สำหรับใครบางคน ฤดูฝนอาจเป็นฤดูกาลที่ไม่ค่อยสะดวกสบาย รถติด น้ำขัง เสื้อผ้าอับชื้นไม่หอมแดด แต่สำหรับผู้คนและชุมชนเกษตรกรรมที่พึ่งพิงและดื่มกินน้ำจากสายฝน ฤดูฝนคือฤดูกาลของชีวิต ผืนดินและป่าตื่นจากหลับ กลิ่นหอมดินจากฝนแรกให้สัญญาณชีวิตกับกบเขียดในทุ่ง ปลามุดโคลนเพื่อว่ายหาน้ำใหม่ เห็ดหน่อโผล่พ้นดินที่หอมชื้นจากความตายของใบไม้ที่ถมทับในฤดูร้อน ผู้คนต่างมุ่งหน้าสู่ป่า นา หนอง ไม่ใช่เพื่อแค่หาอาหาร แต่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมและฤดูกาลหนึ่งของชีวิต 

ชีวิตที่ความมีชีวิตหนึ่ง ๆ เชื่อมโยงกับชีวิตอื่น ๆ นับร้อยพัน ผ่านโยงใยของข้าวปลาอาหาร ความรื่นเริงสามัญของชีวิต และความเชื่อที่ไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบาย เพื่อเปลี่ยนความรู้สำคัญภายในให้กลายเป็นความคิดเชิงเหตุผลที่เรียบแบน

ฤดูฝนปีนี้ ผมอยากพาผู้อ่านเดินเลาะทุ่งนา ป่าหอ กระโดดข้ามลำเหมือง ขึ้นไปยังป่าขุนห้วย แวะพูดคุยกับผู้คน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ของตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเรียนรู้ให้รู้สึกถึงสายใยที่มองไม่เห็น ของสิ่งที่เรียกว่า ‘ผี’ ที่คนแม่ทาใช้ถักทอชุมชนตนเองเข้ากับผืนดินผืนป่า ป่าต้นธารที่น้ำหนึ่งหยดจากขุนห้วยแม่ทาจะกลายเป็นทะเลและมหาสมุทรที่ปลายน้ำ เมื่อเชื่อมโยงเข้ากับแม่น้ำสายอื่น ๆ

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ฤดูกาลของผี

สำหรับผู้คนภาคเหนือ เดือน 9 ตามปฏิทินล้านนา (ถ้านับแบบสากลน่าจะอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน ต้นฤดูฝน) เป็นเดือนที่เรามีพิธีกรรมเกี่ยวข้องกับผีในหลากหลายระดับ ตั้งแต่ระดับภูมิทัศน์ เมือง หมู่บ้าน จนถึงผีบรรพบุรุษในครอบครัวของเรา

อย่างผีอารักษ์เมืองเชียงใหม่ที่มีหอผีอยู่ที่แจ่งศรีภูมิ ผีที่ดูแลดงดอยและนำพาความเป็นอยู่ที่ดีมาให้ เจ้าปู่กำแพงดินซึ่งเป็นผีที่ชาวชุมชนริมคลองแม่ข่ากลางเมืองเชียงใหม่นับถือ รวมทั้งผีปู่ย่าที่ดูแลคนในสายตระกูล และผีขุนน้ำของคนแม่ทาที่เรากำลังจะพูดถึง

พิธีกรรมเลี้ยงผีเพื่อบูชาเซ่นไหว้จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนนี้ หากหลับตาย้อนกลับไปยังอดีต ก่อนที่ถิ่นฐานบ้านเมืองของเราจะพัฒนาและมาไกลขนาดนี้ ต้องนับว่าผีและจิตวิญญาณในธรรมชาติล้วนแล้วแต่มีอิทธิพลกำกับความคิด จิตใจ และความสัมพันธ์ของเราในการดูแลและจัดการสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ทั้งในเชิงกายภาพและมิติทางสังคม ภูมิทัศน์ในชนบทที่เราเห็นล้วนแล้วแต่เป็นผลงานของผู้คนและผี

หากลองหลับตาอีกครั้ง เพื่อเร่งเวลานับจากนี้ไปสู่อนาคตอีกสิบปี ร้อยปี สภาพธรรมชาติ แผ่นดินและนาผืนกระจกที่สะท้อนน้ำฟ้าให้เป็นน้ำในดิน รวมถึงที่อยู่อาศัยของเราจะเป็นอย่างไรบ้างนะ ผีจะยังมีบทบาทอยู่ไหมในการสร้างสมดุลระหว่างผืนดิน ฤดูกาลในธรรมชาติและความต้องการอันไม่สิ้นสุดของมนุษย์

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ปีนี้ก็เช่นกันกับปีก่อน ๆ ที่คนตำบลแม่ทาทั้ง 7 หมู่บ้าน ต่างก็เลี้ยงผีขุนน้ำในป่าขุนห้วยที่แต่ละหมู่บ้านใช้ร่วมกัน สำหรับบ้านป่านอต ที่กินน้ำร่วมกันจากห้วยปงกา ปีนี้อาจจะแตกต่างไปจากปีก่อน ๆ ที่สมาชิกส่วนใหญ่ซึ่งเข้ามามีบทบาทในการจัดงานเป็นคนรุ่นใหม่ หมูดำอ้วนพีถูกอุ้มใส่ในรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างเพื่อเป็นของเซ่นไหว้ พี่น้องหลายคนอยู่ในชุดทะมัดทะแมง ตัดหญ้า เตรียมสถานที่ ซ่อมศาลเก่าที่ใช้เมื่อปีก่อนให้มีสภาพแข็งแรงขึ้น

พ่อเฒ่า 2 – 3 คนช่วยกันเตรียมขันไหว้บอกเจ้าที่อย่างสงบ รอพระสงฆ์ในหมู่บ้านมาสวดเป็นประธานให้ ลุง ๆ ผู้มีประสบการณ์ช่วยกันล้มหมูดำตัวนั้นข้างอ่างเก็บน้ำ ในขณะที่พี่ผู้หญิงช่วยกันตั้งหม้อก่อไฟ ทำความสะอาดเครื่องในและเนื้อหมูดำตัวนั้น ให้เป็นแกงอ่อมและลาบเพื่อไหว้บูชาผีขุนน้ำ โดยมีสายตาของเด็ก ๆ ร่วมรับรู้ในพิธีกรรม เพื่อรอวันข้างหน้าที่เขาจะมีหน้าที่มากกว่าวันนี้

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'
เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ป่าต้นน้ำที่นี่สมบูรณ์ขึ้นทุกปีตั้งแต่หมดยุคสัมปทานไม้สัก น้ำเต็มอ่างเก็บน้ำจนไหลล้นลงทางน้ำล้น แล้วไหลไปตามลำเหมือง แบ่งเข้าแปลงนาที่อยู่ล่างป่าขุนน้ำผ่านลำเหมืองและฝาย นาที่ลดหลั่นเป็นขั้นบันไดในหุบที่เราเห็น ล้วนเชื่อมโยงกับป่าต้นน้ำที่ใดสักแห่ง

สำหรับคนที่นี่ การได้มาอยู่ร่วมกันและเป็นส่วนหนึ่งของพิธีเลี้ยงผีขุนน้ำ มีความสัมพันธ์หลากมิติที่ซ้อนกันอยู่ในช่วงเวลานี้ การเปลี่ยนแปลงบทบาทของคนจากรุ่นหนึ่งถ่ายทอดไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง การได้มาเห็นพื้นที่ต้นธารของชีวิตร่วมกัน รักษาแนวกันไฟด้วยกัน คุยกันสัพเพเหระแบบไม่ต้องมีวาระ แต่มีเรื่องสำคัญของทุกคนอยู่ในนั้น อย่างเรื่องการแบ่งน้ำเข้านาของแต่ละพื้นที่หรือลำดับก่อนหลัง หรือการได้ล้อมวงกินข้าวด้วยกันในวันอันศักดิ์สิทธิ์

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'
เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

มองจากสายตาคนนอกอย่างเรา ช่วยทำให้คำพูดของอ้ายสมพรที่เราเจอที่ป่าหอ บอกกับเราว่า 

“เฮากิ๋นน้ำห้วยเดียวกัน ก่อเป๋นคนบ้านเดี๋ยวกั๋น มีอะหยังก็ต้องอู้จ๋ากัน จ่วยกั๋น” (เราดื่มกินน้ำจากลำห้วยเส้นเดียวกัน เราจึงถือว่าเราเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน มีอะไรก็พูดคุยกัน ช่วยเหลือกัน) 

นั่นชัดเจนในความรู้สึกว่า สิ่งที่เรียกว่า ‘ผี’ ที่เป็นจิตวิญญาณในธรรมชาติ ไม่ได้ทำให้เราเพียงหวาดกลัว แต่ช่วยสร้างสำนึกบางอย่างที่ทำให้เราเป็นส่วนหนึ่งของชิ้นส่วนที่ใหญ่กว่าตัวเรา และชิ้นส่วนเล็ก ๆ นั้นจะมีความหมายร่วม เมื่อถูกนำมาประกอบกันด้วยความสัมพันธ์และสำนึกร่วมลักษณะนี้

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ผีที่มีในคนและคนที่เป็นส่วนหนึ่งของผี

พ่อหลวงเจ๋ง (ศิลป์ชัย นามจันทร์) ผู้ใหญ่บ้านหนุ่มรุ่นใหม่ เล่าให้เราฟังว่านอกจากการเลี้ยงผีขุนน้ำแล้ว ปีนี้ชาวบ้านบ้านป่านอต ยังเอากล้าไผ่ไปปลูกไว้ตรงแนวชายป่าระหว่างป่าชุมชนกับป่าอนุรักษ์ของตำบลอีกด้วย เพราะไผ่เป็นทั้งอาหารและแนวกันไฟที่ดี การที่คนในชุมชนได้ไปเห็นต้นสักอายุหลายปีที่ช่วยกันปลูกไว้เมื่อหลายปีก่อน และกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของป่าใหญ่เพื่อรักษาขุนห้วยที่ทุกบ้านดื่มกินร่วมกัน สิ่งนี้อาจจะเป็นการทำบุญที่ไม่ต้องรอชาติหน้า แต่เป็นการกระทำร่วมกันที่เห็นผลชาตินี้ เหมือนอย่างน้ำที่ไหลเข้าระบบประปาภูเขาของหมู่บ้านวันนี้ ก็เพราะคนรุ่นพ่อของเขารักษาป่าขุนห้วยมาตั้งแต่ปิดสัมปทานป่า

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ผมชอบตอนหนึ่งที่พ่อหลวงแลกเปลี่ยนความเชื่อเรื่องการเลี้ยงผีกับคนนอกอย่างเรา

“สำหรับผม ผมเชื่อว่ามีผีจริง ๆ อย่างการเลี้ยงผี เราอาจจะอธิบายว่ามันเป็นกุศโลบายในการสร้างการจัดการดูแลป่า เหมืองฝาย หรืออะไรก็ตาม ตามอย่างนักวิชาการอธิบาย แต่ถ้าถามคนที่นี่ คนรุ่นพ่อผม แม่ผม มันมีจริง ๆ นะ และตอนนี้ผมเชื่ออย่างนั้น ตอนเด็ก ๆ เราอาจจะไม่รู้สึกมาก แต่เมื่อถึงเวลาที่เราต้องเผชิญกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เราต้องการความรู้จากรุ่นพ่อเรา ปู่ย่าตายายเรา เราจะรู้ได้เอง”

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของ เดวิด อับราม (David Abram) ในหนังสือ The Spell of the Sensuous: Perception and Language in a More-Than-Human World ที่บอกว่าเราต่างมีสัมผัสในระดับจิตวิญญาณที่ใช้สื่อสารกับสิ่งต่าง ๆ ได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ สัตว์ หรือโลกทางวิญญาณที่ไม่ปรากฏ แต่วัฒนธรรมใหม่ที่เราใช้ภาษาเขียนในการสื่อสาร และสารที่ผลิตจากการเขียนและเรียบเรียงผ่านภาษา ทำให้การสื่อสารจากการสัมผัสโดยตรงบิดเบือนไป

คำพูดของพ่อหลวงเจ๋ง ยังคล้ายเรื่องเล่าของ โรเบิร์ต วูลฟฟ์ (Robert Wolff) ในหนังสือเรื่อง Original Wisdom : Stories of An Ancient Way of Knowing มาก ๆ เพราะประสบการณ์ของพ่อหลวงเจ๋งไม่ต่างอะไรเลยจากชาวพื้นเมืองรุ่นใหม่ทั่วโลก ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายในการส่งผ่านความรู้ภายใน Inner Wisdom จากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ไม่ได้เป็นการเรียนรู้ในห้องเรียนที่เปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็นข้อมูล และเชื่อว่าข้อมูลนั้นคือความรู้ที่ผลิตซ้ำและส่งต่อได้ผ่านการอ่านและเขียน อย่างความรู้เรื่องการหายาสมุนไพรในป่า การหาทิศผ่านดวงดาวและกระแสลมของชาวโพลินีเซียนเวลาออกทะเล

ในบันทึกที่ว่าด้วยการเข้าถึงความรู้ภายในของชาว Sng’oi ชนเผ่าพื้นเมืองในป่าของเมเลย์ ของ โรเบิร์ต วูลฟฟ์ ทำให้เราเห็นว่า โลกทัศน์ของสิ่งที่เรียกว่าการพัฒนาในแบบที่เป็นอยู่นั้น ทำให้เราสูญเสียความรู้สำคัญในการสื่อสารกับโลกไปมากแค่ไหน และทางเดียวที่จะกลับไปฟื้นคืนความรู้เหล่านั้นขึ้นมาได้ใหม่ คือการไปร่วมมีประสบการณ์จริง ๆ กับสิ่งนั้น โดยไม่แยกตัวตนของเรากับสิ่งที่เราร่วมเรียนรู้

เยือน อ.แม่ทา หน้าฝน เดินเลาะนา ผ่านป่าหอ เรียนรู้สายใยที่เชื่อมคนกับป่าผ่าน 'ผี'

ทุ่งนา – ป่า – ฝน จิตวิญญาณที่ปรากฏรูป

หลังฝนตกห่าใหญ่ติดกันหลายวันหลังพิธีเลี้ยงผีขุนน้ำ ชาวบ้านไถนาเตรียมเอาน้ำเข้านาของตัวเอง นาแปลงที่ได้น้ำก่อนเริ่มหว่านกล้าข้าวขึ้นเป็นแปลงเขียว มีหุ่นไล่กาแกว่งแขนไหวไปมาตามสายลม บางแปลงเริ่มดำนาแล้ว ด้วยแรงกำลังของผู้คนที่ผลัดเปลี่ยนเอาแรงช่วยกัน บางแปลงเลือกที่จะหว่านหรือใช้เครื่องพ่นเมล็ดข้าวเพื่อประหยัดแรงงานในการดำนา เพราะขาดแรงงานจากคนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของปัจจุบัน สภาพของคันนาและความประณีตบรรจงของนาหลายแปลงที่นี่บอกอะไรได้มากมาย นาที่ยังมีปู มีปลา มีกบเขียดตัวเล็ก ๆ ทำให้เราเห็นถึงความวิริยะและกำลังกายของผู้เป็นเจ้าของนาผืนนั้น ต่างจากคันนาที่มีรอยไหม้จากการใช้ยาฆ่าหญ้า ทำให้นาไร้เสียงเขียด ทำให้ปูนานอนตายหงายกระดอง เพราะขาดแรงงานในการดูแลหญ้าในนาข้าว

กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน
กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน

นาของครอบครัว พรานต๋อง (สาคร สุทธนิล) พรานหนุ่มของแม่ทาที่ทำนาริมห้วยแม่ปงกา น่าจะเป็นตัวอย่างของนาในอุดมคติ นาอินทรีย์ที่มีวิถีใกล้เคียงกับสมัยบุพกาล แม้จะใช้เครื่องมือสมัยใหญ่อย่างเครื่องตัดหญ้าและรถไถนาขนาดเล็กมาทุ่นแรง แต่สายสัมพันธ์ระหว่างป่า นา ห้วย และชีวิตของผู้ลงแรงดูแลที่ดินผืนนี้ ล้วนสอดประสานกันเป็นหนึ่งเดียว

นาที่ดื่มกินน้ำและธาตุอาหารจากป่าขุนน้ำ น้ำที่ไหลผ่านเหมืองฝายที่ผู้คนกินน้ำจากห้วยเดียวกันช่วยกันดูแล ลำเหมืองดินแข็งแรงและสะอาดใส บอกถึงได้ความใส่ใจของผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าที่รักษาโครงสร้างนี้ไว้ โครงสร้างทางสังคมที่มีจิตวิญญาณช่วยโอบอุ้มผู้คนในการดูแลเหมืองฝาย โครงสร้างทางภูมิทัศน์ที่ออกแบบสลักเสลาด้วยน้ำและจอบไถ

เราเห็นแมงอีนิ่วหรือตัวอ่อนของแมลงปอในนาข้าวและลูกอ๊อด กำลังจะกลายมาเป็นอาหารเที่ยงซึ่งครอบครัวกินร่วมกันในห้างนา เราเห็นและรู้สึกถึงการเฉลิมฉลองที่เรียบง่ายของชีวิตในฤดูฝน แรงกายที่ได้จากข้าวปลาอาหารหล่อเลี้ยงชีวิต ที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในการกลับไปดูแลภูมิทัศน์ด้วยโลกทัศน์ ของเรื่องเล่าและตำนาน บนระบบโครงสร้างสังคมที่ยังคงงดงาม แต่ทว่าท้าทายจากแรงผลักของระบบเศรษฐกิจใหม่

กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน
กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน

ดอกเอื้องหมายนายังคงบานอยู่ข้างลำห้วย มองจากตรงนี้ไปยังดอยรอบหุบแม่ทานี้ ดอกตะแบกป่าบานสะพรั่งขึ้นแซมช่อดอกสักตรงเชิงเขา นับจากนี้อีก 3 – 4 เดือน ที่แห่งนี้ยังน่าจะมีฝน วัวที่ถูกต้อนขึ้นไปอยู่ในห้วยลึก จะกลับลงมาอีกครั้งหลังเกี่ยวข้าวเสร็จ เพื่อจะทำหน้าที่ของมันอีกรอบ และถ่ายทอดประสบการณ์ที่มันเรียนรู้ผ่านฤดูกาลให้กับลูกของมัน ไม่ต่างจากผู้คนที่นี่

บ้านที่ใหญ่และสว่างเกินไป

วันที่พวกเราเดินขึ้นเขาเข้าไปในห้วยแม่แทนบนอ่างเก็บน้ำแม่บอนด้วยกัน เพื่อหวังจะไปดูตาน้ำเล็ก ๆ ที่กลายเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เลี้ยงคนครึ่งตำบล ในวันฝนตกป่ายิ่งลึกนั้นยิ่งมืด รากไม้หงิกงอและหินผาในหุบห้วยดูราวภูตพรายที่มีชีวิต

การได้เดินเข้าไปในป่าฤดูฝน ทำให้เราเห็นและรู้สึกถึงอีกด้านหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า ‘ธรรมชาติ’ ธรรมชาติที่มีผี ธรรมชาติที่ไม่ได้ถูกลดทอนดัดแปลงให้มนุษย์พอใจในความงดงามและน่ารัก การได้เดินออกมาจากที่สว่าง ชัดเจน เข้าไปสู่ความมืดของราวป่าในช่วงเวลาสั้น แม้จะเทียบไม่ได้กับคนท้องถิ่นที่เข้าป่าไปเพื่อเลี้ยงชีพหาอยู่หากิน ก็ช่วยทำให้เรารู้สึกถึงเค้าร่างของปัญญาอีกด้านหนึ่งที่เมืองของเราได้สูญเสียมันไปแล้ว

อาจเป็นเพราะเราอยู่ในที่ที่สว่างเกินไป ชีวิตของเราจึงปราศจากความมืดและเชื่อมโยงกับความศักดิ์สิทธิ์ เราจึงมั่นใจในตัวเองเกินไป ว่าปัญญาที่เรามีควบคุมสิ่งต่าง ๆ ได้ ผ่านการคิดและการจัดการสมัยใหม่ เราแทบไม่รู้สึกสงสัยเลยว่าน้ำที่ใช้ดื่มกินนั้นมาจากไหน เราดื่มกินแม่น้ำร่วมกันกับใครบ้าง เพราะทุก ๆ วันน้ำก็ยังไหล ไฟก็ยังคงสว่าง และถ้ามีสักวันที่มันจะไม่ไหล ก็เป็นหน้าที่ของใครสักคนที่ไม่เกี่ยวกับเราที่มีหน้าที่ต้องดูแล

เราไม่จำเป็นต้องคุยกับใคร เพราะในเมืองที่เราอยู่ สิ่งต่าง ๆ แบ่งขาดออกจากกันอย่างชัดเจนด้วยสิทธิ หน้าที่ และกฎหมาย ไม่มีอะไรเป็นทรัพย์สินสาธารณะร่วมที่เราต้องช่วยกันดูแล แบ่งปันกันใช้ ชีวิตเราจึงเงียบสงบ แต่ทว่าอาจจะเรียบแบน เพราะไร้ซึ่งความสัมพันธ์ใด ๆ กับสิ่งที่มีชีวิตและไร้ชีวิต

กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน
กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน
กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน

อั๋น-อภิศักดิ์ กำเพ็ญ เกษตรกรหนุ่มสมาชิกกลุ่ม Maetha Organic เล่าให้ฟังระหว่างที่เดินลัดนาไปยังป่าหอ หย่อมป่าศักดิ์สิทธิ์กลางทุ่งนา ที่มีศาลสถิตจิตวิญญาณของเจ้าอาจยาบอน ผีผู้ดูแลขุนห้วยแม่บอนร่วมกับหอผีอื่น ๆ ว่า

กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน
กลุ่มเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ พาเดินป่าหน้าฝน ตามหาจิตวิญญาณของผู้คนที่ดื่มกินแม่น้ำสายเดียวกัน

“เป็นไปไม่ได้เลย ถ้าครอบครัวหนึ่งจะทำนาของตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพิงกับใคร เพราะน้ำที่ไหลเข้านานั้นเชื่อมโยงถึงกันหมด และเราต้องช่วยกันพูดคุยวางแผนการจัดการแบ่งสรรปันน้ำ รวมทั้งแรงงานที่จะช่วยกัน”

ในโลกธรรมชาติที่สำนึกเรื่องการพึ่งพิงอาศัยซึ่งกันและกันนั้นสำคัญต่อการมีอยู่ของความเป็นทั้งหมด โจทย์ใหญ่ที่สำคัญในยุคสมัยของเรา คือเราจะสร้างเรื่องเล่าใหม่ ๆ ทางวัฒนธรรมได้อย่างไร วัฒนธรรมที่จะถักทอปัจเจกที่แตกสลายให้กลายเป็นข่ายโครงของระบบนิเวศใหม่ มีแบบแผนสอดคล้องกับโลกธรรมชาติได้อย่างกลมกลืนแนบสนิทมากกว่าเดิม

ข้อมูลเพิ่มเติม

หากใครสนใจเข้าไปเรียนรู้วิถีเกษตรกรรมอินทรีย์และการจัดการป่าโดยชุมชนของตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ติดต่อได้ที่เพจ Maetha Organic หรือ คุณอั๋น-อภิศักดิ์ กำเพ็ญ 08 7191 5595

Writer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

Photographers

เจษฎา เปี้ยทา

ช่างภาพหนุ่มอารมณ์ดีชาวเชียงใหม่ พูดไม่ค่อยเก่ง รักเสียงดนตรีเเละการท่องเที่ยว แถมยังหลงรักโกลเด้นรีทรีฟเวอร์เป็นที่สุด

โสภิดา จิตรจำนอง

นกอพยพจากชายฝั่งทะเลใต้ ผู้ปักหลักเป็นอินทีเรียอยู่เชียงใหม่ หลงใหลงานทำมือ รักการเดินป่า และมีสมุนเป็นแมวไทย 2 ตัว

Rewilding 101

ออกเดินทางไปสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างเรากับโลกธรรมชาติรอบตัวผ่านเรื่องราวของการฟื้นคืนธรรมชาติ ...

7 มิถุนายน 2565
4 K

หากใครมีช่วงเวลาวัยเด็กที่ได้เติบโตในบ้านสวน หรือมีโอกาสเดินทางไปเห็นบ้านเรือนของผู้คนที่เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติและสภาพแวดล้อม เชื่อว่าความรู้สึกของเราที่มีต่อคำว่า ‘สวน’ น่าจะมีรายละเอียดของความรู้สึก แตกต่างจากนิยามสวนแบบสมัยใหม่ที่เรารู้จักในกันปัจจุบัน 

คอลัมน์นี้เลยอยากจะชวนผู้อ่านสำรวจความหมายของคำว่า ‘สวน’ ผ่านสวนของผู้คนทางภาคเหนือ ที่เรียกว่า ‘สวนคนเมืองล้านนา’ ที่มีองค์ประกอบของสวนและพืชพรรณ เป็นสะพานเชื่อมผู้คนในวัฒนธรรมหนึ่ง ๆ เข้ากับโครงข่ายทางนิเวศธรรมชาติและสังคมที่สลับซับซ้อน จนเกิดเป็นลักษณะร่วมที่น่ารัก งดงาม และนอบน้อมต่อธรรมชาติ

เรื่องราวและพืชพรรณของสวนคนเมืองล้านนาที่เลือกมา น่าจะให้แรงบันดาลใจของการฟื้นคืนธรรมชาติ (Rewilding) รูปแบบหนึ่ง ผ่านพื้นที่เล็ก ๆ หน้าบ้านที่เรามี เพราะถ้าเราเอาพื้นที่เล็ก ๆ เหล่านี้มาต่อกันเป็นจิ๊กซอว์ ไม่แน่ว่าสภาพแวดล้อมและความสัมพันธ์ที่เรามีต่อชีวิตอื่น ๆ รอบตัวอาจจะเปลี่ยนไป 

‘สวนคนเมืองล้านนา’ พื้นที่เชื่อมคนกับป่า เหมือน ‘Satoyama’ ในหนัง Studio Ghibli

ใครที่ยังนึกไม่ออกว่าสวนแบบที่เรากำลังจะพูดถึงมีหน้าตาอย่างไร อยากให้ลองนึกถึงฉากชนบทหรือหมู่บ้านในหนังของ Studio Ghibli ขึ้นมาสักเรื่อง อย่าง My Neighbor Totoro ก็น่าจะพอทำให้จินตนาการได้ เพราะจิตวิญญาณของสวนและบรรยากาศของความสัมพันธ์ที่เราพูดถึงเป็นแบบนั้น

ในภาษาญี่ปุ่นมีคำว่า ‘Satoyama’ ที่ใช้เรียกภูมิทัศน์ระหว่างหมู่บ้านกับภูเขา คำว่า Sato หมายถึง หมู่บ้าน และ Yama หมายถึง ป่าหรือภูเขา โลกทัศน์ของ Satoyama จึงสะท้อนประกายชีวิตของการอยู่ร่วมกันระหว่างบ้านเรือนของผู้คนกับป่าและภูเขา มีองค์ประกอบของทุ่งนา บึงน้ำ สวนผลไม้ ต้นไม้พื้นบ้าน คลอง และลำเหมือง ที่มนุษย์ขุดขึ้น เพื่อผันน้ำที่ไหลจากภูเขาเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรม ป่าที่มนุษย์เข้าไปใช้ประโยชน์ และป่าศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่สถิตของทวยเทพ

Miyazaki Hayao นักวาดการ์ตูนชาวญี่ปุ่นเจ้าของสำนัก Ghibli จึงมักใช้ฉากของ Satoyama สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ ผ่านการอยู่ร่วมกัน การใช้ประโยชน์จากกันและกันอย่างสอดคล้องและกลมกลืน ซึ่งสิ่งนี้ปรากฏผ่านวิถีชีวิตและวัตรปฏิบัติของผู้คนในสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถออกแบบได้ในกระดาษ โดยปราศจากมิติของฤดูกาล

หากเราลองวาดรูปตัดขวางของภูมิทัศน์ Landscape Transect แบบ Satoyama ตั้งแต่ภูเขาเรื่อยมาจนถึงภายในบ้านของผู้คน จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่า องค์ประกอบต่าง ๆ ของภูมิทัศน์นั้นมีโยงใยหากัน ไม่ว่าจะเป็นลำคลอง ถนน บ่อน้ำ ที่เป็นทรัพยากรร่วมที่ถักทอปัจเจกบุคคลให้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ความสัมพันธ์ที่ว่านี้ยังเชื่อมโยงความหมายของธรรมชาติอย่างป่าเขา เข้ามาอยู่ในสวนภายในบ้านผ่านสัญญะและความหมายต่าง ๆ 

สวนคนเมืองล้านนาและภูมิทัศน์ของหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ที่ราบเชิงเขาในหลากหลายวัฒนธรรม ก็มีลักษณะไม่ต่างจาก Satoyama มากนัก เพียงแต่อาจจะมีรายละเอียดของพืชพรรณแตกต่างกันตามลักษณะภูมิอากาศและภูมิประเทศ 

ลมหายใจของสวนคนเมืองล้านนา 

ในโลกทัศน์ของคนล้านนาและน่าจะรวมถึงผู้คนในอดีต เวลาพูดถึงคำว่า ‘สวน’ มักจะเป็นที่ปลูกต้นไม้ยืนต้นที่ได้ใช้ประโยชน์และอยู่ถัดไปจากบริเวณบ้าน และคำว่า ‘สวน’ นี้ก็มีเซนส์ของการกระทำที่ต้องลงแรงและดูแล มากกว่านั่งชื่นชมความงามเพียงอย่างเดียว สวนจึงมีชีวิตและเติบโตไปพร้อมกับเจ้าของสวนบนวัฏจักรของฤดูกาล 

นอกจากสวนยังมีอีกคำคือ ‘โต้ง’ ซึ่งหมายถึงทุ่งนา ที่มีองค์ประกอบของ ผืนนา คันนา ลำเหมือง ฝาย บึงน้ำที่คนขุดไว้ หรือพื้นที่ปล่อยวัวควายในฤดูแล้ง รวมทั้ง ‘ป่าหอ’ (พื้นที่หย่อมป่ากลางทุ่งนาที่เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ สงบและเย็น) แต่ละองค์ประกอบก็จะมีพืชพรรณตามระบบนิเวศย่อย ๆ ของตัวเอง ถัดไปจากพื้นที่นิเวศทุ่งนา ก็จะมีคำว่า ‘แพะ’ หรือ ‘ป่าแพะ’ หมายถึงพื้นที่ชายป่า ซึ่งส่วนใหญ่ของภาคเหนือเป็นนิเวศแบบป่าเต็งรัง ที่ผู้คนเข้าไปใช้ประโยชน์จากป่า เก็บเห็ด ยอดผัก และยาสมุนไพร เก็บฟืนและตัดไม้ไผ่มาใช้ในชีวิต 

ถัดขึ้นไปจากป่าแพะ ก็จะเรียกว่า ‘ห้วย’ หมายถึงป่าต้นน้ำ ที่เป็นแหล่งน้ำใช้สอยของหมู่บ้าน มีลำห้วยซึ่งมีน้ำไหลตลอดปี เป็นแหล่งที่อยู่ของสัตว์ป่าที่ใช้พื้นที่บางส่วนร่วมกันกับมนุษย์ ป่าประเภทนี้ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ไม่ว่าจะโดยวิถีชุมชนหรือจากหน่วยงานของรัฐ ระบบนิเวศของ ‘ห้วย’ ‘แพะ ‘โต้ง’ ‘สวน’ เชื่อมกันด้วยเส้นทางเดิน ลำห้วยและโครงข่ายเหมืองฝาย จนเป็นเหมือนสะพานนิเวศขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงป่าธรรมชาติมาสู่บ้านที่เป็นพื้นที่อยู่อาศัยของผู้คน รอยต่อระหว่างสวนกับความเป็นธรรมชาติจึงไม่ได้เป็นเส้นขอบเขตที่คมชัด หากแต่พร่าเลือนเหมือนเป็นพื้นที่ขอบ Edge ขนาดใหญ่

‘สวนคนเมืองล้านนา’ พื้นที่เชื่อมคนกับป่า เหมือน ‘Satoyama’ ในหนัง Studio Ghibli
‘เหมือง’ ระบบชลประทานของหมู่บ้านที่จัดการร่วมโดยชุมชน
‘สวนคนเมืองล้านนา’ พื้นที่เชื่อมคนกับป่า เหมือน ‘Satoyama’ ในหนัง Studio Ghibli
‘ป่าหอ’ หย่อมป่าศักดิ์สิทธิ์กลางทุ่งนา

ส่วนคำว่า ‘บ้าน’ ของคนเมืองล้านนา มีความหมายอยู่ 2 นัยยะ คือ พื้นที่ตั้งของหมู่บ้านที่ผู้คนปลูกบ้านและอยู่อาศัยร่วมกัน ซึ่งอาจจะมีพื้นที่สาธารณะร่วมกัน เช่น ลานกลางบ้าน วัด หอผีบรรพบุรุษ หรือใช้น้ำจากลำเหมืองร่วมกัน นับถือและศรัทธาบางสิ่งบางอย่างร่วมกัน 

และอีกความหมายหนึ่ง คือบ้านที่เป็นหลัง ๆ ของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง ที่รวมเอาพื้นที่ลานกิจกรรมกลางแจ้ง ที่เรียกว่า ‘ข่วงบ้าน’ ที่เชื่อมองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น ห้องน้ำ บ่อน้ำ เล้าสัตว์ ยุ้งฉาง รั้วบ้าน สวนครัว ให้เป็นพื้นที่ของการมีชีวิตที่สัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ภายนอกและภายใน 

นิยามของคำว่า ‘บ้าน’ มีสวนเป็นองค์ประกอบสำคัญ และมีความรู้สึกเชื่อมโยงกับสิ่งอื่น ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของความหมาย ความรู้สึก หรือการมองเห็น เวลาเราเข้าไปในหมู่บ้านในท้องถิ่นสักแห่งหนึ่ง เราจึงสัมผัสได้ถึงความต่อเนื่องความกลมกลืนของบางสิ่งบางอย่าง ที่บอกไม่ได้ชัด ๆ แต่รู้ว่ามันมีอยู่ อาจจะเป็นสัดส่วนของอาคารและที่ว่าง ความสูงของรั้ว คุณภาพความเข้มอ่อนของแสงเงาที่ผ่านกิ่งใบของต้นไม้ รูปร่างของเส้นขอบฟ้า หรือแม้กระทั่งกลิ่นของสถานที่ และแน่นอนที่สุด คือลักษณะร่วมของต้นไม้และพืชพรรณ 

‘สวนคนเมืองล้านนา’ พื้นที่เชื่อมคนกับป่า เหมือน ‘Satoyama’ ในหนัง Studio Ghibli
‘ข่วงบ้าน’ ลานดินโล่ง ๆ ที่เชื่อมพื้นที่ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน

‘ภูมิทัศน์’ หรือ ‘สวนแบบคนล้านนา’ จึงกินขอบเขตทางกายภาพของความรู้สึก ไกลเกินกว่ารั้วบ้านตามโฉนดที่ดินแบบที่เราคุ้นเคย เพราะพื้นที่ที่ถัดออกไปจากรั้วบ้านของเรา อยู่ในโลกทัศน์และสำนึกที่เราใช้อ่านภูมิทัศน์เพื่อกำหนดตำแหน่งแห่งที่ของเรากับสภาพแวดล้อม เพื่อทำให้ภูมิทัศน์รอบตัวกลายเป็นพื้นที่ขอบของชีวิตที่รุ่มรวย ซึ่งเราจะใช้ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ ผ่านการกิน การใช้ การชื่นชม หรือแม้แต่บูชา 

ในปัจจุบันสวนแบบคนล้านนาค่อย ๆ หายไปอย่างเงียบ ๆ แน่นอนว่าเราไม่อาจย้อนกลับไปสร้างสรรค์ภูมิทัศน์แบบนี้ที่ดูเป็นเหมือนภาพอุดมคติขึ้นมาใหม่ได้ เพราะวิถีวัฒนธรรมของเราได้เปลี่ยนไปจากเดิม และโครงสร้างเศรษฐกิจและการจัดการภูมิทัศน์ก็เป็นไปในเชิงปัจเจกมากกว่าร่วมหมู่เหมือนแต่ก่อน 

หากแต่คุณค่าของความเข้าใจเหล่านี้ อาจถูกปรับประยุกต์ให้สอดคล้องกับการมีชีวิตที่ดีของเราได้ในปัจจุบัน Ordinary of Good Life ทั้งชีวิตด้านในที่เราปรารถนาการเชื่อมโยงกับสิ่งต่าง ๆ ในระดับที่ลึกซึ้งขึ้น ชีวิตทางสังคมที่เรามีกับคนอื่น ๆ เพื่อนิยามความเป็นชุมชนและความรู้สึกร่วมในรูปแบบใหม่ ๆ ชีวิตทางกายภาพที่เราจะมีอาหารที่สะอาดและปลอดภัย และเติบโตบนผืนดินที่เราจะรักษาดูแล และชีวิตที่ดีคือการเห็นชีวิตอื่น ๆ ที่ร่วมใช้พื้นที่และดูแลโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กับเรา

พรรณไม้ 10 กลุ่มที่แนะนำนี้ เป็นแค่ส่วนน้อยในความหลากหลายที่เคยมีอยู่เดิม แต่ไม่มากก็น้อยอาจจะมีส่วนช่วยในการสร้างบรรยากาศ และความต่อเนื่องระหว่างชีวิตในบริบทใหม่ กับภูมิทัศน์ดั้งเดิมที่เราจะเข้าไปอยู่ร่วมอาศัย 

บางชนิดอาจจะช่วยปลุกความทรงจำในวัยเด็กของเรา หรือกลายเป็นความทรงจำใหม่ของลูกหลานที่จะประทับอยู่ในตัวเขา บางชนิดอาจจะให้ประโยชน์ใช้สอยที่เราจะค่อย ๆ เรียนรู้ เพื่อฟื้นคืนทักษะพื้นฐานของชีวิต เช่น การทำอาหาร การหยิบจับมาดูแลตัวเอง หรือชื่นชมความงามของธรรมชาติใกล้ตัว 

เชื่อว่าเรื่องราวของพรรณไม้และสวนแบบนี้ จะเปิดบทสนทนาให้เราค้นหาความหมายใหม่ ๆ ของสวน ได้รื้อค้นความทรงจำของความสัมพันธ์ของเรากับสวนและพืชพรรณต่าง ๆ ที่เคยมีอยู่ในท้องถิ่น เพื่อให้เราได้กลับมาเชื่อมโยงกับสวนในมิติที่ลึกซึ้งกว่าเดิม 

พรรณไม้บ้าน ๆ ของสวนแบบล้านนาที่น่าปลูก

1. หมากเมือง (หมากสง)

‘สวนคนเมืองล้านนา’ พื้นที่เชื่อมคนกับป่า เหมือน ‘Satoyama’ ในหนัง Studio Ghibli

สมัยนี้ผู้คนอาจจะไม่ได้เคี้ยวหมากเหมือนเมื่อก่อน แต่การปลูกหมากเป็นดงหรือเป็นแนวก็ช่วยสร้างบรรยากาศของเส้นขอบฟ้าที่ให้ความรู้สึกของความเป็นพื้นถิ่น นอกจากนั้น หมากยังใช้พื้นที่น้อยในการปลูก ช่วยยึดแนวดินบริเวณที่ชื้นแฉะอย่างร่องน้ำได้ดีมาก ๆ รากหมากช่วยกรองน้ำให้ใส ตามหมู่บ้านชอบปลูกรอบบ่อน้ำเพื่อรักษาระดับน้ำใต้ดิน และที่สำคัญคือ เวลาที่หมากออกดอกนั้นจะหอมเย็นมาก ๆ เป็นความหอมแบบพิเศษที่เราไม่รู้แหล่งที่มา เพราะช่อดอกหมากจะอยู่สูงเกินกว่าระดับที่สายตาจะเห็น

2. อูนบ้าน

‘สวนคนเมืองล้านนา’ พื้นที่เชื่อมคนกับป่า เหมือน ‘Satoyama’ ในหนัง Studio Ghibli

ต้นอูนบ้านเริ่มค่อย ๆ หายไปจากภูมิทัศน์ท้องถิ่นแล้ว อาจจะเพราะว่าในอดีตเราไม่จำเป็นต้องปลูก เมล็ดของอูนจะลอยมาตามลำเหมือง และขึ้นเองตรงริมตลิ่งบ้าง ริมบ่อน้ำในที่ชื้น ๆ บ้าง พวงดอกของอูนบ้านสีขาวสวย ตัดกับใบสีเขียว เห็นแล้วชื่นตาเย็นใจ พูดว่าอูนบ้านใครหลายคนอาจจะไม่รู้จัก แต่ถ้าบอกว่า อูนบ้าน คือ Elderflower หลายคนอาจจะร้องอ๋อ เพราะอาจจะเคยกินแยม Elderflower หรือ น้ำ Elderflower Soda 

อูนบ้านกับอูนป่าเป็นคนละต้น แต่ดอกคล้าย ๆ กัน ส่วนใหญ่อูนป่าจะพบได้ในป่าดิบอยู่ตามลำห้วย อูนป่านั้นพิเศษตรงที่มีดอกที่หอมเย็นมาก ๆ แต่ผลกินไม่ได้เหมือนอูนบ้าน ถ้าใครหามาปลูกด้วยกันได้น่าจะดีทีเดียว ได้ทั้งกินและกลิ่นไปพร้อมกัน 

3. ซอมพอ (หางนกยูงไทย)

‘สวนคนเมืองล้านนา’ พื้นที่เชื่อมคนกับป่า เหมือน ‘Satoyama’ ในหนัง Studio Ghibli

เวลานึกถึงบรรยากาศบ้านพื้นถิ่นภาคเหนือ คนส่วนใหญ่มักจะเห็นภาพต้นนี้เป็นภาพแรก ๆ ไม้พุ่มกลาง ดอกสีสดตัดกับผนังไม้สีน้ำตาล ซอมพอนั้นให้ดอกสวยและมีหลายสี ส้ม ชมพู และเหลือง ต้นซอมพอปลูกง่าย โตเร็ว นอกจากจะเห็นเป็นต้น ๆ แล้ว เรายังเห็นดอกซอมพออยู่ในสวยดอกที่ใช้ในพิธีทางศาสนา คนล้านนาเลยชอบปลูกซอมพอตรงมุมบันได ตรงรั้วบ้าน เพราะใช้ได้ในหลายโอกาส ภาพที่น่ารักที่สุดคือช่อดอกซอมพอที่ปักแทนปิ่น บนมวยผมยาวที่เกล้ามัดบนหัวของผู้หญิงล้านนา ไม่ว่าสาวแก่แม่เฒ่ายังไงก็งดงาม  

4. ฉัตรสวรรค์

‘สวนคนเมืองล้านนา’ พื้นที่เชื่อมคนกับป่า เหมือน ‘Satoyama’ ในหนัง Studio Ghibli

เรามักจะเห็นฉัตรสวรรค์ขึ้นตามชายป่า ด้วยช่อดอกตั้งทรงฉัตรที่ค่อย ๆ ซ้อนชั้น มีทั้งสีส้ม สีขาว และช่อดอกทนนาน ทำให้ฉัตรสวรรค์โดดเด่นมาก ๆ ฉัตรสวรรค์ยังดึงดูดผีเสื้อหลากหลายชนิด เหมาะที่จะปลูกผสมผสานไปกับต้นไม้อื่น ๆ ใต้ร่มไม้ใหญ่ เพราะเวลาโตกิ่งจะยืดขึ้น ช่วยให้พื้นที่ไม้พุ่มเตี้ยที่ชอบแดดรำไรได้มีพื้นที่ปลูกในระดับล่างได้ ฉัตรสวรรค์ยังมีสรรพคุณทางสมุนไพรอีกเยอะเลย ซึ่งเราเองก็ยังไม่เคยได้ทดลองใช้ หากใครเคยใช้เขียนมาบอกเล่าแบ่งปันกันได้ 

5. รั้วมะขาม

10 พรรณไม้พื้นบ้านล้านนา ที่เชื่อมสัมพันธภาพระหว่างคนกับ สวน-นา-ป่า-บ้าน

รั้วของคนยุคก่อนอาจไม่จำเป็นต้องก่อสร้างด้วยโครงสร้างที่แข็งแรงมาก ๆ อย่างในปัจจุบัน รั้วจึงมีเพียงเพื่อบอกอาณาเขตและป้องกันคนและสัตว์เข้าพื้นที่ และพอให้ลมถ่ายเทไหลเวียนได้ รั้วมะขามเป็นรั้วแบบหนึ่งที่นิยมไม่แพ้รั้วต้นข่อย แต่ที่น่าสนใจกว่ารั้วของต้นข่อยคือรั้วมะขามนั้นกินได้ ในภาคเหนือจึงมีเมนูยำยอดมะขามที่เด็ดได้จากรั้วมาตำกับแคบหมู พริกแห้ง หอมแดง น้ำปลา มะนาว รั้วมะขามปลูกจากเมล็ดมะขามพันธุ์ไหนก็ได้ ทั้งมะขามหวานและมะขามเปรี้ยว เอามาหยอดในหลุมเรียงกันเป็นแถวห่างสักคืบ พอโตขึ้นก็ตัดแต่งเรื่อย ๆ ให้เป็นรั้ว จะได้รั้วสีเขียวดูนุ่มนวลกว่ารั้วไทรเกาหลีหรือชาฮกเกี้ยนแน่นอน 

6. เอื้องหมายนาและดอกอาว (กระเจียว)

ทั้งเอื้องหมายนาและดอกอาว (ภาคกลางเรียกว่ากระเจียว) เป็นพืชในตระกูลขิงข่าที่ขึ้นตามชายป่า ชายทุ่งที่ชื้นแฉะ เรามักจะเห็นเอื้องหมายนาปลูกคู่กับกระเจียวในสวนหลังบ้าน แทรกกับพวกขิง ข่า ขมิ้น และตาเหิน (มหาหงส์) น่าจะเพราะว่าเอื้องหมายนา ต้นสูงกว่าเลยให้ร่มเงากับดอกอาวได้ดี จึงมักปลูกคู่กัน เอื้องหมายนาพันธุ์ไทยแท้ดอกมีสีขาวช่อฐานดอกสีแดงงามโดดเด่น ส่วนดอกอาวนั้นกินกับน้ำพริกได้ ทั้งคู่จะงามช่วงฤดูฝน ช่วงที่ทั้งสองต้นนี้ออกดอก สวนจะให้อารมณ์ของป่าฝนเขตร้อนได้ดี

7. นางแย้ม

10 พรรณไม้พื้นบ้านล้านนา ที่เชื่อมสัมพันธภาพระหว่างคนกับ สวน-นา-ป่า-บ้าน

นางแย้มเป็นไม้พื้นบ้านอีกชนิดที่ให้อารมณ์สวนคนเมือง ดอกนางแย้มนั้นหอมเย็นกลิ่นคล้ายมะลิ เหมาะกับการปลูกใกล้บ้านตรงที่มีหน้าต่าง ช่อดอกทนนานคล้ายไฮเดรนเยีย แต่ดูแลง่ายกว่ามาก ๆ จึงเหมาะตัดเอามาใส่แจกัน ว่ากันว่าดอกนางแย้มที่ตัดออกมาจากต้นแล้วจะไม่หอมเหมือนอยู่กับต้น จริงไม่จริงอย่างไรลองหามาปลูกและพิสูจน์เอา 

8. งา

10 พรรณไม้พื้นบ้านล้านนา ที่เชื่อมสัมพันธภาพระหว่างคนกับ สวน-นา-ป่า-บ้าน

งาเป็นพืชล้มลุกอายุสั้น นอกจากปลูกในไร่ผสมไปกับข้าว ชาวบ้านภาคเหนือบางส่วนยังปลูกผสมในสวนเล็ก ๆ หน้าบ้าน โดยปลูกช่วงปลายฝนเพื่อเก็บเกี่ยวช่วงฤดูหนาว เพราะจะใช้งาในการทำอาหารและขนมต่าง ๆ เก็บเป็นน้ำมันงาเอาไว้กินกับทั้งทาเป็นยา เพื่อให้ความอบอุ่นกับร่างกายช่วงฤดูหนาว งาปลูกง่ายมาก ๆ และดอกสีขาวเล็ก ๆ ก็สวยเมื่อแทรกอยู่กับดอกไม้อื่นๆ 

9. ฝ้าย

10 พรรณไม้พื้นบ้านล้านนา ที่เชื่อมสัมพันธภาพระหว่างคนกับ สวน-นา-ป่า-บ้าน

ฝ้ายเป็นต้นไม้อีกชนิดที่ปลูกง่าย และดอกฝ้ายก็สวยไม่แพ้ดอกไม้ป่าชนิดอื่น ๆ เพราะดอกจะค่อย ๆ เปลี่ยนสีไปตามช่วงแดด ต้นฝ้ายเป็นไม้พุ่มระดับกลาง เหมาะกับการปลูกเป็นแนวรั้วแทรกกับต้นอื่น ๆ เพราะมีอายุหลายปี คนในอดีตปลูกฝ้ายไว้ใช้ทอผ้า หรือฝั้นฝ้ายเพื่อทำด้ายสายสิญจน์มัดข้อมือให้ลูกหลานในวันสำคัญ ในสมัยนี้เราอาจจะมีเสื้อผ้าจากระบบอุตสาหกรรมที่ไม่ต้องทอเองกับมือ แต่การปลูกฝ้ายทิ้ง ๆ ไว้บ้าง อาจเป็นประโยชน์กับนกที่เขาจะเก็บปุยฝ้ายไปรองในรังเพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับลูกน้อย 

10. ว่านต่าง ๆ ที่ให้ดอก เช่น ว่านสี่ทิศ ว่านแสงอาทิตย์ ว่านมหาบัว ว่านมหาลาภ

10 พรรณไม้พื้นบ้านล้านนา ที่เชื่อมสัมพันธภาพระหว่างคนกับ สวน-นา-ป่า-บ้าน
ว่านสี่ทิศ
10 พรรณไม้พื้นบ้านล้านนา ที่เชื่อมสัมพันธภาพระหว่างคนกับ สวน-นา-ป่า-บ้าน
ว่านแสงอาทิตย์
10 พรรณไม้พื้นบ้านล้านนา ที่เชื่อมสัมพันธภาพระหว่างคนกับ สวน-นา-ป่า-บ้าน
ว่านมหาบัว
10 พรรณไม้พื้นบ้านล้านนา ที่เชื่อมสัมพันธภาพระหว่างคนกับ สวน-นา-ป่า-บ้าน
ว่านมหาลาภ

ช่วงตั้งแต่ปลายฤดูร้อนต่อต้นฤดูฝน เป็นช่วงเวลาที่ร้อนอบอ้าวที่สุดของปี พอฝนห่าแรกลง เราจะเห็นว่านเหล่านี้ทั้งโผล่พ้นดินขึ้นมา หรือเปล่งช่อดอกตูมโดดเด่นในระดับพื้นที่ดิน ว่านเหล่านี้เป็นเหมือนคำสัญญาของสายฝน ความทรงจำของเรากับฤดูฝนมักจะมีพืชเหล่านี้อยู่ในฉากของบรรยากาศ ดอกของว่านเหล่านี้สวยมาก ๆ คนที่สนใจศาสตร์การจัดแจกันดอกไม้ขอแนะนำเลย

Writer & Photographer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load