14 พฤศจิกายน 2565

กวาดสายตาไปบนท้องถนนเมืองไทยที่มีรถยนต์หนาแน่นตลอดเวลา ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ใครหลายคนจะมีภาพจำเกี่ยวกับแบรนด์รถยนต์ เพียงแค่เห็น ‘สัญชาติ’ ของรถคันนั้น

รถเอเชียที่วิ่งกันอย่างเนืองแน่น เป็นตัวแทนของยานพาหนะที่จับต้องได้

ขณะเดียวกัน รถยุโรปที่อาจเห็นได้ยากกว่าเพราะราคาสูง คือตัวแทนของคุณภาพและความหรูหรา

แต่นั่นไม่ใช่กับทุกแบรนด์ โดยเฉพาะกับ ‘Kia’

Kia เป็นแบรนด์รถยนต์ที่เก่าแก่ที่สุดของเกาหลีใต้ โดยชื่อมาจากคำว่า ‘คิ’ (기 / 起) ที่แปลว่า ‘การทะยานขึ้นมา’ และ ‘อา’ (아 / 亞) ซึ่งหมายถึง ‘เอเชีย’

เมื่อนำมารวมกัน จึงเกิดเป็นแบรนด์เอเชียที่มีความตั้งใจทะยานขึ้นมาในเวทีโลก

วันนี้ The Cloud มีนัดกับ ฬสนันท์ ภูนิธิพันธุ์กุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ยนตรกิจ เกีย มอเตอร์ จำกัด เพื่อไขความลับเบื้องหลังการเติบโตของแบรนด์ที่เป็นมากกว่าแค่รถยนต์ จนทำให้ยอดจองในประเทศไทยแซงหน้ากำลังการผลิต จนบางครั้งอาจต้องจองข้ามปีกันเลยทีเดียว

9 เรื่องเบื้องหลัง KIA แบรนด์รถยนต์เกาหลีใต้ที่ไม่ได้ขายแค่รถ แต่บันดาลใจผู้ขับขี่

1. หัวใจของ Kia คือ ‘ดีไซน์’

ย้อนกลับไปราว 30 ปีที่แล้ว Kia มีรถยนต์จำหน่ายหลากหลายรุ่น แต่ไม่ได้มีรุ่นไหนโดดเด่นเป็นพิเศษ ถ้าขับไปบนท้องถนนก็อาจจะไม่ได้ต่างจากยี่ห้ออื่น ๆ ซึ่งนั่นทำให้ทีมผู้บริหารตัดสินใจเชิญ ปีเตอร์ ชเรเยอร์ (Peter Schreyer) นักออกแบบมือทองในวงการยานยนต์เข้ามา เพื่อทำอย่างไรก็ได้ ให้รถคันอื่นที่ขับอยู่ข้างหน้า เพียงแค่ชายตามองผ่านกระจกหลังก็รู้ว่ารถคันนั้นคือ Kia

นั่นคือแนวคิดที่ทำให้เกิดการดีไซน์กระจังหน้าให้ออกมาเป็นรูปแบบที่เรียกว่า Tiger Nose ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์จนคว้ารางวัลด้านการดีไซน์มานับไม่ถ้วน และทำให้ก้าวมาสู่ทุกวันนี้ได้

9 เรื่องเบื้องหลัง KIA แบรนด์รถยนต์เกาหลีใต้ที่ไม่ได้ขายแค่รถ แต่บันดาลใจผู้ขับขี่

2. สโลแกนไม่ใช่แค่แท็กไลน์ แต่เป็นเป้าหมายที่ซ่อนอยู่ในประสบการณ์ทุกส่วน

เพื่อรักษาความเป็นแบรนด์ชั้นนำต่อไป ล่าสุด Kia มีการรีแบรนด์ใหม่ โดยไม่ใช่แค่เปลี่ยนโลโก้ สโลแกน หรือภาพลักษณ์ แต่รวมไปถึงเป้าหมายด้วย

สโลแกนเดิมคือ ‘The Power to Surprise’ หมายถึงการนำสิ่งใหม่ ๆ มาให้ลูกค้าอยู่เสมอ

สโลแกนใหม่คือ ‘Movement that inspires’ เริ่มมาจากความเชื่อว่า การเดินทางสามารถสร้างแรงบันดาลใจหรือไอเดียใหม่ ๆ ได้

Kia คลุกคลีอยู่ในวงการยานพาหนะมายาวนาน ตั้งแต่ผลิตมอเตอร์ไซค์ รถบรรทุก จนถึงรถยนต์ และเชื่อว่าการที่มนุษย์ก้าวมาสู่ทุกวันนี้ได้เป็นเพราะการเดินทาง การเคลื่อนที่ขยับขยายอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ดีไซน์ในยุคนี้จึงไม่ใช่แค่หน้าตาของรถยนต์ แต่เป็นการดีไซน์ประสบการณ์ของลูกค้าให้ราบรื่นที่สุด

ประเทศไทยเองก็ได้เปิดตัว Kia Connect ซึ่งเป็นบริการผ่าน Line OA ให้ลูกค้าตรวจสอบสถานะของรถยนต์ รวมถึงจองบริการอื่น ๆ ในที่เดียว ลูกค้าจึงได้ใช้ชีวิตสะดวกขึ้น และมีเวลาไปทำอย่างอื่นที่สร้างแรงบันดาลใจได้มากขึ้นอีกด้วย

3. Kia เป็นตัวแทนของการทะยานของเอเชีย แม้ในยุคใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างทุกวันนี้

ยุคนี้เป็นยุคเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ จากรถยนต์ที่ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในสมัยก่อน รถยนต์ไฟฟ้าหรือที่เรียกกันว่า EV กลายเป็นเทรนด์ที่หลายคนจับตามอง และ Kia ก็เป็นแบรนด์เอเชียที่เป็นผู้นำในเทรนด์นี้ด้วยเช่นกัน

Kia เริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามาตั้งแต่หลายปีก่อนหน้านี้ และได้รับผลตอบรับที่ดีเสมอมา อย่างในสหรัฐอเมริกา ในปี 2022 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้ามากสุดเป็นอันดับสอง เป็นรองเพียงแค่ Tesla เท่านั้น!

4. มาตรฐานเป็นที่ 1 ระดับโลก

นี่คือแบรนด์สัญชาติเอเชียที่พิสูจน์ให้เห็นว่า รถเอเชียก็มีคุณภาพดีไม่แพ้รถยุโรป Kia เป็นที่ 1 ในกลุ่ม Mass-brand ของ U.S. J.D. Power Initial Quality Study (IQS) ซึ่งเป็นรางวัลให้กับแบรนด์รถยนต์ที่มีการรายงานปัญหาน้อยที่สุดติดต่อกัน 6 ปีซ้อน ตั้งแต่ปี 2015 – 2020 และล่าสุด แบรนด์นี้ยังได้รับเป็นที่ 1 ในการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของคุณภาพรถยนต์จาก 2022 U.S. J.D. Power Vehicle Dependability Study

นอกจากการอยู่ในอุตสาหกรรมรถยนต์ Hyundai Motor Group ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ก็ได้ลงทุนในอุตสาหกรรมเหล็กด้วย โดยเหล็กที่นำมาใช้กับรถยนต์ในเครือ Hyundai Motor Group จะเป็นเหล็ก Advanced High Strength Steel หรือ AHSS ซึ่งนอกจากจะแข็งแรงกว่าเหล็กทั่ว ๆ ไป ยังเป็นเหล็กที่มีน้ำหนักเบากว่า ช่วยเพิ่มสมรรถนะการขับขี่และประหยัดน้ำมันได้อีกทาง

9 เรื่องเบื้องหลัง KIA แบรนด์รถยนต์เกาหลีใต้ที่ไม่ได้ขายแค่รถ แต่บันดาลใจผู้ขับขี่
เรื่องราวของ KIA แบรนด์รถยนต์ที่เป็นมากกว่ายานพาหนะ เพราะทำให้ทั่วโลกรู้ว่ารถเอเชียก็มีดีเหมือนกัน

5. ดูแลครอบครัว แบบครอบครัว

หนึ่งในสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจนี้ของ Kia คือการมอบการรับประกันคุณภาพ (Warranty) สำหรับ Kia Carnival ใหม่ทุกคันนานถึง 5 ปี หรือ 150,000 กม. ซึ่งหาได้ยากในรถยนต์สัญชาติเอเชียหรือแม้แต่แบรนด์สัญชาติตะวันตกบางแบรนด์ หากต้องการ Warranty ถึง 5 ปี คุณอาจจะต้องเสียเงินเพิ่มก็ได้ ลูกค้าทุกคนจึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลด้านบริการหลังการขายเสมือนคนในครอบครัว ให้หมดห่วงเรื่องปัญหาเกี่ยวกับตัวรถที่อาจตามมาตลอดอายุการใช้งานของรถยนต์คันนี้

6. โชว์รูมไม่ใช่แค่ที่จัดแสดงรถ แต่คือ Service Center ที่ลูกค้ามาใช้ชีวิตได้

หลายคนอาจมองว่าโชว์รูมคือที่จัดแสดงรถยนต์ให้ลูกค้ามาซื้อและทดลองขับ แต่แบรนด์นี้ไม่ได้มองแบบนั้น โดยตกแต่งใหม่ด้วยโทนสีอบอุ่น ให้ความรู้สึกที่สบายมากยิ่งขึ้น แบ่งโซนเป็นห้องให้ลูกค้ามานั่งสบาย ๆ มีมุมให้นั่งทำงานระหว่างรอ และในอนาคตก็มีแผนจะนำเทคโนโลยีใหม่ต่าง ๆ มาจัดแสดง เพื่อความสนุกสนานและตื่นตาตื่นใจอีกด้วย

เรื่องราวของ KIA แบรนด์รถยนต์ที่เป็นมากกว่ายานพาหนะ เพราะทำให้ทั่วโลกรู้ว่ารถเอเชียก็มีดีเหมือนกัน
เรื่องราวของ KIA แบรนด์รถยนต์ที่เป็นมากกว่ายานพาหนะ เพราะทำให้ทั่วโลกรู้ว่ารถเอเชียก็มีดีเหมือนกัน

7. ไม่คิดว่าตัวเองเป็นแค่รถยนต์หรือเครื่องยนต์ แต่คือประสบการณ์ในการเคลื่อนที่

อีกหนึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในการรีแบรนด์ครั้งนี้ คือ การเปลี่ยนชื่อกลุ่มบริษัท

เดิมชื่อเต็ม ๆ คือ Kia Motor Corporation แต่แบรนด์มองว่าการเคลื่อนที่หรือการเดินทางไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงเครื่องยนต์เท่านั้น แต่เป็นอะไรก็ได้ที่ช่วยให้เราเคลื่อนที่ Kia จึงเชื่อในคำว่า Mobility มากกว่าแค่คำว่า Motor 

ดังนั้น Kia จึงตัดคำว่า Motor ออกจากชื่อ ให้เหลือเพียงคำว่า Kia Corporation เป็นสัญญาณถึงความตั้งใจเป็นมากกว่าแค่เครื่องยนต์ แต่เป็นแบรนด์ที่จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีของการเคลื่อนที่ในยุคใหม่ได้

8. ลงทุนในอนาคตด้วย R&D

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้แบรนด์ก้าวมาสู่จุดนี้และยังก้าวต่อไปในอนาคต คือความตั้งใจไม่หยุดพัฒนา Kia ตั้งศูนย์วิจัยในหลายประเทศ ทั้งในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และอีกมากมาย ทำให้ไม่ถูกจำกัดอยู่กับเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง และยังได้มุมมองจากทั่วทุกมุมโลกอีกด้วย

ตัวอย่างหนึ่งของการวิจัยและพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอหลังการรีแบรนด์ คือการเปิดตัว Dedicated Platform สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า โดยมีแผนเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ถึง 11 รุ่นภายในปี 2026

เดิมทีรถยนต์ไฟฟ้าสร้างโดยเปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาปมาเป็นเครื่องยนต์ไฟฟ้าภายใต้โครงสร้างเดิม แต่คราวนี้ แบรนด์ตัดสินใจดีไซน์โครงสร้างรถยนต์ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้รถยนต์ไฟฟ้าของพวกเขาเป็นยานพาหนะยุคใหม่อย่างแท้จริง ซึ่งนอกจากความเสถียรที่เพิ่มขึ้นแล้ว ภายในรถยนต์ยังจะมีพื้นที่มากขึ้นอีกด้วย

มากไปกว่านั้น Kia Corporation วางนโยบายไว้ว่า อย่างน้อย 6% ของรายได้ทั้งหมด จะทุ่มไปกับการวิจัยและพัฒนา ทำให้นำเสนอสิ่งใหม่ ๆ ให้ลูกค้าได้ตลอดเวลา

เรื่องราวของ KIA แบรนด์รถยนต์ที่เป็นมากกว่ายานพาหนะ เพราะทำให้ทั่วโลกรู้ว่ารถเอเชียก็มีดีเหมือนกัน

9. สร้างนวัตกรรมใหม่เพื่อความยั่งยืน 

เมื่อพูดถึงความยั่งยืน หลายคนอาจนึกถึงการที่บริษัทจัดกิจกรรม CSR ช่วยเหลือสังคม ลดการปล่อยมลภาวะ เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ 

สำหรับ Kia การสร้างความยั่งยืนผ่านวิธีการเหล่านั้นก็อาจเป็นส่วนหนึ่ง เช่น การเป็นพาร์ตเนอร์กับ National Geographic สนับสนุนเรื่องความยั่งยืน แต่ความยั่งยืนที่แท้จริงเป็นมากกว่านั้น

ในทุกวันนี้ รถยนต์ไฟฟ้าอาจเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยประหยัดพลังงานน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ในขณะที่ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่เครื่องยนต์ไฟฟ้า รถยนต์สัญชาติเกาหลีใต้แบรนด์นี้กลับมองล้ำไปถึงการพัฒนา Fuel Cell ซึ่งจะมาเป็นมิติใหม่ของความยั่งยืนในการเคลื่อนที่ของมนุษย์

และนี่ยังเป็นสิ่งที่ทำให้ Kia ไม่ได้ยั่งยืนแบบทั่ว ๆ ไป แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจที่ยั่งยืนให้กับทุก ๆ คนอีกด้วย

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

21 พฤศจิกายน 2565

อากาศเปลี่ยนนิดหน่อยผิวก็เริ่มลอกแห้ง ล้างหน้ากับน้ำที่ไม่คุ้นผื่นคันก็ถามหา หลายคนอาจไม่เชื่อว่าอาการผิวแค่นี้ก็กระทบชีวิตคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้จริง ๆ แถมไม่ได้กระทบเพียงเปลือกนอกอย่างร่างกาย แต่ทำลายความรู้สึกถึงภายใน

ใครไม่เชื่อ แต่ ‘Cetaphil’ เชื่อ เชื่อตั้งแต่ 75 ปีที่แล้วที่ผลิตภัณฑ์แรกอย่าง Cetaphil Gentle Skin Cleanser ถือกำเนิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้คนสมัยนั้น ทั้งยังเชื่อเสมอว่า ต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อให้คนผิวบอบ บางแพ้ง่าย ใช้ชีวิตตามปกติได้เช่นคนอื่น ๆ 

ไม่แปลกใจหากนี่จะเป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศแนะนำ แถมยังวางจำหน่ายกว่า 70 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย แต่ตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้แบรนด์หยุดพัฒนา ยังคงมุ่งมั่นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอยู่เสมอ 

เพราะแบบนี้เอง ในโอกาสครบรอบ 75 ปี บริษัทจึงปรับโฉมตัวเองครั้งใหญ่ ไม่ได้ปรับเพียงแค่สูตรผลิตภัณฑ์ตามเทรนด์ผิวและเป็นมิตรกับผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย เท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรต่อโลก ทั้งในระดับใหญ่อย่างแพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงระดับอณูอย่างวัตถุดิบและกระบวนการผลิต

วันนี้เราได้มีโอกาสพบกับ หนุ่ม-ธวัชชัย บุญทวีกิจ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด และ ตุ่ม-ทัศนีย์ บุญไกรลาส ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ เพื่อพาเราไปย้อนรอยแบรนด์เวชสำอางถึงอดีต เดินทางกลับมายังปัจจุบัน และพูดถึงเรื่องราวในอนาคตที่คาดหวัง

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

1. Cetaphil เกิดขึ้นพร้อมกับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรก

ถ้ามองจากรูปลักษณ์ภายนอก ทุกคนคิดว่า Cetaphil อายุเท่าคนรุ่นไหน 

เราขอเฉลยตรงนี้ว่า แม้จะมีภาพลักษณ์ทันสมัย แต่ความจริงแล้วแบรนด์นี้มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1947 หรือเมื่อ 75 ปีมาแล้ว 

เรื่องของเรื่องคือในสมัยนั้นยังไม่มีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย เภสัชกรชาวอเมริกันในรัฐเท็กซัสคนหนึ่งเลยคิดค้นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ช่วยให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ และกลับมาใช้ชีวิตแฮปปี้ได้แบบเดิม

ถ้าเทียบกับเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ของโลก Cetaphil ก็เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟในการโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรกเลยทีเดียว!

2. ก่อนปรับปรุงสูตรครบรอบ 75 ปี ผลิตภัณฑ์ตัวแรกยังคงสูตรเดิมมาตลอด 

สำหรับคนผิวแพ้ง่าย หลายคนอาจคิดว่ายิ่งต้องลงทุนกับเซรั่มหรือครีมเพื่อคงความชุ่มชื้นแบบเต็มแม็กซ์ แต่ Cetaphil ที่เริ่มต้นบริษัทด้วยผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดผิวหน้า และยังคงยืนหนึ่งเรื่องนี้เสมอมา บอกว่าเราอาจต้องกลับไปทำความเข้าใจการดูแลผิวใหม่ตั้งแต่ต้น

“สิ่งแรกที่เราควรให้ความสำคัญ คือการทำความสะอาดผิวหน้าให้คงความชุ่มชื้นอยู่เสมอ แล้วถึงจะไปเติมความชุ่มชื้นในสเต็ปถัดไป ไม่ใช่ว่าล้างหน้าเสร็จปุ๊บ ผิวก็เอี๊ยดปั๊บ ซึ่งอาจจะดีในคนบางกลุ่ม แต่สำหรับคนที่ผิวบอบบางมาก ๆ นี่คือการทำให้วงจรผิวยิ่งแย่ลง” ตุ่มอธิบาย

แม้ในปี 1947 ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าตัวแรกอย่าง ‘Cetaphil Cleasing Lotion’ หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ ‘Cetaphil Gentle Skin Cleanser’ จะเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ก็ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว เพราะปลอบประโลมผิวและฟื้นฟูผิวบอบบาง แพ้ง่าย ให้แข็งแรงขึ้นได้จริง เป็นผลิตภัณฑ์ที่หายากในท้องตลาดสมัยนั้น 

ความน่าสนใจและแสดงให้เห็นว่าสูตรตั้งต้นนั้นเจ๋งและแจ๋ว คือก่อนจะปรับปรุงวัตถุดิบตั้งต้นในรอบ 75 ปี Cetaphil Gentle Skin Cleanser ยังคงใช้สูตรดั้งเดิมที่คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย คนแรกของโลกได้ทดลองใช้ และสูตรที่ว่าก็ยังเป็นหนึ่งในสูตรที่ขายดีตลอดกาลอีกด้วย

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

3. ถ้าไม่มีวิทยาศาสตร์ ไม่ถือเป็น Cetaphil

แม้จะตั้งต้นจากเภสัชกรที่ห่วงใยคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ก็จริง แต่แกนหลักอีกแกนที่ทำให้แบรนด์อยู่ยั้งยืนยงจนปัจจุบันได้ขนาดนี้ คือการคิดค้น วิจัย และการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ 

ถ้าใครสงสัยว่า Cetaphil เป็นแบรนด์สายวิทย์แค่ไหน? ตุ่มเล่าให้ฟังว่าตลอดระยะเวลาการวิจัยที่ผ่านมาของ Cetaphil ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจะต้องศึกษาวิจัยมากกว่า 550 ครั้งกับอาสาสมัครมากกว่า 32,000 ราย อีกทั้งในแต่ละผลิตภัณฑ์ยังต้องเน้นการวิจัยเพื่อช่วยเรื่องผิวบอบบาง คนแพ้ง่ายใช้ได้จริง คงความชุ่มชื้น และไม่ทำลายโครงสร้างผิว

นอกจากนั้น วัตถุดิบที่คัดสรรก็ต้องมีใบรับรองและผ่านการทดสอบมาแล้วว่าไม่เป็นภัยกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย และแม้บางครั้งการใส่วัตถุดิบที่สุ่มเสี่ยงอาจทำให้เกิดผลลัพธ์กับลูกค้าแบบทันตาเห็น แต่แบรนด์ก็เลือกที่จะไม่ทำ

“เราไม่ได้ใส่ใจเรื่องการอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แค่เฉพาะในขั้นตอนการผลิต แต่กับการสื่อสารแบรนด์ออกไปยังตลาด เราก็ใส่ใจเรื่องวิทยาศาสตร์เหมือนกัน เช่น ถ้าเราจะพูดว่าผลิตภัณฑ์ของเราคงความชุ่มชื้นกี่เปอร์เซ็นต์ เราจะต้องอ้างอิงงานวิจัยเสมอ เพื่อให้ข้อมูลที่ออกไปถูกต้องและไม่เกินความจริงจนเกินไป” ตุ่มยืนยันถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ฝังรากลึกในทุกอณูของ Cetaphil

4. โจทย์หลักในการผลิตสินค้า คือการเป็นทางออกให้ผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย

เมื่อนึกถึง Cetaphil หลายคนคงนึกถึงผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เราเล่าไปแล้ว แต่รู้หรือเปล่าว่าที่จริงแล้วยังมีสินค้าอีกมากที่คิดค้นขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกคน ทุกวัย ทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะสินค้าสำหรับทารกแรกเกิด ไปจนกระทั่งสินค้าสำหรับกู้ผิวแพ้ง่าย ผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ สิว และผู้ที่เป็นผื่นแพ้ผิวหนัง แห้งคันอีกด้วย

แม้มีสินค้าหลากหลาย แต่แก่นแกนที่แท้จริงยังอยู่ นั่นคือการผลิตสินค้าเพื่อให้คนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ 

“ลูกค้าจำนวนมากมีผิวบอบบาง แพ้ง่าย แต่ก็อยากได้ผิวกระจ่างใสด้วย พอสินค้าในตลาดส่วนใหญ่โฟกัสแค่เรื่องความกระจ่างใสอย่างเดียว ลูกค้ากลุ่มนี้ใช้ก็แพ้ทันที ต่างจาก Cetaphil ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนที่มีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เวลาจะผลิตสินค้าชิ้นใหม่ เราจึงต้องเอาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เป็นที่ตั้ง แล้วค่อยโยงออกไปว่าลูกค้าต้องการให้ช่วยแก้ไขปัญหาผิวอะไรอีกบ้าง” หนุ่มอาสาตอบ ก่อนที่ตุ่มจะเสริมถึงแก่นสำคัญ 

“อีกหัวใจสำคัญคือ ลูกค้าต้องใช้สินค้าของเราได้ในระยะยาว โดยไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างหรืออันตรายกับผิว เราจะไม่ทำสินค้าที่ทาแล้วขาวเดี๋ยวนี้ แต่เราจะทำสินค้าที่ทำให้ผิวค่อย ๆ กระจ่างใสขึ้น และค่อย ๆ ดีขึ้นในองค์รวม ไม่อย่างนั้นเราคงไม่สามารถอยู่กับคนแพ้ง่ายมาได้นานถึง 75 ปี” 

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

5. เพราะเทรนด์ผิวที่เปลี่ยนไป ถึงเวลาปรับ 3 ส่วนผสมใหม่ให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้กว่าเดิม

ถ้าเทียบกับคน อายุอานาม 75 ปีก็เป็นรุ่นยายรุ่นทวดได้แล้ว แต่แบรนด์สัญชาติอเมริกันนี้ก็ไม่ได้หยุดพัฒนาตัวเองแม้แต่น้อย Cetaphil ยังคงเป็นวัยรุ่นที่พัฒนาตัวเองและตามเทรนด์ตลอดเวลา หลังจากผลิตภัณฑ์แรกเดินทางด้วยสูตรดั้งเดิมมานาน ฉลองครบรอบ 75 ปีครั้งนี้ จึงหยิบจับเอาเทรนด์ผิวในปัจจุบันมาปรับปรุงสูตรให้ทันสมัยกว่าเดิม 

“เรามั่นใจว่าสูตรที่ผ่านมาของเราดี แต่สภาพแวดล้อมในปัจจุบันมันเปลี่ยนไป มลภาวะทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวแพ้ง่ายก็มีมากขึ้น ที่เห็นได้ชัด ๆ คือ ถ้าวันไหนค่าฝุ่น PM 2.5 สูง แค่จับหน้าก็รู้แล้วว่าหน้าเราไม่ปกติ” ตุ่มเกริ่นถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

เพราะแบบนี้เอง หลังจากเก็บข้อมูลได้ว่าคนในปัจจุบันมีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ Cetaphil จึงสรุปออกมาเป็น 5 สัญญาณผิวแพ้ง่ายที่ให้ชาวเราหมั่นสังเกต ไม่ว่าจะผิวแห้งกร้าน ผิวระคายเคืองง่าย ผิวไม่เรียบเนียน ผิวแน่นตึง และเกราะป้องกันผิวอ่อนแอ จากนั้นจึงนำสัญญาณผิวเหล่านี้ไปคิดค้นและพัฒนา จนได้สูตรปรับปรุงใหม่ของ 4 ผลิตภัณฑ์ขายดีตลอดกาล ทั้ง Cetaphil Gentle Skin Cleanser, Cetaphil Oily Skin Cleanser, Cetaphil Moisturising Lotion และ Cetaphil Moisturising Cream 

สูตรปรับปรุงใหม่ที่ว่าเน้นการปรับปรุงต้นทางของวัตถุดิบและการคัดสรร Skin Power Solution หรือ 3 วัตถุดิบสำคัญให้ดียิ่งขึ้น นั่นคือวิตามินบี 3 (Niacinamide) โปรวิตามินบี 5 (Panthenol) และกลีเซอรีน (Glycerin) ซึ่งช่วยคงความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิว ช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรง และทำให้ผิวมีสุขภาพดี 

“หลายคนอาจบอกว่าวัตถุดิบเหล่านี้ก็มีมานานแล้วนี่ แต่มันไม่ใช่แบบนั้น การคิดค้นสูตรไม่ได้ผลลัพธ์แบบ 1 + 1 เท่ากับ 2 แต่ต้องดูว่าสารตัวไหนมารวมกับสารตัวไหนแล้วจะทำหน้าที่ได้ดีกว่า เช่น ตัว Oily Skin Cleanser ต้องมีสารลดความมันมากกว่าตัวอื่น แต่นักวิจัยจะทำยังไงให้ลดความมันได้แต่ต้องไม่ระคายเคืองผิวด้วย” ตุ่มอธิบาย

6. 75 ปีทั้งที Cetaphil ยังปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่ให้ใส่ใจโลกมากกว่าเดิม

เพราะเชื่อว่าสภาพผิวของผู้คนสะท้อนสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ได้ Cetaphil จึงมีอีกขาสำคัญอย่าง Clear Skies ที่พยายามใส่ใจโลกมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งใหม่เป็น Smart Packaging ที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนลุคธรรมดา ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนเพื่อโลก 

อย่างที่หลายคนรู้ว่าวัสดุบางชิ้นรีไซเคิลไม่ได้ เพราะวัสดุนั้น ๆ ประกอบขึ้นจากวัสดุหลายประเภท แบรนด์จึงหันมาเลือกใช้หีบห่อและวัสดุปิดที่ทำจากวัสดุประเภทเดียวกัน ทั้งยังแยกชิ้นส่วนได้ เพื่อส่งเสริมการแยกขยะ และเพื่อให้วัสดุเหล่านี้ส่งไปรีไซเคิลที่โรงงานรีไซเคิลทั่วไปได้ ไม่ต้องปวดหัว ความน่ารักอีกข้อคือ บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษก็ผลิตขึ้นจากวัสดุหมุนเวียน ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติด้วยนะ 

7. ไม่ได้ใส่ใจแค่แพ็กเกจจิ้ง แต่เป็นมิตรกับโลกระดับอณู

ในโปรเจกต์ Clear Skies ที่ทำ แบรนด์ยังมองลงไปถึงระดับอณูว่า นักวิจัยในมือจะทำยังไงให้วัตถุดิบทั้งหลายเป็นมิตรกับโลกด้วย พร้อมหันมาเลือกใช้วัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติมากขึ้น ไร้พาราเบน ซัลเฟต และส่วนผสมจากสัตว์มากวนใจ 

ความปังคือในฟากการผลิต ธุรกิจยังลดการใช้น้ำได้ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ต่อการผลิตสินค้า 1 ตัน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานเฉลี่ยทั้งปีได้มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เพราะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 95 เปอร์เซ็นต์ และลดการสร้างขยะฝังกลบจนเหลือศูนย์ 

“เราคือบริษัทที่มีเป้าหมายช่วยให้คนมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้นก็จริง แต่สมัยนี้ก็มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยให้สภาวะโลกร้อนดีขึ้น ในเมื่อทำได้ ก็ต้องมาดูว่าจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของเรายังไง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราไปด้วยกันกับโลก” หนุ่มอธิบายถึงปณิธานของ Cetaphil และบริษัท Galderma

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

8. เป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดสอบผลิตภัณฑ์กับสัตว์

เห็นข้อนี้แล้วอดตื่นเต้นไม่ได้ 

นอกจากจะเป็นมิตรกับโลก Cetaphil ยังเป็นมิตรกับเพื่อนร่วมโลกอย่างเจ้าสัตว์ทดลอง เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าหลายปีมานี้ ประเด็นการทดลองสารพัดของอุปโภคบริโภคกับสัตว์กำลังเป็นที่ถกเถียง ถึงขนาดที่แบรนด์ใหญ่ ๆ หลายแบรนด์ต้องหันมาปรับเปลี่ยนตัวเองกันยกใหญ่ แต่ Cetaphil ถือเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์ ก่อนที่หลายประเทศจะออกกฎหมายข้อนี้อีกนะ ยกเว้นก็แต่ในบางประเทศที่มีกฎหมายกำชับว่า ยังไงก็ตาม สินค้าที่นำมาขายต้องทดลองกับสัตว์ด้วย แต่ก็ต้องอ้างอิงตามกฎหมายของแต่ละประเทศกันไป เพื่อให้ถูกต้องตามกฎของแต่ละที่

9. การตลาดแบบไม่ได้อยู่แค่วันนี้

“บอกตามตรงว่า ตลาดบ้านเราเป็นตลาดที่ไม่ง่าย” ตุ่มเกริ่น 

ที่ว่าไม่ง่าย ตุ่มขยายความว่า โดยธรรมชาติของคนเอเชียนั้นรักสวยรักงามมากกว่าคนทวีปอื่น ๆ นอกจากนั้น ตลาดเมืองไทยยังวิ่งเร็ว มีตัวเลือกให้ลูกค้าหลากหลายแบบ ทั้งในเชิงวัตถุดิบและราคา ที่สำคัญ คนไทยถือเป็นลูกค้าที่มีองค์ความรู้เยอะและทำการบ้านก่อนซื้อของเสมอ แต่ถึงจะยากยังไง ตุ่มก็ยืนยันว่า พวกเขาจะไม่ยอมทำการตลาดแบบหวือหวา

“เราพยายามทำการตลาดแบบยั่งยืน และพยายามทำการตลาดที่ไม่ได้อยู่แค่วันนี้ เพราะเราอยากเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ ราคาสมเหตุสมผล และลูกค้าไม่ต้องคิดเยอะ”

ตุ่มยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในการโฆษณาของ Cetaphil จะไม่มีคำว่าขาวอย่างรวดเร็วสักครั้งเดียว เพราะพวกเขาเชื่อในความกระจ่างใสของสีผิว ผิวสุขภาพดีตามธรรมชาติ และความเร็วระดับกลางที่ปลอดภัยกับผิวมากกว่า

10. มากกว่ายอดขาย คือผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้กลับมาใช้ชีวิต 

ปัจจุบัน Cetaphil เป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกแนะนำ วางจำหน่ายใน 70 ประเทศทั่วโลก ทั้งยังเป็นแบรนด์ที่ทำงานร่วมกับหมอทั้งในโรงพยาบาลและคลินิกมายาวนาน เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จหนึ่งของแบรนด์ที่น่าภาคภูมิใจ

แต่ยอดขายไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวที่แบรนด์อยากได้ มากกว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่บริษัท เสียงตอบรับจากลูกค้าต่างหากที่ทำให้มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีกว่าเดิม

“ผมเคยเจอคนที่ผิวแพ้แบบรุนแรงมาก เขาดูไม่มีความมั่นใจเลย และเขาก็มองโลกด้วยความสิ้นหวัง เวลาจะพูด จะเดิน หรือจะทำอะไร มันดูหดหู่ไปหมด แต่เมื่อเขาได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา มุมมองที่เขามีต่อโลกก็สดใสขึ้น เห็นมั้ยว่าไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ทางกายอย่างเดียวนะ แต่มันคือผลลัพธ์ทางใจด้วย

“ในฐานะของแบรนด์ที่มุ่งเน้นเรื่องสุขภาพผิว เรารู้สึกดีว่ามากกว่ารายได้คือเราทำให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งก็ตรงกับเป้าหมายหลักของทั้งบริษัท Galderma และ Cetaphil ว่าไม่ว่ายังไง เราขอเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้น” หนุ่มเล่าประสบการณ์ที่เขาเจอกับตัวเอง

“เหมือนกับสโลแกนใหม่ของเราว่า We do skin, you do skin ที่เราตั้งใจอยากบอกผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ว่าคุณไม่ต้องกลัวนะ ถ้าเป็นเรื่องผิว เราจะช่วยให้คุณกลับไปใช้ชีวิตที่คุณต้องการให้ได้” ตุ่มทิ้งท้ายความตั้งใจ

เพราะผิวแพ้ง่ายบอบบางมีอยู่จริง สนทนากับ Cetaphil ประเทศไทย ถึง 75 ปีที่ผ่านมาและการเปลี่ยนแปลงนับจากนี้ต่อไป

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load