองโลกที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมาด้วยศรัทธาเดียวกันคือ 'พญานาค'

03 
ศาลพ่อปู่ศรีสุทโธ แม่ย่าศรีปทุมมา

ไหว้ขอพร เดินท่องท้องพระคลัง ไปรอบเกาะ

แบกกล้องเที่ยวตามศรัทธา สู่ 'ป่าคำชะโนด' เมืองสองโลกที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมาด้วยศรัทธาเดียวกันคือ 'พญานาค'
แบกกล้องเที่ยวตามศรัทธา สู่ 'ป่าคำชะโนด' เมืองสองโลกที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมาด้วยศรัทธาเดียวกันคือ 'พญานาค'

“ใครที่ต้องการสักการะพ่อปู่ศรีสุทโธ แม่ย่าศรีปทุมมาเดินเข้ามาทางนี้ได้เลย รอบนี้ยังทัน ยืนตามจุดบนพื้น เว้นระยะห่าง ตั้งจิตและกล่าวตาม” 

เจ้าหน้าที่คนหนึ่งยืนอยู่หน้าศาล หันหน้าเข้าหาผู้มาเยือนมากหน้าหลายตาที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย เขาถือไมโครโฟนพร้อมประกาศให้ผู้มาสักการะรอบใหม่เข้าประจำตำแหน่ง เพื่อท่องคาถาบูชาและขอพรไปพร้อมกัน

คนมือเปล่าพนมมือไว้แนบอก คนถือบายศรียกจรดที่ศีรษะ ทุกคนก้มหน้าอย่างพร้อมเพรียงท่ามกลางเสียงอธิษฐานดังระงมใต้เงาไม้ใหญ่ เมื่อเสร็จพิธี เจ้าหน้าที่ให้ทุกคนนำเครื่องบูชาไปวางไว้ที่โต๊ะด้านหน้า สักพักจึงลากลับไปเพื่อความเป็นสิริมงคล และอีกนัยหนึ่งคือการลดขยะของสถานที่

แบกกล้องเที่ยวตามศรัทธา สู่ 'ป่าคำชะโนด' เมืองสองโลกที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมาด้วยศรัทธาเดียวกันคือ 'พญานาค'

“รอบต่อไปประจำจุดได้เลย คนที่ไหว้เสร็จแล้วเดินไปชมต้นมะเดื่อยักษ์ได้นะครับ” 

ผู้ศรัทธารอบใหม่ทยอยข้ามสะพานมา เราเดินตามป้ายไปอีก 62 เมตร ระหว่างนั้นสัมผัสไอดินเย็นสบายเป็นการพักผ่อน

ตามความเชื่อ ใต้ต้นมะเดื่อยักษ์คือท้องพระคลังของพ่อปู่แม่ย่า หากใครต้องการขอพร-ขอโชคลาภไปที่ต้นมะเดื่อได้เช่นกัน แน่นอนว่าห้ามปีนป่ายและห้ามขูดหาเลข หลังเดินผ่านท้องพระคลัง พื้นไม้ก็พาเราเดินวนออกด้านนอกเพื่อชมวิวรอบคำชะโนดที่เต็มไปด้วยพืชพรรณสีเขียวขจีตัดกับท้องนภาสีขาว

แม้เป็นพื้นไม้ที่ไม่ได้อยู่สูงจากพื้นดินมาก แต่ระหว่างทางมีป้ายกำกับไม่ให้นักท่องเที่ยวหย่อนเท้าหรือลงเดินบนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ หนึ่ง คงเพื่อรักษาความเป็นระเบียบ สอง เพื่อความปลอดภัย เพราะความอุดมสมบูรณ์ใต้เท้าของเราอาจแฝงไว้ซึ่งอสรพิษที่มองไม่เห็น

จุดต่อไปวนกลับมาใกล้สะพานที่เราเดินเข้ามา บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ขนาดประมาณ 5 เมตร ได้รับการปกปักษ์รักษาโดยพญานาค 7 เศียร ตั้งตระหง่านอยู่ด้านซ้ายของศาลพ่อปู่แม่ย่าบนพื้นที่คำชะโนด 20 ไร่ บ่อน้ำแห่งนี้มีน้ำผุดขึ้นมาตลอดเวลาและไม่เคยเหือดแห้ง ทั้งน้ำที่ไหลออกมายังใสสะอาด พร้อมให้ผู้ศรัทธาตักกลับบ้าน แต่นั่นคือกิจกรรมก่อนโควิด-19 ระบาด ทำให้ปัจจุบันตักน้ำไม่ได้แล้ว

ย้อนกลับไป พ.ศ. 2562 น้ำศักดิ์สิทธิ์จาก 108 แหล่งทั่วไทยเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของพิธีการจัดทำน้ำอภิเษกและน้ำสรงมุรธาภิเษก ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก น้ำศักดิ์สิทธิ์จากจังหวัดอุดรธานีแห่งนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น ปัจจุบันยังชมโครงชักรอกอันเชิญน้ำร่วมงานพิธีได้ที่ด้านข้างบ่อ ส่วนใครที่ต้องการสรงน้ำองค์พญานาคราชต้องรอช่วงเทศกาลสงกรานต์เท่านั้น ตอนนี้ก็ทำได้เพียงตั้งเหรียญหรือธนบัตรอธิษฐานที่ริมบ่อไปก่อน

แบกกล้องเที่ยวตามศรัทธา สู่ 'ป่าคำชะโนด' เมืองสองโลกที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมาด้วยศรัทธาเดียวกันคือ 'พญานาค'

04
ชีวิตที่คำชะโนด

สำรวจศูนย์รวมแห่งศรัทธา

ใช้เวลาในดงชะโนดไม่ถึงชั่วโมงก็ได้ฤกษ์เดินจากประตูโลกบาดาลกลับสู่เมืองมนุษย์อีกครั้ง

บรรยากาศที่เย็นร่มรื่นหายไปแทบจะทันที แสงอาทิตย์บีบคั้นให้เราเดินหลบเข้าร่ม หยิบรองเท้า และมุ่งสู่ร้านค้าที่ขายของบูชามากมาย

“ถือขันนี้ไว้ หันหน้าไปทางคำชะโนด แล้วอธิษฐานครับ” เจ้าของร้านวางรูปหล่อพญานาคองค์เล็กลงในขัน เขาท่องคาถาบางอย่างและยกขันให้เราขอพร

“มีลูกค้าหลายคนที่กลับมาซื้อของเราอีก เพราะเขาสมหวังในสิ่งที่ขอ” เจ้าของร้านผู้หญิงเล่าให้เราฟัง เธอเป็นชาวกรุงเทพฯ ที่เจอเรื่องเดือดร้อนจึงหันมาพึ่งบารมีของพ่อปู่ศรีสุทโธ เมื่อความทุกข์ผ่านไป เธอขอให้ตนได้มาค้าขายที่คำชะโนดแห่งนี้ ซึ่งคำตอบรับก็เป็นจริง เราจึงยืนอยู่ในร้านของเธอ

“หลายร้านไม่ใช่คนพื้นที่ แต่เป็นคนต่างถิ่นที่ศรัทธาและย้ายกันมา”

ไม่ต่างจากที่คุณป้าคนแรกเคยบอก ด้านในคำชะโนดมีคนจากหลายพื้นที่มาจับจอง ส่วนด้านนอกที่เห็นขายเครื่องบูชารายทาง ตั้งแต่ริมถนนจนถึงร้านค้าด้านหน้าซุ้มทางเข้า โดยมากเป็นคนท้องถิ่นที่มาพึ่งการท่องเที่ยวเพื่อเลี้ยงปากท้อง

เราซื้อรูปหล่อขนาดเล็กกลับไปฝากสมาชิกครอบครัวที่ยังไม่มีโอกาสเดินทางมา ก่อนล้อจะเคลื่อนกลับสู่กรุงเทพฯ ชาวคณะบางคนยกมือไหว้ไปทางวังนาคินทร์อีกครั้ง บางคนบีบแตร 3 ครั้งเมื่อผ่านศาลเก่า ซึ่งเป็นการแสดงความเคารพและขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ

ท่ามกลางความหลากหลาย คำชะโนดทำหน้าที่ในการหลอมรวมผู้คนเข้าหากันผ่านความเชื่อและความศรัทธาอันเป็นหนึ่งเดียว สำหรับหลายคนที่แห่งนี้จึงไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นแหล่งพักพิงและที่พึ่งทางจิตใจของคนทั้งท้องถิ่นและต่างถิ่น เราเชื่อว่าการทำให้ใครสักคนคลายทุกข์ได้ชั่วขณะหรือตลอดไป คือความศักดิ์สิทธิ์หนึ่งของวังนาคินทร์แห่งนี้

แบกกล้องเที่ยวตามศรัทธา สู่ 'ป่าคำชะโนด' เมืองสองโลกที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมาด้วยศรัทธาเดียวกันคือ 'พญานาค'

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load