ก่อนเดินทางไปมหาสารคาม ฉันโทรศัพท์ไปหาหลายคนเพื่อหาข้อมูลจังหวัด หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องได้สีสันท้องถิ่นของเมืองสะดืออีสานมาเขียน

“มหาสารคามน่ะเหรอ…ไม่ค่อยมีอะไรหรอก” ปลายสายคนแล้วคนเล่าตอบซ้ำๆ เหมือนนัดกันไว้ “เราเป็นเมืองการศึกษา”

ถ่อมตัว หรือเชื่อแบบนั้นจริงๆ ฉันไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ คือไม่เชื่อเป็นอันขาดว่าใจกลางอีสานจะขาดเรื่องราว ตักศิลานครแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือย่อมมีสิ่งดีที่น่าแบ่งปัน

ในที่สุด ฉันค้นพบคำตอบที่ตามหาที่สถานศึกษา แต่จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มาจากวัดเก่าๆ ที่มี ‘ฮูปแต้ม’ ศิลปะบนผนังสิมหรือโบสถ์อีสาน

ปุ้ย-สรัญญา ภักดีสุวรรณ อาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปกรรม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม หลงรักรูปวาดยึกยือซีดจางในวัดห่างไกล แม้ไม่ใช่นักประวัติศาสตร์หรือนักโบราณคดี แต่ดีไซเนอร์คนนี้มีวิธีรักษากราฟิกโบราณของท้องถิ่นในแบบของเธอเอง

ผ้าย้อมคราม

ฮูปแต้ม

ฮู้จักฮูปแต้ม

ฮูปแต้มคือจิตกรรมฝาผนังแบบอีสานที่อยู่บนสิม วิหาร หรือหอไตร ภาพวาดส่วนใหญ่บอกเล่าตำนานทางพุทธศาสนา ประเพณีวัฒนธรรม วิถีชาวบ้าน และธรรมชาติ สีสันของภาพต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ บริเวณใกล้เวียดนาม เช่น จังหวัดหนองคาย สีจะจัดจ้าน โทนส้มเหลือง ส่วนอีสานกลางมักเป็นสีน้ำเงิน สีฟ้า สีเขียว และสีน้ำตาล โดยช่างท้องถิ่นแต่ละที่จะมีสูตรผสมสีของตัวเอง มีส่วนผสม เช่น คราม ยางต้นรัก หรือสีสังเคราะห์จากเวียดนาม

“เสน่ห์ของฮูปแต้มคือมันไม่ได้ถูกสร้างจากช่างฝีมือวิจิตรเหมือนภาคกลาง เคยมีคนวิพากษ์วิจารณ์ด้วยทัศนคติด้านเดียวว่ามันไม่สวย ดูเลอะเทอะ แต่พอเราศึกษาเราจะรู้ว่ามันสวยในแบบที่มันเป็น ถ้าเปรียบเทียบกับศิลปะฝรั่ง ฮูปแต้มดูเป็นศิลปะไร้เดียงสา (Naive) เพราะคนวาดเป็นชาวบ้าน เป็นพระ เป็นช่างท้องถิ่น ที่ตั้งใจทำเพราะศรัทธาในพระพุทธศาสนา มันเป็นศิลปะเล็กๆ ที่เกิดจากความแร้นแค้นของบ้านเรา”

ผ้าย้อมคราม

ผ้าย้อมคราม

ปุ้ยอธิบายเพิ่มว่าบางวัดเขียนฮูปแต้มที่ผนังด้านนอก เนื่องจากมีธรรมเนียมไม่ให้ผู้หญิงเข้าโบสถ์หรือวิหาร จึงเปิดโอกาสให้ผู้หญิงศึกษาธรรมะผ่านศิลปะ ปัจจุบันฮูปแต้มทั่วไปที่มีอยู่ทั่วอีสานหลงเหลืออยู่เพียง 20 กว่าที่เท่านั้น ส่วนใหญ่วาดในช่วงรัชกาลที่ 5 และเริ่มผุพังหลังเวลาผ่านไปร้อยกว่าปี

“เราจบนิเทศศิลป์ ทำงานเขียนภาพประกอบกับออกแบบลวยลาย พอได้เห็นฮูปแต้มก็ เฮ้ย นี่ตัวการ์ตูนนี่นา ไปกี่ครั้งก็นั่งดูไปทีละภาพได้ทั้งวัน เราหลงรักฟอร์ม หลงรักรูปร่างรูปทรง มันน่ารักมาก อย่างผนังสิมวัดบ้านยาง (วัดยางทวงวราราม) วาดชูชกสามสี่ตัวเรียงกันอยู่ เอ้า นี่ก็แอนิเมชัน มีคาแรกเตอร์ มีเรื่องราวครบหมด แล้วทำยังไงดี สิ่งที่ปรากฏมีทั้งความชอบและสิ่งที่น่าเป็นห่วง บางวัดเอาสีทองไปทาทับฮูปแต้ม เราปวดใจมาก พูดแล้วยังขนลุก เขาเข้าใจว่าสีทองคือความสวย ก็ทาหมดเลย เหลือแค่รูปฟอร์มของฮูปแต้ม ซึ่งยังไงมันก็ผิดเพี้ยน”

อาจารย์ศิลปะเปรียบฮูปแต้มว่าเป็นทุกขลาภ เป็นของดีที่ชาวบ้านไม่รู้จะดูแลอย่างไร ยิ่งกรมศิลปากรออกกฎไม่ให้จับผนังเพื่ออนุรักษ์โบราณสถาน คนส่วนใหญ่ยิ่งเกร็ง ไม่กล้าเข้าใกล้ ฮูปแต้มเป็นของมีค่าที่ห่างไกลจากชีวิตผู้คนทั่วไปมากขึ้นทุกที

“ฮูปแต้มเหมือนเพชรที่ไม่ได้เจียระไน เป็นก้อนหินก้อนนึงที่คนกลุ่มเล็กๆ อย่างแวดวงศิลปกรรมรู้จัก แต่จะทำยังไงให้คนทั่วไปเห็นคุณค่า เราห้ามไม่ให้มันผุพังไม่ได้ แต่ในขณะที่มันอยู่จะรักษามันไว้ยังไงให้มันนานที่สุด ถ้ามีใจจะดูแล มันก็จะเกิดอะไรสักอย่าง”

ผ้าย้อมคราม

ฮูปของเด็ก

“ก่อนหน้านี้เราปวารณาตัวเองว่าจะทำศิลปะเด็กปีละครั้ง ก่อนหน้านั้นก็ทำทีมศิลปะเด็กอีสาน พอมาเจอเรื่องนี้ ก็อยากทำให้เด็กในเมืองที่ไม่รู้จักฮูปแต้มได้รู้จักศิลปะนี้”

ปุ้ยลงมือศึกษาเรื่องฮูปแต้มอย่างจริงจัง และขอทุนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มาทำสื่อพื้นบ้านเพื่อสุขภาวะเยาวชน เช่น จัดค่ายพาเด็กมัธยมจากโรงเรียนต่างๆ ไปดูลวดลายฮูปแต้มที่วัดแล้วคัดลอกลายออกมา ให้ผู้เฒ่าผู้แก่มาเล่าความหมายให้ฟัง หรือร่วมมือกับศิลปินท้องถิ่น หยิบคาแรกเตอร์ฮูปแต้มมาทำเป็นละครหนังบักตื้อ (หนังตะลุงอีสาน)

“เราไม่ได้ไปแตะไปจับผนังเลย แต่ดึงลวดลายออกมาสู่บริบทใหม่ กลายเป็นแรงบันดาลใจที่เราให้สร้างสรรค์ได้อีกเยอะ ตัวการ์ตูนตัวเดียว แค่จัดวางใหม่ แล้วให้เด็กมอง 10 คนมองก็มองไม่เหมือนกันแล้ว มันเป็นขุมสมบัติมหาศาล”

ปีต่อปี ปุ้ยพลิกแพลงต่อยอดศิลปะและกิจกรรมจากต้นทุนทางวัฒนธรรมของมหาสารคาม สารพัดคาแรกเตอร์บนสิมได้รับการปลุกให้มีชีวิตอยู่ในบริบทใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพราหมณ์ที่ไปขอช้างขอม้าของพระเวสสันดรตอนเข้าป่า ชูชก นางอมิตดา ไปจนถึงเรื่องราวพื้นบ้านอย่างนายฮ้อย ที่มีตาชั่งสำหรับซื้อวัวควาย สาวเก็บเห็ด สาวหาปูปลา ชาวเวียดนามที่เข้ามาค้าขาย นกฮูก จระเข้ และรวงผึ้งยักษ์บนต้นยาง

ฮูปแต้ม

ฮูปแต้ม

ผ้าย้อมคราม

“เราบูรณาการฮูปแต้มให้เข้ากับนักศึกษาด้วย ช่วงที่เราเป็นหัวหน้าสาขาเราเจอปัญหาว่าเด็กศิลปะส่วนใหญ่ชอบอยู่กับตัวเอง ไม่ค่อยเข้ามาคณะ เราเลยหาวิธีให้พวกเขาได้ทำงานด้วยกัน ออกแบบภาพประกอบในวิชาเรียนแล้วก็เอามาทำละคร ครูเซียง-ปรีชา การุณ นักการละครหุ่นมาสอนเขียนบท อาจารย์นาฏศิลป์มาสอนตีกลอง เด็กต้องออกแบบภาพประกอบ ออกแบบฉาก ทำคอมพิวเตอร์กราฟิก แล้วเล่นหุ่นเงาเองด้วย เขาเลือกนิทานพื้นบ้านที่อยู่บนผนังเรื่องท้าวปาจิตกับนางอรพิมมาแสดงตามงานมหา’ลัยหรืองานกาชาด

ฮูปแต้ม

ฮูปแต้ม

“ผลสัมฤทธิ์มันไม่ได้วัดที่เล่นใหญ่ แต่ดูว่ารักกันมากขึ้นมั้ย รู้จักกันมากขึ้นมั้ย ภาคภูมิใจในตัวเองมากขึ้นมั้ย กล้าแสดงออกมั้ย ตลอดทางเขาทะเลาะกันบ้าง เกเรบ้าง แต่เราก็ได้เรียนรู้กัน ท้ายที่สุดแล้วเราไม่ได้โชว์ว่าอัตตาเรามีเท่าไหร่ แต่โชว์เพื่อลดอัตตาตัวเอง

“เรายึดฮูปแต้มเป็นหลัก แล้วแต่ว่าจะเปลี่ยนผ่านไปอยู่ในบริบทไหน กาย ใจ หรือสังคม”

ฮูปแต้ม


ฮูปบ้านเฮา

ฮูปแต้มเดินทางออกจากวัด สู่กิจกรรมในหมู่เด็กและเยาวชน และเริ่มออกเดินทางไปหาชุมชนด้วยการแปลงร่างเป็นสารพัดของใช้ที่สวยดึงดูดใจ

“เรารู้สึกว่ามีจิตรกรรมอย่างเดียวไม่ได้ น่าจะมีงานออกแบบสินค้าที่เขียนลายง่ายๆ เบื้องต้นเรานึกถึงผ้าบาติกเพราะว่ามันคอนทัวร์เหมือนกัน เข้าสู่กระบวนการออกแบบลวดลายที่ทำซ้ำได้ กระจายแล้วดู Seamless เลยหาแม่ลายจากฮูปแต้มมาต่อยอดเป็นการออกแบบที่ลึกขึ้น พอทำผ้าบาติกได้ก็ลองบูรณาการกับวิชาอื่น ทำซิลก์สกรีน ออกแบบเครื่องแต่งกาย ออกแบบตัวอักษร แล้วก็ร่วมมือกับวิสาหกิจในท้องถิ่นทำกระเป๋าพิมพ์ลายฮูปแต้ม”

ปัจจุบัน สิ่งที่นักออกแบบชาวมหาสารคามสนใจคือการทำผ้าบาติกลายฮูปแต้มย้อมคราม ซึ่งเป็นกระบวนการที่เธอหลงใหลมากที่สุด ถึงขั้นปลูกต้นครามและก่อหม้อครามที่คณะให้นักศึกษามาเรียน

“พอทำผ้าบาติกแล้วต้องย้อมสี เราเรียนรู้เรื่องครามแล้วหลงเสน่ห์มาก ตอนแรกที่เริ่มทำที่คณะ อาจารย์แถวนี้เขาร้องเรียนกันว่าครามเหม็นมาก เพราะเราก่อหม้อไม่เป็นไงคะ ด้วยความฮึกเหิม ฉันเป็นอาจารย์ ฉันเรียนรู้เองได้ เราไปขลุกกับหนังสือเป็นปี พอไปเจอผู้รู้ วันเดียวได้สูตรเลย ครามสอนให้เราเรียนรู้การนอบน้อมต่อภูมิปัญญาของคน”

ผ้าย้อมคราม

ผ้าย้อมคราม

ฉันก้มดูมือสีน้ำเงินจากการย้อมครามของดีไซเนอร์ท้องถิ่น ปุ้ยเอ่ยตามตรงว่าการสร้างสรรค์ของเธอยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ยังมีช่องว่างอีกมากที่เธอและชาวบ้านจะต้องเรียนรู้ที่จะพัฒนาสินค้าฮูปแต้มไปด้วยกัน

“ด้วยมุมมองนิเทศศิลป์ ก่อนหน้านี้เราสนใจสื่อสมัยใหม่ แอนิเมชัน พอมาจับสื่อพื้นบ้าน มันสอนให้เรานอบน้อมกับตัวตนของแต่ละที่มากขึ้น เราจะไม่มองว่าอันนี้เชย อันนี้ไม่เชย แม่ห้ามทำอย่างนี้ ต้องทำอย่างนั้น เราต้องไปรู้ก่อน แม่ทำอย่างนี้เพราะอะไร และเราจะเชื่อมโยงความเป็นเรายังไง

“สิ่งที่เราต้องต่อสู้คือความคุ้นชิน หลายคนยังคิดว่าบาติกเป็นของภาคใต้ ครามเป็นของสกลนคร มหาสารคามต้องมัดหมี่ เราบอกเลยว่าวัฒนธรรมเป็นของโลกนี้ค่ะ ใครๆ ก็เรียนรู้ร่วมกันได้ บางทีถ้าเราไปยึดติด โลกของเราจะไม่เปิดกว้าง ครามเป็นภูมิปัญญาของโลกมา 6,000 ปีแล้ว ไม่ใช่ของไทยอย่างเดียว ประเทศอื่นๆ ก็มี เพราะฉะนั้น ลองเปิดใจเรียนรู้ก่อน ถ้ามันดีก็คือดี เหมือนส้มตำยังเป็นส้มตำทอดได้เลย

ผ้าย้อมคราม

“ภูมิปัญญาคือสิ่งที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นแล้วเหมาะสมที่จะส่งมอบจากรุ่นสู่รุ่นไปได้ ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรมันก็ด้นไปตามความร่วมสมัยที่จะเกิดขึ้น เราก็เลยไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปบ้าง แต่ถ้ารากแก้วมั่นคงแล้วก็อย่าไปคิดเผื่อเลยว่ามันจะไม่ดี มันต้องดีสิ ในเมื่อเราปลูกต้นที่ดีไว้แล้ว กิ่ง ดอก ผล จะต้องดี”

ปุ้ยเอ่ยอย่างมั่นใจ ความสนใจสินค้าฮูปแต้มที่มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เธอคิดว่าอนาคตอยากสร้างแบรนด์เพื่อกระจายงานให้ชุมชน เช่น ชุมชนนี้ปลูกครามให้ ชุมชนนี้ทอผ้าพื้นให้ ให้นักศึกษาร่วมเขียนเทียนวาดลวดลาย แล้วเธอจะทำการตลาด ให้ทุกคนได้แบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน ยังมีผลิตภัณฑ์สนุกๆ อีกมากที่ทำได้ในอนาคต เช่น เซรามิก แก้วมัค ไปจนถึงกระเบื้อง และสารพัดข้าวของ

ผ้าย้อมคราม

เฮ็ดมือ

กลิ่นขี้ผึ้งผสมพาราฟินร้อนๆ ลอยมาจากหน้าคณะศิลปกรรม เก่ง-ธรรมนูญ พัดมะนา อาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปกรรมอีกคนมาช่วยเตรียมอุปกรณ์กับนักศึกษา ปุ้ยลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่าเธออยากให้ผ้าบาติกย้อมครามเป็นของขวัญ โดยมีข้อแม้ว่าฉันต้องลงมือทำเอง

โต๊ะเขียนแบบเก่าๆ ที่พังแล้วถูกบุด้วยฟองน้ำ กลายร่างเป็นโต๊ะร่างผ้าบาติก ปุ้ยหยิบปากกาเดินเทียนมาวาดนกฮูกตาโตและสุนัขตัวลายให้ดูเป็นตัวอย่าง ฉันจับปากกามือไม้สั่น เทียนหกลงเป็นด่างดวงบนผ้า งานนี้ยากกว่าที่คิดมากทีเดียว

ผ้าบาติกย้อมคราม

ผ้าบาติกย้อมคราม

“ระยะนี้เรียกว่า ‘ยาขม’ มันต้องใช้ฝีมือสักหน่อยเลยยาก แต่ถ้าตั้งใจ แค่วันเดียวก็ทำได้ครับ” ลูกศิษย์อาจารย์ปุ้ยที่กลายมาเป็นอาจารย์เหมือนกันกล่าวยืนยัน “เราเลยทำบล็อกไม้ให้ปั๊มง่ายๆ มาแก้ปัญหาให้ชาวบ้านหันมาสนใจทำบาติกมากขึ้น”

ผ้าบาติกย้อมคราม

จริงอย่างที่อาจารย์สอนถ่ายภาพว่า การจุ่มบล็อกไม้ลงในเทียนแล้วปั๊มบนผ้าง่ายกว่าหลายเท่า เมื่อลายสีเหลืองแผ่กระจายเต็มผืนผ้าขาว เรารอให้ลายเทียนร้อนๆ แห้งสนิทก่อนคว้าผ้าไปที่กระต๊อบเก็บครามหน้าสนามคณะศิลปกรรม

หม้อครามข้นคลั่กหลายสิบหม้อเรียงรายอยู่ในเพิงเรียบง่าย กลิ่นครามฉุนกึกลอยมาปะทะจมูก ปุ้ยเล่าติดตลกว่าจากที่ตอนแรกใครต่อใครไม่ชอบใจกลิ่นนี้ แต่ระยะหลังการย้อมครามป๊อปมากจนเนื้อครามหายไปเป็นถังๆ

ฉันกำผ้าลายเทียนผืนใหญ่ จุ่มลงไปในหม้อครามแล้วบีบซ้ำๆ ผ้าขาวดูดสีอย่างว่องไว ยิ่งจุ่มลงในหม้อถัดไปเพื่อย้อมซ้ำ โทนน้ำเงินก็เข้มขึ้นตามลำดับ

ผ้าย้อมคราม

ผ้าย้อมคราม

“ถ้าถอดบทเรียนฮูปแต้ม แต่ละช่วงเอาไปเป็นหลักสูตรในท้องถิ่นได้ทุกรายวิชาเลย”

อาจารย์นิเทศศิลป์เอ่ยเบาๆ ขณะฉันคลี่ผ้าสีน้ำเงินแสนสวยบนสนามหญ้า รอยฮูปแต้มเขียนเทียนเด่นชัดบนผ้าคราม

ผ้าย้อมคราม

“มันอาจเริ่มต้นที่ศิลปะ แต่ฮูปแต้มสอนให้รู้จักสังคม รู้จักวัฒนธรรม รู้จักการอยู่ร่วมกัน ในครามมีวิทยาศาสตร์ มีศิลปะ มีความดี ความงาม มีประวัติศาสตร์อยู่ข้างใน ศิลปะบูรณาการได้กับทุกสิ่งทุกอย่าง มันทำให้เรารู้จักผู้คน และเราก็พาเขาออกไปให้คนอื่นรู้จัก

“ตอนไปแสดงงานกระเป๋าฮูปแต้ม เราเจอคนที่ไม่รู้จักจังหวัดมหาสารคาม มีอยู่บนแผนที่ประเทศไทยด้วยเหรอ เดี๋ยวผมตามไปดูฮูปแต้ม ที่สุดแล้ว กระเป๋าพาคนเข้ามาในท้องที่เพื่อจะได้เห็นว่าฮูปแต้มคืออะไร เขาจะได้เห็นศักดิ์ศรีของเรา เห็นความเป็นคนท้องถิ่นอีสาน เราอยากให้สิ่งเหล่านี้มันยังอยู่ในวิถีชีวิตนะ ไม่ต้องไปดวงจันทร์ ไม่ต้องไปไหนก็ได้ อยู่บนโลกนี้ง่ายๆ งามๆ ของเรานี่แหละ”

ฉันหันไปสบตานักออกแบบผู้หลงรักภาพวาดเก่าซีดจาง แม้ฮูปแต้มสีสันสดใสในวัดต่างๆ ของมหาสารคามเริ่มหลุดลอก แต่สปิริตเข้มข้นของคนรักศิลปะเจิมชีวิตให้ภาพเหล่านั้นอีกครั้ง

‘ไหนใครบอกว่ามหาสารคามไม่ค่อยมีอะไรไง’ ฉันคิดในใจ

‘เมืองที่ไม่มีอะไร ไม่มีหัวใจแบบนี้หรอก’

         

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

ผ้าเนื้อกระด้าง สีสันแสบทรวง เขียนลวดลายท้องทะเลด้วยเทียนไข 

ขอบอกว่าคุณสมบัติข้างต้นไม่ใช่ผ้าบาติกที่แขวนโชว์อยู่ในร้านของ อารีย์ และ ฉัตรชนก ขุนทน เป็นแน่

แม่ลูกคู่นี้เป็นเจ้าของแบรนด์ Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลหนึ่งเดียวที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาหมู่บ้านคีรีวง จ.นครศรีธรรมราช ด้วยการยืนยันที่จะไม่เล่าเรื่องทะเล ไม่มีแพตเทิร์นในการเขียนลาย ใช้สีธรรมชาติจากพืชผลทางการเกษตร และถ่ายทอดวิถีคีรีวงลงบนผืนผ้า จนเสื้อผ้าไม่มีซ้ำกันสักตัวจากการเขียนมือครั้งละหนึ่งชิ้น

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

ผ้ามัดย้อมของยาย

ย้อนเวลาไปหลายสิบปีก่อน ตอนที่แบรนด์ Kiree ยังไม่เกิดขึ้นแม้ในความฝัน ป้าอารีย์เริ่มสนใจเรื่องผ้าจากความอยาก

อยากที่จะสร้างอาชีพเสริมให้กับคนในหมู่บ้านคีรีวงรวมถึงตัวเธอเอง

พูดถึง ‘คีรีวง’ ก็เป็นอันรู้กันว่าหมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ในอ้อมกอดของหุบเขา ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่นานา ขึ้นชื่อเรื่องอากาศบริสุทธิ์จนสูดดมได้เต็มปอด แต่ก่อนจะเป็นชุมชนแห่งการท่องเที่ยวอย่างทุกวันนี้ ป้าอารีย์เล่าว่าตลอด 30 ปี หมู่บ้านของเธอเผชิญกับภัยพิบัติมาบ่อยครั้ง ชุมชนที่มีอาชีพหลักคือการทำสวนบนภูเขา และตั้งรกรากอยู่บนที่ราบเพียงเท่านั้น ก็เกือบถึงคราวล่มสลายใน พ.ศ. 2531 

เหตุการณ์นี้ทำให้ป้าหวั่นใจว่า อาชีพหลักจะมีส่วนสร้างความไม่สมดุลทางธรรมชาติ จึงคิดหาอาชีพเสริมใหม่ ๆ ในยามที่วิกฤตถามหา ป้าอารีย์ตั้งกฎกับตัวเองเอาไว้ 3 ข้อว่า หนึ่ง อาชีพเสริมนี้จะต้องสอดคล้องกับวิถีเกษตรกรในชุมชน สอง อาชีพเสริมนี้จะต้องใช้องค์ความรู้และภูมิปัญญาของหมู่บ้านให้ได้ และสาม กระบวนการผลิตของอาชีพเสริมนี้จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอันขาด

บวกกับการเป็นหลานของช่างทอผ้าประจำหมู่บ้าน พืชที่ยายใช้ย้อมสีธรรมชาติตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ทำไมตัวเธอจะสานต่ออาชีพนี้ไม่ได้ คำตอบอาจเป็นเพราะทั้งป้าอารีย์และแม่ต่างไม่มีใครทอผ้าเป็น และอาชีพนี้ก็ห่างหายจากหมู่บ้านมานานปีเห็นจะได้ เธอจึงเบนเข็มมาสนใจเรื่องไม่ใกล้ไม่ไกลอย่างผ้ามัดย้อมเป็นการทดแทน

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

“ป้าลองเอาพืชที่คุณยายเคยใช้มาทำผ้ามัดย้อม แต่พอย้อมเสร็จก็ยังไม่พอใจเรื่องลวดลาย เพราะใคร ๆ ก็ทำได้ ป้าต้องการสร้างลวดลายที่แตกต่างจากที่อื่น ตอนนั้นภาคใต้ยังไม่มีใครทำเรื่องสีธรรมชาติเลย เราก็พยายามศึกษา เรียนรู้ ว่าวัสดุที่กำหนดลวดลายได้มีอะไรอีกนอกจากยางหรือเชือกฟาง 

“จนไปเจออาจารย์คนหนึ่ง เขาแนะนำว่าให้ใช้ไม้ไผ่ในการกำหนดลาย เพราะถ้าใช้ไม้ จะต่อลาย แตกลาย ได้อีกเป็นร้อยเป็นพัน”

กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติบ้านคีรีวงจึงเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2539 เพื่อสร้างอาชีพให้กับเหล่าแม่บ้านในชุมชน และก่อกำเนิดแบรนด์ Kiree ในอีก 3 ปีต่อมา จากความสงสัยว่าวิถีชีวิตของคนใต้นั้นเป็นอย่างไร

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

ผ้าบาติกของแม่

สุราษฎร์ธานีมีผ้าไหมพุมเรียง นครศรีฯ มีผ้ายก สงขลามีผ้าเกาะยอ ยะลาชอบผ้าปาเต๊ะ ฝั่งอันดามันก็ทำผ้าบาติก จำแนกได้เป็นผ้าทอ ผ้าปาเต๊ะ และผ้าบาติก 

ป้าอารีย์กลับมาถามใจตัวเองว่า ใน 3 เรื่องนี้มีอะไรที่เราพอจะไปได้ – ผ้าบาติกคือสิ่งนั้น 

ด้วยความคิดแน่วแน่ว่าจะยึดถือสีธรรมชาติจากรุ่นยายเป็นสำคัญ ในยุคสมัยที่ผ้าบาติกมีสีสันจัดจ้าน เต็มไปด้วยลวดลายกุ้งหอยปูปลาและดอกไม้ใต้ทะเล

“หลายคนบอกป้าว่าสีธรรมชาติเอามาทำผ้าบาติกไม่ได้ มันจะเพนต์ไม่ติด นี่คือโจทย์ที่เราต้องแก้ให้ได้ ศึกษาทดลองอยู่ 3 – 4 ปี ว่าเพนต์แล้วสีติดไหม ล้างน้ำแล้วหลุดลอกเท่าไหร่ จนทำได้จริง”

ความทนทานของสีคล้ายจะขึ้นอยู่กับความอดทนของผู้ผลิตด้วยเช่นกัน โดยพืชที่จะนำผลผลิตมาสกัดสีต้องมีอายุ 2 ทศวรรษขึ้นไป เนื่องจากความสมบูรณ์ของต้นจะส่งผลให้มีเม็ดสีที่เข้มข้น มียาง ติดแน่นไม่หลุดง่าย การเคี่ยวผ้าบาติกก็ต้องใช้เวลาหมักแช่ผ้าไว้นานมาก บางครั้งก็ยาวนานถึง 1 เดือน ที่สำคัญ ต้องเลือกผ้าจากเส้นใยธรรมชาติเพื่อให้สีมีความสม่ำเสมอ 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

กรรมวิธีที่พิถีพิถันเหล่านี้ ส่งผลให้ Kiree ย้อมผ้าได้ไม่เกิน 10 ผืนในหนึ่งวัน ใครได้ไปครองก็คงรับรู้ถึงความใส่ใจเป็นแน่ เราขออนุญาตชวนป้าอารีย์พูดคุยต่อถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ Kiree ที่พิเศษกว่าใครเกือบทุกกระบวนการ 

“ผ้าบาติกเราไม่มีแพตเทิร์น ที่บ้านไม่มีดินสอ ไม่มีแบบร่าง เขียนสดเลย คุณต้องมีสมาธิ ต้องวางแผนมา ไม่งั้นผ้าผืนนี้เละแน่

“ผ้าเรามีลายแตก สีไม่เรียบ เป็นผลจากยางไม้ที่แตกกระจายไปทั้งผืน คนอื่นทำลวดลายเกี่ยวกับทะเล แต่เราใช้ลายเส้นเพื่อสื่อสารเรื่องหมู่บ้านคีรีวง อย่างดอกไม้ก็ใช้ใบสิงโตพัดเหลือง ลายเฟิร์นยักษ์ ลายบัวแฉก เป็นลายเฉพาะที่มีแค่หมู่บ้านเราเท่านั้น” 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

“เราใช้สีจากพืชทางใต้ในหมู่บ้าน เช่น ใบมังคุด ฝักสะตอ เปลือกผลเงาะ เปลือกลูกเนียง สีของป้าเลยซีดที่สุด เป็นผ้าสีพาสเทล เพราะสีจากพืชดิบ ๆ จะเป็นแบบนี้ เช่น มังคุดปลูกที่ไหนก็ได้ แต่ทำไมสีมังคุดที่คีรีวงถึงเป็นสีชมพูหรือสีส้มหมากสุก เพราะธาตุในดินไม่เหมือนกัน น้ำ อากาศ ก็แตกต่างกัน ผ้าทุกผืนจึงมีสีไม่เหมือนกัน จะเหมือนแค่เพราะต้มจากหม้อเดียวกัน รอบแรกเหมือน รอบสองไม่เหมือนแล้ว

“ดังนั้น ใครซื้อไปก็จะได้ของแบบผืนเดียวในโลก มีตัวเดียว ลายเดียว สีเดียว ไซส์เดียว บางตัวก็มีไม่ครบทุกไซส์ เพราะเราเขียนเสื้อผ้าได้ทีละชิ้น เด็กบ้านเราก็ไม่ชอบเขียนลายซ้ำ เขาชอบสร้างลายใหม่ตลอดเวลา”

ร่วม 20 ปีที่ Kiree ยังคงยืนหยัดทำผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติจากผลิตผลของชาวสวนคีรีวง มีผู้ช่วยเป็นเยาวชนและคนมีฝีมือในหมู่บ้าน ช่วยกันแปรรูปเป็นสินค้าหลากหลายให้คนได้เข้ามาจับจ่ายในร้านค้าของพวกเขา แต่แน่นอนว่ากาลเวลาย่อมสร้างความเปลี่ยนแปลง และอาจถึงคราวต้องเปลี่ยนมือให้รุ่นลูก

เพราะความลับสุดยอดที่ป้าอารีย์แง้มบอกในประโยคต่อไป จะทำให้คุณประหลาดใจมาก

“ป้าเขียนผ้าไม่เป็น” 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

ผ้าบาติกของลูก

ป้าอารีย์ศึกษาแก้โจทย์ผ้าบาติก ตั้งแต่ฉัตรชนก ขุนทน หรือ พิงค์ อายุได้ 3 เดือน พิงค์จึงเป็นเด็กที่โตมากับกองผ้าและสีสันธรรมชาติของแม่ 

การลงมือเขียนผ้าครั้งแรกตอนอายุ 7 ขวบ ก็มีน้ำตาหยดลงบนผ้าบ้างเป็นธรรมดาของคนไม่เคยเขียน จนผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้าที่สุดในชีวิตของเธอ แนะนำให้พิงค์เขียนเลข ๑ ไทยกลับหัวกลับหางไปมา เป็นเหมือนการต่อลาย เธอจึงเริ่มมีกำลังใจในการเขียนต่อ

ตลอด 20 ปี แม้แม่จะเขียนผ้าไม่เป็น แต่ก็พิสูจน์ได้ว่าป้าอารีย์เป็นครูผู้สอนได้ยอดเยี่ยมขนาดไหน ผ่านการจุดไฟให้เยาวชนได้ปลดปล่อยจินตนาการลงบนผืนผ้า และการที่ลูกสาวเติบโตมารับช่วงต่อกิจการ Kiree ได้อย่างสร้างสรรค์

“ครูเคยถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร เราตอบว่าอยากเป็นนักประดิษฐ์น้อย คุณแม่หลอกล่อเรามาตั้งแต่เด็กโดยที่เราไม่รู้ตัว ซื้อหนังสืองานประดิษฐ์ เย็บผ้า ออกแบบผ้า เห็นป้า ๆ แม่ ๆ ทำอยู่ทุกวัน คิดว่ามันน่าลอง น่าสนุก มีแอบไปทำเองบ้าง แม่ก็อยู่ตัวคนเดียว รู้สึกว่าที่เขาทำมาทั้งหมด ไม่ช้าก็เร็วเราก็ต้องกลับมาสานต่อ”

หลังได้ทักษะศิลปะมาเต็มเปี่ยมจากการเรียน ปวช. ช่างศิลป์ พิงค์ก็เลือกเข้ามาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ ในสาขาวิชาศิลปประยุกต์และออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อนำความรู้มาพัฒนากิจการของครอบครัว แม้จะมีจักรส่วนตัวและเฟรมสำหรับเขียนผ้าให้แม่อยู่ในห้อง ถึงกระนั้น เธอก็แวะเวียนกลับไปหาความสงบที่บ้านเกิดเป็นประจำทุกเดือน

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

เมื่อถามเธอว่าปัจจุบันถือว่ารับช่วงต่อจากแม่เต็มตัวแล้วหรือยัง พิงค์ตอบว่ายังไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะแม่ยังคงรับบทเป็นพี่เลี้ยง คอยช่วยเรื่องการติดต่อสื่อสารแทนเธอที่พูดไม่ค่อยเก่งนัก แต่พิงค์เข้ามาดูแลควบคุมการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่ตระเตรียมสี เขียนลวดลาย ออกแบบเสื้อผ้า จนถึงการตรวจเช็กก่อนส่งให้ถึงมือลูกค้า เรียกได้ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังยุคใหม่ของ Kiree โดยแท้

หากนับจากรุ่นทวดของเธอ ก็อาจเรียกว่าเป็นทายาทรุ่น 4 เข้าไปแล้ว อะไรที่เป็นเอกลักษณ์ของ Kiree เธอยังคงไว้เดิม แต่กรรมวิธีบางอย่างก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยและความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น 

“เรื่องดีไซน์ ลวดลาย ปกติเป็นลายใบไม้ ดอกไม้ก็จะวนอยู่แบบนั้นตลอดไป แต่เราตั้งโจทย์ ตั้งคอนเซ็ปต์ ดึงจุดเด่นของหมู่บ้านมาใช้ เช่น เรามีมังคุด ก็ออกแบบลายจากขั้วมังคุด สร้างเป็นแพตเทิร์นขึ้นมา

“เรื่องโทนสี เราเอาของเดิมที่มีอยู่มามิกซ์ให้เกิดเฉดสีใหม่ พัฒนาโปรดักต์ให้หลากหลาย นอกจากเสื้อผ้า ก็มีเรื่องเฟอร์นิเจอร์เข้ามาด้วย

“ส่วนเรื่องที่อยากทำคือการเพนต์ ไม่ได้จะเปลี่ยนแปลงขั้นตอนนะ แต่เราอยากลงสีไปเลยไม่ต้องเขียนเทียน จะได้ผ้าอีกเวอร์ชันที่ดูอาร์ต ๆ ขึ้นมาหน่อย”

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์
ภาพ : เพจ KKP Quartz

พิงค์กำลังพูดถึง KKP Quartz (เธอเล่าความหมายของชื่อให้เราฟังสั้น ๆ ว่าคือ ‘Kiree-คุณพิงค์-ที่ตกผลึกมาจากคุณแม่’) อีกหนึ่งแบรนด์ที่เธอสร้างขึ้นมาเพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น จากผ้าบาติกที่ต้องใช้เวลาเขียนกันเป็นเดือน ๆ พิงค์หันมาพึ่งพาเทคโนโลยีการพิมพ์ลายจากต้นแบบที่เขียนด้วยมือเช่นเคย เพื่อให้ผลิตสินค้าได้จำนวนมาก 

โดย ‘เถาพริก’ คือคอลเลกชันแรกที่ทำขาย ทั้งลวดลาย เส้นสาย และสีสัน เธอได้ไอเดียมาจากเครื่องแกงข้าวยำที่รสจัดจ้านมากของคนคีรีวง 

ถ้า Kiree ของคุณแม่เน้นขายลูกค้าที่รักในธรรมชาติ คนที่อุดหนุน KKP Quartz ของพิงค์ก็จะเป็นคนอีกกลุ่มที่กล้าแต่งตัวและมีความมั่นใจสูง

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์
ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

ส่วนเรื่องเฟอร์นิเจอร์กับงานเพนต์ก็ไม่ได้เป็นเพียงนิมิตในความคิด พิงค์เลือกคอลแลบกับแบรนด์ Napa Design Studio ของเพื่อนในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ร่วมกันรังสรรค์เก้าอี้สุดพิเศษในคอลเลกชัน SeedKiree ที่ลูกค้าออกแบบเฉดสีได้เองตั้งแต่พนักพิง โครงเก้าอี้ เบาะรองนั่ง ด้วยสีธรรมชาติจากคีรีวง เช่น สีน้ำตาลส้มจากใบมังคุดแห้ง สีเขียวอ่อนจากใบเพกา หรือสีเหลืองนวลจากแก่นไม้ขนุน

ความสามารถของลูกสาว นำพาให้ Kiree ยุคใหม่ ได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ไทยระดับแถวหน้าอย่าง Theatre ในคอลเลกชันล่าสุดของปีนี้ที่ว่าด้วยความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านความคิดสร้างสรรค์และภูมิปัญญาท้องถิ่นอีกด้วย

ผ้าบาติกของคีรีวง

จากจุดเริ่มต้นที่แค่อยากสร้างอาชีพเสริมให้กับคนในหมู่บ้าน การมาถึงจุดนี้นับว่าไกลกว่าที่พวกเธอคาดหวังเอาไว้มากพอดู แต่เป้าหมายของป้าอารีย์กลับยังคงเหมือนวันแรกที่ได้ลงมือทำ

“เรายังมองว่าอาชีพนี้จะต้องเป็นมรดกให้กับลูกหลานในชุมชนของเรา เราทำเพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนและดูแลทรัพยากรอย่างมีคุณค่าสูงสุด หากสิ่งแวดล้อมยั่งยืน อาชีพของคนในหมู่บ้านก็จะยั่งยืน

“Kiree คือชีวิตของป้า ที่ต้องดูแล รักษา บำรุง สรรหาสิ่งดี ๆ เติมเต็มมันตลอด องค์ความรู้ที่ได้ ทั้งจากประสบการณ์ตรงและจากข้างนอก เราต้องแบ่งปันให้กับทุกคน เราสองคนก็รับเป็นวิทยากรให้กับกลุ่มผู้ที่สนใจอยากสร้างอาชีพ”

พิงค์เองก็บอกกับเราในฐานะคนทำงานว่า Kiree ทำให้เธอไม่รู้สึกถึงวันจันทร์ที่เคร่งเครียดหรือวันศุกร์ที่ต้องตั้งตารอเพื่อได้หยุด ต่อให้กินนอนอยู่กับงานทั้งเช้าเย็น สำหรับเธอ ที่คีรีวงไม่มีอะไรเหมือนเดิมสักวัน และพิงค์ไม่เคยเบื่อที่จะมองเห็นภูเขา

“ถ้าจะนอนกลางวัน นอนบ้านนี่ไม่หลับ ต้องนอนที่ออฟฟิศตามซอกโต๊ะ เพราะถ้าไม่ได้ยินเสียงดังของลูกค้า คนงานคุยกัน ทะเลาะกัน มันนอนไม่หลับ

“เราอยากให้ผู้คนรู้จักคีรีวงหลากหลายเวอร์ชัน เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เป็นชุมชนที่ผู้คนน่ารัก อัธยาศัยดี และมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวของเราอยู่ด้วย” ป้าอารีย์ปิดท้าย

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

Kiree

โทรศัพท์ : 09 8073 0566

Facebook : KiRee

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

พิชญ์ แสงพลสิทธิ์

ช่างภาพอิสระ บาริสต้าคุณพ่อลูกหนึ่ง ชื่นชอบการไปคาเฟ่และบทเพลงของ Zentrady

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load