ท่ามกลางวิกฤต COVID-19 ขณะที่ร้านอาหารและร้านกาแฟหลายร้านจำต้องปิดตัวไป ร้าน LEMONADE by Lemonica เปิดสาขาใหม่ 9 สาขาในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ในช่วง 3 ปีแรกที่ทำธุรกิจ ทางร้านเปิดสาขาไปแล้วกว่า 30 สาขา และมีแผนจะขยายสาขามากขึ้นเรื่อยๆ 

สินค้าของร้านนี้มีเพียงชนิดเดียว คือ ‘น้ำมะนาว’ 

เหตุใดร้านที่ขายสินค้าเพียงชนิดเดียวจึงอยู่รอดได้ เหตุใดจึงไม่ค่อยมีร้านอื่นทำเลียนแบบร้านนี้ ตามมาค้นหาคำตอบกันค่ะ 

จุดเริ่มต้นของร้านมะนาว

สมัยอยู่อเมริกา เซจิ คาวามูระ (Seiji Kawamura) เคยไปงาน Garage Sales ครอบครัวอเมริกันจะนำข้าวของที่ไม่ใช้ออกมาวางขายหน้าบ้าน คาวามูระสังเกตว่าเด็กๆ อเมริกันมักทำน้ำมะนาวขายหน้าบ้านตนเอง เขาชอบบรรยากาศสนุกสนาน คึกคัก ขณะเดียวกันก็มีความอบอุ่น คาวามูระจึงสนใจจำลองบรรยากาศเช่นนี้ในญี่ปุ่นบ้าง

ยิ่งศึกษา เขาก็ยิ่งพบโอกาสทางธุรกิจ ในญี่ปุ่น กระแสชานมไข่มุกกำลังเป็นที่นิยม มีร้านจำหน่ายชานมไข่มุกเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อเทียบกับชานมไข่มุกแล้ว น้ำมะนาวเป็นน้ำที่ดื่มง่าย ให้ความสดชื่น ตรงกับรสนิยมคนญี่ปุ่น 

คาวามูระตั้งชื่อร้านง่ายๆ ว่า LEMONADE by Lemonica เป็นชื่อที่เห็นปุ๊บ รู้ปั๊บเลยว่าร้านนี้จำหน่ายอะไร 

แต่หากน้ำมะนาวทำได้ง่ายขนาดเด็กๆ ก็ทำขายได้ จะทำอย่างไรให้ร้านน้ำมะนาวนี้เป็นร้านที่มีเอกลักษณ์กันล่ะ 

อาวุธลับ

แม้น้ำมะนาวจะทำได้ง่ายก็จริง แต่คาวามูระก็มุ่งมั่นสร้างความแตกต่าง เขาพยายามหาวิธีสกัดน้ำมะนาวสดออกมาโดยไม่ได้ใช้ความร้อนเพื่อคงรสเปรี้ยวแต่หอมอ่อนๆ ของเลม่อนได้ โดยเขาเป็นคนแรกในญี่ปุ่นที่ทำวิธีนี้ 

สารสกัดมะนาวเหล่านี้จะถูกส่งจากโรงงานไปที่หน้าร้าน ให้พนักงานชงสดๆ ให้ลูกค้าทีละแก้วๆ โดยไม่ต้องเสียเวลานั่งหั่นและคั้นเลม่อน นั่นทำให้แต่ละร้านคุมคุณภาพและรสชาติได้ดียิ่งขึ้นด้วย

นอกจากนี้ คาวามูระเลือกใช้มะนาวปลอดสารพิษ เพื่อให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ดื่มได้อย่างสบายใจ 

ความลับของ LEMONADE by Lemonica ร้านน้ำมะนาวที่ขยาย 9 สาขารวดใน 1 เดือนขณะร้านอื่นทยอยปิดตัวลง
ภาพ : morning.vogue.tokyo/lemonica

น้ำมะนาวที่คนอยากดื่มทุกๆ วัน

คาวามูระมองว่า การที่ธุรกิจจะอยู่ได้นั้น ลูกค้าต้องกลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง อะไรจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ลูกค้าไม่เบื่อน้ำมะนาว และอยากกลับมาที่ร้านบ่อยๆ ล่ะ 

ร้าน LEMONADE by Lemonica เตรียมเมนูน้ำเลม่อน 22 แบบ ทั้งเมนูทั่วไปและเมนูประจำฤดูกาล เพื่อให้ลูกค้าสนใจลิ้มลอง เช่น เลม่อนผสมพีชโซดา เลม่อนฟองชีส เลม่อนผสมโคล่า ชามะนาว 

ความลับของ LEMONADE by Lemonica ร้านน้ำมะนาวที่ขยาย 9 สาขารวดใน 1 เดือนขณะร้านอื่นทยอยปิดตัวลง
ภาพ : morning.vogue.tokyo/lemonica

ลูกค้าเลือกได้ว่าจะรับน้ำเลม่อนแบบเย็น ร้อน หรือผสมโซดา โดยเลือกระดับความหวานและชนิดของน้ำเชื่อมได้อีกด้วย 

ความลับของ LEMONADE by Lemonica ร้านน้ำมะนาวที่ขยาย 9 สาขารวดใน 1 เดือนขณะร้านอื่นทยอยปิดตัวลง
ภาพ : lemonade-by-lemonica.com/menulineup.html 

คอนเซปต์ของร้านคือ “น้ำเลม่อนธรรมชาติที่ดื่มได้ทุกวัน โดยชงสดทีละแก้วอย่างใส่ใจ” 

ไม่ได้พูดถึงความอร่อยสักคำ แต่อ่านแล้วรู้สึกอยากสั่งมาดื่มทันที

LEMONADE by Lemonica มิได้ชูเพียงความอร่อยธรรมดาๆ แต่เน้นไปที่ ‘รสชาติที่คนอยากดื่มทุกวัน’ ผสมความธรรมชาติ (ทำให้ลูกค้ารู้สึกสบายใจ) และความใส่ใจ (ชงสดๆ ทุกแก้ว) 

น้ำเลม่อนที่นี่จึงมีรสชาติหอมอ่อนๆ แต่ดื่มแล้วไม่บาดคอ 

ความลับของ LEMONADE by Lemonica ร้านน้ำมะนาวที่ขยาย 9 สาขารวดใน 1 เดือนขณะร้านอื่นทยอยปิดตัวลง
แก้วน้ำที่ดีไซน์ทันสมัย ทำให้วัยรุ่นส่วนใหญ่ถ่ายรูปลงโซเชียลเสมอๆ
ภาพ : www.iza.ne.jp/kiji/life/

มองเห็นตอนจบก่อนสร้างร้าน

โดยปกติแล้ว หากเราทำร้านอาหารหรือคาเฟ่ เจ้าของอาจพุ่งความสนใจไปที่การพัฒนาเมนูอาหาร รสชาติ แต่คาวามูระมิได้ทำเช่นนั้น

เขาใส่ใจในรสชาติน้ำมะนาวก็จริง แต่เขาให้ความสำคัญกับการออกแบบร้านไม่แพ้กัน 

ร้าน LEMONADE by Lemonica ถูกออกแบบให้ใช้พื้นที่น้อยมาก เพียง 3.5 ตารางเมตรเท่านั้น จุดประสงค์หลัก คือการลดต้นทุนนั่นเอง

ความลับของ LEMONADE by Lemonica ร้านน้ำมะนาวที่ขยาย 9 สาขารวดใน 1 เดือนขณะร้านอื่นทยอยปิดตัวลง
ภาพ : sweets.media/lemonade-by-lemonica-2/

เนื่องจากเมนูมีเพียงน้ำเลม่อน คาวามูระไม่จำเป็นต้องเตรียมหม้อต้ม (เหมือนของชาไข่มุก) หรือวัตถุดิบอันหลากหลาย เคาน์เตอร์วางอุปกรณ์มีเพียงแก้วพลาสติก โถขนาดใหญ่ใส่น้ำมะนาว (ที่ผสมกับน้ำเปล่าแล้ว) ตรงเคาน์เตอร์ด้านล่าง ช่องหนึ่งเป็นที่วางขวดน้ำเชื่อมรสต่างๆ อีกช่องเป็นที่ใส่น้ำแข็ง พนักงานสามารถยืนตรงเคาน์เตอร์นี้และชงเครื่องดื่มทั้ง 22 ชนิดโดยไม่ต้องเดินไปเดินมา 

แต่ละร้านใช้พื้นที่เพียง 3.5 ตารางเมตร และต้องการพนักงาน 1 – 2 คนก็เพียงพอ 

เนื่องจากน้ำมะนาวไม่ต้องใช้หม้อต้มชาไข่มุกหรือทำเครื่องซีลถ้วย ต้นทุนค่าน้ำค่าไฟก็ยิ่งถูกลงไปอีก ยิ่งบริษัทขยายสาขามากขึ้น ต้นทุนก็ยิ่งต่ำลง นั่นเป็นสาเหตุที่ทำไม LEMONADE by Lemonica จึงขยายสาขาอย่างรวดเร็วเช่นนี้ กว่าบริษัทอื่นจะเลียนแบบทัน ก็ไล่ตามร้านไม่ทันเสียแล้ว

ทางร้านทำกำไรได้สูงถึงร้อยละ 34 เมื่อเทียบกับร้อยละ 10 ของค่าเฉลี่ยวงการ แต่ละสาขาสามารถทำรายได้เฉลี่ยเดือนละกว่า 5 ล้านเยน (1.6 ล้านบาท) เลยทีเดียว

สรุปปัจจัยแห่งความสำเร็จของทางร้าน

ร้าน LEMONADE by Lemonica ทำสินค้าง่ายๆ ที่คนทั่วไปพอทำได้ให้กลายเป็นธุรกิจหลักล้านได้อย่างไร จากการวิเคราะห์ ดิฉันคิดว่าปัจจัยแห่งความสำเร็จน่าจะเป็นสิ่งต่อไปนี้ค่ะ 

  1. การมีกรรมวิธีสกัดน้ำมะนาวที่พิเศษและยากที่จะเลียนแบบ 
  2. การตั้งเป้าตั้งแต่ก่อนเริ่มธุรกิจ ว่าจะทำให้ร้านเป็นร้านที่คนอยากกลับมาซื้อทุกวัน ซึ่งส่งผลไปที่การออกแบบรสชาติ การเลือกใช้วัตถุดิบที่ปลอดภัย และน้ำเลม่อนรสใหม่ๆ
  3. การออกแบบร้าน โดยเน้นไปที่ร้านเล็ก ต้นทุนต่ำ เพราะฉะนั้น แม้ทางร้านจะเลือกทำเลหน้าสถานีรถไฟ หรือย่านช้อปปิ้งที่คนเดินผ่านพลุกพล่าน ต้นทุนค่าเช่าที่และค่าแรงก็ยังไม่สูงมากจนเกินไป 
  4. การออกแบบโมเดลธุรกิจในลักษณะยิ่งโต ยิ่งต้นทุนต่ำ ยิ่งเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

6 มิถุนายน 2565
3.33 K

ใคร ๆ ก็มักเรียกบริษัทแห่งนี้ว่า เป็นบริษัทที่จำหน่ายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ แต่พวกเขาไม่ค่อยพึงพอใจกับคำนี้สักเท่าไร พวกเขาไม่ชอบคำว่า ‘การขายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์’ หรือ ‘ธุรกิจขายแคตตาล็อก’ พวกเขานิยามตนเองว่าเป็นบริษัทที่ทำการตลาดทางตรง โดยมีความเชื่อว่า พวกเขาจะสร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน 

จุดเริ่มต้น 

บริษัท Felissimo ก่อตั้งเมื่อปี 1965 เป็นบริษัทที่นำสินค้าแปลกใหม่ หรือสินค้าครีเอทีฟมาขายในญี่ปุ่น 

เมื่อลูกชายคนโตเข้ามาบริหาร เขาเห็นโอกาสในการจำหน่ายสินค้าผ่านแคตตาล็อก ทางบริษัทเริ่มแจกแคตตาล็อกสินค้าฟรี ลูกค้าคนไหนสนใจก็โทรสั่งสินค้าได้ เมื่อบริษัทเริ่มเป็นที่รู้จัก ทางบริษัทจึงเริ่มเปลี่ยนมาจำหน่ายแคตตาล็อกสินค้านั้นตามร้านหนังสือแทน 

คำว่า ‘Felissimo’ มาจากคำว่า ‘Felicity’ ที่แปลว่า มีความสุขมาก แต่ดัดแปลงคำแบบภาษาอิตาลี เพิ่ม Simo เข้าไป โดยแฝงความหมายว่า ‘ความสุขที่ยิ่งใหญ่และยิ่งยวด’ 

ปรัชญาของบริษัท คือ สร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน

จุดเด่นประการหนึ่งของ Felissimo คือ การทำ Subscription Model กล่าวคือ หากผู้อ่านสนใจสินค้าซีรีส์ไหน ก็สมัครคอร์สต่อเนื่อง เช่น ซีรีส์ตะกร้าจัดบ้าน ซีรีส์กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง อย่างซีรีส์ถ้วยน้ำชาลายดอกไม้ อาจมีระยะเวลา 5 ครั้ง เดือนแรกอาจเป็นถ้วยลายดอกไม้สีแดงมาส่ง เดือนถัดไปเป็นลายสีเหลือง สีเขียว สีฟ้า ไล่ไปจนครบ 5 ครั้ง นั่นทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นว่า เดือนนี้ตนเองจะได้รับสินค้าลายอะไร สีไหน ดีไซน์แบบไหน ยิ่งสะสมครบ ก็ยิ่งจัดเป็นเซ็ตสวยงาม 

เมื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มเป็นที่นิยม Felissimo ก็หันมาจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน 

เมื่อต้องทบทวนกลยุทธ์ใหม่

ในช่วงแรกของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้าเก๋ ๆ ผ่านทางแคตตาล็อก ตลอดจนการให้ลูกค้าสมัครโปรแกรมซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภค แต่เมื่อระยะเวลาผ่านมา 40 ปี มีคู่แข่งรายใหม่ ๆ เข้ามา ทั้งจากบริษัทญี่ปุ่นเองและบริษัทต่างประเทศ ยิ่งเมื่อผู้บริโภคค้นหาและซื้อสินค้าทางอีคอมเมิร์ซได้อย่างคล่องแคล่ว สินค้า Felissimo อาจไม่ได้ดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภคอีกต่อไป

สิ่งนี้สะท้อนในยอดขายของ Felissimo ที่ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ยอดขายช่วงปี 2010 เหลือเพียงแค่ 2 ใน 3 ของยอดขายเมื่อ 5 ปีก่อนเท่านั้น

ทาง Felissimo ก็พยายามปรับบริการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มสินค้าหมวด ‘Just One’ หรือซื้อเพียงแค่ครั้งเดียว แต่บริษัทก็พบว่า การทำเช่นนี้อาจไม่ได้ใช้จุดแข็งของบริษัทสักเท่าใด 

ทางออก คือ การตั้ง ‘ชมรม’

ในปี 2010 พนักงานกลุ่มหนึ่งคุยกันว่า อยากแก้ปัญหาแมวจรจัดที่โดนกำจัดทิ้ง เมื่อพูดคุยกัน ทุกคนก็รู้ว่า พวกเขารักแมวกันมาก ๆ พนักงานกลุ่มนี้จึงตั้ง ‘ชมรมแมว’ โดยร่วมกันคิดไอเดีย พัฒนาสินค้าสำหรับคนรักแมว เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคมูลนิธิ จะได้ช่วยเหลือเหล่าแมวเหมียวได้ 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.projectdesign.jp

เมื่อคนรักแมว คิดสินค้าเพื่อคนรักแมวด้วยกัน สินค้าจึงออกมาชวนอมยิ้มมาก ไม่ว่าจะเป็นหมอนกอดแมว หมอนข้างที่วางบนตักแล้วทรงคล้ายแมวหนุนตัก หรือที่นอนแมวที่ทำเป็นรูปทาร์ตผลไม้ หากแมว (สีครีม) ไปนอน ก็จะดูเหมือนทาร์ตน่าทานไปโดยปริยาย (น่าร๊ากกก! เอาเงินดิฉันไป!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

สินค้าจากชมรมแมวขายดิบขายดีเป็นอย่างมาก ทุกเดือนแฟนคลับแมวแมวก็จะตั้งตารอว่า มีสินค้าเกี่ยวกับแมวอะไรออกมาอีกบ้าง 

บริษัทจึงเริ่มเห็นทางสว่างว่า แทนที่จะจำหน่ายสินค้าตามหมวดสินค้า เช่น หมวดแฟชั่น หมวดของแต่งบ้าน ลองทำสินค้าตาม ‘ความสนใจ’ ของคน

ทุกวันพุธช่วงเช้า พนักงาน Felissimo จะรวมตัวกัน และช่วยกันคิดว่า ‘พวกเขาเอง’ อยากทำสินค้าธีมไหน สนใจอะไร 

ในปีถัดมา ก็เกิด ‘ชมรมสาวรัก DIY’ สำหรับสาว ๆ ที่ชอบทำงานฝีมือหรือตกแต่งห้องเอง ปัจจุบัน Felissimo มีชมรมเกือบ 30 ชมรมในบริษัท เช่น ชมรมนกน้อย ชมรมเต่าและทะเล ชมรมเวทมนตร์ (มีจำหน่ายชุดแม่มดน่ารัก ๆ สร้อยคอนำโชค กระเป๋าเครื่องสำอางที่หน้าตาเหมือนหนังสือเวทมนตร์)

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

พนักงานจัดอีเวนต์ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสิ่งต่าง ๆ ในชมรมนั้น โดยที่ตัวพนักงานเองก็สนุก มีความสุข เพราะได้ทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ และรู้เรื่องนั้น ๆ ดีอยู่แล้ว แถมได้ทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่มีเรื่องคุยกันถูกคอด้วย

สิ่งที่น่าสนใจ คือ เวลาตั้งชมรม พนักงานจะต้องตั้งเสาธง (Flag) หลักก่อน กล่าวคือ พวกเขาต้องการสร้างสังคมแบบไหน เช่น ชมรมแมว ต้องการสร้างสังคมที่มนุษย์กับแมวจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยมุ่งมั่นที่จะช่วยแมวที่อาจโดนกำจัดได้

นอกจากนี้ Felissimo กำหนดเงื่อนไข 3 ประการ คือ หนึ่ง สิ่งนั้นมีโอกาสพัฒนาเป็นธุรกิจได้ สอง มีความเป็นเอกลักษณ์ สาม เป็นประโยชน์แก่สังคม ถึงจะสร้างเป็นชมรมได้ (แค่ความชอบอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ) 

เมื่อพนักงานได้ทำในสิ่งที่พวกเขารัก

มีพนักงานกลุ่มหนึ่ง ชอบไปดูละครเวที ดูคอนเสิร์ต ซึ่งหลายครั้ง ก็ต้องไปต่างจังหวัดไกล ๆ พวกเธอเคยใช้กระเป๋าลาก แต่ลากขึ้นลงรถไฟ ก็ไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไร พวกเธอจึงออกแบบกระเป๋าขนาดมหึมา ที่สะพายหลังได้ ใส่รองเท้าอีก 1 คู่ ชุด เสื้อผ้า เครื่องแต่งหน้า แท่งไฟนีออนได้

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : style.nikkei.com

ส่วนชมรมมิวเซียม เป็นการรวมตัวของพนักงานที่ชอบไปชมงานนิทรรศการ ก็ออกแบบสินค้าสำหรับคนที่รักการไปมิวเซียม เช่น รองเท้าที่เหมาะกับการไปดูงานแกลเลอรี่ศิลปะ เดินนาน ๆ ก็ไม่เมื่อย ส้นรองเท้าเป็นยาง เดินแล้วเสียงไม่ดังรบกวนผู้อื่น ตัวสายรูปตัว T ที่ยึด ทำให้รองเท้าเกาะกับเท้าได้ง่าย ส้นสูงเพียง 3.5 เซนติเมตร ก็กำลังพอเหมาะกับการทำให้ขาดูยาว แต่ไม่เมื่อยเมื่อเดินนาน ๆ (อยากได้!!!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : note.com

ส่วนสินค้าที่มีประโยชน์เชิงอารมณ์ เช่น กระเป๋าเครื่องสำอางที่รูปทรงคล้ายพัดของเจ้าหญิงยุคเฮอัน

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
เจ้าหญิงยุคไหน ๆ ก็ต้องสวยงาม
ภาพ : note.com

สำหรับคนทั่วไป เมื่อเห็นสินค้าเหล่านี้แล้วอาจรู้สึกเฉย ๆ แต่สำหรับคนที่ชอบทำกิจกรรมนั้น ๆ หรือมีไลฟ์สไตล์ตรงกับสมาชิกชมรม ก็จะรู้สึกถูกใจ และค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในวงของ Felissimo ในที่สุด

สินค้าที่คนอยากซื้ออย่างต่อเนื่อง

นอกจากสินค้าจากชมรมต่าง ๆ แล้ว Felissimo ยังคงรักษาเป้าหมายในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เมื่อบริษัทมีจุดเริ่มต้นจาก Subscription Model ทำอย่างไรให้ลูกค้ารักและอยากซื้อสินค้าจาก Felissimo อย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่บริษัทคิดเสมอในการพัฒนาสินค้า ตลอดจนแบรนด์ใหม่ ๆ 

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์​ You + More ซึ่งหากออกเสียงไว ๆ ก็จะกลายเป็นคำว่า ‘Humour’ นั่นเอง 

คอนเซ็ปต์แบรนด์ คือ สร้างรอยยิ้มและความสนุกสนานให้กับชีวิตประจำวันที่ผู้คนคุ้นชิน

ยกตัวอย่างเช่น หมอนข้างหัวไชเท้าน้อย เวลาโอบกอด จะเหมือนอุ้มเด็ก แต่หน้าตาเป็นหัวไชเท้า น่ารักน่าเอ็นดู

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หรือร่มเทมปุระ ที่ปลอกเป็นเปลือกกุ้งทอด ส่วนตัวร่ม เป็นลายกุ้ง ด้ามจับ ก็ทำเป็นหางกุ้ง (ฮ่า ๆ ๆ) 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ภาพ : www.felissimo.co.jp

เป็นแบรนด์ที่ชวนอมยิ้มสมชื่อ 🙂 

ส่วนอีกแบรนด์ ชื่อ 1/d (อ่านว่า Once a day) คอนเซปต์ คือ ‘The housekeeping brand that makes daily living easy.’ ทำให้การทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องง่าย ทำพื้นที่ให้สะอาด แทนที่จะเก็บกวาดเมื่อสกปรก 

แบรนด์นี้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น สเปรย์ทำความสะอาดห้องน้ำ สบู่ขัดอ่างล้างจาน แปรงล้างขวด ผ้าขนหนูแห้งไว เป็นตัวช่วยที่จะทำให้บ้านสะอาดอย่างง่ายดาย และที่สำคัญ บรรจุภัณฑ์ดูเรียบง่าย ไม่กินที่ ยิ่งใช้เป็นเซ็ต ก็จะยิ่งดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้บ้านดูเป็นระเบียบ เพียงแค่จากการวางขวดเท่านั้น 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สเปรย์ทำความสะอาด
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สบู่ขัดอ่างล้างจาน 
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
แปรงอเนกประสงค์
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ผ้าขนหนูแห้งไว
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ถุงมือแอลกอฮอล์
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หากมองชีวิตประจำวันของเรา 

ในการดำเนินธุรกิจ อาจมีช่วงเวลาที่ธุรกิจไปได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป โมเดลความสำเร็จนั้น อาจไม่เหมาะกับบริบทในยุคใหม่ 

Felissimo ได้ลองผิดลองถูก จนพบว่า สิ่งที่พวกเขาปรับเปลี่ยนได้ คือ การออกสินค้าแนวใหม่ ที่ตอบโจทย์ชีวิตและไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคสมัยปัจจุบันยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน พวกเขายังคงมุ่งมั่นในการสร้างแฟนคลับ ทำให้ลูกค้าชื่นชอบและผูกพันกับ Felissimo ซึ่งแนวคิดนี้ สะท้อนในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชมรม ตลอดจนการคิดสินค้าที่ผู้บริโภคอยากกลับมาซื้อบ่อย ๆ อย่างน้ำยาทำความสะอาดนั่นเอง

ค้นหาให้เจอว่า อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจควรรักษา อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลง 

“ผมคิดว่า หลักคิดแบบ Economy of Scale หมดยุคสมัยไปแล้ว สิ่งที่สำคัญในอนาคต คือ เศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ เราจะสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างไร นั่นต่างหาก เป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของธุรกิจ”คาซึฮิโกะ ยาซากิ ประธานรุ่นที่ 3 

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load