เสียงสนทนาระหว่างคนหลายช่วงวัยที่เป็นไปอย่างครื้นเครงบนเรือนลาวเวียงหลังใหญ่ กลางหมู่บ้านดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ชวนให้นึกถึงความแน่นแฟ้นของครอบครัวที่เกิดจากการรวมตัวของสมาชิกอย่างเหนียวแน่น เรื่องราวการพูดคุยสารพันต่างแสดงถึงความห่วงใยและความรักที่มีต่อลูกหลาน หลังได้กลับมาเจอกันอีกครั้งในช่วงเทศกาลสำคัญของชุมชน และหนึ่งในบทสนทนาที่สร้างความประทับใจกลับมิใช่เรื่องอื่นใด หากแต่เป็นการถ่ายทอดถึงความสุขที่ได้ลิ้มรสชาติของชุมชนผ่านขนมก้นกระทะจากฝีมือของย่ายายที่ตั้งใจปรุงขึ้นไว้รอท่า

แรกลิ้มชิมรสชาติ วัฒนธรรมลาวเวียง 

เสียงกลองยาวดังแว่วมาแต่ไกล ชักนำให้ต้องมองตามพร้อมสาวเท้าเข้าไปใกล้ จนพบกับพระภิกษุที่เดินนำด้วยความสุขุม ตามด้วยเหล่าหญิงชายหลากช่วงวัยต่างแต่งกายด้วยซิ่นตีนแดง ตีนจก ตามประเพณีนิยมของชาวลาวเวียง ร่วมเดินขบวนแห่ดอกไม้ไปรอบ ๆ หมู่บ้านเพื่อมุ่งหน้าไปยังวัดโภคาราม ฉันสังเกตเห็นผู้คนส่วนใหญ่ถือดอกไม้ ธูป และน้ำอบไทย ฟ้อนรำกันอยู่อย่างสนุกสนาน 

ฟอร์ด-ธนกิจ หงส์เวียงจันทร์ เดินเข้ามากระซิบให้ฟังว่า “เย็นนี้พวกเราจะไปใต้พระทรายกันที่วัด” ตามประเพณีสงกรานต์ของชาวลาวเวียง ซึ่งปกติเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 13 เมษายนของทุกปี จวบจนกระทั่งถึงวันที่ 19 ในเดือนเดียวกัน จึงจะถือว่าสิ้นสุดการเฉลิมฉลองเทศกาลขึ้นปีใหม่ของชาวดอนคาที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ

ดังนั้น เมื่อวันที่ 13 เมษายนของทุกปีเดินทางมาถึง ชาวลาวเวียงแห่งบ้านดอนคาจะร่วมด้วยช่วยกันเชิญพระพุทธรูปลงประดิษฐานที่หอสรงเพื่อสรงน้ำขอพร จากนั้นจึงค่อยแยกย้ายกันกลับเรือนจัดการปัดกวาดหิ้งพระประจำบ้านพร้อมสรงน้ำและเตรียมชุดที่สวยที่สุด ซึ่งส่วนมากเป็นผ้าที่ทอขึ้นเอง หรือบางบ้านอาจเป็นผ้าที่แม่ทอไว้ให้กับลูก ๆ สำหรับใส่ไปทำบุญที่วัด เมื่อเสร็จสิ้นกิจกรรมดังกล่าว จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นเทศกาลสงกรานต์ของชุมชนอย่างแท้จริง

อย่างนั้นแล้ววันที่ 14 – 19 เมษายน ชาวลาวเวียง ณ หมู่บ้านดอนคาแห่งนี้เฉลิมฉลองหรือทำกิจกรรมใด ๆ กัน คำถามจากความสงสัยที่ฉันได้เอื้อนเอ่ยออกไป และแทบจะทันที เอ็ม-ภูชิชย์ นิลทมร หนึ่งในลูกหลานบ้านดอนคาก็ไขข้อข้องใจให้กระจ่างว่า 

สูตรขนมก้นกระทะ รสชาติสงกรานต์ของชาวลาวเวียง สุพรรณบุรี
สูตรขนมก้นกระทะ รสชาติสงกรานต์ของชาวลาวเวียง สุพรรณบุรี

“วันที่ 14 – 16 เมษายน ถือเป็น ‘วันเนาว์’ หรือ ‘วันเน่าวันเหม็น’ โดยทุกเช้าชาวบ้านจะทำบุญตักบาตรและละเว้นการงาน เพราะมีความเชื่อว่าใครทำงานจะมีหนังหมาเน่ามาคลุมหัว ชาวบ้านจึงต่างนำหนามมาคลุมอุปกรณ์ทำงาน เพื่อแสดงออกถึงการพักผ่อนอยู่กับครอบครัว และรดน้ำดำหัวญาติผู้ใหญ่เป็นการขอพร ตลอดจนสรงน้ำอัฐิบรรพบุรุษที่ล่วงลับ และวันที่ 17 – 19 เมษายน หรือที่เรียกว่า หวิดเน่าหวิดเหม็น จึงจะเป็นวันที่ผู้คนออกเล่นสาดน้ำสงกรานต์กันอย่างสนุกสนาน”

กระทั่ง บุ้ค-พลวัตน์ แก้วพงษ์ศา เดินมาสมทบพร้อมจูงมือฉันเข้าร่วมขบวนแห่ดอกไม้ ซึ่งจะจัดขึ้นหลังจากเล่นน้ำสงกรานต์ในช่วงเช้า โดยเล่าให้ฟังว่า 

“ในช่วงเย็นเช่นนี้ชาวบ้านจะพากันจัดเตรียมดอกไม้และธูปจำนวน 2 ชุด สำหรับถวายพระสงฆ์และร่วมขบวนแห่ พร้อมฟ้อนรำกันอย่างสนุกสนาน นอกจากแห่ดอกไม้ในหมู่บ้านแล้วยังเดินไปยังหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อสรงน้ำพระและทำกิจกรรมร่วมกัน”

บรรยากาศยามค่ำคืนของวัดโภคารามเต็มไปด้วยแสงสี เสียงเพลง ผู้คน และขนมในงานวัดที่คุ้นตาตามประสาเด็กชนบท ประกอบด้วยลูกชิ้นทอด น้ำอัดลม ข้าวเกรียบกุ้ง รถขายก๋วยเตี๋ยว และอีกสารพัดที่เข้ามาย้ำเตือนคืนและวันอันเคยคุ้น อย่างไรก็ตาม จุดรวมผู้คนกลับอยู่ที่เจดีย์ทรายซึ่งมีทั้งสิ้น 9 กอง และหนึ่งในจำนวนนั้นก่อเป็นรูปหงส์ สัญลักษณ์สำคัญของชุมชน ดังที่บุ้คเล่าให้ฟัง

“ชาวดอนคาเชื่อว่าบรรพบุรุษของตนมีชื่อว่า ‘พ่อคุณหงส์’ ท่านเป็นผู้ที่นำพาลูกหลานมาก่อตั้งชุมชน ณ บ้านดอนคา ดังนั้น ลูกหลานในรุ่นต่อมาจึงก่อกองทรายเป็นรูปหงส์เพื่อระลึกถึงบุญคุณของท่าน” 

หลังจากบูชาพระทรายโดยนำธูปไปปักไว้จนรอบหรือที่เรียกว่า ‘ไต้พระทราย’ เรียบร้อยแล้ว จึงมายังลานวัดร่วมกิจกรรมการละเล่นต่าง ๆ เช่น ผีนางด้ง ลูกช่วง ข้าวหลามตัด มอญซ่อนผ้า ความสนุกสนานและการได้เป็นส่วนหนึ่งในประเพณีสำคัญของชุมชนร่วมกับวัยรุ่นหนุ่มสาว ทำให้ฉันหลงรักบ้านดอนคา ชุมชนที่คนรุ่นใหม่รักและหวงแหนวัฒนธรรมของตนเองอย่างเหนียวแน่น

จบกิจกรรมแสนอิ่มใจ เจ้าของพื้นที่ทั้ง 3 คน พร้อมใจกันเชื้อเชิญให้ฉันไปนอนยังเรือนของย่ามั่น ซึ่งเป็นเรือนลาวเวียงโบราณอายุกว่า 100 ปี มุ้งที่นำมากางยังระเบียงกับความงดงามของแสงจันทร์พร้อมลมพัดเย็นสบาย ทำให้นอนหลับไหลอย่างเป็นสุขจนหลงลืมไปว่านี่คือเดือนที่ร้อนที่สุดในรอบปี     

สูตรขนมก้นกระทะ รสชาติสงกรานต์ของชาวลาวเวียง สุพรรณบุรี
เยี่ยมประเพณีสงกรานต์หมู่บ้านดอนคา ล้อมวงลูกหลานลาวเวียง สุพรรณบุรี อร่อยสำราญกับขนมก้นกระทะ

ก่อร่างสร้างรูปชุมชน

เสียงไก่ขันและแสงตะวันสีส้มทองยามเช้าที่เยี่ยมหน้าเข้ามาทักทายถึงชายมุ้งช่วยปลุกให้ตื่น เพื่อเตรียมตัวท่องโลกของอาหารตามที่นัดหมายไว้กับเหล่าเยาวรุ่นแห่งบ้านดอนคา 

บุ้คผู้ขึ้นมายังเรือนชานเป็นคนแรกกล่าวถามถึงความสบายจากการพักผ่อน พร้อมเล่าถึงลักษณะการก่อตั้งชุมชนลาวเวียงให้ฟัง

“ชาวลาวเวียงนิยมตั้งบ้านเรือนรวมกันเป็นกลุ่มในสายตระกูล โดยที่เรือนแต่ละหลังเชื่อมต่อกันอย่างเป็นอิสระ มีการแบ่งอาณาเขตจากแนวต้นไม้ นอกจากนี้มักปลูกเรือนให้ตรงกันและไม่เอามุมบ้านหันเข้าหากัน เพราะเชื่อว่าจะเป็นการทิ่มแทงกันในหมู่ญาติ ทางสัญจรภายในหมู่บ้านประกอบด้วยทางหลักและทางรองที่คดอ้อมลัดเลาะไปตามกลุ่มบ้านต่าง ๆ คล้ายใยแมงมุมแบบหลวม ๆ ดังนั้น หากใครไม่คุ้นทางผ่านเข้ามา อาจหลงเป็นวงกลมในเขาวงกตแห่งนี้ได้” 

หลังกล่าวจบก็ชักชวนกันขี่จักรยานวกวนจนมาพบเรือนลาวเวียงหลังใหญ่ เมื่อลูกหลานพร้อมหน้า เหล่าย่ายายก็เริ่มบรรเลงการทำขนมก้นกระทะ โดยมีเนื้อร้องเป็นวัตถุดิบและท่วงทำนองเป็นเครื่องครัวและกระบวนการขณะทำขนม 

อร่อยสำราญกับขนมก้นกระทะ

ขนมก้นกระทะ อาหารหวานโบราณคู่ชาวลาวเวียงบ้านดอนคา มีที่มาตามที่เอ็มเล่าให้ฟังว่า ในอดีตชุมชนดอนคามีลักษณะเป็นครอบครัวขยายขนาดใหญ่ ดังนั้น การทำขนมให้ลูกหลานหลายคนกินอย่างอิ่มหนำ จึงต้องเป็นขนมที่ทำได้โดยง่ายและให้ปริมาณมาก รวมทั้งใช้เพียงวัตถุดิบที่อยู่ติดครัวเท่านั้น ขนมก้นกระทะได้ทำหน้าที่ตอบโจทย์ความต้องการ และกลายเป็นขนมที่ลูกหลานชาวลาวเวียงหลายคนเมื่อได้กินแล้วต้องหวนคิดถึงสมัยที่ตนเองเป็นเด็กในวันนั้นอย่างแน่นอน

“นี่คือขนมที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวบ้านดอนคา และที่ได้ชื่อเช่นนี้เป็นเพราะต้องใช้กระทะในการทำนั่นเอง” ฟอร์ดกล่าวเสริม

เยี่ยมประเพณีสงกรานต์หมู่บ้านดอนคา ล้อมวงลูกหลานลาวเวียง สุพรรณบุรี อร่อยสำราญกับขนมก้นกระทะ

ส่วนประกอบสำคัญแบบฉบับดั้งเดิม

  1. ข้าวเจ้า 500 กรัม 
  2. ข้าวสุก 
  3. กะทิ 500 กรัม
  4. เกลือปริมาณเล็กน้อย
  5. น้ำมะพร้าวอ่อน 
  6. เนื้อมะพร้าวอ่อน
เยี่ยมประเพณีสงกรานต์หมู่บ้านดอนคา ล้อมวงลูกหลานลาวเวียง สุพรรณบุรี อร่อยสำราญกับขนมก้นกระทะ

สูตรปรับใหม่ทันสมัยวิถีบริโภค

  1. แป้งข้าวเจ้า 500 กรัม 
  2. กะทิ 500 กรัม
  3. เกลือปริมาณเล็กน้อย
  4. น้ำมะพร้าวอ่อน 
  5. เนื้อมะพร้าวอ่อน

ท่วงทำนองแห่งความอร่อย 

เยี่ยมประเพณีสงกรานต์หมู่บ้านดอนคา ล้อมวงลูกหลานลาวเวียง สุพรรณบุรี อร่อยสำราญกับขนมก้นกระทะ

1. หมักแป้งข้าวเจ้ากับหัวกะทิและเนื้อมะพร้าว ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง

2. นำน้ำหางกะทิมาเคล้าให้เข้ากันกับแป้งที่นวดไว้ ผสมเกลือลงไปเล็กน้อย 

เยี่ยมประเพณีสงกรานต์หมู่บ้านดอนคา ล้อมวงลูกหลานลาวเวียง สุพรรณบุรี อร่อยสำราญกับขนมก้นกระทะ

3. เติมน้ำหางกะทิลงไปเพื่อไม่ให้แป้งข้น เพราะหากแป้งข้นจะทำให้ขนมไม่กรอบอร่อยตามสูตรโบราณ 

4. นำกระทะมาตั้งไฟบนเตาถ่านจนร้อน แนะนำให้ใช้น้ำมันหมูทาลงไปที่กระทะเพื่อป้องกันแป้งติด

5. ตักเอาส่วนผสมเทลงไปในกระทะ ใช้มือหมุนกระทะให้ส่วนผสมกระจายไปทั่วจนเป็นแผ่นบาง ๆ 

เยี่ยมประเพณีสงกรานต์หมู่บ้านดอนคา ล้อมวงลูกหลานลาวเวียง สุพรรณบุรี อร่อยสำราญกับขนมก้นกระทะ

6. ใช้ฝาหม้อปิดกระทะเอาไว้รอจนขนมสุกกรอบ 

7.ใช้ตะหลิวตักขนมออกมา ได้ขนมหน้าตาคล้ายขนมครก กินได้ทันที แต่หากใครต้องการความหวาน โรยน้ำตาลลงไปเล็กน้อยจะได้รสหวาน มัน เค็ม กลมกล่อมยิ่งขึ้น

น้าแมว-กาญจนา ศรีสุราษฎร์ แม่ครัวฝีมือเด็ดประจำชุมชน เล่าเสริมให้ฟังว่า “แต่ก่อนจะต้องนำข้าวเจ้ามาแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน เมื่อข้าวพองขึ้นจึงนำมาผสมข้าวสุกในอัตราส่วนข้าวเจ้า 1 ถ้วยต่อข้าวสุก 1 ช้อนโต๊ะ แล้วจึงนำมาโม่ให้เกิดเป็นแป้ง สาเหตุที่ต้องผสมข้าวสุกลงไปเพราะจะทำให้แป้งเหนียวนุ่ม” 

น้าแมวเผยถึงอีกหนึ่งเคล็ดลับความอร่อยของขนมก้นกระทะไว้ว่า “ระหว่างนวดแป้งต้องค่อย ๆ หยอดหัวกะทิและน้ำมะพร้าว แล้วค่อย ๆ นวด เพื่อให้แป้ง น้ำกะทิ และมะพร้าว เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน โดยน้ำมะพร้าวจะช่วยให้ขนมมีความเหลืองกรอบน่ากินมากยิ่งขึ้น” 

ขนมก้นกระทะร้อน ๆ กลิ่นหอมกรุ่นถูกยกออกมาตั้ง ท่ามกลางวงล้อมของลูกหลานที่ส่งเสียงพูดคุยถึงคืนวันแต่ก่อนเก่า เรื่องราวสารพันจากวัยเยาว์ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้า คล้ายได้หลบเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัยในนามของครอบครัว โดยมีขนมก้นกระทะแสนอร่อยจากวัยเด็กเข้ามาสร้างพลังแห่งชีวิตเมื่อก้าวเข้าสู่วัยหนุ่มสาว ให้ได้อิ่มใจและอิ่มท้องในทุกครั้งที่กลับบ้าน

Writer & Photographer

โสภา ศรีสำราญ

ลูกหลานลาวครั่งที่พันพัวอยู่กับวงการอาหารและงานเขียนหลากแนว ชื่นชอบงานศิลปะ วัฒนธรรม รักการท่องเที่ยวและการตีสนิทกับผู้คนในทุกที่ที่ไปเยือน

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในชั่วโมงนี้ หันไปทางไหนก็คงจะไม่มีใครไม่เคยเต้นรับบท TikTok Creator หรือร้องเพลงฮิตใน TikTok Challenge ที่สุดแสนจะติดหูไปทั้งวัน

แต่แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้มีเพียงแค่คอนเทนต์เอ็นเตอร์เทนเมนต์ แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นนี้ยังโดดเด่นด้านการศึกษาที่เติบโตขึ้นมาเกือบ 400 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 1 ปี หรือจริง ๆ สามารถพูดได้ว่า คอนเทนต์การศึกษาบนแพลตฟอร์มนี้ คือ ‘การเรียนรู้คู่ความสนุก’ แบบที่เราไม่รู้สึกว่ากำลังเรียนอยู่

เป็นโอกาสดีครบรอบ 2 ปีของ #TikTokUni ที่เราจะมาพูดคุยกับ กานจิ-สิริประภา วีระไชยสิงห์ Campaign and Content Operations Lead จาก TikTok แบบหมดเปลือก ว่าด้วยเรื่องการเรียนรู้บน TikTok ที่เสพง่าย แปลกใหม่ และน่าจับตาว่าวัฒนธรรมการเรียนรู้สมัยใหม่นี้จะมาเปลี่ยนแปลงวงการการศึกษาหรือบุคคลธรรมดาได้อย่างไร

ถึงแม้บทความนี้จะเล่าเรื่องราวทั้งหมดไม่จบในวิดีโอสั้นเหมือนบนแพลตฟอร์ม แต่หลังจากจบบทความนี้ เวลาบน TikTok ของคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

TikTok เติบโต

TikTok เริ่มเข้ามาในประเทศไทยช่วงปี 2018 ด้วยลักษณะเนื้อหาที่กระชับและเป็นวิดีโอสั้น จึงดึงดูดความสนใจได้อยู่หมัด แค่กดดู ก็สามารถเข้าใจเนื้อหาได้เลยทันที จึงไม่ใช่แพลตฟอร์มแค่ของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งอย่างเดียว แต่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในผู้ใช้งานทุก ๆ วัย 

“ที่ลักษณะคอนเทนต์กว้างขึ้น เพราะว่าเครื่องมือของเราง่าย ใคร ๆ ก็ทำได้ ไม่ยุ่งยาก ถ่ายเสร็จแล้วสามารถลงได้เลย กลายเป็น 1 คอนเทนต์” 

โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านมา เราต้องอยู่บ้านเป็นส่วนใหญ่ ผู้คนต่างมองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ การพัฒนาตนเอง แต่ไม่รู้จะไปไหน ไม่ว่าหันไปทางไหนเราจะเห็นน้อง ๆ มัธยมเต้นกันอย่างสนุกสนาน เหมือนกับที่คุณลุงคุณป้ามาแชร์เทคนิคการปลูกต้นไม้ใหม่ ๆ ในบ้านอย่างเพลิดเพลิน

เราจะเห็นคอนเทนต์หลากหลายประเภท ตั้งแต่การร้องเล่นเต้นรำ ขายของ ละครสั้น พากย์เสียง แต่งหน้า พากิน หรือแม้กระทั่งคอนเทนต์ในเชิงการศึกษา อย่างภาษา วิทยาศาสตร์ และความรู้รอบตัว

“เวลาคนนึกถึงคอนเทนต์ใน TikTok เชิงความรู้จะนึกถึงอะไร นึกถึงสอนภาษา บทสนทนาในชีวิตประจำวัน ภาษาเกาหลีที่แปลจากซีนละคร”

ปีที่ผ่านมาคอนเทนต์เชิงการศึกษาโตขึ้น 385 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก เป็นตัวเลขที่บอกนัยยะได้ว่า การเรียนรู้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันผู้คนไปแล้ว

การเรียนรู้ที่สอดไส้มาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวนี้เอง ที่ทำให้การได้ท่องไปแพลตฟอร์มนี้น่าเพลิดเพลินและกระตุ้นความสงสัยใคร่รู้ในตัวเรา

เมื่อเทียบกับปี 2021 แล้ว ผู้คนใช้เวลาบนแพลตฟอร์มมากขึ้นถึง 71 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็น 52 นาทีต่อคนต่อวัน ระบบนิเวศของ TikTok กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด และมีแนวโน้มการเติบโตของคอนเทนต์เชิงการศึกษา 3 ส่วน

ส่วนแรก ความกระชับ (Conciseness) หากผู้ใช้อยากเรียนรู้เรื่องเศษส่วน ก็ดูคอนเทนต์เรื่องเศษส่วนเลย หรือว่ามีปัญหาภาษาอังกฤษ สั่ง Starbucks ยังไง ต้องเข้าเรื่องการสั่งเป็นภาษาอังกฤษเลย นี่คือความกระชับของคอนเทนต์ที่หาที่ไหนไม่ได้มาก่อน

ส่วนที่สอง ความสร้างสรรค์ (Creativity) คือความสร้างสรรค์ในการถ่ายทอด และความครีเอทีฟของคนที่อยู่ในแพลตฟอร์มที่ทำให้เราทึ่ง พร้อมทั้งเครื่องมือตัดต่อที่ทุกคนใช้งานได้ง่าย ๆ ซึ่งมีส่วนช่วยทำให้การเล่าเรื่องไม่ธรรมดาอีกต่อไปด้วย Effects, Stickers หรือการ Duet และ Stitch ที่ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับบทเรียนนั้น ๆ ได้เพิ่มขึ้นไปอีก

ส่วนสุดท้าย ความบันเทิง (Entertainment) ทุก ๆ คอนเทนต์ ไม่ว่าจะ Foodtainment หรือ Shoppertainment ต่างมีความเป็น ‘-tainment’ อยู่ในนั้น เพราะการเรียนรู้อยู่คู่ความสนุกได้จริง ๆ ซึ่งเป็นจุดเด่นและดีเอ็นเอสำคัญของคอนเทนต์เชิงความรู้บนแพลตฟอร์มนี้

TikTok Culture

เราอยู่ในยุคสมัยที่เทรนด์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการแต่งหน้า แต่งตัว เพลงฮิต หรือการกินราเม็ง ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจาก TikTok ก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ได้มาจากชาติใดชาติหนึ่ง แต่เป็น ‘วัฒนธรรม TikTok’

วัฒนธรรมที่ทุกคนสามารถเป็นตัวเอง จุดประกายความคิด และนำความสุขสนุกมาให้กับคนอื่น ๆ ซึ่งสิ่งนี้เป็นภาพสะท้อนมาจากภายในองค์กรโดยตรง

บทสนทนาแรกทุกเช้าในออฟฟิศของ TikTok อาจจะไม่ใช่ ‘กินข้าวมาหรือยัง’ แต่เป็น ‘เล่นไวรัลอันนี้หรือยัง’

“สิ่งสำคัญคือ เราก็อยากพัฒนาให้ผู้ใช้มีประสบการณ์ที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเราจึงต้องเอาตัวเองเข้าไปเป็นผู้ใช้คนหนึ่ง เวลาเจอกัน เราจะเห็นทีมงานถ่ายไวรัลเหมือนกันกับทุกคนนี่แหละค่ะ” กานจิหัวเราะ

เธอเล่าต่อว่า กว่าจะออกมาเป็น 1 แคมเปญต้องประกอบด้วย Creativity, Entertainment และ Innovation กลายเป็นสิ่งใหม่ ๆ ที่คาดไม่ถึง และสร้างผลกระทบเชิงบวกกับผู้ใช้หรือคนในสังคม ซึ่งสิ่งนี้เป็น Vision และ Mission ของคนที่นี่

เมื่อสิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาเป็นวัฒนธรรมเชิงบวก เราจึงได้เห็นคอนเทนต์เชิงการศึกษาที่ไม่ได้มีเพียงคุณครูมาสอน แต่ทุก ๆ คนมาเล่าเรื่องผ่านประสบการณ์ และเป็นตัวเองได้โดยไม่มีใครมาตัดสิน เพราะใจความสำคัญคือการส่งต่อสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับคอมมูนิตี้ และเมื่อส่งต่อไปเรื่อย ๆ ก็กลายเป็นการสร้าง Know-how บางอย่างให้คนอื่นโดยไม่รู้ตัว

“มี TikTok Creator เป็นคุณน้ากวาดถนนของ กทม. เขาจะบอกวันนี้เขากวาดพื้นที่ตรงนี้ เล่าอย่างแฮปปี้ในสิ่งที่เขาทำงาน เช่น ‘ทุกคน รู้ไหมว่าตัวการที่ทำให้ขยะตันคืออะไร’ หรือ ‘ป้าอยู่หน้างานเจอเหตุการณ์แบบนี้’

“กลายเป็นว่าเราเจออะไรแบบนี้จากคนที่รู้จริง คนที่มีประสบการณ์แล้วมาเล่าต่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราก็ไม่เคยรู้มาก่อนเหมือนกัน”

หรือแม้แต่การ ‘สวัสดีวันจันทร์’ ในยุคนี้ ก็ถูกเปลี่ยนไปในรูปแบบของการส่งวิดีโอดูแลสุขภาพ แชร์วิดีโอนักกายภาพบำบัด แทนคำทักทายในรูปดอกไม้เป็นความห่วงใยให้คนที่เรารักไม่ปวดคอ บ่า ไหล่

ยินดีต้อนรับทุกคนสู่ TikTok Culture ณ บัดนี้

เรียนรู้คู่ TikTok

เมื่อการเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่รวมถึงการเลื่อนหน้าจอดูวิดีโอสั้น การ ‘เรียนรู้คู่ความสนุก’ จึงเป็นคอนเซ็ปต์ที่ทีมปรินต์แปะไว้เตือนใจข้างฝาบ้าน

นิยามของการเรียนรู้สำหรับพวกเขา คือการได้นำเสนอประสบการณ์ใหม่ ๆ และการบอกต่อ ส่งต่อข้อมูล ทั้งที่เป็นข้อมูลข่าวสารและข้อมูลความรู้ ให้กับผู้คนโดยที่เขาไม่เคยได้รับรู้เรื่องราวนั้นมาก่อน

รวมไปถึงการสร้างนิสัยหรือทักษะใหม่ ๆ ให้ทุก ๆ คนนำไปต่อยอดในชีวิตประจำวันได้ 

“บางคนเข้ามาเรียนรู้แบบอยู่ดี ๆ รู้เรื่องนี้ได้ยังไงนะ อันนี้คือทางอ้อม หรือบางคนตั้งใจเข้ามาค้นหาการเรียนเรื่องนี้ หาคำตอบ

 “เดี๋ยวนี้คนใช้ TikTok ค้นหา How-to ในอัตราที่เพิ่มขึ้นเยอะมาก เช่น ล็อกประตูยังไงให้ปลอดภัย เพราะคนอาจจะเคยเห็นในฟีดว่า วิธีป้องกันโจรเวลาไปพักที่ต่างจังหวัดมักจะเป็นแบบนี้ เป็นต้น”

ซึ่งการจะไปสู่ภาพการเรียนรู้เปิดกว้างที่วาดเอาไว้ จะต้องพัฒนาแพลตฟอร์มให้ยืดหยุ่นและเอื้อต่อหลากหลายรูปแบบการเรียน

เรียนต่อไม่สะดุด – หลาย ๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับวิดีโอขนาดสั้น แต่ตอนนี้โพสต์วิดีโอได้ยาวถึง 10 นาที เพื่อรองรับแนวโน้มของคอนเทนต์ที่เติบโตมากขึ้น เช่น How-to และ Tutorial เพราะในทุก ๆ รูปแบบของคอนเทนต์ล้วนมีความเหมาะสมในเรื่องของความยาวและรูปแบบแตกต่างกัน

เป็นมิตรต่อการเรียนรู้ – เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่ทุกเพศทุกวัยเข้ามาใช้ จึงมีทีม Content Moderator คอยดูแลตรวจสอบ ใช้ Algorithm คัดกรองคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสมในด่านแรก และมีหน่วย Human Review เป็นด่านที่สองเพิ่มความรัดกุมในการคัดกรอง

การเรียนรู้ไม่มีขีดจำกัด – ด้วยพื้นฐานการเป็นแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนโดยคอมมูนิตี้ เหล่า Creator จึงเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ผู้คนได้มาเจอคอนเทนต์ที่ตัวเองกำลังมองหา ต้องการเรียนรู้ หรือหากไม่ได้ต้องการเรียนรู้ ก็จะได้คำตอบอะไรบางอย่างกลับไป แม้แต่โฆษณาบนแพลตฟอร์มเองก็มาในรูปแบบคอนเทนต์เชิงการศึกษา อย่างข้อคิดจากหนัง หรือ วิธีการถ่ายภาพเจ๋ง ๆ จากกล้องโทรศัพท์

พื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ – การเรียนรู้ที่ดีเกิดจากการที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัย

“Mission ของ TikTok คืออยากให้พื้นที่นี้เป็น Trusted Entertainment Platform เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนที่จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจและความสุข

“ถ้าเขาเกิดรู้สึกไม่ปลอดภัย รู้สึกไม่สบายใจที่จะแชร์ ก็จะไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์เลย ทั้ง ๆ ที่เป็นดีเอ็นเอและพื้นฐานสำคัญของแพลตฟอร์มเรา”

ทีมจึงต้องร่วมกันสร้างพื้นที่ที่ลดระดับความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นคอมเมนต์หรือคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการขยาย Creator Ecosystem และสร้าง Digital Literacy ให้กับทั้งแพลตฟอร์มเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูลหรือผลกระทบของคอนเทนต์ เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

#สอนให้รู้ว่า…

ตลอด 2 ปีของ #TikTokUni เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้บนแพลตฟอร์มนี้

ทุก ๆ เดือนจะมีแคมเปญต่าง ๆ กระตุ้นให้คนออกมาแชร์ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นภาษา ความรู้รอบตัว วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเนื้อหาที่เป็นประโยชน์อีกมากมาย ซึ่งในโอกาสครบรอบ 2 ปีนี้ TikTok มาในธีม #สอนให้รู้ว่า

“ไม่ใช่แค่ TikTokUni สอนให้รู้ว่าอะไร แต่เราต้องการให้แรงบันดาลใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ” หรืออีกนัยหนึ่งก็เปรียบเหมือนการตั้งโจทย์ให้เราลองถามตัวเอง แล้วมองไปรอบ ๆ ตัวว่า สิ่งต่าง ๆ หรือเรื่องราวเหล่านี้ส่งผลกระทบกับเรายังไงบ้าง

ตัวอย่างเรื่องใกล้ตัวอย่างการบริการประชาชนของภาครัฐ อย่างที่กระทรวงต่างประเทศจัดทำวิดีโอสอนทำพาสปอร์ตที่มาบุญครองภายใน 10 นาที หรือการประชาสัมพันธ์พาสปอร์ต 10 ปี คอนเทนต์นี้คว้ายอดวิวสูงถึง 5 ล้านวิว โดยไม่ต้องพึ่งบูสต์หรือยิง Ads ใด ๆ 

“อันนี้เป็นจุดที่ถูกทาง เหมือน Right tool, Right content ที่คนมองหา แล้วเป็นเรื่องที่เราช่วยให้ข้อมูลหรือความรู้เขาในรูปแบบใหม่ ทำให้เห็นว่ายังมีอีกหลากหลายวิธีในการบริการข้อมูลให้กับประชาชน” 

นอกจากนี้ TikTok ร่วมมือกับหลายภาคส่วน ทั้งพิพิธภัณฑ์ ภาคการศึกษา และหน่วยงานรัฐเพื่อสร้างปรากฏการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ ในการทลายข้อจำกัดการเรียนรู้รูปแบบเดิม ๆ TikTok ทำงานร่วมกันกับมิวเซียม 3 แห่งในไทย คือ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ มิวเซียมสยาม และ TK Park

“ในฝั่งของแหล่งการเรียนรู้ข้างต้น เขาอาจจะมีข้อจำกัดในการพัฒนา Innovation ทำยังไงให้มีความตื่นตาตื่นใจ สามารถชักชวนคนรุ่นใหม่เข้ามา Join ได้บ้าง ก็ตรงกับสิ่งที่เราทำพอดี”

เมื่อโจทย์ที่มีมาลงตัวกับรูปแบบคอนเทนต์ที่ทั้งกระชับ สร้างสรรค์ และสนุกโดนใจวัยรุ่น จึงเกิดเป็นการร่วมงานกับ Top Creator มากกว่า 20 – 30 คน มาร่วมเล่าเรื่องแบบใหม่ในมิวเซียม เหมือนมีเพื่อนมาเล่าให้ฟังระหว่างเดินชมพิพิธภัณฑ์ แม้สิ่งนี้อาจเคยเกิดขึ้นแล้วในพิพิธภัณฑ์ระดับโลกอย่าง Lourve หรือ The Met แต่ก็เป็นก้าวแรกของมิวเซียมในไทยที่จะสร้างภาพการเรียนรู้ใหม่ ๆ และออกจากกรอบที่เคยมี

หรือแคมเปญสนุก ๆ ที่ร่วมมือกับ TK Park เปิดตำราวิชาแนะให้แนว ชวนเหล่าวัยรุ่นมาค้นหาคำถามที่ใช่กับตัวเอง เพื่อหาเส้นทางอาชีพในอนาคต ผ่าน #TikTokแนะแนว ตอบคำถามโดยรุ่นพี่หลากสายอาชีพด้วยเครื่องมือของ TikTok ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะอย่าง Q&A Feature ชวนทุกคนมาร่วมแชร์ประสบการณ์ให้น้อง ๆ ผ่านวิดีโอ

และเพื่อเริ่มเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทย ก็ยังจับมือกับ InsKru และ กสศ. ในกิจกรรมเวิร์กชอปให้คุณครูกว่า 400 คน จากทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยให้ครูกลุ่มนี้เป็นเหมือน Teacher Changemaker ในการนำเสนอวิธีการสอนแบบใหม่ ๆ และจุดประกายกลุ่มครูด้วยกัน ขยายผลไปสู่โรงเรียนในทุก ๆ ตำบล ทุก ๆ จังหวัด

“เราพยายามอย่างเต็มที่ในการร่วมมือกับหลาย ๆ ภาคส่วน เพื่อช่วยให้ระบบการศึกษาค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง อาจไม่ใช่ทั้งโครงสร้าง แต่อย่างน้อยในคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แล้วสร้างผลกระทบทางอ้อมให้แผ่ออกไปเป็นวงกว้าง ให้สิ่งที่เราทำไปได้ไกลมากขึ้น”

Lifelong Learning สำหรับทุกคน

#TikTokUni ทำให้ทิศทางการเรียนรู้บนแพลตฟอร์มนี้แตกย่อยได้มากขึ้น ทั้งแนวนอนและแนวตั้ง ทั้งยังสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบใหม่ ๆ ให้กับผู้คน

“เราจะพยายามถามตัวเองอยู่เสมอว่า นอกจากเรียนรู้คู่ความสนุกแล้ว เราสร้างอิมแพ็คให้การศึกษาไทยยังไงบ้าง”

ถึงจะผ่านมาแค่ 2 ปี แต่ผลกระทบของโครงการนี้ก็เริ่มออกดอกออกผลในวงการการศึกษาไทย แม้อาจยังไม่ใช่ระดับโครงสร้างหรือนโยบาย แต่คนหน้างานอย่างคุณครูและนักเรียนกำลังได้เรียนรู้และเก็บเกี่ยวจากแพลตฟอร์ม คุณครูได้เกร็ดความรู้ในการสอน การเข้าถึงเด็กรุ่นใหม่ จากการแบ่งปันประสบการณ์ในคอมมูนิตี้ของครูทั่วโลก นักเรียนเองก็ได้เห็นช่องทางในการพัฒนาตน โยงไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนในห้อง เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของพวกเขาในอนาคต

ในระยะยาว โจทย์สำคัญในการขยายการเรียนรู้จึงไม่ใช่แค่เพียงเพิ่มจำนวนผู้ใช้ แต่รวมไปถึงการทำให้คอนเทนต์ขยายแผ่กิ่งก้านสาขา เพื่อนิสิตนักศึกษา บัณฑิตที่จบมาแล้ว คนทำงาน พ่อแม่ และคนทุก ๆ วัย เกิดเป็น Lifelong Learning บนแพลตฟอร์มอย่างแท้จริง

“สุดท้ายแล้ว เรามองว่าจุดหนึ่งที่เติมเต็มการทำงานของเราคือ เวลาที่มีคนคนหนึ่งมาบอกว่า ‘พี่ หนูได้งานจากการพัฒนาตัวเอง การเรียนภาษาผ่าน TikTok และ การทำ Resume’

“หรืออีกคนบอกว่า เขาสามารถดูแลตัวเองได้ในช่วงที่เขาติดโควิด-19 ผ่านการดูคอนเทนต์ของคุณหมอคนหนึ่งบนแพลตฟอร์มของเรา”

การได้สร้างอิมแพ็คในเชิงการใช้ชีวิตของผู้คนให้ดียิ่งขึ้น ทำให้ผู้คนได้พัฒนาตัวเองในแบบที่ดีขึ้นในทุก ๆ ด้าน หรือการได้เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่จะมาร่วมผลักดันและเปลี่ยนแปลงวงการการศึกษาไทยให้ก้าวไปข้างหน้า เป็นสิ่งที่ทีมงานภูมิใจและมุ่งผลักดันให้ TikTok เป็นอีกหนึ่ง Tools สำหรับการเรียนรู้และสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้เชิงบวก เพื่อให้ TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่ส่งเสริม Lifelong Learning ให้กับทุกคนอย่างแท้จริง

Writer

ธฤดี อุดมธนะไพบูลย์

นักคิดเต็มเวลา นักเขียนบางเวลา รักวิทยาศาสตร์ ภาษา ศิลปะ และการได้นั่งคุยกับผู้คนในวันฝนตก

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load