“มดตัวน้อยตัวนิด มดตัวน้อยตัวนิด มดมีฤทธิ์น่าดู ยู้ฮู…”

บทเพลงง่ายๆ ที่เล่าเรื่องราวของมด สัตว์โลกตัวจิ๋ว แต่แฝงไปด้วยคุณธรรมความขยัน คือหนึ่งในผลงานเพลงของ สโมสรผึ้งน้อย เพื่อให้หนูๆ ร้องและเต้นกันอย่างสนุกสนาน

เป็นเวลากว่า 40 ปีแล้วที่รายการเล็กๆ นี้กำเนิดขึ้น ด้วยความตั้งใจที่อยากสร้างพื้นที่ให้เด็กๆ ได้แสดงออกอย่างเต็มที่ พร้อมบ่มเพาะความคิดดีๆ อย่างการอยู่ร่วมกันในสังคม และความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเองและผู้อื่น

ไม่แปลกเลยว่า ทำไมรายการเพียงสัปดาห์ละชั่วโมงถึงกลายเป็นขวัญใจของเด็กทั่วประเทศ ยืนยันได้จากจดหมายนับแสนฉบับที่ส่งมาจากทั่วสารทิศ เพื่อขอเป็นส่วนหนึ่งของสโมสรแห่งนี้ และยังเกิดการต่อยอดเป็นกิจกรรมมากมาย อาทิ เพลงเด็ก หรือวงดนตรี XYZ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยทำให้เด็กหลายคนหยิบไม้กวาดที่บ้านมาดีดเล่นแทนกีตาร์ ตลอดจนเป็นแรงบันดาลใจให้กับรายการสำหรับเด็กอีกหลายรายการ

เพื่อรำลึกถึงหลักไมล์สำคัญของวงการโทรทัศน์ไทย ซึ่งเคยมีอิทธิพลต่อเด็กไทยนับล้านชีวิต ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงชักชวน น้านิต-ภัทรจารีย์ นักสร้างสรรค์ ผู้สร้างตำนาน สโมสรผึ้งน้อย มาพูดคุยถึงความคิด ความฝัน และความตั้งใจในการสร้างคลับเล็กๆ แต่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ รวมถึงภารกิจเพื่อเด็กที่ไม่เคยจบสิ้น 

01

กว่าจะเป็นผึ้งน้อย

“สมัยนั้นหลานไม่มีรายการดีๆ ดูเลย เพราะทีวีมีแต่รายการที่ทำให้ผู้ใหญ่ดู” 

คือสิ่งที่น้านิตสัมผัสได้ ในวันที่เธอใช้เวลาเกือบทั้งหมดอยู่บ้านเพื่อเลี้ยงหลาน หลังตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งโปรดิวเซอร์ของรายการโทรทัศน์ชื่อดัง

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ พ.ศ. 2518 เด็กสาววัย 21 หิ้วกระเป๋าเดินทางกลับจากสหรัฐอเมริกามุ่งตรงมายังวิกสนามเป้า เพราะตอนเด็กๆ เธอเคยรวมกลุ่มกับน้องๆ ตั้งวงดนตรีไปออกรายการ บันไดดารา อยู่ที่นี่หลายปี เลยฝังใจว่าหากโตขึ้นก็อยากทำรายการทีวีของตัวเองบ้าง

ครั้งนั้น น้านิตได้พบกับ บุญชาย ศิริโภคทรัพย์ ผู้บุกเบิกรายการ โลกดนตรี ซึ่งมีผลงานอยู่กับทางช่อง 5 หลายรายการ และ ประภัทร์ ศรลัมพ์ เจ้าหน้าที่ตำแหน่งโฆษกช่อง5 เป็นผู้ให้โอกาสน้านิตให้ได้ก้าวเข้ามาเป็นผู้ผลิตรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก เริ่มแรกบุญชายมอบหมายให้น้านิตดูแลวงดนตรีชื่อ The Reason คอยสอนเต้น สอนการแสดง รวมทั้งแนะนำให้รู้จักกับ ฉันทนา กิติยพันธ์ ซึ่งต่อมาได้ชวนน้านิตมาทำรายการด้วยกัน ชื่อ ฉันทนาโชว์

แต่ทำไปได้ไม่กี่ตอนก็รู้ว่าไม่ใช่ทางที่สนใจ จึงขอหยุดเพื่อทบทวนเองตัวเองว่าอยากทำอะไรกันแน่

“ตอนนั้นเราก็ฝันเต็มที่ เห็นของนอกมาเยอะ เช่น อยากให้คุณฉันทนาเหมือนกับ CHER อยากให้มีแดนเซอร์ อยากให้มีวงดนตรีเยอะๆ เอาวงดนตรีเด็กมาเล่น ซึ่งมันไม่ใช่เลย พอคิดย้อนกลับมา คุณฉันทนาเธอก็ใจดี เปิดโอกาสให้เราทำ อยากขอโทษเธอจริงๆ ที่ทำรายการเธอเละเทะไปหมด” น้านิตย้อนความหลังพร้อมเสียงหัวเราะ

ระหว่างอยู่ว่างๆ น้านิตใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการดูทีวีกับหลานๆ และอ่านหนังสือจิตวิทยาเด็ก พออ่านเสร็จก็ประยุกต์กับการเลี้ยงหลาน ปรากฏว่าสนุกสนานกันทั้งน้าทั้งหลาน

ขณะเดียวกัน น้านิตยังพบว่า รายการทีวีช่วงนั้นแทบไม่มีรายการเด็ก เลยนึกถึงรายการที่เคยรับชมสมัยอยู่ที่สหรัฐอเมริกา และคิดว่าหากมีแบบนี้ในบ้านเราบ้างก็คงดี

ย้อนความทรงจำน้านิต ผู้สร้างตำนานสโมสรผึ้งน้อย ต้นแบบรายการเด็กเมืองไทย
ย้อนความทรงจำน้านิต ผู้สร้างตำนานสโมสรผึ้งน้อย ต้นแบบรายการเด็กเมืองไทย

“ในสมัยที่น้านิตเป็นเด็กได้มีโอกาสไปออกรายการ บันไดดารา ทางช่อง 5 สนามเป้า แม้จะเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความสามารถ แต่เป้าหมายยังเป็นผู้ใหญ่ คือผู้ใหญ่ดูเด็กอีกที ซึ่งต่างจากตอนที่เราอยู่อเมริกา เราดูช่อง 11 มีรายการ Sesame Street รายการที่ผลิตขึ้นเพื่อเป็นเพื่อนของเด็ก ใช้หุ่นเชิดมือที่ออกแบบได้น่ารักมาก ดูเป็นมิตรกับเด็กมาก ขนาดเราเป็นผู้ใหญ่ดูแล้วยังชอบ ดูทุกวันก็เกิดแรงบันดาลใจ เกิดความคิด น้านิตยังได้เรียนภาษาอังกฤษจากรายการนี้ด้วยนะ”

ไอเดียแรกที่คิดถึง คือการทำรายการเทพนิยายสำหรับเด็กๆ โดยได้รับอิทธิพลมาจากหนังสือที่เคยอ่านตอนวัยเยาว์ จากนั้นก็ทดลองถ่ายทำเป็นเทปเดโม่นำไปเสนอช่อง 9 แต่ไม่ได้รับการตอบรับ น้านิตเลยกลับมาตกผลึก หาว่าอะไรที่เป็นจุดบอด และควรออกแบบรายการอย่างไรจึงจะเหมาะสมกับผู้ชมชาวไทย

“น้านิตคิดถึงหนังขาวดำที่เคยดูสมัยปอสี่ ปอห้า ชื่อ The Little Rascals เนื้อเรื่องคือกลุ่มเด็กๆ เอาบ้านเก่ามาสร้างเป็นคลับแล้วทำกิจกรรมกัน เป็นภาพจำเลยว่า อยากให้มีสถานที่แบบนี้บ้างให้เด็กๆ ทำอะไรต่างๆ ร่วมกัน

“อีกอย่างคือสมัยเด็กๆ น้านิตเรียนที่โรงเรียนอนุบาลพิบูลเวศม์ เขามีกิจกรรมให้ทำเยอะมาก ทั้งงานประดิษฐ์ วาดรูป แล้วทุกปีเราจะรอคอยการฟังนิทานเรื่องกระต่ายกับเต่า ฟังแล้วมีความสุข และครูก็อนุญาตให้เราแต่งเรื่องเอง เขียนภาพเอง แต่พอเรามาดูสังคมโดยรอบไม่อนุญาตให้เด็กแสดงออก ถ้าเด็กพูดมากก็จะถูกบอกให้เงียบ อย่าพูด เด็กหลายคนก็เลยขี้กลัว เวลาถามไม่กล้าตอบ เราจึงอยากสร้างพื้นที่ที่เป็นของเขาจริงๆ” 

เมื่อไอเดียพร้อม น้านิตจึงชักชวน น้าพิน-อรพิน ดารารัตน์ นักเขียนบทละครมือดีจากกลุ่มพระจันทร์เสี้ยว มาร่วมงาน น้าพินก็ชวน น้าป้อม-เพชรรัตน์ ชูสวัสดิ์ เพื่อนรักมาร่วมกันสร้างรายการใหม่ด้วยกัน

นั่นเองที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘สโมสรผึ้งน้อย’ ซึ่งครองใจเด็กมาต่อเนื่องยาวนานถึง 16 ปี 

“เป้าหมายของเราคือ เด็กต้องเป็นเจ้าของ จึงตั้งเป็นสโมสรและเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนเป็นสมาชิกได้

“ชื่อผึ้งน้อยได้แรงบันดาลใจจากสโมสรไลออนส์ ซึ่งสมาชิกจะเรียกตัวเองว่า ไลออนส์นำหน้าชื่อ เลยคิดว่าเด็กต้องมีเหมือนกัน ตอนนั้นก็เสนอหลายชื่อมาก สิงโตน้อย หมีน้อย แต่ก็มาจบที่ผึ้งน้อย เพราะผึ้งเป็นสัตว์สังคมที่อยู่ร่วมกัน เป็นยอดนักสู้ ขยันทำงาน เราอยากให้เด็กๆ เป็นผึ้ง โตขึ้นจะได้มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม”

ย้อนความทรงจำน้านิต ผู้สร้างตำนานสโมสรผึ้งน้อย ต้นแบบรายการเด็กเมืองไทย

02

ผึ้งน้อยโบยบิน

เสียงทักทายที่สดใส และรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์พร้อมคำพูดเชิญชวนให้เด็กๆ มาช่วยทำรายการ สโมสรผึ้งน้อย ของน้านิต คือเสน่ห์ที่ดึงดูดทั้งเด็กเล็กเด็กโตให้รีบกลับบ้าน และพุ่งตรงมายังหน้าจอทีวี

ช่วงปีแรกๆ สโมสรผึ้งน้อย ออกอากาศสด ทุกวันศุกร์ เวลา 4 โมงครึ่ง ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5

รูปแบบรายการเป็นวาไรตี้สำหรับเด็ก แบ่งเนื้อหาออกเป็นช่วงต่างๆ อาทิ ละครสั้น ละครเพลง ข่าว เล่นตลก มีช่วงตอบจดหมาย เกือบทั้งหมดมีสมาชิกตัวน้อยเป็นผู้แสดง

โดยนอกจากเป็นพิธีกรแล้ว น้านิตยังต้องดูแลภาพรวมทั้งหมดด้วย ขณะที่น้าพินเป็นคนเขียนบทและกำกับการแสดง ส่วนน้าป้อมก็ช่วยเขียนสคริปต์บ้าง หากแต่บทบาทที่คนจำได้มากสุด คือการเข้าไปนั่งอยู่ในตู้ไปรษณีย์ คอยอ่านจดหมายของเด็กๆ และเรียกตัวเองว่า ลุงตู้ไปรษณีย์

สำหรับสาเหตุที่เด็กๆ เรียกทีมงานว่า ‘น้า’ ทั้งที่แต่ละคนอายุเพียง 20 ต้นๆ เท่านั้น เนื่องจากน้านิตมองว่า สรรพนามนี้ไม่ดูเด็กหรือแก่ไป ฟังแล้วรู้สึกอุ่นใจกว่าคำว่า ‘พี่’

ย้อนความทรงจำน้านิต ผู้สร้างตำนานสโมสรผึ้งน้อย ต้นแบบรายการเด็กเมืองไทย
ย้อนความทรงจำน้านิต ผู้สร้างตำนานสโมสรผึ้งน้อย ต้นแบบรายการเด็กเมืองไทย

ส่วนเด็กๆ ที่มาเข้าฉากนั้น สองครั้งแรก น้านิตใช้วิธีเกณฑ์ลูกหลานทีมงาน กระทั่งสัปดาห์ที่ 3 จึงเริ่มมีผู้ชมทางบ้านหิ้วกระเป๋ามาร่วมรายการ โดยบางส่วนก็อยู่ละแวกนั้น บางคนพ่อแม่ก็มาส่งถึงสถานี และอีกไม่น้อยที่นั่งรถประจำทางมาเอง สะท้อนให้เห็นว่าเด็กต้องการแสดงออกอยู่แล้ว ขอเพียงแค่มีพื้นที่สำหรับพวกเขาก็พอ

แต่แม้รายการจะมีกระแสตอบรับที่ดี น้านิตก็ยังถูกสบประมาทจากคนรอบข้างเสมอ ด้วยหลายคนไม่เชื่อว่า รายการเด็กจะอยู่รอดได้

“ตอนเริ่มต้น พี่จ้อย-กฤษฎา นาคะเสถียร ผู้กำกับรายการช่อง 5 พูดด้วยความเป็นห่วงที่เลือกมาทำรายการเด็กว่า “ไอ้นิต พี่ให้เวลาเราแค่ปีเดียวก็ตันแล้ว” แต่เราก็บอกว่าไม่หรอก เพราะเด็กมีจินตนาการมหาศาล ทำเป็นสิบปีก็ไม่ตัน แต่ที่เขาบอกแบบนั้น เพราะไม่ได้เอาเด็กเป็นตัวตั้ง คือเด็กเพิ่งเกิดมาบนโลกใบนี้ ยังไม่เห็นอะไรอีกตั้งเยอะ มีเรื่องมากมายที่ต้องเรียนรู้ จะมาบอกว่าตัน หรือไม่รู้จะทำอะไรให้เด็กดูได้ยังไง” 

เพื่อพิสูจน์ให้สังคมได้เห็น น้านิตกับทีมงานจึงต้องทำการบ้านอย่างหนัก พยายามหาความรู้ใหม่ๆ จากหนังสือ จากตำรา จากประสบการณ์ในวัยเด็กของตัวเอง แล้วนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับรายการที่สุด

“น้านิตไม่ได้เรียนเรื่องเด็กมาโดยตรง แต่เรามีความสามารถเรื่องการสื่อสารกับเด็ก น้านิตไม่เคยลืมวัยเด็กของตัวเอง เด็กต้องการเพื่อนที่เข้าใจ อย่างช่วงเข้ารายการ เราใช้เวลาทักทายนานมาก ถ้าเป็นรายการอื่น ทำแบบนี้ไม่ได้ คนดูที่เป็นผู้ใหญ่ไม่ฟัง จะทักทายอะไรกันหนักหนา แต่เด็กเขารอฟัง เผื่อเราจะพูดชื่อเขาออกอากาศบ้าง เพราะเขานึกว่าตัวเองอยู่ในรายการ ส่วนเราเองก็ต้องเชื่อด้วยเหมือนกัน ตอนนั้นในเลนส์กล้อง น้านิตจะมองเห็นภาพของเด็กๆ เต็มไปหมด ทั้งที่ในห้องส่งอาจไม่มีเด็กเลย แล้วภาพที่เห็นไม่ใช่แค่เด็กกรุงเทพฯ แต่เป็นเด็กทั่วประเทศที่กำลังนั่งดูทีวีกับครอบครัว”

แต่แม้รายการจะเปิดกว้างให้เด็กทุกคนที่อยากเข้ามา น้านิตเองก็มีภาพฝันเหมือนกันว่า อยากให้เด็กผึ้งน้อยมีส่วนร่วมเต็มที่ ตลอดจนเป็นสื่อกลางเพื่อถ่ายทอดแนวคิดดีๆ อย่างเรื่องคุณธรรม ความกล้าแสดงออก ความรับผิดชอบ แก่เพื่อนๆ ที่รับชมอยู่ทางบ้าน เพราะฉะนั้น การออกแบบกิจกรรมต่างๆ จึงต้องผ่านการไตร่ตรองอย่างละเอียด พิจารณาข้อดีข้อเสีย แล้วค่อยตกผลึกมาเป็นสคริปต์ เป็นบทเพลง หรือการแสดงใดๆ ก็ตาม

แต่ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญสุดคงหนีไม่พ้นบทเพลง ช่วงแรกที่ออกอากาศ สโมสรผึ้งน้อย ยังไม่มีเพลงใหม่ๆ ทำให้รายการไม่มีชีวิตชีวาเท่าที่ควร กระทั่งผ่านไปประมาณ 3 เดือน น้านิตก็ได้เพื่อนร่วมงานคนใหม่ คือ น้าต้อม-กิตติพงศ์ ขันธกาญจน์ น้าต้อมเป็นนักแต่งเพลงฝีมือดี แม้เพลงอาจดูเป็นผู้ใหญ่และแฝงด้วยปรัชญาสักหน่อย แต่เด็กๆ ก็ยังสัมผัสได้ถึงความสนุกเพลิดเพลินได้ไม่ยาก

ทว่าน้าต้อมอยู่กับรายการเพียงปีเดียวจึงแยกออกไปทำวงสองวัย สโมสรผึ้งน้อย จึงได้ น้าประชา พงศ์สุพัฒน์ มาเขียนบทและแต่งเพลงให้ โดยมี อาจารย์ปัญญา ประดิษฐ์ธรรม มาเล่นอิเล็กโทนให้ โดยน้านิตถือว่า น้าประชาคือคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของรายการ สโมสรผึ้งน้อย ตลอดจนเพลงของผึ้งน้อยเกือบร้อยเพลง 

“น้าประชาเป็นคนที่ทำให้ผึ้งน้อย เป็นผึ้งน้อยแบบที่เราต้องการ เพราะเพลงมีอิทธิพลกับเด็กมาก เหมือนเป็นการฝังชิพเข้าไป ถ้าคุณเอาเพลงที่ห้าวหาญไปใส่เด็ก เด็กก็ห้าวหาญ ถ้าเอาเพลงที่อ่อนโยนใส่ไป เขาก็ละมุนละไมไปด้วย

“อย่างเพลงไตเติ้ล ผึ้งน้อยแสนขยัน ‘ผึ้งน้อยแสนขยัน ทำงานทุกวัน ทำงานทุกวัน’ เป็นเพลงที่สำคัญมาก เพราะร้องทั้งช่วงเปิดและปิดรายการ ตอนนั้นเราคุยกันถึงปัญหาเด็ก ปัญหาสังคม แล้วเราอยากเห็นเด็กผึ้งน้อยเป็นอย่างไร น้าประชาก็ถอดรหัสออกมาเลย เช่น ผึ้งต้องขยัน ส่วนรวมต้องเป็นใหญ่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันเข้าไปอยู่ในดีเอ็นเอของเด็กทุกคน”

งานเขียนละครหรือเพลงที่น้าประชาสร้างสรรค์ขึ้นนั้นคมในความคิด แต่ที่สำคัญคือสอดแทรกอารมณ์ขันไว้ให้ทุกคนได้อมยิ้มตลอด ตั้งแต่เพลงปลุกใจ ซึ่งมีเนื้อหาสอดแทรกแนวคิดการอยู่ร่วมกันในสังคม แนวคิดเรื่องประชาธิปไตย จนถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีเพลงเล็กๆ ซึ่งนำเสนอเรื่องราวง่ายๆ ที่อยู่รอบตัว เช่น กิจวัตรที่เด็กควรทำเป็นประจำ สัตว์ หรืออาชีพต่างๆ หลายเพลงกลายเป็นผลงานอมตะที่ยังถูกร้องถูกเล่นจนถึงปัจจุบัน

ระหว่างนั้น สโมสรผึ้งน้อย ยังได้เปิดรับน้ารุ่นใหม่ๆ มาเสริมการทำงาน อาทิ น้าอ้าว-เกียรติสุดา ภิรมย์ มาพัฒนาเรื่องของลีลาท่าเต้นของผึ้งน้อย และยังได้เชิญ ครูต้อย-วัลลภา ปัจฉิมสวัสดิ์ มาสอนพื้นฐานการเต้นให้กับเด็กเด็ก น้าสุดา บูลสุข เป็นพิธีกรแทนน้านิตที่หันมาทำงานเบื้องหลังมากขึ้น 

อีกคนสำคัญที่อยู่กันมาตั้งเริ่มต้นก็คือ น้าตุ๊ก-สิริอาภรณ์ กฤตนันท์ ที่เป็นคนสำคัญในการคิดประเด็นการนำเสนอแต่ละตอน รวมทั้งคอยดูแลความประพฤติให้เด็กๆ ให้ซนแบบพอดีๆ รวมทั้ง น้าแอ๊ด-รัตนา เอื้อประกิจสิริ ผู้ดูแลเรื่องเครื่องแต่งกาย-หน้าผม ซึ่งเด็กผึ้งน้อยเปรียบเธอเป็นเหมือนแม่นมประจำรายการ เนื่องจากต้องคอยดูแลสารพัดเรื่อง ตั้งแต่อาหารการกิน เสื้อผ้า ไปจนถึงช่วยพิมพ์บทให้เด็กๆ ได้ใช้ฝึกซ้อมก่อนการแสดง

ย้อนความทรงจำน้านิต ผู้สร้างตำนานสโมสรผึ้งน้อย ต้นแบบรายการเด็กเมืองไทย
ย้อนความทรงจำน้านิต ผู้สร้างตำนานสโมสรผึ้งน้อย ต้นแบบรายการเด็กเมืองไทย

แต่ทั้งนี้ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่นไปเสียหมด เนื่องด้วยในเวลานั้น น้านิตและทีมงานผึ้งน้อยเป็นเพียงผู้สนใจเรื่องเด็กเท่านั้น ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ อีกทั้งไม่ได้มีต้นแบบให้เรียนรู้มากนัก พวกเขาจึงต้องค่อยๆ ลองผิดลองถูกกันไป 

ในช่วง 2 ปีแรก สโมสรผึ้งน้อย ต้องรับศึกหนักเกี่ยวกับการจัดการเด็ก เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยมีระบบคัดกรองเลย ทุกคนมาแล้วได้ออกหน้าจอหมด แต่เมื่อมีเด็กหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ปัญหาก็เริ่มตามมา เช่น เด็กหลายคนไม่มีส่วนร่วมเลย รอแต่บทที่น้าพินเขียนมาให้ บ้างก็แค่อยากออกทีวีเฉยๆ และบางคนพยายามกีดกันเพื่อนใหม่ที่อยากแสดงความสามารถบ้าง

“น้านิตไม่โทษเด็กนะคะ แต่ถือเป็นความผิดพลาดของน้านิตที่ขาดความรู้ความเข้าใจในการทำงานร่วมกับเด็กเด็ก เวลาที่มีก็ทุ่มเทไปกับการทำรายการ ไม่ได้วางระบบการอยู่ร่วมกันที่ดีตั้งแต่แรก”

เพราะฉะนั้น ในปีที่ 3 จึงปรับระบบสมาชิกผึ้งน้อยใหม่ ด้วยการจัดสอบข้อเขียนและสอบสัมภาษณ์ เพื่อสรรหาสมาชิกผึ้งน้อยที่เป็นแกนนำได้ 10 คน โดยเน้นไปยังเด็กที่มีความคิดเป็นของตัวเอง และพร้อมทุ่มเทแรงกายแรงใจ เนื่องจากเด็กผึ้งน้อยต้องช่วยกันทำงานเบื้องหลังด้วย ไม่ใช่มาแค่เพื่อออกทีวีอย่างเดียว

ที่สำคัญ น้านิตยังพยายามปลูกฝังให้เด็กผึ้งน้อยเข้าใจว่า เบื้องหลังเสียงปรบมือที่ผู้คนมอบให้ไม่เกิดจากความสามารถของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังสัมพันธ์กับส่วนอื่นๆ ด้วย ทั้งคนเขียนเพลง คนออกแบบฉาก คนออกแบบท่าประกอบ คนออกแบบเครื่องแต่งกาย ดังนั้นเด็กผึ้งน้อยจึงไม่ค่อยหลงตัวเอง และตระหนักถึงความสำคัญของการทำงานเป็นทีม

แต่ในทางกลับกัน หากเกิดความผิดพลาดขึ้นมา น้านิตก็ไม่ซ้ำเติมหรือตำหนิเด็ก แต่จะบอกว่านี่เป็นโอกาสและประสบการณ์ให้เรียนรู้ เพื่อวันหน้าจะได้เตรียมพร้อมและทำให้ดีกว่าวันนี้ 

เมื่อระบบเริ่มเข้าที่เข้าทาง สโมสรผึ้งน้อย จึงเปิดรับเด็กอย่างอิสระเหมือนเก่า โดยให้เด็กแกนนำทั้ง 10 คน ปรับบทบาทของตัวเองเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลน้องๆ รุ่นถัดไป

“เรามีระบบว่าพี่ต้องดูแลน้อง น้องต้องเชื่อฟังพี่ คอยแบ่งปันช่วยเหลือกัน เป็นสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน ถ้าเกิดทะเลาะกันต้องตกลงกันให้ได้ ถ้าเรื่องมาถึงน้านิตเมื่อไหร่ ต้องมีใครสักคนต้องกลับไปอยู่ที่บ้าน ไม่ได้มาทำงานที่นี่อีก เพราะฉะนั้น เด็กๆ จึงรักกันมาก เขารักผึ้งน้อย แล้วน้านิตเองก็ไม่ใช่นางพญาผึ้ง ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่น้าเลย ถึงไม่มีน้าก็ต้องมีผึ้งน้อย แล้วถ้าวันหนึ่งพวกเธอลุกขึ้นมาทำอะไรให้เด็กได้ จะทำต้องดีกว่าที่น้าทำ”

03

บทเพลงกีตาร์ไม้

ย้อนความทรงจำน้านิต ผู้สร้างตำนานสโมสรผึ้งน้อย ต้นแบบรายการเด็กเมืองไทย

นอกจากรายการตอนเย็นแล้ว อีกผลงานของ สโมสรผึ้งน้อย ที่อยู่ในความทรงจำของผู้คนมาถึงทุกวันนี้ คือ XYZ วงดนตรีเด็กที่มาพร้อมกีตาร์ปลอมสุดเท่ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2524

“ตอนนั้นวิทยุเปิดแต่เพลงผู้ใหญ่ เด็กก็เลยร้องแต่เพลงผู้ใหญ่ กระทั่งวันหนึ่งก็มีเด็กร้องเพลง ฉันรักผัวเขา ขึ้นมากลางรายการ เรายืนอึ้งไปเลย ตกใจทำไมร้องแบบนี้ น้าประชาเป็นคนคิดเรื่องทำเป็นวงเด็กถือกีตาร์ปลอม เอาเพลงดังๆ มาแปลงเนื้อให้เด็กร้อง แรกๆ ก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นทำเป็นวงจริงจัง คิดว่าให้เด็กผลัดกันขึ้นมาเป็น XYZ แต่งตัวแฟนซีถือกีตาร์โฟมเต้น อิสระไม่ได้มีการกำกับท่าทาง แต่พอออกอากาศไปได้สามครั้ง เสียงตอบรับดีมาก เลยคิดกันว่าถ้าอยากจะทำให้เด็กหันมาร้องเพลงที่มีเนื้อหาเพื่อพวกเขาจริงๆ ก็ต้องทำให้ดัง ” น้านิตเท้าความถึงแนวคิดตั้งต้น

XYZ ยุคแรกประกอบด้วยสมาชิก 5 คน สมาชิกหลักที่น้านิตเล็งตัวไว้คือ ต่อ-สัมฤทธิ์ สนเพ็ชร เด็กชายวัย 11 ขวบ ซึ่งมีเอกลักษณ์เรื่องเสียงที่ทรงพลัง

“สำหรับคนทั่วไปในปัจจุบันเวลาพูดถึง XYZ ก็จะนึกถึงกลุ่มเด็กผู้หญิง แต่ XYZ ในยุคของ สโมสรผึ้งน้อย คือพี่ต่อ พี่ต่อเป็นฮีโร่ของเด็กผู้ชายในยุคนั้น พี่ต่อมีเสียงมหัศจรรย์ ศักยภาพในการร้องเพลงที่ยอดเยี่ยม ร้องโหนเสียงสูงๆ ได้สบายๆ ร้องจะให้ร้องอารมณ์ไหนพี่ต่อทำได้หมด เขามาสายร็อกได้เลย แต่ถ้าจะให้ต่อยืนคนเดียวคงไม่ใช่ เพราะเราไม่ปั้นใครคนใดคนหนึ่ง ผึ้งน้อยต้องมาเป็นทีม ก็เลยมีกลุ่มเด็กผู้หญิงมาร้องรับและเต้นสร้างสีสันอยู่ข้างหลัง”

พอดีช่วงนั้นวง Grand Ex’ กำลังโด่งดังสุดขีด น้าประชาจึงหยิบเพลงดังๆ อย่าง หัวใจมีปีก และ บัวน้อยคอยรัก มาแปลงเป็น รถไฟมีปีก และ บัวน้อยคอยแปรง ซึ่งเพลงหลังมีเนื้อหาชักชวนให้เด็กๆ แปรงฟัน พร้อมตั้งชื่อว่า Grand XYZ เพื่อล้อไปกับวงของผู้ใหญ่

ย้อนความทรงจำน้านิต ผู้สร้างตำนานสโมสรผึ้งน้อย ต้นแบบรายการเด็กเมืองไทย

ส่วนภาคดนตรี ด้วยความที่น้านิตกับน้าประชาชื่นชอบเพลงร็อก ก็ได้ น้าแก้ว-วีระ ภูริจิตปัญญา ผู้จัดการสวนสนุกแดนเนรมิต ผู้กว้างขวางในวงการดนตรี อาสามาเล่นกีตาร์ให้ และชักชวนเพื่อนๆ นักดนตรีมาช่วยทำดนตรีให้ คนแรกที่น้าแก้วชวนมาคือ อากอบ-กอบกิจ วีระเปรม เจ้าหน้าเทคนิคประจำห้องเทปมาเล่นเบสให้ และได้อาๆ จากวงคาไลโดสโคปมากันทั้งวง ทั้ง อาเกี๊ยก-สมโชค เล้าเปี่ยมทอง, อาหมู-ศิริศักดิ์ ศิริโชตินันท์ และ อากิตติ กาญจนสถิตย์ หรือ กิตติ กีตาร์ปืน รวมถึง อาโก้-ชูชาติ หนูด้วง มาเล่นกลองให้ นอกจากนี้ อาหมูยังไปชักชวน อามัน-เอกมันต์ โพธิพันธุ์ทอง เจ้าของฉายา มือกลองปลิดวิญญาณ แห่งวง V.I.P. มาร่วมบันทึกเสียงด้วย เป็นเหตุให้ผลงานชุดแรกของ XYZ มีความเป็นร็อกสูงมาก 

อัลบั้มรถไฟมีปีก วางแผงเมื่อ พ.ศ. 2525 ได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากจากแฟนเพลง และยังได้รับเชิญไปแสดงเป็นวงเปิดให้ Grand Ex’ ในคอนเสิร์ตต่างๆ เป็นประจำ แน่นอนว่าย่อมหมายถึงชื่อเสียงของ สโมสรผึ้งน้อย ที่โด่งดังตามไปด้วย

สำหรับน้านิตแล้ว เธออยากให้วงดนตรีนี้เป็นแบบอย่างของเด็กไทยยุคนั้น ให้รู้จักกล้าแสดงออก รู้จักรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียนและงาน แต่ถึง XYZ จะเกิดจากเจตนารมณ์ที่ดี ทว่าด้วยความที่ยุคนั้นแทบไม่มีวงดนตรีเด็กแบบนี้เลย จึงถูกสื่อมวลชนบางสำนักวิพากษ์วิจารณ์ด้วยถ้อยคำรุนแรง

“ตอนนั้นสังคมไทยมีกรอบเยอะมากว่า เด็กต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จำได้ว่า XYZ โดนด่าเละเลย หาว่าเด็กวงนี้แรด มาเต้นเด้งหน้าเด้งหลัง แต่งหน้าอย่างกับผู้หญิงหากิน ตอนนั้นเลือดขึ้นหน้าเลย คือปกติเราไม่เคยใช้สื่อปกป้องตัวเอง แต่วันนั้นต้องออกแถลงการณ์เลยว่า XYZ คืออะไร แล้วเราก็บอกว่า คุณด่าเราได้ แต่อย่าด่าเด็ก”

หลังอัลบั้มแรกประสบความสำเร็จ น้านิตกับน้าประชาก็เดินหน้าทำอัลบั้มต่อไปทันที พร้อมเปลี่ยนชื่อวงเป็น XYZ อัลบั้มชุดที่ 2 คิดไม่ออก ถือเป็นการพลิกโฉมหน้าของวงการเพลงเด็กยุคนั้นเลยก็ว่าได้ โดยชุดนี้ได้ทีมงาน Butterfly เช่น ธนวัต สืบสุวรรณ, จิรพรรณ อังศวานนท์, สุรสีห์ อิทธิกุล, อัสนี โชติกุล และกฤษณ์ โชคทิพย์พัฒนา มาดูแลการผลิต ส่วนตัวเพลงก็โตขึ้นตามวัย เช่นเพลง คิดไม่ออก ซึ่งฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมือง ไปไหนก็มีแต่คนร้อง “คิดๆ เท่าไร คิดไม่ออกสักที”หรือบางเพลงก็หยิบยกปัญหาสังคมมานำเสนอ เช่น เอาไปเผา เล่าเรื่องพิษภัยของยาเสพติด

 นอกจากนี้ น้านิตยังพยายามฝึกทักษะทางด้านดนตรีให้เด็กๆ ด้วยการส่งไปเรียนดนตรีที่โรงเรียนศศิลิยะ พร้อมแนะนำว่าแต่ละคนควรเล่นเครื่องดนตรีอะไร จนพัฒนาการของสมาชิกวง XYZ ซึ่งตอนหลังเพิ่มเป็น 6 คน

กระทั่ง พ.ศ. 2530 XYZ ก็กลายมาเป็นสมาชิกใหม่ของ Grammy Entertainment โดยน้านิตเล่าสาเหตุที่ผลักดันให้เด็กๆ ไปอยู่ในสังกัดใหญ่ว่าเป็นเพราะแต่ละคนเริ่มโตกันแล้ว และทุกคนล้วนมีศักยภาพพอที่จะไปถึงดวงดาว หากยังให้ สโมสรผึ้งน้อย บริหารจัดการก็คงยาก เพราะบรรดาน้าๆ เองก็ไม่เชี่ยวชาญเรื่องนี้ ซึ่งนับเป็นการตัดสินใจที่ไม่ผิดเลย เพราะถึงวันนี้บทเพลงของ XYZ ก็ยังโด่งดังและอยู่ในความทรงจำ ทั้ง กว่าจะรัก, สบายดีหรือเปล่า หรือ แอบเจ็บ

ที่สำคัญพวกเขาก็ยังเป็นต้นแบบของวงดนตรีเด็กไทยที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนมากมาย

ย้อนความทรงจำน้านิต ผู้สร้างตำนานสโมสรผึ้งน้อย ต้นแบบรายการเด็กเมืองไทย

“XYZ ไม่ใช่วงที่เล่นเก่งเลย แต่เขาเปิดโลกการเล่นดนตรีบนเวทีให้แก่เด็กๆ ทำให้พ่อแม่หลายคนกล้าให้ลูกเล่นดนตรี อย่าง เอ๋ (อรนิดา วิมลวัฒนาภัณฑ์) ก็เล่นดนตรี แล้วสอบติดธรรมศาสตร์ วันก่อนสอบยังต้องไปถ่ายมิวสิกวิดีโออยู่ที่แกรมมี่เลย ตรงนี้มันพิสูจน์ให้เห็นว่า การเล่นดนตรีไม่ได้ทำให้ชีวิตเสียหาย ถ้าเรารู้จักแบ่งเวลา เพราะฉะนั้น อย่าไปเที่ยวโทษนั้นโทษนี่ ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเอง”

นอกจาก XYZ เมื่อ พ.ศ. 2528 สโมสรผึ้งน้อย ยังสร้าง โบว์สีชมพู วงเด็กผู้หญิง 4 คน ซึ่งร้องเพลงสำหรับเด็กเล็กๆ มี เนื้อหาเกี่ยวกับสัตว์โลก เทศกาลสำคัญ กิจวัตรประจำวัน ไปจนถึงอาชีพต่างๆ โดยเกิดจากการเสนอของน้าประชา ที่เห็นว่าเพลงของ XYZ หนักเกินไปสำหรับเด็กเล็กๆ ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ทำกิจกรรม น้าประชาเลยเขียนเพลงเหล่านี้ขึ้นมา โดยได้ อิทธิ พลางกูร เป็นผู้ทำดนตรีให้ทั้งสองชุดซึ่งเพลงหนึ่งที่ทุกคนคงรู้จักกันดีก็คือ มดตัวน้อยตัวนิด 

ถึงวันนี้ XYZ หรือโบว์สีชมพู จะเป็นเพียงแค่อดีต แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาได้พิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นคือ เด็กไทยนั้นมีความสามารถไม่แพ้ใคร ขอแค่โอกาสและการสนับสนุนที่ดี พวกเขาย่อมสามารถเปลี่ยนโลกใบนี้ไปสู่สังคมที่ดีกว่าเดิมได้อย่างแน่นอน

04

ผึ้งน้อยลาจอ

ย้อนความทรงจำน้านิต ผู้สร้างตำนานสโมสรผึ้งน้อย ต้นแบบรายการเด็กเมืองไทย

แม้จะได้รับความนิยมจากเด็กๆ อย่างล้นหลาม ถึงขั้นเคยจัดคอนเสิร์ตใหญ่ที่แดนเนรมิตและโรงละครแห่งชาติมาแล้ว ตลอดจนได้รับเชิญให้ไปร่วมแสดงกับพี่ๆ นิสิตนักศึกษาหลายสถาบัน แต่ปัญหาหนึ่งที่ สโมสรผึ้งน้อย ต้องเผชิญอยู่ตลอด คือหาผู้สนับสนุนรายการไม่ค่อยได้

อย่างช่วงปีที่ 2 น้านิตเคยเกือบขอคืนเวลาให้สถานี เนื่องจากหมดทุนในการทำรายการ และเริ่มค้างชำระค่าสถานี โชคดีที่ พล.ต.ประทีป ชัยปาณี หัวหน้าฝ่ายรายการของช่อง 5 เรียกพบเพื่อให้ความช่วยเหลือ โดยท่านเสนอให้เวลาจัดรายการฟรี แต่น้านิตคิดว่าเราทำธุรกิจ ควรสู้ด้วยตัวเองด้วย จึงขอความกรุณาให้ลดค่าสถานีครึ่งราคา ซึ่งท่านก็เมตตาลดให้ รายการจึงสามารถดำเนินการต่อได้อีกหลายปี

น้านิตบอกว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้รายการเด็กในเมืองไทยไม่สามารถยืนระยะได้นานเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ใหญ่ระดับผู้บริหารใช้ความรู้สึกของตนเองเป็นตัวตัดสิน 

“ผู้ควบคุมรายการเด็กส่วนใหญ่จะเอาตัวเองเป็นตัวประเมิน ไม่ได้เอาเด็กเป็นตัววัด ซึ่งบางท่านก็ไม่เข้าใจ ชอบเปลี่ยนรูปแบบรายการ เปลี่ยนพิธีกร โดยบอกว่าเบื่อแล้ว ขึ้นเฟสใหม่ก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบใหม่ ซึ่งจริงๆ แล้ว เด็กเล็กชอบดูอะไรซ้ำๆ รักอะไรก็จะเป็นรักฝังใจ ดูได้ไม่เบื่อ ถ้ารายการไหนทำแล้วเด็กชอบก็ควรรักษารูปแบบไว้ พิธีกรคนไหนที่เด็กรักแล้วก็ควรรักษาไว้ ไม่ฆ่าทิ้งให้เด็กร้องหาว่าพี่ไปไหน ทำไมไม่มีรายการที่หนูดูอยู่แล้ว ทางสถานีควรมุ่งพัฒนาคุณภาพรายการให้ดีขึ้น ไม่ใช่เปลี่ยนรูปแบบที่ประสบความสำเร็จ ได้รับการยอมรับจากเด็กๆ แล้ว

ย้อนความทรงจำน้านิต ผู้สร้างตำนานสโมสรผึ้งน้อย ต้นแบบรายการเด็กเมืองไทย

“เราต้องไม่ลืมว่ามีเด็กเกิดใหม่ทุกปี เด็กรุ่นใหม่ก็น่าจะได้ดูอะไรที่ดีๆ อย่างที่รุ่นพี่ๆ ได้ดู อย่างรายการเด็กของญี่ปุ่น หรือ รายการ Sesame Street ของอเมริกา มีอายุยืนยาวมาก และยังคงรูปแบบที่เด็กๆ รักและคุ้นเคยไว้แทบไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลย ต่างจากบ้านเรา ผู้คุมรายการเด็กจะพิจารณาเพื่อถอดรายการออกทำนานแล้ว ไม่ได้พิจารณาที่จะช่วยพัฒนาให้รายการให้ดีขึ้น ให้อยู่เป็นเพื่อนที่ไว้ใจได้ของเด็กไทยตลอดไป”

ถึงจะลำบากเพียงใด น้านิตและทีมงานก็สู้ไม่ถอย เพราะสิ่งที่ได้กลับมาคือความสุขของเด็กๆ นั่นเอง ซึ่งไม่ใช่แค่เด็กกว่าร้อยชีวิตที่มาร่วมรายการ แต่ยังรวมไปถึงเด็กนับแสนที่เปิดช่อง 5 รอคอยการมาถึงของสโมสรผึ้งน้อย

จากแนวคิดนี่เอง ทำให้น้านิตยึดหลักการประโยชน์ของเด็กต้องมาก่อนเรื่อยมา หลายครั้งที่เธอตัดสินใจปฏิเสธเงินก้อนโต เพื่อแลกกับการไม่ทำกิจกรรมที่กระทบต่อความรู้สึกเด็ก เช่นครั้งหนึ่ง สโมสรผึ้งน้อย เคยจัดกิจกรรมชื่อ อนุบาลเสียงใส โดยนำเด็กอนุบาลมาร้องพลงแข่งกัน แต่ทำได้เพียง 2 ครั้งเท่านั้น น้านิตก็เลิกจัดงานประกวดเด็ดขาด

“น้านิตได้ยินเด็กที่ไม่เข้ารอบถูกเรียกว่า ไอ้ขี้แพ้ จากคนในครอบครัว เราฟังแล้วตกใจ เลยกลับมาพิจารณากับทีมงานว่า ไม่ควรทำดีกว่า แม้มีสปอนเซอร์หรือทำแล้วรายการดังก็ตาม เพราะเรารู้สึกว่ากำลังทำร้ายจิตใจเด็ก การประกวดแต่ละครั้งมีเด็กเป็นร้อยๆ เลยนะที่มาร่วม และก่อนหน้านั้น ทางโรงเรียนยังคัดเด็กเป็นร้อยๆ คนมาร่วมประกวดกับเรา เราได้ที่หนึ่งแค่คนเดียว พร้อมกับสร้างผู้แพ้ไว้นับพัน ไม่คุ้มกันเลย เพราะเด็กอนุบาลชีวิตเพิ่งเริ่มต้น ต้องการกำลังใจที่จะก้าวเดินอย่างมั่นคง แต่กลับต้องกลายเป็นผู้แพ้ตั้งแต่แรก ซึ่งเราคิดว่ามันไม่ใช่ เขาไม่ควรจะให้เจออะไรแบบนั้น”

น้านิตดูแล สโมสรผึ้งน้อย มานานหลายปี โดยระหว่างนั้นก็มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบรายการตามความเหมาะสม เช่นหันมาใช้ระบบบันทึกเทปแทนการถ่ายทอดสด บางช่วงก็ขยายเวลาออกอากาศเป็นทุกวันจันทร์-พฤหัสบดี รวมทั้งมีสมาชิกผึ้งน้อยบางคนที่โตขึ้นและเข้ามาช่วยเป็นทีมงานของรายการ

กระทั่ง พ.ศ. 2537 น้านิตเริ่มรู้สึกเหนื่อย อีกทั้งแนวคิดการทำงานกับหุ้นส่วนบางคนที่ไม่ตรงกันเท่าใด จึงตัดสินใจถอยออกมา เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้สร้างสรรค์ผลงานตามแบบฉบับของตัวเองเต็มที่

แต่ถึงจะวางมือจากงานที่ทุ่มเทมากว่า 16 ปี น้านิตก็ไม่เคยถอดใจจากการทำสื่อเพื่อเด็กเลย เธอยังคงบุกเบิกรายการใหม่ต่อเนื่อง ตั้งแต่ ลูกเจี๊ยบเสียงใส ทาง UTV, เห็ดหรรษา ทาง ITV และ ขบวนการFunน้ำนม ทาง Thai PBS เพราะสำหรับน้านิตแล้ว รายการเด็กเป็นสื่อที่สำคัญ ซึ่งมีผลต่อพัฒนาการความคิดและนิสัยของเด็ก

“รายการเด็กที่ดีควรเป็นรายการที่สร้างขึ้นมาเป็นเพื่อนที่เด็กๆ ไว้ใจได้ ทำให้เด็กได้เรียนรู้จักการอยู่บนโลกใบนี้อย่างมีความสุข เราต้องคิดอยู่เสมอว่า เด็กจะซึมซับสิ่งที่เราทำให้เขาดูไว้ ดังนั้นเวลาสร้างรายการจึงต้องระลึกอยู่เสมอว่าเรากำลังสร้างลักษณะนิสัยที่ดีให้กับเด็กๆ ด้วย ต้องไม่ลืมจินตนาการ และแรงบันดาลใจที่จะทำให้เด็กๆ รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ เพราะสำหรับน้านิตแล้ว โทรทัศน์เป็นสื่อที่ต้องรักษาไว้ เนื่องจากเป็นเครื่องมือเดียวที่เข้าถึงเด็กและครอบครัวจะนั่งดูพร้อมกันได้ ในต่างประเทศให้ความสำคัญกับรายการโทรทัศน์สำหรับเด็กเป็นอย่างมาก ทีวีช่องวัยรุ่น ช่องผู้ใหญ่ถูกยุบ แต่เขาเลือกเก็บช่องเด็กไว้ และให้ความสำคัญกับการสร้างรายการให้มีคุณค่ามากขึ้น

“แน่นอนว่า เราไม่อาจปิดกั้นเด็กจากการเสพสารพัดสื่อออนไลน์ในมือถือ เราไม่สามารถควบคุมสารพัดความหยาบโลน และรุนแรงในรายการทาง YouTube แต่ในจอทีวีเราสามารถสร้างรายการดีๆ ที่มีรสนิยมให้กับเด็กๆ ของเราได้ เราสามารถช่วยกันสร้างสรรค์รายการดีๆ ให้เป็นเพื่อนที่ไว้ใจได้ของเด็กและครอบครัว ขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญและลงมือทำอย่างจริงจัง อย่าสรุปง่ายๆ ว่าเดี๋ยวนี้เด็กไม่ดูทีวีแล้วจึงไม่ต้องทำ” 

05

การกลับมาของผึ้งน้อย

หลังปล่อยให้ผึ้งน้อยกลายเป็นความทรงจำที่ดีมานานหลายปี น้านิตซึ่งวันนี้ได้กลายเป็นย่านิต ก็ตัดสินใจพาชื่อผึ้งน้อยกลับมาอีกหน ด้วยการผลิตรายการ ผึ้งน้อยมหัศจรรย์ เผยแพร่ทาง Thai PBS เมื่อ พ.ศ. 2559 แต่ทำได้เพียง 3 เดือนก็ต้องปิดตัวลง 

แม้รายการ ผึ้งน้อยมหัศจรรย์ จะไม่ประสบความสำเร็จเหมือนสโมสรผึ้งน้อย แต่ก็เป็นแรงผลักดันให้น้านิตลุกขึ้นมาทำโครงการผึ้งน้อยนักสู้ สู่สำนึกแห่งความเป็นพลเมือง กระบวนการสร้างคนรุ่นใหม่ให้ใส่ใจ สังคมและประเทศชาติ กับกองทุนทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ในปี พ.ศ. 2560

น้านิตเริ่มต้นสร้างพื้นที่ให้เด็กๆ มาทำกิจกรรมร่วมกันที่สวนศึกษาผึ้งน้อยนักสู้ ณ พึ่งสุขฟาร์มอินทรีย์ ย่านคลองหลวง โดยได้รับการแบ่งปันพื้นที่และทุนเบื้องต้นจากสี่พี่น้องวงศ์ประทีป คือ รศ.วรรณี อุดมผล, ดร.ดวงมณี วงศ์ประทีป, ดร.สาธิต วงศ์ประทีป และ อ.ดวงเนตร วงศ์ประทีป ซึ่งเอ่ยปากกับน้านิตว่า 

“น้านิตไม่อยากทำอะไรให้เด็กๆ บ้างเหรอ มาใช้พื้นที่ที่นี่ได้นะ ถ้ามาอยู่ก็จะสร้างบ้านให้อยู่ด้วย”

“ตอนนี้น้านิตไม่ใช่นักสร้างฝัน แต่มาเป็นย่านิตนักสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆ ที่เด็กจะได้คิดและลงมือทำให้สำเร็จด้วยตัวเอง ที่สำคัญน้านิตคิดว่า เด็กควรเรียนรู้ผ่านการเล่น เราจึงออกแบบกิจกรรมให้เขาได้เล่น เล่นแล้วได้คิด ได้มองเห็นปัญหาและคิดวิธีการแก้ไขปัญหา”

ครั้งนั้น น้านิตพยายามเลือกโจทย์ที่ใกล้ตัวเด็กที่สุด อย่างขยะที่อยู่ในมือ พร้อมกับจัดกิจกรรมทดลองตามสายไปตามโรงเรียนต่างๆ 5 แห่ง เน้นส่งเสริมให้ทุกคนแยกก่อนทิ้งและหาวิธีแปรรูป เพื่อจะได้ไม่กลายเป็นภูเขาขยะต่อไป

“เราบอกเด็กๆ ว่า ถ้าหนูไม่ลุกขึ้นสู้ ลุกขึ้นมารับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วันนี้ ต่อไปจะต้องมีชีวิตอยู่อย่างลำบาก อาหารที่กิน อากาศที่หายใจ และสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยจะปนเปื้อนไปด้วยสารเคมี แล้วเราจะต้องอยู่ในระบบที่เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว แต่ถ้าช่วยเหลือกัน แบ่งปันกัน สังคมก็จะมีความสุข อย่างเศษขยะในมือ หากทิ้งลงถังขยะรวม สุดท้ายก็ไปจบชีวิตในหลุมฝังกลบ แต่ถ้าล้างสักหน่อยปล่อยให้แห้งแล้วอัดลงไปขวด ก็จะกลายเป็นขวดอีโคบริกส์ ซึ่งเด็กๆ ตั้งชื่อว่าขวดพลาสอิฐ

“จากนั้นพอเราบอกว่าขวดนี้เอามาทำบ้านได้ ทุกคนตาโตเลย เราก็เลยถามต่อว่าอยากทำไหม มาช่วยกันทำดีกว่า ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ คุณครูน้อย-นฤวรรณ ธรรมรัตน์สิริ จากโรงเรียนวัดดอนเมือง (ทหารอากาศอุทิศ) โทรศัพท์มาบอกว่า ‘น้านิตคะ ขวดพลาสอิฐเสร็จแล้ว ต้องทำยังไงต่อ’ ตอนนั้นเราก็ยังไม่ได้ทันจัดการเรื่องพื้นการสร้างบ้านดินด้วยขวดพลาสอิฐ ยังไม่เคยทำด้วยซ้ำ ก็ต้องเริ่มที่จัดกิจกรรมการทำบ้านดินที่พึ่งสุขฟาร์มอินทรีย์ ได้ ครูริน-ไพริน พงษ์สุระ มาเป็นวิทยากร แล้วให้เด็กๆ ขนขวดพลาสอิฐที่ทำมา ปรากฏว่าเด็กขนขวดมาแค่ห้าสิบสองใบ สร้างบ้านดินไม่ได้ แต่ไม่เป็นไร เอาใช้มาทดลองก่อกับดินดูว่า จะก่ออย่างไรให้เป็นผนังบ้านได้ ขวดห้าสิบสองใบได้จุดประกายให้เกิดบ้านดินขวดพลาสอิฐ บ้านแห่งความรับผิดชอบของทุกคน

“ต่อมาพอเพจผึ้งน้อยนักสู้นำเสนอเรื่องราวของบ้านดินขวดพลาสอิฐที่เกิดจากฝีมือของเด็ก รายการ ทุ่งแสงตะวัน ก็มาถ่ายทำเรื่องราวไปนำเสนอ ขวดพลาสอิฐจึงถูกส่งมาจากทุกสารทิศ ไม่นานขวดพลาสอิฐนับพันใบก็มานอนรอการนำไปสร้างเป็นผนังบ้านดิน แต่ระหว่างช่วงก่อสร้าง ย่านิตสังเกตเห็นว่า เวลาอธิบายเรื่องนี้ให้เด็กๆ หรือผู้คนที่สนใจฟัง แต่ละคนมักต้องยืนบังกัน ก็เลยเกิดความคิดที่จะสร้างที่นั่งฟังแบบอัฒจรรย์ดีกว่า บ้านดินขวดพลาสอิฐจึงแปลงกายมาเป็นเวทีนิทานในบ้านดินแทน” 

แม้เป็นเพียงการขับเคลื่อนเล็กๆ แต่น้านิตก็หวังว่า ผึ้งน้อยนักสู้จะช่วยจุดพลังใจให้เด็กเด็กลุกขึ้นมาทำสิ่งดีๆ เพื่อผู้อื่น ที่สำคัญเราได้สร้างพื้นที่ต้นแบบในการปลูกฝังความรับผิดชอบแก่เด็กไทย ให้เขาตระหนักว่า ตัวเองมีภารกิจสำคัญ ที่จะต้องปกป้องดูแลโลกใบนี้ ย่านิตหวังว่าผึ้งน้อยนักสู้จะเติบใหญ่เป็นที่พึ่งพิงของสังคมได้ต่อไป

“เด็กมีโลกของเขา มีจินตนาการของเขา มีความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งมันเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องเคารพ อย่าไปเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องยัดเยียด แต่ทำยังไงให้เขาได้อยู่ถูกที่ถูกเวลา แล้วเด็กๆ ก็จะทำงานและประสบความสำเร็จในแบบที่เป็นตัวเอง” น้านิตผู้สร้างตำนานสโมสรผึ้งน้อยสรุปทิ้งท้าย

ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง

บทสัมภาษณ์คุณภัทรจารีย์ นักสร้างสรรค์ วันที่ 29 มกราคม 2564

วารสาร สื่อสารมวลชน ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 เดือนมิถุนายน-ตุลาคม 2524

นิตยสาร สาวสวย ปีที่ 12 ฉบับที่ 142 เดือนเมษายน 2530

นิตยสาร ลลนา ฉบับที่ 428 เดือนพฤศจิกายน 2533

นิตยสาร DDT ปีที่ 3 ฉบับที่ 32 เดือนกันยายน 2550

บทความชุด คิดถึงผึ้งน้อย โดยคุณศคณ สิริวัฒน์ชูโชติ

ขอบคุณภาพประกอบเพิ่มเติมจาก สมาชิกสโมสรผึ้งน้อยทุกคน, เพจตามหา สโมสรผึ้งน้อย และเพจสมาชิกสโมสรผึ้งน้อย ครบรอบ 40 ปี

Writer

Avatar

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

Photographer

Avatar

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

‘เราเป็นแชมป์ครับ เราเป็นแชมป์ครับ’

เสียงตะโกนดังลั่นของผู้บรรยาย ในวินาทีที่ กัปตันกิ๊ฟ-วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ ตีลูกหัวเสาอัดลงแดนของฝั่งจีน ในศึกนัดชิงชนะเลิศของวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2552 ส่งผลให้ทีมวอลเลย์บอลหญิงเอาชนะทีมชาติจีน ด้วยสกอร์ 3-1 คว้าถ้วยแชมป์เอเชียเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อย่างเหนือความคาดหมาย จากเดิมที่ผูกขาดเฉพาะสองมหาอำนาจลูกยางอย่างจีนและญี่ปุ่นเท่านั้น

นั่นคือก้าวแรกที่ทำให้คนทั่วโลกได้เห็นฝีไม้ลายมือและความเก่งกาจของนักตบลูกยางหญิงไทย จนเกิดเป็นกระแสฟีเวอร์เรื่อยมาจนเกิดเป็นตำนาน ‘7 เซียนวอลเลย์บอล’ เรื่อยมาจนถึงทีมเลือดใหม่ชุดปัจจุบัน ซึ่งก็สร้างผลงานได้ดีไม่แพ้รุ่นพี่

หากแต่เบื้องหลังของความสำเร็จที่ทุกคนเห็น สิ่งที่ต้องแลกมา คือ หยาดเหงื่อ เลือดเนื้อ คราบน้ำตา ความทุ่มเท และความเสียสละของผู้คนมากมายตลอด 20 กว่าปี โดยมี โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร เป็นกำลังสำคัญที่คอยปลุกปั้นและผลักดันตั้งแต่เริ่มต้น

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ถือโอกาสดีนัดพบโค้ชอ๊อต ซึ่งวันนี้ยังมีหมวกอีกใบเป็นอาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ ภาควิชาพลศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อย้อนรอยปฏิบัติการเปลี่ยนคนธรรมดาให้เป็นฮีโร่ และความฝันที่ไม่เคยสิ้นสุดที่จะนำธงไตรรงค์ของเราไปให้ไกลถึงจุดสูงสุด อย่างกีฬาโอลิมปิกให้จงได้

01
ปฏิบัติการเปลี่ยนคนธรรมดาให้เป็นฮีโร่

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ.​ 2540 ทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมเล็ก ๆ ที่รวบรวมเด็กสาวแววดีจำนวน 18 คน ได้ถือกำเนิดขึ้นในพื้นที่สุดด้ามขวานของประเทศอย่างจังหวัดยะลา

ไม่มีใครคาดคิดว่า จากทีมธรรมดา ๆ ในวันนั้น จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของทีมที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งกลายเป็นปรากฏการณ์ที่โด่งดังไปไกลทั่วโลกในอีกไม่กี่ปีถัดมา

จุดเริ่มต้นของทีมนี้เกิดจากนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยในเวลานั้นหลายคนเริ่มมีแผนจะวางมือ ไม่ว่าจะเป็น ปริม อินทวงศ์, ลิขิต นามเสน, บุษบรรณ พระแสงแก้ว, แอนณา ไภยจินดา และ นันทกานต์ เพชรพลาย เป็นต้น

ผู้บริหารของสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยจึงคิดว่า คงถึงเวลาแล้วที่จะต้องพัฒนานักกีฬารุ่นใหม่มาทดแทนรุ่นพี่ นั่นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของโครงการทำทีมยุวชนหญิง หรือ National Team 2001 ซึ่งมีเป้าหมายเบื้องต้น คือ ผลิตนักกีฬาเพื่อเป็นตัวแทนทีมชาติไทยในอีก 4 ปีข้างหน้า และรักษาความเป็นผู้นำอาเซียน ในฐานะแชมป์ซีเกมส์ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ใน พ.ศ. 2544

โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ กับการปั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจากโนเนมสู่ทีมที่ทั่วโลกยกนิ้วให้

และเพื่อให้โครงการประสบผลสำเร็จ ร.ท.ชาญฤทธิ์ วงษ์ประเสริฐ เลขาธิการสมาคมฯ ในขณะนั้น จึงติดต่อให้ โค้ชอ๊อต มารับโจทย์ยากครั้งนี้

โค้ชอ๊อตคุ้นเคยกับวงการวอลเลย์บอลมาตั้งแต่ยังเด็ก ด้วยพ่อของเขาเป็นอดีตนักวอลเลย์บอลของกองทัพอากาศ ตัวเขาเองก็มีโอกาสได้เล่นกับนักตบรุ่นพี่ทีมชาติ ซึ่งมักกลับบ้านมาทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ กลายเป็นทักษะที่สั่งสมเรื่อยมา พออายุ 17 ปี อ๊อตก็ติดทีมชาติ เป็นนับตบที่อายุน้อยสุดของรุ่น ได้ไปซ้อมที่เมืองจีน และสุดท้ายยังทำหน้าที่กัปตันทีมชาตินานถึง 10 ปีเต็ม

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่า คือเขาเป็นทั้งครูและโค้ช ที่คอยปลุกปั้นนักวอลเลย์บอลมือดีมาอย่างยาวนาน

โค้ชอ๊อตเริ่มคุมทีมตั้งแต่เป็นนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้วยการสอนน้อง ๆ จนกลายเป็นมือเก๋าหลายคน เพราะเวลานั้นมหาวิทยาลัยไม่มีโค้ช ก็ต้องอาศัยรุ่นพี่ทีมชาติไทยอย่างเขาเป็นผู้ดูแล

ต่อมาเมื่อไปฝึกสอนที่โรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ ปกติจะสอนแค่ครึ่งเทอมก็เพียงพอแล้ว แต่อาจารย์อ๊อตอุทิศตน เพื่อฝึกทีมวอลเลย์บอลของที่นี่แบบไม่ได้เงินนานถึง 5 ปีเต็ม จนหลายคนก็ขึ้นมาเล่นระดับอาชีพ และเมื่อมาเป็นทหารอากาศ ก็ได้ดูแลทีมของสโมสรจนได้แชมป์

ที่สำคัญ เขายังเคยเป็นโค้ชเยาวชนวอลเลย์บอลทีมชาติไทยอีกด้วย

“เช้าผมนอนอยู่ที่โรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ ซ้อมลูกศิษย์ตอนเช้า ซ้อมเสร็จก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไปซ้อมให้ทีมทหารอากาศตอนบ่าย พอประมาณบ่าย 2 เลิกซ้อม ผมก็กลับมาที่เบญจมฯ อีก ทำอย่างนี้เป็นปี พวกยุวชนทีมชาติ หรือทีมชาติชุดใหญ่ก็คือลูกศิษย์ผมทั้งนั้น อย่าง อภิศักดิ์ รักชาติยิ่งชีพ, สุนทร โพธิ์สีตา ผมกินนอนอยู่กับเขา 8 เดือน ซ้อมแบบรากเลือด ขนาดกอดขาพี่อ๊อตเลย โหดมาก”

โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ กับการปั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจากโนเนมสู่ทีมที่ทั่วโลกยกนิ้วให้

แต่ถึงจะมีประสบการณ์มายาวนาน โค้ชอ๊อตก็อดคิดหนักไม่ได้ เหตุผลแรกเป็นเพราะเขาไม่เคยคุมทีมเด็กผู้หญิงมาก่อน และต่อให้เคยคุมทีมผู้หญิงมาบ้าง ก็ล้วนเป็นมืออาชีพแล้วทั้งสิ้น 

อีกเหตุผลคือ เวลานั้นโค้ชอ๊อตเพิ่งเข้ามาทำงานที่บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารทรัพยากรบุคคล และเส้นทางอาชีพก็กำลังรุ่งโรจน์ เพราะมีแผนจะฝึกอบรมเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้บริหาร รวมถึงตั้งใจจะฝึกหัดเป็นนักบินต่อไปในอนาคตด้วย หากเบนเข็มไปคุมทีมชาติ ก็เท่ากับงานที่อยู่ทุกวันนี้ต้องชะงักไปเลยอย่างน้อย 4 ปีเต็ม

หลังจากครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ในที่สุดโค้ชอ๊อตก็ตกผลึกว่า สิ่งที่รักและผูกพันมากที่สุดในชีวิตก็คือ วอลเลย์บอล และที่ผ่านมา เขามีทางเลือกมากมาย แต่คำตอบสุดท้ายก็มักลงเอยที่กีฬานี้อยู่เสมอ

“เราเลือกที่จะเปลี่ยนชีวิตมาทางนี้ อย่างสมัยเด็กผมเรียนดี ได้โควต้าวิศวะ ขอนแก่นนะ แต่ผมไม่ไป ผมเป็นคนเล่นดนตรีใช้ได้ เล่นตั้งวงกับเพื่อน ตอนนี้เพื่อนเป็นอาจารย์สอนดนตรี ผมติวให้เพื่อนสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยได้ แล้วพ่อก็อยากให้เป็นทหาร แต่เราเลือกไปทางกีฬา ซึ่งต้องขอบคุณพ่อกับแม่ที่เห็นลูกมาอย่างนี้แล้วไม่ขัด คืออะไรที่เป็นความสุขของลูก เขาก็พร้อมสนับสนุน

“ช่วงมาเรียนที่เกษตรศาสตร์ก็เหมือนกัน ตอนปี 1 เกือบเรียนไม่จบ เพราะต้องเล่นกีฬา ต้องซ้อม มาสอบก็ทำไม่ได้ ถ้าไม่ได้อาจารย์ที่ปรึกษาคอยช่วยวางแผนการเรียน ลงทะเบียนให้ทีละเทอม ๆ จนครบ 6 ปี โดนรีไทร์แน่ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องพิสูจน์ตัวเองว่า สิ่งที่เราเลือกมานั้นถูกต้องแล้ว”

โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ กับการปั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจากโนเนมสู่ทีมที่ทั่วโลกยกนิ้วให้

หากแต่ภาพที่เขาฝันนั้นยิ่งใหญ่กว่าการรักษาอันดับ 1 ของอาเซียน เพราะโค้ชอ๊อตต้องการทำให้นักกีฬาไทยเป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก โดยเฉพาะการได้ไปแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก

“ลองนึกว่า 20 ปีที่แล้ว ผมมีความคิดแบบนั้น คุณว่าผมบ้าไหม คือไม่มีใครเขาคิดหรอกว่า อยากให้ประเทศไทยเดินไปแล้วเขาเคารพอ่ะ ได้รับการเคารพยกย่อง”

แม้ในสายตาของคนทั่วไปจะมองว่า เพ้อฝัน ไม่มีทางเป็นไปได้ แต่โค้ชหนุ่มวัย 31 ปี ก็อยากทดลองทำตามความเชื่อนั้น เขาเริ่มเขียน SWOT Analysis นำจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค ทุกอย่างมาวิเคราะห์ อย่างละเอียด เรื่องใดที่เขาทำได้เอง เช่น โปรแกรมการฝึก การเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางจิตใจ เขาวางแผนไว้หมด

ส่วนเรื่องไหนที่ต้องให้คนอื่นช่วยเหลือ อย่างงบประมาณ สถานที่ฝึกซ้อม สถานศึกษา เพื่อให้นักกีฬาเรียนระหว่าง 4 ปี หรือแม้แต่สถานพยาบาลเพื่อดูแลคนในทีม หากเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา ก็เขียนรายละเอียดออกมาอย่างชัดเจน เพื่อให้ทุกคนรับทราบ โดยเฉพาะสมาคมฯ เพื่อหาทางจัดการปัญหาร่วมกัน

อย่างเรื่องแรกที่สำคัญมากคือ สถานที่ฝึกซ้อม ทีมยุวชนชุดนี้ไปเก็บตัวฝึกซ้อมกันที่จังหวัดยะลา

หลายคนอาจสงสัยว่า อยู่กรุงเทพฯ น่าจะสะดวกสบายและพร้อมเพรียงมากกว่า ทำไมต้องไปไกลถึงสุดด้ามขวานด้วย เหตุผลคือที่ยะลามีความพร้อมเรื่องการสนับสนุนของหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะภาครัฐ เพราะเวลานั้น ผู้บริหารท่านหนึ่งของสมาคมฯ คือ สมพร ใช้บางยาง (ปัจจุบันเป็นนายกสมาคมฯ) ดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา และสามารถอำนวยความสะดวกตั้งแต่เรื่องสนามฝึกซ้อม โรงเรียน รวมทั้งยังได้ อาวุธ เจษฎาไกรสร และครอบครัว เจ้าของโรงแรมปารค์วิว มาเป็นผู้จัดการทีมคอยดูแลเรื่องที่หลับที่นอน อาหาร 3 มื้อ ตลอดระยะเวลาการเก็บตัว

โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ กับการปั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจากโนเนมสู่ทีมที่ทั่วโลกยกนิ้วให้

ขณะเดียวกันก็มีการเตรียมทีม เตรียมคน ให้พร้อม โดยโค้ชอ๊อตได้ อาจารย์สนอง กุลฉิม จากโรงเรียนบ้านหมี่วิทยาคม มาช่วยดูแลและประสานงานเรื่องการกำกับ ควบคุม เรื่องธุรการทั้งหมด และ น.อ.สาโรจน์ พินิจวงศ์ อดีตนักกีฬาวอลเลย์บอลรุ่นพี่ ซึ่งเป็นโค้ชจากโรงเรียนสวนกุหลาบนนทบุรีวิทยา ซึ่งโดดเด่นเรื่องเทคนิคมารับหน้าที่เป็นผู้ช่วยโค้ช 

ส่วนนักกีฬานั้น ทั้งหมดเป็นเด็กผู้หญิงอายุ 14-17 ปีจากทั่วประเทศ ซึ่งสมาคมฯ คัดเลือกจากผลการแข่งขันในระดับชิงแชมป์ประเภทต่าง ๆ ซึ่งก็มีทั้งนักกีฬาที่มีพรสวรรค์ บางคนเป็นดาวเด่นของทีมโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ อีกส่วนก็เป็นนักกีฬาที่อาจไม่เก่งมาก แต่รูปร่างดี ขยันฝึกซ้อม และน่าจะพัฒนาได้ รวมทั้งสิ้น 18 คน

โดยก่อนที่จะนั่งรถไฟจากกรุงเทพฯ ไปยะลา โค้ชอ๊อตพยายามพูดคุย สร้างความเข้าใจ นั่งสัมภาษณ์แต่ละคนแบบละเอียดว่า มีเป้าหมายอะไรต่อไปในชีวิต เพื่อจะได้เข้าใจและนำมาแนวทางในการสร้างทีมที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

“ก่อนที่เราจะนั่งรถไปยะลา ผมจะถามทุกคนเลยว่า ทำไมถึงเล่นวอลเลย์บอล ซึ่งคำตอบแทบจะเหมือนกันหมดคือ สนุก มีความสุข อยากเก่งแบบพี่ ๆ อยากมีอนาคตที่ดี มีความมั่นคงในชีวิต และได้มีงานการที่ดี จะได้ไปตอบแทนพ่อแม่ มันเป็น Commitment ที่เราเห็นว่าเขาคิดอะไรในใจ แล้วเราจะนำพาพวกเขาไปได้อย่างไร เพราะฉะนั้น แบบฝึกที่เราจะสอนเขา จะสร้างความมั่นคงทางจิตให้กับเขา ปลูกฝังเรื่องความอดทนว่า กว่าจะสำเร็จติดธงชาติไทย ต้องมุ่งมั่น มุมานะ อยู่ในระเบียบวินัย อยู่ในกรอบให้ได้ และมีความทะเยอทะยาน ท้าทายที่จะทำสิ่งนั้นให้ได้”

ชีวิตในจังหวัดยะลา โค้ชอ๊อตดูแลเด็กๆ ทุกคนเสมือนเป็น ‘พ่อ’ อีกคนหนึ่ง 

เพราะเขาต้องดูแลไปถึงการใช้ชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การกิน การอยู่ การเรียน การรักษาพยาบาล โดยเขาได้ติดต่อโรงเรียนคณะราษฎรบำรุงยะลา เพื่อนำทุกคนไปฝากเรียน และเมื่อเรียนเสร็จก็ยังกลับมาช่วยสอนการบ้าน แม้แต่เรื่องรายได้ ทุกคนได้เบี้ยเลี้ยงเดือนละ 6,000 บาท ซึ่งทุกเย็น แต่ละคนจะต้องส่งรายรับ-รายจ่ายว่า วันนี้ซื้ออะไรมาบ้าง โค้ชอ๊อตจะมาตรวจบัญชีเองทุกวัน ซึ่งก็มีบางคนแอบเอาเงินไปซื้อขนม แต่มาลงบัญชีว่า ไปซื้อน้ำยาซักผ้า ซึ่งเขาก็จับได้อยู่ตลอด พร้อมกับสั่งลงโทษให้วิ่งบ้าง ยกเวทบ้าง จนนักกีฬาไม่อยากทำผิด

โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ กับการปั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจากโนเนมสู่ทีมที่ทั่วโลกยกนิ้วให้

เช่นเดียวกับการรักษาพยาบาล ในยุคนั้นเมืองไทยยังไม่มีบัตรทอง เวลาบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยขึ้นมาก็ต้องเสียเงินค่อนข้างมาก แต่โชคดีที่ทีมยุวชนหญิงได้ได้รับการอนุเคราะห์จากโรงพยาบาลศูนย์ยะลา ให้เป็นคนไข้อนาถา จึงได้รับสิทธิ์ในการรักษาพยาบาลฟรี 

ส่วนเรื่องละเอียดอ่อนที่เด็ก ๆ อาจไม่สะดวกใจคุยกับผู้ชาย ก็จะได้ผู้หลักผู้ใหญ่ในจังหวัด เช่นภรรยาของผู้จัดการทีม ภรรยาของคุณหมอ ซึ่งรักและเอ็นดูนักกีฬาเหมือนเป็นลูกหลานจริง ๆ คอยไต่ถามสารทุกข์สุขดิบอยู่เป็นประจำ ทำให้ทุกคนรู้สึกอุ่นใจ แม้จะอยู่ห่างไกลจากบ้านเกิดก็ตาม

เช่นเดียวกับการฝึกซ้อม โค้ชอ๊อตต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย เนื่องจากปีหนึ่งมีเงินมาทำทีมไม่เท่าไหร่ ผู้สนับสนุนรายใหญ่อย่าง การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ให้เงินช่วยเหลือทั้งโครงการ 4 ปี 2,000,000 บาท ส่วนที่เหลือสมาคมฯ ก็ต้องแสวงหาเอง ซึ่งไม่ง่ายเลย เนื่องจากเมืองไทยเพิ่งผ่านวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งมาได้ไม่นาน

อย่างเรื่องหนึ่งที่เป็นปัญหามาตลอดคือ อุปกรณ์สำหรับการฝึกซ้อมไม่เพียงพอ เช่นลูกบอลซึ่งต้องใช้ปีละ 60-90 ลูก แต่ได้รับจัดสรรมาไม่ถึง 20 ลูก แถมยังเป็นเป็นลูกเก่าที่ผ่านการใช้งานมาแล้วนับไม่ถ้วน เสื้อผ้าฝึกซ้อมก็มีแค่คนละ 3 ชุด แต่ต้องใส่ซ้อมวันละ 6 ชุด เพราะซ้อมแต่ละครั้ง นักกีฬาเหงื่อออกเยอะมาก ซ้อม ๆ อยู่ อาจลื่นล้มได้ รองเท้าฝึกซ้อมก็ต้องใช้เงินเบี้ยเลี้ยงมาซื้อเพื่อฝึกซ้อมกันเอง ครั้นจะไปขอสปอนเซอร์ก็ไม่มีใครสนับสนุน เพราะไม่มีชื่อเสียง

เครื่องป้องกันการบาดเจ็บ อาทิ สนับเข่า สนับศอก หรืออุปกรณ์พิเศษทางการแพทย์ อย่างเทปกาวยึดแน่นกล้ามเนื้อและข้อต่อเพื่อป้องกันการบาดเจ็บข้อต่อต่าง ๆ พวกนิ้วมือ ข้อมือ หัวไหล่ เข่า ข้อเท้า ซึ่งจำเป็นต่อการฝึกซ้อม โค้ชอ๊อตก็ต้องหาเงินมาซื้อเอง บางครั้งก็ต้องไปขอกู้เงินจากบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด เพื่อมาจ่ายค่าใช้จ่ายตรงนี้

นี่ยังไม่รวมปัญหาอย่างสนามฝึกซ้อมไม่ได้มาตรฐาน เป็นเพียงโรงยิมเนเซียมปูพื้นไม้ปาร์เก้เท่านั้น แถมเสากับตาข่ายก็ยังกว้างไม่เพียงพอ ซ้อมกันไปชนกันไป แต่ทุกคนก็ยังทุ่มเทเต็มที่ ด้วยมีฝันอันยิ่งใหญ่ คือ การเข้าไปอยู่อันดับต้น ๆ ของทวีปเอเชีย

“ตอนนั้นในเอเชียก็มี จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แล้วก็ไต้หวัน คาซัคสถานอีก เราอยู่อันดับ 6-7 บางทีก็เกือบไม่ผ่านฟิลิปปินส์ เพราะฉะนั้น ทำยังไงให้เราเข้าอยู่อันดับ Top 3-4 ให้ได้ นี่คือความทะเยอทะยาน ซึ่งพอมีความทะเยอทะยานก็ต้องมีความมุ่งมั่นว่า เราจะทำอะไร ต้องมี Vision มี Mission ให้มันสำเร็จ เพื่อให้เราเป็น High Performance Team ซึ่งทุกคนก็เชื่อมั่นว่า เราจะสร้างเด็กให้เก่งได้

“ปรัชญาหนึ่งที่ผมเขียนไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2540 ถึงวันนี้ผมยังจำได้ คือ ‘สร้างความสนใจ และความรัก นำเอาความสนใจและความรัก มาสอนอย่างมีหลักการ มีความหมายทางจิต พัฒนาคุณภาพชีวิต’ แล้วคุณจะสร้างความสนใจให้เขาได้อย่างไร เราจึงออกแบบฝึกให้เขาสนใจทำกิจกรรมนั้น ให้เขามีความสนุกสนาน มีความท้าทายในแบบฝึกนั้น แต่ละวันจะฝึกซ้อมอะไร การฝึกแต่อย่างมีความหมายอะไร”

โค้ชอ๊อตถือเป็นโค้ชทีมชาติคนแรก ๆ ของทีมชาติไทยที่นำความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬามาประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาเรียนจบสายนี้มาโดยตรง รวมทั้งเคยไปฝึกอบรมโค้ชนานาชาติที่ประเทศสเปนด้วย

เขาดูแลตั้งแต่เรื่องโภชนาการ โดยจัดทีมมาคุยกับนักกีฬารายคน เพื่อดูว่าแต่ละคนต้องเพิ่มหรือลดในส่วนไหน ซึ่งทุกคนต้องปฏิบัติตาม หนึ่งในนั้นก็คือ การดื่มนม เพราะคนไทยนั้นตัวเล็ก ต้องหาวิธีเสริมโครงสร้างให้แข็งแรงที่สุด โดยทุกเช้าจะมีนมแก้วใหญ่รอทุกคนอยู่ นักกีฬาต้องดื่มให้หมด ถ้าไม่หมดห้ามลุก ไม่เช่นนั้นจะถูกลงโทษ ก่อนนอนก็เช่นกัน อาจารย์อ๊อตก็เอานมแช่ตู้เย็นไว้ครบทุกห้อง ซึ่งก็มีบางคนแอบลักไก่ แอบเอานมทิ้งชักโครก

นอกจากนี้ โค้ชอ๊อตยังให้ทุกคนทำเวทเทรนนิ่ง ยกน้ำหนักเพื่อเพิ่มความทนทานของกล้ามเนื้อ โดยเริ่มแรกก็จะให้ยกประมาณ 20 กิโลกรัม ครั้งละ 8-10 ครั้ง จากนั้นก็ให้เพิ่มเป็น 40-50 กิโลกรัม แต่ให้ยกประมาณ 4-5 ครั้ง ไม่เพียงแค่นั้นเขายังแบกตำราเรื่องจิตวิทยาการกีฬาไปคุยกับแพทย์ที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา เพื่อจะได้มีนักจิตวิทยาคอยทำหน้าที่ดูแลจิตใจของนักกีฬาอย่างมีประสิทธิภาพ

“จิตวิทยาการกีฬาเป็นศาสตร์ที่ทำให้นักกีฬามีความสุขกับการเล่นกีฬา มีความหวัง และจัดการกับความเครียดความวิตกกังวัล ความกดดันได้ ซึ่งแน่นอน การที่ผมต้องนำทีมเด็กผู้หญิงอายุ 15-17 ปี เดินทางมาไกลบ้าน ไกลพ่อแม่ มาเก็บตัวที่ยะลา แค่คิดก็จิตตกแล้ว

โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ กับการปั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจากโนเนมสู่ทีมที่ทั่วโลกยกนิ้วให้

“ผมก็เลยนำสิ่งที่ตัวเองเรียนไปคุยกับจิตแพทย์ นั่งจับเข่าคุยกันถึงเป้าหมาย รายละเอียดโครงการว่า เรามาทำอะไรที่นี่ และปัญหาที่คาดว่าผมกับเด็ก ๆ ในทีมต้องเผชิญมีอะไรบ้าง คุยกันไปงงกันไป เพราะปกติคุณหมอรักษาแต่อาการทางจิตทั่วไป จะทำอย่างที่ผมต้องการทั้งหมดคงเป็นไปได้ยาก แต่ผมก็คะยั้นคะยอ ขอร้องให้คุณหมอช่วยที เพราะว่าศาสตร์ทั้งสองอย่างมีรากที่มาไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ อาศัยปรับเปลี่ยนนิด ๆ หน่อย ๆ ก็น่าจะพอได้แล้ว ก็ทั้งขอร้อง อ้อนวอน จนกระทั่งผมก็มีนักจิตวิทยามาช่วยทีม”

การวางตัวก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะนักกีฬาในทีมเป็นผู้หญิง โค้ชอ๊อตจึงมีกติกาให้ตัวเองว่าจะไม่ถูกเนื้อต้องตัวนักกีฬาเด็ดขาด รวมทั้งทุกคนจะเรียกเขาว่า ‘อาจารย์’ ไม่ใช่ ‘พี่’ หรือ ‘โค้ช’ เพราะเขามีหน้าที่เป็นครูให้ความรู้ ทำให้ทุกคนเก่งขึ้น

“ผมมีความเป็นครูมากกว่าเป็นโค้ช เพราะคนเป็นครูต้องอดทน รักก็ต้องอดทน คนเป็นโค้ชหมดความอดทนมาเยอะ พอหมดความอดทนก็หมดความรัก แล้วจะสร้างคุณประโยชน์อะไรให้กับลูกศิษย์ เหมือนคุณเป็นพ่อแม่ คุณต้องอดทนกับลูกคุณได้ไหมว่า ลูกคุณทำไม่ถูกต้อง คุณก็ต้องอดทนที่จะสอนเขา ให้เขาทำในสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ดี และสิ่งที่เก่งด้วย”

ด้วยแนวคิดแบบนี้เอง ทำให้การฝึกซ้อมของเขาจึงเลื่องชื่อว่า หนัก โหด ถึงขั้นที่ลูกศิษย์บางคนบอกว่า หากผ่านด่านอาจารย์อ๊อตได้ ก็ไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว เพราะในโลกนี้ไม่มีใครซ้อมหนักกว่านี้แล้ว

อย่างการวิ่งจับเวลา หากวิ่งไม่ผ่านคนเดียว ที่เหลืออีก 17 คนก็ต้องกลับไปวิ่งใหม่ด้วย ขาดวินาทีเดียวก็ไม่ได้ หรือหากใครเป็นลมกลางสนาม ก็ให้คนเอาน้ำไปสาดให้ตื่น เพื่อปลุกให้วิ่งต่อ ซึ่งทีมที่เหลือก็ต้องช่วยกันฉุดกระชากลากถูกันไปได้ จนกระทั่งเข้าเส้นชัยทันเวลา

แถมยังมีโจทย์การฝึกซ้อมอีกสารพัด อัดแน่นสัปดาห์ละ 6 วัน ทั้งฝึกเสิร์ฟ ฝึกบล็อก และไปเรียกนักกีฬาชายที่มีพละกำลังมากกว่ามาเป็นคู่ซ้อม

“เราเน้นการฝึกฝนทางจิตควบคู่ไปกับการฝึกทางกาย อย่างการวิ่ง ทุกคนต้องวิ่งให้ได้ 2,000 เมตร ภายใน 9 นาที 30 วินาที ถามว่าตัวเลขนี้มาจากไหน เราเรียกว่า Maximum Aerobic Power คือ การวิ่งที่เหนื่อยที่สุด หัวใจต้องเต้นเกิน 200 ครั้งต่อนาที วิ่งเสร็จแล้วมาจับชีพจรดู ถ้าเกิน 30 ครั้งต่อ 10 วินาที ถือว่าใช้ได้ ซึ่งตัวเลขนี้ก็มีทั้งวิ่งผ่านและไม่ผ่าน แต่ถ้าไม่ผ่านต้องมีเหตุผล เช่น นอนน้อย บาดเจ็บ หรือใจไม่สู้ ถ้าเป็นแบบหลังก็ต้องทำให้ใจสู้ได้ยังไง หรือไม่อยากเป็นทีมชาติแล้ว อย่างนั้นที่เคยเขียนบอกในตอนแรกว่า อยากติดทีมชาติ เพื่อจะดูแลพ่อแม่ นั่นคือฝันเหรอ ไม่ทำแล้วเหรอ”

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อยกระดับคนธรรมดาให้กลายเป็นคนที่เป็นเลิศ พร้อมสร้างทีมที่แข็งแกร่งที่พร้อมจะรับมือกับยักษ์ใหญ่ที่เข้ามา ดังสิ่งหนึ่งเขามักบอกกับลูกทีมอยู่เสมอ นั่นคือ TEAM มาจาก Together Everyone Achieve More ทุกคนต้องทำเพื่อทีม โดยเป้าหมายที่อยากให้ทุกคนไปถึงก็คือ การเอาชนะทีมชาติญี่ปุ่นให้ได้

ทว่าด้วยการฝึกที่กินเวลานาน และแตกต่างจากโค้ชทั่ว ๆ ไป ส่งผลให้เด็กในทีมบางคนทนไม่ไหว ถึงขั้นโทรศัพท์กลับไปฟ้องพ่อแม่ เกิดกระแสแอนตี้ว่า เหตุใดถึงต้องซ้อมหนักถึงเพียงนี้ และเริ่มมีการดึงตัวนักกีฬากลับด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่น อยากให้มาเยี่ยมบ้าน อยากให้ไปช่วยทีมโรงเรียนแข่งขัน แล้วก็ไม่ยอมส่งกลับมา แต่โค้ชอ๊อตก็เดินตามความเชื่อเดิม โดยได้การสนับสนุนจากผู้ใหญ่ในสมาคมฯ 

แล้วสิ่งที่เขามุ่งมั่นก็เริ่มผลิดอกออกผล เมื่อลงสนามครั้งแรกในรายการแข่งขันยุวชนหญิงชิงแชมป์เอเซีย พ.ศ. 2540 ดรีมทีมก็คว้าอันดับ 4 นับเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย โดยแพ้แค่ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

“ผมคิดมาตลอดว่าจะทำอย่างไรให้เราชนะพวกคาซัคฯ หรือไต้หวัน เพื่อเราจะได้ใกล้เคียงกับญี่ปุ่นมากที่สุด วิธีหนึ่งคือเราต้องเสิร์ฟให้ได้เอซเลย ซึ่งจะยืนเสิร์ฟธรรมดามันก็ยาก เพราะตัวเล็กกว่าเขา ก็เลยให้กระโดดเสิร์ฟ เพราะถ้าเราทำได้มันจะนำไปสู่การกระโดดตบได้ดี ตบทั้งแดนหน้าแดนหลังด้วย แล้วผมก็ฝึกพร้อมกับเลือกว่าใครจะเสิร์ฟดีที่สุด แล้วก็จับตำแหน่งการเสิร์ฟมาในการเล่น ถ้าเราหมุน 3-4 รอบ แล้วทุกคนทำแต้มได้สักคนละ 2 แต้ม ก็ได้ 10 กว่าแต้มแล้ว ถ้าทำได้ 3 แต้มก็เหลือเฟือแล้ว 

โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ กับการปั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจากโนเนมสู่ทีมที่ทั่วโลกยกนิ้วให้

“ผ่านไป 4 เดือน พอถึงเวลาไปแข่ง เราก็กระโดดเสิร์ฟ กระโดดตบ เล่นกับไต้หวัน หมุนแค่ 3 ตำแหน่ง 3 ล็อก ทีมเราได้ 10 แต้ม 10-0 ไต้หวันไม่เคยเจอ เพราะเขารู้สึกว่าเหมือนตัวเองไปเล่นกับประเทศอะไรสักอย่างที่ด้อยกว่ามาก แล้วปรากฏว่าประเทศนั้นตีนำไป 10-0 แล้วโค้ชทีมที่แข็งกว่าก็โมโห ทำอะไรไม่ถูก ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้น มันทำให้เรามั่นใจว่า คิดถูกแล้ว”

จากนั้นพวกเขาก็สร้างปรากฏการณ์ไม่หยุด ด้วยการอันดับ 2 ของศึกถางลัพคัพ ก่อนจะปิดท้ายปี ด้วยอันดับ 5 ของยุวชนชิงแชมป์โลก 

ด้วยสไตล์การเล่นดุดัน แข็งแรง หลากหลาย รวดเร็ว และเหนียวแน่น ส่งผลให้ทีมยุวชนหญิงกลายเป็นดาวรุ่งที่ชาติต่าง ๆ ประมาทไม่ได้ เช่นเดียวกับเสียงชื่นชมก็เริ่มตามมา ปัญหาเรื่องนักกีฬาออกจากทีมก็เริ่มหมดไป แถมยังมีเด็กรุ่นใหม่ ๆ เข้ามาเสริมอย่างต่อเนื่อง เช่น นา-วรรณา บัวแก้ว และ กิ๊ฟ-วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์

ต่อมาพอขึ้นปีที่ 3 นักตบ 3 คน คือ วิสุตา หีบแก้ว, ลัดดา เดือนฉาย และ กระแต-ปิยะมาศ ค่อยจะโป๊ะ ก็ได้รับเลือกให้เข้าไปเล่นในทีมชุดใหญ่กับพวกพี่ ๆ ก่อนที่โค้ชอ๊อตจะย้ายทีมเข้ามาฝึกต่อในกรุงเทพฯ โดยระหว่างนั้นก็พยายามหาวิธีการต่าง ๆ ที่ช่วยให้ลูกศิษย์มีทักษะดีมากยิ่งขึ้น 

หนึ่งในนั้นคือ ประสานงานไปยังสหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ ขอนำนักกีฬาไทยไปเก็บตัวอุ่นเครื่องกับทีมจากยุโรป ซึ่งก็ได้การตอบรับจากสวิตเซอร์แลนด์ เบลเยียม และฝรั่งเศส จนหลายคนก็มีทักษะดีขึ้นอย่างเห็นชัด และคว้าแชมป์ในระดับอาเซียนมาได้ต่อเนื่อง

หากแต่ฤดูกาลที่เรียกว่าเป็นจุดพลิกผันสำคัญที่สุดของทีมชุดนี้เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2544 เพราะโค้ชอ๊อตตั้งเป้าหมายใหม่ให้นักกีฬาทุกคน ด้วยการชิงตั๋วไปแข่งชิงแชมป์โลกที่เยอรมนีให้ได้ในปีถัดไป

และในศึกเยาวชนหญิงชิงแชมป์โลก รอบคัดเลือก โซนเอเซีย พวกเธอก็ก้าวข้ามสิ่งที่ไม่เคยทำได้ตลอดหลายสิบปี นั่นคือ การเอาชนะทีมชาติญี่ปุ่น 3-2 เซ็ต และคว้าอันดับ 3 มาครองได้สำเร็จ

“ผมจำได้ไม่ลืม ลองคิดดูว่า 4 ปีมานี้ เราฝึกซ้อมวิ่ง ยกน้ำหน้า รับเสิร์ฟ รับตบ วิ่งโยกหน้าโยกหลัง โดนโค้ชทำโทษมาเยอะแยะแค่ไหน ก็เพื่อจะชนะญี่ปุ่น เราผ่านความยากลำบากมาเยอะ แต่เราก็ไม่เคยท้อ พอเราชนะญี่ปุ่น เราก็ไปเล่นซีเกมส์ต่อ เราชนะทุกทีม 3-0 ซึ่งแต่ละทีมเอาโค้ชนั่นโค้ชนี่มาเพื่อจะโค่นไทย แต่คิดผิด โดนเราฟาด จนแต้มไม่ขึ้นเลย”

จากนั้นสาวไทยก็ได้ไปแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยโลก ซึ่งครั้งนี้พวกเธอคว้าเหรียญทองแดงกลับมา ถือเป็นเหรียญแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย และทำให้เมืองไทยขอเสนอตัวเป็นเจ้าภาพกีฬามหาวิทยาลัยโลกใน พ.ศ. 2550 ต่อมาทีมชาติไทยก็ได้ไปแข่งขันชิงแชมป์โลกที่เยอรมนี แม้จะจบที่อันดับที่ 17 แต่ก็นับเป็นประสบการณ์อันยิ่งใหญ่

หากแต่ก้าวย่างที่สำคัญจริง ๆ คงต้องยกให้การได้รับเชิญให้ไปแข่งขันเวิล์ดกรังปรีซ์เป็นครั้งแรก เพราะทั่วโลกจะมีเพียง 8 ประเทศเท่านั้นที่ได้ไป ซึ่งการที่ไทยได้รับคัดเลือกครั้งนี้ก็มาจากฟอร์มที่โดดเด่นในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยโลก และการเอาชนะญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก

นับจากนั้นเส้นทางบนเวทีโลกของทีมนักตบสาวไทยก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ พร้อมกับการพิสูจน์ให้เห็นว่า ความเชื่อที่เหมือนเพ้อฝันในวันนั้นของโค้ชอ๊อต ก็ไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินเอื้อม หากเรามีความมุ่งมั่นอย่างแท้จริง

“ทั้งหมดเป็นการตอบโจทย์สมาคมฯ ครบถ้วนว่า 4 ปีเกิดอะไรขึ้นบ้าง แน่นอนความสำเร็จต่าง ๆ เกิดขึ้นเพราะเราช่วยกัน ส่วนผมก็เป็นเพียงแค่โค้ชที่มีหน้าที่สร้างความสำเร็จผ่านคนอื่นเท่านั้นเอง”

02
วอลเลย์บอลฟีเวอร์ สู่ตำนาน 7 เซียน

พ.ศ. 2546 โค้ชอ๊อตขอวางมือจากโค้ชทีมชาติไปรับหน้าที่ฝ่ายบริหาร เพื่อช่วยงาน ดร.ประเวช รัตนเพียร เลขาธิการสมาคมฯ คนใหม่

แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงทำหน้าที่ดูแลนักกีฬาเหมือนเดิม โดยรับตำแหน่งเป็นผู้จัดการทีมชาติไทยด้วย พร้อมกับเริ่มภารกิจสำคัญ คือผลักดันนักกีฬาไทยให้ไปหาประสบการณ์ในลีกต่างประเทศ ซึ่งก็มีทั้งสโมสรเข้ามาทาบทามเอง รวมถึงฝากฝังผ่านเพื่อนที่เคยอบรมโค้ชด้วยกัน

โดยคนแรกที่ได้ไปเมืองนอกก็คือ วรรณา บัวแก้ว ซึ่งเข้าร่วมทีม Volley Spezzano ของอิตาลี จากนั้นก็มี หน่อง-ปลื้มจิตร์ ถินขาว ไปร่วมทีมในสโมสรที่จีนและรัสเซีย ขณะที่ กิ๊ฟ-วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ กับ นุช-นุศรา ต้อมคำ ก็ไปอยู่สโมสร IBSA Club Voleibol ที่สเปน และมีอีกหลายคนที่ส่งไปอย่างต่อเนื่อง

“เราวางแผนไว้เพราะเขาเริ่มโตกันแล้ว ควรไปต่างประเทศสัก 5-6 เดือน เพื่อหาประสบการณ์และหารายได้ ถึงค่อยกลับมาเล่นให้ทีมชาติไทย ถือเป็นแรงจูงใจให้คนเก่งได้ทำงาน”

กระทั่ง พ.ศ. 2552 โค้ชอ๊อตก็หวนกลับมาเป็นหัวหน้าโค้ชทีมชาติไทยอีกครั้ง โดยมีผู้ช่วยอีก 2 คน คือ โค้ชยะ-น.ท.ณัฐพนธ์ ศรีสมุทรนาค กับ โค้ชด่วน-ดนัย ศรีวัชเมธากุล ภารกิจสำคัญคือ การพาทัพนักกีฬาไทย ไปแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ในอีก 4 ปีข้างหน้า

สำหรับโค้ชอ๊อต การไปโอลิมปิก คือเป้าหมายที่อยู่ในใจมาตลอดตั้งแต่เมื่อครั้งที่ไปสร้างทีมยุวชนที่ยะลาแล้ว

หากแต่ประสบการณ์ที่โตขึ้น ทำให้โค้ชอ๊อตปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานหลายอย่าง การฝึกซ้อมอาจไม่เข้มข้นเท่ากับสมัยคุมทีมยุวชน แต่ก็ถือว่าสาหัสไม่น้อยสำหรับนักกีฬาที่ไม่เคยอยู่ในทีมของเขามาก่อน พร้อมกันนั้นยังปรับตำแหน่งของนักกีฬาให้เหมาะสมตามสภาพร่างกายและจิตใจของแต่ละคน 

“เราดูว่าใครเหมาะกับภารกิจไหน อย่างหน่องเป็นคนรูปร่างสูง แล้วก็ข้อมือเร็ว เราก็รู้ว่าเขาเหมาะจะเล่นบอลเร็วมากกว่าเป็นตัวตีหัวเสา หรืออย่างอย่างวรรณา มีความเร็ว สายตาดี อ่านบอลทางตบได้ดี เขาเหมาะจะเป็นลิเบอโรมากกว่าเป็น Middle Blocks หรืออรอุมา (สิทธิรักษ์) เป็นคนที่มีพาวเวอร์มาก เมื่อก่อนเขาเป็นตัวตบ เขาเล่นตำแหน่งนั้นก็ได้ แต่จะมีประโยชน์กว่าถ้ามาเล่นเป็นตัวตบหัวเสา”

ผลของการปรับเปลี่ยนและฝึกซ้อมอย่างเข้มข้น ส่งผลให้ความสำเร็จของทีมวอลเลย์บอลหญิงเริ่มขยับเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อทัพนักกีฬาบุกไปคว้าแชมป์เอเชียครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2552 ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม

โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ กับการปั้นทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจากโนเนมสู่ทีมที่ทั่วโลกยกนิ้วให้

ครั้งนั้นไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าสาวไทยจะกลายเป็นแชมป์ เพราะตลอดหลายสิบปีที่แข่งขันมา เราทำได้เพียงอันดับ 3 หรือ 4 ตลอด และนับตั้งแต่ พ.ศ. 2518 ก็มีแค่จีนกับญี่ปุ่นเท่านั้นที่เคยเป็นแชมป์

ในนัดแรกไทยเจอศึกหนัก เพราะต้องดวลกับทีมสาวแดนปลาดิบ แม้ทีมไทยจะเคยเอาชนะมาได้ครั้งหนึ่ง แต่ในสายตาของทุกคนยกเว้นโค้ชอ๊อต เรายังเป็นรอง และผลสุดท้ายก็เป็นไปตามคาด ทีมไทยแพ้ขาดลอย 3 เซ็ตรวด

หลังจบเกม ทุกคนมาประชุมในห้องพัก อาจารย์อ๊อตก็ปิดห้องตำหนินักกีฬาอย่างรุนแรง บอกว่า ทุกคนคิดแต่ว่าจะแพ้ ทำไมถึงไม่คิดว่าสู้ได้ และพอกลับมาถึงโรงแรม เขาก็ไม่ยอมคุยกับใคร ไม่นัดซ้อม ด้วยหวังทุกคนกลับมาทบทวนตัวเองอีกครั้ง

“เราต้องดึงเสือเอามาจากตัวคน ต่อให้เกลียดผมก็เกลียดไปเลย ผมจะพูดให้คุณเกลียด เจ็บแค่ไหน แต่คุณไปตบเขาจนชนะได้นี่ผมสบายใจแล้ว เพราะผมไม่ได้ทำทีมกีฬาให้คุณรักผมหรือเกลียดผม ผมทำทีมกีฬาให้พวกคุณเก่ง ให้พวกคุณเป็นตัวแทนทีมชาติไทย ไปแสดงศักยภาพที่มีอยู่ในตัว ผมเห็นคุณเก่งได้มากกว่านี้ แต่สิ่งที่คุณยังเป็นมันยังไม่ใช่

“สิ่งที่เกิดขึ้น มันคือเหยาะแหยะ หละหลวม เหมือนไม่ให้เกียรติคู่ต่อสู้ ไม่ให้เกียรติโค้ช เพราะเราเป็นโค้ชทีมชาติมา 14 ปี เป็นกัปตันทีมชาติอีก 10 ปี จะไม่รู้เหรอว่า คุณทำเล่นหรือไม่ทำเล่น ลูกนี้ควรจะรับได้ แล้วถอยทำไม ทำไมไม่พุ่ง ถ้าจะเอา ไม่ต้องดึงหน้าหนีหรอก บอลมาชนกลัวอะไร อย่างมากก็แค่ปากแตก เลือดกลบจมูก ไม่ตายหรอก คือคนเป็นโค้ชมันผ่านประสบการณ์ มันรู้ มันเข้าใจว่าถึงไม่ถึง เอาไม่เอา คือการเล่นโดยใช้จินตนาการเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ใช่ทำเล่น”

หลังจากนั้น ฟอร์มการเล่นของสาวไทยก็ดีขึ้น เอาชนะทีมไต้หวัน 3-0 ตามด้วยคาซัคสถาน 3-1 และได้กลับมาแข่งกับญี่ปุ่นอีกครั้งในรอบรองชนะเลิศ แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนรอบแรก ในเซ็ตแรก สาวญี่ปุ่นยังทำผลงานเหนือไทยออกนำไปก่อน พอเซ็ตสองทีมไทยเริ่มตีตื้น ด้วยการนำห่างถึง 18-10 ก่อนจะปิดเกม กลับมาเสมอที่ 1-1 เซ็ต

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

พอเซ็ตสาม ทีมไทยยังทำผลงานดีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอรอุมาและวิลาวัณย์ตบผ่านบล็อกได้ตลอด แม้ญี่ปุ่นจะเปลี่ยนเกมเล่น จนกลับมาแต้มจ่อกันที่ 23-22 แต่ทีมไทยก็แรงไม่ตก พลิกกลับมานำ 2-1 เซ็ตได้สำเร็จ และในเซ็ตที่ 4 ทีมญี่ปุ่นกับทีมไทยยังคงไล่บี้กันมาตลอด ก่อนที่ฝ่ายไทยจะตีได้อย่างต่อเนื่อง สุดท้ายจบเกมด้วยสกอร์ 25-21 ทีมไทยทะยานสู่รอบชิงชนะเลิศได้เป็นครั้งแรก

การได้เป็นอันดับ 2 นั้นถือว่าเกินเป้าหมายสำหรับนักกีฬาแล้ว และยังเป็นหลักประกันว่า ทีมชาติไทยจะได้ไปแข่งเวิล์ดกรังปรีซ์แน่นอนอีกด้วย ส่วนการเป็นแชมป์ ยังถือว่าห่างไกล เพราะจีนคือแชมป์โลกที่เราไม่เคยเอาชนะได้มาก่อน แค่ได้เซ็ตเดียวยังยากเลย แต่แล้วปรากฏการณ์แจ๊กผู้ฆ่ายักษ์ก็เกิดขึ้น

ในวันนั้นภาพที่เกิดขึ้นคือ นอกจากทีมงานแล้ว ทีมไทยมีกองเชียงมาให้กำลังใจไม่ถึงสิบคน ขณะที่ทีมไทยวอร์มจนเหงื่อท่วมตัว ทีมจีนนั่งไขว้ห้างอย่างสบายอารมณ์ เสมือนเป็นการดูถูก และจากที่ไม่เคยคิดว่าจะชนะได้ แต่ตอนนี้ทุกคนเปลี่ยนความรู้สึก และไม่ยอมแพ้อีกแล้ว

แม้เราจะเสียเปรียบทุกประตู ตั้งแต่ความสูงของนักกีฬา เพราะสาวจีนสูงเฉลี่ยถึง 185 เซนติเมตร ส่วนสาวไทยสูงแค่ 175 เซนติเมตร แต่เซ็ตแรกก็เป็นไปอย่างสูสี ก่อนที่จีนจะปิดเกมได้ 25-20 ออกนำไปก่อน พอมาถึงเซ็ตที่ 2 สาวไทยใช้กลยุทธ์บอลเร็วสู้ ออกนำไปก่อน 5-0 จนนักกีฬาชาติอื่น ๆ หันมาเชียร์ทีมไทยกันหมด จากนั้นอรอุมากับวิลาวัณย์ก็ช่วยกันตบลูก จนไทยกลับมาชนะ 25-19 

พอถึงเซ็ตที่ 3 ทีมไทยยังเดินหน้าบุกอย่างต่อเนื่อง สามารถหลอกแนวรับของจีน ขึ้นตบได้ตลอด ออกนำมาเป็นครั้งแรก 2-1 และมาถึงเซ็ตที่ 4 ก็ยังเป็นฝ่ายไทยที่ทำผลงานได้ดีกว่า นำทิ้งท้ายถึง 6 แต้ม แต่จีนก็ยังไม่ยอมแพ้ไล่บี้ จนกระทั่งฝ่ายไทยขึ้นแท่นก่อนที่ 24-22 ครั้งนั้นโค้ชอ๊อตพยายามปิดแมทซ์ จึงเปลี่ยนผู้เล่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบล็อก แต่ฝ่ายจีนแก้เกมได้ โค้ชอ๊อตจึงเปลี่ยนนักกีฬากลับมาเหมือนเดิม โดยหลังจากนุศราตั้งบอลได้ ทำทีจะส่งให้ปลื้มจิตร์ตบ แต่กลับเป็นวิลาวัณย์ที่วิ่งตามหลังมากระโดดลอยตัวตบอย่างเร็ว บอลพุ่งลงกลางคอร์ด

ทีมไทยก็กลายเป็นผู้ชนะ คว้าแชมป์ประวัติศาสตร์ได้สำเร็จ ชนิดหักปากกาเซียน

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

สำหรับนักกีฬาไทยแล้ว ชัยชนะครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องฟลุก แต่มาจากความเต็มที่ของทุกคน วรรณา พี่ใหญ่ของทีมเคยเปรียบเกมนี้ว่า ทุกคนเล่นเหมือนองค์ลง เล่นกันอย่างสนุกสนาน ไม่เครียด ต่างจากจีนที่เล่นพลาดอยู่ตลอด เพราะกดดันและกลัวจะแพ้ 

ความสำเร็จนี้ก่อให้เกิดกระแสวอลเลย์บอลฟีเวอร์ขึ้นมาในเมืองไทย ในวันที่กลับมาถึงเมืองไทย ผู้คนต่างก็ไปรอรับ ขอถ่ายรูป มีสื่อมวลชนมากมายติดต่อขอสัมภาษณ์ จากแชมป์ครั้งนั้นทีมชุดนี้ก็สร้างผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่ตำนาน 7 เซียน ซึ่งประกอบด้วยผู้เล่นหลัก 7 คน คือ นา-วรรณา บัวแก้ว ตำแหน่งลิเบอโร, หน่อง-ปลื้มจิตร์ ถินขาว ตำแหน่งบอลเร็ว, อร-อรอุมา สิทธิรักษ์ ตำแหน่งตัวตบหัวเสา, กิ๊ฟ-วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ กัปตันทีมชาติไทย ตำแหน่งตัวตบหัวเสา, นุช-นุศรา ต้อมคำ ตำแหน่งเซ็ตเตอร์, ปู-มลิกา กันทอง ตำแหน่งบอลโค้ง และ แจ๊ค-อำพร หญ้าผา ตำแหน่งตัวบล็อกกลาง 

และแล้วก็มาถึงการต่อสู้ครั้งสำคัญ เมื่อทีมชาติไทยต้องแย่งชิงตั๋วกับประเทศต่าง ๆ เพื่อจะไปโอลิมปิกที่ลอนดอน ครั้งนั้นเป็นการแข่งขันแบบพบกันหมดของ 8 ชาติ คือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไทย ไต้หวัน เซอร์เบีย รัสเซีย คิวบา และเปรู โดยจะมีเพียง 3 ชาติเท่านั้นที่มีสิทธิ์ไปแข่งขันในรอบสุดท้าย

แม้จะแพ้รัสเซียขาดลอย 3-0 แต่ก็ยังมีลุ้น โดยในนัดต่อมาไทยชนะเซอร์เบีย ไต้หวัน เปรู ก่อนจะพ่ายให้ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ สรุป 6 เกม ชนะ 3 แพ้ 3 ยังมีโอกาสเข้ารอบ หากชนะคิวบาสำเร็จ และหากชนะ 3-0 ก็รับประกันว่าได้ไปลอนดอนแน่นอน แต่ถ้าเสียเซ็ตก็ต้องรอลุ้นผลคู่ของญี่ปุ่นกับเซอร์เบีย 

วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 คือวันที่แฟนวอลเลย์บอลทั่วประเทศจะไม่ลืม เริ่มต้นสาวไทยลงสนามพบกับคิวบา คิวบาถือเป็นทีมชั้นนำของโลก ต่อให้จะตกรอบไปแล้วก็ยังน่ากลัว แถมเราก็ยังไม่เคยชนะเลย โดยเริ่มต้นสาวไทยบุกนำไปก่อน 2-0 ก่อนที่เซ็ตที่ 3 คิวบาจะตีตื้นได้สำเร็จ ตามมาเป็น 2-1 และในเซ็ตที่ 4 ทีมไทยก็ไม่ทำให้ผิดหวัง แม้คิวบาจะไล่บี้ชนิดหายใจรดต้นคอ แต่ก็ยังปิดเกมเอาชนะไปได้

ชัยชนะครั้งนี้หลายคนเชื่อว่า ไทยได้ไปโอลิมปิก 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะโอกาสเดียวที่เราจะไม่ได้ไปคือ ญี่ปุ่นต้องแพ้เซอร์เบีย 3-2

สาวไทยซึ่งรอผลอยู่ที่โรงแรมต่างลุ้นระทึก ในเกมแรกญี่ปุ่นเล่นได้ยอดเยี่ยม เอาชนะไปได้สบาย ๆ แต่พอเซ็ตสอง ญี่ปุ่นเริ่มหลุดและแพ้ไป ก่อนจะแก้เกมกลับมา 2-1 ได้ ทว่าเหมือนฟอร์มของสาวปลาดิบจะตกลงมาอย่างกะทันหัน เริ่มพลาดบ่อยขึ้น จนกลับมาเสมอที่ 2-2 และเซ็ตสุดท้าย เซอร์เบียใช้เวลาเพียง 12 นาทีปิดเกม เข้ารอบสุดท้ายเป็นทีมที่ 3 จูงมือญี่ปุ่นเข้ารอบ ผลักทีมไทยตกรอบอย่างไม่น่าเชื่อ

ในเกมนั้นทุกคนต่างร้องไห้เสียใจ สำหรับโค้ชอ๊อตแล้ว คืนนั้นเป็นวันที่เขาไม่มีทางลืมได้เลย เพราะต้องอยู่เคียงข้างและคอยปลอบโยนทุกคน

“พวกเขาหมดศรัทธา ไม่คิดเลยว่าเกมมันจะเป็นอย่างนี้ เหมือนหมดทุกอย่าง สติก็หมด ไม่เหลือเลย ผมต้องค่อย ๆ ไปปลอบใจเขาทีละคน อยู่เป็นเพื่อนเขาทั้งคืนไม่ได้นอน กิ๊ฟกับหน่อง ร้องไห้หนักมาก แป้น (ปิยะนุช แป้นน้อย) ก็ร้องไห้หนัก ผมบอกเขาว่า ผมภูมิใจในตัวเขา ภูมิใจมากเราได้เป็นลูกศิษย์เป็นอาจารย์กัน และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมจะไม่มีวันลืมทุกคน แต่อีกสิบกว่าวันเราต้องไปแข่งเวิร์ลกรังปรีซ์ เราจะต้องเป็นตัวแทนทีมชาติไทย ขอให้ทำหน้าที่เพื่อคนไทย ไปแข่งเวิร์ลกรังปรีซ์ให้ดีที่สุด ครูก็ยังเหมือนเดิม อย่าแสดงความอ่อนแอ ให้คนอื่นเห็น จำได้ไหมกระดาษที่เขียน ๆ กันไว้ เรารักวอลเลย์บอลใช่ไหม เพราะฉะนั้น อย่าให้ใครมาพรากวอลเลย์บอลไปจากเรา พิสูจน์ให้คนทั้งโลกมันเห็นเลยว่าเราแข็งแกร่ง”

ทีมชาติไทยเดินทางจากญี่ปุ่นกลับมาเมืองไทย ก่อนจะไปแข่งต่อที่เมืองหนิงโป ประเทศจีน โดยทีมไทยทำผลงานได้ดีเยี่ยม คว้าอันดับ 4 มาครอบครอง

“ในปีนั้นมีอยู่แค่ 6 ทีมที่ไปแข่งเวิร์ลกรังปรีซ์ วันที่ประชุมโค้ช ทีมไทยมาถึงเป็นทีมสุดท้าย โค้ชทุกคนอยู่ในห้องประชุมหมด ผมเดินเข้าไปในห้อง โค้ชทุกคนเดินมาจับมือ มากอด บอกว่าเสียใจด้วย เข้าใจหมดทุกคน ทุกคนโค้งให้ผม คนเป็นโค้ชโอลิมปิก โค้ชแชมป์โลก ยืนปรบมือให้เรา นั่นคือสิ่งที่ผมได้รับ จากการเป็นคนคนหนึ่งที่สร้างถึงมาถึงขนาด ผมไม่ได้หวังให้เขามาเคารพผมนะ เพราะเราทำด้วยใจจริง ๆ และตั้งแต่มา เราไปแข่งที่ไหน ไม่มีใครทำไม่ดีเลย มีแต่คนให้เกียรติยกย่อง เคารพนับถือ อยากจะรู้ว่า ทำไมตัวเล็ก ๆ ถึงเล่นเก่งเหลือเกิน แล้วเล่นด้วยความสนุกสนานร่าเริง ไม่เหมือนคนเขา นี่คือสิ่งที่ถ่ายทอดจากครูสู่ลูกศิษย์ จากโค้ชสู่นักกีฬา เขาถึงแสดงสปิริตออกมาได้อย่างยอดเยียม

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

“ถึงปี 2012 เราจะกลับมาอย่างชอกช้ำ แต่แฟนวอลเลย์บอลก็ยังเห็นใจ และสนับสนุนตามเชียร์เรื่อยมา พอปี 2013 เราก็ยังก้าวต่อ ตั้งใจว่าอีก 4 ปีทุกคนยังเหมือนเดิม ไปเล่นอาชีพครึ่งปีแล้วกลับมาอยู่กับครู ทะเยอทะยาน ซ้อมหนัก ในปีนั้นเราได้แชมป์เอเชียอีกครั้งที่โคราช มันจุดประกายที่ยิ่งใหญ่ให้กับเรา ถึงเรายังไม่ไปโอลิมปิก แต่เราชนะทุกทีมที่ไปโอลิมปิก เราเก็บชัยชนะมาเรื่อย ๆ พอปี 2016 เราชนะทุกทีมในโลก เราสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้คนไทยได้ภูมิใจว่า เรามีทีมวอลเลย์บอลทีมหนึ่ง ตัวเล็ก ๆ ไม่ใหญ่ แต่ทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ในสิ่งที่คนธรรมดาแต่ไม่ธรรมดาทำ”

03
เลือดนักสู้จากทีม (พี่) สู่ทีม (น้อง)

ถึงจะยังไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่ทีมวอลเลย์บอลไทยก็ไม่เคยย่อท้อ เดินหน้าฝึกซ้อมอย่างหนัก พร้อมกับหาประสบการณ์จากต่างแดน 

โค้ชอ๊อตต้องการรักษาคนเก่งให้อยู่ทีมให้นานที่สุด แต่เขาตระหนักดีว่าทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง เพราะหากทีมชาติไทยได้โอลิมปิก พ.ศ. 2559 ที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล เหล่าบรรดาผู้เล่นตัวหลักก็อาจจะประกาศอำลาสนามได้ทุกเมื่อ บวกกับก่อนหน้านี้ มีกรณีของ แจ๊ค อำพร ที่ประกาศขอหยุดพักการลงเล่นให้ทีมชาติ เนื่องจากอาการเจ็บเรื้อรังที่บริเวณหัวเข่า

เพื่อให้ทีมชาติไทยยังคงเดินหน้าต่อไป โค้ชอ๊อตจึงพยายามเลือดใหม่เข้ามาเสริมทัพรุ่นพี่ นักกีฬาเยาวชนฝีมือดีมากมาย อาทิ ชมพู่-พรพรรณ เกิดปราชญ์, เพียว-อัจฉราพร คงยศ, แนน-ทัดดาว นึกแจ้ง และ บุ๋มบิ๋ม-ชัชชุอร โมกศรี เริ่มถูกดึงเข้าทีมตั้งแต่ พ.ศ. 2557 เป็นต้นมา

“ผมใช้ชื่อทีมนี้ว่า National Team 2020 โดยระหว่างเส้นทางก็คอยไปสอดแทรกอยู่กับพวกพี่เลย เป็นตัวแทน ตัวเปลี่ยน สลับกันไป โดยรูปแบบในการสร้างทีมไม่ต่างกัน ทุกคนถูกเคี่ยวอย่างหนัก โดยในปี 2014 รายการชิงแชมป์โลกกับเอเชียนเกมส์นั้นตรงกัน ผมก็เลยให้ชุดใหญ่ไปแข่งเอเชียนเกมส์ แล้วชุดนี้ไปแข่งชิงแชมป์โลก รู้สึกว่าบุ๋มบิ๋มน่าจะเป็นนักกีฬาที่อายุน้อยที่สุดในโลกที่ไปแข่ง ข้อดีคือเด็ก ๆ พวกนี้ได้เรียนรู้รูปแบบเทคนิคการเล่นใหม่ ๆ พร้อมกับเรียนรู้วิธีการจากรุ่นพี่ไปด้วย” 

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

ทว่าหลังปลุกปั้นทีมได้ราวหนึ่งปี ก็มีเหตุให้โค้ชอ๊อตต้องส่งต่อภารกิจให้น้อง ๆ สต๊าฟโค้ชเข้ามาช่วยดำเนินการต่อ เนื่องจากต้องติดตาม เฟง คุน ภรรยา อดีตนักวอลเลย์บอลทีมชาติจีนกลับประเทศ โดยโค้ชอ๊อตก็ไปรับตำแหน่งเป็นโค้ชทีม Beijing BAW ซึ่งเล่นอยู่ในลีกสโมสรของที่นั่นเป็นเวลา 3 ปีเต็ม 

“เรารับผิดชอบต่อประเทศชาติมาเยอะมาก แต่ความรับผิดชอบต่อครอบครัวก็ต้องมี แล้วภรรยาก็อยู่เมืองจีน ส่วนเราไม่ได้หยุดเลย มันกลายเป็นคำถามกับตัวเองว่าจะทำแต่งาน ไม่ดูแลครอบครัวเลยเหรอ ก็เลยคุยกับท่านนายกฯ คุยกับทีมว่าถึงเวลาต้องขอพัก แล้วที่ผ่านมาก็ถ่ายงานให้ไปพอสมควรแล้ว เขาอาจจะสะดุดบ้าง 1-2 ปี แต่มันก็เดินได้ คิดว่าไม่น่ายาก ทีมชุด 2014 ก็สร้างไว้ให้แล้ว ซึ่งต้องขอบคุณทีมสตาฟโค้ชซึ่งไม่เคยหนีจากผมเลย ต้องขอบคุณโค้ชด่วนซึ่งอยู่เคียงข้างผมตลอดและทำงานต่อ”

ภารกิจของโค้ชอ๊อตที่ต่างแดนก็ไม่ต่างกับการสร้างทีมในเมืองไทย ซึ่งเมื่อเขาไปดูแลฟอร์มการเล่นของทีมก็ดีขึ้น นักกีฬาหลายคนถูกเรียกตัวติดทีมชาติ และกลายเป็นผู้เล่นในชุดแชมป์โอลิมปิก

จนกระทั่ง พ.ศ. 2562 หลังเสร็จสิ้นภารกิจที่จีน โค้ชอ๊อตก็ได้รับทาบทาบให้ไปช่วยงานเป็นที่ปรึกษาที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการกีฬาวุฒิสภา รวมทั้งมาสานต่องานของ อ.ชาญฤทธิ์ ด้วยเป็นเลขาธิการสหพันธ์วอลเลย์บอลแห่งเอเชีย

เช่นเดียวสาวไทยซึ่งคงมุ่งมั่นตามฝันไปโอลิมปิกรอบสุดท้าย โดยโค้ชอ๊อตก็เข้ามาช่วยคุมทีมเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2559 เพื่อหา 3 ทีมไปแข่งขันโอลิมปิกที่บราซิล ซึ่งแม้สุดท้ายจะเป็นฝ่ายพ่ายญี่ปุ่น 3-2 แต่อย่างน้อยการเล่นของทีมไทยก็ชนะใจผู้ชมทั่วโลกที่ติดตามเกมในวันนั้น และทุกคนพร้อมปลอบประโลมว่า “ไม่เป็นไร คราวหน้าเอาใหม่”

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

ต่อมาในการคัดตัวไปโตเกียวเกมส์​ เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 กลุ่ม 7 เซียนยังคงจับมือรวมพลังกันเหนียวแน่น สำหรับพวกเธอแล้ว นี่คือการต่อสู้ครั้งสุดท้าย

ครั้งนั้นสาวไทยยังคงมีลุ้นเหมือนที่แล้วมา แถมยังแข่งในบ้านอีกต่างหาก มีกองเชียร์เข้าสนามอย่างล้นหลาม ขอเพียงเก็บชัยชนะในนัดที่เจอกับเกาหลีใต้ได้สำเร็จ ตั๋วโอลิมปิกใบแรกก็จะอยู่ในมือแล้ว หากแต่ด้วยฟอร์มการเล่นของสาวเกาหลีที่เหนือกว่า จึงเป็นฝ่ายชนะไป 3 เซ็ตรวด

ทุกคนต่างผิดหวัง แต่ก็รู้สึกว่าได้พยายามอย่างเต็มที่และทุ่มเททุกสิ่งที่มีไปหมดแล้ว 

“จิตวิญญาณเราไป แต่ว่าตัวเรายังไม่ได้ไป คำถามคือเราจะสู้ต่อไหม หรือพอแค่นี้ สุดท้ายคำตอบของชีวิตที่คุยกับทุกคน มันชัดเจนว่า กีฬาวอลเลย์บอลมันเป็นชีวิตของพวกเรา มันเป็นความรัก อย่าให้พรากจากพวกเราไป แน่นอนแม้นี่จะเป็นขบวนสุดท้ายของทุกคน แต่ความฝันก็ยังมีอยู่ และผมก็มีหน้าที่ส่งมอบความภาคภูมิใจว่า อย่างน้อยเราก็ชนะทุกทีมในโลกนี้แล้ว”

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

แต่ถึงจะวางมือไปแล้ว เมื่อถึงคราวจำเป็น ทุกคนก็พร้อมยินดีกลับมาทำเพื่อวงการวอลเลย์บอล เพื่อพี่น้องชาวไทย เหมือนที่เคยทำมาตลอด 20 กว่าปี ดังเช่นช่วงที่โควิด-19 ระบาดอย่างหนัก ส่งผลให้นักกีฬารุ่นใหม่ติดโควิด-19 เกือบยกทีม ไม่สามารถไปแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงเนชั่นส์ ลีก 2021 ที่ประเทศอิตาลีและถอนตัวไม่ได้ สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยจึงติดต่อกัปตันกิ๊ฟ เพื่อขอแรงให้ช่วยประสานเพื่อน ๆ มาแข่งขันแทน

แม้จะลังเลเนื่องจากเวลาจำกัดมาก แถมแต่ละคนก็ไม่ได้ฝึกซ้อมกันเลยตั้งแต่มีคำสั่งปิดสนามกีฬาทุกแห่งทั่วประเทศ แต่เมื่อมีการขอร้องมาทุกคน เว้นแต่วรรณาที่ผันตัวเป็นโค้ชไปแล้ว ก็ตอบรับลงสนาม แน่นอนการแข่งขันครั้งนี้พวกเธอไม่ได้หวังชัยชนะ แต่ตั้งใจทำให้ดีที่สุด ซึ่งผลก็เป็นตามคาด ชนะ 2 นัดจากทั้งหมด 15 นัด รั้งอันดับสุดท้ายของตาราง แต่สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติก็ได้จัดทำคลิป Golden Generation เพื่อขอบคุณสาวไทยที่สร้างปรากฏการณ์ในวงการวอลเลย์บอลโลกมาตลอด 20 ปี

และเมื่อพวกเธอกลับมาถึงเมืองไทย วันที่ 7 พฤศจิกายน 2564 การกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมฯ ก็ได้จัดงาน ‘7 Legends of Volleyball’ เพื่อขอบคุณและอำลา 7 เซียนอย่างเป็นทางการ

“พวกเขาคือแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นต่อ ๆ ไป เป็น Soft Power ที่มีอิทธิพลในการแข่งขันวอลเลย์บอล ซึ่งหลายคนชื่นชมเขา แต่สำหรับผม ผมขอบคุณพวกเขา เพราะพวกเขาเป็นลูกศิษย์ที่ดีมาก และช่วยถักทอดความฝันของคนหลายคน ผมอยากจะบอกว่า รักพวกเขามาก รักทุกคนเหมือนลูก ทุกคนเป็นเหมือนครอบครัว เพราะในช่วงเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน ผมก็ไม่มีใครเลย มีแต่พวกเขา”

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

ถึงรุ่นพี่จะวางมือไป แต่ภารกิจในการสร้างทีมวอลเลย์บอลไม่เคยสิ้นสุดตามไปด้วย

แม้จะถูกปรามาสจากใครหลายคนว่า ทีมคลื่นลูกใหม่นั้นยากที่จะขึ้นมาเทียบรัศมีของพี่ ๆ 7 เซียนซึ่งเป็นตำนานของเมืองไทยไปแล้ว แต่โค้ชอ๊อตก็ย้ำเสมอว่า หัวใจของการพัฒนาวงการกีฬา คือการสร้างสิ่งที่ดีกว่า และแน่นอนว่านักกีฬาแต่ละยุคก็มีจุดเด่นไม่เหมือนกัน ซึ่งจุดเด่นของคนรุ่นใหม่ก็คือเทคนิค และสไตล์การเล่นที่หลากหลาย

“ทุกวันนี้ ถ้าไปดูการซื้อขายนักกีฬาในต่างประเทศ เกินกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เขาซื้อขายกันที่เทคนิค นี่จึงเป็นคีย์สำคัญของการสร้าง Top Player ของโลก มันเป็น Long-term Process คุณต้องเข้าใจว่า นักกีฬาที่จะไปยืนตรงนั้นต้องมีคุณภาพร่างกายที่ดี คุณภาพทางจิตที่ดี คุณภาพทางเทคนิคที่ดี คุณภาพทางแท็กติกที่ ซึ่งหน้าที่โค้ชคือต้องมีสติ มองให้ออก วิเคราะห์ให้ได้ว่า ควรจะพัฒนาเขาอย่างไร ต้องเข้าใจเรื่องทักษะต่าง ๆ เพื่อที่นักกีฬาจะได้มี Performance และทำในสิ่งที่เขามีความฝันได้”

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

และวันนี้ทีมสาวไทยก็พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้ว ด้วยการเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายของเนชั่นส์ ลีก 2022 สำเร็จเป็นครั้งแรก รวมทั้งยังได้รับสิทธิ์ให้ร่วมคัดตัวเพื่อเข้าแข่งขันวอลเลย์บอลโอลิมปิกที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ใน พ.ศ. 2567 ซึ่งโค้ชอ๊อตก็หวังว่า ฝันที่รอมานานนี้จะกลายเป็นจริงได้เสียที

“ตอนนี้เหมือนกับเราอยู่ในระบบสุริยะ ดาราจักรของเรา ในขณะที่โอลิมปิกคือจักรวาล ซึ่งรวมเอาดาราจักรทั้งหมดไว้ด้วยกัน และเราอยากจะไปให้ถึงตรงนั้น เพราะที่ผ่านมาเราทำสำเร็จทุกอย่าง ก็เหลือแค่โอลิมปิกเท่านั้น”  

04
ส่งต่อความฝันที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ปัจจุบันโค้ชอ๊อตยังคงรับใช้วงการวอลเลย์บอลไทย และวงการวอลเลย์บอลโลกเหมือนเดิม โดยรั้งตำแหน่งอุปนายกฝ่ายเทคนิค สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศ, กรรมการบริหารสหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ และเลขาธิการสหพันธ์วอลเลย์บอลแห่งเอเชีย

ภารกิจของเขาในวันนี้จึงไปไกลกว่าการพัฒนาทีมวอลเลย์บอลหญิง หากคือการวางรากฐานของกีฬาวอลเลย์บอลในเมืองไทยให้ยั่งยืน ทั้งทีมชาย ทีมหญิง และทีมวอลเลย์บอลชายหาด

“มันท้าทายในการทำงานทุกภาคส่วนเลย คือเราจะบริหารจัดการอย่างไรถึงจะผลักดันทีมชาติไปสู่ความสำเร็จระดับโลก อย่างตอนนี้ทีมชายหาดหญิงของเรากำลังเติบโตไต่อันดับโลกอยู่ ส่วนทีมชายหาดชายก็ดีขึ้น ส่วนทีมชายในร่มกำลังเปลี่ยนถ่าย ทุกอย่างดีขึ้น เพราะมีทีมบริหารที่เข้าใจ จริงใจในการทำงาน เราพยายามพัฒนาบุคลากรในทุก ๆ ด้าน โดยให้ทีมหญิงเป็นทีมต้นแบบที่เราจะก้าวไป”

ปฏิบัติการสร้างคนธรรมดาให้เป็นยอดมนุษย์มากว่า 2 ทศวรรษของ ‘โค้ชอ๊อต-เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร’

แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าทีมวอลเลย์บอลหญิงจะวางใจได้ ด้วยเหตุนี้โค้ชอ๊อตจึงเริ่มต้นพัฒนาทีมใหม่ National Team 2028 ด้วยการเฟ้นหานักกีฬาในระดับ U-16 เพื่อจะได้มารับไม้ต่อทดแทนรุ่นพี่ ๆ

โดยคาดว่าภายใน พ.ศ. 2569 ทีมชุดนี้ราว ๆ ครึ่งทีมจะเข้ามาเป็นทีมชาติชุดใหญ่ และเข้ามาเต็มทีมในช่วงคัดตัวเพื่อไปกีฬาโอลิมปิกที่ลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา ใน พ.ศ. 2571 

“การที่เราจะพร้อมสำหรับโอลิมปิกก็ต้องขับเคลื่อนหลาย ๆ ด้านมาก อย่างเรื่องหนึ่งที่ผมพูดเสมอคือ เราต้องมีพละ 5 หรือ ม้า 5 ตัวที่จะช่วยเราขับเคลื่อน อันแรกสุดคือ ศรัทธา คนเราจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ประสบความสำเร็จต้องศรัทธาทั้งตัวเรา ทีมสต๊าฟ และทีมนักกีฬาว่าเป็น High Performance Team

“ต่อมาคือ วิริยะ มีความเพียร พยายาม ความพ่ายแพ้เป็นครูที่ดี ทำให้เราได้เรียนรู้ว่ายังขาดอะไร เหลืออะไร หลายคนอยากเห็นเรามี แต่เรามีไม่ได้ เช่นนักกีฬาสูง ๆ เราต้องยอมรับว่าเผ่าพันธุ์เรา มันตัวแค่นี้ จะหาเด็กสูง 190 ได้ยังไง เมื่อมีแค่นี้ เราก็ต้องยอมรับแล้วก็ทำความเพียรของเราให้ถึง ก็ต้องฝึกซ้อมให้หนัก ๆ เรื่องนี้มันก็เหมือนผมให้คุณไปว่ายน้ำ ถามว่าอ่านหนังสือ ฟังคนที่พูดแล้วไปว่าย คุณจะว่ายเป็นไหม คุณก็ต้องฝึก ต้องซ้อมถึงจะว่ายได้ ที่สำคัญเราต้องมีสติ มีสมาธิ ถ้าเรามีครบ เราก็จะรู้ว่าควรจะพัฒนาอย่างไร จะทำอย่างไรให้นักกีฬาที่ยังไม่เก่ง เก่งขึ้นมา ซึ่งนี่จะนำไปสู่ม้าตัวที่ 5 คือ ปัญญา”

เกือบ 40 ปี โค้ชอ๊อตรับหน้าที่ตั้งแต่นักกีฬาทีมชาติ โค้ชทีมชาติ ไปจนถึงการเป็นผู้บริหารทั้งสมาคมภายในประเทศและระดับนานาชาติ ในวันนี้เขาจึงนำประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนานมาถ่ายทอดในฐานะ อาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ ภาควิชาพลศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันการศึกษาที่หล่อหลอมจนเขามีวันนี้

“ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาผมไปสอนที่นั่นที่นี่มากมาย อย่างล่าสุดผมก็ไปสอนที่ยุโรป มีคนมาฟัง 160 คนจาก 46 ประเทศ โดยมี Keynote Speaker คือผมกับ Mr.John Kessel ซึ่งเป็น Hall of Fame ของอเมริกา แล้วเรารู้สึกว่าทุกคนให้เกียรติเรา ตั้งใจมาฟังเรา ทำไมเราไม่ไปตอบแทนสถาบันที่สร้างเราขึ้นมาบ้าง แล้วครูบาอาจารย์หลายท่านก็เริ่มไปสวรรค์กันแล้ว ส่วนท่านที่ยังมีชีวิตอยู่ ผมก็นึกถึงท่าน และน่าจะนำวิชาความรู้ที่ได้จากท่าน บวกกับประสบการณ์ในชีวิตที่เราได้เรียนรู้ไปถ่ายทอดกับคนรุ่นใหม่ ให้ลูกศิษย์ เพื่อจะได้พัฒนากีฬาของชาติด้วยกัน”

 โค้ชอ๊อตมีฝันอันยิ่งใหญ่ที่จะปลุกปั้นบุคลากรรุ่นใหม่ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและยกระดับกีฬาในเมืองไทย เมื่อมาสอน เขาจึงพยายามดึงเครือข่ายทั้งไทย อาเซียน และทั่วโลกที่ตนเองมีอยู่เพื่อมาร่วมทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ แน่นอนแม้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำไม่ได้

ตลอด 20 กว่าปีมานี้ คงไม่ผิดถ้าจะกล่าวว่า โค้ชอ๊อตคือคนสำคัญที่ทำให้กีฬาที่เคยอยู่นอกสายตา ได้รับความนิยมในวงจำกัด กลายเป็นกีฬาที่คนไทยทั่วประเทศส่งแรงใจเชียร์ในทุกนัดการแข่งขัน ต่อให้ผลสุดท้ายจะลงเอยอย่างไรก็ตาม แต่สำหรับชายผู้นี้แล้ว เขาถือว่าตัวเองเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของความสำเร็จ เพราะทั้งหมดนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย ทั้งปราศจากความร่วมไม้ร่วมมือของทุกภาคส่วน จนก้าวข้ามอุปสรรคต่าง ๆ มาถึงวันนี้

“คงจะดีมาก ถ้าเรื่องราวทีมวอลเลย์บอลของพวกเราจะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคม ให้ข้อคิด หรือมีความหมายต่อชีวิตของแต่ละคน เหมือนกับที่วอลเลย์บอลมันมีความหมายกับพวกเรา ผมถือว่าผมเป็นตัวแทนของน้อง ๆ พี่ ๆ ครอบครัววอลเลย์บอล เราทำงานกันหนัก เราทำงานเป็นทีม ไม่ใช่ผมคนเดียว ผมอยากให้เรื่องราวนี้เป็นแรงบันดาลใจแก่คนรุ่นหลังว่า ถึงพวกเขาไม่ใช่คนที่เก่งมาก่อน แต่พวกเขามีความฝัน มีความมุ่งมั่น และทำหลายสิ่งหลายอย่างมาก จนกระทั่งเป็นที่ยอมรับของผู้คนทั่วโลก”

ขอบคุณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่เอื้อเฟื้อสถานที่ให้สัมภาษณ์

ขอบคุณภาพประกอบเพิ่มเติมจาก เพจ Thailand Volleyball Association สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย

ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง

– บทสัมภาษณ์ อาจารย์เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

– หนังสือ โค้ชอ๊อต โดย เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร

– หนังสือ ลูกยางโลกตะลึง แชมป์ประวัติศาสตร์ วอลเลย์บอลหญิงไทยเจ้าเอเชีย

– นิตยสาร ฅ.คน ฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2555

– สารคดีชุด “กว่า 20 ปี บนเส้นทางนักกีฬาทีมชาติไทย…กับตำนาน 7 เซียน วอลเลย์บอล”

– บทความชุด “โค้ชอ๊อต”…ขอเล่า โดย เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร

Writer

Avatar

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load