15 กุมภาพันธ์ 2565
4 K

ภาพจำของสิงคโปร์ที่คนส่วนใหญ่รับรู้อาจจะเป็นเมืองหรูหรา เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องที่มีแสงสีสว่างไสวไปทั่วในยามค่ำคืน ซึ่งไม่แปลกที่เป็นแบบนั้น เพราะเมื่อเรานึกสิงคโปร์ ภาพของสถาปัตยกรรมใหม่อย่าง Marina Bay Sands หรือ Gardens By the Bay จะต้องผุดขึ้นมาเป็นที่แรก ๆ (ขนาดในหนังดังอย่าง Crazy Rich Asians ก็ยังถ่ายซ้ำไปซ้ำมาตั้งหลายครั้ง!) แต่รู้หรือไม่คะว่า สิงคโปร์เป็นหนึ่งในเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวมากที่สุดในโลกเลยนะ และความมุ่งหมายที่อยากจะให้สิงคโปร์เป็นเมืองที่อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาตินั้นมีมานานแล้วค่ะ

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน

ขอเล่าย้อนไปในปี 1967 ลี กวนยู นายกรัฐมนตรีคนแรกของสาธารณรัฐสิงคโปร์ได้ประกาศแผนว่า จะทำให้สิงคโปร์เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้นานาพันธุ์ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนประเทศเล็ก ๆ ที่เคยเต็มไปด้วยขยะและมลภาวะไปสู่พื้นที่สีเขียวและมีโมเดลการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่านมาแล้ว 55 ปี สิงคโปร์ยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างเมืองให้เป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติ ก่อนหน้านี้ใครที่บินมาสิงคโปร์โดยสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ส อาจจะเคยได้ยินพนักงานประกาศต้อนรับนักท่องเที่ยวว่า “Welcome to the Garden City” และไม่นานมานี้เอง สิงคโปร์ก็ได้ปรับมิชชั่นใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิม ด้วยการมุ่งหน้านำไปสู่เป้าหมายการเป็นเมืองท่ามกลางธรรมชาติ หรือ City in Nature ค่ะ

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ระหว่างที่เกิดวิกฤตการณ์โรคระบาดครั้งใหญ่ หลายคนถามเราว่าอยู่สิงคโปร์ไม่เบื่อเหรอ ประเทศเล็กนิดเดียว แต่จริง ๆ แล้วช่วงที่เราออกไปนอกประเทศไม่ได้นี่แหละ เป็นการเปิดโอกาสให้เราได้ออกไปเปิดหูเปิดตา หาอะไรทำในเกาะน้อยแห่งนี้มากขึ้น หนึ่งอย่างที่ทำให้เราไม่เบื่อและตั้งหน้าตั้งตาหาที่ใหม่ ๆ ในการไปเกือบทุกอาทิตย์ คือการนัดกับเพื่อนเพื่อออกไปเดินหรือปั่นจักรยานในสวน ซึ่งถ้าไม่ลองค้นหาดู เราอาจจะไม่รู้เลยว่าสิงคโปร์มีสวนที่เต็มไปด้วยต้นไม้และแหล่งธรรมชาติขนาดใหญ่เยอะมาก ๆ แถมแต่ละสวนก็ยังมีเส้นทางเดินที่เชื่อมต่อกันทุกสวนทั่วเกาะ มีความยาวกว่า 300 กิโลเมตร เรียกว่า Park Connector Network (PCN) เราเริ่มเดินจากสวนแรกไปยังอีกหลาย ๆ สวน เดินไปเดินมาเหมือนเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งว่าเราจะต้องเก็บแต้มให้ครบทุกสวน 

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน

นอกจากสวนแล้ว บนเส้นทาง PCN ก็ยังเชื่อมต่อให้เราเดินทางไปถึง Mandai Wildlife Reserve ซึ่งกำลังถูกพัฒนาให้เป็นเมืองใหม่ที่รวมเขตอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ป่าขนาดใหญ่ 5 แห่ง คือ Singapore Zoo, River Wonders (เมื่อก่อนชื่อว่า River Safari), Night Safari, Bird Paradise (เดิมชื่อ Jurong Bird Park ที่จะย้ายมาจากเขต Jurong มาอยู่ที่นี่ โดยวางแผนเปิดให้บริการปี 2022) และ Rainforest Wild Park (วางแผนเปิดให้บริการปี 2024)

รวมถึงเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ อ่างเก็บน้ำ และที่พักแนวอนุรักษ์ที่กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่มาไว้ที่นี่ด้วย โครงการนี้นับได้ว่าเป็นโครงการที่จะนำทางไปให้เราศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติและสัตว์ป่าได้ครบจบในที่เดียวเลย

เมื่อมองไปยังอนาคตอันใกล้แล้ว เขต Mandai นี้ จะกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญและมีเอกลักษณ์มากสำหรับคนที่ต้องการสัมผัสชีวิตสัตว์ป่าหายาก นี่ก็เป็นหนึ่งในภารกิจหลักของหน่วยงานที่ริเริ่มโครงการนี้ นั่นคือการอนุรักษ์และปกป้องสายพันธุ์สัตว์ที่หลากหลาย และทุ่มเทให้กับการอนุรักษ์โลกไปพร้อมกัน โดยมุ่งหวังนำความมหัศจรรย์ของธรรมชาติกลับมาเพื่อคนรุ่นเราและคนรุ่นหลัง ให้ได้สัมผัสและมีส่วนร่วมไปกับธรรมชาติได้ง่ายดายขึ้น 

ซึ่งโครงการที่ว่าก็มุ่งหวังจะทำให้ย่านนี้ไปถึงจุดหมาย โดยมีโครงการฟื้นฟู Mandai (The Mandai Rejuvenation Project) ขึ้นมา เป็นโครงการที่เริ่มพัฒนาบนที่ดินที่เคยเป็นหมู่บ้าน ฟาร์ม อดีตสวนกล้วยไม้ Mandai ตลอดจนสวนสัตว์ที่มีอยู่เดิม และการวางแผนพัฒนานี้ก็ไม่ได้ทำไปอย่างงั้น แต่ว่าจริงจังมาก ๆ และคิดวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อส่งผลกระทบต่อพืชพันธุ์และสัตว์ต่าง ๆ ที่มีอยู่เดิมในพื้นที่ให้น้อยที่สุด เช่น สร้างสะพานเชื่อมต่อแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ในพื้นที่ และให้การเดินทางนั้นปลอดภัยต่อตัวเราเองและธรรมชาติ

รวมถึงการติดป้ายที่ต้นไม้ในบริเวณนี้ เพื่อบอกรายละเอียดสายพันธุ์ สุขภาพ ขนาด และสถานะของการอนุรักษ์ เพื่อสร้างที่อยู่อาศัยสีเขียวที่เอื้อต่อสัตว์ป่าในท้องถิ่น ต้นไม้ และพืชพื้นเมืองที่ได้รับการดูแลอย่างดี จะถูกปลูกไว้เป็นส่วนหนึ่งของบริเวณนี้ ในขณะที่ชนิดพันธุ์และวัชพืชรุกรานจะถูกกำจัดออก

ถึงแม้ว่าสวนหลาย ๆ แห่งจะยังสร้างหรือย้ายมาไม่เสร็จ แต่ตอนนี้เราเข้าไปเดินสัมผัสบรรยากาศพื้นที่สีเขียวและแหล่งรวมสัตว์ป่านานาชนิดได้ ที่ Mandai Wildlife Reserve เราใช้เวลาทั้งหมด 1 วันเต็ม (เช้ายันเย็น) กับการเดินเที่ยวใน 3 สวนสัตว์หลักที่เปิดให้บริการ

ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์และความประทับใจที่เราอยากเล่าให้ทุก ๆ คนฟังค่ะ

Singapore Zoo 
แหล่งรวมสัตว์ป่าจากทั่วโลกที่มาอยู่ร่วมกันในสวนสวย

เราเริ่มต้นวันด้วยการไปเที่ยวชมสวนสัตว์สิงคโปร์ (Singapore Zoo) เป็นสวนสัตว์ขนาดใหญ่ที่รวมสัตว์ป่าหายากไว้กว่า 300 สายพันธุ์ ความประทับใจแรกที่ได้จากการเดินไปถึงที่สวนสัตว์แห่งนี้คือ ที่นี่เป็นสวนสัตว์ที่ใหญ่มาก ๆ ถ้าเดินช้า ๆ ดูทั้งวันก็ไม่จบ บริเวณสวนสัตว์ก็เต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ทั่วทั้งสวน ให้ความรู้สึกร่มรื่น ใครที่เคยมาสิงคโปร์คงพอจะรู้กันว่าอากาศที่นี่ร้อนมาก ๆ แต่ด้วยร่มเงาของต้นไม้ใหญ่กลับทำให้เรารู้สึกว่าอากาศไม่ได้ร้อนในระดับที่บ่อนทำลายผิวกายเราได้ (แต่ความเหนียวเหนอะหนะเนื่องจากความร้อนชื้นนี่คงแก้ไม่ได้จริง ๆ) 

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน

เรามาเดินที่นี่เหมือนได้ไปเดินอยู่ในป่าขนาดย่อม ๆ ส่วนของการแสดงสัตว์ เรารู้สึกว่าเขาออกแบบกิจกรรมและสร้างสรรค์มาให้เราได้ใกล้ชิดกับสรรพสัตว์มาก ๆ สัตว์แต่ละประเภทจะมีโซนการละเล่นของตัวเอง ที่ทางสวนสัตว์จัดให้เหมาะกับธรรมชาติของสัตว์ชนิดนั้น ๆ และเราแทบไม่เห็นสัตว์ที่อยู่ในกรงเลย การมาดูสัตว์ที่นี่บางทีอาจจะต้องใช้ดวงและจังหวะสักหน่อย เพราะสัตว์แต่ละตัวก็ฟรีสไตล์มาก บางทีก็เห็น บางทีก็อาจจะไม่เห็น

จริง ๆ ถ้ามีเวลา เราแนะนำให้เดินให้ทั่วทั้งสวน เพราะแต่ละจุดต่างมีจุดเด่นที่น่าสนใจคนละแบบ สำหรับคนที่ไม่มีเวลา เราขอแนะนำไฮไลต์ที่ห้ามพลาด (ถ้าไปแล้วน้องไม่โผล่ออกมาให้เห็นก็ต้องนั่งรอเลยแหละ)

  • Orangutan Exhibit จุดจัดแสดงโชว์ลิงอุรังอุตังที่มีอยู่ 2 จุดใกล้ ๆ กัน จุดแรกจะเป็นโซนปีนป่ายของลิงรุ่นเล็ก ทางสวนสัตว์จัดของเล่นและเครื่องอำนวยความสะดวกให้น้องปีนได้อย่างเต็มที่ จุดที่สองจะเป็นโซนตู้กระจก จุดนี้ไม่อยากให้พลาด เพราะในตู้จะมีลิงอุรังอุตังรุ่นลุงตัวใหญ่ (ใหญ่มากกกก) ที่เดินเข้ามาใกล้ชิดกับเราแบบประชิดเพียงแค่กระจกกั้น ตรงจุดนี้เรานั่งมองสบสายตากันได้เลย 
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
  • Elephants of Asia จุดจัดแสดงช้างเอเชีย แม้ที่นี่จะมีแต่ช้างตัวเมียเท่านั้น แต่เราก็ยังเพลิดเพลินกับการนั่งชมความน่ารักของน้องช้าง จุดนี้มีที่นั่งเป็นสัดส่วน ใครเดินเมื่อย ๆ มานั่งพักชมอิริยาบถของน้อง ๆ ได้เลยยาว ๆ
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
  • Wild Africa เป็นจุดรวมสัตว์ต่าง ๆ จากทวีปแอฟริกาที่วิ่งเล่น (และบางตัวก็ยืนกินใบไม้) ให้เราเห็นในบริเวณที่กว้างขวาง ทั้งสิงโต (วันที่เราไปเหมือนน้องจะหลับเลยไม่เห็น) ยีราฟ ม้าลาย แรด หมูป่า เมียร์แคท (น่ารักมากกกก) ฯลฯ บริเวณจุดนี้เราจองให้อาหารยีราฟกับแรดได้ด้วยนะ
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
  • Fragile Forest อันนี้เด็ดที่สุด! ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ส่วนจัดแสดงนี้นอกจากเราจะเข้าไปหลบร้อน (เพราะเปิดแอร์) ได้แล้ว ยังเป็นจุดที่เราได้ใกล้ชิดกับสัตว์ต่าง ๆ แบบประชิดตัวมาก เมื่อเดินเข้าไปถึงห้องแรก ห้องนี้เป็นห้องรวมผีเสื้อที่เขาทำได้เก่งมาก ผีเสื้อเยอะและบางตัวบินมาเกาะเราได้ ถัดไปอีกห้องก็เจอกับน้องสล็อตที่ปีนต้นไม่อย่างเชื่องช้า นกพิราบหงอนที่ออกมาเดินตัดหน้าเราแบบไม่กลัว จิ้งจอกบินที่หน้าตาละม้ายคล้ายค้างคาว นกแก้วที่ส่งเสียงกวนเพื่อนตลอดเวลา ฯลฯ โซนนี้คือโซนที่เราชอบที่สุด

ที่สวนสัตว์สิงคโปร์แห่งนี้เป็นสวนที่เป็นสวนจริง ๆ มีทั้งต้นไม้ขนาดใหญ่ปกคลุมทั่วอาณาเขต สัตว์ต่าง ๆ ก็มีพื้นที่กว้าง ๆ ให้เดินได้ ไม่ถูกกั้นอยู่ในที่แคบ ๆ ระหว่างที่เราเดินเล่น ก็จะเห็นเจ้าหน้าที่ที่คอยดูแลน้องเดินอยู่ตลอด เป็นที่ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเขาให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิตหลากหลายอย่างแท้จริง

River Wonders
ท่องเที่ยวชมแพนด้ายักษ์และสัตว์น้ำจากแม่น้ำสายสำคัญทั่วโลก

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน

หลังจากเดินทัวร์สวนสัตว์จบแล้ว สวนข้าง ๆ กันที่เราเดินกันต่อคือ River Wonders (ชื่อเดิมคือ River Safari) ซึ่งเป็นที่ที่เราเข้าไปทำความรู้จักกับสัตว์น้ำและสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ จากแม่น้ำสายสำคัญทั่วโลกได้ ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำแยงซี แม่น้ำคงคา หรือแม้แต่แม่น้ำโขงจากบ้านเราก็มี (เราเห็นปลาบึกตัวใหญ่มากมาว่ายน้ำให้ชม) 

ไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้ของ River Wonders จนเราอยากแนะนำ คือ

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
  • Giant Panda Forest เป็นห้องจัดแสดงแพนด้ายักษ์ ชื่อ Jia Jia และ Kai Kai ตอนนี้เพิ่งให้กำเนิดลูกน้อยอายุไม่กี่เดือนชื่อน้อง Le Le มาเป็นขวัญใจตัวใหม่ของสวนนี้ ตอนนี้น้อง Le Le ยังอายุน้อย เลยออกมาแสดงความน่ารักแค่วันละ 20 – 30 นาทีเท่านั้น แต่ละวันแถวยาวมาก ถ้าใครไปไม่ทันก็ไปดูคุณพ่อหรือคุณแม่แพนด้าแทะต้นไผ่ให้เราชมแทนได้ค่ะ ตรงจุดนี้แอบกระซิบว่าแอร์เย็นมาก เหมาะกับการไปยืนแช่มากค่ะ และโซนนี้ยังมีการจัดแสดงแพนด้าแดงที่ปีนกิ่งไม้ไปมา ขอบอกว่าใกล้เรามาก ๆ จนอยากยื่นมือเข้าไปอุ้มเลย
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
  • Amazon River Quest เป็นเหมือนกับการนั่งเครื่องเล่นล่องแก่งในสวนสนุก แต่นี่คือการจำลองการนั่งเรืออยู่บนแม่น้ำแอมะซอน บริเวณรอบข้างมีสัตว์ป่านานาชนิดอาศัยอยู่ในผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ ที่นี่เราจะได้เห็นสัตว์ป่าหายากมากมาย เช่น เสือดาว คาปิบาร่า นกฟลามิงโก้ ฯลฯ
Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน
  • Amazon Flooded Forest โซนนี้เราตื่นตาตื่นใจมากกับอุโมงค์ที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้ไปเดินอยู่ใต้น้ำ นอกจากสัตว์น้ำในตู้เล็ก ๆ แล้ว ตู้ใหญ่คือสิ่งที่ไม่ควรพลาดเลย เพราะที่นี่มีปลาพะยูนขนาดใหญ่และเล็กจำนวนมากที่ตีลังกาว่ายน้ำไปกับสัตว์น้ำอื่น ๆ การนั่งชมอยู่นิ่ง ๆ ก็ทำให้เรารู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก

ถ้าหากสวนสัตว์สิงคโปร์ทำให้เรานึกถึงผืนป่าที่มีต้นไม้ปกคลุมอยู่ทั่ว ที่ River Wonders อาจจะเป็นแหล่งน้ำที่เป็นต้นกำเนิดและที่อยู่อาศัยของสรรพสิ่ง ในช่วงตกเย็นที่นี่มีบรรยากาศพระอาทิตย์ตกสวยงามมาก เราออกจากสวนที่เต็มไปด้วยแหล่งน้ำนี้ในช่วงเวลาที่สงบสุขที่สุดของวัน

Mandai Wildlife Reserve เส้นทางธรรมชาติที่เชื่อม 3 สวนสัตว์ของสิงคโปร์เข้าด้วยกัน

Night Safari 
นั่งรถชมวิถีชีวิตสัตว์ป่าในยามค่ำคืน

เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าก็ถึงเวลาที่สรรพสัตว์ต่าง ๆ ใน Singapore Zoo และ River Wonders จะไปพักผ่อน ซึ่งขาของเราที่เดินมาทั้งวันก็เช่นกัน และพอดีกันกับที่ Night Safari มีบริการรถแทรม อันเป็นจุดเริ่มต้นให้นักท่องเที่ยวและนักเดินเที่ยวอย่างเราเข้าไปนั่งรถและทัวร์ชมสัตว์ยามค่ำคืน พร้อมฟังบรรยายต่าง ๆ จากเจ้าหน้าที่

บอกเลยว่าเราตื่นเต้นกับการเข้ามาเยือนที่ไนท์ ซาฟารี แห่งนี้มาก เพราะที่นี่เป็นสวนสัตว์กลางคืนแห่งแรกของโลก การมาที่นี่ให้ความรู้สึกแตกต่างกับสองสวนสัตว์รอบเช้าตรงที่ หนึ่ง เรานั่งแทรมได้ยาว ๆ เลย และ สอง อากาศไม่ร้อน แถมบรรยากาศยามค่ำคืนอันแสนเงียบสงบ ทำให้เราได้ยินเสียงสัตว์และแมลงต่าง ๆ ชัดเจนขึ้นด้วย

การเข้าชม Night Safari แห่งนี้ เราขอแนะนำเป็น 2 เส้นทาง รับรองว่าไปทีเดียวครบ

ฟื้นฟูย่าน Mandai เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่า กับ ‘City in Nature’ โครงการให้คนสิงคโปร์ใกล้ชิดธรรมชาติ
  • Tram Ride เป็นเส้นทางบังคับ (และควรจะไปนะ มันนั่งสบาย) เดินเข้าสวนมาปุ๊บ ต่อแถวขึ้นรถได้ปั๊บ โดยระหว่างการนั่งรถประมาณ 10 กว่านาทีเราจะเห็นสัตว์มากมาย ไฮไลต์คือสิงโตที่มาเป็นคู่ (คนขับรถบรรยายว่าคู่นี่เป็นแฟนกันนะ) แถมเกร็ดความรู้อีก 1 ข้อที่คนขับให้มาคือ รู้หรือไม่ว่าสิงโต นอนได้วันละถึง 20 ชั่วโมงเลยทีเดียว มิน่าล่ะ ตอนไปสวนสัตว์เราไม่เห็น เพราะน้องคงหลับอยู่ ข้อควรระวังคือถึงแม้ว่าคนขับจะขับช้า ๆ แต่ถ้าต้องการถ่ายรูป เราแนะนำให้พกกล้องถ่ายรูปแบบ ISO สูง ๆ ไปเลย หรือไม่ก็นั่งชมเฉย ๆ เลยค่ะ เพราะเราพยายามถ่ายแล้ว มันไม่ได้จริง ๆ 
  • Walking Trails หลังจากจบการนั่งรถแล้ว เราแนะนำให้เดินต่อตามเส้นทางเดินที่มีอยู่ 4 เส้นทาง โดยทุกเส้นทางจะเชื่อมต่อกันหมด เราจะเห็นสัตว์ที่แตกต่างจากที่เรานั่งรถมา เริ่มจาก Fishing Cat Trail ที่อยู่ตรงทางขึ้น/ลงรถแทรม ไฮไลต์ของเส้นทางเทรลนี้คือการเดินไปให้ถึงจุดแสดงเสือ ซึ่งเราโชคดีมาก ตอนไปมีเจ้าหน้าที่พี่เลี้ยงมาพอดี น้องเสือ 3 ตัวเลยออกมาเดินเล่นให้เราเห็นอย่างไม่เขินอาย นอกจากเสือแล้ว อย่าลืมเดินตามหาสัตว์ชนิดอื่น ๆ นะคะ และแน่นอนที่นี่มีพื้นที่กว้างขวางให้น้อง ๆ ได้เดินและวิ่งกันอย่างเต็มที่
ฟื้นฟูย่าน Mandai เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่า กับ ‘City in Nature’ โครงการให้คนสิงคโปร์ใกล้ชิดธรรมชาติ
ฟื้นฟูย่าน Mandai เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่า กับ ‘City in Nature’ โครงการให้คนสิงคโปร์ใกล้ชิดธรรมชาติ

จบภารกิจหนึ่งวันที่เต็มอิ่มไปกับการเที่ยวชมธรรมชาติและสัตว์น้อยใหญ่ สิริแล้ววันนี้เราเดินไปเกือบ 20,000 ก้าว คงจินตนาการไม่ออกเลยใช่ไหมคะว่าถ้าอีก 2 สวนที่เหลือเปิดแล้ว เราจะเที่ยวยังไงให้หมดในวันเดียว

แต่ไม่ต้องเป็นห่วงไป เพราะที่นี่เขาวางแผนกันแล้วว่าจะทำให้ Mandai Wildlife Reserve เป็นเมืองหนึ่งเมืองที่เราเข้าไปพักผ่อนสัมผัสกับธรรมชาติตามธีม City in Nature ได้อย่างเต็มที่ โดยปี 2023 นี้ สิงคโปร์จะเปิดตัว Mandai Eco-Resort รีสอร์ตเชิงอนุรักษ์ที่จะมีบ้านบนต้นไม้ สะพานลอยฟ้า และเส้นทางเดินป่า ให้คนที่รู้สึกว่ายังรับพลังจากธรรมชาติไม่พอให้เข้าไปพักกันด้วย ใครที่ชมสวนต่าง ๆ วันเดียวไม่จบ ก็ไปเข้าพักผ่อนแล้วลุยกันต่อวันถัดไป

จากการเดินเที่ยวจนเต็มอิ่มกับธรรมชาติมาตลอดวัน เรารู้สึกว่าสิงคโปร์มาไกลแล้วจริง ๆ จากประเทศน้องใหม่ล่าสุดที่มีอายุเพียง 50 กว่าปี เขาพัฒนาประเทศจนเป็นประเทศที่ทันสมัยที่สุดในภูมิภาค เป็นศูนย์กลางการค้า และการลงทุนต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่เรารับรู้จากการที่อยู่และทำงานที่นี่มาเป็นเวลานาน วันนี้เราสัมผัสอีกแง่มุมหนึ่งของสิงคโปร์ ที่ต้องการเดินหน้าสู่การนำธรรมชาติและผืนป่ากลับเข้ามาใกล้เมืองและใกล้คนทุก ๆ คนมากขึ้น 

ขอบอกเลยว่าเขาไม่ได้ทำเล่น ๆ นะ เพราะมีการติดตามประเมินถึงผลกระทบที่มีต่อธรรมชาติเป็นประจำ (เราดาวน์โหลดมาอ่านได้ด้วยนะ ถ้าสนใจ) จากความสำเร็จต่าง ๆ ของสิงคโปร์ที่เราเห็นผ่านสื่อรวมถึงที่เราสัมผัสเองหลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เราเชื่อมั่นมาก ๆ ว่า จุดมุ่งหมายภาพใหญ่ที่สิงคโปร์ต้องการเป็น City in Nature เขาทำได้แน่ ๆ 

เอาล่ะ! เราขอตอบคำถามทุกคนที่เคยถามว่าอยู่สิงคโปร์ไม่เบื่อเหรอ โดยเฉพาะช่วงที่เดินทางไปไหนไม่ได้ เราตอบได้ไม่เต็มปากว่า ‘ไม่เบื่อ’ แต่การที่เราได้ใช้เวลาค้นหาอะไรใหม่ ๆ ลองศึกษา รวมถึงสัมผัสโครงการต่าง ๆ ที่สิงคโปร์ทำแบบไม่หยุด ทำให้เรารู้สึกเชื่อมต่อกับธรรมชาติได้จริง ๆ 

เรามีข้อแนะนำเล็ก ๆ สำหรับคนที่วางแผนจะมาเที่ยวสิงคโปร์เร็ว ๆ นี้ เราอยากให้ลองมาสัมผัสอีกมุมหนึ่งประเทศนี้ผ่านเส้นทางธรรมชาติและการอนุรักษ์ เหมือนกับที่เราลองเปิดใจและลองเปิดตาไปเห็นถึงที่ มันประทับใจจนอยากชวนและเชียร์ให้ทุกคนไป

นี่ถ้า Mandai Eco Resort สร้างเสร็จเมื่อไหร่ คงจะต้องขอไป Staycation บ้างสักที

และอีกอย่างที่เรารู้สึกคือ คนที่นี่โชคดีมากที่มีโอกาสเข้าถึงธรรมชาติอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องเดินทางไปไหนไกล, เบื่อหรือเปล่า ไม่รู้ แต่การไม่ต้องเดินทางไกลออกไปแสวงหาสิ่งที่ควรจะอยู่ใกล้ตัว ก็รู้สึกดีต่อใจเหมือนกันนะ

ฟื้นฟูย่าน Mandai เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่า กับ ‘City in Nature’ โครงการให้คนสิงคโปร์ใกล้ชิดธรรมชาติ

ข้อมูลอ้างอิง 

www.nparks.gov.sg/about-us/city-in-nature

tomorrow.city/a/singapore-transformation-garden-city

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

Avatar

ขจีภรณ์ เตชะทวีกิจกุล

นักสร้างและผู้จัดการชุมชนออนไลน์ / เกิดที่ไทย / ไปเรียนไกลถึงญี่ปุ่น / ทำงานคลุกฝุ่นอยู่ที่สิงคโปร์ / เดินได้วันละหลายสิบกิโล / ชอบเล่น Pole & Aerial / แนะเที่ยวและอยู่สิงคโปร์ยังไงให้ไม่เบื่อที่เพจ Boring Singapore

Photographers

Avatar

สพล วงศ์อิศเรศ

อินทีเรียชาวไทย เสื่อผืนหมอนใบมาทำงานที่สิงค์โปร์ จนตอนนี้เหลือแต่เสื่อ หมอนหายไปแล้ว, ฟูลไทม์ดีไซเนอร์ พาร์ตไทม์ตากล้อง นักดนตรี เชฟ บาริสต้า คนเก็บแผ่นเสียง และไทยปาร์ตี้สิงคโปร์ ออแกไนเซอร์

Avatar

ปรีดิกร เกรียงสิทธิเดช

สถาปนิกที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่สิงคโปร์ มีความฝันอยากเจอเป้าหมายเพื่อสร้างสรรค์ผลงานดี ๆ หวังว่าจะทำได้สักวันนะ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ถ้าหากพูดถึงช็อกโกแลตยอดฮิตคิทแคท (KITKAT) หลายคนคงนึกถึงญี่ปุ่นก่อนเป็นอันดับแรก เนื่องจากคิทแคทเป็นหนึ่งในของฝากยอตฮิตของคนไทยที่เดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่น คิทแคทที่ญี่ปุ่นมีตั้งแต่รสที่เป็นที่นิยม เช่น ชาเขียว สตรอว์เบอร์รี่ ไปจนถึงรสที่ดูประหลาดๆ เช่น รสซีอิ๊ว รสมันฝรั่ง และรสสาเก เป็นเรื่องจริงที่ญี่ปุ่นเป็นที่หนึ่งในประเทศที่มีรสคิทแคทหลากหลายมากที่สุดในโลก แต่ถ้าถามถึงต้นกำเนิดของขนมเวเฟอร์ช็อกโกแลตนี้ อาจจะมีน้อยคนที่เดาถูกว่าแท้จริงแล้วคิทแคทถือกำเนิดในเมือง York (ยอร์ก) สหราชอาณาจักร และในปี 2017 นี้ คิทแคทมีอายุร่วม 97 ปีแล้ว

การเดินทางครั้งนี้เราไม่ได้ตั้งใจไปเพื่อตามรอยคิทแคท แต่บังเอิญไปได้ความรู้เกี่ยวกับช็อกโกแลตมาพอสมควร เรื่องมีอยู่ว่าเราต้องการเดินทางไปธุระที่ Newcastle (นิวคาสเซิล) แต่ด้วยความสนใจอยากไปเห็นยอร์กด้วยตาตัวเอง จากคำร่ำลือของเพื่อนๆ ว่าเป็นเมืองที่สวยมาก เราจึงตัดสินใจแวะที่ยอร์ก แม้จะมีเวลาที่เมืองนี้แค่คืนเดียว

ยอร์กอาจเป็นที่รู้จักของคนไทยที่สนใจไปเรียนต่อสหาราชอาณาจักร เนื่องจาก University of York เป็นมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่ายอร์กเป็นหนึ่งในหัวเมืองการค้าที่สำคัญของอาณาจักร Northumbria (นอร์ธอัมเบรีย) ในยุคกลาง ซึ่งเป็นอาณาจักรทางเหนือของอังกฤษ เป็นที่ตั้งถิ่นฐานสำคัญของ Vikings ที่เข้ามาในหมู่เกาะ Great Britain ช่วงศตวรรษที่ 9 – 11 และยังเป็นเมืองสำคัญในช่วงที่ราชวงศ์ York (House of York) ปกครองอังกฤษอีกด้วย

พิพิธภัณฑ์ที่เราประทับใจที่สุดคือ York Castle Museum ซึ่งไม่ได้เป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับปราสาท แต่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในหลายๆ ธีม เช่น ช็อกโกแลต ของเล่น แฟชั่น เมืองยอร์กในสมัยวิกตอเรียน สงครามโลกครั้งที่ 1 ไปจนถึงประวัติศาสตร์ยุค 60 สาเหตุที่พิพิธภัณฑ์ได้ชื่อนี้มาเพราะตั้งอยู่บนพื้นที่ที่เคยมีปราสาทอยู่เดิม ซึ่งต่อมาผุพังไปตามกาลเวลาและถูกเปลี่ยนเป็นคุก และกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ในที่สุด

สาเหตุหลักที่เราสนใจนิทรรศการประวัติศาสตร์ช็อกโกแลต (Chocolate: York’s Sweet Past) ในพิพิธภัณฑ์นี้มากเป็นพิเศษ เพราะช็อกโกแลตเป็นอุตสาหกรรมหลักที่อาจเรียกได้ว่าสำคัญที่สุดของยอร์กในอดีต และด้วยเหตุผลส่วนตัว เพราะช็อกโกแลตทำให้เราย้อนนึกถึงวัยเด็ก และการได้มาค้นพบต้นกำเนิดของขนมที่ชอบกินตอนเด็กๆ (และตอนนี้) ก็ทำให้วัยเด็กของเราดูมีอะไรขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

หลายๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับหนังสือของ Roald Dahl เรื่อง Charlie and the Chocolate Factory ที่เป็นหนัง Hollywood และละครเวทีด้วย รู้หรือไม่ว่าผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือมาจากวัยเด็กที่ผู้ผลิตช็อกโกแลตรายใหญ่ๆ จะส่งช็อกโกแลตไปให้เด็กๆ ชิมตามโรงเรียน และธุรกิจช็อกโกแลตในขณะนั้นก็มีการแข่งขันสูงมาก โดยในบรรดาผู้ผลิตรายยักษ์ก็คือ Rowntree’s ซึ่งมีต้นกำเนิดในยอร์ก (ปัจจุบันถูกซื้อไปโดย Nestlé) ผู้ผลิตคิทแคท กับสมาร์ตี้ (Smarties) ขนมที่ตอนเด็กๆ เราชอบสับสนกับ M&M และ Cadbury’s ที่กำเนิดใน Birmingham (ปัจจุบันเป็นของบริษัทอเมริกัน Mondelez International หรือ Kraft Foods)

สองบริษัทนี้แข่งขันกันสูงมาก และว่ากันว่ามีการส่งสปายเพื่อไปแอบดูสูตรการผลิตช็อกโกแลตของอีกฝ่าย ในปัจจุบันเราอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อ Rowntree’s แต่ Cadbury’s (ปัจจุบันคือ Cadbury) ยังคงเป็นผู้ผลิตช็อกโกแลตที่มีชื่อเสียงมากในสหราชอาณาจักรและมีผลิตภัณฑ์ที่สำคัญคือช็อกโกแลตรูปไข่ที่คนชอบซื้อช่วงวัน Easter

ถ้าหากใครเคยอ่านหนังสือของ Roald Dahl จะพบว่าเด็กจนๆ อย่าง Charlie ไม่สามารถซื้อช็อกโกแลตได้เนื่องจากเป็นของกินฟุ่มเฟือย แม้ว่าในช่วงที่ Dahl ตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ช็อกโกแลตจะเป็นสินค้าที่คนสามารถซื้อหาได้อย่างค่อนข้างแพร่หลาย แต่ในประวัติศาสตร์ช่วงก่อนศตวรรษที่ 19 มีเพียงแต่คนรวยเท่านั้นที่จะได้ลิ้มลองช็อกโกแลต เนื่องจากวัตถุดิบและวิธีการผลิตมีราคาแพงมาก โดยเฉพาะน้ำตาลซึ่งเป็นของหายากในอังกฤษ แม้กระทั่งช่วงต้นศตวรรษที่ 19 คนอังกฤษยังใช้น้ำผึ้งเป็นสารให้ความหวาน แต่น้ำผึ้งเองก็มีมูลค่ามากจนกระทั่งสามารถเอาไปใช้จ่ายค่าเช่าบ้านหรือจ่ายภาษีได้

ประวัติศาสตร์ของช็อกโกแลตก่อนศตวรรษที่ 20 จึงเป็นประวัติศาสตร์ของผู้มีอันจะกิน โดยคนมีเงินจะดื่มเครื่องดื่มโกโก้เพราะเชื่อว่าดีต่อสุขภาพ จนกระทั่งปี 1847 ถึงมีผู้ผลิตช็อกโกแลตแบบกินได้ และปี 1868 เริ่มมีช็อกโกแลตแบบกล่อง ในช่วงปี 1920 ช็อกโกแลตบรรจุกล่องผ้าไหมที่ตกแต่งระบายสีด้วยมือเป็นที่นิยมมากในฐานะของขวัญของคนรวย ช็อกโกแลตกล่องของ Rowntree’s มีมูลค่ามากถึง 100 ชิลลิ่ง หรือเทียบกับค่าเงินในปัจจุบันนั้นมีราคาถึง 250 ปอนด์!

ต้นกำเนิดของคิทแคทเองก็มาจากการเป็นช็อกโกแลตบรรจุกล่องของ Rowntree’s ซึ่งถ้าดูจากกล่องตัวอย่างที่พิพิธภัณฑ์เรียกว่า Kit-Cat เริ่มขายในราวๆ ปี 1920 ก่อนที่ในปี 1935 จะมีพนักงานในบริษัทเสนอความคิดที่จะทำช็อกโกแลตเป็นแท่งติดกัน 4 แท่งเหมือนนิ้ว 4 นิ้ว (four-fingered) โดยเรียกว่า ‘Chocolate Crisp’ (ฟังดูเหมือนเป็น chocolate chip เวอร์ชันบริติช) เนื่องจากต้องการให้เป็นช็อกโกแลตขนาดกะทัดรัดที่พกไปกินตอนพักกลางวันได้ หลังจากนั้นในปี 1937 จึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น KITKAT

หลายคนคงเคยได้ยินสโลแกน ‘คิดจะพัก คิดถึงคิทแคท’ ซึ่งเราคิดว่าคนแปลเก่งมากๆ เพราะนอกจากจะดูคล้องจองและติดหูในภาษาไทยแล้ว ยังเป็นสโลแกนที่แปลมาแบบใกล้เคียงต้นฉบับภาษาอังกฤษมากๆ ซึ่งก็คือ ‘Have a Break’ ที่บริษัทเริ่มใช้ในปี 1957

หลังจากนั้นก็มีโฆษณาคิทแคทที่ใช้คำพูดประมาณนี้ เช่น ‘Give Yourself a Kit Kat, Give Yourself a Break’ หรือเพลงโฆษณาที่ร้องว่า “Give me a break, give me a break, break me off a piece of that Kit Kat bar!” ซึ่งเป็นเป็นสโลแกนภาษาอังกฤษที่เราคิดว่าเลือกมาดีมากๆ เพราะคำว่า break สามารถใช้หมายถึงการพักจากการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อมากินคิทแคท (เช่น พักกลางวัน ตามที่บริษัทตั้งใจไว้แต่แรก) ซึ่งทำให้ผู้บริโภคโยงคิทแคทเข้ากับช่วงเวลาที่ผ่อนคลาย ในความคิดเรามันเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้คิทแคทดูเข้าถึงได้โดยชนชั้นแรงงาน และ break ยังหมายถึงการหักคิทแคทออกมากินเนื่องจากมันออกแบบมาให้หักกินทีละแท่งได้แบบที่เรารู้ๆ กันอยู่

นอกจากนี้สำนวน ‘Give someone a break’ ยังไม่ได้หมายความแค่ให้พัก หรือให้หยุดกดดัน แต่เป็นคำพูดที่ใช้เวลาเรารำคาญใคร หรือเวลาใครพูดอะไรแล้วเราไม่เชื่อ เราก็จะพูดใส่เค้าไปว่า “Give me a break!” ยิ่งเก๋เข้าไปอีก เหมือนบอกว่า อย่ามายุ่งนะ ฉันจะกินคิทแคท และสาเหตุที่คิทแคทเป็นที่นิยมมากในญี่ปุ่น ก็เป็นเพราะชื่อดันไปใกล้เคียงกับคำว่า きっと勝つ (Kitto Katsu) ที่แปลว่า ชนะแน่นอน ทำให้คนญี่ปุ่นนิยมซื้อไปให้เป็นของขวัญอวยพรให้โชคดี ซึ่งก็เป็นความเก่งในการเล่นคำเพื่อขายสินค้าอีกเช่นเดียวกัน

อีกแง่หนึ่งที่เราคิดว่าน่าสนใจมากๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมช็อกโกแลตในอังกฤษคือผู้ผลิตช็อกโกแลตรายใหญ่ในอดีต ได้แก่ Rowntree’s Cadbury’s และ Fry’s ล้วนแล้วแต่มีผู้ก่อตั้งเป็น Quakers หรือสมาชิกของ The Religious Society of Friends ซึ่งเป็นนิกายหนึ่งของศาสนาคริสต์ที่เชื่อว่าผู้มีศรัทธาทุกคนสามารถเข้าถึงพระเจ้าได้โดยไม่ต้องผ่านนักบวช ความเชื่อหนึ่งของ Quakers คือการต่อต้านการดื่มสุรา ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุให้กลุ่มนี้สนใจการทำช็อกโกแลต โดยเริ่มจากการสนับสนุนให้ดื่มเครื่องดื่มโกโก้เพื่อชักชวนให้คนเลิกสนใจแอลกอฮอล์ น่าสนใจมากที่ความเชื่อทางศาสนาทำให้ของกินอร่อยๆ อย่างช็อกโกแลตเป็นที่แพร่หลาย ถ้าเป็นคุณจะเลือกอะไรระหว่างช็อกโกแลตกับแอลกอฮอล์

นอกจากนี้ในยอร์ก บริษัท Rowntree’s ยังขึ้นชื่อว่ามีโรงงานที่ปฏิบัติต่อพนักงานดี เมื่อเทียบกับโรงงานอื่นๆ ซึ่งอาจจะเป็นอิทธิพลจากความเชื่อทางศาสนา ทำให้ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่สภาพความเป็นอยู่ของชนชั้นแรงงานยากลำบาก การได้งานทำในโรงงานช็อกโกแลตเป็นสิ่งที่คนงานจำนวนมากปรารถนา ซึ่งก็อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้โรงงานช็อกโกแลตเป็นสถานที่ที่เด็กยากจนอย่าง Charlie อยากจะเข้าไปให้ได้

หากใครไปเที่ยวยอร์กและสนใจเรื่องเกี่ยวกับช็อกโกแลต ที่นี่ยังมี York’s Chocolate Story แหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ช็อกโกแลตของยอร์กและวิธีการทำช็อกโกแลต ที่เราคงมีโอกาสได้ไปหากมีเวลาพอ ถึงแม้จะไม่มีโอกาสไปชิมช็อกโกแลตที่นั่น แต่อย่างน้อยตอนนี้เราก็หายเข้าใจผิดแล้วว่าคิทแคทมาจากญี่ปุ่น

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

มนฑิตา โรจน์ทินกร

อาจารย์สอนวรรณคดีอังกฤษ เคยเรียนที่สกอตแลนด์ ชอบท่องเที่ยว เข้าพิพิธภัณฑ์ สนใจประวัติศาสตร์ การเมือง วัฒนธรรม และดนตรียุค 60 กับ 70

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load