“…ณ เวลานี้เอง ที่ความสุขอันแสนสั้นของข้าพเจ้าได้เริ่มขึ้น ห้วงเวลาแห่งความสงบสุขที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็ทำให้ข้าพเจ้ามีสิทธิ์กล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าได้ใช้ชีวิตแล้ว’…”

คำสารภาพ (Les Confessions), ฌอง-ฌาค รุสโซ 

มีคนบอกว่าความรักครั้งแรกเป็นสิ่งที่ลืมไม่ได้และลืมไม่ลง ไม่ว่ามันจะหอมหวานหรือขื่นขมเพียงใด

ดูเหมือนคำกล่าวนี้จะไม่ใช่ข้อยกเว้น แม้แต่กับ ฌอง-ฌาค รุสโซ (Jean-Jacque Rousseau) นักปรัชญาและนักเขียนผู้เป็นที่รู้จักจากหนังสือปรัชญาการเมืองเรื่อง ว่าด้วยสัญญาประชาคม (The Social Contract) และผู้มีอิทธิพลทางปัญญาต่อการปฏิวัติฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1789 

รุสโซไม่เคยลืมความรักครั้งแรกของเขา และหากใครเคยได้อ่านหนังสือ คำสารภาพ (Les Confessions) ซึ่งเป็นอัตชีวประวัติของรุสโซ ก็จะพบว่าเขาถือเอาห้วงเวลานั้นเป็นช่วงที่มีความสุขมากที่สุดในชีวิต เรื่องราวความรักครั้งแรกของรุสโซเริ่มขึ้นและจบลงที่บ้านสวนหลังเล็กชานเมืองช็องเบรี (Chambéry) เมืองหลวงของแคว้นซาวัว (Savoie) ในประเทศฝรั่งเศส เป้าหมายการเดินทางครั้งนี้ของผู้เขียน

บ้านสวนหลังนี้มีชื่อว่า ‘เลส์ ชาร์เมตส์’ (Les Charmettes) อยู่ห่างจากตัวเมืองช็องเบรีเพียง 2.5 กิโลเมตร ผู้เขียนใช้เวลาเดินเท้าราวครึ่งชั่วโมงก็ถึง แม้ทุกวันนี้มีความเป็นเมืองมากกว่าสมัยของรุสโซ แต่สองข้างทางเดินยังคงเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่น และมีลำธารเล็กๆ ไหลอยู่ข้างทาง ถนนเส้นนี้อยู่ระหว่างเนินเขาสองข้าง มีบ้านกระจัดกระจายอยู่บนเนิน เหมือนที่รุสโซได้บรรยายเอาไว้เมื่อเกือบ 300 ปีก่อน บรรยากาศเช่นนี้ยิ่งชวนให้จินตนาการถึงยุคสมัยของเขา รุสโซชื่นชอบการเดินเท้าไม่ต่างกันกับผู้เขียน และเขาคงเดินทางไป-กลับระหว่างช็องเบรีและเลส์ ชาร์เมตส์อยู่บ่อยๆ ในช่วงแรกที่บ้านสวนหลังนี้ยังคงเป็นเพียงที่พักตากอากาศสำหรับหนีความอึมครึมของบ้านหลังหลักในตัวเมือง

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
เลส์ ชาร์เมตส์ (Les Charmettes) เมื่อแรกเห็นหลังเดินตามถนนโรยกรวดขึ้นมาจากประตูทางเข้า

 รุสโซบ่นถึงความเลวร้ายของบ้านในตัวเมืองช็องเบรีไว้ว่า 

“…ที่นี่ไม่มีสวน ไม่มีลำธาร ไม่มีทิวทัศน์ มีแต่บ้านที่มืดและน่าหดหู่ อพาร์ตเมนต์ของข้าพเจ้านั้นอึมครึมเป็นที่สุด เมื่อมองออกไปจากหน้าต่างก็จะเห็นแต่กำแพงทึบ เห็นตรอกแคบๆ แทนที่จะเป็นถนน อากาศอับๆ ห้องเล็กๆ ตะแกรงเหล็ก หนู และพื้นเน่าๆ เรียกได้ว่าเป็นการรวมเอาเงื่อนไขของความไม่น่าอยู่อาศัยมารวมเข้าไว้ด้วยกัน…” 

(จาก คำสารภาพ – เล่ม 5)

แม้จะเริ่มจากการเป็นบ้านพักตากอากาศ แต่ในเวลาไม่นาน เลส์ ชาร์เมตส์ ก็ได้กลายเป็นที่อยู่อาศัยหลักของรุสโซถึงราว 6 ปีด้วยกัน และนี่คือ 6 ปีอันเป็น ‘ห้วงแห่งความสุขอันแสนสั้น’ ที่รุสโซไม่มีวันลืม

ในปัจจุบัน เลส์ ชาร์เมตส์ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวให้เข้าเยี่ยมชมได้ฟรี เปิดทุกวันยกเว้นวันจันทร์และวันหยุดเทศกาล โดยเปิดตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น มีเครื่องบรรยายเสียงภาษาต่างๆ (Audio Guide) ให้เช่าในราคาเพียง 1 ยูโร แม้เลส์ ชาร์เมตส์ จะเพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศส (Monument Historique) ใน ค.ศ. 1905 แต่บ้านสวนแห่งนี้เป็นเสมือนกับสถานที่แสวงบุญของผู้ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตและผลงานของรุสโซมาตั้งแต่ช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสแล้ว

เลส์ ชาร์เมตส์ ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ เมื่อมองจากถนนจะเห็นเป็นบ้านสองชั้นอยู่ท่ามกลางสวนที่ร่มรื่น เพียงเดินขึ้นเนินตามถนนโรยกรวดไปได้ไม่กี่สิบก้าว ก็จะถึงหน้ารั้วไม้เลื้อยที่ภายในแบ่งเป็นตัวบ้านและสวนสมุนไพร นอกรั้วยังมีสวนผลไม้และระเบียงไม้เลื้อยที่เต็มไปด้วยพวงองุ่นขนาดจิ๋ว

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
สวนผลไม้หน้าบ้านเต็มไปด้วยลูกแอปเปิ้ลเต็มต้น
Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
ระเบียงไม้เลื้อยข้างกำแพงชั้นในของบ้าน
Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau

เมื่อเดินผ่านรั้วบ้านเข้ามาแล้ว สิ่งแรกที่สะดุดตาผู้เขียนก็คือแผ่นหินจารึกเก่าแก่จากสมัยปฏิวัติฝรั่งเศสของมารีย์-ฌอง เอโรลต์ เดอ เซแชลส์ (Marie-Jean Hérault de Séchelles) ผู้พิพากษาและนักปฏิวัติ ที่ประดับอยู่บนฝาผนังบ้านเพื่ออุทิศให้อนุสรณ์สถานแห่งนี้

“…ที่พำนักของฌอง-ฌาค ผู้เคยอาศัยอยู่ที่นี่ทำให้เราได้ระลึกถึงอัจฉริยภาพของเขา ความโดดเดี่ยวและความทระนงของเขา ความทุกข์ทนและความบ้าบิ่นของเขา แด่ความยิ่งใหญ่ แด่ความจริงแท้ เขาอุทิศชีวิตตนให้อย่างกล้าหาญ แม้ถูกกลั่นแกล้งรังแกอยู่โดยเสมอ ทั้งเพราะสิ่งที่เขาจงใจทำ หรือเพียงเพราะถูกริษยา…”

เป็นจริงดังข้อความในวรรคสุดท้าย ชีวิตของรุสโซในวัยกลางคนเต็มไปด้วยการเดินทางเพื่อหลบหนีโทษทัณฑ์ที่ไม่เป็นธรรม เพราะหนังสือปรัชญาการเมืองของเขาสร้างความปั่นป่วนให้กับผู้มีอำนาจในสมัยนั้นอยู่ไม่น้อย ผู้เขียนจึงไม่แปลกใจอะไรนักที่รุสโซจะมองเห็นวันเวลาของเขาที่เลส์ ชาร์เมตส์ เป็นเสมือนความสงบสุขในอุดมคติ การมาเยี่ยม ‘ความทรงจำในอุดมคติ’ ของเขาในวันนี้ อาจช่วยทำให้เราเข้าใจความรู้สึกนึกคิดและแรงบันดาลใจของรุสโซได้ไม่มากก็น้อย

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
แผ่นหินจารึกจากสมัยปฏิวัติฝรั่งเศสที่มารีย์-ฌอง เอโรลต์ เดอ เซแชลส์ อุทิศให้รุสโซ

  เลส์ ชาร์เมตส์ ไม่ใช่เพียงสิ่งเดียวที่รุสโซโหยหา แต่ยังมีความทรงจำของรักครั้งแรกที่ได้เปิดฉากขึ้นที่นี่ ขณะที่เขามีวัยได้ 20 ปี

ความรักครั้งแรกของรุสโซนั้นไม่ธรรมดา เพราะเขาตกหลุมรักกับผู้หญิงที่เขาเรียกว่า ‘แม่’ (Maman) และมีอายุมากกว่าถึง 13 ปี เธอเป็นหญิงหม้ายสูงศักดิ์ที่รับอุปการะเลี้ยงดูเขาในขณะตกยาก หรือหากจะใช้ภาษาตลาดเสียหน่อยก็คงจะต้องบอกว่า เธอเป็นคนเลี้ยงต้อยรุสโซ ผู้หญิงคนนี้มีชื่อว่า ฟร็องซัวส์-ลุยส์ เดอ วาร็องส์ (Françoise-Louise de Warens) หรือมาดาม เดอ วาร็องส์ (Madame de Warens) หญิงอภิชนที่มีคอนเนกชันกว้างขวาง และถูกฝากฝังให้ช่วยเลี้ยงดูรุสโซ เด็กหนุ่มวัย 16 ปี ผู้หัวดีแต่ขัดสน

ในตอนแรกความสัมพันธ์ของทั้งคู่มีลักษณะเหมือนแม่และลูกบุญธรรม แต่เมื่อรุสโซเป็นหนุ่มใหญ่มีอายุได้ 20 ปี มาดาม เดอ วาร็องส์ เป็นฝ่ายยื่นข้อเสนอให้รุสโซมาเป็นหนึ่งในคนรักของเธอ ที่บอกว่าเป็นหนึ่งในคนรัก เพราะในเวลานั้นมาดาม เดอ วาร็องส์ คบหากับชายหนุ่มอีกคนหนึ่งอยู่แล้ว เขาคือ โคลด อาเน็ต (Claude Anet) พ่อบ้านของเธอเอง ในเวลาไม่นานหลังจากนั้น โคลด อาเน็ต ล้มป่วยและเสียชีวิตลงตั้งแต่ยังหนุ่ม เปิดทางให้รุสโซกลายเป็นคนรักเพียงคนเดียวของมาดาม เดอ วาร็องส์ ในช่วงเวลาที่ทั้งคู่ย้ายไปอยู่อาศัยด้วยกันที่ เลส์ ชาร์เมตส์

ทั้งคู่ (รวมทั้งโคลด อาเน็ต) อาศัยอยู่ที่บ้านในตัวเมืองช็องเบรีเป็นเวลาหลายปี ก่อนที่รุสโซจะรบเร้าให้มาดาม เดอ วาร็องส์ เสาะหาบ้านพักตากอากาศในชนบท พวกเขาสำรวจบ้านอยู่หลายหลังจนกระทั่งมาพบกับ เลส์ ชาร์เมตส์ และในวันแรกที่พวกเขาค้างคืนที่นี่ รุสโซบันทึกไว้ว่า

“… ‘โอ แม่จ๋า!’ ข้าพเจ้าพูดกับเพื่อนรักคนนี้ ขณะจุมพิตและถาโถมเธอด้วยน้ำตาแห่งความอบอุ่นและความปิติสุข การพำนักนี้เปี่ยมไปด้วยความสุขและความบริสุทธิ์ ถ้าเราไม่สามารถแสวงหามันได้จากที่นี่แล้วล่ะก็ เราจะหามันได้จากที่อื่นอีกหรือ…” 

(จาก คำสารภาพ – เล่ม 5)

ซ้ายมือของแผ่นหินจารึกคือทางเดินเข้าสู่สวนสมุนไพรของมาดาม เดอ วาร็องส์ ที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของบ้าน แม้ไม่มีบันทึกไว้อย่างชัดเจนว่าในสวนสมุนไพรนี้เคยมีพืชอะไรบ้าง แต่ทางพิพิธภัณฑ์ได้จำลองสวนขึ้นใหม่โดยสันนิษฐานจากสมุนไพรที่หาได้ทั่วไปในยุโรป มาดาม เดอ วาร็องส์ มีความสนใจในการปรุงยา และเธอก็เป็นคนที่ทำให้รุสโซในวัยหนุ่มมีความสนใจในด้านพฤกษศาสตร์ด้วยเช่นกัน หลายครั้งทั้งคู่มักศึกษาเรื่องพืชสมุนไพรต่างๆ ด้วยกัน แต่ในบางครั้งที่รุสโซฝึกซ้อมฮาร์ปซิคอร์ดอยู่ในห้องนั่งเล่น ส่วนมาดาม เดอ วาร็องส์ ก็ง่วนอยู่กับการปรุงยาอยู่ที่เตานั้น รุสโซมักหยอกล้อด้วยการชวนเธอมาร้องเพลงหรือเล่นดนตรีด้วยกัน ซึ่งเธอมักขู่ว่า “ถ้าเธอทำยาฉันไหม้ ฉันจะให้เธอกินให้หมด” รุสโซเล่าว่าเรื่องมักจบลงที่มาดาม เดอ วาร็องส์ ลืมยาที่ปรุงอยู่จริงๆ และเขาก็ถูกเธอเอาคืนด้วยการโดนละเลงใบหน้าด้วยผงขี้เถ้าจากหม้อยา

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
สวนสมุนไพรของมาดาม เดอ วาร็องส์ ที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของบ้าน
Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
ทิวทัศน์เทือกเขา เดอ ลา ชาร์เติร์ส เมื่อมองจากสวนสมุนไพร

จากสวนสมุนไพรเราจะมองเห็นทิวทัศน์อันสวยงามของเทือกเขา เดอ ลา ชาร์เติร์ส (Massif de la Chartreuse) อันสูงตระหง่าน แต่ผู้เขียนสังเกตเห็นว่า ในมุมหนึ่งของสวนมีก็อกน้ำที่ถูกปล่อยให้หยดเป็นจังหวะช้าๆ และอ่างเล็กๆ ที่ข้างในมีก้อนหินหลายก้อนเรียงอยู่ ในตอนแรกผู้เขียนก็ไม่รู้ว่าเขามีไว้ทำไม แต่เมื่อเข้าไปใกล้ๆ จึงได้รู้ว่าเป็นอ่างน้ำที่ทำไว้ให้ผึ้งมาดื่ม ผึ้งชอบมาดื่มน้ำที่เปียกอยู่บนหินเช่นนี้ เพราะสามารถยึดเกาะกับก้อนหินและไม่เสี่ยงที่จะจมน้ำเหมือนแบบที่อยู่ในอ่าง 

จะว่าไปแล้วรุสโซเองก็มีเพื่อนเป็นฝูงผึ้ง เขาเล่าว่าที่ท้ายสวนมีรังผึ้งอยู่หลายรัง และเขาจะต้องมาเยี่ยมพวกมันทุกวันอย่างขาดเสียไม่ได้ เขาสนใจในกิจวัตรของพวกผึ้ง และรู้สึกทึ่งที่เห็นพวกมันแบกก้อนเกสรไว้ที่ขาเล็กๆ จนเดินแทบไม่ได้ ความพยายามผูกมิตรอย่างไม่ระวัดระวังในช่วงแรกทำให้รุสโซโดนผึ้งต่อยไปเสียหลายที แต่เขาเล่าว่าเมื่อเวลาผ่านไป พวกมันก็ค่อยๆ เชื่องและไม่ต่อยเขาอีก แถมยังชอบป่ายปีนไปตามใบหน้าและมือของเขาอีกด้วย

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
อ่างน้ำและป้ายกระดาษพร้อมคำบรรยายว่า “จุดดื่มน้ำของผึ้งแห่งชาร์เมตส์”
Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
เหล่าผึ้งน้อยกำลังดื่มน้ำจากอ่าง

ในสวนนี้เองที่มาดาม เดอ วาร็องส์ ยื่นข้อเสนอให้รุสโซกลายมาเป็นคนรักของเธอ รุสโซเล่าไว้ใน คำสารภาพ ว่า

“…เราจึงไปที่นั่นในเช้าวันรุ่งขึ้น เธอจัดแจงให้เราได้อยู่กันตามลำพังตลอดทั้งวัน เพื่อช่วยให้ข้าพเจ้าได้เตรียมพร้อมกับความสุขเหล่านั้นที่เธอหมายจะมอบให้ หาใช่ในแบบที่สตรีคนอื่นจะทำด้วยการหยอกเอินหรือแสดงออกอย่างล้นเกิน แต่ด้วยคำพูดที่เต็มไปด้วยความรู้สึกและเหตุผล เธอชี้แนะมิได้ยั่วยวน และสิ่งเหล่านั้นสื่อสารกับข้าพเจ้าที่หัวใจมากกว่าร่างกาย ขณะเดียวกัน แม้ว่าวาจาเหล่านั้นจะถูกเอื้อนเอ่ยอย่างงดงามและชัดเจนเพียงใด และถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้เย็นชาหรือเศร้าโศกอะไร ข้าพเจ้ากลับไม่ได้ใส่ใจมันอย่างที่ควรจะเป็น ไม่แม้กระทั่งสลักฝังมันไว้ในความทรงจำเช่นเดียวกับที่ข้าพเจ้าคงจะทำในวาระโอกาสอื่นๆ 

“ท่วงท่าที่ดูมั่นคงแน่ใจของเธอทำให้ข้าพเจ้ากระวนกระวาย ขณะที่เธอพูด (แม้ข้าพเจ้าจะพยายามฝืนสักเท่าไหร่) ข้าพเจ้ากลับจมอยู่ในห้วงคิดและใจลอยไปไกล ไม่ได้ใส่ใจข้อความที่เธอจะสื่อ แต่กระหายใคร่รู้ว่าสิ่งใดกันที่เธอมาดหมาย และทันทีที่ข้าพเจ้าเข้าใจจุดประสงค์ของเธอ (ซึ่งโดยปกติ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย) แวบความคิดใหม่ ซึ่งตลอดเวลาหลายปีที่ข้าพเจ้าใช้ร่วมกับเธอ ไม่เคยเยื้องกรายเข้ามาในจินตนาการของข้าพเจ้าแม้แต่น้อย ก็ผุดขึ้นมา และครอบงำทุกอณูของข้าพเจ้าจนไม่อาจรับรู้คำพูดของเธอได้อีกต่อไป! ในหัวของข้าพเจ้ามีแค่เธอ หูของข้าพเจ้าไม่ได้ยินเธออีกแล้ว…” 

(คำสารภาพ – เล่ม 5)

เธอให้เวลาเขาตัดสินใจ 8 วัน และนั่นเป็น 8 วันที่เขาตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ 88 วันที่จะเปลี่ยนความสัมพันธ์จากแม่และลูกบุญธรรมเป็น ‘คนรัก’ และเราก็ได้รู้ว่าคำตอบคือ ‘ตกลง’

หลังเดินชมสวนพลางมองดูวิวเทือกเขาที่สวยงามไปพลาง ผู้เขียนก็เดินเข้าสู่ตัวบ้านซึ่งภายในมีการประดับอย่างเรียบง่าย ตามโถงทางเดินมีคำบรรยายประวัติของรุสโซและมาดาม เดอ วาร็องส์ รวมทั้งเกร็ดความรู้เกี่ยวกับเลส์ ชาร์เมตส์ที่น่าสนใจติดตั้งอยู่ 

ห้องแรกที่ผู้เขียนได้ชมก็คือห้องรับประทานอาหารที่มีการจัดโต๊ะเอาไว้สำหรับสองคน ใกล้กันกับโต๊ะรับประทานอาหารมีภาพวาดของรุสโซที่จำลองมาจากภาพวาดจริงในสมัยปฏิวัติฝรั่งเศส สมัยที่บ้านแห่งนี้กลายเป็นสถานที่แสวงบุญและเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมของชาวสาธารณรัฐ (ซึ่งเราอาจจะจินตนาการได้ว่ามีผู้เลื่อมใสรุสโซพากันเดินทางไกลมาแสดงความคารวะกับรูปภาพนี้)

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
ภาพตัวบ้านเมื่อมองจากสวนสมุนไพร ประตูที่มองเห็นเชื่อมกับห้องนั่งเล่น
Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
ห้องรับประทานอาหารและภาพวาดรุสโซที่จำลองมาจากของจริงในสมัยปฏิวัติฝรั่งเศส

ถัดจากนี้คือห้องนั่งเล่นที่มีประตูเชื่อมกันกับสวนสมุนไพร หน้าต่างบานใหญ่อนุญาตให้แสงสว่างส่องเข้ามาเต็มที่ ในห้องนี้เองที่รุสโซมักฝึกซ้อมฮาร์ปซิคอร์ดและถูกมาดาม เดอ วาร็องส์ ละเลงใบหน้าด้วยขี้เถ้าจากหม้อสมุนไพร นอกจากความสว่างที่แตกต่างอย่างชัดเจนจากห้องรับประทานอาหารแล้ว ฝาผนังยังถูกตกแต่งด้วยลวดลายเถาวัลย์และดอกไม้แบบจีนอีกด้วย 

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับห้องนี้ก็คือการที่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้จักรุสโซในฐานะนักประพันธ์ดนตรีเท่ากับในฐานะนักปรัชญาและนักเขียน ความสามารถด้านดนตรีของรุสโซเป็นผลของการที่มาดาม เดอ วาร็องส์ ให้การศึกษากับรุสโซอย่างดี และเคยหาครูมาสอนวิชาดนตรีให้เขาเป็นการส่วนตัวอีกด้วย นอกจากบทเพลงหลายสิบชิ้น รุสโซยังคิดค้นระบบบันทึกโน้ตที่เป็นตัวเลขอยู่บนบรรทัดเดียว เช่นเลข 1 4 7 แทนเสียง โด ฟา และที เป็นต้น ซึ่งต่างจากการบันทึกโน้ตในปัจจุบันที่ใช้ระบบบรรทัด 5 เส้น รุสโซจริงจังมากถึงขนาดเคยเสนอความคิดนี้กับราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ (Académie des Sciences) สถาบันทางวิชาการชั้นสูงของฝรั่งเศสซึ่งเป็นต้นแบบให้กับราชบัณฑิตยสถานของไทย แต่ราชวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ปฏิเสธระบบของรุสโซ โดยวิจารณ์ว่าเปล่าประโยชน์และไม่ใช่ความคิดใหม่แต่อย่างใด ถึงกระนั้นยังได้ยกย่องถึงความรอบรู้และความสามารถด้านดนตรีของเขา

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
บรรยากาศของห้องนั่งเล่นที่ตกแต่งด้วยลวดลายแบบจีน ประตูห้องนั่งเล่นเปิดสู่สวนสมุนไพรของมาดาม เดอ วาร็องส์
Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
ฮาร์ปซิคอร์ดและภาพวาดมาดาม เดอ วาร็องส์ ขณะเล่นดนตรี

จบจากห้องนั่งเล่น ผู้เขียนเดินย้อนกลับไปยังห้องโถงที่อยู่ก่อนถึงห้องรับประทานอาหารเพื่อเดินขึ้นบันไดสู่ชั้นสองของบ้าน ก่อนจะขึ้นบันได มีเกี้ยวที่ทางพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเอาไว้ แม้ไม่ได้มีคำอธิบายพิเศษอะไร แต่ผู้เขียนเข้าใจว่าเขาต้องการแสดงตัวอย่างของเกี้ยวที่มาดาม เดอ วาร็องส์ ใช้สำหรับการเดินทางจากเมืองช็องเบรีมาเลส์ ชาร์เมตส์ 

“…ในวันแรกที่เราเดินทางมาพำนักที่เลส์ ชาร์เมตส์ ทางค่อนข้างชัน และตัวมาดาม เดอ วาร็องส์ ก็ค่อนข้างหนัก เธอนั่งอยู่ในเกี้ยว ส่วนข้าพเจ้าเดินเท้าตาม เธอขอลงกลางทางด้วยกลัวว่าคนหามเกี้ยวจะเมื่อยล้า จากนั้นเธอจึงตัดสินใจเดินต่อในครึ่งทางที่เหลือ…”

 (คำสารภาพ – เล่ม 6)

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
เกี้ยวจำลองอย่างที่มาดาม เดอ วาร็องส์ ใช้ในการเดินทางมาเลส์ ชาร์เมตส์

สิ่งแรกที่ผู้เขียนเห็นเมื่อขึ้นมาถึงชั้นบนก็คือแท่นบูชาไม้ขนาดเล็ก ตรงกลางเป็นรูปพระแม่มารีย์อุ้มพระคริสต์ ผู้เขียนไม่แน่ใจในเรื่องความเคร่งศาสนาของทั้งสองคนมากนัก มาดาม เดอ วาร็องส์ และรุสโซต่างกำเนิดในครอบครัวโปรเตสแตนต์ (รุสโซเป็นคนเจนีวา ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเมืองหลวงของศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์) แต่ทั้งคู่เปลี่ยนมานับถือนิกายคาทอลิกในภายหลัง ด้วยเหตุผลที่ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องศาสนา เช่น มาดาม เดอ วาร็องส์ เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก เพื่อรับเบี้ยช่วยเหลือของศาสนจักรสำหรับคนเปลี่ยนศาสนา (ซึ่งเป็นนโยบายที่ใช้ในการต่อสู้กับการแผ่ขยายของนิกายโปรเตสแตนต์จากเจนีวาซึ่งอยู่ห่างไปไม่กี่สิบกิโลเมตร) แม้แต่รุสโซเอง ก็จะเปลี่ยนศาสนากลับไปเป็นโปรเตสแตนต์อีกในอนาคต เพื่อรื้อฟื้นสถานะพลเมืองเจนีวาของตนเอง

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
มุมสวนด้านหลังบ้านเมื่อมองจากหน้าต่างข้างแท่นบูชา 

ขวามือของแท่นบูชามีห้องนอนหลัก 2 ห้อง ซึ่งเป็นของรุสโซและของมาดาม เดอ วาร็องส์ ทั้งสองห้องถูกตกแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยวอลเปเปอร์เป็นลวดลายต่างๆ ห้องนอนของรุสโซใหญ่กว่าเล็กน้อย เพราะเชื่อมต่อกับห้องนอนของคนรับใช้ที่อยู่ใต้หลังคา เสียดายว่าทางพิพิธภัณฑ์ไม่ได้เปิดให้เยี่ยมชม น่าสนใจว่าคนรับใช้อาศัยกันอยู่อย่างไร ห้องของพวกเขาอยู่บนที่นอนของรุสโซและดูไม่น่าจะมีพื้นที่ใช้สอยมากนัก

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
ห้องนอนของรุสโซ สามารถมองเห็นห้องนอนของคนรับใช้ มีหน้าต่างอยู่เหนือประตูทางเข้าห้องนอน 

การเยี่ยมชมตัวบ้านมาถึงจุดสิ้นสุดที่ห้องนอนของมาดาม เดอ วาร็องส์ พลันที่ผู้เขียนก็นึกถึงฉากจบชีวิตรักของรุสโซกับมาดาม เดอ วาร็องส์ ซึ่งเกิดขึ้นที่นี่เช่นกัน

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อรุสโซได้รับคำแนะนำจากแพทย์ส่วนตัวให้เดินทางไปยังสวนสมุนไพรในต่างจังหวัดเพื่อรักษาอาการป่วยเรื้อรังของเขา ในระหว่างที่เขาอยู่ต่างจังหวัด แม้จะเขียนจดหมายติดต่อกับมาดาม เดอ วาร็องส์ อยู่ตลอด แต่จดหมายตอบกลับของเธอกลับน้อยลงทุกที เวลาหลายเดือนผ่านไป เมื่อเขากลับมาถึงช็องเบรีด้วยความตื่นเต้น ด้วยหวังว่าจะเห็นมาดาม เดอ วาร็องส์ ยืนรอต้อนรับเขาอยู่ที่ถนน แต่เขากลับพบว่า 

“…ข้าพเจ้าไม่เห็นใครอยู่ในสวน ที่ประตู หรือที่หน้าต่าง ความพรั่นพรึงเข้าจับหัวใจของข้าพเจ้า ด้วยความกลัวว่าจะมีสิ่งไม่ดีเกิดขึ้น เมื่อเข้าไปในบ้าน ทุกอย่างเงียบสงัด คนงานกำลังทานอาหารเที่ยงอยู่ในครัวในสภาพที่ห่างไกลนักกับการเตรียมตัวต้อนรับข้าพเจ้า คนรับใช้ต่างตกใจเพราะไม่นึกว่าจะเห็นข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเดินขึ้นบันได แล้วก็มองเห็นเธออยู่ไกลๆ เพื่อนที่รักของข้าพเจ้า! ช่างอ่อนหวาน เธอเป็นคนที่ข้าพเจ้ารักหมดทั้งหัวใจอย่างแท้จริง ข้าพเจ้ารีบวิ่งเข้าไปหาเธอ โถมตัวแทบเท้าของเธอ”

“อา! เด็กน้อย เธอกล่าว เธอกลับมาแล้วสินะ เธอพูดพลางกอดข้าพเจ้า การเดินทางเป็นอย่างไรบ้าง เธอสบายดีไหม การต้อนรับนี้ทำให้ข้าพเจ้าประหลาดใจอยู่ไม่น้อย ข้าพเจ้าจึงถามเธอไปว่า เธอได้รับจดหมายของข้าพเจ้าบ้างหรือไม่ เธอตอบ ได้สิ ซึ่งข้าพเจ้าพูดกลับว่า ผมกลับคิดว่าไม่น่าจะได้รับเสียอีก แล้วคำตอบก็กระจ่างอยู่ในตัว ชายหนุ่มคนหนึ่งอยู่กับเธอตลอดเวลา ข้าพเจ้าพอจะจำได้อยู่เลาๆ ว่าเคยเห็นชายคนนี้ในบ้านก่อนที่จะจากไปต่างจังหวัด แต่การปรากฏกายของเขาในครั้งนี้ได้แสดงถึงสถานะอย่างชัดเจน นั่นคือ ข้าพเจ้าได้ถูกแทนที่เสียแล้ว! …” 

(คำสารภาพ – เล่ม 6)

Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
ห้องนอนของมาดาม เดอ วาร็องส์ ที่รุสโซเข้ามาเห็นเธอกำลังอยู่กับคนรักคนใหม่
Les Charmettes บ้านสวนหลังเล็กในฝรั่งเศส แหล่งกำเนิดรักครั้งแรกของ ฌอง-ฌาค รุสโซ, Jean-Jacque Rousseau
ทิวทัศน์สวนสมุนไพรและเทือกเขา เดอ ลา ชาร์เติร์ส จากหน้าต่างห้องนอนของมาดาม เดอ วาร็องส์

แม้รุสโซวัยหนุ่มจะค้นพบความจริงว่าพื้นที่ในหัวใจของมาดาม เดอ วาร็องส์ ได้ถูกคนอื่นจับจองไปเสียแล้ว และเขาไม่ใช่คนรักคนโปรดอีกต่อไป ถึงกระนั้นเขาก็พยายามอาศัยร่วมกันกับคนรักของคนใหม่ของมาดาม อย่างที่เขาเคยอาศัยร่วมกันกับโคลด อาเน็ต แต่แล้วเขาก็พบว่าตนเองไม่สามารถทนเห็นมาดาม เดอ วาร็องส์ แสดงความรักกับคนอื่น (อันที่จริงรุสโซยังได้บรรยายด้วยว่าชายหนุ่มคนใหม่นี้ทั้งไม่เอื้ออารีเหมือนดังโคลด อาเน็ต และทั้งไม่ค่อยฉลาด มีลักษณะท่าทางเหมือนพวกพระเอกในละครที่รู้จักแต่การใช้กำลัง) ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจจากเลส์ ชาร์เมตส์มา

การเดินทางออกจากเลส์ ชาร์เมตส์ ของรุสโซเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาเห็นบ้านสวนหลังนี้ เขาได้พบมาดาม เดอ วาร็องส์ อีกในราว 20 ปีต่อมาที่เจนีวา เมื่อเธอมีอายุได้ 55 ปี และผ่านพ้นร่องรอยของความสาวไปจนหมดสิ้นแล้ว หลังจากนั้นเมื่อเขากลับจากการลี้ภัยที่ประเทศอังกฤษใน ค.ศ. 1767 และต้องการพบมาดาม เดอ วาร็องส์ อีกครั้ง เขาจะได้รับรู้ข่าวอันน่าเศร้าว่ามาดาม เดอ วาร็องส์ ได้เสียชีวิตอย่างอนาถาไปก่อนหน้าแล้วถึง 6 ปีด้วยกัน แม้มาดาม เดอ วาร็องส์ จะเสียชีวิตไปแล้ว แต่เรารู้ได้จากงานเขียนของรุสโซว่าความทรงจำของเธอยังประทับอยู่ในหัวใจของเขาเสมอมา

เมื่อรุสโซเสียชีวิตอย่างกะทันหันด้วยเส้นเลือดในสมองแตกในวัย 66 ปี เขาได้ทิ้งงานเขียนชิ้นสุดท้ายที่ยังเขียนไม่เสร็จ ชื่อ ห้วงคำนึงของนักเดินเท้าผู้สันโดษ (Les Rêveries du promeneur solitaire) เอาไว้ หนังสือเล่มนี้มี 10 บท มีเพียงบทสุดท้ายที่ยังเขียนไม่เสร็จ และเป็นบทที่บันทึกความทรงจำของเขากับมาดาม เดอ วาร็องส์… บางทีห้วงคำนึงสุดท้ายของรุสโซอาจจะนึกถึงมาดาม เดอ วาร็องส์ ก็เป็นได้

และแล้วก็ถึงเวลาที่ผู้เขียนจะต้องอำลาเลส์ ชาร์เมตส์ ไว้ข้างหลัง แล้วเดินเท้ามุ่งหน้าสู่เมืองช็องเบรี ผู้เขียนไม่รู้หรอกว่าในขณะที่รุสโซเดินทางจากเลส์ ชาร์เมตส์ มานั้น เขากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ผู้เขียนขอยกข้อความส่วนหนึ่งใน คำสารภาพ ซึ่งเขาได้เขียนขึ้นภายหลังเหตุการณ์เป็นเวลาหลายปีมาให้ผู้อ่านได้พิจารณา

“…ข้าพเจ้าหยุดเปรียบเทียบไม่ได้เลยระหว่างชีวิตในตอนนี้ กับชีวิตที่ข้าพเจ้าเดินจากมา ความทรงจำของ ‘เลส์ ชาร์เม็ตส์’ อันเป็นที่รัก สวนหย่อม ต้นไม้ น้ำพุ สวนผลไม้ และเหนือสิ่งอื่นใด คือการได้มีเธออยู่ด้วย เธอผู้เกิดมาเพื่อมอบชีวิตและจิตวิญญาณให้กับความอภิรมย์ทั้งหลาย เมื่อนึกถึงความสุขและชีวิตอันไร้เดียงสาของเรา

“หัวใจของข้าพเจ้าถูกเกาะกุมด้วยความเจ็บปวดและหน่วงหนักจนหมดไร้ซึ่งเรียวแรงที่จะทำอะไรๆ อย่างที่ควรจะเป็น เป็นร้อยครั้งได้แล้วที่ข้าพเจ้าอยากจะออกเดินเท้าไปหามาดาม เดอ วาร็องส์ ผู้เป็นที่รักให้ได้เสีย ณ บัดนั้น เชื่อว่าถ้าข้าพเจ้าได้พบเธออีกแค่สักเพียงครั้ง ข้าพเจ้าคงจะเป็นสุขหัวใจจนแทบจะตายได้ในตอนนั้นเลย ท้ายที่สุด ข้าพเจ้าก็ไม่อาจต้านทานอารมณ์อันอ่อนไหวที่เรียกข้าพเจ้ากลับไปหาเธอ ไม่ว่าจะต้องเสียอะไร ข้าพเจ้าโทษตัวเองที่ไม่อดทน โอนอ่อน และอ่อนหวานพอ ไม่อย่างนั้นแล้วข้าพเจ้าอาจจะยังได้ใช้ชีวิตร่วมกับเธออย่างมีความสุข ด้วยมิตรภาพอันอ่อนโยน และด้วยการแสดงสิ่งเหล่านั้นให้เธอได้เห็นมากกว่าที่ข้าพเจ้าเคยทำมา 

“ข้าพเจ้าวาดฝันถึงสิ่งที่งดงามที่สุดที่จะทำกับเธอ ร้อนรนที่จะทำสิ่งเหล่านั้น ทอดทิ้งทุกสิ่ง สละทุกอย่าง ออกเดินทาง โบยบิน และมาถึงแทบเท้าของเธออีกครั้งด้วยความเสน่หาทั้งหมดของวัยแรกหนุ่ม โธ่เอ๋ย ข้าพเจ้าน่าจะตายไปเสียซะตรงนั้นด้วยความปิติ หากในการต้อนรับของเธอ ในอ้อมแขนของเธอ หรือในหัวใจของเธอ ข้าพเจ้าได้รู้สึกแค่เพียงเสี้ยวหนึ่งของสิ่งที่ข้าพเจ้าเคยได้สัมผัส และจากสิ่งนั้น ข้าพเจ้าได้รับความอบอุ่นอันไม่เสื่อมคลาย…” 

คำสารภาพ -เล่ม 6

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

อติเทพ ไชยสิทธิ์

นักวิทยาศาสตร์ในฝรั่งเศสที่งานมักพาให้ได้เดินทางไปยังสถานที่น่าสนใจ งานอดิเรกคืออ่านหนังสือ เขียนพู่กันจีน และเดินเท้าทางไกล เมื่อมีโอกาสได้ท่องเที่ยว มักชื่นชอบการตามรอยชีวิตคนในประวัติศาสตร์ที่เป็นแรงบันดาลใจของตนเอง

Photographer

สุญญาตา เมี้ยนละม้าย

สาวฟรีแลนซ์ทำงานด้านภาษาไทยและอังกฤษ ทั้งสอน เขียน แปล และล่าม เป็นคนติดขนมหวาน Work from Home อยู่บ้าน Before it was cool ย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ที่ปารีสได้เกือบ 3 ปี งานอดิเรกคือปั่นจักรยานออกกำลังกาย เดินเล่นสำรวจซอกซอยเก๋ๆ ดูสตรีทอาร์ต จิบกาแฟและชิมขนม ถ้าสนใจ ตามไปร่วมสำรวจเมืองปารีสได้ที่ Instagram: parisbitsandpieces

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

13 สิงหาคม 2565
1 K

1
วันที่ฉันตื่น

(Awake to the Truth)

ฉัน ณ ขณะนี้ ได้รับ ‘โอกาสให้ตื่น’ ขึ้นมาเห็นความงดงามของโลกใบนี้อีกครั้ง หลังการผ่าตัดใหญ่      

ฉัน ณ ขณะนี้ ตื่นขึ้นมาพบกับความจริงอันธรรมดาที่แสนวิเศษว่า ควรใช้เวลา (ที่ไม่รู้ว่าจะหมดเมื่อใด) ให้คุ้มค่ากับคนที่รักเรา อาทิ ครอบครัว พี่พี่พี่ เพื่อนเพื่อนเพื่อน อันเป็นที่รักและเคารพยิ่ง

ฉัน ณ ขณะนี้ อยู่ระหว่างการพักฟื้นทางกาย โดยมีช่วงวันเวลาดี ๆ ของการท่องเที่ยวในวันวาน ซึ่งภาษาอังกฤษใช้คำศัพท์ว่า Halcyon Days เป็นสิ่งหล่อเลี้ยงให้จิตใจมีพลัง (เมื่อใจสบาย กายก็สบายตามใจไปด้วย) 

ด้วยเหตุฉะนี้ จึงเป็นที่มาของการเขียนบันทึกความจำ วันดี ๆ ที่เปอร์โตริโก…

2
เกริ่นนำ : เปอร์โตริโก ดินแดนสหรัฐอเมริกา 

   (The Overture to Puerto Rico : A Territory of the United States)

ช่วง 4th of July (วันชาติอเมริกา) ตัวฉันซึ่งยังอยู่ที่นั่น ณ เวลานั้น พยายามดิ้นร้นหาข้อมูลอย่างหนัก เพื่อหาสถานที่ไปผจญภัยช่วงวันหยุดยาวของสหรัฐอเมริกา ในช่วงสถานการณ์ที่การระบาดของโควิดยังระบาดหนัก ประเทศแถบอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในดินแดนที่ฉันปรารถนาไปเยือนให้ได้สักครั้ง ยังคงปิดพรมแดนอย่างแน่นสนิท ดังนั้น โจทย์หลักของฉันคือต้องเข้า-ออกได้โดยไม่ต้องกักตัวและไม่ต้องตรวจโควิด อันดับต่อมา ต้องเป็นดินแดนที่มีทั้งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์

ด้วยเหตุฉะนั้น เปอร์โตริโก ถือว่าเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

เนื่องด้วยเปอร์โตริโก มีสถานะเป็นดินแดนของสหรัฐฯ (A Territory of The United States) ผู้ที่ถือวีซ่าอเมริกันอย่างฉันจึงเดินทางได้ปกติ เสมือนเดินทางข้ามรัฐในประเทศสหรัฐฯ เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะเมื่อ ค.ศ. 1898 สเปนและสหรัฐฯ ได้ลงนามในสนธิสัญญา (Treaty of Paris) เพื่อยุติสงครามระหว่างกัน 

โดยส่วนหนึ่งของสนธิสัญญาดังกล่าว ระบุว่าสเปนยกเปอร์โตริโกให้อยู่ในการปกครองของสหรัฐฯ  การปกครองของเปอร์โตริโก มีประธานาธิบดีสหรัฐเป็นประมุขแห่งรัฐ และมีผู้ว่าการซึ่งมาจากการเลือกตั้งเป็นหัวหน้ารัฐบาล โดยรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ดูแลด้านการต่างประเทศ เช่น การค้าระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และด้านศุลการกร เป็นต้น ส่วนเปอร์โตริโกมีอำนาจหน้าที่ดูแลด้านกิจการภายใน ซึ่งการที่เปอร์โตริโก เป็นดินแดนของสหรัฐฯ ทำให้การท่องเที่ยวง่ายขึ้น เนื่องจากใช้สกุลเงินดอลลาร์ มีสัญญาณเครือข่ายโทรศัพท์ค่ายเดียวกับบนแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ จึงไม่ต้องแลกเงินหรือเปลี่ยนซิมการ์ดให้ยุ่งยากแต่อย่างใด

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ
แผนที่เปอร์โตริโก
ภาพ :  www.worldatlas.com

เปอร์โตริโกตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลแคริบเบียน ห่างจากเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา (Miami, Florida) ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 1,600 กิโลเมตร โดยใช้เวลาบินประมาณ 2 ชั่วโมง 45 นาที ก็จะมาถึงซานฮวน (San Juan) เมืองหลวงของเปอร์โตริโก

3
เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ

(The Oldest City and The Oldest Fort in USA)

ซานฮวนนับเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐฯ โดยใน ค.ศ. 2022 มีอายุ 501 ปี และเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับสองของซีกโลกตะวันตก (Western Hemisphere) ซึ่งหมายถึงดินแดนอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘โลกใหม่’ (New World) 

ย้อนไปเมื่อ ค.ศ. 1493 คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส นักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่ของสเปน เป็นผู้ค้นพบเกาะแห่งนี้และตั้งชื่อว่า San Juan Bautista ต่อมา ค.ศ. 1521 Juan Ponce de Leon นักสำรวจชาวสเปน ได้ออกสำรวจแถบทะเลแคริบเบียนอีกครั้งหนึ่งเพื่อหาแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ เช่น ทอง แร่เงิน เป็นต้น จึงก่อตั้งเมืองซานฮวนขึ้นและเป็นผู้ว่าการคนแรก 

นับแต่นั้นมาเมืองซานฮวนจึงมีสถานะเป็นเมืองหลวงของเปอร์โตริโก มีความสำคัญในฐานะเป็นเมืองท่าของสเปน เหล่าบรรดาเรือขนส่งสิ่งของมีค่าและทรัพยากรที่มีค่าจากดินแดนต่าง ๆ ใช้เป็นจุดพักระหว่างสเปนกับเกาะ Hispaniola นอกจากนั้น ในศตวรรษที่ 16 เมืองซานฮวนยังถูกใช้เป็นฐานที่มั่นของสเปน เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นเดินทางของนักสำรวจเพื่อสำรวจดินแดนใหม่ ๆ ในส่วนของซีกโลกตะวันตก ด้วยเหตุนี้เองเมืองซานฮวนจึงได้รับความสนใจจากโจรสลัดและประเทศต่าง ๆ ในแถบยุโรป การโจมตีเพื่อต้องการแย่งชิงทรัพยากรและยึดครองเกาะจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง          

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ

ปัจจุบันบริเวณเมืองเก่าซานฮวน (Old San Juan) ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของเกาะ ถือเป็นย่านประวัติศาสตร์ที่สำคัญ เนื่องจากในช่วงศตวรรษที่ 16 – 19 มีการสร้างป้อมปราการและกำแพงเมืองเพื่อป้องกันเปอร์โตริโกจากการรุกรานดังกล่าว โดยในครั้งนี้ จะขอพาท่านผู้อ่านไปชมกับความอลังการของป้อมปราการ Castillo San Felipe del Morro หรือคนท้องถิ่นมักเรียกว่า del Morro ซึ่งแปลว่า ‘แหลมที่ยื่นไปสู่ทะเล’ ป้อมปราการนี้สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1539 และได้รับการขนานนามว่า เป็นป้อมปราการที่ ‘แข็งแกร่งที่สุดในซีกโลกตะวันตก’ ณ ขณะนั้น เนื่องจากถูกรุกรานและโจมตีหลายครั้ง

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ

ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์เมื่อ ค.ศ. 1595 ที่กองทัพเรืออังกฤษพยายามโจมตี แต่ถูกโต้ตอบกลับด้วยปืนใหญ่จากป้อมปราการแห่งนี้จนต้องล่าถอยไป หรือเมื่อ ค.ศ. 1625 ที่เนเธอร์แลนด์พยายามยึดเมืองซานฮวนด้วยการเผาทำลายเมือง แต่ก็ทำอะไรป้อมปราการแห่งนี้ไม่ได้ ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้ระบุไว้ว่า ป้อมปราการแห่งนี้เคยถูกยึดครองได้เพียงครั้งเดียวในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ

ฉันยังจำความรู้สึกตอนเดินเข้าสู่ป้อมปราการแห่งนี้ได้ว่า เหมือนตัวเองกำลังอยู่ในหนังเทพนิยายยุคโบราณที่มีทหารใส่ชุดเกาะกำลังขี่ม้าเข้าประตูเมือง เนื่องจากทางเข้าเพื่อเดินเข้าไปภายในต้องเดินผ่านสะพานหินซึ่งพาดข้ามผ่านคูเมือง (ซึ่ง ณ ปัจจุบันเป็นสนามหญ้า) เพื่อป้องกันไม่ให้ข้าศึกเข้าไปโดยง่าย ส่วนด้านนอกมีกำแพงหนากว่า 5 เมตร ล้อมรอบตัวป้อมปราการ

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ

เมื่อเดินเข้าไปสู่ภายในมีทั้งหมด 6 ชั้น โดยแต่ละชั้นมีทางลาดที่เดินเชื่อมถึงกันได้ โดยเแบ่งออกเป็นส่วนต่าง ๆ เช่น ค่ายทหาร ส่วนป้องกันที่มีการติดตั้งปืนใหญ่ ห้องครัว คุกใต้ดิน เป็นต้น เมื่อเดินเข้าไปในส่วนที่ติดตั้งปืนใหญ่ ซึ่งหันปากกระบอกออกไปทางทะเลแคริบเบียนอันกว้างใหญ่ จึงทำให้นึกภาพตามและเข้าใจได้ไม่ยากว่า ทำไมสถานที่แห่งนี้จึงเคยเป็นที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ของสเปน (A Strategic Location) สมัยล่าอาณานิคมตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 – 19 จวบจนถึงยุคเปลี่ยนผ่านมาเป็นดินแดนของสหรัฐฯ ยังคงถูกใช้เป็นศูนย์บัญชาการรบในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2                  

ตั้งแต่ ค.ศ. 1983 องค์กรยูเนสโกประกาศให้ป้อมปราการแห่งนี้เป็นมรดกโลก ซึ่งสะท้อนความรุ่งเรืองของยุคล่าอาณานิคมของอาณาจักรสเปน อีกทั้งยังเป็นสถาปัตยกรรมยุโรปที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ 

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ

ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ดึงดูดทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว นอกจากจะมาดื่มด่ำกับประวัติศาสตร์แล้ว ยังกลายเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ตอนที่ฉันไปอากาศกำลังดี หลายครอบครัวพาลูกมาเล่นว่าวที่สนามหญ้าบริเวณด้านหน้าของป้อมปราการ แรงลมทะเลที่ปะทะประกอบกับความสวยงามของท้องทะเลแคริบเบียนที่ไล่ระดับตั้งแต่สีฟ้าอ่อนจนถึงสีน้ำเงินเข้ม ฉันรู้สึกผ่อนคลาย ทำให้อยู่ ๆ เพลง Lucky ของนักร้อง เจสัน มารซ ก็ดังก้องเข้ามาในหัว 

“Do you hear me, I’m talking to you. Across the water across the deep blue ocean. Under the open sky, oh my, baby I’m trying…” 

และฉันก็ค่อย ๆ หย่อนตัวหามุมสงบบนสนามหญ้าให้ตัวเอง และรู้สึกว่าตัวเองช่างโชคดีเสียจริง ที่ได้แค่ ‘มานั่งหายใจและได้ปล่อยความคิด’ ณ ที่แห่งนี้ ก็มีความรู้สึกดีมากมาย

บันทึกความทรงจำจิบ Pina Colada เที่ยว Puerto Rico เมืองและป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ
สนามหญ้าหน้า del Morro
ภาพ : www.discoverpeurtorico.com

หลังจากเดินออกจาก del Morro ฉันนึกได้อย่างหนึ่งว่า เมื่อเช้านี้ตอนเดินไปหาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวจากศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยว ได้เจอคุณลุงคุณป้าคู่หนึ่งที่เคยอยู่เปอร์โตริโกมาตั้งแต่เด็กก่อนอพยพไปอยู่บนแผ่นดินใหญ่ แนะนำว่าถ้าตั้งใจจะไป del Morro อยู่แล้ว ให้ลองเดินเลียบตามกำแพงเมืองเก่ามาเรื่อย ๆ เป็นบริเวณที่เรียกว่า La Perla ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองเก่า หาไม่ยาก จะเห็นป้ายเลย 

ฉันลองเดินตามคำบอกจากป้อมปราการ ประมาณ 20 นาที (ตามอัตราเดินเป็นเต่าทะเลของฉัน) ก็มาถึง เปิดมือถือหาข้อมูลเพิ่มเติม ได้ความว่า ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 สถานที่แห่งนี้เป็นโรงฆ่าสัตว์ เป็นที่อยู่อาศัยของทาสและคนฐานะค่อนข้างลำบากที่อพยพมาจากต่างเมือง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันชุมชนแห่งนี้กำลังปรับภาพลักษณ์ โดยมีการทาด้วยสีสันที่สวยงาม และปรับปรุงสนามบาสให้มีสีสันสดใส

อีกสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดสายตาฉันอย่างมากในบริเวณเขตเมืองเก่าซานฮวน คือ สีสันอันหลากหลายของตึกช่างเข้ากับสภาพอากาศเขตร้อนยิ่งนัก สีของแต่ละตึกเหมือนภาพวาดที่จิตรกรตั้งใจบรรจงแต่งแต้ม ไม่ว่าจะเป็นสีชมพู สีฟ้าน้ำทะเล สีเขียวแอปเปิล สีส้มปลาแซลมอน สีเหลือง สีม่วง ความหลากสีสันของตึกเกิดจากการริเริ่มโครงการของรัฐบาลที่ต้องการดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่อย่างไรก็ตามจะทาสีไหนได้นั้นต้องขออนุญาตจากทางการเสียก่อน

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ

4
กล้วยกล้ายและน้ำผลไม้ปั่น

(Traditional Foods: Plantain and Pina Colada)

สำหรับฉัน สิ่งที่ขาดไม่ได้ในทุกการเดินทาง คือ การลิ้มลองอาหารท้องถิ่น เพราะนั่นคือการเรียนรู้วัฒนธรรม พออยู่ที่นี่ได้สักสองสามวันฉันเริ่มจับทางได้อย่างหนึ่งว่า Mofongo ถ้าเทียบกับบ้านเรา คือ ข้าวผัดกะเพราะนี่เอง เพราะหารับประทานได้ทั่วทุกมุมของเมือง และทุกร้านต้องมีเมนูนี้

อ่านถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านคงสงสัยอยู่ไม่น้อยว่า Mofongo คืออะไร รสชาติเป็นอย่างไร 

บันทึกความทรงจำจิบ Pina Colada เที่ยว Puerto Rico เมืองและป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ

ต้องขออธิบายก่อนว่า ด้วยความที่เปอร์โตริโกตั้งอยู่ในเขตร้อนโดยได้รับอิทธิพลจากลมทะเล (Tropical Marine) ฉะนั้นพืชผลที่ปลูกจึงคล้ายกับทางบ้านเรา ผลไม้ชนิดหนึ่งที่ปลูกกันเยอะ คือ กล้วยกล้าย (Plantain) หน้าตาเหมือนกล้วยและอยู่ในตระกูลเดียวกัน ซึ่ง Mofongo คือ การนำกล้วยกล้ายดิบไปทอด เมื่อทอดแล้วนำมาบดและตำ ผสมกับกระเทียม กากหมู เนย และน้ำมัน เวลาเสิร์ฟก็จะนำไปใส่ลงในถ้วย แล้วโปะใส่จานอีกทีหนึ่ง หน้าตาก็เป็นสีเหลืองรูปทรงตามภาชนะของถ้วย ซึ่งเทียบได้ว่าคนเปอร์โตริกันทาน Mofongo เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรต ส่วนคนไทยทานข้าวสวยหรือข้าวเหนียว แล้วแต่จะเลือกเลยว่า จะทาน Mofongo คู่กับเนื้อสัตว์ประเภทไหน ไม่ว่าจะเป็นปลา ปลาหมึก เนื้อ หรือหมูก็ได้ แต่สำหรับฉัน มาทะเลทั้งที ก็ต้องขอทานกับปลาทอดแถบแคริบเบียนสักหน่อย 

บันทึกความทรงจำจิบ Pina Colada เที่ยว Puerto Rico เมืองและป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ

แน่นอนว่าเครื่องดื่มเย็นจับใจดับกระหายที่ขาดไม่ได้ในสภาพอากาศร้อนริมทะเล คือ น้ำผลไม้ปั่น หรือ Pina Colada ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก และกลายเป็นเครื่องดื่มที่เป็นเอกลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวเขตร้อน โดยเฉพาะแถบริมทะเลนั้น มีจุดกำเนิดมาจากเปอร์โตริโก อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันทุกวันนี้ว่าใครเป็นผู้คิดค้นคนแรก ระหว่าง Ramon Monchito Marrero บาร์เทนเดอร์ โรงแรม Calibre Hilton หรือร้านอาหาร Barrachina ตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่าซานฮวน 

ซึ่งจากทริปนี้ฉันได้มีโอกาสลองที่ร้าน Barrachina ตรงหน้าร้านมีป้ายหินอ่อนติดไว้ว่า ‘ที่แห่งนี้เป็นคนคิดค้น Pina Colada เมื่อปี 1963 โดย Ramon Portas Mingot’ ไม่ว่าใครจะคิดค้นก็ตาม ฉันได้ค้นพบว่าตัวเองว่าหลงใหลความลงตัว และความสดชื่นของเครื่องดื่มชนิดนี้ จนกลายเป็นเครื่องดื่มประจำตัวของฉันไปโดยปริยายหลังจบการเดินทาง

บันทึกความทรงจำจิบ Pina Colada เที่ยว Puerto Rico เมืองและป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ

เหตุที่ฉันเรียก Pina Colada ว่าน้ำผลไม้ปั่น เนื่องจากส่วนประกอบหลัก คือ น้ำสับปะรด น้ำนมมะพร้าว และน้ำมะพร้าว  ซึ่งล้วนเป็นผลไม้เขตร้อนแล้วนำไปปั่น เหมือนกับน้ำปั่นเกล็ดหิมะ (Slushie) และพอเรียกว่าน้ำผลไม้ปั่นแล้วดูตัวเองว่าไม่ใช่พวกขี้เมาแต่อย่างใด และเหมาะแก่ผู้อ่านทุกเพศ ทุกวัย รวมถึงสตรีมีครรภ์ เพราะพนักงานที่นี่จะถามก่อนเสมอว่า จะใส่หรือไม่ใส่เหล้า ถ้าใส่เหล้า เหล้าที่ใส่จะเป็นเหล้ารัม  ส่วนวิธีเสิร์ฟก็แล้วแต่ร้านว่าจะสร้างสรรค์อย่างไร เช่น บางร้านมาในรูปสับปะรด มีชิ้นเนื้อสับปะรดอยู่ด้วย หรือบางร้านก็มาในแก้ว บีบวิปครีมและมีลูกเชอร์รีสีแดงอยู่บนสุด 

บันทึกความทรงจำจิบ Pina Colada เที่ยว Puerto Rico เมืองและป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ

5
บทส่งท้าย

(Epilogue)

การออกเดินทางของคนสมัยก่อน อาทิ นักสำรวจชาวสเปน มีจุดประสงค์หลักเพื่อเสาะแสวงหาดินแดนใหม่ใหม่ เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพยากรในการดำรงชีวิต ต่างกับสมัยปัจจุบัน เช่น ฉันเป็นต้น การเดินทางแสวงหาดินแดงใหม่ ๆ เป็นไปเพื่อเรียนรู้ เพื่อเข้าใจชีวิต เพื่อตกผลึกความคิด เพื่อดำรงอยู่กับความเป็นตัวเอง  

เกือบจะครบ 1 ปีพอดีที่ฉันได้ไปเยือนเปอร์โตริโก ช่วงพักฟื้นนี้เป็นโอกาสอันดีที่ได้ตอบสนองสิ่งหนึ่งที่อยากทำมานาน คือ การเขียนเล่าเรื่องราวจากประสบการณ์การเดินทาง แต่ด้วยหน้าที่การงาน ทำให้ถอยห่างจากความฝันออกมาไกลเรื่อย ๆ

ณ ขณะนี้ ตัวฉันกำลังฟูมฟักตัวเองเต็มที่ เพื่อจะได้ลุกขึ้นมาเสาะแสวงหาดินแดนใหม่ ๆ อีกครั้ง 

แหล่งที่มา :

www.nps.gov

thaiembdc.org/th

loc.gov/rr/hispanic/1898/treaty.html

www.discoverpuertorico.com

welcome.topuertorico.org

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

เมธิรา ผาตินุวัติ

สาวอักษรฯ จุฬาฯ รุ่น 70 ฝันใฝ่ต้องการจะเป็นนักเขียนมากที่สุด แต่โชคชะตาพลิกผันและถูกกำหนดมาแล้วเสมอ ให้มาเป็นอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่ง ทำได้แค่เพียงบริหารโชคชะตาให้ดีที่สุด มีพ่อเพ้งเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ในชีวิต รักการท่องเที่ยว ชอบเรียนรู้วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ เคารพความต่างของมนุษย์เสพย์ติดการเสาะแสวงหาร้านอาหาร ชอบฟังเพลง ชอบศาสตร์ การผสมเครื่องดื่ม (Cocktail Mixology)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load